บทที่ห้า หายนะจากลูกกลมทองคำ (ต่อหน้า 2)

หวังโฮ่วมองไปตามเสียง อวิ๋นเก๋อรีบอุ้มหมี่ซูก้าวตรงมาอย่างร้อนรน แต่หมี่ซูกลับดิ้นรนขัดขืน สะบัดมือโดนตาซ้ายของอวิ๋นเก๋อเต็มแรง อวิ๋นเก๋อมือสั่นเทา เกือบจะทำหมี่ซูร่วงตกพื้น กระนั้นก็ได้แต่กัดฟันอดกลั้น อุ้มหมี่ซูมาหยุดเบื้องหน้าหวังโฮ่ว เมื่อเห็นไต้เม่ารับหมี่ซูไป ถึงค่อยคุกเข่าเอื้อนเอ่ย “หม่อมฉันสมควรตาย ทำให้เสี่ยวกงจู่ตกใจขวัญเสีย”

หวังโฮ่วรีบรับบุตรสาวคนโปรดมาจากไต้เม่า เห็นนางสะอื้นไห้จนใบหน้าแดงก่ำ รู้สึกสงสารจับใจ รีบคว้าตัวนางมากอดพลางเอ่ยปลอบโยน “ลูกแม่อย่าร้อง ผู้ใดทำเจ้าร้องไห้”

หมี่ซูเอ่ยเสียงสะอื้น “เสื้อเขียวของข้า...ชุดเหลืองของข้า...”

หวังโฮ่วเลิกคิ้ว ยังไม่ทันเอ่ยถาม อวิ๋นเก๋อก็ชิงสารภาพ “ตอนนั้นหม่อมฉันมัวแต่อุ้มกงจู่ กลัวจะถูกคนวิ่งชน หารู้ไม่กล่องใส่หนอนไหมใบนั้นร่วงตกพื้น ถูกคนเหยียบเละ ล้วนเป็นความผิดของหม่อมฉัน”

หวังโฮ่วพยักหน้า “ไม่นับเป็นความผิดของเจ้า ซื่อเหรินซี ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”

เวลานี้ ซื่อเหรินซีจัดการความเรียบร้อยของขบวนเสด็จเสร็จสิ้น กลับมารายงาน “เป็นเพราะเซินเจียวสาวใช้ตื่นตกใจ ทำให้ขบวนเสด็จแตกตื่นพ่ะย่ะค่ะ”

เซินเจียวจึงถูกเรียกตัวมาไต่ถาม คุกเข่ากับพื้นร้อนรนอธิบาย “เสี่ยวจวิน หม่อมฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ เพคะ จู่ๆ นกขมิ้นตัวหนึ่งก็ตกจากฟ้าหล่นใส่ตัวหม่อมฉัน หม่อมฉันตกใจจึงเผลอร้องออกมา ทำให้ขบวนเสด็จวุ่นวาย”

หวังโฮ่วตวาดถาม “นกขมิ้นหรือ นกขมิ้นจากที่ใด”

ซื่อเหรินซีรีบวิ่งไปยังจุดที่เซินเจียวยืนเมื่อครู่ เก็บนกขมิ้นขึ้นมา ก่อนจะหยิบลูกกลมทองคำลูกหนึ่งที่ตกอยู่ข้างนกขมิ้นตัวนั้น ยื่นไปตรงหน้าหวังโฮ่ว

นกขมิ้นตัวนั้นเดิมถูกลูกกลมทองคำยิงใส่ ทั้งยังร่วงตกในกลุ่มคน ไม่รู้ถูกคนตั้งเท่าใดเหยียบซ้ำ ย่อมกลายสภาพเป็นก้อนเนื้อแหลกเหลว หวังโฮ่วรู้สึกคลื่นไส้ ตวาดเสียงดัง “นำออกไป เห็นแล้วสะอิดสะเอียน”

ซื่อเหรินซีเอ่ยเสริม “ไม่ไกลจากนกขมิ้นตัวนั้นมีลูกกลมทองคำลูกหนึ่งตกอยู่ คาดว่าคงมีคนใช้ลูกกลมทองคำยิงนกขมิ้น ทำให้ขบวนเสด็จของหวังโฮ่วตื่นตกใจ”

หวังโฮ่วเอ่ยเสียงเย็น “ผู้ใดช่างกำแหงนัก บังอาจใช้ลูกกลมทองคำไล่ยิงนก”

ไต้เม่ารีบกระซิบเสียงเบาข้างหูหวังโฮ่ว “บัดนี้เด็กซุกซนในวังที่สามารถใช้ลูกกลมทองคำไล่ยิงนก มีเพียงทายาทสองคนของหญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้น...”

