บทที่สี่ อินทรีฉงน (ต่อหน้า 2)

หมี่เยวี่ยวิ่งขึ้นไปบนเขามอ ตะโกนอย่างภาคภูมิ “ข้าตีเมืองแตกแล้ว เหล่าทหารหาญตามข้าเข้าเมือง!” เอ่ยจบก็วิ่งลงไปทางอีกฝั่งของเขามอ

หารู้ไม่ตอนนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเดินเลี้ยวมุมมาถึงใต้เขามอพอดี เห็นใครคนหนึ่งพลันห้อตะบึงลงมาจากเขามอ พุ่งเข้าใส่คนทั้งกลุ่มเข้าอย่างจัง ทุกคนพลันตระหนกตกใจ

ตอนหมี่เยวี่ยวิ่งลงมา เห็นแล้วว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาทางนี้ กระนั้นก็หยุดไม่ทัน ชนกับใครคนหนึ่งเข้าเต็มแรง เสียงโครมดังขึ้น ขณะที่นางล้มลงบนร่างของใครคนหนึ่ง

หมี่เยวี่ยโซเซลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังมึนงง ครานี้ถึงเพิ่งเห็นว่าเจ้าของร่างที่นางล้มทับเป็นเด็กชายผู้หนึ่ง สวมชุดสีเหลืองประดับพวงหยก กำลังยกมือกุมจมูก เลือดสดๆ ไหลลอดมาตามร่องนิ้ว จับจ้องนางด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง

นี่เป็นครั้งแรกที่นางพบหวงเซีย

หวงเซียสืบเชื้อสายมาจากรัฐหวง แซ่อิ๋งสกุลหวง เป็นทายาทของปั๋วอี้ รัฐหวงก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย มีผู้ครองรัฐทั้งสิ้นห้าสิบคน ต่อมาเนื่องจาก “ไม่ส่งเครื่องบรรณาการแก่รัฐฉู่” จึงถูกฉู่เฉิงหวังกำราบในปลายยุคชุนชิว ภายหลังกำหนดให้เป็นที่ดินศักดินา โดยให้ตระกูลหวงปกครองในฐานะขุนนางผู้ปกครองที่ดิน หากทว่าตระกูลหวงกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงรุ่นหวงเซีย ตระกูลหวงตลอดสามชั่วอายุคน กลับไม่ปรากฎผู้มีความสามารถโดดเด่นแม้สักคนเดียว

หวงเซียเป็นหลานของหัวหน้าตระกูลหวงคนปัจจุบัน เนื่องจากหัวหน้าตระกูลหวงเคยมีความสัมพันธ์อันดีกับจั่วถูชวีหยวน ด้วยเหตุนี้ เมื่อชวีหยวนเห็นว่าหวงเซียน้อยฉลาดปราดเปรื่อง จึงรับปากหัวหน้าตระกูลหวง รับเขาเป็นลูกศิษย์

วันนี้ ฉู่หวังซางเรียกชวีหยวนเข้าวัง ชวีหยวนตั้งใจให้ศิษย์ผู้นี้ได้เปิดหูเปิดตา จึงให้เขารับหน้าที่แบกตำรา ติดตามเขาเข้าวัง

หารู้ไม่ เพิ่งเดินมาถึงสวนดอกไม้ หวงเซียก็ประสบเรื่องเช่นนี้ เห็นเด็กชายผู้หนึ่งพุ่งตัวลงมาจากเขามอ เขายังไม่ทันตั้งตัว ก็ถูกชนล้มกระแทกพื้น หีบตำราที่แบกอยู่ด้านหลังร่วงตกพื้น ม้วนไม้ไผ่หล่นระเนระนาด เขาถูกหมี่เยวี่ยกระแทกจมูกเข้าอย่างจัง รู้สึกเพียงว่าเจ็บแปลบแสบร้อน รีบยกมือขึ้นเช็ด แต่กลับพบว่ามีเลือดไหล จึงหันไปถลึงตาใส่ตัวต้นเหตุอย่างโกรธเคือง

เมื่อหมี่เยวี่ยเห็นอีกฝ่ายเลือดไหลก็เริ่มใจเสีย รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเลือดให้หวงเซีย “เจ้า เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง!”

