บทที่ 2 เริ่มกลืนกิน

ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ลมเหนือกรรโชกพัด หนาวเหน็บถึงกระดูก พัดพาหิมะขาวลอยล่อง เสียงลมคร่ำครวญหวนโหย ราวกับสัตว์ประหลาดที่คลุ้มคลั่ง

บ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลจูเก่อกำลังเก็บกวาดคอกล่าสัตว์ พวกเขาใช้พลั่วแซะศพเล็กๆ เหล่านั้นขึ้นมา โยนใส่รถม้า ไม่ไกลออกไปได้ขุดหลุมขนาดไม่ใหญ่เตรียมรอไว้แล้ว หญ้าเฮาเฉ่าติดไฟดังเพียะพะ ควันดำหนาทึบลอยคลุ้ง นั่นคือสถานที่สำหรับกลบฝังพวกเด็กๆ แม้แต่เดรัจฉานกระหายเลือดเหล่านั้นก็ฝังรวมไว้ด้วยกัน ชีวิตที่ไร้ค่าดั่งเศษหญ้าเหล่านี้ ก็เหมือนกับลูกหนังแต่ละใบ เจ้าของผู้มีอันจะกินพวกนั้นเพียงเล่นครั้งเดียวก็เบื่อหน่าย ดังนั้นจึงกำจัดทิ้งทั้งหมด

จิงเยว่เอ๋อร์คลุมร่างด้วยถุงกระสอบปุปะใบหนึ่ง ก้มศีรษะต่ำสงบนิ่ง นั่งพิงข้างกรงเงียบงัน นางได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อให้เกิดขึ้นบนตัวคนหนุ่มสาว ก็ไม่แน่ว่าจะอดกลั้นได้ถึงระดับไม่ครางออกมา บ่าวรับใช้ของบ้านตระกูลจูเก่อเข้าใจว่านางคงใกล้ตายแล้ว แต่แวะเวียนมาดูหลายครั้ง กลับพบว่าทรวงอกของเด็กคนนั้นยังกระเพื่อมขึ้นลงเบาๆ พวกเขารู้ดี นั่นแปลว่ายังหายใจอยู่ มีพลังประหลาดบางอย่างกำลังผลักดันเด็กน้อยที่ใกล้ตายคนนี้ให้ดำรงชีวิตต่อไป พวกเขาจึงไม่ได้จับนางโยนลงหลุม แต่จับนางกลับเข้ากรงแล้วนำออกไป

กรงที่ก่อนหน้านี้เบียดเสียดยัดเยียด บัดนี้เวิ้งว้างว่างเปล่า พวกเด็กๆ ล้วนตายเกลี้ยง เหลือแค่คนเดียว พวกบ่าวรับใช้พากันทอดถอนใจกับความโชคดีของเด็กน้อย ขณะเดียวกันก็แอบชะโงกหน้าสำรวจนางเป็นระยะอย่างระมัดระวัง

แม้จะไม่กล่าวออกมา แต่พวกเขาพอรู้สึกได้ว่า เด็กคนนี้เทียบกับตอนแรกก่อนเข้ามา มีบางอย่างผิดแผกแปลกไป

 

 

คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อผ่านเข้าประตูหลัง จูซุ่นก็มอบจิงเยว่เอ๋อร์ให้กับคนงานทั่วไปสองคน กำชับสองสามประโยค ก่อนมองจิงเยว่เอ๋อร์ด้วยสายตาเย็นเยียบแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวออกไป

สิ้นเสียงเปิดกลอนประตู จิงเยว่เอ๋อร์โดนผลักเข้าไป นางยังไม่ทันได้ลุกขึ้น ประตูก็ปิดโครมลงกลอนอย่างแน่นหนา

ความมืดดำปกคลุมสี่ทิศ ในมุมหนึ่งกองสุมด้วยไม้ฟืนเป็นมัดใหญ่ ได้ยินเสียงหนูร้องจี๊ดๆ เด็กหญิงกลับมิได้แหกปากร้องกรีดเพราะความตื่นผวา นางนั่งอยู่กลางห้อง ปลดถุงกระสอบปุปะลงจากไหล่ ใช้ฟันกัดไว้ จากนั้นออกแรงฉีกเป็นชิ้น นำมาพันแผลตามเนื้อตัวอย่างรวดเร็ว ฝีมือชำนาญจนน่าตกใจ

เวลายืดยาวปานนี้ พอให้จารชนที่ได้มาตรฐานคนหนึ่งสงบสติอารมณ์ลง ก่อนใช้ความคิดที่รอบจัดและอารมณ์ที่เยือกเย็นมาเผชิญหน้ากับเรื่องราว แม้ว่าสถานการณ์ที่ต้องเผชิญจะเหลือเชื่อเหนือคาดก็ตาม