หวังโฮ่วก้มมองบุตรสาว เห็นนางร่ำไห้น่าสงสาร พลันรู้สึกโกรธเกรี้ยว “ไปนำตัวเด็กซุกซนผู้นั้นมาให้ข้า!”

ซื่อเหรินซีร้อนรนรับคำสั่ง ก่อนจะรีบนำขันทีสองคนวิ่งไปยังทิศทางที่นกขมิ้นตัวนั้นบินมา

ที่แท้เด็กรับใช้ชายสองคนเห็นหมี่เยวี่ยมีท่าทางเบื่อหน่าย จึงชวนนางมายิงนกที่ราชอุทยานเพื่อสร้างความสำราญ

แต่ก่อนหมี่เยวี่ยจะยิงนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ บัดนี้ฝีมือพัฒนาขึ้น จึงเปลี่ยนมายิงนกที่กำลังจะบินขึ้นฟ้าเพื่อแสดงความสามารถ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นนกขมิ้นตัวหนึ่งบินผ่านมา จึงปล่อยลูกกลมทองคำออกไปโดยไม่คิดอันใด หารู้ไม่ครานี้ กลับก่อให้เกิดความวุ่นวายตามมา

นางได้ยินเพียงว่าไกลออกไปมีเสียงกรีดร้องแว่วดัง ยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นซื่อเหรินซีนำขันทีกลุ่มหนึ่งเข้ามาห้อมล้อมและจับตัวนางมาให้หวังโฮ่ว แต่ไหนแต่ไรนางก็เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฉู่หวังซาง จึงมิใคร่เกรงกลัว หลังคำนับหวังโฮ่วก็เงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตาวาววับมองสำรวจทุกคน

หวังโฮ่วมองลูกกลมทองคำในมือด้วยสีหน้ากึ่งยิ้ม “ใช้ลูกกลมทองคำแทนลูกหิน แม้แต่หวังโฮ่วเช่นข้ายังมิกล้าฟุ่มเฟือยปานนี้ เห็นทีต้าหวังคงเอ็นดูเจ้ายิ่งนัก เอ็นดูจนเจ้าไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่รู้ธรรมเนียมกฎระเบียบ ถึงขั้นกระทำตามอำเภอใจในวังเช่นนี้!”

หมี่เยวี่ยย้อน “ข้าเพียงแต่ยิงนกเล่นเท่านั้น ล่วงเกินหวังโฮ่วอย่างไรหรือ”

ซื่อเหรินซีเอ่ยขู่ด้วยท่าทางกำเริบเสิบสาน “อยู่ต่อหน้าหวังโฮ่ว ยังกล้าไร้มารยาทปานนี้เชียวหรือ!”

ทว่าหมี่เยวี่ยกลับใจกล้ากว่าผู้อื่น ไม่เห็นขันทีผู้นี้อยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เมื่อถูกซื่อเหรินซีผลักอย่างแรงก็รู้สึกเดือดดาล สะบัดมือออกพลางเอ่ย “บังอาจ! ข้าเป็นกงจู่ เจ้าเป็นบ่าวรับใช้ เจ้ากล้าล่วงเกินผู้มีศักดิ์สูงกว่าหรือ”

ซื่อเหรินซีผงะอึ้ง ไม่กล้าแตะต้องนางอีก หวังโฮ่วเห็นดังนั้นก็แค่นเสียงเย็น ซื่อเหรินซีจึงรีบคุกเข่าพลางเอ่ย “กระหม่อมสมควรตาย”

หวังโฮ่วรับลูกกลมทองคำมาจากไต้เม่า ยื่นไปตรงหน้าหมี่เยวี่ย เอ่ยถาม “ลูกกลมทองคำนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่” หมี่เยวี่ยยื่นมือออกไปหมายจะคว้ามา “คืนข้า!”