หวงเซียโมโหยิ่ง แต่เป็นเพราะอยู่ในวัง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร จึงมิกล้าทำอันใด ได้แต่แย่งผ้าเช็ดหน้าไปซับจมูก

หมี่เยวี่ยครานี้ถึงหันไปอีกทาง ดวงตากลมโตกวาดไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว เห็นม้วนไม้ไผ่หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น เบื้องหน้ามีบุรุษสวมชุดขาวผู้หนึ่งยืนอยู่ คนผู้นั้นไว้เคราสามแฉก สวมชุดยาวแขนกว้างและหมวกทรงสูง พกกระบี่ยาว ประดับสายคาดหยก ห้อยหยกประดับ สวมรองเท้าไม้ทรงสูง ยิ่งขับให้ดูงามสง่าราวเทพเซียน ประหนึ่งสามารถเหาะเหินเดินอากาศ

หมี่เยวี่ยเห็นมีผู้ใหญ่อยู่ หมุนตัวทำท่าจะวิ่งหนี แต่กลับถูกชวีหยวนจับตัวไว้ “ช้าก่อน เสี่ยวกงจื่อ ชนคนแล้วคิดหนี ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง”

หมี่หรงกับหัวหลิวและลวี่เอ่อร์ซึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงยอดเขามอเห็นหมี่เยวี่ยวิ่งชนคนทั้งกลุ่ม ต่างนิ่งอึ้งทำอะไรไม่ถูก

หมี่เยวี่ยรู้ว่ามิได้การ รีบตะโกนเสียงดังไปทางเขามอ “ตัวข้าถูกจับเป็นเชลย ข้าจะถ่วงเวลาไว้ พวกเจ้าจงถอยทัพกลับไปโดยเร็ว รีบกลับไปตามกองหนุนมาช่วยข้า!”

หมี่หรงกับพวกได้ยินวาจาของนาง กลับไม่เข้าใจความหมาย ได้แต่ยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นอย่างงุนงง

หมี่เยวี่ยย่ำเท้าไปมาพลางร้องตะโกน “เจ้าโง่ รีบหนีไป ไปหามารดา!”

หมี่หรงกับพวกตระหนักได้ในบัดดล พร้อมใจกันวิ่งหนีไปทันที

ชวีหยวนเดิมมิต้องการถือสาหาความเด็กน้อย หากแต่รู้ว่าที่ฉู่หวังซางเรียกเขาเข้าวังคราวนี้ ก็เพื่อหาอาจารย์ให้บรรดากงจื่อกงซุน เห็นหมี่เยวี่ยอายุเท่านี้ ทั้งยังมีนิสัยเช่นนี้ เดาได้ว่าบางทีนางอาจเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ฉู่หวังซางต้องการให้เขาอบรมสั่งสอน จึงคิดจะทดสอบนาง เห็นนางคิดหนี จึงรีบจับตัวนางไว้

หมี่เยวี่ยเงยหน้ามองชวีหยวน ร้องบอก “นี่ ท่านปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

ชวีหยวนเอ่ยยิ้มๆ “อ้อ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเจ้าถูกจับเป็นเชลยมิใช่หรือ เป็นเชลยไฉนเลยจะยอมปล่อยไปโดยง่าย”

หมี่เยวี่ยได้ยินดังนั้นก็ลอบชะงัก เอียงคอมองชวีหยวน เอ่ยอย่างไม่ยอมจำนน “ดูท่าท่านคงเป็นผู้สันทัดการศึกผู้หนึ่งกระมัง!”