แน่นอน จิงเยว่เอ๋อร์ในยามนี้ ก็คือพันตรีฉู่เฉียวรองผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ซึ่งพลีชีพเพื่อชาติ ชะตาชีวิตคนเรา บางครั้งก็สุดจะคาดฝัน ในห้วงปลักอันล้ำลึกไม่แน่ว่าจะซ่อนแฝงด้วยความตายเสมอไป บางที อาจเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็ได้

ฉู่เฉียวชูมือขึ้นมา อาศัยแสงสว่างจากภายนอกพินิจมองฝ่ามือน้อยๆ ข้างนี้ ความซึมเศร้าสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นกลางใจ หากแต่ไม่รู้ว่า ที่แท้ตัวเองเศร้าสลดเพื่อตัวเอง หรือเพื่อเด็กน้อยที่น่าสังเวชคนนี้

“ที่นี่ไม่มีใครแล้ว อนุญาตให้ตัวเองทุกข์โศกและหวาดกลัวได้ แต่ว่า จะต้องย่นเวลาให้เหลือสั้นที่สุด”

เด็กหญิงพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา น้ำตารินลงมาเอื่อยๆ ไหลผ่านใบหน้าที่ดำคล้ำซูบผอม แล้วกอดเข่าฟุบศีรษะลงไป เอาดวงหน้าซุกซบกับสองแขน ปราศจากสุ้มเสียง แต่แผ่นหลังกลับค่อยๆ สั่นเทาขึ้นมา

นี่เป็นค่ำคืนแรกที่ฉู่เฉียวมาถึงราชวงศ์ต้าเซี่ย ในห้องเก็บฟืนที่ลมหนาวเข้าออกสะดวกของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ เป็นครั้งแรกที่เธอหลั่งน้ำตาอย่างหมดทางสู้เพราะความอ่อนแอและหวาดกลัว เธอให้เวลาตัวเองหนึ่งชั่วยาม สาปแช่งชะตากรรม รำลึกถึงความหลัง วิตกกังวลถึงอนาคต และปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ หลังหนึ่งชั่วยามผ่านไป เธอจะไม่ใช่ฉู่เฉียวนายทหารบัญชาการชั้นสูงแห่งหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 อีกแล้ว แต่เป็นทาสเด็กที่อ่อนวัยและไร้ที่พึ่งพิงคนนี้ ต้องดำรงชีวิตอยู่ในราชวงศ์ที่ดิบเถื่อน ปราศจากมนุษยธรรม กระหายเลือดและไร้กฎระเบียบแห่งนี้

ชะตาชีวิตผลักไสเธอลงสู่หล่มเลน เธอบอกกับตัวเองว่า เธอต้องปีนออกมา

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ไม่เปิดโอกาสให้เธอวิตกทุกข์ร้อนหรือถอนใจรำพึงรำพัน หากไม่ฮึดสู้ เธออาจมีชีวิตไม่พ้นคืนนี้

เธอยื่นมือน้อยออกไปในความมืด เก็บท่อนไม้เล็กๆ ขึ้นมา เริ่มขีดเขียนบนพื้น

จูเก่อ เว่ย มู่ เจวี๋ย เช่อ เขียนถึงตรงนี้ เธอขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ข้างนอกมืดแล้ว เสียงใบไผ่ต้องลมดังแว่วมาแต่ไกล ในนั้นยังมีเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของนางโลมนางรำ หวนคิดเงียบๆ อยู่นาน ในที่สุดก็เขียนตัวสุดท้ายลงไป...เยียน

กลางโถงใหญ่คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อที่เต็มไปด้วยเสียงชนจอกอันครึกครื้น ตาขวาของเยียนสวินพลันกระตุกวูบรุนแรง เขาย่นหัวคิ้วที่ชวนมอง ก่อนหันศีรษะไปช้าๆ จ้องเขม็งไปทางแสงสีราตรีที่มืดสนิท

รัตติกาลมรณะ แร้งกาโบยบิน ราชวงศ์ที่อัปลักษณ์โสมมนี้ ได้เริ่มฟอนเฟะจากข้างในแล้ว

ทุกสิ่งที่เก่าคร่ำถูกกำหนดให้ต้องเสื่อมสลาย เพื่อให้ระเบียบใหม่ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นอีกครั้งในเถ้าธุลี

 

 

แม้เนื้อตัวแสบระบมด้วยบาดแผลเจียนขาดใจ ฉู่เฉียวยังคงฝืนทนลุกยืนขึ้น วิ่งวนในห้องเก็บฟืนเล็กๆ นั้นรอบแล้วรอบเล่า นานๆ ก็หยุดพักบีบนวดไปตามผิวหนัง ไม่ให้แข็งตายอยู่ในห้องเก็บฟืนที่โกโรโกโสแห่งนี้

