บทที่หก หยกเหอซื่อ

การเผชิญหน้าหวังโฮ่วครานี้ สำหรับหมี่เยวี่ยแล้วยิ่งส่งผลกระทบรุนแรง คืนนั้น หมี่เยวี่ยนอนฝันร้ายเป็นครั้งแรก

นางยืนอยู่ท่ามกลางความมืด มิอาจมองเห็นสิ่งใด มิอาจได้ยินสิ่งใด ประสาทการได้ยินและการมองเห็นราวกับถูกปิดกั้นอย่างสิ้นเชิง ปกตินางเป็นคนใจกล้า ทว่าเวลานี้กลับรู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ นางมิอาจทำสิ่งใด นอกจากขยับฝีเท้า ออกวิ่งไปเรื่อยๆ อย่างมิอาจหยุดยั้ง นางไม่รู้จะวิ่งไปที่ใด ไม่รู้ว่าตกลงแล้วกำลังหนีอะไรอยู่ รู้แต่เพียงว่านางมิกล้าหยุดฝีเท้าแม้เพียงวินาที เพราะหากทำเช่นนั้น จะประดุจถูกความมืดมนเหล่านั้นกัดกินก็ไม่ปาน แต่เมื่อนางยิ่งวิ่ง รอบด้านก็ยิ่งทวีความครึ้มมืด ขุ่นเข้มเสียจนคล้ายจะเกาะติดทุกอวัยวะและประสาทสัมผัส บีบรัดจนนางมิอาจหายใจ นางเริ่มวิ่งช้าลง ร่างทั้งร่างราวกับถูกความมืดมิดโถมเข้าใส่อย่างช้าๆ กดทับจนนางขาดใจตาย...คล้ายกับกลิ่นเน่าเสียที่เจือไว้ด้วยกลิ่นคาวเลือดค่อยๆ โถมทับร่างกายนางนางอยากกรีดร้อง แต่กลับเปล่งเสียงไม่ออก อยากขยับตัว แต่เนื้อตัวกลับด้านชามิอาจขยับเขยื้อน รู้สึกเพียงว่าร่างทั้งร่างกำลังถูกไอเยียบเย็นกรีดเฉือน นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ดิ้นรนขัดขืนจนเหงื่อไหลโซมกาย สุดท้ายถึงสามารถเปล่งเสียงแหบโหยออกมาจากลำคอ...

เนื่องจากช่วงกลางวันเกิดเรื่องขึ้นกับนาง หญิงสกุลเซี่ยงไม่วางใจ จึงนอนอยู่ข้างกายนาง กระทั่งเที่ยงคืน พลันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ รีบจุดตะเกียงน้ำมันให้ความสว่าง เห็นว่าหมี่เยวี่ยกำลังหอบหายใจ นอนนิ่งไม่ขยับ ใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก

นางตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เคยได้ยินว่าหากเด็กน้อยฝันร้าย ที่น่ากลัวที่สุดคือขวัญเสียจนล้มป่วย อารามร้อนใจจึงรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้หมี่เยวี่ย คว้าตัวนางมากอด ตบหลังนางเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม

ครานี้หมี่เยวี่ยถึงคล้ายกับมีแรงเล็กน้อย เริ่มออกแรงขยับตัว ในที่สุดก็ส่งเสียงครางออกมาจากลำคอ แล้วตอนนั้นเอง จู่ๆ นางก็ดิ้น เหวี่ยงแขนขาไปมา หญิงสกุลเซี่ยงไม่ทันตั้งตัวจึงถูกถีบเข้าที่ท้อง กระนั้นก็ไม่มีเวลาคำนึงถึงความเจ็บปวด รีบกอดหมี่เยวี่ยพลางร้องเรียก “ลูกแม่ ลูกแม่ เจ้าตื่น เจ้าตื่น!”

