บทที่สาม วัยเยาว์ (ต่อหน้า 2)

ฉู่หวังซางได้ยินข่าวนี้ ถอนใจยาวเอ่ย “ฉินจวินนับเป็นวีรบุรุษโดยแท้!”

เวลานี้ เขาอยู่ในห้องของจวี่จี จวี่จีรีบเอ่ยถาม “ต้าหวังไยจึงทอดถอนใจเช่นนี้”

ฉู่หวังซางตอบ “การปฏิรูปในอดีต หลังผู้ปฏิรูปสิ้นชีพ ไม่มีครั้งใดที่ไม่ยกเลิก ไม่นึกว่าผู้ครองรัฐฉินคนใหม่จะใจกว้างถึงเพียงนี้ เดิมข้าคิดว่าเมื่อกฎหมายใหม่ขัดแย้งกับกฎหมายเก่า รัฐฉินย่อมต้องวุ่นวายโกลาหล บัดนี้ดูสถานการณ์แล้ว น่ากลัวว่ารัฐฉินจะกลายเป็นภัยมหันต์ต่อรัฐฉู่เรา”

จวี่จีปรนนิบัติฉู่หวังซางมาหลายปี เป็นที่โปรดปรานเพราะความฉลาดรู้ใจ ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยยิ้มๆ “ฉินจวินแม้จะมีความสามารถ หากแต่รัฐฉินแร้นแค้นไร้อารยธรรม ซ้ำยังผูกแค้นกับรัฐเว่ย ต่อให้สละเวลาทั้งชีวิต ก็ยังมิอาจเป็นภัยต่อรัฐฉู่เราได้กระมัง ต้าหวังโปรดวางใจ รัฐฉู่เรามีปัญญาชนมากมาย ไยจึงต้องเกรงกลัวรัฐฉิน”

ฉู่หวังซางค่อยคลายกังวลลง ทั้งจวี่จีก็ประจบเอาใจสารพัด เวลาส่วนใหญ่ของเขาจึงมักหมดไปในหออวิ๋นเมิ่ง กอปรกับมีกงจู่เก้าผู้เฉลียวฉลาดน่ารัก จวี่จีเห็นฉู่หวังซางทุกข์ใจ จึงชักชวนให้เขาเล่นกับทารกน้อย แม้จะเยาว์วัยไร้เดียงสา ทว่ากลับช่วยให้เพลิดเพลินเบิกบานได้เป็นอย่างดี เมื่อเป็นเช่นนี้นานวันเข้า จึงกลายเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางมีบุตรธิดามากมาย แต่มีเพียงบุตรธิดาสองสามคนแรกเท่านั้นที่ได้รับความเอ็นดูจากเขา ต่อมาบุตรธิดาถือกำเนิดมากขึ้น จึงมิได้ให้ความสนใจอีก ไท่จื่อไหวแม้จะได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทเพราะเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอก ทว่าตอนเยาว์วัยไม่ฉลาดปราดเปรื่องเท่าใด ซ้ำยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกว่าความสามารถห่างไกลจากเขา เขากรำศึกมาทั้งชีวิต กำราบรัฐมานับไม่ถ้วน ตั้งความหวังไว้ว่ารัฐฉู่จะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร วางแผนล่วงหน้าไปไกลด้วยปณิธานอันแรงกล้า ต่อให้มิอาจทำสำเร็จในช่วงชีวิตของเขา กระนั้นก็ต้องทำให้ชนรุ่นหลังสานต่อการใหญ่นี้สืบไป หากแต่แผนการอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ เมื่อคิดว่าจะตกอยู่ในมือไท่จื่อไหว ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายมิอาจแบกรับภาระนี้ได้ หากทว่าในบรรดาบุตรชาย แม้จะมีผู้ฉลาดเปี่ยมความสามารถกว่าไท่จื่อ แต่ก็ยังคงห่างไกลจากที่เขาหวังเอาไว้มากนัก ยังไม่ถึงขั้นทำให้เขาคิดจะปลดไท่จื่อและแต่งตั้งบุตรชายของอนุภรรยาให้รับตำแหน่งแทน

ฉู่หวังซางเนื่องจากคำทำนายของถังเม่ย และเรื่องที่เกิดขึ้นกับรูปปั้นเส้าซือมิ่ง จึงรักใคร่เมตตาเสี่ยวกงจู่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ ตอนเขายังหนุ่มไม่สนใจเรื่องบุตรธิดา บัดนี้ล่วงเข้าวัยกลางคน ออกศึกน้อยลง ยามว่างมักจะเล่นกับบุตรสาวตัวน้อย จึงบังเกิดความรักใคร่เอ็นดู กอปรกับเสี่ยวกงจู่แม้จะยังพูดไม่ชัด แต่ก็อยู่ในวัยที่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง ต่อให้เป็นบุรุษที่ใจแข็งดุจหิน ก็อดใจอ่อนมิได้