เสียงเคาะบอกเวลายามสามเพิ่งผ่านไป หน้าต่างที่สูงท่วมหัวพลันถูกยกขึ้นช้าๆ จากนั้นปรากฏศีรษะน้อยๆ ใบหนึ่ง ฉู่เฉียวสะดุ้งเฮือก แหงนมองไป เห็นแค่ดวงตาสดใสของผู้มา กำลังกวาดมองในห้องเก็บฟืนรอบหนึ่ง ครั้นเห็นฉู่เฉียว ความลิงโลดก็ฉายชัดออกมาทันที เขายกมือทำท่าเป็นเชิงห้ามส่งเสียง จากนั้นพลิกตัวกระโดดเข้ามาในห้องอย่างปราดเปรียว

เด็กชายซอยเท้าวิ่งเข้ามา ยื่นแขนรั้งร่างฉู่เฉียวเข้าไปกอด ก่อนปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นทว่าหนักแน่น “เยว่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว พี่ห้ามาแล้ว”

เด็กชายผอมโซ อายุไม่มาก ดูเหมือนแค่แปดเก้าขวบเท่านั้น มันสวมชุดสีเทาหลวมโพรกทั้งตัว ยิ่งเน้นความผ่ายผอมกว่าเดิม รูปร่างของเขายังโตไม่เต็มที่ เพียงสูงกว่าฉู่เฉียวครึ่งศีรษะ ใบหน้ากลับเผยริ้วรอยทรหดอดทนต่อความยากลำบากนานัปการ เขากอดเด็กน้อยในอ้อมแขนแน่น พลางลูบหลังไหล่ของนางไม่หยุด ปลอบแล้วปลอบอีกว่า “ไม่ต้องกลัว พี่ห้ามาแล้ว”

ไม่ทราบเพราะอะไร ขอบตาของฉู่เฉียวพลันรื้นชื้น น้ำตาเม็ดโป้งหยดลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ ร่วงบนเสื้อที่หยาบกระด้างของเด็กชาย ไม่ทราบเป็นการตอบสนองของร่างนี้หรือเป็นความรู้สึกแท้จริงของเธอ ในคืนที่เหน็บหนาวและแปลกแยก อ้อมแขนที่เรียวเล็กทว่าอบอุ่นนี้ ช่างล้ำค่าเหลือเกิน

แสงจันทร์นวลผ่องส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา สะท้อนบนร่างเด็กน้อยที่เล็กเตี้ย รอบด้านเย็นยะเยือก มีเพียงในอ้อมอกที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นอันน้อยนิด ร่างกายเล็กๆ ของเด็กชายคล้ายภูผาที่หนักแน่น ในค่ำคืนที่เหน็บหนาวนี้ แม้หวั่นหวาดจนตัวสั่นเทา ทว่ายังคงกอดน้องสาวของตัวเองไว้ สองแขนรัดแน่นไม่คลอนแคลน

“เยว่เอ๋อร์ คงหิวแย่แล้ว”

เด็กชายคลายวงแขน ยื่นนิ้วมือดำปี๋ออกมาเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มของฉู่เฉียวอย่างแผ่วเบา พลางฉีกยิ้มที่ชวนมอง กล่าวเสียงสดใสว่า “เจ้าดู พี่ห้าเอาอะไรมาฝาก”

กล่าวจบก็หยิบถุงผ้าจากด้านหลัง เด็กชายนั่งลงที่พื้น เปิดถุงผ้าอย่างรวดเร็ว กลิ่นอาหารหอมฉุยพลันโชยออกมา เขาเงยหน้ามองฉู่เฉียวที่ยังยืนนิ่ง เลิกคิ้วกล่าวว่า “นั่งลงเถอะ”

ชามกระเบื้องเนื้อหยาบใบหนึ่ง ลวดลายด้านข้างสึกหรอจนหมดสี ตรงขอบยังมีรอยบิ่นเล็กๆ หลายรอย ข้าวสวยพูนชาม ด้านบนโปะด้วยผักสีเขียว ไม่มีน้ำมันเยิ้ม แต่กลิ่นที่โชยออกมาช่างหอมหวนนัก เด็กชายยื่นตะเกียบยัดใส่มือฉู่เฉียวพลางเร่งว่า “รีบกิน”

