บทที่ห้า หายนะจากลูกกลมทองคำ

การสิ้นสุดของวัยเยาว์ต้องใช้เวลานานเท่าใด บางครา อาจใช้เวลาเพียงวาจาประโยคหนึ่ง

นับจากวันนั้น วัยเยาว์ที่ไร้ทุกข์ไร้กังวลของหมี่เยวี่ยก็ดูเหมือนจะสิ้นสุดลงเช่นนี้ นางเริ่มมีเรื่องในใจ มิใช่เด็กหญิงผู้ไร้ทุกข์ไร้กังวลที่วันๆ เอาแต่แกล้งแมวแกล้งสุนัขอีกต่อไป

นางถามจวี่จี “มารดา พอคนเราเติบใหญ่ จะเป็นเช่นไรหรือ”

จวี่จีอึ้งไป ครู่หนึ่งถึงตอบยิ้มๆ “พอคนเราเติบใหญ่ ก็ต้องแต่งงานมีลูก จากนั้นก็มีทายาทสืบทอดต่อไปเรื่อยๆ”

“เช่นนั้นพอข้าเติบใหญ่ จะเป็นเช่นไรหรือ” หมี่เยวี่ยถาม

จวี่จียิ้มพลางคว้าตัวนางมากอด “เจ้าเป็นกงจู่แห่งรัฐฉู่ ภายหน้าย่อมต้องแต่งงานกับผู้สูงศักดิ์ในฐานะภรรยาเอก ปกครองเหล่าอนุภรรยา ดูแลงานบ้านงานเรือน พอเจ้าเติบใหญ่กว่านี้อีกนิด ข้าจะสอนเจ้าว่านายหญิงมีหน้าที่อันใดบ้าง อาหารสามมื้อ อาภรณ์สี่ฤดู พิธีบวงสรวงเซ่นไหว้...”

ตอนนั้นนางเป็นกงจู่แห่งรัฐจวี่ ตั้งแต่เยาว์วัยก็ได้รับการอบรมสั่งสอนเพื่อเตรียมความพร้อมในฐานะภรรยาเอก หากแต่รัฐจวี่สิ้นสลาย นางเข้าวังฉู่เป็นอนุภรรยา พิธีบวงสรวงเซ่นไหว้เหล่านั้นจึงมิได้ใช้ประโยชน์ ต่อให้เรียนรู้มากกว่านี้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า

“เรียนรู้มากไป ไม่มีประโยชน์หรือ” หมี่เยวี่ยถาม

จวี่จีถึงเพิ่งรู้ตัวว่า ตนเผลอเอ่ยวาจาประโยคนั้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว นางพลันได้สติ เอ่ยพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “เรียนรู้มากไปแต่มิได้ใช้ ย่อมคับข้องใจ ย่อมมีเรื่องกลุ้มใจ”

หมี่เยวี่ยวิ่งจากมาเงียบๆ นางไปถามหญิงสกุลเซี่ยง “ท่านแม่ ท่านมีเรื่องกลุ้มใจหรือไม่”

หญิงสกุลเซี่ยงกำลังเย็บอาภรณ์ให้หมี่หรง แววตาเอ่อล้นไปด้วยความสงบอ่อนโยน นางยิ้มเปี่ยมเมตตา “ไม่ แม่ไม่มีเรื่องกลุ้มใจ แม่มีพวกเจ้า จะมีเรื่องกลุ้มใจได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยถามต่อ “ท่านแม่ ท่านเคยร่ำเรียนสิ่งใดบ้าง”

หญิงสกุลเซี่ยงถามย้ำอย่างแปลกใจ “เคยร่ำเรียนสิ่งใดบ้างหรือ” นางนึกครู่หนึ่ง พยักหน้าตอบ “ข้าเคยร่ำเรียนการปรุงอาหาร ร่ำเรียนการเย็บปักถักร้อย ร่ำเรียนกฎระเบียบ ร่ำเรียนการปรนนิบัติและปฏิบัติตามคำสั่ง...”

หมี่เยวี่ยขมวดคิ้วพลางสั่นศีรษะ คำตอบของหญิงสกุลเซี่ยง ยังคงมิใช่คำตอบที่นางต้องการ

หากทว่า นางถามฉู่หวังซาง ถามเฟิ่งฟาง ถามหัวหลิว ถามทุกคนที่นางรู้จัก แต่คำตอบของทุกคนล้วนไม่เหมือนกัน!

