บทที่ห้า หายนะจากลูกกลมทองคำ (ต่อหน้า 3)

หวังโฮ่วย่อตัวคำนับอย่างงามสง่า เอ่ยเสียงเรียบ “ต้าหวัง การอบรมสนมนางในและบุตรธิดาในตำหนักในนับเป็นหน้าที่ของหม่อมฉัน วันนี้เด็กผู้นี้ไร้มารยาท ขอต้าหวังโปรดส่งตัวให้หม่อมฉันอบรมสั่งสอน”

แต่ฉู่หวังซางกลับย้อนถาม “หวังโฮ่วตั้งใจจะอบรมเช่นไร”

รอบด้านพลันเงียบลงอย่างประหลาด มีเพียงสะอื้นไห้แผ่วเบาของหมี่ซู ส่วนหมี่เยวี่ยหยุดร้องไห้ตั้งนานแล้ว กำลังซุกตัวอยู่มุมหนึ่งอย่างว่าง่าย นิ่งมองทุกอย่างเงียบๆ

หวังโฮ่วก้าวไปทรุดตัวนั่งตรงข้ามฉู่หวังซาง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย ซื่อเหรินซีรีบเทินลูกกลมทองคำกับง่ามไม้ขึ้นเหนือศีรษะ เฟิ่งฟางรับของสองสิ่งนั้นถวายให้ฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางมองลูกกลมทองคำกับง่ามไม้ นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา หวังโฮ่วเอ่ยเสียงเย็นชา “วันนี้หม่อมฉันกับซูออกมาจากห้องอาบตะวันหลังชมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ขณะเดินอยู่ในสวนดอกไม้ ลูกกลมทองคำลูกหนึ่งพลันหล่นมาจากฟ้า กระแทกกล่องไม้ไผ่ในมือของซู...” นางเน้นเสียง “หากเคลื่อนไปอีกสองสามนิ้ว ก็อาจกระแทกโดนใบหน้าไม่ก็ตาของซู และอาจถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต...”

ฉู่หวังซางเหลือบมองหมี่เยวี่ย หมี่เยวี่ยเข้าใจในบัดดล เอ่ยโพล่งขึ้น “เป็นไปมิได้! ลูกกลมทองคำของข้ายิงถูกนกขมิ้น นกขมิ้นตกลงมาพร้อมลูกกลมทองคำ เป็นไปมิได้ที่จะยิงโดนคน...” เอ่ยจบก็วิ่งไปหยุดหน้าหมี่ซู จับมือหมี่ซูเอ่ยถาม “เจ้าเห็นลูกกลมทองคำกับตาตัวเองหรือไม่ นกขมิ้นร่วงลงบนตัวผู้ใด หนอนไหมของเจ้าตายอย่างไร”

ทั้งสามคำถามของนางล้วนถามถึงใจความสำคัญ หวังโฮ่วทำท่าจะตอบ แต่ฉู่หวังซางกลับโบกมือห้าม “ให้ซูเป็นคนตอบ”

หมี่ซูมิเคยทำตัวซุกซนเช่นหมี่เยวี่ยที่ชอบใช้วาจาพลิกแพลงกับบิดามารดาเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสที่จะออกไปเที่ยวเล่น ยิ่งไม่มีไหวพริบเช่นนาง เด็กหญิงผู้นี้ตั้งแต่เล็กจนโต ล้วนได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากหวังโฮ่ว มักมีคนคอยตามใจ แต่ไหนแต่ไรจึงทำอะไรตรงไปตรงมา ได้ยินฉู่หวังซางเอ่ยเช่นนี้ ในใจยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ เอ่ยตอบเสียงสะอื้น “ข้าก็ไม่รู้ ข้าได้ยินพวกนางกรีดร้อง กล่องไม้ไผ่ของข้าลื่นตกพื้น เดินไปครึ่งทาง พวกนางก็ร้องโวยวาย จากนั้น...จากนั้น...” นางพลันร้องไห้โฮ “ชุดเหลืองกับเสื้อเขียวของข้าก็ ก็...”

