บทที่สี่ อินทรีฉงน

ขณะที่จวี่จีกับหญิงสกุลเซี่ยงกำลังหารือเรื่องเสี่ยวกงจู่หมี่เยวี่ย หมี่เยวี่ยกำลังอยู่ในหอเฉิงที่พักผ่อนของฉู่หวังซาง ออดอ้อนฉู่หวังซางขอออกไปเล่น

ในหอเฉิง คนครัวกำลังย่างเนื้อบนเตาสำริด บนโต๊ะยาวมีจอกสุราสำริดและจานใส่เนื้อใบเล็กตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังมีถ้วยทรงสูงสำหรับใส่น้ำจิ้ม ตะกร้าไม้ไผ่สำหรับใส่ผลไม้ และติ่งใบเล็กมีฝาปิด ซื่อเหรินเฟิ่งฟางนำเนื้อร้อนกรุ่นหั่นเป็นชิ้นอย่างประณีต คลุกเคล้าน้ำจิ้มจนเข้ารส วางลงตรงหน้าฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางขยับจอกสุราไปมา พลางคุยกับบุตรสาวด้วยท่าทางเมามายเล็กน้อย “เยวี่ยหวังอู๋เจียงผู้นั้น นึกไม่ถึงว่าจะหาญกล้าตลบหลังผู้ด้อย คิดจะร่วมมือกับรัฐฉีโจมตีผู้ด้อย ผลสุดท้าย ผู้ด้อยจึงนำทัพบุกโจมตีรัฐเยวี่ยด้วยตนเอง แต่เยวี่ยหวังอู๋เจียงผู้นั้นกลับคิดต่อรองกับผู้ด้อย ขอให้ไว้ชีวิตเชื้อพระวงศ์ทั้งหมด แล้วจะยอมสวามิภักดิ์ ไม้นี้ตอนนั้นเยวี่ยหวังโกวเจี้ยนก็เคยใช้มาแล้ว เฮอะ เห็นผู้ด้อยเป็นคนเขลาเช่นอู๋หวังฟูไชหรือ ผู้ด้อย...จึงสังหารอู๋เจียงและทำลายศาลบรรพชนของพวกเขาเสีย ให้พวกเขามิอาจกลับขึ้นมาเป็นใหญ่ได้อีก...”

หมี่เยวี่ยเกล้ามวยสองข้าง มีป้ายหยกห้อยระหน้าอก สวมชุดเด็กชายสีเหลืองปักลายเมฆสมปรารถนา กำลังนั่งอยู่ข้างฉู่หวังซาง ฟังไปพลางปรบมือไปพลาง “เสด็จพ่อองอาจกล้าหาญ! เสด็จพ่อมิเคยพ่ายแพ้!” ก่อนจะรินสุราจอกหนึ่งยื่นส่งให้ฉู่หวังซางพลางเอ่ยเอาใจ “เสด็จพ่อ ข้าเป็นลูกสาวท่าน ท่านมักบอกว่าข้าเหมือนท่าน ใช่หรือไม่”

ฉู่หวังซางเห็นท่าทางของนาง รู้ทันทีว่าการที่จู่ๆ นางมาประจบเอาใจเช่นนี้ต้องมีเรื่องร้องขออย่างแน่นอน จึงดื่มสุราอย่างอารมณ์ดีพลางเอ่ยถาม “ว่ามา เจ้าอยากได้อะไรอีก”

หมี่เยวี่ยดวงตาเป็นประกาย เอ่ยอย่างแง่งอน “เสด็จพ่อดูแคลนข้ามากไปแล้ว ไยจึงคิดว่าข้าต้องการอันใดจากเสด็จพ่อ มิใช่แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อเล่า”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “อ้อ เจ้าสามารถแบ่งเบาภาระอันใดให้ข้า”

หมี่เยวี่ยตอบ “เสด็จพ่อ ออกศึกคราวหน้า ท่านพาลูกไปด้วยดีหรือไม่ ข้าสามารถขี่ม้า สามารถยิงธนู ทั้งยังสามารถเป็นทหารทัพหน้าให้ท่าน!”

