บทที่สี่ อินทรีฉงน (ต่อหน้า 3)

ชวีหยวนชำเลืองมองหมี่เยวี่ย เห็นว่านัยน์ตาเด็กหญิงที่มีสติปัญญาโดดเด่นผู้นี้เปี่ยมล้นไปด้วยความน้อยใจระคนไม่ยอมแพ้ ได้แต่ลอบถอนใจยาว กล่าวกับฉู่หวังซาง “ต้าหวัง บิดามารดารักบุตรธิดา จำต้องวางแผนอนาคตให้พวกเขา หากต้าหวังรักเอ็นดูกงจู่อย่างแท้จริง ทางที่ดีอย่าให้นางรู้มากเกินไป เรียนมากเกินไป”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้น ท่าทางฉายแววไม่พอใจ “เพราะเหตุใด”

ชวีหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดจึงเอ่ยเสียงขรึม “ต้าหวัง ผู้ฉลาดมักทุกข์ใจ ผู้สามารถมักเหน็ดเหนื่อย!”

ฉู่หวังซางอึ้งไป เหลือบมองหมี่เยวี่ยคราหนึ่ง พลันเข้าใจความหมายของชวีหยวน ได้แต่นิ่งเงียบครุ่นคิด

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจวาจาของชวีหยวน กระนั้นก็มองออกว่าตนเองถูกปฏิเสธ นับแต่นางถือกำเนิด มิเคยพบผู้ใดที่กล้าปฏิเสธนางเช่นนี้ โมโหจนหน้าดำหน้าแดง

ฉู่หวังซางเห็นท่าทางของนาง รีบสั่งให้เฟิ่งฟางพานางออกไปเล่น หมี่เยวี่ยไม่รอเฟิ่งฟางมาจูงมือ พลันสะบัดมือวิ่งออกไปทันที

ชวีหยวนมองหมี่เยวี่ยวิ่งออกไป ถอนใจแผ่วเบา บอกให้หวงเซียออกไปอีกคน

ฉู่หวังซางถอนใจยาว “ชวีจื่อ เพียงสอนเด็กเพิ่มอีกคนเท่านั้น ไยเจ้าจึงต้องคิดมากปานนี้”

แต่ชวีหยวนกลับส่ายหน้า “บิดามารดารักบุตรธิดา ควรให้พวกเขามีชีวิตไร้ทุกข์ไร้กังวล หากต้าหวังรักเอ็นดูเสี่ยวกงจู่อย่างแท้จริง ย่อมทราบว่าภายหน้านางต้องเป็นภรรยา เป็นแม่คน เพียงเรียนรู้การเย็บปักถักร้อย รู้จักดูแลงานบ้านงานเรือนก็เพียงพอจำต้องทราบว่าความทุกข์ในชีวิตคนเราเริ่มจากการรู้หนังสือ อีกทั้งนับแต่โบราณกาล อาวุธนับเป็นสิ่งอัปมงคล หากต้าหวังให้กงจู่เรียนรู้การรบทัพจับศึก ศึกษาราชกิจ ภายหน้าย่อมเป็นคนไม่ยอมคน เช่นนั้นแล้วไฉนเลยจะยอมอยู่ใต้อาณัติของสามี ไฉนเลยจะมีชีวิตอย่างสุขสงบเหลาจื่อกล่าวไว้ว่า รู้จักความเข้มแข็ง แต่รักษาไว้ด้วยความอ่อนโยน เพื่อเป็นลำธารของชาวโลก เมื่อเป็นลำธารของชาวโลก ย่อมไม่เหินห่างจากคุณธรรมเที่ยงแท้ กลับคืนสู่ภาวะความเป็นเด็กอ่อนอีกครั้ง’ (เชิงอรรถ – คัดลอกบทแปลมาจาก “ปรัชญาเล่าจื๊อ มรรควิถีสู่ชีวิตที่ดีงาม” เรียบเรียงโดย เดือนเพ็ญ เด่นจรัส) นับเป็นหลักสัจธรรม ขอต้าหวังโปรดตรึกตรอง”