เผลอไม่นานกงจู่เก้าก็อายุสองปี สามารถดื่มกินวิ่งเดิน แม้แต่ตอนหัดพูดก็คล่องแคล่วกว่าเด็กทั่วไป

วันนี้ ฉู่หวังซางแวะมาหาจวี่จีหลังว่าราชการเสร็จ จวี่จีรีบปรนนิบัติเขาเปลี่ยนอาภรณ์ สั่งให้คนเตรียมอาหารที่เขาโปรดปราน จุดเครื่องหอมที่เขาชื่นชอบ ยกน้ำอ้อยถ้วยหนึ่งเข้ามาให้เขา แต่กลับเห็นว่าฉู่หวังซางยืนอยู่ริมระเบียง กำลังเหม่อมองลานด้านหน้าด้วยท่าทางใจลอย

จวี่จีมองตามสายตาของเขา เห็นว่าตรงระเบียงด้านหน้า หญิงสกุลเซี่ยงกำลังถือเถากู่ (เชิงอรรถ – เครื่องดนตรีในสมัยโบราณ ลักษณะคล้ายกลองขนาดจิ๋ว มีลูกตุ้มผูกติดปลายเชือกสองข้าง เมื่อเขย่าจะส่งเสียงดัง) หยอกล้อเสี่ยวกงจู่ เสี่ยวกงจู่วิ่งเตาะแตะไปหานาง หญิงสกุลเซี่ยงในอาภรณ์สีเขียวอ่อนค่อยๆ ก้าวถอยหลัง นางรูปร่างอรชร อ่อนโยนนวลตาประดุจยอดหญ้าในฤดูใบไม้ผลิ น้ำเสียงแผ่วเบาราวสายฝนฉ่ำเย็น ซึมซาบเข้าสู่หัวใจอย่างไร้สุ้มเสียง

จวี่จีเห็นฉู่หวังซางตะลึงมองอีกฝ่าย อดรู้สึกเจ็บแปลบในใจมิได้ พลันคิดอะไรได้ จึงเดินไปหยุดหลังฉู่หวังซาง ชี้ไปทางหญิงสกุลเซี่ยงพลางเอ่ยยิ้มๆ “ต้าหวังจำน้องหญิงสกุลเซี่ยงได้หรือไม่”

ฉู่หวังซางอึ้งไป “สกุลเซี่ยงหรือ”

จวี่จีเอ่ยเตือน “ต้าหวังจำมิได้แล้วหรือ นางก็คือมารดาผู้ให้กำเนิดกงจู่เก้าอย่างไรเล่าเพคะ!”

ฉู่หวังซางร้อง “อ้อ” คำหนึ่ง ภาพของหญิงสกุลเซี่ยงสำหรับเขาแล้วนับว่าเลือนรางยิ่งนัก ครั้นแรกพบ นางมีท่าทางยำเกรงขลาดกลัวจนเอาแต่ก้มหน้างุด ทำให้ไม่นานก็ลืมเลือน ต่อมาได้ยินว่านางตั้งครรภ์ จึงตั้งใจไปเยี่ยมนางหลายครั้ง แต่หากไม่อาเจียนจนหน้าซีด ก็ท้องโตร่างอ้วนใหญ่ คืนที่ไปช่วยเสี่ยวกงจู่ก็อยู่ใต้แสงจันทร์ เห็นนางสวมอาภรณ์สีขาว ผมยาวสยายยุ่งเหยิง นับเป็นภาพที่จดจำได้อย่างแม่นยำ กระทั่งวันนี้ ถึงเพิ่งเห็นรูปโฉมที่แท้จริงของหญิงสกุลเซี่ยง เห็นความอ่อนโยนสดใสของนางขณะอยู่ท่ามกลางสถานที่ที่ไร้ผู้คน

จวี่จีเอ่ยเสียงนุ่ม “น้องหญิงเซี่ยงพักฟื้นร่างกายมาระยะหนึ่งแล้ว บัดนี้สุขภาพกลับมาแข็งแรงดังเดิม วันนี้ต้าหวังจะให้นางถวายการปรนนิบัติหรือไม่”

ฉู่หวังซางไม่ตอบคำ

จวี่จีเข้าใจ เผยอยิ้มน้อยๆ

คืนนี้ หญิงสกุลเซี่ยงเข้าถวายการปรนนิบัติ

 

 

 

นับจากนั้น หญิงสกุลเซี่ยงเข้าถวายการปรนนิบัติบ่อยครั้ง ห้าเดือนผ่านไป หญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์

ตอนจวี่จีได้ยินข่าวนี้ ไร้เรี่ยวแรงจะทอดถอนใจ บางทีนี่คงเป็นวาสนาของคนเรากระมัง ในบรรดาสนมนางใน นางเป็นที่โปรดปรานสูงสุด แต่กลับมิเคยตั้งครรภ์ ข้างกายนางมีสตรีที่ติดตามเข้าวังจำนวนสี่คน นางเองก็เคยคิดหาวิธีให้พวกนางถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง หากทว่า สุดท้ายแล้วหญิงสกุลเซี่ยงก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง

เสียงรองเท้าไม้แว่วดังมาจากลานด้านหน้า กระทั่งถึงเชิงบันไดจึงหยุดลง สาวใช้ทรุดตัวนั่งยองๆ เพื่อถอดรองเท้าไม้ให้ผู้เป็นนาย เท้าที่สวมเพียงถุงเท้าเยื้องย่างผ่านขั้นบันได ส่งเสียงเสียดกระทบแผ่วเบายามสัมผัสพื้นระเบียงที่ทำจากไม้อู๋ถง ทอประกายงดงามนุ่มนวลประหนึ่งปลายนิ้วไล้ผ่านสายพิณ ตอนนั้นเองที่เสียงกลองพลันดังขัดจังหวะ ทำลายความงดงามราวท่วงทำนองแห่งสายพิณจนมลายหาย กงจู่เก้าหมี่เยวี่ยร่าเริงสดใสยิ่ง ประหนึ่งลูกม้าน้อยซุกซน วิ่งเสียงดังโครมคราม โผเข้าสู่อ้อมกอดจวี่จี “มารดา มารดา ท่านแม่ข้าเป็นอะไรไปหรือ”

จวี่จีโน้มตัวลง อุ้มเด็กหญิงจ้ำม่ำขึ้นมา ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “ลูกแม่ ไปเล่นกับท่านแม่เจ้ามาอีกแล้วหรือ”

เด็กหญิงจ้ำม่ำแยกได้อย่างชัดเจน จวี่จีคือมารดา หญิงสกุลเซี่ยงคือท่านแม่ มารดาคือผู้ที่นางงอแงเอาแต่ใจร้องขอสิ่งที่ต้องการ ท่านแม่คือผู้ที่เก็บของเล่นเดินตามนางอยู่ด้านหลังเงียบๆ เพียงแต่หลายวันมานี้ ท่านแม่ซึ่งปกติเดินตามหลังนาง กลับไม่เดินตามหลังนางอีกแล้ว เมื่อไปเล่นกับนาง ก็ถูกฟู่หมู่ (เชิงอรรถ – คำเรียกขานสตรีวัยกลางคนที่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์)หนี่ว์ขุยดึงตัวออกมา ราวกับท่านแม่ผู้นี้กลายเป็นหยกเปราะบางแตกง่ายมิอาจจับต้อง นางไม่เข้าใจ นางน้อยใจยิ่ง แต่ก็ยังดี นางยังมีมารดาที่ทำได้ทุกอย่าง สามารถคลี่คลายทุกเรื่องราวที่นางประสบพบเจอ

จวี่จีเข้าใจความหมายของนาง ยิ้มตอบ “ลูกแม่ ในท้องท่านแม่เจ้ามีน้องตัวน้อย มิอาจเล่นกับเจ้าอีกแล้ว”

หมี่เยวี่ยถามอย่างแปลกใจ “ในท้องท่านแม่มีน้องตัวน้อยหรือ น้องตัวน้อยเข้าไปอยู่ข้างในได้อย่างไร”

จวี่จีอึ้งไป ดูเหมือนว่าเด็กทุกคนในใต้หล้า ล้วนแต่ชอบถามคำถามที่ผู้ใหญ่มิอาจให้คำตอบเช่นนี้ หนี่ว์ขุยผู้ดูแลหมี่เยวี่ยวิ่งตามมาถึง ก้าวเข้าไปรับตัวเสี่ยวกงจู่ เอ่ยตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “น้องตัวน้อยคือผู้ที่เส้าซือมิ่งประทานแก่ท่านแม่ท่าน ตอนนั้นเส้าซือมิ่งก็นำตัวเสี่ยวกงจู่ใส่ในท้องของท่านแม่ท่านเช่นกัน”

หมี่เยวี่ยมองท้องจวี่จีอย่างสงสัยใคร่รู้ ก่อนจะลูบท้องหนี่ว์ขุยไปมา เอ่ยด้วยสีหน้าฉายแววยำเกรง “ในท้องมารดาก็มีน้องตัวน้อยเช่นกันใช่หรือไม่ แล้วท้องของข้าเล่า”

จวี่จีหน้าแดง ทว่าในใจกลับขื่นขม หลายปีมานี้นางมิเคยตั้งครรภ์ ความปรารถนาที่จะมีบุตรธิดานับว่าแรงกล้ากว่าทุกคน หากแต่จะทำเช่นไรได้ โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตคน ทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับผู้อื่นเท่านั้น

หนี่ว์ขุยหน้าแดงขณะเอ่ยอธิบาย “หามีไม่ ท่านแม่ท่านท้องนูนโต เช่นนั้นถึงแสดงว่ามีน้องตัวน้อย พวกเราท้องแบนราบ แน่นอนว่าย่อมไม่มี”

หมี่เยวี่ยตบท้องกลมนูนของตัวเอง “แต่ท้องของข้าก็กลมนูนเช่นกัน!”