ครั้นหมี่เยวี่ยตกใจตื่นจากฝันร้าย ทันทีที่ลืมตาก็มองเห็นฉู่หวังซาง

ที่แท้คืนนี้ฉู่หวังซางค้างที่ตำหนักของจวี่จีพอดี ข้ารับใช้เดินผ่านไปมา จวี่จีกำลังมีเรื่องในใจ นอนหลับไม่สนิท ได้ยินเสียงจึงลุกขึ้นเอ่ยถาม เมื่อส่งเสียงถาม ฉู่หวังซางจึงพลอยตื่นไปด้วย ได้ยินว่ากงจู่เก้าฝันร้าย ทั้งคู่จึงลุกไปเยี่ยม พอดีเห็นหมี่เยวี่ยกำลังนอนฝันร้าย ฉู่หวังซางจึงรับบุตรสาวมาจากหญิงสกุลเซี่ยง เอ่ย “มีผู้ด้อยอยู่ ภูตผีตนใดจะกล้าเข้าใกล้” จริงดังคาดหมาย เมื่อฉู่หวังซางรับมาอุ้ม หมี่เยวี่ยก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ นางเผยอเปลือกตา มองไปด้านหน้าอย่างหวาดกลัว ท่าทางงุนงงเล็กน้อย ครู่ใหญ่ผ่านไปถึงค่อยได้สติ เบ้ปากร้องไห้โฮพลางโผเข้ากอดฉู่หวังซาง “เสด็จพ่อ...”

จวี่จีทรุดตัวนั่งข้างฉู่หวังซาง ลูบหน้าผากหมี่เยวี่ย อุทานอย่างตกใจ “ร้อนยิ่ง ลูกแม่ เจ้าถูกผีอำหรือ”

หมี่เยวี่ยตัวสั่นระริก เอ่ยด้วยท่าทางเลื่อนลอย “ข้า...ข้าไม่รู้ เสด็จพ่อ ข้าไม่อยากนอนแล้ว ในฝันมีผีร้าย...”

ฉู่หวังซางมองบุตรสาวคนสุดท้องในอ้อมแขน รู้ว่าแต่ไหนแต่ไรนางร่าเริงแจ่มใส ไร้ทุกข์ไร้กังวล ที่วันนี้นอนฝันร้าย ต้องเป็นเพราะตกใจในการกระทำอันโหดร้ายของหวังโฮ่วเมื่อตอนกลางวันเป็นแน่ ในใจทั้งสงสารทั้งโกรธแค้น รีบตบหลังหมี่เยวี่ยเบาๆ พลางเอ่ยปลอบโยน “มิเป็นไร มิเป็นไร พ่ออยู่นี่แล้ว ไม่ว่าภูตผีปีศาจตนใดก็มิอาจทำร้ายเจ้าได้”

จวี่จีพลันนึกอะไรได้ รีบเอ่ยถาม “ผีร้ายลักษณะใด พรุ่งนี้ข้าจะเรียกหมอผีมาทำพิธีปัดรังควาน”

หมี่เยวี่ยส่ายหน้าท่าทางเลื่อนลอย “ไม่ ข้าไม่รู้” ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงเด็กอายุเจ็ดปี ต่อให้เฉลียวฉลาด แต่ไฉนเลยจะสามารถอธิบายฝันร้ายอย่างละเอียดได้ จวี่จีถามอยู่ครู่หนึ่ง กระนั้นก็มิได้ความอันใด เพียงแต่การนอนฝันร้ายติดกันหลายคืนเช่นนี้ เด็กเล็กผู้หนึ่งจะรับอย่างไรไหว หมอหลวงเมื่อมาตรวจอาการก็บอกเพียงว่าตกใจขวัญเสีย ใช้ผงชาดปรุงยาให้ดื่มหลายชุด อาการถึงดีขึ้นเล็กน้อย ทั้งยังบอกอีกว่าหากมีของปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไม่แน่ว่าอาจหายเร็วขึ้น

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็ถอดหยกประดับที่พกติดตัววางไว้ข้างหมอนหมี่เยวี่ย ทั้งยังเรียกหมอผีมาทำพิธีปัดรังควานที่หออวิ๋นเมิ่ง หมี่เยวี่ยถึงค่อยๆ กลับมาหลับสนิท

เด็กน้อยฟื้นตัวเร็วยิ่ง ผ่านไปสิบกว่าวัน หมี่เยวี่ยก็กลับมาร่าเริงแจ่มใสดังเดิม ด้านจวี่จีเมื่อเห็นหยกประดับที่ห้อยคอนาง ก็เอ่ยถามอย่างตกใจ “ต้าหวังมอบหยกเหอซื่อให้เจ้าหรือ”