ฉู่หวังซางเงียบไปนาน มองชวีหยวนพลางเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “ชวีจื่อ แปดปีที่แล้วก่อนลูกข้าถือกำเนิด คำทำนายปรากฏการณ์ดวงดาวของถังเม่ย เจ้ายังจำได้หรือไม่”

ชวีหยวนส่ายหน้า “กระหม่อมหาเคยได้ยินไม่”

ฉู่หวังซางจ้องมองเขา เอ่ยน้ำเสียงจนใจ “เจ้า โอ ไยเจ้าจึงรั้นถึงเพียงนี้”

ชวีหยวนเงียบไป ครู่หนึ่งจึงเอ่ย “กระหม่อมมิกล้ากล่าว กระหม่อมกลัวตาย”

ฉู่หวังซางโมโหยิ่ง “เจ้า...”

ชวีหยวนกล่าว “ต้าหวัง กระหม่อมมิเคยได้ยินว่าการปกครองแผ่นดินสามารถฝากความหวังไว้กับปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ตอนนั้นหากมิใช่เซี่ยเจี๋ยหลงเชื่อคำทำนาย คิดลอบสังหารเฉิงทัง บีบบังคับจนอีกฝ่ายก่อการกบฏ ราชวงศ์เซี่ยอายุสี่ร้อยกว่าปีไฉนเลยจะถึงกาลอวสาน เจียงจื่อหยาเชี่ยวชาญศาสตร์การทำนายเป็นที่สุด คราวนัดพบเหล่าผู้ครองรัฐที่เมิ่งจิน คำทำนายบอกไว้ว่าทุกอย่างราบรื่น นับเป็นนิมิตหมายอันดี แต่กลับมิยอมลงมือ ภายหลังก่อนสงครามมู่เหยี่ย ทำนายได้ว่าเป็นลางร้าย ธงรบขาดเป็นสามส่วน ฝนตกหนักต่อเนื่องสามวัน แต่กลับยืนกรานยกทัพบุกโจมตี จนสามารถยึดครองแผ่นดินแห่งราชวงศ์ซาง ต้าหวังกาลก่อนกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนั้น ทว่าบัดนี้กลับปล่อยให้ปรากฏการณ์ดวงดาวทำให้หวังโฮ่วกับไท่จื่อต้องหวั่นกังวล ทำให้ถังเม่ยต้องย้ายไปประจำการแดนไกล ทำให้ปู่ซือหลายคนบนหอดูดาวซึ่งล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องสิ้นชีพ กระหม่อมมิอาจเข้าใจได้”

ฉู่หวังซางแค่นเสียง “เฮอะ” คำหนึ่ง “เจ้าต้องการบอกข้าว่า ทำให้เจ้าผิดหวังกระมัง”

“กระหม่อมมิกล้า” ชวีหยวนตอบ

ฉู่หวังซางทอดสายตามองไปไกลพลางนิ่งเงียบครุ่นคิด ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเอ่ย “ผู้ด้อยกรำศึกมาทั้งชีวิต ไฉนเลยจะเป็นผู้งมงายในคำทำนาย หากแต่การใหญ่ของต้าฉู่ เฉกเช่นตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ส่วนแผ่นดินของราชวงศ์โจว ประหนึ่งปุยดอกไม้กลางสายลม หากเบื้องบนสามารถประทานเวลาให้ผู้ด้อยอีกสักสามสิบปี ผู้ด้อยมั่นใจว่าสามารถแทนที่เขาได้ หากทว่า สวรรค์มิอาจประทานเวลาสามสิบปีแก่ผู้ด้อย แต่ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของผู้ด้อยจำต้องมีผู้สานต่อ ไท่จื่อมิสามารถ กงจื่อคนอื่นๆ ก็มิสามารถ! ผู้ด้อยอ่านตำราประวัติศาสตร์ เจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่ทั้งฉู่จวงหวัง(เชิงอรรถ – หนึ่งในห้าเจ้านครรัฐผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคชุนชิว) ฉีหวนกง หรือจิ้นเหวินกง ล้วนแต่เป็นเช่นเดียวกัน ครั้นสิ้นชีพการปกครองก็ถึงกาลสูญสลาย ผู้ครองรัฐคนใหม่อ่อนแอไร้สามารถ การจลาจลเกิดขึ้นทั่วทุกแห่งหน การใหญ่พลันดับสูญในชั่วข้ามคืน หากหลังจากผู้ด้อยจากไป ก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเช่นกัน เช่นนั้นแล้ว การยกทัพขึ้นเหนือลงใต้ตลอดชีวิตของผู้ด้อย ล้วนทำไปเพื่ออะไร”