เด็กน้อยอายุเท่านี้ มักจะมีคำถาม “เพราะเหตุใด” มากมายไม่จบไม่สิ้น กระนั้นหนี่ว์ขุยก็รับมือได้อย่างง่ายดาย “ท่านยังเป็นเด็กตัวน้อย จะมีน้องตัวน้อยได้อย่างไร ต้องเป็นผู้ใหญ่ถึงสามารถให้กำเนิดน้องตัวน้อย”

หมี่เยวี่ยเข้าใจโดยพลัน “อ๋อ เช่นนั้นท้องเสด็จพ่อใหญ่ปานนั้น ต้องมีน้องตัวน้อยอยู่ข้างในมากมายเป็นแน่...”

หนี่ว์ขุยรีบปิดปากเสี่ยวกงจู่ด้วยความตกใจ ทำหน้าบึ้งขู่นางเสียงเบา “มิอาจกล่าววาจาเหลวไหล น้องตัวน้อยมีเพียงสตรีถึงสามารถให้กำเนิด ต้าหวังเป็นบุรุษ ย่อมไม่เหมือนกัน”

แต่จวี่จีกลับหัวเราะพรืด “กล่าวได้ถูกต้องยิ่ง ในท้องเสด็จพ่อเจ้ามีน้องตัวน้อยมากมายเช่นที่เจ้าว่า เพียงแต่ต้องเป็นผู้อื่นให้กำเนิดแทน...”

หนี่ว์ขุยเอ่ยเตือน “กงจู่ยังเยาว์ ฟูเหรินกล่าววาจาเหลวไหลเช่นนี้กับนางได้อย่างไร”

จวี่จีรู้ตัวว่าเผลอเอ่ยวาจาไม่สมควร รับหมี่เยวี่ยมาอุ้ม ชี้ให้นางดูดอกไม้ในลานด้านหน้า “นี่คือดอกปี้ลี่ นั่นคือดอกถูฮวา...” ไม่นานก็สามารถเบนความสนใจของเด็กน้อย ลืมเลือนเรื่องเมื่อครู่จนสิ้น เอ่ยอย่างกระตือรือร้นให้หนี่ว์ขุยเด็ดดอกถูฮวากิ่งหนึ่งให้นาง

พวกนางเดินเข้าไปในห้องหญิงสกุลเซี่ยง ตอนนี้หญิงสกุลเซี่ยงพำนักอยู่ในห้องข้างภายในตำหนักของจวี่จี แม้จวี่จีจะให้ความสำคัญ แต่ถึงอย่างไรก็มิอาจเทียบเทียมความหรูหราสารพันในห้องเจียวซื่อ แต่หญิงสกุลเซี่ยงกลับมีสีหน้าผ่อนคลายระคนเกียจคร้าน สาวใช้ค่อยๆ ประคองนางลุกขึ้น นางรวบอาภรณ์ ยังไม่ทันน้อมคำนับ จวี่จีก็รีบก้าวเข้าไปประคองให้นางนั่งลงตรงข้ามตน ส่วนเสี่ยวกงจู่หลบอยู่ด้านหลังจวี่จี ชะเง้อคอมองอย่างอยากรู้อยากเห็น

ตั้งครรภ์ครานี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ไม่มีทั้งปรากฏการณ์ดวงดาวและคำทำนาย ยิ่งไม่มีแรงกดดันจากรอบข้าง หญิงสกุลเซี่ยงจึงค่อนข้างสบายใจไร้กังวล เห็นบุตรสาวหลบหลังจวี่จี จึงกวักมือเอ่ยยิ้มๆ “ลูกแม่ ไยวันนี้จึงขลาดกลัวเช่นนี้ เอาแต่หลบอยู่หลังมารดา”

หมี่เยวี่ยเอ่ยอย่างหวั่นเกรง “มารดาบอกว่าท่านแม่มีน้องตัวน้อย มิอาจเล่นกับข้าอีกแล้ว”

หญิงสกุลเซี่ยงยิ้มน้อยๆ “แม้แม่จะมีน้องตัวน้อย แต่ขอเพียงเจ้าไม่วิ่งเล่นซุกซน เพียงแต่อยู่นิ่งๆ ใกล้ๆ แม่ ก็ไม่เป็นอะไร”

หมี่เยวี่ยทำตาโต “จริงหรือ”

จวี่จีพยักหน้ายิ้มๆ พลางจูงหมี่เยวี่ยออกมาจากด้านหลัง หญิงสกุลเซี่ยงยื่นมือออกมา หมี่เยวี่ยจึงก้าวไปหยุดข้างกายนาง มองท้องของนางด้วยสายตายำเกรง ท่าทางคล้ายต้องการยื่นมือออกไปลูบแต่ไม่กล้า