หมี่เยวี่ยถามอย่างสงสัย “หยกเหอซื่อคืออะไรหรือ”

จวี่จีจึงถอดหยกประดับที่ห้อยคอนางออกมาพินิจยล พลางอธิบายให้นางฟัง “หยกเหอซื่อกับมุกสุยโหว คือคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่เรา หยกประดับที่ห้อยคอเจ้า ก็คือหยกเหอซื่อ”

หมี่เยวี่ยพยักหน้าด้วยท่าทางเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง ถามต่อ “เช่นนั้นมุกสุยโหวอยู่ที่ใดหรือ”

จวี่จีมองค้อนนาง “เป็นเด็กเป็นเล็ก ไยจึงถามมากเช่นนี้” ไม่ว่าหมี่เยวี่ยจะถามอย่างไร จวี่จีก็ไม่ยอมตอบ ปล่อยให้นางฉอเลาะออดอ้อน กระนั้นก็ไม่สนใจนาง

พอดีวันนี้ฉู่หวังซางมีเวลาว่างมาเยี่ยมหมี่เยวี่ย หมี่เยวี่ยจึงถาม “เสด็จพ่อ หยกประดับนี้เหตุใดจึงเรียกว่าหยกเหอซื่อ เหอซื่อเป็นใครหรือ” ฉู่หวังซางกำลังกล่อมบุตรสาวตัวน้อยเข้านอน เอ่ยตอบ “เหอซื่อก็คือเปี้ยนเหอ เป็นชาวรัฐฉู่ในสมัยลี่หวัง ในสมัยนั้น เผ่าเฉวี่ยนหรงตีเมืองฮ่าวจิงแตก โจวโยวหวังสิ้นชีพ ณ เขาหลีซาน โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก...”

หมี่เยวี่ยฟังเรื่องราวของเซียนหวัง (เชิงอรรถ –เจ้านครรัฐผู้ล่วงลับไปแล้ว) เป็นนิทานก่อนนอนตั้งแต่เล็ก ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยอย่างตื่นเต้น “ลูกทราบ โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก ราชวงศ์โจวเสื่อมอำนาจ...” เอ่ยถึงตรงนี้ก็มีท่าทางไม่แน่ใจ “คราวก่อนเสด็จพ่อบอกว่า อู่หวังตั้งตนเป็นหวังมิใช่หรือ”

ฉู่หวังซางยิ้ม ลูบศีรษะนาง “ประเสริฐ เจ้าจำได้แม่นยำยิ่ง ตระกูลเราเดิมสืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่สกุลสยง เซียนจวินอี้ (เชิงอรรถ –อดีตขุนนางผู้ครองรัฐศักดินา) วางรากฐานต้าฉู่ โจวเทียนจื่อจึงแต่งตั้งให้รับตำแหน่งจื่อ (เชิงอรรถ – สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก โจวเทียนจื่อมีอำนาจแต่งตั้งขุนนางปกครองรัฐศักดินา โดยแบ่งเป็นบรรดาศักดิ์ห้าชั้น ได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ และหนาน) สืบทอดตำแหน่งเรื่อยมา ต่อมาเซียนหวังทงเห็นว่าราชวงศ์โจวอ่อนแอจึงตั้งตนเป็นหวัง สมัญญานามว่าอู่หวัง ทั้งยังสถาปนาเซียนจวินเฝินเม่าเป็นลี่หวัง เปี้ยนเหอก็คือคนในสมัยลี่หวัง...”

หมี่เยวี่ยพยักหน้าด้วยท่าทางเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง “อ๋อ!”

ขณะที่ฉู่หวังซางคล้ายจะตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความทรงจำ พลันหวนนึกถึงตอนเยาว์วัย ตนก็อยู่ต่อหน้าบิดาเช่นนี้ ฟังเขาเล่าประวัติรัฐอย่างตั้งใจ อดคิดถึงวันวานมิได้ “เปี้ยนเหอผู้นั้นพบหยกในหินก้อนหนึ่งที่เขาจิงซาน จึงนำไปถวายแก่ลี่หวัง ลี่หวังให้ช่างหยกมาตรวจสอบ แต่ช่างหยกกลับบอกว่า นั่นเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา ลี่หวังสั่งลงทัณฑ์เปี้ยนเหอโทษฐานหลอกลวงเบื้องสูงด้วยการตัดขาซ้ายของเขา...”