แต่หมี่เยวี่ยกลับถามย้ำ “นกขมิ้นร่วงลงบนตัวผู้ใด”

หมี่ซูชี้มือ “เซินเจียว”

เซินเจียวร้อนรนคุกเข่า “เป็นความผิดของหม่อมฉัน มิควรเผลอร้องโวยวาย ทำให้ขบวนเสด็จแตกตื่น ทำให้กงจู่ตกใจ”

หวังโฮ่วเลิกคิ้ว ทำท่าจะเอื้อนเอ่ย แต่ฉู่หวังซางกลับยกมือห้ามนาง หันไปถามหมี่ซู “กล่องไม้ไผ่ของเจ้าตกพื้นเพราะตัวเองถือไม่มั่น หรือว่าถูกผู้อื่นชน”

หมี่ซูเอียงคอนึกอยู่นาน ค่อยรู้สึกโมโห “ข้า ข้าถูกผู้อื่นชน ถึงได้ลื่นหลุดมือ ฮือ...”

จวี่จีเห็นว่าได้โอกาส รีบเอ่ย “แม้ว่ามิได้มีสาเหตุมาจากลูกกลมทองคำของกงจู่เก้า แต่ถึงอย่างไรนกขมิ้นร่วงตกพื้นทำให้คนในวังตกใจ ก็นับเป็นความผิดของกงจู่เก้า หากแต่การนำตัวกงจู่เก้าไปโบยยี่สิบไม้เช่นคำสั่งของหวังโฮ่วก็นับว่าหนักเกินไป มิสู้ให้กงจู่เก้าขอขมากงจู่แปดก็พอ ค่อยสั่งให้ห้องอาบตะวันส่งหนอนไหมสามสี่ตัวไปให้กงจู่แปดเลือกตามความพอใจ ต้าหวัง ท่านเห็นเป็นเช่นไร”

ฉู่หวังซางล้วนเข้าใจดี หลายปีมานี้ ความสัมพันธ์ของเขากับหวังโฮ่วนับวันยิ่งจืดจาง นิสัยของหวังโฮ่วนับวันยิ่งโหดเหี้ยมอำมหิต เขาเพียงแต่เห็นแก่หน้าไท่จื่อ มิอาจหักใจทำให้ไท่จื่อเสียหน้าเพราะหวังโฮ่วถูกตำหนิ รัฐฉู่เป็นรัฐที่มีสายสัมพันธ์ซับซ้อน ในฐานะเจ้านครรัฐ อำนาจบารมีนับว่าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพียงแต่ก่อนหน้านี้ การกระทำของหวังโฮ่วส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตที่เขาพอจะยอมรับได้ ทว่าบัดนี้ กลับกล้ากำแหงต่อหน้าเขา ทำให้เขานึกอยากจะอาละวาด แต่เมื่อเห็นจวี่จีแก้สถานการณ์อย่างชาญฉลาด ในใจลอบชื่นชม พยักหน้าเอ่ย “วาจานี้ถูกต้องอย่างยิ่ง...”

ยังไม่ทันสิ้นประโยค ก็ได้ยินหวังโฮ่วกรีดเสียง “มิได้!”

ส่วนหมี่ซูกระทืบเท้าไปมา “เสื้อเขียวกับชุดเหลืองของข้าล้วนตายไป ต่อให้ท่านนำหนอนไหมอีกร้อยตัวมาให้ข้า ก็มิใช่เสื้อเขียวกับชุดเหลืองของข้า!”

หวังโฮ่วเอ่ยเสริมเสียงเย็น “ต้าหวังไยจึงต้องไต่สวนซูให้วุ่นวาย นางยังเยาว์วัย จะรู้เรื่องอันใดเล่า เด็กผู้นี้ยิงลูกกลมทองคำตามอำเภอใจในเขตพระราชฐาน ต่อให้วันนี้มิได้ทำร้ายผู้คน แต่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าภายหน้าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น หากไม่อบรมให้หลาบจำ ผู้น้อยจะปกครองตำหนักในต่อไปได้อย่างไร!”

ฉู่หวังซางนึกไม่ถึงว่าหวังโฮ่วจะไม่รู้สำนึกเช่นนี้ ใบหน้าพลันเครียดขมึง “หากหวังโฮ่วสามารถตัดสินอย่างยุติธรรม ผู้ด้อยย่อมไม่ก้าวก่าย แต่บัดนี้เรื่องรู้มาถึงผู้ด้อย ผู้ด้อยจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร!”