นางมิเคยคิดมาก่อนว่า นางอยากร่ำเรียนศึกษาแต่กลับถูกปฏิเสธ ซึ่งสาเหตุที่ถูกปฏิเสธนี้ เพียงเพราะว่านางเป็นเด็กหญิง ความรู้บางอย่างนางไม่มีวันได้ใช้ประโยชน์ นางมิเคยรู้สึกว่าตนเองมีอันใดแตกต่างจากผู้อื่น ตั้งแต่เล็กจนโต นางติดตามฉู่หวังซาง มองบิดาเป็นแบบอย่าง เข้าใจว่าตนเองจะต้องเป็นเช่นบิดา

ทว่าบัดนี้ นางถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า นางไม่มีวันเป็นเช่นบิดาได้

ความกลัดกลุ้มในวัยเยาว์ค่อยๆ เริ่มต้นขึ้น นางเริ่มรู้จักคิด บางคราเมื่อนั่งอยู่ในสวนดอกไม้ นางจะคิดว่า ท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไปจะแตกต่างจากท้องฟ้าที่นางเห็นหรือไม่ เหตุใดนกจึงมีปีก เหตุใดปลาจึงไม่จมน้ำ เส้าซือมิ่งกับต้าซือมิ่งล้วนมองเห็นเรื่องที่เราทุกคนทำหรือไม่...

เด็กรับใช้ข้างกายสองคนเดิมถูกส่งเข้าวังมาเล่นเป็นเพื่อนนาง บัดนี้เห็นนางไม่เล่นสนุกเช่นแต่ก่อน เอาแต่นั่งเหม่อลอย กลัวว่าตนเองจะหมดประโยชน์ จึงคิดหาวิธีเอาใจนาง นำลูกกลมทองคำที่แต่ก่อนนางชอบเล่นมาชวนนางยิงนก

วันนี้หลังเสร็จสิ้นพิธีชินฉาน หวังโฮ่วพากงจู่ซูมาที่ห้องอาบตะวันเพื่อชมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการย้อมสีผ้า อันว่าห้องอาบตะวัน ก็คือสถานที่สำหรับสานทอย้อมผ้าในวัง คำว่า “อาบตะวัน” หมายถึงการตากแดด มีตั้งแต่การเลี้ยงไหม การผลิตไหม การสานทอ ตลอดจนการย้อมสี

เวลานี้ห้องอาบตะวันได้ยินว่าหวังโฮ่วกับกงจู่เสด็จ เซ่อฟูหัวหน้าห้องอาบตะวันจึงสั่งให้หัวหน้านางกำนัลฝ่ายต่างๆ ออกมายืนต้อนรับอย่างเคารพนบนอบ อาหารการกินและเสื้อผ้าอาภรณ์นับเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนเรา ด้วยเหตุนี้ในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี จวินหวังจะร่วมพิธีชินเกิง ส่วนหวังโฮ่วจะร่วมพิธีชินฉาน นับเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติยิ่งในฐานะบิดามารดาแห่งรัฐ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม นับว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้านและเศรษฐกิจของรัฐ และนับเป็นสิ่งพื้นฐานที่มารดาแห่งรัฐจำต้องเรียนรู้และเข้าใจ

หมี่ซูเดินตามมารดาเข้าไปในห้องอาบตะวัน เห็นข้ารับใช้ในวังยืนเรียงรายต้อนรับ ก้าวออกมาน้อมคำนับ นอกจากขานชื่อ ก็ล้วนแต่ยืนสงบเสงี่ยมนิ่งเงียบ

หวังโฮ่วมีธิดาเพียงสองคน ธิดาคนโตกำลังจะออกเรือน ธิดาอีกคนก็คือกงจู่ลำดับที่แปดในบรรดากงจู่ทั้งหมด ตั้งชื่อให้ว่า “ซู” ซึ่งยกมาจากบทกวีที่ว่า “โฉมสุดางามสง่าพิลาสล้ำ” โตกว่าหมี่เยวี่ยหนึ่งปี เป็นที่รักยิ่งของหวังโฮ่ว