ฉู่หวังซางมองบุตรสาวตัวน้อย หัวเราะลั่น “เด็กน้อยเช่นเจ้านี้น่ะหรือ ฮ่าๆๆ ทหารทัพหน้าเพียงดีดนิ้วก็สามารถทำให้เจ้าล้มกลิ้งไม่เป็นท่าแล้ว ลูกพ่อ รอจนเจ้าตัวสูงเท่าพ่อเมื่อใด ค่อยมาพูดเรื่องออกศึกเถิด!”

หมี่เยวี่ยตาลุกวาว “จริงหรือ”

ฉู่หวังซางตบหน้าอก “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น!” ขณะเดียวกันก็แอบยิ้ม ถึงอย่างไรชั่วชีวิตนี้เจ้าก็ไม่มีทางตัวสูงเท่าผู้ด้อย...

หมี่เยวี่ยเห็นเขายิ้มอย่างมีเลศนัย เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เสด็จพ่อ จริงหรือ”

ฉู่หวังซางตอบ “จริงแท้แน่นอน”

หมี่เยวี่ยกลอกตาไปมารอบหนึ่ง เขย่าตัวฉู่หวังซางอย่างออดอ้อนออเซาะ “เช่นนั้นให้ข้าตามท่านไปล่าสัตว์เถิด การล่าสัตว์ก็เท่ากับการฝึกทหาร หากข้าไม่ฝึกฝนกับท่านก่อน ภายหน้าต่อให้ตัวสูงเท่าท่านก็มิอาจรบทัพจับศึก”

ฉู่หวังซางปล่อยให้บุตรสาวออดอ้อนเอาใจด้วยความพึงใจ ก่อนจะแสร้งทำทีเป็นรำคาญ “ก็ได้ ก็ได้ พ่อรับปากเจ้า พอถึงฤดูใบไม้ร่วงจะพาเจ้าไปล่าสัตว์”

หมี่เยวี่ยไม่เข้าใจ “ไยจึงต้องรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วง ไยจึงต้องรอนานขนาดนั้นด้วยเล่า”

ฉู่หวังซางตอบ “บัดนี้ตรงกับฤดูใบไม้ผลิ สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโต มิอาจล่าสัตว์ วสันต์กำเนิดสารทร่วงโรย ล่าสัตว์ย่อมต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วง”

“เช่นนั้นฤดูใบไม้ผลิทำอันใด” หมี่เยวี่ยถาม

“ชุนเกิง ชินฉาน อีกไม่กี่วันผู้ด้อยต้องไปไถนาหลวง ส่วนหวังโฮ่วต้องไปสาวเส้นไหม” ฉู่หวังซางตอบ

“ข้าไปได้หรือไม่” หมี่เยวี่ยถามทันที

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “ล้วนเป็นพิธีการสำคัญ เด็กน้อยเช่นเจ้าไปมิได้”

หมี่เยวี่ยเบ้ปากเบือนหน้าหนี แสดงท่าทีว่าตนไม่พอใจ

ฉู่หวังซางรีบเอ่ยปลอบ “พ่อหาอาจารย์ให้เจ้าได้แล้ว อีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องเริ่มศึกษาเล่าเรียน มิอาจซุกซนเช่นนี้อีก”

“ข้าหาเคยซุกซนไม่!” หมี่เยวี่ยเถียง

ฉู่หวังซางร้อง “อืม” คำหนึ่ง “เจ้าหาเคยซุกซนไม่ เช่นนั้นหลายวันก่อนผู้ใดกันที่จับไก่ป่าในราชอุทยานมาถอนขนเสียจนสิ้น”

หมี่เยวี่ยหน้าเจื่อน “ข้าทำเช่นนั้นเพราะต้องการประดิษฐ์ธงรบอันงดงามผืนหนึ่งให้เสด็จพ่อ...” เห็นฉู่หวังซางแย้มยิ้ม นางลดเสียงลง “แล้วก็ประดิษฐ์ธงรบอันงดงามให้ตัวข้าเองด้วยผืนหนึ่ง...” ก่อนจะเอ่ยดังขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ภายหน้าเมื่อชูธงรบกลางสมรภูมิ ผู้คนก็จะรู้จักชื่อเสียงอันเกรียงไกรของข้า!”