หวังโฮ่วกรีดเสียงแหลม “ก็เป็นเพราะเรื่องรู้มาถึงต้าหวัง ดังนั้นต้าหวังจึงยิ่งควรมอบหมายให้ผู้น้อยจัดการ หาไม่แล้ว เรื่องราวในตำหนักในมีมากมายสารพัน หากทุกคนล้วนนำความมาทูลต้าหวัง ต้าหวังจะจัดการราชการงานแผ่นดินได้อย่างไร ผู้น้อยเป็นหวังโฮ่ว ไม่เท่ากับละเลยหน้าที่หรอกหรือ” นางเห็นฉู่หวังซางลำเอียงเช่นนี้ รู้สึกขุ่นเคืองไม่น้อย ในใจไม่เชื่อว่าฉู่หวังซางจะให้เกียรติธิดาอนุภรรยามากกว่านาง

ฉู่หวังซางชำเลืองมองหวังโฮ่ว เอ่ย “ผู้ด้อยเห็นว่าซูไม่เป็นอะไร เยวี่ยก็ได้รับโทษทัณฑ์แล้ว ผู้ด้อยเป็นคนสั่งให้จวี่จีไปถ่ายทอดคำสั่ง หากมิใช่จวี่จีไปถึงทันเวลา หวังโฮ่ว เจ้าคงกระทำผิดมหันต์ไปแล้ว”

หวังโฮ่วเอ่ยอย่างเคืองขุ่น “ธิดาหญิงสกุลเซี่ยงยิงลูกกลมทองคำตามอำเภอใจในเขตพระราชฐาน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากไม่ลงทัณฑ์ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เกรงว่าภายหน้าหม่อมฉันคงมิกล้าแม้แต่จะย่างเท้าออกนอกตำหนัก ไม่รู้ว่าวันใดหายนะจะตกมาถึงตัว มิเท่ากับทำให้ทุกคนต้องอยู่อย่างหวาดระแวงหรอกหรือ”

ฉู่หวังซางก็ขุ่นเคืองเช่นกัน “เจ้าเป็นหวังโฮ่ว ไม่ว่าผู้ใดในตำหนักในให้กำเนิด ล้วนเป็นบุตรธิดาของเจ้า เหตุใดแม้แต่ชื่อก็ไม่ยอมเรียก เอาแต่เรียกว่าธิดาหญิงสกุลเซี่ยง ไม่มีจิตเมตตากับลูกเด็กเล็กแดงแม้แต่น้อย เอาแต่เอ่ยว่าต้องลงทัณฑ์ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่นับว่าไร้เมตตาหรอกหรือ”

หวังโฮ่วรู้สึกว่าไฟโทสะพลันสุมทรวง “ต้าหวังจัดการราชกิจฝ่ายหน้า ผู้น้อยรับผิดชอบกิจการภายใน ผู้น้อยไม่ก้าวก่ายราชกิจในราชสำนักของต้าหวัง ทว่าบัดนี้ เริ่มจากจวี่จีขัดคำสั่งข้า ต่อมาต้าหวังก็แทรกแซงเรื่องในตำหนักใน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ความน่าเชื่อถือของผู้น้อยอยู่ที่ใด ผู้น้อยจะปกครองตำหนักในต่อไปได้อย่างไร หากต้าหวังยืนกรานจะทำเช่นนี้ ขอต้าหวังโปรดเลือกผู้มีความสามารถผู้อื่นเถิด”

หวังโฮ่วหมอบลงกับพื้น น้อมคำนับด้วยท่าทางงามสง่าทว่าหยิ่งทระนง ก่อนจะยืดตัวขึ้นมองฉู่หวังซางด้วยสายตาท้าทาย