หวังโฮ่วพาบุตรสาวเดินผ่านห้องย้อม เห็นอ่างย้อมที่บรรจุสีสันต่างกันตั้งเรียงราย หร่านเหรินสองสามคนกำลังนำผ้าที่มีสีออกเหลืองใส่ลงในอ่างย้อม คนจนเข้ากันเพื่อทำการย้อมสี ส่วนอีกด้านหนึ่ง หร่านเหรินกำลังนำผ้าที่ย้อมเรียบร้อยแล้วเสียบกับแท่งไม้ไผ่ แขวนบนราวเพื่อตากลม รอจนแห้งค่อยนำไปตากแดด

จากนั้นหวังโฮ่วเข้าไปในห้องทอ บอกให้บุตรสาวดูบรรดาจือเหรินขยับเครื่องสานและจัดการเครื่องทอ ถักทอเส้นไหมแต่ละเส้นเป็นผืนผ้า

หวังโฮ่วจูงหมี่ซูนั่งลงตรงกลางห้องหลัก แนะนำนางกำนัลขั้นสูงตำแหน่งต่างๆ ที่มาถวายบังคม อธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น “นี่คือเตี่ยนฟู่กง ควบคุมปริมาณผ้าและดูแลการแจกจ่ายอาภรณ์แก่สตรีในวัง ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วงส่งรายงานวิเคราะห์คุณภาพเพื่อกำหนดมูลค่า บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บไว้ในสำนักฝ่ายใน รอจวินหวังและหวังโฮ่วตรวจสอบ”

หมี่ซูปีนี้อายุแปดปี กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็น นางมองสรรพสิ่งตรงหน้าอย่างตื่นเต้น พยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด

หวังโฮ่วอธิบายทีละคน “เตี่ยนซือ ดูแลจัดการผ้าแต่ละชนิดที่ส่งเข้ามาเป็นเครื่องบรรณาการ แยกประเภทและวิเคราะห์คุณภาพ รับผิดชอบการเก็บผ้าและการจ่ายผ้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานเย็บปัก แจกจ่ายผ้าชนิดต่างๆ แก่นักเย็บปักทั้งในนอก อาภรณ์ที่เป็นของพระราชทานล้วนมีเตี่ยนซือรับหน้าที่แจกจ่าย...

“เตี๋ยนสี่ ดูแลการผลิตใยป่านและผ้าป่าน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับแจกจ่ายแก่นักเย็บปัก ครั้นถึงฤดูใบไม้ร่วงยามส่งรายงาน ต้องเก็บผลิตภัณฑ์ผ้าป่านแยกตามมูลค่า เพื่อเตรียมแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการ ครั้นถึงคราวแจกจ่ายอาภรณ์ มีหน้าที่แจกจ่ายแก่ผู้มารับ...

“เน่ยซือฝู ดูแลอาภรณ์หกประเภทของหวังโฮ่ว แบ่งประเภทอาภรณ์ของสตรีฝ่ายหน้า (เชิงอรรถ – ภรรยาของขุนนาง) และสตรีฝ่ายใน (เชิงอรรถ – สนมนางในและกงจู่ที่ยังไม่อภิเษกสมรส)...

“เฝิงเหริน ดูแลการเย็บปักในวัง เย็บปักอาภรณ์ของจวินหวังและหวังโฮ่วตามคำสั่งของนางกำนัลขั้นสูง...

“หร่านเหริน ดูแลการย้อมสีผ้าให้เหมาะสมกับแต่ละฤดูกาล...

“จุยซือ ดูแลเครื่องประดับศีรษะของหวังโฮ่ว ประดิษฐ์เครื่องประดับศีรษะของสนมนางใน สตรีฝ่ายหน้า และสตรีฝ่ายใน เนื่องในโอกาสต่างๆ ทั้งพิธีบวงสรวง ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และพิธีศพ...

“จวี้เหริน ดูแลการจัดเตรียมรองเท้าที่เข้าชุดกับอาภรณ์ของจวินหวังและหวังโฮ่ว แบ่งประเภทรองเท้าของสตรีฝ่ายหน้าและสตรีฝ่ายใน เพื่อให้เหมาะสมกับพิธีบวงสรวงทั้งสี่ฤดูกาล...