ฉู่เฉียวก้มหน้าพุ้ยข้าวเข้าปาก ในปากเค็มปร่า ยังมีรสชาติของน้ำตา ในคอตีบตัน ขบเคี้ยวเหมือนเครื่องจักร จากนั้นสะอื้นเบาๆ คราหนึ่ง เด็กชายมองดูด้วยสายตาอาทร ทุกครั้งที่ฉู่เฉียวอ้าปากกินคำหนึ่ง เด็กชายก็จะอ้าปากตามเบาๆ เหมือนสอนกินข้าวกระนั้น พอเห็นฉู่เฉียวกลืนลงไป ก็ยิ้มกว้างจนตาหยี

ตะเกียบที่พุ้ยข้าวในชาม ทันใดนั้นกระทบโดนบางสิ่ง พองัดขึ้นมา ถึงกับเป็นหมูแดงที่ควันกรุ่นชิ้นหนึ่ง

เนื้อหมูติดมันขนาดเท่านิ้วโป้ง โดนย่างจนเกรียมเล็กน้อย ในคืนที่หนาวเย็นมืดหม่นแบบนี้ กลับยั่วน้ำลายผู้คนเหลือเกิน

เสียงท้องร้องดังจ๊อก ฉู่เฉียวเงยหน้ามองไปทางเด็กชาย เห็นเด็กชายลูบท้องตัวเองอย่างเก้อเขิน พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่สนใจสักนิดว่า “ข้าเพิ่งกินข้าวมา ไม่หิวหรอก”

ฉู่เฉียวยื่นตะเกียบไป “ท่านกินเถอะ”

เด็กชายสั่นหน้าทันควัน “คืนนี้พวกเราได้กินดีเป็นพิเศษ นายน้อยสี่เพิ่มกับข้าวให้พวกเรา ปลาหลี่อวี๋น้ำแดง กระดูกหมูสามรส สันในหมูผัดพริก น้ำแกงเป็ดตุ๋น มีกับข้าวหลายอย่างนัก ข้ากินจนท้องแทบแตก ตอนนี้กินอะไรไม่ลงแล้ว”

ฉู่เฉียวยังดึงดันยื่นตะเกียบไป “ข้าไม่ชอบกินหมูติดมัน”

เด็กชายผงะไปเล็กน้อย จ้องหน้าฉู่เฉียว แล้วมองหมูแดงชิ้นนั้น ก่อนกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว นานมาก ค่อยยื่นมือออกมารับตะเกียบของฉู่เฉียว อ้าปากกัดตรงส่วนที่ติดมัน จากนั้นยื่นส่วนที่เป็นเนื้อล้วนกลับมา ฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวสองแถว “เยว่เอ๋อร์ ตอนนี้กินได้แล้ว”

ฉู่เฉียวจู่ๆ ก็แสบจมูกขึ้นมา นางรีบก้มหน้าลงอย่างเร็ว น้ำตาเอ่อขังปริ่มขอบ สุดท้ายร่วงลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่

นานครู่ใหญ่ ก่อนนางจะเงยหน้าขึ้นช้าๆ ส่งยิ้มให้เด็กชาย อ้าปากงับเนื้อชิ้นนั้น เคี้ยวพลางแย้มยิ้มกว้าง

“เยว่เอ๋อร์ อร่อยหรือไม่?” ดวงตาของเด็กชายเป็นประกายแจ่มจ้า เหมือนดวงดาราที่ปลายขอบฟ้า

ฉู่เฉียวพยักหน้าโดยแรง ลำคอตีบตัน สุ้มเสียงติดสะอื้น “อร่อย เป็นเนื้อหมูที่อร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยกินมาชั่วชีวิต”

“เด็กโง่” เด็กชายยื่นมือไปขยี้ผมเด็กหญิง สีหน้าเจือความอาดูรเมื่อกล่าวว่า “เจ้าเพิ่งกี่ขวบกัน กลับพูดคำว่าชั่วชีวิต ไม่ต้องพูดถึงอนาคต เฉพาะตอนพวกเรายังเด็กก็เคยกินอาหารชั้นหนึ่งมาแล้ว ตอนนั้นเจ้ายังเล็กคงจำไม่ได้ แต่เจ้าไม่ต้องห่วง วันหนึ่งข้างหน้า พี่ห้าจะให้เจ้าได้กินอยู่สุขสบาย ของอร่อยบนโลกจะหามาให้เจ้ากิน ไม่ใช่แค่หมูแดง ยังมีโสม ปลาเป๋าฮื้อ รังนก หูฉลาม ต้องการสิ่งไหนมีสิ่งนั้น ถึงตอนนั้นใครก็อย่าหมายข่มเหงพวกเรา เยว่เอ๋อร์ เจ้าเชื่อพี่ห้าหรือไม่?”