หมี่เยวี่ยกะพริบตาเอ่ยถาม “เช่นนี้ก็ตัดขาซ้ายเขาทิ้งเลยหรือ”

ฉู่หวังซางพยักหน้าตอบ “ใช่”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างหวาดเสียว “เช่นนั้นไม่เจ็บยิ่งหรือ!”

ฉู่หวังซางยิ้ม ดีดหน้าผากนางเบาๆ “เด็กน้อยเช่นเจ้า แน่นอนว่าย่อมกลัวเจ็บ!” เห็นนางมีสีหน้าหวาดหวั่น จึงถาม “ยังจะฟังต่อหรือไม่”

หมี่เยวี่ยเบิกตาโต พยักหน้ารัวเร็ว “ฟัง ฟัง!”

“ต่อมาลี่หวังสิ้นพระชนม์ อู่หวังขึ้นครองราชย์แทน เปี้ยนเหอผู้นั้นได้ยินว่าเปลี่ยนเจ้านครรัฐคนใหม่ จึงนำหยกนั้นมาถวายอีกครั้ง ผู้ใดจะรู้ช่างหยกกลับบอกว่า นั่นเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา ด้วยเหตุนี้ เปี้ยนเหอจึงถูกตัดขาขวา...”

หมี่เยวี่ยได้ยินดังนั้นก็อดกลัวมิได้ ซุกตัวกอดฉู่หวังซาง กำแขนเสื้อเขาแน่น เอ่ยเสียงเบาหวิว “เขาคงเจ็บปวดยิ่งนัก...”

ฉู่หวังซางลูบศีรษะนาง “ใช่ เจ็บปวดยิ่ง”

หมี่เยวี่ยสูดจมูก นางรู้สึกอยากร้องไห้ “เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงยังมา เขามิกลัวเจ็บหรือ”

ฉู่หวังซางถอนใจแผ่วเบา “เด็กโง่ ใต้หล้านี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญกว่าความกลัว ชาวบ้านบ่าวรับใช้ มีชีวิตที่เปราะบางต่ำต้อย กลัวเจ็บกลัวตาย หากแต่ปัญญาชนทั้งหลาย กลับมีชีวิตอยู่เพื่อคุณธรรม เปี้ยนเหอผู้นั้นแม้จะเป็นเพียงช่าง แต่เพราะในใจมี ‘คุณธรรม’ ย่อมไม่ต่างจากปัญญาชน เช่นนี้แล้วย่อมไม่เกี่ยวข้องกับสถานะ การจะเป็นปัญญาชนมิได้อยู่ที่สถานะ แต่อยู่ที่ใจ เฉกเช่นฟู่เยวี่ยช่างก่อสร้างได้รับคัดเลือก เจียวเก๋อพ่อค้าปลาได้รับโอกาส...”

เขาเล่าเสียเพลิน เห็นหมี่เยวี่ยมีสีหน้างุนงง รู้ว่านางไม่เข้าใจ ในใจลอบยิ้ม เอ่ยขึ้น “นอนเถิด” เพิ่งฟังเรื่องนองเลือดชวนสยดสยองเช่นนี้ ซ้ำยังฟังเพียงครึ่งหนึ่ง ไฉนเลยจะหลับลง หมี่เยวี่ยบิดตัวเอ่ยงอแง “เสด็จพ่อ ลูกจะฟังต่อ เปี้ยนเหอผู้นั้นต่อมาเป็นอย่างไร”

ฉู่หวังซางคิดในใจว่าบุตรสาวเพิ่งประสบเรื่องน่าตกใจ ซ้ำเรื่องเล่าวันนี้ก็น่ากลัวยิ่ง เริ่มรู้สึกเสียใจที่เล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง จึงเล่าข้ามใจกลาง เอ่ยเพียงผ่านๆ ว่า “หลังอู่หวังสิ้นพระชนม์ เหวินหวังขึ้นครองราชย์แทน เปี้ยนเหอก็นำหยกนั้นมาถวายอีกครั้ง เหวินหวังเห็นเขายึดมั่นเช่นนี้ จึงสั่งให้ช่างหยกผ่าหินก้อนนั้น พบว่าด้านในมีหยกล้ำค่าอยู่จริงๆ จึงตกรางวัลให้เปี้ยนเหออย่างงาม ทั้งยังนำชื่อของเปี้ยนเหอมาตั้งเป็นชื่อหยกว่าหยกเหอซื่อ” เล่าจบก็เอ่ย “เจ้านอนได้แล้ว”