วันก่อนนางได้ยินว่าธงรบล้วนทำมาจากขนนกชั้นดี ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นว่าไก่ป่าในราชอุทยานมีขนงดงามยิ่ง จึงถอนขนไก่ป่าเหล่านั้นจนสิ้น หมายจะนำมาประดิษฐ์ธงรบ

ฉู่หวังซางหัวเราะชอบใจ “ฮ่าๆๆ เด็กเช่นเจ้าช่างเกเรยิ่ง!”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างแง่งอน “เสด็จพ่อกำลังหัวเราะเยาะข้าหรือ”

ฉู่หวังซางส่ายหน้า “หามิได้ หามิได้ เจ้าสมแล้วที่เป็นบุตรสาวของผู้ด้อย ฮ่าๆๆ...” เห็นดวงตานางกลอกไปมา รู้ว่านางต้องมีแผนการอันใดอีกเป็นแน่ ลูบศีรษะนางพลางเอ่ยถาม “เจ้ากำลังคิดพิเรนทร์อันใดอีก”

หมี่เยวี่ยรีบออกตัว “ข้ารู้ความมาตลอด” เห็นฉู่หวังซางหัวเราะอย่างไม่เห็นด้วย ได้แต่เบนหัวข้อสนทนาไปยังเรื่องที่ตนต้องการ “เสด็จพ่อ ได้ยินว่าอีกสามวัน แม่ทัพจิ่งชุ่ยซึ่งรบชนะจะยกทัพกลับมา...”

ฉู่หวังซางได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่านางกำลังคิดอันใด เอ่ยพลางโบกมือ “มิได้ มิได้ ทัพใหญ่ยกทัพกลับเมือง เหล่าแม่ทัพเพิ่งผ่านการสู้รบ เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด เจ้าจะไปได้อย่างไร”

หมี่เยวี่ยเบิกตาโต “เสด็จพ่อของข้าคือวีรบุรุษผู้กล้า ผ่านศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วน หากแม้แต่กลิ่นคาวเลือดเล็กน้อยข้ายังรับไม่ไหว จะเผยแพร่ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของเสด็จพ่อข้าได้อย่างไร”

ฉู่หวังซางได้ยินวาจานี้ของนาง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง “ฮ่าๆๆ ผู้ด้อยต้องให้เด็กน้อยเช่นเจ้ามาเผยแพร่ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของข้าหรือ ถูกต้อง ถูกต้อง ลูกข้าเหมือนข้ายิ่งนัก นับเป็นเรื่องประเสริฐ เป็นเรื่องประเสริฐ!” เขาหัวเราะชอบใจยิ่ง แต่เมื่อเห็นหมี่เยวี่ยดูโมโหจริงๆ ก็รีบเอ่ยชมเอาใจ

หลังจากปลอบอยู่นาน เห็นหมี่เยวี่ยยังคงไม่หายโกรธ รู้ว่านางต้องการอะไร กระนั้นก็ไม่กล้ารับปากเรื่องนี้ส่งเดช ได้แต่ใช้วิธีเปลี่ยนเป้าหมาย ยิ้มเอ่ย “เรื่องนี้เจ้ามิต้องถามข้า เพียงแต่ทำให้มารดาของเจ้ารับปากก็พอ”

แต่ไหนแต่ไรเขาก็กลัวบุตรสาวคนโปรดผู้นี้งอแงเป็นที่สุด มักจะใจอ่อนและตามใจนางทุกครั้ง ด้วยเหตุนี้เมื่อเจอเรื่องเช่นนี้ จึงพยายามโยนไปให้จวี่จีจัดการ เพราะจวี่จี เวลานี้ยังนับว่าคุมเด็กผู้นี้ได้

หมี่เยวี่ยเองก็ไม่กังวลแต่อย่างใด เพียงแต่หัวเราะคิกคัก ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก

ฉู่หวังซางเข้าใจว่าแผนการของตนสำเร็จลุล่วง หารู้ไม่หลังแยกกับเขาหมี่เยวี่ยก็ไปออดอ้อนจวี่จีทันที “มารดา ได้ยินว่าอีกสามวัน แม่ทัพจิ่งชุ่ยซึ่งรบชนะจะยกทัพกลับมา...ข้าอยากไปดู...”