ฉู่หวังซางตบโต๊ะอย่างแรง “หวังโฮ่วช่างน่าเกรงขามนัก แม้แต่ผู้ด้อยอยู่ในราชสำนักยังไม่กระทำตามอำเภอใจโดยไม่ฟังความเห็นผู้อื่นเช่นนี้! หวังโฮ่วแม้จะเรียกว่าเสี่ยวจวิน แต่คำเรียกขานนี้ก็ได้มาเพราะจวินหวัง หาได้มีอำนาจเทียบเท่าจวินหวังไม่! จวินหวังมิอาจปฏิบัติหน้าที่ยังต้องทบทวนตนเอง หากหวังโฮ่วมิอาจปฏิบัติหน้าที่ก็ควรรู้จักถอนตัว เจ้าเป็นถึงหวังโฮ่ว ควรจะเป็นแบบอย่างในฐานะมารดาแห่งรัฐ ทว่าเจ้า กลับไม่มีจิตเมตตาและคุณธรรมอันประเสริฐแม้แต่น้อย วันนี้ผู้ด้อยยังมีชีวิตอยู่ เจ้ายังกล้าลงไม้ลงมือกับเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้ด้อยต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้ หากภายหน้าผู้ด้อยไม่อยู่แล้ว เห็นทีเจ้าคงเข่นฆ่าสายโลหิตของตระกูลเชื้อพระวงศ์จนหมดสิ้น ทำลายตระกูลเชื้อพระวงศ์ของข้าจนสิ้นซากกระมัง” เขาถูกหวังโฮ่วยั่วโมโห เอ่ยถึงตอนท้าย สุดท้ายเรื่องที่มิอาจหักใจเอ่ยก็เผลอเอ่ยออกมาจนได้

หวังโฮ่วอึ้งงัน วาจาแทงใจเหล่านี้ของฉู่หวังซางทำให้นางทั้งหวาดหวั่นทั้งโกรธเคือง ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาว ริมฝีปากสั่นระริก ต้องการเอื้อนเอ่ยแต่กลับมิอาจเปล่งวาจา ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านประหนึ่งใบไม้ร่วงกลางสายลม สุดท้ายก็ตะโกนเสียงแหบโหย “ต้าหวังหมายความว่าอย่างไร หม่อมฉันเป็นภรรยาเอกของต้าหวัง แต่งงานกับต้าหวังมาสามสิบปี ให้กำเนิดบุตรธิดา ปกครองดูแลฝ่ายใน ประกอบพิธีบวงสรวงในศาลบรรพชน หลายปีมานี้ลำบากยากเข็ญ คร่ำเคร่งจนแก่ชรา บัดนี้แม้แต่กงซุนก็มีแล้ว ทว่าวันนี้ เพื่อธิดาอนุภรรยากับอนุภรรยาไม่กี่คน ท่านกลับคิดจะเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของหม่อมฉันจนจมดินหรืออย่างไร” เอ่ยถึงตอนท้ายก็ทนไม่ไหว ปิดหน้าสะอื้นไห้

ฉู่หวังซางเห็นดังนั้น ในใจรู้สึกสงสาร แต่เมื่อนึกถึงท่าทางหยิ่งผยองของนางเมื่อครู่ และเหลือบไปเห็นรอยมือบนใบหน้าหมี่เยวี่ย ก็กลับแข็งใจได้อีกครั้ง เอ่ยพลางถอนใจยาว “ผู้ด้อยจำได้มาตลอดว่าเจ้าเป็นภรรยาเอกของผู้ด้อย ฉะนั้นเจ้ากระทำตามอำเภอใจในตำหนักใน ผู้ด้อยจึงเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เรื่อยมา แต่เจ้ากลับไม่สำนึกในความอดทนอดกลั้นของผู้ด้อย ซ้ำยังกำเริบเสิบสาน ยิ่งทวีความโหดเหี้ยมอำมหิต!” เขาดึงมือหมี่เยวี่ย ชี้รอยมือบนใบหน้านาง “ไร้เมตตาไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ โหดเหี้ยมอำมหิตปานนี้! เรื่องเช่นนี้หากนำไปให้ราชสำนักตัดสิน นำไปไต่ถามบรรพบุรุษในศาลบรรพชน เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งหวังโฮ่วอีกต่อไป!”

หวังโฮ่วจับจ้องฉู่หวังซางเขม็ง ทั้งสองคนต่างไม่มีใครยอมอ่อนข้อ ความหยิ่งผยองบนใบหน้าหวังโฮ่วในที่สุดก็ค่อยๆ พังทลาย นางหมอบตัวลงช้าๆ มือทั้งสองข้างจิกพื้นอย่างแรงเพื่อทรงตัว เอ่ยวาจาประโยคหนึ่งออกมาอย่างยากลำบาก “หม่อมฉัน...สำนึกผิดแล้ว...ทุกอย่างขอต้าหวัง...โปรดบัญชา!”