เด็กในวัยนี้อยากรู้อยากเห็นเป็นที่สุด หมี่เยวี่ยฟังแล้วมิเพียงแต่ไม่ยอมนอน ซ้ำยังกระปรี้กระเปร่ายิ่ง “เสด็จพ่อ ข้าไม่เข้าใจ หากบอกว่าลี่หวังผู้ไร้คุณธรรมไม่เชื่อวาจาจริงแท้ของปัญญาชน แต่เชื่อเพียงวาจาเหลวไหลของผู้ประจบสอพลอ เช่นนั้นเพราะเหตุใดอู่หวังผู้มีคุณธรรมจึงสั่งตัดขาเปี้ยนเหอเช่นกัน สุดท้ายมีเพียงเหวินหวังที่พบหยกงามเล่า”

ฉู่หวังซางถอนใจแผ่วเบา “เพราะลี่หวังกับอู่หวังมิได้สนใจว่ามีหยกหรือไม่ แต่สนใจว่าขุนนางใต้บัญชาหลอกลวงเบื้องสูงหรือไม่”

หมี่เยวี่ยเอ่ย “เช่นนั้นเหวินหวังไยจึงต่างจากพวกเขา”

ฉู่หวังซางตอบ “หยกเหอซื่อกลายเป็นหนึ่งในคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่ จริงอยู่ที่เป็นเพราะหยกงามชิ้นนี้ล้ำค่าหายาก หากแต่ที่เหวินหวังยกหยกนี้เป็นสมบัติแห่งรัฐ เป็นเพราะต้องการรวบรวมปัญญาชนในใต้หล้า สมัยลี่หวัง บ้านเมืองระส่ำระสาย สมัยอู่หวัง ทำศึกสงครามทั่วทุกสารทิศ พวกเขาไฉนเลยจะมีแก่จิตแก่ใจสนใจหยกงาม กระทั่งสมัยเหวินหวัง สถานการณ์บ้านเมืองถึงค่อยสงบลง วิญญูชนเปรียบหยกกับคุณธรรม เหวินหวังหมายจะรวบรวมบัณฑิตปัญญาชนทั้งใต้หล้า ทว่าตอนนั้นปัญญาชนในรัฐต่างๆ ทางเหนือยังคิดว่าต้าฉู่เราเป็นชนกลุ่มน้อย เหวินหวังจึงประกาศเรื่องเปี้ยนเหอ ทั้งยังยกหยกของเปี้ยนเหอเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้าฉู่เราให้ความสำคัญกับหยกและคุณธรรม ประสงค์จะรวบรวมปัญญาชนในแผ่นดิน”

เอ่ยเสียยาวเหยียดเช่นนี้ หมี่เยวี่ยยิ่งไม่เข้าใจ และท่าทางฉู่หวังซางก็ดูเหมือนไม่อยากเล่าต่อ แต่เรื่องเล่าเมื่อครู่นางยังรู้สึกกลัวไม่หาย จึงพยายามหาหนทางให้ฉู่หวังซางอยู่สนทนาเป็นเพื่อน “เสด็จพ่อ ข้าได้ยินว่าหยกเหอซื่อกับมุกสุยโหวรวมเรียกว่าคู่สมบัติแห่งรัฐฉู่เรา เช่นนั้นมุกสุยโหวก็คือมุกที่สุยโหว (เชิงอรรถ – โหวแห่งรัฐสุย “โหว” คือหนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าชั้นอันได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ และหนาน) ถวายแก่เซียนหวังเช่นกันใช่หรือไม่”

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “มิใช่เช่นนั้น หยกเหอซื่อพบที่เขาจิงซาน จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหยกจิงซาน ส่วนมุกสุยโหวมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามุกงูวิเศษ เป็นมุกที่งูวิเศษมอบแก่สุยโหว”