ชวีหยวนคิดจะปลอบโยน แต่กลับพูดไม่ออก ได้แต่ถอนใจยาว “ต้าหวัง”

ฉู่หวังซางดูสะเทือนใจ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “เห็นบุตรสาวเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน ผู้ด้อยก็ยิ่งเชื่อคำทำนายของถังเม่ย หาไม่แล้วจะอธิบายว่าอย่างไร ผู้ด้อยมีกงจื่อมากมายปานนั้น แต่ละคนล้วนแนะนำสั่งสอนอย่างใกล้ชิด แต่ทว่าด้านสติปัญญา กลับไม่มีผู้ใดเทียบนางได้”

ชวีหยวนเงียบไป ครู่หนึ่งถึงเอ่ย “ต้าหวังประสงค์จะทำเช่นไร คงไม่ถึงขั้นให้เสี่ยวกงจู่สืบทอดตำแหน่งกระมัง”

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “นั่นย่อมเป็นไปมิได้ นับแต่โบราณกาลเป็นต้นมา เคยมีเจ้านครรัฐสตรีเสียที่ไหน หากแต่ราชวงศ์ซางมีฟู่ฮ่าว (เชิงอรรถ – ภรรยาของอู่ติงประมุขราชวงศ์ซาง แม่ทัพหญิงคนแรกแห่งประวัติศาสตร์จีน ทั้งยังเป็นนักการปกครองหญิงที่มีความสามารถโดดเด่นยิ่งผู้หนึ่ง) ราชวงศ์โจวมีอี้เจียง (เชิงอรรถ – แซ่เจียง ธิดาของฉีไท่กงหลี่ว์ซั่ง หวังโฮ่วของจีฟาประมุขราชวงศ์โจว เลื่องชื่อด้านคุณธรรม) ล้วนสามารถช่วยเหลือจวินหวังกรีฑาทัพทำสงคราม ผู้ด้อยต้องการให้นางช่วยเหลือเจ้านครรัฐคนใหม่ในฐานะกงจู่ เช่นนี้ก็ใช่ว่าจะทำมิได้”

ชวีหยวนมองจวินหวังตรงหน้าซึ่งชราลงทุกวัน นึกไม่ถึงว่าความกังวลต่อชะตานครรัฐจะทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจที่ปกติพึงมี หากทว่า เขากลับทำได้เพียงทำลายความคิดเพ้อฝันของอีกฝ่าย “ต้าหวัง ที่ฟู่ฮ่าวกับอี้เจียงสามารถช่วยเหลือด้านราชกิจ เพราะพวกนางล้วนมีฐานะเป็นหวังโฮ่ว ภายหน้ากงจู่ต้องมีคู่ครอง เจ้านครรัฐคนใหม่ต้องมีหวังโฮ่ว ภายหน้าเจ้านครรัฐคนใหม่อาจจะหวาดระแวงในตัวกงจู่กับฟู่หม่า (เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุตรเขยของเจ้านครรัฐ) เพราะตนเองสูญเสียอำนาจ ส่วนหวังโฮ่วคนใหม่ก็อาจจะหวาดระแวงในตัวกงจู่เพราะตนเองมิอาจดำรงตำแหน่งมารดาแห่งรัฐ ต้าหวังกลัวเจ้านครรัฐอ่อนแอไร้สามารถ การใหญ่มิอาจสานต่อ แต่มิกลัวจะเกิดจลาจลภายใน ทำให้รากฐานแห่งรัฐสั่นคลอนหรือ”