ฉู่หวังซางถอนใจยาวอย่างโล่งอก หากหวังโฮ่วยืนกรานไม่ยอม เขาคงต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ยากลำบาก เขาถอนใจยาวก่อนจะเอ่ย “กงจู่เก้ายึดลูกกลมทองคำ ต่อไปไม่อนุญาตให้ใช้ง่ามไม้และลูกกลมใดๆ ในเขตวัง ลงโทษกักบริเวณสำนึกผิดเป็นเวลาหนึ่งเดือน หวังโฮ่วประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสถานะมารดาแห่งรัฐ ลงโทษหักเบี้ยหวัดหนึ่งปี กงจู่แปดตกใจขวัญเสีย พระราชทานอาภรณ์ชุดหนึ่งกับหนอนไหมหนึ่งกล่องเป็นการปลอบขวัญ ซื่อเหรินซีล่วงเกินกงจู่ โบยยี่สิบไม้!”

หวังโฮ่วตัวสั่นสะท้าน ตอบรับแช่มช้า “เพคะ น้อมรับพระบัญชาของต้าหวัง” มือทั้งคู่ของนางกำแน่นเข้าหากัน เล็บนิ้วกลางข้างซ้ายหักสะบั้นตอนนางออกแรงจิกพื้น นางกำหมัดอดกลั้นต่อความเจ็บ ขบฟันแน่นมิให้หยาดน้ำตารินไหล เมื่อคำนับเสร็จสิ้น ตอบรับเสร็จสิ้น นางรู้สึกราวกับมือทั้งสองข้างมิใช่ของตนเอง นางฝืนปฏิบัติตามธรรมเนียมทุกอย่างจนเสร็จสิ้น ถึงค่อยลุกขึ้นยืน แขนเสื้อยาวไถลลง บดบังมือทั้งสองข้างที่กำลังกำแน่น “หม่อมฉันทูลลา”

ฉู่หวังซางพยักหน้าเล็กน้อย หวังโฮ่วลุกขึ้นยืน ใบหน้าบึ้งตึงขณะสาวเท้าออกไป ไต้เม่าเหลือบไปเห็นเศษเล็บบนพื้น เก็บขึ้นมาเงียบๆ ก่อนจะจูงมือหมี่ซูซึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นรีบร้อนตามออกไป นางกำนัลและข้ารับใช้ที่ติดตามหวังโฮ่วเห็นดังนั้นก็รีบถอยตามออกไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่หวังซางมองตามหลังหวังโฮ่ว ใบหน้าพลันแดงก่ำ ออกแรงกุมหน้าอก หายใจถี่กระชั้น จวี่จีกำลังปลอบโยนหมี่เยวี่ย เห็นดังนั้นก็รีบปล่อยหมี่เยวี่ยก้าวไปหาฉู่หวังซาง อุทานอย่างตกใจ “ต้าหวัง ต้าหวัง ท่านเป็นอะไรไป”

ฉู่หวังซางหอบหายใจอยู่ครู่ใหญ่ ถึงค่อยๆ กลับเป็นปกติ เอ่ยพลางส่ายหน้า “ผู้ด้อยไม่เป็นไร”

จวี่จีมองฉู่หวังซางอย่างกังวล ระยะนี้สุขภาพฉู่หวังซางแย่ลงทุกวัน แม้แต่อุปนิสัยยังเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใจร้อนวู่วามต่างจากเคย โชคดีที่นางฉลาดอ่อนโยน สามารถปลอบประโลมฉู่หวังซางได้ทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงค่อยๆ เป็นที่โปรดปรานแต่เพียงผู้เดียว ทว่าเบื้องหลังของการเป็นที่โปรดปรานเพียงหนึ่งซึ่งผู้คนชื่นชมอิจฉา กลับแฝงไว้ซึ่งภยันตรายอันหนักอึ้ง เวลานี้ยิ่งนางเป็นที่โปรดปรานมากเท่าใด ภยันตรายในภายหน้าก็ยิ่งร้ายแรงมากเท่านั้น การเป็นที่โปรดปรานเช่นนี้ช่างเปราะบางเหลือเกิน แม้นางจะมีบุตรชายให้พึ่งพิง กระนั้นก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยไร้เดียงสา สุขภาพของฉู่หวังซาง มิอาจฝืนทนจนถึงลูกน้อยเติบใหญ่