ชวีหยวนหัวเราะน้อยๆ “พอรู้บ้าง เคยติดตามต้าหวังออกศึกหลายครั้ง”

หมี่เยวี่ยดวงตาเป็นประกาย คว้าแขนเสื้อชวีหยวน แววตาพลันลุกโชน “โอ ท่านเคยออกรบจริงหรือ”

ชวีหยวนลูบเครา ยิ้มเอ่ย “เป็นขุนนางใต้บัญชา จะมิเคยออกรบได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยกลอกตาไปมารอบหนึ่ง “ในเมื่อเคยออกรบ เช่นนั้นก็ต้องทราบธรรมเนียมการออกรบ”

ชวีหยวนเอ่ยถามอย่างสนใจ “อ้อ ธรรมเนียมอันใดหรือ”

หมี่เยวี่ยยืดอกเชิดหน้า พยายามทำท่าน่าเกรงขาม “ธรรมเนียมการทำศึก ธรรมเนียมการจับเชลย ข้าเป็นแม่ทัพ แม้จะตกอยู่ในวงล้อมถูกจับเป็นเชลย กระนั้นก็ควรมีธรรมเนียมการมอบหยก”

ชวีหยวนพยักหน้า “อืม ไม่เลว ไม่เลว ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าอายุแค่นี้ แต่กลับรู้ธรรมเนียมการทำศึก มาๆๆ หวงเซีย เจ้าอายุไล่เลี่ยกับเขา เจ้าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเนียมการมอบหยกนี้”

หวงเซียกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าห้ามเลือดบนจมูก ได้ยินคำสั่งของชวีหยวน ได้แต่ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเคืองขุ่น ยัดผ้าเช็ดหน้าเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ปัดฝุ่นบนตัวออก ประสานมือคำนับ “ข้าน้อยหวงเซีย รับบัญชาจากเจ้านครรัฐออกทำศึกกับทัพใหญ่แห่งท่าน วันนี้โชคไม่ดี ท่านกับข้าพานพบมิอาจเลี่ยง โปรดอนุญาตให้ข้ามอบหยกน้ำงามนี้แด่ท่าน”

หมี่เยวี่ยเองก็ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว สำรวจความเรียบร้อยของอาภรณ์ ประสานมือคำนับ “ข้าน้อยหมี่เยวี่ย รับบัญชาจากเจ้านครรัฐออกทำศึก พานพบทหารหาญมิอาจเลี่ยง กระทำผิดบัญชาเจ้านครรัฐ หาใช่ความผิดพลาดทางการศึกไม่ แม้ถูกจับเป็นเชลย ทว่ามิกล้าสวามิภักดิ์ โปรดให้ข้าอยู่ในค่าย รอผู้นำแห่งข้าไถ่ตัวข้ากลับไป หวังว่าการศึกภายหน้า จะสามารถตัดสินแพ้ชนะกับทหารหาญอีกครั้ง”

หวงเซียถอดพวงหยกที่ห้อยระหน้าอกยื่นส่งให้หมี่เยวี่ย

หมี่เยวี่ยเห็นพวงหยกที่หวงเซียส่งมาให้ ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถอดพวงหยกของตนยื่นส่งให้หวงเซีย “รับมอบหยกชั้นดี มอบคืนหยกชั้นเลิศ”

ในสมัยราชวงศ์โจว บรรดาผู้ครองรัฐบางครั้งจะทำสงคราม การศึกย่อมมีแพ้ชนะ ฝ่ายพ่ายศึกย่อมตกเป็นเชลย หากทว่า เชลยก็มีการแบ่งแยกสถานะสูงต่ำ อันว่า “มิอาจลงทัณฑ์ขุนนาง มิอาจคำนับสามัญชน” หมายถึง มิอาจกระทำรุนแรงต่อผู้สูงศักดิ์ มิอาจทำความเคารพสามัญชน หากเจ้านครรัฐหลบลี้หนีสงคราม เนื่องเพราะรับอำนาจจากอาณัติสวรรค์ ขุนนางใต้บัญชาจึงมิอาจกระทำรุนแรง ต่อให้เป็นฝ่ายศัตรูก็จำต้องเปิดทางให้เจ้านครรัฐหลบหนี หาไม่แล้วจะนับว่ากระทำผิด “ธรรมเนียม”