หมี่เยวี่ยลุกขึ้นนั่ง น้ำเสียงยิ่งทวีความตื่นเต้น “จริงหรือ งูก็ถวายมุกได้หรือ”

ฉู่หวังซางรู้ว่านางฟังเรื่องเล่าของหยกเหอซื่อแล้วรู้สึกกลัว คิดจะใช้เรื่องเล่าของมุกสุยโหวขจัดความกลัวในใจนาง จึงเอ่ย “ตอนนั้นสุยโหวออกเดินทาง ระหว่างทางพบงูใหญ่ตัวหนึ่งถูกฟันขาดเป็นสองท่อน แต่ที่น่าแปลกใจก็คืองูตัวนั้นกลับยังไม่ตาย จึงสั่งให้คนรักษาและปล่อยงูไป หนึ่งปีต่อมา สุยโหวโดยสารเรือ พลันประสบคลื่นลม มีงูใหญ่ตัวหนึ่งคาบมุกเม็ดใหญ่ขึ้นมาจากน้ำมอบแก่สุยโหว มุกนั้นกลมเล็กแวววาว และสว่างไสวยามค่ำคืน ประหนึ่งแสงสว่างจากดวงจันทร์ สามารถใช้ส่องสว่างแทนแสงเทียน สุยโหวจึงนำมุกนี้มาโอ้อวดผู้ครองรัฐต่างๆ...”

หมี่เยวี่ยตาโตขณะเอ่ยถาม “จากนั้นเล่า”

แต่ฉู่หวังซางกลับไม่ต้องการเอ่ยถึง เอ่ยเพียงผ่านๆ “ต่อมารัฐสุยผนวกรวมกับรัฐฉู่เรา มุกสุยโหวจึงตกมาอยู่ในวังฉู่”

หมี่เยวี่ยคิดครู่หนึ่ง ถอนใจเอ่ย “โอ สุยโหวช่างโง่เขลายิ่ง”

ฉู่หวังซางเอ่ยถาม “เป็นอะไรไป เจ้ารู้อะไรมาหรือ”

หมี่เยวี่ยทำท่าทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ “หากสุยโหวไม่โอ้อวด ก็คงไม่ถูกแย่งไป...”

ฉู่หวังซางยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “ความคิดของเด็กน้อย นี่คือยุคสมัยแห่งการช่วงชิง ในบันทึก ‘ชุนชิว’ ที่ขงจื่อเรียบเรียง มีกล่าวถึงการสังหารผู้ครองรัฐสามสิบหกบท การสิ้นสลายของรัฐห้าสิบสองบท ผู้ครองรัฐหลบหนีมิอาจรักษาอาณาเขตอีกจำนวนนับไม่ถ้วน รัฐใหญ่ผนวกรัฐเล็ก จะมีหรือไม่มีอัญมณีล้ำค่า ล้วนแต่มิอาจหลีกเลี่ยง”

จู่ๆ หมี่เยวี่ยก็เอ่ยถาม “เหตุใดมุกสุยโหวกับหยกเหอซื่อจึงได้เป็นสมบัติแห่งรัฐ มุกหยกอื่นล้วนเทียบมิได้หรือ”

แต่ฉู่หวังซางกลับย้อนถาม “แล้วเจ้าเห็นว่าอย่างไร”

หมี่เยวี่ยก้มหน้าตั้งใจคิด ฉู่หวังซางเดิมเพียงแต่เอ่ยไปเช่นนั้น เห็นนางจริงจังเช่นนี้ก็ยิ้มน้อยๆ “เด็กน้อยเช่นเจ้าไฉนเลยจะเข้าใจเรื่องเช่นนี้ นอนเถิด”

หมี่เยวี่ยนิ่งคิดครู่หนึ่ง พลันเงยหน้าขึ้น ครุ่นคิดพลางเอ่ยอย่างลังเล “เสด็จพ่อ ท่านบอกว่าเหวินหวังประกาศเรื่องเปี้ยนเหอ ยกหยกเหอซื่อเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อรวบรวมปัญญาชน ลูกเหมือนจะเข้าใจแล้ว หยกเหอซื่อใช้สำหรับรวบรวมปัญญาชน เช่นนั้นมุกสุยโหว ก็เพื่อบอกว่ารัฐฉู่เราเข้มแข็งใช่หรือไม่ มุกสุยโหวเดิมเป็นสมบัติแห่งรัฐสุย รัฐฉู่เรากำราบรัฐสุย แย่งสมบัติประจำรัฐมาได้ การยกมุกสุยโหวเป็นสมบัติแห่งรัฐฉู่ ก็จะทำให้คนระลึกว่าต้าฉู่เรายิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด! ใช่หรือไม่” นางยิ่งเอ่ยยิ่งคล่อง ท้ายที่สุดก็กอดแขนฉู่หวังซาง เงยหน้ารอรับคำชม