หญิงสกุลเซี่ยงเห็นดังนั้นก็ยิ้ม จับมือหมี่เยวี่ยวางทาบท้องน้อยของตนเบาๆ หมี่เยวี่ยรออยู่พักใหญ่ รู้สึกเพียงว่าฝ่ามืออุ่นร้อน แต่กลับแตะไม่เจออะไร เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ “ท่านแม่ น้องตัวน้อยเล่า”

หญิงสกุลเซี่ยงยิ้มตอบ “เขายังเล็กมาก ต้องรออีกสามสี่เดือนถึงจะแตะเจอตัวเขา”

หมี่เยวี่ยเงยหน้า เอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านแม่จะให้กำเนิดน้องชายหรือว่าน้องสาว” นี่เป็นเรื่องที่นางบังเอิญได้ยินคนในวังกล่าวถึง จึงเอ่ยถาม

จวี่จีพลันคิดอะไรขึ้นได้ ว่ากันว่าเด็กน้อยมีสัมผัสที่หก สามารถมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่มองไม่เห็น จึงเอ่ยถามยิ้มๆ “ลูกแม่ เจ้าลองบอกมา ผู้ที่อยู่ในท้องท่านแม่เจ้าคือน้องชายหรือว่าน้องสาว”

หมี่เยวี่ยบัดนี้กำลังอยู่ในวัยเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจครึ่ง พลันย้อนถาม “น้องชายคืออะไร แล้วน้องสาวคืออะไรหรือ”

จวี่จียิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “น้องสาวก็คือเด็กหญิงตัวน้อยเช่นเจ้า เช่นข้า เช่นท่านแม่ของเจ้า ส่วนน้องชาย...ก็เช่นเสด็จพ่อของเจ้า...”

หมี่เยวี่ยก้มหน้าคิด ทุกคนเห็นเด็กหญิงเช่นนางครุ่นคิดด้วยท่าทางจริงจังเช่นนี้ อดแย้มยิ้มด้วยความเอ็นดูมิได้

หารู้ไม่แม้นางจะยังเยาว์วัย แต่กลับเห็นบ่อยครั้งว่าสาวใช้ในวังส่วนใหญ่มักลอบชิงดีชิงเด่นกัน คิดในใจว่าหากเป็นเด็กหญิงเช่นเดียวกับนาง ย่อมชิงดีชิงเด่นกับนางเป็นแน่ ดังนั้นจึงตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “น้องชาย!”

ทุกคนประหลาดใจ ล้วนแย้มยิ้ม “ประเสริฐ หากเป็นน้องชายจริง จะให้ขนมหวานเจ้าเป็นรางวัล”

บางทีคงเป็นเพราะสัมผัสที่หกของเด็กน้อย สามสี่เดือนผ่านไป เป็นดังคาดหมาย หญิงสกุลเซี่ยงให้กำเนิดบุตรชาย ฉู่หวังซางปีติยินดียิ่ง ตั้งชื่อให้ว่าหรง

จวี่จีเห็นทารกชายในห่อผ้า ดีใจจนน้ำตาไหลริน

นางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดยิ่ง เข้าวังมาหลายปี เป็นที่โปรดปรานเรื่อยมา ทว่าสตรีในตำหนักในล้วนต้องพึ่งพาความโปรดปรานของจวินหวังถึงสามารถอยู่รอดปลอดภัย ทันทีที่รูปโฉมร่วงโรยแก่ชรา ก็จะสูญเสียความโปรดปรานและไร้ที่พักพิง ด้วยเหตุนี้จึงล้วนแต่หวังว่าระหว่างเป็นที่โปรดปราน จะสามารถให้กำเนิดบุตรชายสักคน จะได้มีที่พักพิงไปชั่วชีวิต ในยุคสมัยนี้มีระบบสตรีติดตามการแต่งงาน การแต่งงานหนึ่งครั้งจะมีสตรีติดตามการแต่งงานหลายคน หากสตรีที่แต่งงานไร้บุตรชาย บุตรชายของสตรีที่ติดตามการแต่งงานจะกลายเป็นบุตรชายของสตรีที่แต่งงาน แม้ตัวนางจะมิอาจมีทายาท แต่สตรีที่ติดตามนางมีบุตรชาย ย่อมนับเป็นบุตรชายของนางเช่นกัน

นึกถึงตอนหญิงสกุลเซี่ยงตั้งครรภ์ครานั้น แม้จะมีคำทำนายจากปรากฏการณ์บนท้องฟ้า ทว่านางนอกจากปีติยินดียังรู้สึกหวาดหวั่นกังวล นางเพียงแต่ต้องการบุตรชายที่สามารถเติบใหญ่อย่างปลอดภัย มิเคยคิดจะตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ซึ่งหน้ากับหวังโฮ่ว หากแต่เพื่อป้องกันตนเอง จึงมิอาจไม่ระมัดระวัง ผลปรากฏว่าให้กำเนิดเสี่ยวกงจู่ แม้จะผิดหวัง กระนั้นก็อดโล่งใจมิได้