หากตระกูลสูงศักดิ์ถูกจับเป็นเชลย ฝ่ายชนะศึกจะมอบพวงหยกชิ้นหนึ่งให้ เพื่อแสดงการขอขมาต่อการกระทำที่เสียมารยาท ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็นเชลยก็จะนำพวงหยกที่ล้ำค่าที่สุดของตนมอบให้อีกฝ่ายเป็นการตอบแทน เพื่อบอกเป็นนัยว่าสถานะของตนสูงพอจะได้รับการไถ่ตัว ขอให้อีกฝ่ายปฏิบัติต่อตนอย่างมีมารยาท หากเป็นทหารธรรมดาทั่วไป ย่อมไม่มีธรรมเนียมการมอบหยก แต่จะใช้เชือกหนาเส้นหนึ่งรัดคอ หากไม่ตกเป็นบ่าวรับใช้ของฝ่ายชนะศึก ก็จะถูกส่งไปขายในตลาดทาส

แม้การที่เด็กน้อยทำตาม “ธรรมเนียม” ของผู้ใหญ่เช่นนี้จะดูคล้ายการเล่นสนุก แต่ธรรมเนียมของตระกูลสูงศักดิ์ กลับได้รับการเน้นย้ำความสำคัญจากการกระทำที่ดูคล้ายการเล่นสนุกนี้ ด้วยเหตุนี้ในยุคสมัยนั้น ตระกูลสูงศักดิ์นับแต่เกิดจนตาย ล้วนมี “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ซึมซาบอยู่ในการใช้ชีวิตทุกด้าน ต่อให้ไร้บ่าวรับใช้รายล้อม ไร้เครื่องประดับหรูหรา หรือแม้กระทั่งตกระกำลำบาก กระนั้นก็ยังสามารถทราบได้ว่ามีสถานะสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยโดยดูจากกิริยามารยาทของอีกฝ่าย

หมี่เยวี่ยแม้มีนิสัยใจกล้าไม่สนใจกฎระเบียบ หากแต่ด้าน “ธรรมเนียมปฏิบัติ” นี้กลับคุ้นชินประหนึ่งกิจวัตรประจำวัน กอปรกับนางมีนิสัยคล้ายเด็กชาย ชื่นชอบการรบทัพจับศึก ธรรมเนียมการทำศึกเช่นนี้ ย่อมเรียนรู้อย่างถ่องแท้จากการเล่นสนุกประจำวัน

มือทั้งคู่สัมผัสกัน พลันมองออกทันทีว่ามือของเด็กชายกับเด็กหญิงมีขนาดไม่เท่ากัน หวงเซียจับมือหมี่เยวี่ยเทียบกับมือของตนด้วยท่าทางประหลาดใจ “แปลกยิ่ง มือของเจ้าเล็กยิ่งนัก!”

หมี่เยวี่ยหน้าแดง ออกแรงชักมือกลับพลางย้อนเสียงดัง “เล็กอันใด สักวันหนึ่งหมัดของข้าจะหนักยิ่งกว่าเจ้า!”

หวงเซียกลอกตา “เฮอะ!”

หมี่เยวี่ยกลอกตากลับ “เฮอะ!”

ชวีหยวนมองภาพตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี เด็กสองคนนี้ทำท่าทำทางราวกับเป็นผู้ใหญ่ แต่ความไร้เดียงสาประสาเด็กกลับสะท้อนออกมาให้เห็นโดยไม่รู้ตัว ถึงกับหัวเราะอย่างกลั้นไม่อยู่

หมี่เยวี่ยได้ยินเสียงหัวเราะก็หน้าแดง มองม้วนไม้ไผ่ที่หล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น รู้ว่าตนเองกระทำไม่ถูก รีบคำนับชวีหยวนด้วยท่าทางจริงจังราวกับผู้ใหญ่ “ข้าน้อยเสียมารยาท ชนหีบตำราของเซียนเซิง (เชิงอรรถ – คำเรียกขานเชิงให้เกียรติ ใช้เรียกบุรุษอาวุโสเปี่ยมความรู้) ตกพื้น ขอเซียนเซิงโปรดอภัย”

ชวีหยวนลูบเคราเอ่ย “อืมๆ ดีๆ”