แต่หวังโฮ่วพลันชักมือกลับ โยนลูกกลมทองคำทิ้งไปบนพื้น เซินเจียวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ รีบเก็บลูกกลมทองคำขึ้นมา ขณะที่หวังโฮ่วยื่นมือออกไป ตบหน้าหมี่เยวี่ยเต็มแรง

ใบหน้าหมี่เยวี่ยพลันปรากฏรอยมือสีแดงอมม่วง นางยกมือกุมหน้า หยาดน้ำตาเอ่อล้นขอบตา นางฝืนบังคับมิให้รินไหล เอ่ยถามอย่างโกรธกรุ่น “ท่านมีสิทธิ์อันใดมาตบข้า”

หวังโฮ่วเหยียดยิ้มเย็นชา “มีสิทธิ์อันใดหรือ เมื่อครู่เจ้าบอกเองมิใช่หรือว่า เจ้าเป็นกงจู่ เขาเป็นบ่าวรับใช้ เขาตบเจ้านับเป็นการล่วงเกินผู้มีศักดิ์สูงกว่า ข้าเป็นหวังโฮ่ว ข้าต้องการตบเจ้าก็สามารถตบเจ้า ข้าถามคำถามเจ้า ทางที่ดีเจ้าควรตอบอย่างไม่บิดพลิ้ว!”

หมี่เยวี่ยกัดริมฝีปาก จับจ้องหวังโฮ่วอย่างโกรธเกรี้ยว

หวังโฮ่วเอ่ยถาม “ข้าถามเจ้าอีกครั้ง ลูกกลมทองคำนี้เจ้าเป็นคนยิงใช่หรือไม่”

ซื่อเหรินซีลุกขึ้นยืน หยิบง่ามไม้ด้านหลังหมี่เยวี่ยยื่นส่งให้หวังโฮ่วด้วยท่าทางเอาใจ “เสี่ยวจวิน นี่คือง่ามไม้ของนาง”

หวังโฮ่วรับง่ามไม้มา ไฟโทสะยิ่งลุกโชน โยนง่ามไม้ทิ้งไปบนพื้น ก่อนจะตบหน้าหมี่เยวี่ยอีกฝั่งหนึ่งอย่างแรง

หมี่เยวี่ยพุ่งเข้าใส่หวังโฮ่วอย่างเดือดดาล แต่ถูกซื่อเหรินซีซึ่งตาไวมือไวจับตัวไว้แน่น จึงทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างขุ่นเคืองพลางร้องตะโกน “ปล่อยข้า ปล่อยข้า...”

ซื่อเหรินซีรีบกวักมือเรียกขันทีอีกสองคนให้เข้ามาช่วยกันจับตัวหมี่เยวี่ย

หวังโฮ่วมิเคยพบเด็กคนใดที่กล้าจองหองต่อหน้านางเช่นนี้มาก่อน ไฟโทสะพลันลุกโชนอย่างมิอาจระงับ กอปรกับเมื่อครู่วาจาของไต้เม่าทำให้นางไม่สบายใจ จึงแค่นยิ้มเย็นชา เอ่ยเนิบช้า “ดูท่าเจ้าจะขาดการอบรมจริงๆ! ซื่อเหรินซี ลากตัวนางออกไป โบยยี่สิบไม้!”

ซื่อเหรินซีเข้าใจความนัยในสายตาหวังโฮ่ว ตอบรับโดยพลัน “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมน้อมรับบัญชา!”

ชั่วขณะนั้น หมี่เยวี่ยมองเห็นประกายสังหารในนัยน์ตาหวังโฮ่วเช่นกัน แม้นางจะเยาว์วัย ยังไม่เข้าใจว่าสายตาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ทว่ากลับมีสัญชาตญาณแห่งความหวาดระแวงและระแวดระวังเช่นลูกสัตว์ป่า นางรู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา จึงพลันก้มศีรษะลง กัดข้อมือซื่อเหรินซีเต็มแรง ซื่อเหรินซีปล่อยมือพลางร้องอุทานด้วยความเจ็บปวด หมี่เยวี่ยฉวยจังหวะนั้นหมอบตัวลง หมุนตัววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

หวังโฮ่วปกครองตำหนักใน มิเคยพบผู้ก้าวร้าวเช่นนี้มาก่อน ถึงขนาดกล้าขัดคำสั่งต่อหน้านาง ซ้ำยังวิ่งหนีไปต่อหน้าต่อตา นางยิ้มทั้งที่โกรธจัด เอ่ยเสียงเยียบเย็น “ซื่อเหรินซี เจ้าเป็นคนตายหรือ ยังไม่รีบตามไปอีก!”