“ซย่าไฉ่ ดูแลเรื่องชุดพิธีการในพิธีศพของจวินหวัง...”

หลังจากนางกำนัลขั้นสูงถวายบังคมเสร็จสิ้น เนื่องจากหมี่ซูสนใจการย้อมสีผ้าเป็นพิเศษ หร่านเหรินจึงก้าวออกมาอธิบายให้หมี่ซูฟัง “กงจู่ นี่คือเหลี่ยวหลาน สามารถใช้ย้อมสีฟ้า นี่คือเชี่ยนเฉ่ากับดอกคำฝอย สามารถใช้ย้อมสีแดง นั่นคือหวงปั้วกับอวี้จิน สามารถใช้ย้อมสีเหลือง นี่คือหญ้าม่วง สามารถใช้ย้อมสีม่วง นี่คือต้นศรีทอง สามารถใช้ย้อมสีดำ...”

หวังโฮ่วจูงมือหมี่ซู อธิบายให้นางฟังด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา “ขนบธรรมเนียมแห่งรัฐเริ่มต้นที่อาภรณ์ ผู้คนต่างสถานะ ใช้เนื้อผ้าแตกต่างกัน สวมอาภรณ์ต่างลักษณะกัน หากภายหน้าเจ้าเป็นหวังโฮ่ว เมื่อพบสตรีฝ่ายหน้าและสตรีฝ่ายใน ย่อมสามารถรู้สถานะของพวกนางจากอาภรณ์ที่สวมใส่ จะได้รู้ว่าควรปกครองควบคุมอย่างไร...”

หมี่ซูนิ่งฟังอย่างตั้งใจ อุทานด้วยความประหลาดใจไม่หยุด เด็กหญิงตัวน้อยเห็นอะไรก็ล้วนแต่สงสัยใคร่รู้ แทบจะอยากเก็บทุกอย่างกลับไปเป็นของตัวเองเสียให้สิ้น ชี้มือชี้ไม้พลางเอ่ยอย่างตื่นเต้น “งดงามยิ่ง! เสด็จแม่ ข้าอยากได้อันนี้ แล้วก็อันนั้น ข้าอยากได้ทั้งหมดนี้!”

หวังโฮ่วยิ้มเมตตา “รู้แล้ว รู้แล้ว ของเหล่านี้ล้วนให้เจ้าเล่น”

“เสด็จแม่ ผ้าไหมเหล่านี้ได้มาอย่างไรหรือ” หมี่ซูเอ่ยถามอย่างสงสัย

หวังโฮ่วตอบ “ล้วนมาจากเส้นไหมที่หนอนไหมพ่นออกมา”

“หนอนไหมคืออะไรหรือ” หมี่ซูถามต่อ

หวังโฮ่วกวักมือ เตี่ยนซือก้าวออกมาพร้อมกล่องไม้ไผ่ทรงกลมใบหนึ่ง ในกล่องมีใบหม่อนสามสี่ใบ บนใบหม่อนมีหนอนไหมขนาดเล็กสองตัวเลื้อยไต่ไปมา หมี่ซูคิดจะยื่นมือออกไปจับด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามิเคยเห็นสัตว์เลื้อยคลานเช่นนี้มาก่อน จึงไม่กล้าสัมผัส

หวังโฮ่วจับมือเล็กจิ๋วของนางลูบไล้หนอนไหมแผ่วเบา “ลูกแม่ นี่ก็คือหนอนไหม บรรพชนรับประทานข้าวจึงเคารพการเพาะปลูก สวมใส่อาภรณ์จึงเคารพการเลี้ยงไหม เพราะมีการเพาะปลูกถึงมีอาหารให้รับประทาน เพราะมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมถึงมีอาภรณ์ให้สวมใส่ ดังนั้นในฤดูใบไม้ผลิของทุกปี เหล่าผู้นำจึงร่วมพิธีชินเกิง เหล่าชายาจึงร่วมพิธีชินฉาน เพื่อขอพรให้การเพาะปลูกอุดมและการเลี้ยงไหมสมบูรณ์ อาณาประชาราษฎร์มีเสื้อผ้าอาหาร หนอนไหมนี้แม้มีขนาดเล็ก แต่กลับมีประโยชน์ยิ่งต่อแผ่นดิน”

หมี่ซูถือกล่องไว้ในมือ มองหนอนไหมสองตัวด้านใน เอ่ยยิ้มๆ “เสด็จแม่ ข้าตั้งชื่อให้หนอนไหมน้อยได้หรือไม่”

หวังโฮ่วยิ้มใจดี “ประเสริฐยิ่ง ซูคิดจะตั้งชื่อใด”

หมี่ซูตอบ “ตัวนี้มีสีออกเขียว ให้ชื่อเสื้อเขียว ตัวนั้นมีสีออกเหลือง ให้ชื่อชุดเหลือง!”