ฝากอนาคตของรัฐรัฐหนึ่งไว้กับเด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้หนึ่ง ชวีหยวนนึกถึงตรงนี้ ให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ

ฉู่หวังซางนิ่งเงียบ เนิ่นนานกว่าจะเอ่ย “เช่นนั้นชวีจื่อมีแผนการประเสริฐอันใด”

ชวีหยวนเอ่ยอย่างไม่ลังเล “การใหญ่แห่งแผ่นดิน แทนที่จะฝากความหวังไว้กับสตรี มิสู้ฝากความหวังไว้กับระบบกฎหมาย”

ฉู่หวังซางไม่เอ่ยอันใด

ชวีหยวนคลานเข่าไปด้านหน้าหนึ่งก้าว “ต้าหวังทราบหรือไม่ว่าหลังผู้ครองรัฐฉินคนใหม่สืบทอดตำแหน่ง แม้สังหารซางจวิน แต่กลับไม่ยกเลิกกฎหมายของเขา ที่ราชวงศ์ซางสูญสลายในสมัยซางโจ้ว ราชวงศ์โจวแม้ตกต่ำแต่กลับไม่ดับสูญ ล้วนเป็นเพราะระบบกฎหมายแตกต่างกัน บรรดาผู้ครองรัฐหากใช้ระบบกฎหมายเก่า ความรุ่งเรืองหรือตกต่ำล้วนขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่ปรีชาสามารถ หากแต่รัฐฉินปฏิรูประบบกฎหมายเก่า แม้ผู้ปฏิรูปสิ้นชีพแต่หลักการปฏิรูปยังคงอยู่ เช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าผู้ปกครองจะเปี่ยมความสามารถหรือไร้ความสามารถ รัฐทั้งรัฐก็ยังคงพัฒนาต่อไปได้”

รัฐฉู่ในเวลานี้ เฉกเช่นราชวงศ์โจว การแบ่งที่ดินศักดินาให้วงศ์ญาติ การให้ตระกูลสูงศักดิ์สืบทอดตำแหน่งขุนนาง ระบบเหล่านี้นับว่ามาถึงทางตันแล้ว อย่าว่าแต่โจวเทียนจื่อซึ่งบัดนี้ตกต่ำ แม้แต่บรรดาเจ้านครรัฐที่เคยแย่งชิงอำนาจไปจากโจวเทียนจื่อ ก็ล้วนประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน รัฐจิ้นของจิ้นเหวินกงถูกตระกูลเจ้า ตระกูลเว่ย และตระกูลหานขุนนางสามตระกูลแบ่งแยก รัฐฉีของฉีหวนกงที่ปกครองโดยตระกูลเจียงบัดนี้ถูกตระกูลเถียนยึดครอง ส่วนรัฐฉู่แม้จะดูเหมือนเข้มแข็ง แต่แท้จริงแล้วก็ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง เกือบจะสิ้นรัฐหลายครั้งเพราะเหตุจลาจลภายใน โชคยังดีที่ตอนนั้นหกรัฐทางเหนือไม่มีเวลาโจมตี บัดนี้เพียงแต่อาศัยแม่น้ำฉางเจียงเป็นปราการธรรมชาติ ทำให้หกรัฐทางเหนือไม่กล้ายกทัพบุกลงใต้โดยง่ายก็เท่านั้น

นึกถึงตรงนี้ ชวีหยวนอดท้อใจไม่ได้ เรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือรัฐฉู่จำต้องเริ่มดำเนินการปฏิรูปอีกครา หากรัฐฉู่สามารถปฏิรูประบบกฎหมายเช่นนี้ไม่นับว่าประเสริฐกว่าฝากความหวังไว้กับเด็กหญิงผู้หนึ่งร้อยเท่าหรอกหรือ