จวี่จีไม่รู้ว่าเป็นแผนการ เดิมปฏิเสธเด็ดขาด ต่อมาถูกนางออดอ้อนหนักเข้า ได้แต่เอ่ย “หากเจ้าสามารถโน้มน้าวเสด็จพ่อของเจ้า ข้าก็จะให้เจ้าไป”

หมี่เยวี่ยหัวเราะคิกคัก “เสด็จพ่อบอกแล้ว หากมารดาไม่คัดค้าน เสด็จพ่อก็ตกลง”

จวี่จีมองค้อนนาง นึกไม่ถึงว่านางอายุยังน้อย แต่กลับลื่นไหลถึงเพียงนี้ นางรู้ดีว่าไม่ว่าฉู่หวังซางหรือจวี่จีล้วนไม่มีทางอนุญาตให้นางออกไปเที่ยวนอกวัง จึงเริ่มจากออดอ้อนฉู่หวังซาง ให้ฉู่หวังซางโยนเรื่องนี้ไปให้จวี่จีตัดสินใจ บอกว่า “มารดาเจ้าอนุญาตข้าก็อนุญาต” จากนั้นค่อยออดอ้อนจวี่จี เมื่อจวี่จีโยนเรื่องนี้ไปให้ฉู่หวังซาง ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าผู้ใหญ่สองคนที่ไม่ยอมอนุญาต สุดท้ายแล้วกลับหลงกลแผนการ “ท่านไม่ปฏิเสธก็เท่ากับอนุญาต” ของเด็กน้อยเช่นนางเสียแล้ว

จวี่จีดีดหน้าผากนางเป็นเชิงดุ “อายุแค่นี้ ยังลื่นไหลถึงเพียงนี้!”

หมี่เยวี่ยไม่สนใจ เอาแต่กอดนางหัวเราะชอบใจ “มารดา ท่านอนุญาตแล้วใช่หรือไม่”

จวี่จีมองค้อนนาง ดีดหน้าผากนางแรงๆ หนึ่งครั้ง เอ่ยเสียงดุ “ชีวิตข้าถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องถูกเด็กเกเรเช่นเจ้าก่อกวนจนอยู่ไม่สุข จะไปก็ได้ แต่ต้องให้ราชองครักษ์ของเสด็จพ่อเจ้าติดตาม มิอาจออกไปไหนตามลำพัง ยิ่งมิอาจเข้าใกล้แม่น้ำ หากขัดคำสั่งข้า คราวหน้าจะไม่อนุญาตให้เจ้าออกไปอีก”

หมี่เยวี่ยโผเข้ากอดจวี่จี หอมแก้มนางฟอดหนึ่ง “มารดา ท่านดีกับข้ายิ่งนัก”

จวี่จีลูบแก้ม เอ่ยเสียงดุ “ไปได้แล้ว เพิ่งทาแป้งหอม ถูกเจ้าหอมจนเลอะหมดแล้ว”

หมี่เยวี่ยไม่สนใจ วิ่งหัวเราะออกไป

คืนนั้นฉู่หวังซางกับจวี่จีต่างจนใจ แม้จะระมัดระวังสารพัน นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วกลับหลงกลเด็กน้อยผู้นี้เข้าจนได้ กระนั้นก็มิอาจทำอันใด เพราะเจ้านครรัฐกล่าวคำไหนต้องเป็นคำนั้น

 

ครั้นถึงวันที่จิ่งชุ่ยยกทัพกลับเมือง ฉู่หวังซางจึงจำต้องให้หมี่เยวี่ยสวมชุดเด็กชาย สั่งให้จิ่งหลีราชองครักษ์คนสนิทพานางไปยืนแอบดูบนหอประตู