หวังโฮ่วได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “นำมาจากวรรคหนึ่งใน ‘บทกวี’ ซู เจ้าศึกษาได้ประเสริฐ”

“บทกวี” เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กวีสามร้อยบท” ซึ่งก็คือคัมภีร์ “กวีนิพนธ์” ที่ชนรุ่นหลังเรียกขาน นับแต่โบราณกาล ดนตรีและพิธีกรรมนับเป็นรากฐานแห่งแผ่นดิน คนราชวงศ์โจวใช้บทกวียามประกอบพิธีบวงสรวงในศาลบรรพชน หากมีผู้ฝืนขนบแบบแผนแห่งแผ่นดิน ผู้คนจะเสียดสีด้วยบทเพลง แม้แต่ในกองทัพก็มีการประพันธ์เพลง ไม่เพียงคนราชวงศ์โจวที่มีบทกวีและบทเพลง รัฐอื่นๆ ก็ล้วนมีเช่นกัน นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์โจวเป็นต้นมา ไม่เพียงมีขุนนางฝ่ายดนตรีรับผิดชอบด้านการประพันธ์เพลง นอกจากนี้ยังมีผู้ครองรัฐ ขุนนาง ปัญญาชน ประพันธ์บทกวีและบทเพลงถวาย ทั้งยังมีสำนักดนตรีซึ่งมีหน้าที่ส่งคนออกไปศึกษาบทกวีและขนบประเพณีของแต่ละรัฐโดยเฉพาะ เพื่อกลับมารวบรวมเป็นรูปเล่ม ตามรายงาน ในยุคสมัยที่ผ่านมา รวบรวมได้จำนวนหลายพันบท เพียงแต่นับแต่โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก ตำราเหล่านี้ก็กระจัดกระจายไร้ผู้รวบรวม โชคดีที่ข่งชิวชาวรัฐหลู่ ซึ่งคนสมัยนี้เรียกว่าขงจื่อ (เชิงอรรถ – ขงจื๊อ ผู้ก่อตั้งลัทธิขงจื๊อ ได้รับยกย่องว่าเป็น “ปรัชญาเมธี”) หมายมาดจะฟื้นฟูธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์โจว เลือกเฟ้นคัดกรองได้จำนวนสามร้อยกว่าบท รวบรวมเป็นรูปเล่ม ชนรุ่นหลังเรียกว่า “กวีสามร้อยบท”

“กวีสามร้อยบท” นี้แบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ “เพลงพื้นบ้าน” “เพลงราชสำนัก” และ “เพลงบวงสรวง” “เพลงบวงสรวง” คือบทเพลงที่ใช้ในการบวงสรวงเซ่นไหว้บรรพบุรุษในศาลบรรพชน ส่วน “เพลงราชสำนัก” คือภาษาราชสำนัก หมายถึงภาษาของตระกูลเชื้อพระวงศ์โจว เป็นภาษาทางการของชนชั้นสูงและตระกูลขุนนางแต่ละรัฐในสมัยนี้ แบ่งเป็น “เพลงราชสำนักใหญ่” และ “เพลงราชสำนักเล็ก”

“เพลงราชสำนักใหญ่” คือบทเพลงที่พรรณนาชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลเชื้อพระวงศ์โจว ส่วน “เพลงราชสำนักเล็ก” ส่วนใหญ่จะเป็นบทเพลงที่บรรยายถึงชีวิตของราษฎรผู้ยากไร้และทหารในกองทัพ ส่วน “เพลงพื้นบ้าน” คือ “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐ” หมายถึงบทกวีของแต่ละรัฐ มักจะใช้ภาษาถิ่นของแต่ละรัฐขับร้อง