ฉู่เฉียวผงกศีรษะ ก่อนก้มหน้าพุ้ยข้าวจนเต็มปาก รสชาติขื่นขม แต่กลับอุ่นละมุนปานนั้น

“เยว่เอ๋อร์ ไม่ต้องกลัว” เด็กชายถอดเสื้อชั้นนอกบนร่างออกมา คลุมบนไหล่ของฉู่เฉียว น้ำเสียงอ่อนใส ทว่าหนักแน่นทุกคำ “พี่ห้าจะปกป้องเจ้า พี่จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าตรงนี้ ไม่ต้องกลัว”

พระจันทร์ซึมเศร้า เงาแสงเคลื่อนคล้อย สะท้อนผ่านรอยแตกเข้ามาในห้องเก็บฟืน ส่องให้เห็นเด็กน้อยตัวเล็กจ้อยสองคนอิงแอบกันอย่างชิดใกล้ แลดูกะจิริด ทว่าอุ่นอิ่มนัก

ไกลออกไป แสงไฟสว่างเจิดจ้า เสียงเพลงบรรเลงขับขาน กลิ่นสุราอาหารคละคลุ้ง นครเจินหวงที่ไม่หลับไม่นอน ในที่สุดก็มาถึงจุดเร้าใจของงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่มโหฬาร ภายใต้แสงโคมไฟที่สว่างเรืองรอง ไม่มีใครจดจำเด็กหญิงที่โชคดีรอดชีวิตจากสนามล่าสัตว์มาได้คนนั้น ลมหนาวกระโชกแรง พัดพลิ้วผืนธงแห่งต้าเซี่ยปลิวไสว

วันถัดมาเมื่อตื่นขึ้น เด็กชายหายไปแล้ว บนพื้นมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนไว้แถวหนึ่ง ‘พี่ห้ามาใหม่ตอนค่ำ ใต้ฟืนมีหมั่นโถว’

ฉู่เฉียวคลานไปที่กิ่งไม้แห้งตรงมุมห้อง เห็นหมั่นโถวที่เริ่มเหลืองห่ออยู่ในกระดาษน้ำมัน สองมือกำพวกมันไว้ สีหน้านิ่งเฉย แววตากลับเริ่มแฝงเร้นไออุ่น

ชีวิตที่ปราศจากผู้คนถามไถ่ผ่านไปเช่นนี้สามวัน ทุกค่ำเด็กชายจะเอาของกินเข้ามาและอยู่เป็นเพื่อนนาง วันรุ่งขึ้นค่อยจากไปเงียบๆ พอวันที่สาม เสียงเปิดประตูห้องเก็บฟืนก็ดังขึ้น จูซุ่นมองเหยียดฉู่เฉียวที่สามวันยังคงรอดชีวิตอยู่ได้ หัวคิ้วขมวดแน่น สุดท้ายค่อยสั่งบ่าวรับใช้ปล่อยเด็กหญิงออกไป

ชั่วขณะที่ย่างเท้าออกจากห้องเก็บฟืน ฉู่เฉียวหยุดยืนหน้าประตู มองดูห้องเก่าคร่ำผุพังนั้นแวบหนึ่ง ริมฝีปากเม้มแน่นเมื่อบ่ายหน้ากลับไป

 

 

ยิ่งเดินไปข้างหน้า เรือนที่เห็นยิ่งซอมซ่อ ตลอดทางเห็นเด็กกลุ่มใหญ่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ข้างทางเดินอย่างขลาดกลัว แอบมองมาทางฉู่เฉียว เมื่อเดินถึงเรือนเล็กหลังหนึ่ง คล้อยหลังพวกบ่าวของพ่อบ้านจู เด็กจำนวนหนึ่งก็กรูเข้ามา แย่งกันกอดนางไว้

“เจ้าหก ได้กลับมาเสียที”

“พี่หก พวกเราคิดว่าพี่จะไม่กลับมาอีกแล้ว”

“พี่เยว่เอ๋อร์ ฮือ...”

เด็กๆ แย่งกันพูดเสียงระงม ปล่อยโฮอย่างไม่ปิดบัง ทำเอาฉู่เฉียวตกใจแทบสะดุ้ง ชั่วขณะนั้นได้แต่ยืนกับที่ในวงล้อมของพวกนาง อดทนกับเด็กน้อยที่น้ำมูกน้ำตาไหลย้อยกลุ่มนี้

“เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้ว”

เสียงเด็กชายพลันดังขึ้น เหล่าเด็กน้อยพากันหันขวับ เปล่งเสียงร้องเรียกกระหึ่มว่า “พี่ห้า!”