เวลานี้นอกประตูเมือง ได้นำไม้ที่มีหนามแหลมมาก่อเป็นประตูไม้ ซึ่งก็คือประตูที่เรียกว่า “ประตูหนาม” เหล่าทหารได้รับชัยชนะกลับมา จะมีเจ้านครรัฐหรือขุนนางในตระกูลเชื้อพระวงศ์ที่ได้รับคำสั่งออกมาต้อนรับถึงหน้าประตู

หมี่เยวี่ยยืนอยู่บนหอประตู เห็นแต่ไกลว่าทหารเรือนแสนกำลังเคลื่อนทัพมาจากทางเหนือ ธงรบโบกสะบัด ฝุ่นฟุ้งคลุ้งตลบ เมื่อเข้ามาใกล้ ก็ยิ่งรู้สึกว่ากลุ่มคนดำทะมึนมืดฟ้ามัวดิน นอกจากแม่ทัพสองสามคนที่เปลี่ยนมาสวมเสื้อเกราะและหมวกนักรบใบใหม่ ชุดเกราะของทหารส่วนใหญ่ล้วนเปรอะเปื้อนฝุ่นดินและคราบเลือด ทั้งยังเสียหายฉีกขาดจากรอยดาบฟันธนูยิง หากทว่า กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอายแห่งการสังหารที่โชยออกมาจากตัวแม่ทัพที่กรำศึกมานานเหล่านี้ เทียบกับเสื้อเกราะและหมวกนักรบใบใหม่ที่สะท้อนประกายวาววับ กลับยิ่งชวนให้รู้สึกสะพรึงกลัวประหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ

นางยืนอยู่บนหอประตู ถูกกลิ่นอายดังกล่าวกดทับจนหายใจไม่ออก ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งชนเข้ากับคนผู้หนึ่ง ถึงยืนทรงตัวได้

จิ่งหลีประคองนาง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวกงจู่ ท่านกลัวหรือ หากกลัวก็กลับเถิด”

ครานี้หมี่เยวี่ยถึงได้สติ พลันเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอนี้เสียงแข็ง “เฮอะ ข้ามิได้กลัว ข้า ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าทัพใหญ่ของพวกเรานั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่าที่จินตนาการไว้เท่านั้น!”

จิ่งหลีรับหน้าที่ดูแลเด็กผู้นี้ด้วยความจำใจ ทำได้เพียงตามใจเสี่ยวกงจู่ หวังว่าพิธีจะเสร็จสิ้นโดยเร็ว ตนจะได้พาเสี่ยวกงจู่กลับวัง เป็นอันหมดหน้าที่

หมี่เยวี่ยก้าวไปด้านหน้าอีกครั้ง จับจ้องพิธีต้อนรับทัพใหญ่ซึ่งจัดขึ้นเบื้องล่างไม่วางตา เห็นฉู่หวังซางออกมาต้อนรับ ตรวจตรากองทัพทั้งสาม

จิ่งชุ่ยนำสามกองทัพน้อมคำนับ เอ่ยแซ่ซ้อง “ต้าหวัง” ด้วยเสียงดังกังวาน แหวกทะลุท้องนภาและผืนปฐพี

หมี่เยวี่ยมิเคยเห็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตาเช่นนี้มาก่อน ความน่าเกรงขามเช่นนี้ เทียบกับวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งตอนจวินหวังยืนอยู่บนหอประตู มองอาณาประชาราษฎร์เอ่ยแซ่ซ้องเสียงดังว่า “จวินหวัง” นั้น นับว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ประการหลัง คือดาราล้อมเดือน ประการหน้า คือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

สามกองทัพรบชนะ เคลื่อนทัพกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ความน่าเกรงขามเช่นนี้ เพียงพอจะทำให้เด็กหญิงตัวน้อยผู้หนึ่งจดจำไปชั่วชีวิต

 

 

นับจากวันนั้น หมี่เยวี่ยก็หลงใหลในสงคราม

ช่วงเวลาอันไร้เดียงสายามเยาว์วัยเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม จากการรังแกสัตว์เล็ก รังแกน้องชาย รังแกเด็กรับใช้ชายสองคน นางเริ่มหันมาถามทุกคนเพื่อเรียนรู้ศัพท์สำนวนของการสั่งนำทัพอย่างบ้าคลั่ง การเล่นสนุกของนาง ล้วนกลายเป็นการเลียนแบบการรบทัพจับศึก