ทว่าฉู่หวังซางกลับมองหมี่เยวี่ยด้วยสายตาแปลกประหลาด สีหน้าซับซ้อนยากคาดเดา

หมี่เยวี่ยขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ “เสด็จพ่อ ข้ากล่าวผิดหรือ”

ฉู่หวังซางสั่นศีรษะ “ไม่ เจ้ามิได้กล่าวผิด สิ่งเหล่านี้ เจ้าล้วนคิดเองหรือ” หมี่เยวี่ยพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น

ฉู่หวังซางนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย ทว่าในใจกลับสับสนกระวนกระวาย หรือว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้าจะบังเกิดผลจริงๆ? หรือว่าคำทำนายของถังเม่ยจะมีส่วนเชื่อถือได้? นางอายุเพียงเท่านี้ ทั้งยังเป็นสตรีเพศ แต่กลับตระหนักรู้ได้อย่างรวดเร็ว ไท่จื่อไหวเกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงมิอาจตระหนักรู้เช่นนี้ได้

หากนางเป็นบุรุษเพศ หากนางเป็นบุรุษเพศ โอ!

เขากำลังรำพึงรำพันในใจ หมี่เยวี่ยเห็นเขาเงียบไป จึงเอ่ยเรียก “เสด็จพ่อ” ฉู่หวังซางถึงได้สติ เอ่ยตอบ “เจ้ากล่าวถูกต้อง ยกมุกสุยโหวเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อสะท้อนแสนยานุภาพทางทหาร ยกหยกเหอซื่อเป็นสมบัติแห่งรัฐ เพื่อสะท้อนคุณธรรมของปัญญาชน เจ้าจงจำไว้ คู่สมบัติที่แท้จริงของรัฐฉู่ มิใช่มุกหยก แต่คือความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊” หมี่เยวี่ยพยักหน้ารัวเร็ว

ฉู่หวังซางลูบศีรษะนางเบาๆ เอ่ย “นอนเถิด มีวิญญาณบรรพชนคอยคุ้มครอง เจ้าย่อมหลับสบาย ไม่มีผีร้ายมารบกวน”

หมี่เยวี่ยพยักหน้า มุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มและหลับตานอน ฉู่หวังซางนั่งลงข้างเตียง มองนางหลับไป ขณะที่เฟิ่งฟางเป่าเทียนดับอย่างเงียบกริบ เหลือเพียงเทียนไขเล่มสุดท้าย

หมี่เยวี่ยแม้จะหลับตา แต่เปลือกตายังคงขยับ จู่ๆ ก็ลืมตาชะเง้อหน้าถาม “เสด็จพ่อ หยอเหอซื่ออยู่ที่นี่ แล้วมุกสุยโหวอยู่ที่ใด”

ฉู่หวังซางจับศีรษะนางนอนลง “ยังไม่รีบนอนอีก”

หมี่เยวี่ยยิ้มซุกซน “เสด็จพ่อคนดี หากท่านไม่บอกข้า ข้าคงนอนไม่หลับเป็นแน่”

ฉู่หวังซางเอ่ยตอบอย่างเสียมิได้ “ผู้ด้อยให้คนอื่นไปแล้ว”

หมี่เยวี่ยชะงัก “ให้ผู้ใดไปหรือ” นางคิดครู่หนึ่ง “ให้มารดาใช่หรือไม่ หรือว่าท่านแม่”

ฉู่หวังซางเอ่ย “ล้วนมิใช่ เลิกถามได้แล้ว นอนเถิด”

หมี่เยวี่ยยังมิวายเอ่ยถาม “ผู้ที่เสด็จพ่อมอบมุกสุยโหวให้ น่ารักเช่นข้าหรือไม่”

หนังสือแนะนำ