ไม่กล่าวถึงความวิตกกังวลในใจจวี่จี ด้านหวังโฮ่วนับแต่เข้าวังฉู่เป็นต้นมา มิเคยประสบความอัปยศอดสูเช่นนี้สักครั้ง นางรีบสาวเท้ากลับไปยังหอเจี้ยนที่พำนัก โทสะอัดแน่น ปัดสิ่งของทั้งหมดบนโต๊ะทิ้งไปบนพื้น

ไต้เม่ารีบก้าวเข้าไปประคองนางด้วยความตกใจ “เสี่ยวจวินอย่าโมโห ระวังจะเจ็บมือ”

หวังโฮ่วทรุดตัวนั่ง ลมหายใจค่อยๆ คลายลง ครู่ใหญ่ถึงเอ่ยอย่างคับแค้น “เฒ่าชราผู้นี้ บังอาจหยามเกียรติข้าถึงเพียงนี้ จะให้ข้ามีหน้ายืนอยู่ในแผ่นดินได้อย่างไร!”

ไต้เม่าตระหนกหน้าถอดสี “เสี่ยวจวินโปรดระวังวาจา”

หวังโฮ่วแค่นยิ้ม “ระวังวาจา? ระวังการกระทำ? ผู้น้อยยังระวังไม่พออีกหรือ ระวังจนถึงวันนี้ แต่กลับไม่มีแม้แต่ที่ยืน!”

ไต้เม่ารีบก้าวเข้าไปลูบอกหวังโฮ่วให้นางคลายความโกรธลง “เสี่ยวจวินระยะนี้จิตใจร้อนรุ่ม หมอหลวงบอกให้ท่านพักผ่อนอย่างสงบ มิอาจโมโห”

หวังโฮ่วปิดหน้าอย่างท้อแท้ “ระยะนี้ข้าอยู่ในช่วงสิ้นระดู ไร้โอกาสจะได้รับพระกรุณาจากต้าหวัง ข้า...ข้าเห็นสตรีชั้นต่ำเหล่านั้น ในใจนึกอยากฆ่าพวกนางเสียให้สิ้น!”

ไต้เม่ารู้ว่าสตรีในวัยสิ้นระดู อารมณ์จะแปรปรวนอย่างยิ่ง ระยะนี้หวังโฮ่วอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แม้แต่ขันทีกับสาวใช้ยังสั่งประหารไปหลายคน แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้นางจะอาละวาดต่อหน้าฉู่หวังซางจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ได้แต่ลอบทอดถอนใจ ทว่าปากกลับเอ่ยปลอบ “เสี่ยวจวินต้องพักผ่อนอย่างสงบ ภายหน้าท่านยังต้องอยู่ดูไท่จื่อขึ้นครองราชย์ อยู่ดูกงจู่อภิเษกสมรส อยู่ดูกงซุนค่อยๆ เติบใหญ่ ท่านต้องอายุยืนร้อยปี ถึงจะนับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

หวังโฮ่วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หากมีวันนั้น ข้าจะจัดการสตรีชั้นต่ำเหล่านั้น ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังรอดชีวิต!”

ขณะกำลังเอ่ย พลันเหลือบไปเห็นหมี่ซูซึ่งท่าทางหวั่นเกรงยืนอยู่หน้าประตู นางมิเคยเห็นมารดาบันดาลโทสะอย่างรุนแรงเช่นนี้มาก่อน พลันนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ

หวังโฮ่วสงบสติอารมณ์ คว้าตัวบุตรสาวคนโปรดมากอด “วันนี้ซูตกใจมากหรือไม่”

หมี่ซูพยักหน้า พลันนั้นก็ร้องไห้ “เสด็จแม่ เสด็จแม่ ท่านอย่าทำให้ข้าตกใจ ข้ากลัวเหลือเกิน!”

หวังโฮ่วทำได้เพียงกอดปลอบนาง “มิต้องกลัว มิต้องกลัว แม่อยู่ตรงนี้แล้ว ลูกแม่จะต้องไร้ทุกข์ไร้กังวล”

 

หนังสือแนะนำ