เด็กชายวิ่งเข้ามาจากด้านนอก ในมืออุ้มห่อผ้า เพิ่งวิ่งได้สองก้าว ได้ยินเสียงร่วงกราวเต็มพื้น ที่แท้เป็นเม็ดแตงหอบหนึ่ง เด็กๆ พลันฮือฮาด้วยความตื่นเต้น ทิ้งฉู่เฉียวทันทีแล้ววิ่งถลาเข้าไป

“ไม่ต้องแย่งกัน มีให้ทุกคน” เด็กชายทำท่าเหมือนผู้ใหญ่ กล่าวว่า “เยว่เอ๋อร์เพิ่งรอดจากความตาย ซ้ำยังเจ็บหนัก ทุกคนอย่าส่งเสียงหนวกหู หลายวันนี้ทุกคนต้องช่วยกันทำงานแทนนาง”

เด็กๆ ผงกศีรษะระรัว เด็กหญิงถักเปียสองเส้นคนหนึ่งแหงนหน้าขาวใส ยิ้มกว้างพลางกล่าว “พี่ห้า ท่านวางใจเถอะ พวกเราจะช่วยพี่หกเอง”

“เจ้าเจ็ด แผลหายแล้วหรือ? ไฉนลงจากเตียงแล้ว” เด็กชายย้อนถาม

“พี่ห้า หายดีแล้ว” เด็กน้อยยิ้มรื่น พลางถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นรอยแส้เขียวอมม่วง บางจุดเห็นเนื้อปริแตก ยังไม่ทันสมานสนิท เสี่ยวชี (น้องที่เจ็ด) ยิ้มพลางกล่าวว่า “ยาที่ท่านเอามาใช้ดีมาก พอทาก็หายเจ็บ เมื่อวานตอนเจ้าแปดไปป้อนอาหารม้า โดนจี๋เฟิงเตะที่เอว ข้าต้องไปช่วยนาง”

“หลินซี เจ้าเข้ามา ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย” เด็กหญิงคนหนึ่งเดินปราดเข้ามา ฉุดมือเด็กชายไว้

เด็กชายหันมองฉู่เฉียวแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เยว่เอ๋อร์ ข้างนอกลมแรง เจ้าเข้าไปด้วยกันเถอะ”

เรือนพักที่เล็กแคบและเก่าคร่ำ เตียงคั่ง ( เชิงอรรถ - *เตียงที่ก่อด้วยอิฐ เจาะเป็นช่องข้างใต้สำหรับใส่ฟืนเพื่อให้ความอบอุ่น ) ขนาดใหญ่ ข้างบนมีฟูกและผ้าห่มสิบกว่าชุดวางอยู่ เด็กชายที่ชื่อว่าหลินซีเอ่ยขึ้น “พี่จือเซียง มีเรื่องอะไร”

จือเซียงก็อายุไม่มาก ดูท่าทางประมาณสิบขวบเศษ นางย่อตัวลงไปเปิดช่องใต้เตียงที่มืดสนิท ล้วงเอากล่องเล็กๆ ใบหนึ่งออกมา “อีกห้าวันก็จะถึงวันครบรอบวันตายของพวกท่านพ่อท่านแม่และลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ธูปเทียนและเงินกระดาษที่เจ้าให้พวกเราแอบเตรียมไว้ พวกเราล้วนเตรียมเสร็จแล้ว”

หลินซีพยักหน้า “ระวังหน่อย อย่าให้พ่อบ้านจูมาเห็นเข้า”

“อืม ไม่ต้องห่วง ไม่มีใครมาแถวนี้หรอก เจ้าต่างหาก อยู่รับใช้ข้างกายนายน้อยสี่ต้องระวังให้มาก วันก่อนข้าได้ยินซื่อถาวของโรงซักล้างบอกว่า ที่เรือนนายน้อยสามเฆี่ยนบ่าวน้อยตายไปอีกสองคน นายน้อยสี่แม้ไม่เหมือนนายน้อยสาม แต่นิสัยแปลกประหลาด เดาอารมณ์ไม่ถูก นายท่านไม่อยู่ นายน้อยใหญ่ก็ไม่สนใจเรื่องในคฤหาสน์ พวกเขาก็ยิ่งไม่เกรงกลัว เมื่อเดือนก่อนนายท่านผู้เฒ่าก็ทำดรุณีทาสตายไปยี่สิบกว่าคน บ้านตระกูลตู้ที่ถูกซื้อเข้ามาพร้อมพวกเราล้วนไม่เหลือแล้ว ข้าวิตกว่าสักวันคงถึงคราวพวกเราแน่”

ขณะที่กล่าว พลันได้ยินเสียงกรีดร้องตกใจดังจากด้านนอก ตามด้วยเสียงแหลมเล็กตะคอกขึ้นว่า “ดีจริง เจ้าพวกทาสชั้นต่ำ บังอาจขโมยของ ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่?”