รอมาสองปี ในที่สุดนางก็ได้บุตรชายสมใจ ฉู่หวังซางอายุมากขึ้นทุกที นางมีบุตรชายผู้นี้ อนาคตย่อมมีที่พึ่งพิง

ไม่นานก็ผ่านไปหลายปี เด็กชายที่ชื่อหรงผู้นี้ ขณะเติบใหญ่หาได้แสดงสติปัญญาอันโดดเด่นเหนือผู้อื่นออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ไม่ เทียบกับบุตรชายวัยเดียวกันของฉู่หวังซาง ก็มีความสามารถเพียงปานกลางเท่านั้น

หวังโฮ่วเดิมมากระแวงในตัวทารกชายผู้นี้ หญิงสกุลเซี่ยงผู้นั้นตอนตั้งครรภ์ครั้งแรกก็มีคำทำนายจากปรากฏการณ์ดวงดาว ซ้ำผ่านไปไม่นานก็ให้กำเนิดบุตรชายอีกคน ทำให้นางกลัดกลุ้มกังวลยิ่ง จวบกระทั่งเห็นว่าเด็กชายผู้นี้มิได้รับความสนใจจากฉู่หวังซางมากนัก ถึงค่อยวางใจลง

ส่วนกงจู่เยวี่ยพี่สาวร่วมมารดาของเขา กลับแสดงให้เห็นว่ามีพรสวรรค์โดดเด่นเหนือน้องชาย เนื่องจากเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฉู่หวังซาง ตั้งแต่เยาว์วัยจึงมักติดตามฉู่หวังซางไปทุกที่ ด้วยเหตุนี้เพื่อความสะดวก จวี่จีจึงให้นางแต่งกายเป็นเด็กชาย ซึ่งนางเองก็ชื่นชอบการแต่งกายเช่นนี้ หากหญิงสกุลเซี่ยงเปลี่ยนอาภรณ์เด็กหญิงให้นาง นางจะโวยวายไม่ชอบใจ

 

 

 

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เสี่ยวกงจู่อายุหกเจ็ดปี ซุกซนกว่าเด็กชายทั่วไปมากนัก นับแต่ร่ำเรียนการขี่ม้ายิงธนู สัตว์ล้ำค่าหายากในราชอุทยานก็ล้วนแต่ประสบชะตากรรมเลวร้าย บ้างถูกถอนขน บ้างถูกยิงบาดเจ็บ ถึงขนาดที่ว่าหากสัตว์ต่างๆ ในราชอุทยานได้ยินเสียงหัวเราะของเสี่ยวกงจู่ เป็นต้องส่งเสียงร้องแตกตื่น หลบหนีจ้าละหวั่น

เวลานี้ ฤดูใบไม้ผลิมาถึง ดอกไม้บานสะพรั่ง รัฐฉู่ตั้งอยู่ทางใต้ แมกไม้แม้จะงอกงาม หากแต่อากาศชื้น มักมีแมลงก่อกวน ต่อให้เป็นวังของเจ้านครรัฐก็มิอาจหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้สูงศักดิ์จึงนิยมจุดเครื่องหอม ทั้งสามารถไล่แมลง ขจัดกลิ่นอับชื้น และช่วยให้จิตใจสงบ

จวี่จีปรึกษากับหญิงสกุลเซี่ยง ก่อนจะเรียกเซียงเหรินผู้มีหน้าที่ดูแลเรื่องเครื่องหอมมาปรุงเครื่องหอม

เซียงเหรินรีบร้อนมาถึง นำเครื่องหอมที่มีอยู่เดิมออกมาวาง “ฟูเหริน ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว สามารถปรุงเครื่องหอมเหิงอู๋ เครื่องหอมฮุ่ยเซียง หรือเครื่องหอมหลานเซียง กระหม่อมยังมีเครื่องหอมหมื่นลี้ที่ปรุงเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน กับเครื่องหอมจีเสอและเครื่องหอมซูเหอจำนวนหนึ่งที่ส่งมาจากหนานจวิ้น”

หญิงสกุลเซี่ยงชี้ไปยังเครื่องหอมสองสามชนิดที่อยู่ใกล้ๆ “นั่นคืออะไร”

เซียงเหรินตอบ “นี่คือเครื่องหอมติงเซียง นี่คือเครื่องหอมกุยเจี่ย นี่คือเครื่องหอมเซ่อเซียง (เชิงอรรถ – เครื่องหอมกลิ่นชะมด ทำมาจากสารในต่อมของชะมดตัวผู้ สารดังกล่าวสามารถใช้ทำเครื่องหอมและนำมาปรุงยา) นี่คือเครื่องหอมเยี่ยนเซียง...”