ดังนั้นในสมัยนี้ เมื่อถึงวัยศึกษาเล่าเรียน สิ่งแรกที่ต้องศึกษาคือ “กวีสามร้อยบท” ขงจื่อยังเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ศึกษาบทกวี ไม่รู้จักเอ่ยวจี” ลูกหลานตระกูลเชื้อพระวงศ์จำต้องเริ่มศึกษาธรรมเนียมปฏิบัติเป็นสิ่งแรก ยามเยาว์วัยต้องติดตามผู้ใหญ่ไปร่วมพิธีบวงสรวงที่ศาลบรรพชน จึงต้องศึกษา “เพลงบวงสรวง” ครั้นสื่อสารกับผู้คนต้องใช้ “เพลงราชสำนัก” หากประสงค์จะออกจากภูมิลำเนา เที่ยวท่องไปตามรัฐต่างๆ จำต้องศึกษาบทกวีใน “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐ” ของแต่ละรัฐ ทั้งนี้ก็เพื่อศึกษาส่วนสำคัญในภาษาถิ่นของรัฐต่างๆ

ดังนั้นแม้หมี่ซูจะอายุยังน้อย แต่นางเริ่มศึกษาตั้งแต่อายุห้าปี บัดนี้จึงท่องบทกวีได้หลายบท ชื่อที่นางตั้งโดยไม่เสียเวลาคิด นำมาจาก “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐเป้ย” หนึ่งใน “เพลงพื้นบ้านประจำรัฐ” ที่ชื่อว่า “อาภรณ์สีเขียว”

ในฐานะที่นางเป็นธิดาในภรรยาเอกของฉู่หวัง หากมิใช่เป็นหวังโฮ่วของรัฐใหญ่ ก็ต้องเป็นภรรยาเอกของขุนนางใหญ่ ตั้งแต่เยาว์วัยหวังโฮ่วจึงอบรมสั่งสอนนางในฐานะว่าที่หวังโฮ่วและว่าที่ภรรยาเอกของผู้สูงศักดิ์ ศึกษาดนตรีและพิธีกรรม รู้จักการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เข้าใจโคลงกลอนบทกวี แตกฉานการร่ายรำขับร้อง บัดนี้แม้บุตรสาวจะยังเยาว์วัย แต่ความงดงามเฉิดฉายเริ่มฉายชัด ให้รู้สึกชื่นใจยิ่งนัก

หมี่ซูเพิ่งเคยเห็นการเลี้ยงไหมเป็นครั้งแรก ตื่นเต้นอย่างยิ่ง ถามคำถามเสียยกใหญ่ตั้งแต่การเลี้ยงไหมจนกระทั่งหนอนไหมเจริญเติบโต หวังโฮ่วมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งหัวหน้านางกำนัลขั้นสูงประจำฝ่ายต่างๆ ล้วนมีเรื่องรายงาน จึงเรียกอวิ๋นเก๋อสาวใช้มาออกคำสั่ง “เจ้าพากงจู่ไปชมห้องเลี้ยงไหม”

อวิ๋นเก๋อตอบรับ พาหมี่ซูไปห้องเลี้ยงไหมตามคำสั่ง พลางตอบคำถามของหมี่ซู “กงจู่ ท่านต้องให้หนอนไหมกินใบหม่อน มันจะค่อยๆ เติบโต จากนั้นก็จะพ่นใยไหม ใยไหมที่พ่นออกมาจะถูกนำไปสานทอเป็นผืนผ้า ตามด้วยย้อมสี จากนั้นค่อยนำมาตัดเย็บเป็นอาภรณ์”

หมี่ซูก้าวเข้าไปในห้องเลี้ยงไหม เห็นหนอนไหมจำนวนมากกำลังเลื้อยไต่ไปมา ผู้เลี้ยงไหมวางใบหม่อนลงไป ได้ยินเพียงเสียงสวบสาบ ไม่นานใบหม่อนใบนั้นก็ถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้าน

หมี่ซูตะลึงมอง เนิ่นนานมิกล้าขยับฝีเท้า กระทั่งหวังโฮ่วต้องการกลับตำหนัก นางถึงถูกอวิ๋นเก๋อกึ่งปลอบกึ่งเรียกดึงตัวออกไป