ฉู่หวังซางก็ใช่ว่ามิเคยนึกถึงเรื่องนี้ ทว่าน่าเสียดาย หลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ล้วนดับสูญหลังผู้ปฏิรูปสิ้นชีพ ตอนนั้นแม้ฉู่เซียวหวังจะอาศัยเรื่องการหมิ่นเกียรติพระศพเจ้านครรัฐ สังหารตระกูลเชื้อพระวงศ์รวมเจ็ดสิบกว่าครอบครัว รวบรวมอำนาจจากบางกลุ่มบางส่วน ทำให้อำนาจของจวินหวังมั่นคงขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถดำเนินการปฏิรูปต่อไปได้

ฉู่หวังซางเอ่ยปากในที่สุด “ชวีจื่อ วันนี้ผู้ด้อยจะยอมรับข้อเสนอแนะของเจ้า เจ้าไปร่างนโยบายปฏิรูปมาฉบับหนึ่ง...”

ชวีหยวนตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ...”

ฉู่หวังซางเอ่ยเสริม “เรื่องนี้ ควรช้ามิควรเร็ว การปฏิรูปของอู๋ฉี่กับซางยางทำให้เหล่าขุนนางคับแค้น ผู้ด้อยมิต้องการให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น”

ชวีหยวนได้แต่เอ่ย “กระหม่อมทราบดี”

 

 

 

ชวีหยวนออกมานอกตำหนัก ก้าวลงจากหอจางหัว แหงนหน้ามองขอบฟ้ากว้าง ถอนหายใจยาว

ขณะที่เขาก้าวลงบันได ทันใดนั้น ลูกกลมทองคำลูกหนึ่งพลันพุ่งเฉียดด้านซ้ายของเขา ร่วงตกลงบนพื้น เขาหันไปมองอย่างแปลกใจ ลูกกลมทองคำอีกลูกหนึ่งพลันพุ่งเฉียดทางด้านขวา ร่วงตกลงบนพื้น เขาเงยหน้ามอง เห็นหมี่เยวี่ยซึ่งมีท่าทางขุ่นเคืองยืนอยู่บนขั้นบันไดเหนือขึ้นไป กำง่ามไม้ด้ามหนึ่งอยู่ในมือ เล็งลูกกลมทองคำมาทางเขา

ชวีหยวนยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “เสี่ยวกงจู่คิดจะโจมตีกระหม่อมหรือ”

หมี่เยวี่ยร้อง “เฮอะ” ก้าวลงบันไดครั้งละสองขั้น เดินมาหยุดหน้าชวีหยวน เงยหน้ามองเขา “เฮอะ แต่ไหนแต่ไรข้ามิเคยยิงพลาด หากต้องการยิงท่านจริงๆ จะพลาดเป้าได้อย่างไร”

ชวีหยวนทำได้เพียงเอ่ยยิ้มๆ “เช่นนั้นกระหม่อมต้องขอบคุณกงจู่ที่เมตตา”

“เฮอะ ข้าไม่มีทางเมตตาคนชั่วเช่นท่าน”

“โอ กระหม่อมเป็นคนชั่วหรือ เช่นนั้นกงจู่ตั้งใจจะจัดการคนชั่วเช่นกระหม่อมอย่างไรเล่า” ชวีหยวนนั่งยองๆ ให้ความสูงเท่าหมี่เยวี่ย มองหน้านางพลางเอ่ยถาม

“ข้าถามท่าน เหตุใดท่านถึงไม่เต็มใจรับข้าเป็นศิษย์ ท่านมีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนข้า” หมี่เยวี่ยจ้องชวีหยวนเขม็ง