จวี่จีพยักหน้า เลือกเครื่องหอมเดิมเก็บไว้สามสี่กล่อง ก่อนจะสั่งให้ปรุงเครื่องหอมเพิ่มอีกสองสามชนิด ขณะกำลังออกคำสั่ง หัวหน้าสำนักฝ่ายในก็พาเด็กรับใช้ชายสองคนเข้ามาคำนับจวี่จี

จวี่จีมองเด็กรับใช้สองคนนั้นพลางเอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เด็กชายสองคนนี้มาทำอะไร”

หัวหน้าสำนักฝ่ายในอธิบาย “เนื่องจากกงจู่เก้ามิต้องการให้สาวใช้คอยรับใช้ แต่ต้องการให้เปลี่ยนเป็นเด็กชายสองคนที่สามารถเล่นกับนางได้ ต้าหวังจึงให้กระหม่อมส่งเด็กชายสองคนนี้มาพ่ะย่ะค่ะ”

จวี่จีเอ่ยตำหนิ “ซุกซนอีกแล้ว! มีเด็กหญิงที่ไหนเอาแต่เล่นโลดโผนราวเด็กชายเช่นนั้น มีสาวใช้ยังไม่พอ ยังขอเด็กรับใช้ชายเพิ่มอีก” ก่อนจะถามว่าทั้งคู่ชื่ออะไร

หัวหน้าสำนักฝ่ายในตอบว่า เดิมเด็กรับใช้ชายสองคนนี้ตั้งชื่อตามลำดับเจี่ยอี่ปิ่งติง (เชิงอรรถ – ลำดับราศีบนในแผนภูมิสวรรค์ ใช้สำหรับลำดับวันเวลา) คนหนึ่งชื่อซู่เจี่ย อีกคนชื่อซู่ติง แต่เพราะเสี่ยวกงจู่เห็นว่าชื่อไม่ไพเราะ จึงตั้งให้ใหม่ว่าหัวหลิวกับลวี่เอ่อร์

จวี่จีรู้ว่านำมาจากชื่อแปดยอดอาชาของมู่เทียนจื่อ (เชิงอรรถ –โจวมู่หวัง ประมุของค์ที่ห้าแห่งราชวงศ์โจว) ขมวดคิ้วเอ่ย “เด็กรับใช้เรียกชื่อตามลำดับเจี่ยอี่ปิ่งติงก็พอแล้ว ไยจึงต้องตั้งชื่อประหลาดเช่นนี้ให้วุ่นวาย!”

หัวหน้าสำนักฝ่ายในมิกล้าตอบคำ ได้แต่คลี่ยิ้มเอ่ย “หากไม่ถูกใจฟูเหริน กระหม่อมจะสั่งให้พวกเขากลับมาใช้ชื่อเดิม”

จวี่จีโบกมือ “ช่างเถิด พาไปหานางได้แล้ว”

เมื่อเห็นหัวหน้าสำนักฝ่ายในออกไป หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางวิตกกังวล “พี่หญิง...”

จวี่จีรู้ว่าหญิงสกุลเซี่ยงมีนิสัยขลาดกลัว จึงเอ่ยถาม “มีอะไรหรือ”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอ้ำอึ้ง “ตามเหตุผลแล้ว ข้ามิควรเอ่ย เพียงแต่กงจู่นาง...”

หญิงสกุลเซี่ยงมีนิสัยขลาดกลัว รู้ดีว่าบุตรชายและบุตรสาวคู่นี้ของตนล้วนอยู่ในความเลี้ยงดูของจวี่จี จึงมิเคยกล้าออกความเห็นใดๆ บัดนี้เห็นสีหน้าเช่นนี้ของนาง จวี่จีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เอ่ยถาม “เจ้าต้องการเอ่ยอันใด”

หญิงสกุลเซี่ยงลังเลอยู่นานกว่าจะเอ่ย “ข้ารู้สึกว่า กงจู่ถึงอย่างไรก็เป็นเด็กหญิง บัดนี้นางอายุเจ็ดปีแล้ว อีกไม่กี่ปีก็ต้องออกเรือน สิ่งที่เด็กหญิงควรเรียนรู้ก็ถึงเวลาถ่ายทอดให้นาง มิอาจปล่อยให้นางทำตัวราวเด็กชายเช่นนี้...”