หลินซีย่นคิ้ว ขณะจะเดินออกไป จือเซียงกลับฉุดเขาไว้พลางกระซิบว่า “รีบออกไปทางด้านหลัง อย่าให้ใครเห็นเจ้าอยู่ที่นี่ นายน้อยสี่จะเฆี่ยนเจ้าจนตาย”

“ข้า...”

“รีบไป!”

เรือนที่โกโรโกโสปานนี้ถึงกับมีประตูหลังบานหนึ่ง เมื่อผลักหลินซีพ้นประตู จือเซียงก็ดึงแขนฉู่เฉียวพลางบอกเสียงเครียดว่า “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามออกไป” จากนั้นซอยเท้าวิ่งออกนอกห้อง

เสียงร้องครางกับเสียงแส้ดังขึ้น หญิงกลางคนพุงพลุ้ยคนหนึ่งสะบัดแขนพร้อมตะคอกด่า “นี่มิใช่พวกคุณหนูบ้านตระกูลจิงเมื่อครั้งกระโน้นหรอกหรือ? วันนี้ไฉนตกต่ำปานนี้ บรรดาพี่สาวของพวกเจ้าเป็นนางคณิกาอยู่ในหอนางโลม พวกเจ้ากลับเป็นหัวขโมยอยู่ที่นี่ ชั่วช้าสารเลวทั้งโคตรเหง้าจริงๆ”

“ซ่งต้าเหนียง (ท่านป้าแซ่ซ่ง) พวกเราสำนึกผิดแล้ว พวกเราไม่กล้าทำอีกแล้ว” จือเซียงยืนขวางอยู่ด้านหน้าเด็กคนอื่นๆ ใบหน้าโดนฟาดไปหลายแส้ เลือดไหลซึมเป็นแนว นางคุกเข่าดึงชายกระโปรงของหญิงกลางคน วิงวอนเสียงดังว่า “พวกเราไม่กล้าทำอีกแล้ว”

“สำนึกผิด? ข้าว่าไม่ตีก็ไม่รู้จักหลาบจำ!”

แส้แล้วแส้เล่าหวดใส่เนื้อตัวเด็กๆ อย่างทารุณ เสี่ยวชีคนที่ถักเปียสองเส้นเดิมก็เจ็บอยู่แล้ว โดนซ้ำไม่กี่แส้ก็ชักตาตั้งหมดสติไป คนอื่นๆ พลันแหกปากร้องจ้า หญิงกลางคนกลับยิ่งตียิ่งคึก ตะคอกคำหนึ่งแล้วเงื้อแส้ขึ้นสูงอีกครั้ง

เสียงดังฟึ่บ ทว่าไม่มีเสียงร้องตามมา ซ่งต้าเหนียงก้มมอง เห็นเด็กหญิงเสื้อผ้ารุ่งริ่งคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าตน รูปร่างผอมโซ แววตากลับเย็นยะเยียบ มือน้อยดำปี๋สองข้างกำแส้ของตนไว้แน่น กล่าวเสียงเข้มด้วยสีหน้าดุดันว่า “พอได้แล้ว”

ซ่งต้าเหนียงเลือดขึ้นหน้า “นางเด็กเลว อยากตายใช่ไหม?”

“เยว่เอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์ปล่อยมือ” จือเซียงคลานเข่าเข้ามา ดึงชายเสื้อของฉู่เฉียวสุดชีวิต ร่ำไห้พลางตวาดว่า “รีบขอโทษซ่งต้าเหนียง”

ฉู่เฉียวไม่สะทกสะท้าน เพียงจ้องจับหญิงกลางคนไม่วางตา น้ำเสียงแข็งกร้าว “เจ้าลองตีพวกนางอีกที”

ซ่งต้าเหนียงหางตากระตุกวูบ ตะคอกว่า “ข้าไม่ตีพวกมัน แต่จะตีเจ้า!” พูดจบก็สะบัดแส้ฟาดลงมาอย่างเกรี้ยวกราด ฉู่เฉียวหัวเราะเย็นชาคำหนึ่ง ก่อนดึงผ้าคาดเอวของหญิงกลางคนพร้อมกับขัดขานาง ร่างอ้วนพีของหญิงกลางคนก็ล้มคว่ำคะมำลงพื้นเสียงดังพลั่ก!

เสียงร้องแหลมอย่างกับหมูถูกเชือดดังขึ้นทันใด ฉู่เฉียวเดินช้าๆ ถึงเบื้องหน้าของหญิงกลางคน หัวร่องอหายเมื่อกล่าวว่า “ยังไม่รีบไปฟ้องนาย?”