หวงเซียหันหน้าหนี ก้มเก็บม้วนไม้ไผ่ หมี่เยวี่ยหน้าเจื่อน ก้มลงช่วยหวงเซียเก็บ แต่เพิ่งจะเก็บม้วนไม้ไผ่ได้ม้วนหนึ่ง ก็ถูกหวงเซียแย่งไป

หมี่เยวี่ยไม่ว่าอะไร เก็บม้วนไม้ไผ่อีกม้วนยื่นส่งให้หวงเซีย หวงเซียจะโมโหเพียงใดก็มิอาจเสียมารยาทเช่นนี้ต่อไป จึงได้แต่รับมาถือไว้ ทั้งที่ในใจยังคงโกรธกรุ่น

เดิมหมี่เยวี่ยเห็นว่าตนเองก่อเรื่องมิอาจหลบหนี ในใจรู้สึกหวาดกลัว คิดจะรอจวี่จีมาช่วย เวลานี้เห็นว่าปลอดภัย จึงใจกล้ามากขึ้น “เซียนเซิง ท่านมาพบต้าหวังหรือ”

ชวีหยวนพยักหน้า “ใช่แล้ว”

หมี่เยวี่ยกลอกตาไปมารอบหนึ่ง “เช่นนั้นท่านเข้าวังบ่อยหรือไม่”

ชวีหยวนพยักหน้า

หมี่เยวี่ยชี้ไปทางหวงเซีย “แล้วเขาเล่า”

ชวีหยวนเหลือบมองหวงเซีย “เขาเป็นศิษย์ของข้า”

“เขาก็เข้าวังบ่อยเช่นกันใช่หรือไม่” หมี่เยวี่ยถามต่อ

ชวีหยวนยิ้มน้อยๆ “ใช่แล้ว”

หมี่เยวี่ยยิ้ม ดึงมือหวงเซีย “เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้เล่นกับเขา”

หวงเซียสลัดมือออกอย่างกระอักกระอ่วน “ข้าไม่เล่น”

หมี่เยวี่ยเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น “นี่ เจ้าอายุเท่าใด” ทว่าหวงเซียกลับเอาแต่เก็บม้วนไม้ไผ่ใส่หีบ ไม่ตอบคำ

หมี่เยวี่ยกล่าวต่อ “ข้าอายุเจ็ดปีแล้ว เจ้าเล่า” หวงเซียชำเลืองมองหมี่เยวี่ย ขยับริมฝีปากทำท่าจะตอบ แต่เมื่อคิดได้ว่าตนเองกำลังโกรธ จึงไม่ยอมเอื้อนเอ่ย

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า “เจ้าไม่บอก แสดงว่าอายุน้อยกว่าข้า”

หวงเซียถึงอย่างไรก็ยังเยาว์วัย เผลอหลุดปากตอบ “มิใช่เช่นนั้น...”

ตอนนั้นเองที่เฟิ่งฟางขันทีคนสนิทของฉู่หวังซางรีบร้อนมาถึง เมื่อเห็นชวีหยวนก็เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “ชวีจื่อ (เชิงอรรถ – การเรียกแซ่ตามด้วย “จื่อ” คือการเรียกขานเชิงยกย่องของคนจีนในสมัยโบราณ เช่น ขงจื่อ (ขงจื๊อ) เหลาจื่อ (เล่าจื๊อ)) ไยจึงยังอยู่ตรงนี้ ต้าหวังให้ข้าน้อยออกมาต้อนรับ”

หมี่เยวี่ยเห็นเฟิ่งฟางเดินมา รีบวิ่งไปหลบหลังชวีหยวน น่าเสียดายที่ทุกคนล้วนเห็น เฟิ่งฟางเห็นว่าเป็นนาง เอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เสี่ยวกงจู่มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

ชวีหยวนประหลาดใจยิ่ง “เสี่ยวกงจู่หรือ”

หวงเซียก็ประหลาดใจยิ่งเช่นกัน “เจ้าเป็นเด็กหญิงหรือ”

หมี่เยวี่ยมองค้อนเขา “เด็กหญิงแล้วอย่างไร”