จวี่จีหัวเราะพรืด “ข้านึกว่าเรื่องอันใด ที่แท้ก็เรื่องนี้” เห็นหญิงสกุลเซี่ยงมีสีหน้าหวาดหวั่น โบกมือเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ “กฎระเบียบในใต้หล้านี้ เดิมก็มิได้บัญญัติขึ้นเพื่อผู้สูงศักดิ์ หากเยวี่ยเป็นที่โปรดปรานของต้าหวัง ต่อให้นางซุกซนกว่านี้อีกสิบเท่า ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทำอะไรนาง แต่หากไม่มีผู้ใดเหลือบแล ต่อให้เคร่งครัดกฎระเบียบไปก็เท่านั้น เจ้าหาเข้าใจไม่!คนเราหากซื่อเกินไป ย่อมถูกกฎระเบียบบังคับควบคุมไปตลอดชีวิต แต่หากเฉลียวฉลาดเปี่ยมความสามารถ ย่อมสามารถก้าวข้ามกฎระเบียบ บัญญัติกฎระเบียบ ชีวิตของเยวี่ย เจ้ามิจำเป็นต้องกังวล มีแต่จะสุขสบายกว่าเจ้ากับข้า”

หญิงสกุลเซี่ยงอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ลอบถอนใจแผ่วเบา อุปนิสัยของคนเราไฉนเลยจะอ่อนแอขลาดกลัวแต่กำเนิดเล่า แท้จริงแล้วเป็นเพราะถูกสถานะและกฎระเบียบบังคับควบคุมจนกลายเป็นเช่นนั้นต่างหาก เพียงแต่วาจานี้ นางกลับพูดไม่ออก ได้แต่เก็บซ่อนไว้ในใจเงียบๆ

จวี่จีกวักมือยิ้มเรียกนาง “เจ้ามานี่ ข้ามีเรื่องเอ่ยกับเจ้า”

หญิงสกุลเซี่ยงรีบก้าวไปด้านหน้า โน้มตัวเข้าไปใกล้จวี่จี ได้ยินจวี่จีเอ่ยเสียงเบา “วันก่อนต้าหวังบอกว่า หรงถึงวัยศึกษาเล่าเรียนแล้ว แล้วเยวี่ยปกติก็แต่งกายเป็นเด็กชาย มิสู้ให้นางกับหรงร่ำเรียนด้วยกัน”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอย่างดีใจ “เช่นนี้ประเสริฐยิ่ง”

จวี่จีเอ่ยเสริมเสียงเบา “ต้าหวังตั้งใจจะให้จั่วถูชวีหยวนเป็นอาจารย์ของกงซุนเหิง(เชิงอรรถ –คำเรียกขานหลานชายของเจ้านครรัฐ) ประสงค์จะให้หรงกับเยวี่ยเริ่มเรียนพร้อมกัน”

กงซุนเหิงคือบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของไท่จื่อไหว อายุมากกว่ากงจื่อหรงหนึ่งปี ฉู่หวังซางรู้ดีว่าไท่จื่อเป็นไม้แก่ดัดยาก จึงหมายมาดให้ชวีหยวนแนะนำสั่งสอนกงซุนเหิง ทั้งนี้ก็เพื่อปลูกฝังเจ้านครรัฐฉู่ผู้ปรีชาสามารถในอนาคต ตำแหน่งจั่วถูนี้ กิจการภายในคือหารือราชกิจกับเจ้านครรัฐเพื่อออกคำสั่งควบคุมกองทัพ กิจการภายนอกคือต้อนรับอาคันตุกะและรับหน้าบรรดาผู้ครองรัฐ ขุนนางคนสำคัญมากมายของรัฐฉู่ก่อนได้รับตำแหน่งลิ่งอิ่น ล้วนเคยเป็นจั่วถูมาก่อนทั้งสิ้น ให้จั่วถูแนะนำสั่งสอนกงซุนและบรรดากงจื่อ ก็เท่ากับให้ว่าที่เสนาบดีชี้แนะว่าที่รัชทายาท

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยอย่างยินดี “ชวีหยวนนับเป็นปัญญาชนอันดับหนึ่งของรัฐฉู่เรา ทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากแซ่หมี่ หากเขาสามารถเป็นอาจารย์ของจื่อหรง นับว่าประเสริฐยิ่ง”

แต่จวี่จีกลับถอนหายใจ “น่าเสียดาย นิสัยของหรงมิอาจเทียบพี่สาวของเขา ปกติหากเยวี่ยอยู่ด้วยยังดี แต่หากเขาพบต้าหวังตามลำพัง แม้แต่เอ่ยเสียงดังกว่าเดิมเล็กน้อยยังมิกล้าด้วยซ้ำ”

หญิงสกุลเซี่ยงถอนใจเอ่ย “เรื่องนี้ช่วยมิได้ ตั้งแต่ไท่จื่อลงมา มีกงจื่อในวังคนใดที่พบต้าหวังแล้วไม่หวาดกลัวจนตัวสั่นงันงกบ้างเล่า”

จวี่จีได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “มีเพียงเยวี่ยเท่านั้นที่มิกลัวต้าหวัง แล้วต้าหวังก็ดูชมชอบที่นางเป็นเช่นนี้...”

หนังสือแนะนำ