ซ่งต้าเหนียงกระโดดผลุงขึ้นมา ตะเบ็งเสียงว่า “เจ้าคอยดูไปเถอะ!” หมุนตัวแล้วเดินลิ่วๆ ออกไป

จือเซียงวิ่งมาหาด้วยความร้อนรุ่ม น้ำตาแทบหลั่งเมื่อกล่าวว่า “เยว่เอ๋อร์ เจ้าก่อเรื่องใหญ่แล้ว ทำอย่างไรดี”

“ท่านดูแลพวกนาง” ฉู่เฉียวสั่งคำหนึ่งแล้วหมุนกายไล่ตามหลังหญิงกลางคนผู้นั้นไป

เมื่อตอนขามา นางจดจำเส้นทางไว้อย่างแม่นยำแล้ว เดินผ่านระเบียงไปสองเลี้ยวก็เห็นหญิงกลางคนกำลังก้าวฉับๆ อยู่บนสะพาน นางรูปร่างท้วมใหญ่ เพิ่งวิ่งได้ไม่เท่าไรก็หอบเหนื่อย ฉู่เฉียวนั่งยองๆ อยู่ในพงหญ้า มองสำรวจซ้ายขวารอบหนึ่ง แน่ใจว่าปลอดภัย จึงเก็บหินก้อนหนึ่ง หรี่ตาเล็งไปที่เท้าเปลือยเปล่าของหญิงกลางคน ก่อนเหวี่ยงหินออกไปเต็มแรง

เสียงดังปึก ก้อนหินกระแทกใส่ข้อเท้าของซ่งต้าเหนียงอย่างหนักหน่วง นางอุทานตกใจคำหนึ่ง เท้าก็ลื่นพรวด ร่างหล่นร่วงจากสะพาน

ยามนี้เข้าสู่ช่วงหลงตง ( เชิงอรรถ – ช่วงที่อากาศหนาวเย็นที่สุด ) ผิวน้ำในบึงเกาะตัวเป็นชั้นน้ำแข็งหนาเตอะ หลังจากที่นางตกลงไปกลับมิได้กระแทกชั้นน้ำแข็งจนปริแตก เพียงคลานสี่ขาร้องโอดโอยอยู่บนนั้น

ฉู่เฉียวลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นสะพานศิลาอย่างเนิบช้า มองเหยียดนางพลางตะโกนถามว่า “นี่ จะให้ข้าไปตามคนหรือไม่?”

หญิงกลางคนหันหน้ากลับมา พลันเอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “เด็กดี รีบไปเรียกคนมาช่วยต้าเหนียง โอ๊ย เจ็บแทบตายแล้ว”

ฉู่เฉียวหัวเราะ ผุดรอยยิ้มหยาดเยิ้ม ก่อนก้มตัวอุ้มก้อนหินยักษ์ขึ้นมา พยายามเงื้อสูงจนสุดมือ หญิงกลางคนเห็นเข้าก็ตกใจหน้าถอดสี ละล่ำละลักว่า “เจ้า...เจ้าทำอะไร”

ไม่รอให้นางแหกปากโวยวาย ฉู่เฉียวคลายมือออกเบาๆ ก้อนหินหล่นกระแทกชั้นน้ำแข็งดังเปรี๊ยะ ผิวน้ำแข็งพลันปริแยก หญิงกลางคนตกใจร้องกรีดคำหนึ่ง ก่อนจมดิ่งลงน้ำที่เย็นยะเยือก เหลือเพียงฟองอากาศผุดขึ้นมา

ฉู่เฉียวหยัดยืนบนสะพาน สีหน้าสงบ แววตานิ่งเฉย มองไม่เห็นประกายสั่นไหวแต่อย่างใด

นี่ก็คือโลกของคนกินคน คิดหมายมีชีวิตสืบต่อ ขั้นแรกต้องเขมือบสัตว์ป่าที่กินคนเข้าไปเสียก่อน

นางหมุนกายแล้วเดินกลับไปโดยไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย เพิ่งย่างเท้าเข้าลาน เด็กๆ ก็วิ่งกรูมาหา แต่ละคนพกพาบาดแผล กระจองอแงน้ำตานอง ฉู่เฉียวยื่นมือไปโอบเสี่ยวชีที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาและอยู่หน้าสุด หายใจลึกคำหนึ่งก่อนกล่าวเบาๆ ว่า “ทุกคนไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรแล้ว”

ในเรือนทาสชั้นต่ำของคฤหาสน์ตระกูลจูเก่อ เหล่าทาสตัวน้อยที่ชีวิตมีค่าเหมือนหมูหมาฝูงหนึ่ง พากันปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1