หมี่เยวี่ยวิ่งไปพลางร้องตะโกนไปพลาง “หวังโฮ่วจะโบยข้าให้ตาย เสด็จพ่อช่วยข้าด้วย!เสด็จพ่อช่วยข้าด้วย!”

นางร้องดังลั่นจนทั่วทั้งวังล้วนสามารถได้ยิน กอปรกับหัวหลิวกับลวี่เอ่อร์เด็กรับใช้ชายสองคนของนาง เนื่องจากเห็นนางถูกซื่อเหรินซีจับตัวไป แม้ไม่กล้าออกหน้า ทว่าหัวหลิวรีบวิ่งไปรายงานที่ตำหนักฉู่หวังซาง ส่วนลวี่เอ่อร์แอบตามนางไปห่างๆ

เวลานี้เห็นหมี่เยวี่ยวิ่งออกมา มีซื่อเหรินซีวิ่งไล่หลัง ลวี่เอ่อร์จึงรีบวิ่งออกมาขวาง ซื่อเหรินซีเดือดดาล จับตัวลวี่เอ่อร์มาตบหน้าหลายฉาด กระนั้นลวี่เอ่อร์ก็ยังจับตัวซื่อเหรินซีแน่นไม่ยอมปล่อย

ขณะที่ซื่อเหรินซีกำลังร้อนใจ หมี่เยวี่ยเหลือบไปเห็นลวี่เอ่อร์ถูกซื่อเหรินซีจับตัวไว้ พลันวิ่งย้อนกลับมา คว้ากิ่งไม้ท่อนหนึ่งมาใช้แทนอาวุธ หมายจะกลับไปช่วยลวี่เอ่อร์ แต่กลับถูกซื่อเหรินซีแย่งไม้ไปและจับตัวไว้ได้

หมี่เยวี่ยกรีดร้อง พอดีจวี่จีนำข้ารับใช้เร่งรุดมาถึง ตวาดใส่ซื่อเหรินซี “เจ้ากำลังทำอะไร”

ซื่อเหรินซีเห็นอีกฝ่ายมีคนมากกว่า จำใจปล่อยมือ ฝืนยิ้มเอ่ย “กระหม่อมรับคำสั่งจากหวังโฮ่ว นำตัวกงจู่เก้าไปรับการอบรมสั่งสอน”

หมี่เยวี่ยโผเข้าสู่อ้อมกอดจวี่จี ร้องเสียงแหลม “มารดา บ่าวรับใช้ผู้นี้จะจับข้าไปโบยจนตาย มารดาช่วยข้าด้วย!”

จวี่จีตกตะลึง เชยคางหมี่เยวี่ยขึ้น เห็นแก้มทั้งสองข้างมีรอยมือสีแดงอมม่วง พลันตวาดอย่างโกรธจัด “ผู้ใดตบ”

ซื่อเหรินซียิ้มเย็นตอบ “กงจู่เก้าซุกซนเกินประมาณ หวังโฮ่วจึงอบรมกงจู่เก้า หรือจวี่ฟูเหรินคิดจะตำหนิหวังโฮ่วเล่า”

จวี่จีแค่นเสียงเย็น “หม่อมฉันไฉนเลยจะกล้าตำหนิหวังโฮ่ว เพียงแต่ต้องการพากงจู่เก้าไปเข้าเฝ้าต้าหวัง หากหวังโฮ่วต้องการอบรม เช่นนั้นก็ทูลถามต้าหวังก่อนเถิด”

ซื่อเหรินซีได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ ก้าวออกมาคว้าตัวหมี่เยวี่ย เอ่ย “เรื่องในฝ่ายใน ล้วนมีหวังโฮ่วเป็นผู้ควบคุมดูแล ต่อให้เป็นต้าหวัง ก็คงไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องเหล่านี้กระมัง”