ชวีหยวนสั่นศีรษะ มองเด็กหญิงตรงหน้า เอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “กงจู่ มิใช่กระหม่อมดูแคลนท่าน แต่ท่านยังเยาว์วัย ชีวิตของท่านมิอาจถูกตัดสินเช่นนี้ กระหม่อมสามารถสอนวิถีแห่งราชันแก่ไท่จื่อ แต่กระหม่อมมิอาจสอนท่าน”

“เพราะเหตุใด”

“ใต้หล้านี้ย่อมมีวิถีแห่งธรรมชาติ สัตว์เดรัจฉานล้วนมีหน้าที่ของตน คนเราก็เฉกเช่นเดียวกัน”

“คนเราเป็นอย่างไร”

“ฟ้าดินแบ่งเป็นหยินกับหยาง คนเราแบ่งเป็นชายกับหญิง รู้จักความเข้มแข็ง แต่รักษาไว้ด้วยความอ่อนโยน หากเคารพในวิถีแห่งธรรมชาติ ทุกอย่างย่อมราบรื่น หากฝ่าฝืนวิถีแห่งธรรมชาติ ทั้งชีวิตย่อมลำบากเหน็ดเหนื่อย เจ้านครรัฐคุ้มครองอาณาประชาราษฎร์ เหล่าขุนนางจงรักภักดีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ขุนนางผู้ปกครองที่ดินรับผิดชอบเขตพื้นที่ของตน เหล่าทหารหลั่งเลือดกลางสมรภูมิ ราษฎรเพาะปลูกจ่ายภาษี...บุรุษกรำแดดกรำฝนคุ้มครองครอบครัว สตรีเลี้ยงดูบุตรธิดาดูแลบ้านเรือน หากทุกคนต่างปฏิบัติตามหน้าที่ของตน เช่นนั้นแผ่นดินย่อมสุขสงบไร้ความวุ่นวาย ”

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจวาจาของชวีหยวน นางเพียงแต่รู้สึกว่าวาจานี้ของอีกฝ่าย ฟังดูหดหู่หมองเศร้า กระทั่งเนิ่นนานหลังจากนั้น นางถึงเข้าใจในความหวังดีของชวีหยวนยามเอ่ยวาจานี้กับนาง

หวงเซียวิ่งมาแต่ไกล ครั้นอยู่ห่างจากพวกเขาระยะหนึ่งก็หยุดฝีเท้าลง มองพวกเขาอยู่ไกลๆ

“น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ คนก้าวขึ้นสู่ที่สูง หากยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งเห็นฟ้าสูง มิยิ่งดีหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามเสียงใส

จวงจื่อ (เชิงอรรถ – ยอดนักปราชญ์แนวทางเต๋าที่ถูกยกย่องมากที่สุดหลังเหลาจื่อ) นักปราชญ์ท่านหนึ่งของรัฐฉู่เราเคยกล่าวไว้ว่า‘ชีวิตคนเรามีจำกัด หากแต่ความรู้ไร้จำกัด ใช้สิ่งจำกัดไล่ตามสิ่งไร้จำกัด นับว่าอันตรายยิ่งนัก ทั้งที่รู้ตามประการฉะนี้ กระนั้นก็ยังไขว่คว้าไม่สิ้นสุด นับว่าอันตรายเกินประมาณ’” ผู้อาวุโสเอ่ยอย่างใจเย็น

“หมายความว่าอะไร” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามอย่างงุนงง

“ชีวิตคนเรามีจำกัด ทว่าความรู้ไร้ขอบเขต หากใช้ชีวิตที่มีอยู่จำกัดไขว่คว้าความรู้ที่มีอยู่มากมายไร้ขอบเขต เช่นนั้นนับเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง หากทั้งที่รู้ว่าเป็นเช่นนี้ กระนั้นก็ยังดิ้นรนไขว่คว้าอย่างไม่หยุดยั้ง เช่นนั้นย่อมอันตรายยิ่งกว่า หากชีวิตคนเราเป็นแก้วใบหนึ่ง แต่กลับคิดจะรินน้ำถังหนึ่งลงไป เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น”