เวลานี้หวังโฮ่วกำลังเดินอยู่ด้านหน้ากับไต้เม่า ไต้เม่ารายงานเสียงเบาเรื่องที่ฉู่หวังซางหมายจะให้กงจู่เก้าแต่งกายเป็นเด็กชาย ร่วมศึกษากับจั่วถูชวีหยวนพร้อมบรรดากงจื่อกงซุน

หวังโฮ่วตกตะลึง พลันชะงักฝีเท้าเอ่ยถาม “เป็นความจริงหรือ”

ไต้เม่าลดเสียงลงขณะตอบ “จริงแท้แน่นอนเพคะ”

คิ้วของหวังโฮ่วขมวดเข้าหากัน หลายปีมานี้กงจู่เก้าผู้นี้ เฉกเช่นก้างปลาชิ้นหนึ่งที่ติดอยู่ในลำคอของนาง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากอีกฝ่ายเป็นกงจื่อ ดูจากคำทำนายและการเป็นที่โปรดปรานปานนี้ ต่อให้ต้องทะเลาะกับจวินหวังนางก็จะกำจัดอีกฝ่ายให้จงได้ แต่อีกฝ่ายกลับเป็นกงจู่ นางจึงลังเลว่าการกำจัดอีกฝ่ายจะคุ้มค่าหรือไม่กับสิ่งที่ต้องลงทุนลงแรง แต่ทุกครั้งที่นางตั้งใจจะปล่อยคนผู้นี้ไป เป็นต้องเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นเสมอ ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

นางยับยั้งความไม่สบายใจ หันไปถาม “ซูอยู่ที่ใด”

หมี่ซูประคองกล่องไม้ไผ่ เดินไปพลางมองหนอนไหมน้อยในกล่องไปพลาง ได้ยินหวังโฮ่วเอ่ยถาม อวิ๋นเก๋อจึงรีบจูงหมี่ซูก้าวไปด้านหน้า ทว่าทันใดนั้น พลันได้ยินเสียงดังมาจากท้องฟ้า พร้อมกับนกขมิ้นตัวหนึ่งร่วงหวือลงมา หล่นตรงหน้าเซินเจียวสาวใช้ หยดเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระโปรงของนาง

เซินเจียวกรีดร้องพลางกระโดดหนี แต่กลับเหยียบเท้าสาวใช้ด้านหลังเข้า บรรดาสาวใช้พลันแตกตื่น บ้างกรีดร้องบ้างก้าวถอย ขบวนเสด็จที่เดิมเป็นระเบียบเรียบร้อยพลันสับสนอลหม่าน

เวลานี้ อวิ๋นเก๋อกำลังจูงมือหมี่ซูเดินไปด้านหน้า พลันเห็นว่าขบวนเสด็จวุ่นวายโกลาหล เหล่านางกำนัลพากันกรีดร้องวิ่งหนี หมี่ซูถึงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย พลันประสบเรื่องน่าตกใจเช่นนี้ กล่องใบเล็กในมือร่วงตกพื้นกลิ้งหลุนๆ ไปอีกทาง หนอนไหมสองตัวที่อยู่ด้านในลื่นไถลออกมา ท่ามกลางความอลหม่านไม่รู้นางกำนัลคนใดถูกเบียด เหยียบหนอนไหมสองตัวนั้นจนแหลกเละ

หมี่ซูเห็นกล่องไม้ไผ่ร่วงตกพื้น คิดจะวิ่งตามไปเก็บ อวิ๋นเก๋อเห็นฝูงชนโกลาหล รีบพาหมี่ซูถอยไปหลบอยู่มุมหนึ่ง หมี่ซูเห็นว่าหนอนไหมในกล่องลื่นหล่นถูกเหยียบ พลันร้องไห้โฮ

หวังโฮ่วขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น” เสียงของนางแม้ไม่ดัง แต่กลับทำให้เหตุการณ์วุ่นวายสงบลงทันที เหล่านางกำนัลมิกล้าส่งเสียง ได้แต่พากันทรุดตัวคุกเข่า

เวลานี้ เสียงร้องไห้ของหมี่ซูฟังดูแหลมสูงบาดหูอย่างยิ่ง

หนังสือแนะนำ