จวี่จีชักสีหน้า “บ่าวรับใช้ชั้นต่ำเช่นเจ้าบังอาจยกบัญชาของหวังโฮ่วมาขู่ข้าหรือ หวังโฮ่วเป็นแบบอย่างแก่อาณาประชาราษฎร์ ไฉนเลยจะไร้เมตตาต่อกงจู่เก้า ต้องเป็นเพราะบ่าวรับใช้ชั้นต่ำเช่นพวกเจ้ายุแยงตะแคงรั่วเป็นแน่ ข้าจะไปทูลรายงานต้าหวัง” กล่าวจบก็จะพาหมี่เยวี่ยไป

แต่กลับได้ยินเสียงเนิบช้าทว่าถือตัวของหวังโฮ่วดังขึ้นด้านหลัง “หญิงสกุลจวี่ เจ้าคิดจะฝืนคำสั่งข้าหรือ”

ซื่อเหรินซีหันไปมอง เห็นหวังโฮ่วนำเหล่าข้ารับใช้เร่งรุดมาถึง รีบก้าวไปหาอย่างรวดเร็ว เอ่ยฟ้อง “หวังโฮ่ว กระหม่อมกำลังจะนำตัวกงจู่เก้าไปพบท่าน แต่จวี่ฟูเหรินกลับออกมาห้าม...”

หวังโฮ่วปรายตามองเขาอย่างเย็นชา แค่นเสียง “เฮอะ” ก่อนจะเอ่ย “ไร้ประโยชน์”

จวี่จีหมุนตัวกลับมา คลี่ยิ้มเต็มใบหน้าขณะย่อตัวคำนับหวังโฮ่ว “หม่อมฉันถวายบังคมเสี่ยวจวิน เด็กน้อยไร้มารยาท ล่วงเกินเสี่ยวจวิน หม่อมฉันกำลังจะพานางกลับไปอบรมสั่งสอนเพคะ”

หวังโฮ่วแค่นหัวเราะ “อบรมสั่งสอนหรือ หากเจ้ารู้จักอบรมสั่งสอน กงจู่แห่งตระกูลเชื้อพระวงศ์ไฉนเลยจะกลายเป็นคนป่าเถื่อนเช่นนี้ ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักอบรมสั่งสอน ก็ต้องลำบากผู้น้อยอบรมสั่งสอนแล้ว”

จวี่จีลอบสะท้านใจ เรื่องที่นางกังวลมาหลายปี ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ นางรู้ว่าหวังโฮ่วเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่ลงมือโดยง่าย แต่หากลงมือก็จะทำจนถึงตาย แม้ไม่เข้าใจว่าเหตุใดหวังโฮ่วจึงคิดจะแตกหักตอนนี้ กระนั้นก็มิอาจไม่ฝืนยิ้มเอ่ยอย่างนบนอบ “เป็นเพราะกงจู่เก้าถูกต้าหวังตามใจจนเคยตัว ขอหวังโฮ่วโปรดเห็นแก่ที่นางเยาว์วัยไม่รู้ความ เมตตานางด้วยเถิด”

หวังโฮ่วยิ้มเย็น “เจ้ามิต้องเอะอะก็นำต้าหวังมาอ้าง! ต้าหวังใจดีมีเมตตา ไม่ว่าบุตรธิดาคนใดล้วนรักใคร่ตามใจ แต่กลับไม่เห็นเด็กคนอื่นป่าเถื่อนเช่นนี้ นางเยาว์วัยไม่รู้ความ แต่เจ้าหาใช่เยาว์วัยไม่รู้ความไม่ นางกล้าใช้ลูกกลมทองคำยิงข้า ส่วนเจ้าก็กล้าขัดคำสั่งข้าซึ่งหน้า จะเห็นได้ว่ามิเคยทำตัวเป็นแบบอย่างอันประเสริฐ” กล่าวจบก็ไม่เหลือบแลจวี่จี หมุนตัวหันไปสั่งซื่อเหรินซี “เจ้ายังยืนโง่งมทำอะไร!”