วันที่สิบหลังจิ่งชุ่ยกลับมา นางก็ชวนหัวหลิวกับลวี่เอ่อร์เด็กรับใช้ชายสองคนและหมี่หรงน้องชาย เลียนแบบฉู่หวังซางนำทัพออกศึก ใช้เขามอในวังฉู่แทนเป้าหมายโจมตี

นางยืนอยู่หน้าเขามอ โบกมือด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญ หัวหลิวกับลวี่เอ่อร์ซึ่งมีสีหน้าขมขื่นรีบก้มตัววิ่งเหยาะๆ มาหยุดเบื้องหน้านางเพื่อรอรับคำสั่ง

หัวหลิวเอ่ยท่าทางขลาดกลัว “กงจู่ เล่นซนคราวก่อน กระหม่อมก็ถูกต้าเจียน (เชิงอรรถ – ตำแหน่งหัวหน้าขันที) โบยด้วยไม้หนามยี่สิบไม้ ทางที่ดีพวกเราอย่า...” เอ่ยยังไม่ทันจบ ก็ถูกหมี่เยวี่ยตัดบทด้วยสีหน้าบึ้งตึง ออกคำสั่งด้วยท่าทางจริงจัง “ในเมื่อเป็นทหาร จะหนีทัพได้อย่างไร ระวังข้าจะสั่งลงโทษตามกฎทัพ!”

หัวหลิวจึงได้แต่เล่นเป็นเพื่อนนางด้วยสีหน้าเต็มฝืน เอ่ย “ขอรับ ท่านแม่ทัพมีคำสั่งใด”

หมี่เยวี่ยเอ่ยพลางชี้ไปทางเขามอ “ด้านหน้าคือเมืองของศัตรู หัวหลิวเจ้าเป็นทหารกราบขวาให้ข้า ลวี่เอ่อร์เจ้าเป็นผู้บังคับรถศึกให้ข้า น้องหรงเจ้าเป็นทัพหลังให้ข้า พอข้าตีเมืองด้านหน้าแตก เจ้าก็บุกตามข้าไป...เข้าใจหรือไม่”

หมี่หรงยังเยาว์วัย ทุกวันได้แต่วิ่งตามพี่สาวของตนอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ตอนนี้หมี่เยวี่ยกำชับเขาเช่นนี้ เขาจึงพยักหน้าด้วยความเคยชิน “เข้าใจ” แต่เมื่อคิดครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า เอ่ยอย่างไร้เดียงสา “ไม่เข้าใจ!”

หมี่เยวี่ยชี้หน้าผากเขาด้วยท่าทีรำคาญ เอ่ย “ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่เข้าใจอะไรอยู่แล้ว ทำตามข้าแล้วกัน พวกเจ้าสองคน เข้าใจแล้วหรือไม่”

ลวี่เอ่อร์เอ่ยเสียงสั่น “กงจู่ จวี่ฟูเหรินบอกว่า มิให้ท่านเล่นออกรบ...”

แต่หมี่เยวี่ยกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “แม่ทัพอยู่กลางสมรภูมิ บางสถานการณ์มิต้องรับบัญชาจากจวินหวัง ดังนั้น ตอนนี้เจ้าต้องฟังคำสั่งข้า”

ลวี่เอ่อร์จนใจ ได้แต่เอ่ย “ขอรับ ข้าน้อยล้วนฟังคำท่าน ท่านว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น!”

หมี่เยวี่ยโบกมือ ท่องคำสั่งนำทัพ “สิบธงรบเป็นหนึ่งกอง บุกโจมตีตามข้า!”

หมี่เยวี่ยพุ่งออกไปเป็นคนแรก หมี่หรงรีบวิ่งตามพี่สาวไปทั้งที่ยังงุนงง

หัวหลิวกับลวี่เอ่อร์จึงได้แต่ฉีกธงผืนเล็กของตนออก ใช้แทนธงรบสิบแถวในกองทัพ ก่อนจะออกวิ่งตามไป

หนังสือแนะนำ