หวงเซียมีสีหน้าเก้อเขิน รู้สึกว่าเมื่อครู่หากตนโต้เถียงกับเด็กชายยังไม่เป็นไร แต่การโต้เถียงกับเด็กหญิงเช่นนั้นดูเป็นการกระทำที่ใจแคบยิ่ง

“เอ่อ...ข้าไม่รู้มาก่อน ข้ามิได้ตั้งใจโต้เถียงกับเจ้า”

หมี่เยวี่ยถามอย่างตื่นเต้น “เช่นนั้นเจ้ายอมเล่นกับข้าแล้วใช่หรือไม่”

หวงเซียมองนัยน์ตาสุกสกาวของเด็กหญิงตรงหน้า รับปากอย่างไม่รู้ตัว “ใช่!”

เฟิ่งฟางเห็นหวงเซียกำลังจะยกหีบขึ้นแบก รีบกุลีกุจอรับหีบตำรามาถือไว้ ขณะเดียวกันก็ชวนชวีหยวนสนทนา “ชวีจื่อ ตำราในหีบนี้คือฉือฟู่ (เชิงอรรถ – รูปแบบการประพันธ์ประเภทหนึ่งในสมัยโบราณ กำเนิดขึ้นในยุคจ้านกั๋ว) ที่ท่านเพิ่งเขียนใช่หรือไม่”

ชวีหยวนพยักหน้า “ถูกต้อง ปีก่อนข้าไปลุ่มน้ำอวิ๋นเมิ่ง ศึกษาประเพณี ชมระบำบวงสรวง เกิดเป็นบทกวี ‘ภูตภูผา’ นี้”

เฟิ่งฟางเอ่ยเอาใจ “ประเสริฐยิ่ง เช่นนี้ศาลบรรพชนก็จะมีระบำบวงสรวงแบบใหม่ ย่อมทำให้ต้าฉู่เราเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป”

พวกเขาเดินไปพลางคุยไปพลางจนมาถึงหน้าหอจางหัว หวงเซียก้าวตามชวีหยวนขึ้นไปบนหอสูง หันมองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็น

หอจางหัวคือหอสูงตระหง่านเสียดฟ้า สูงสิบจั้ง (เชิงอรรถ – หนึ่งจั้งประมาณ 3.33 เมตร) ฐานกว้างสิบห้าจั้ง ประดับรั้วคดเคี้ยวเรื่อยไปจนถึงด้านบน ระหว่างทางจำต้องหยุดพักสามครากว่าจะถึงจุดหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หอสามพัก” หอแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยฉู่หลิงหวัง ใช้แรงงานคนทั้งรัฐก่อสร้างเป็นเวลาหลายปี ได้รับการขนานนามว่า “ยอดหอแห่งแผ่นดิน” ดังคำกล่าวที่ว่า “หอสูงเสียดฟ้า หรูหรางามจรัส ดนตรีบรรเลง ครื้นเครงเพลิดเพลิน” พรรณนาถึงความวิจิตรหรูหราของหอจางหัว ซึ่งมีเพียงรัฐฉู่อันเข้มแข็งเกรียงไกรเท่านั้นที่สามารถสร้างหอสูงเช่นนี้ได้

ทอดสายตามองบนหอสูง ใต้หล้าล้วนอยู่ใต้ฝ่าเท้า พลันบังเกิดปณิธานที่จะครองทั้งแผ่นดิน

หวงเซียแม้ยังเยาว์วัย หากแต่เยือนหอสูงนี้เป็นครั้งแรก รู้สึกประหนึ่งเหยียบย่างอยู่บนหมู่เมฆ ตัวลอยๆ คล้ายกำลังล่องลอยเหนือฟากฟ้า

รออยู่หน้าตำหนักครู่หนึ่ง อาการหอบหายใจค่อยคลายลง ไม่นานก็ได้ยินเสียงรายงานด้านใน ชวีหยวนนำหวงเซียกับหมี่เยวี่ยถอดรองเท้ายาวไว้หน้าตำหนักแล้วจึงก้าวเข้าไป