“ล้นออกมาหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ยถามอย่างสงสัย

“หากไม่ล้นออกมา ก็แตกออกเพราะรับน้ำหนักไม่ไหว” ชวีหยวนตอบ

เด็กหญิงเงียบไป เด็กชายก็เงียบไปเช่นกัน

“คนเราศึกษาหาความรู้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ หากเอาแต่ร่ำเรียนในสิ่งที่ตนเองมิได้ใช้ประโยชน์ รังแต่จะเสียเวลาทั้งชีวิตโดยเปล่าประโยชน์” ชวีหยวนเอ่ยอย่างเจ็บปวด ตอนที่เขากล่าววาจานี้ อันที่จริงนึกถึงเรื่องราวมากมาย เขาเคยมีสหายผู้หนึ่ง เป็นเพราะฉลาดเกินไป ศึกษามากเกินไป เรียนรู้มากเกินไป ถึงได้กระทำการตามอำเภอใจ ไม่ทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เขามองเด็กหญิงตรงหน้า ในใต้หล้านี้ ฉลาดเกินไปหรือเขลาเกินไป ล้วนถูกกำหนดไว้แล้วว่ามิอาจเป็นที่ยอมรับ

“อินทรีบินเหนือฟ้า ทว่าไก่อยู่ในเล้า หากเอาแต่สละเวลาอันล้ำค่าไปร่ำเรียนในสิ่งที่ทั้งชีวิตของตนมิได้ใช้ประโยชน์ เฉกเช่นนำไก่ตัวหนึ่งไปปล่อยในรังอินทรี ให้มันมองเห็นขอบฟ้าไกลอยู่บนยอดเขาสูง ทว่ากลับไร้สามารถจะใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขาสูงนั้น หากไม่ตกลงมาตายก็ต้องจมอยู่กับความลำบากหวาดหวั่นท่ามกลางสายลม ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีมันสามารถมีชีวิตอิสรเสรีอยู่ในเล้าไก่ กงจู่ ท่านเข้าใจความหมายของกระหม่อมหรือไม่” ชวีหยวนถาม

หมี่เยวี่ยยืนอึ้งงันอยู่ตรงนั้น ไร้วาจาจะเอื้อนเอ่ย

ชวีหยวนลุกขึ้นยืน ลูบศีรษะนาง “กงจู่ ท่านเป็นคนฉลาด วาจาของกระหม่อม วันนี้ท่านไม่เข้าใจ ภายหน้าย่อมเข้าใจแน่นอน”

หมี่เยวี่ยยืนอยู่ตรงนั้นอย่างนิ่งเงียบทว่าดื้อรั้น มองชวีหยวนหมุนตัวเดินจากไป

หวงเซียวิ่งลงมา เดินตามชวีหยวนลงบันไดไป เขาหันมามองหมี่เยวี่ยตลอดเวลา อยากจะเอ่ยวาจา แต่กลับมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ขณะเดินลงบันไดทีละก้าว จู่ๆ ก็รู้สึกว่าทางสายนี้พลันเปลี่ยนเป็นยาวไกลเหลือคณา ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงของเด็กหญิงผู้หนึ่งพลันดังลงมาจากด้านบน

หวงเซียเงยหน้ามองเด็กหญิงผู้นั้น ด้านหลังคือหมู่เมฆสีขาวท่ามกลางท้องฟ้าสีคราม นางยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ตะโกนถามอย่างน้อยใจทว่าไม่ยอมจำนน “ท่านทราบได้อย่างไรว่าข้าต้องเป็นไก่ ข้ามิอาจเป็นอินทรีหรืออย่างไร...”

หลายปีหลังจากนั้น หวงเซียยังคงจำได้ว่า ตอนนั้นหมี่เยวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังบนหอจางหัว ตะโกนถาม “ข้ามิอาจเป็นอินทรีหรืออย่างไร...” 

หนังสือแนะนำ