ซื่อเหรินซีเข้าใจ รีบก้าวเข้าไปหมายจะแย่งตัวหมี่เยวี่ยมาจากจวี่จี แต่จวี่จีกลับดึงตัวหมี่เยวี่ยก้าวถอยหลัง ยิ้มเอ่ยกับแผ่นหลังของหวังโฮ่ว “หวังโฮ่วสั่งสอนถูกต้อง หม่อมฉันเองก็ทราบว่าเสี่ยวกงจู่มิควรล่วงเกินเสี่ยวจวิน ดังนั้นก่อนหน้านี้จึงไปทูลรายงานต้าหวัง ต้าหวังให้หม่อมฉันพากงจู่ไปเข้าเฝ้าเพื่อไต่ถามด้วยตนเอง”

สีหน้าหวังโฮ่วพลันเคร่งเครียด ลอบถอนใจว่าโอกาสอันดีผ่านพ้นไปแล้ว ยิ้มเย็นเอ่ย “ประเสริฐ เช่นนั้นผู้น้อยจะไปพบต้าหวังพร้อมเจ้า ดูว่าสุดท้ายแล้วต้าหวังจะก้าวก่ายเรื่องในตำหนักในที่ผู้น้อยรับผิดชอบหรือไม่”

กล่าวจบก็เดินนำไปหอจางหัว จวี่จีชำเลืองมองคราหนึ่ง ก่อนจะนำข้ารับใช้ในตำหนักของตนเดินไปหอจางหัวโดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง แม้จะออกหลังหวังโฮ่ว แต่กลับมาถึงหอจางหัวก่อนนาง

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในหอจางหัว หมี่เยวี่ยก็วิ่งร้องไห้ไปหาฉู่หวังซาง เอ่ยพลางโผเข้ากอดเขา “เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ ลูกกลัวเหลือเกิน ฮือๆๆ...”

ฉู่หวังซางเห็นบุตรสาวคนเล็กโผเข้ากอดตน ร่ำไห้น่าสงสาร ร่างเล็กบางสั่นสะท้าน พลันรู้สึกขุ่นเคือง เมื่อเชยคางนางขึ้น เห็นแก้มทั้งสองข้างของนางมีรอยมือสีแดงอมม่วง อดถามด้วยความแปลกใจมิได้ “เจ้าไปโดนอะไรมา ผู้ใดบังอาจทำกับเจ้าเช่นนี้”

ขณะสนทนา หวังโฮ่วก็จูงหมี่ซูเข้ามา ได้ยินคำถามของฉู่หวังซางก็ยิ้มเอ่ยเสียงเย็น “ในสายตาของต้าหวัง มีเพียงธิดาของอนุภรรยาผู้นั้นหรือ ท่านไม่เห็นหรือว่ากงจู่ในภรรยาเอกของท่านก็ตกใจขวัญเสียเช่นกัน ท่านไม่คิดจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใยสักคำหรือ”

ฉู่หวังซางมองหมี่ซูซึ่งถูกหวังโฮ่วจูงมือ แม้จะหยุดร้องไห้แล้ว แต่ดวงหน้าเล็กจิ๋วยังคงมีคราบน้ำตา ดวงตาทั้งคู่บวมแดง เอ่ยถามอย่างแปลกใจ “ลูกพ่อ ผู้ใดทำให้เจ้าเคืองขุ่น”

หมี่ซูเดิมก็น้อยใจยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าตนกับหมี่เยวี่ยเข้ามาในตำหนักพร้อมกัน ตนยังถูกมารดาจูงมือ แต่หมี่เยวี่ยกลับโผเข้าสู่อ้อมกอดเสด็จพ่อ ฉอเลาะเอาใจ ซ้ำยังเห็นเสด็จพ่อปลอบโยนอย่างรักใคร่ ความน้อยใจยิ่งเพิ่มพูน เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถาม พลันเบ้ปากร้องไห้ “เสื้อเขียวของข้าตายแล้ว ชุดเหลืองของข้าตายแล้ว ฮือๆๆ...”