ตอนที่พวกเขาก้าวเข้าไป ฉู่หวังซางพอจะรู้เรื่องจากเฟิ่งฟางแล้ว รู้ว่าบุตรสาวซุกซนอีกตามเคย จึงกวักมือเรียกหมี่เยวี่ย “ลูกพ่อ มานี่เดี๋ยวนี้”

หมี่เยวี่ยรู้ว่าตนเองทำผิด รีบวิ่งเข้าไปนั่งข้างฉู่หวังซาง แลบลิ้นเล็กน้อย เรียกเขาเสียงอ่อนหวาน “เสด็จพ่อ...” หมายออดอ้อนเอาใจเพื่อจะได้ไม่ถูกดุ

ฉู่หวังซางดีดหน้าผากนาง เอ่ยยิ้มๆ “เจ้ากล้าซุกซนกับฟูจื่อ (เชิงอรรถ – คำเรียกขานบุรุษเชิงยกย่องในสมัยโบราณ คำเรียกขานอาจารย์หรือผู้มีความรู้) ช่างน่าตีนัก”

แรกพบจวินหวัง เดิมหวงเซียประหม่ายิ่ง แต่เมื่อเห็นฉู่หวังซางมีท่าทางเช่นนี้ ความประหม่าพลันเลือนหายไปกว่าครึ่ง ริมฝีปากสั่นระริกเพราะพยายามกลั้นยิ้มอย่างเต็มที่

หมี่เยวี่ยเหลือบไปเห็น ถลึงตาใส่หวงเซียอย่างเคืองขุ่น ก่อนจะหันไปมองฉู่หวังซางด้วยท่าทางน่าสงสาร “เสด็จพ่อ ขนาดฟูจื่อยังไม่โทษข้า ท่านก็อย่ารื้อฟื้นอีกเลยได้หรือไม่”

ชวีหยวนก้าวไปนั่งบนแท่นไม้ตรงข้ามฉู่หวังซาง แท่นไม้นี้คือที่นั่งไม้ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดเท่ากระดานหมากล้อม สูงเหนือพื้นเล็กน้อย ส่วนหวงเซียกับหมี่เยวี่ยเพียงแต่นั่งคุกเข่าบนฟูก

ฉู่หวังซางชี้ไปทางหมี่เยวี่ย ยิ้มเอ่ย “ชวีจื่อ เสี่ยวกงจู่ของผู้ด้อยไม่เลวกระมัง ผู้ด้อยมีบุตรธิดามากมาย แต่มีเพียงนางที่เฉลียวฉลาดเหนือผู้ใด ทั้งยังคล้ายผู้ด้อยที่สุด”

ชวีหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “เสี่ยวกงจู่แม้เยาว์วัยซุกซน แต่ธรรมชาติของเด็กล้วนเป็นเช่นนี้ ที่ล้ำค่าหายากคือล่วงรู้ธรรมเนียมการออกรบ เคารพในธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งยังฉลาดเปี่ยมไหวพริบ กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับต้าหวัง”

ฉู่หวังซางเห็นชวีหยวนเอ่ยชมเชย ภาคภูมิใจยิ่ง “โอ นานครั้งชวีจื่อจะเอ่ยชมเชยเด็กเล็กเช่นนี้ ลูกพ่อ รีบมาคำนับอาจารย์เร็วเข้า”

ชวีหยวนชะงัก “คำนับอาจารย์หรือ”

ฉู่หวังซางเอ่ยถาม “ดีหรือไม่”

ชวีหยวนค้อมตัวต่ำ “กระหม่อมมิกล้าเป็นอาจารย์ของกงจู่”

ฉู่หวังซางย้อนถามอย่างแปลกใจ “เพราะเหตุใด หรือชวีจื่อก็แบ่งแยกความสำคัญระหว่างเพศชายหญิงเช่นกันหรือ”

ชวีหยวนสั่นศีรษะ “กระหม่อมมิใช่คนหัวโบราณ และมิได้ปฏิเสธไม่รับลูกศิษย์หญิง หากแต่กระหม่อมเห็นว่า กระหม่อมมิอาจรับกงจู่เป็นศิษย์”

ฉู่หวังซางมีท่าทางประหลาดใจ “โอ เพราะเหตุใด”

หนังสือแนะนำ