ฉู่หวังซางงุนงงยิ่ง กวักมือเรียกหมี่ซูให้เข้ามาใกล้ เอ่ยถาม “ผู้ใดคือเสื้อเขียว ผู้ใดคือชุดเหลือง”

หมี่ซูสะอึกสะอื้น นำกล่องไม้ไผ่ที่ยังคงกำแน่นไว้ในมือยื่นส่งให้ฉู่หวังซาง “เสื้อเขียวของข้า ชุดเหลืองของข้า...” เมื่อครู่นางยืนกรานให้อวิ๋นเก๋อเก็บกล่องไม้ไผ่มาให้นาง ทั้งยังนำหนอนไหมน้อยสองตัวที่ถูกเหยียบตายใส่กลับลงไป มองคราใดก็ร้องไห้ครานั้น

ฉู่หวังซางเห็นหนอนไหมที่นอนตายอยู่ในกล่องไม้ไผ่ พลันเข้าใจทันที ยิ้มถาม “เสื้อเขียวกับชุดเหลืองของเจ้าคือหนอนไหมหรือ” หมี่ซูพยักหน้าทั้งน้ำตา

ฉู่หวังซางกวาดตามอง เห็นกล่องไม้ไผ่ของหมี่ซูกับรอยมือบนใบหน้าหมี่เยวี่ย ทั้งยังเห็นง่ามไม้กับลูกกลมทองคำในมือซื่อเหรินซี แทบเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด หันไปเอ่ยกับหมี่เยวี่ย “เจ้ายิงนกในสวน?” หมี่เยวี่ยพยักหน้า เขาหันไปถามหมี่ซู “ทำให้ซูตกใจ?” หมี่ซูพยักหน้ารัวเร็ว สุดท้ายจึงหันไปมองหวังโฮ่ว “ทำให้หวังโฮ่วเคืองขุ่น ต้องการลงโทษเจ้า ใช่หรือมิใช่”

หมี่เยวี่ยเบ้ปาก นางเป็นเด็กฉลาด ฟังความนัยในวาจาฉู่หวังซางออก พลันปิดหน้าร้องไห้ “เจ็บยิ่ง...ข้าเองก็มิได้ตั้งใจ นางตีข้าแล้ว ยังจะจับข้าไปโบยจนตาย...”

สีหน้าฉู่หวังซางพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “จับเจ้าไปโบยจนตายหรือ”

หวังโฮ่วทำท่าจะตอบ แต่จวี่จีชิงคลี่ยิ้มเอ่ย “คงเป็นเพราะเด็กน้อยเช่นเจ้าตกใจกลัวจนฟังผิดไป หวังโฮ่วไฉนเลยจะออกคำสั่งอันไร้เมตตาเช่น ‘จับเจ้าไปโบยจนตาย’ เช่นนี้”

หวังโฮ่วโกรธจัด ทำท่าจะอธิบาย ฉู่หวังซางปรายตามองซื่อเหรินซีอย่างเย็นชา “จริงหรือไม่”

ซื่อเหรินซีตัวสั่นเทา รีบทรุดตัวคุกเข่าพลางเอ่ยแก้ต่าง “หวังโฮ่วเพียงแต่สั่งให้นำตัวเสี่ยวกงจู่ไปโบยยี่สิบไม้ หาใช่สั่งให้โบยจนตายไม่...”

ฉู่หวังซางมองซื่อเหรินซีด้วยสายตาเยียบเย็น เมื่อถูกสายตาเช่นนี้จับจ้อง ซื่อเหรินซีพลันรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่งร่าง เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมทั่วทั้งแผ่นหลัง เนื้อตัวสั่นระริก ไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก

ฉู่หวังซางเห็นท่าทางเช่นนี้ของเขา หันไปชำเลืองมองหวังโฮ่ว หวังโฮ่วลอบด่าซื่อเหรินซีในใจว่าไร้ประโยชน์ เห็นฉู่หวังซางมองนาง นางคิดในใจว่า ต่อให้ตนเองมีเจตนาแอบแฝง แต่เรื่องยังไม่เกิด จะมีผู้ใดล่วงรู้เล่า ดังนั้นจึงก้าวมาด้านหน้าอย่างหยิ่งทระนง เอ่ยเสียงก้อง “เด็กผู้นี้ไร้มารยาท บังอาจเอ่ยวาจาเหลวไหลต่อหน้าต้าหวัง!”

ฉู่หวังซางมองไปทางหวังโฮ่ว เอ่ย “หวังโฮ่วมีอันใดค่อยๆ พูดค่อยๆ จา ไยจึงต้องโมโห”

หนังสือแนะนำ