บทที่สาม วัยเยาว์

กงจู่ที่ฉู่หวังซางตั้งชื่อว่า “เยวี่ย” ผู้นี้ เป็นธิดาลำดับที่เก้าของฉู่หวังซาง ในวังจึงเรียกขานนางว่า “กงจู่เก้า”

เสี่ยวกงจู่เพิ่งถือกำเนิด อุปสรรคที่ประสบในคืนนี้ กลายเป็นคดีพิศวงของวังฉู่ แม้แต่หนี่ว์ซางสาวใช้ที่มีหน้าที่ดูแลนางก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย หออวิ๋นเมิ่งที่พำนักของจวี่จีแม้การคุ้มกันไม่แน่นหนาเท่าใด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่สาวใช้ผู้หนึ่งจะขโมยทารกไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ อีกทั้งสาวใช้ข้างกายนางรวมถึงหนี่ว์ซางผู้นั้นก็ล้วนเป็นสาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางเข้าวัง ข้ารับใช้ที่ติดตามเข้าวังเช่นนี้ ปกติแล้วจะร่วมเป็นร่วมตายกับผู้เป็นนาย ต่อให้เปลี่ยนไปรับใช้นายอื่น ผู้อื่นก็ไม่มีทางรับเลี้ยง นับเป็นกฎเหล็กในยุคสมัยนี้ ปัญญาชนสามารถเลือกได้ว่าจะรับใช้นายใด แต่หากบ่าวรับใช้ทรยศเจ้านาย ย่อมมีทางออกเดียวคือตาย

ยิ่งไปกว่านั้นเสี่ยวกงจู่แม้เป็นเพียงทารก แต่ถึงอย่างไรก็เป็นธิดาเจ้านครรัฐ ยากจะจินตนาการได้ว่าส่งผลกระทบร้ายแรงอันใด ถึงขั้นทำให้หนี่ว์ซางรนหาที่ตายด้วยการทรยศเจ้านายเช่นนี้

หากแต่ดูจะเป็นไปได้มากกว่าว่า มีคนขโมยกงจู่ไป ซ้ำยังสังหารหนี่ว์ซาง และโยนความผิดไปให้หนี่ว์ซาง เพียงแต่หนี่ว์ซางผู้นี้นับแต่เกิดเรื่องก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ศพยังหาไม่พบ ยิ่งมิต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น

จวี่จีหวาดกลัวอย่างยิ่ง ผู้เดียวที่นางพอจะสงสัยได้ก็คือขันทีในวัง คนเหล่านี้มิใช่ข้ารับใช้ที่ติดตามนางเข้าวัง เป็นไปได้ว่าอาจสมรู้ร่วมคิดกับคนนอก เพียงแต่ตำหนักแห่งหนึ่งในวัง อย่างไรก็ต้องมีขันทีหลายสิบคนคอยรับใช้ นับเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยง นางจึงทำได้เพียงอาศัยเรื่องของเสี่ยวกงจู่ เปลี่ยนขันทีในหออวิ๋นเมิ่งใหม่ทั้งหมด ทั้งยังทูลขอฉู่หวังซางให้จัดขันทีคนสนิทที่ไว้ใจได้มาจำนวนหนึ่ง ก่อนจะขอความช่วยเหลือไปยังตระกูลของตน ให้ตอนบ่าวรับใช้หลายสิบคนในตระกูลจวี่เพื่อส่งเข้าวังเป็นขันที เรื่องนี้ถึงยุติลง

โชคดีที่เสี่ยวกงจู่ผู้นั้นราวกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง แม้จะลอยอยู่ในน้ำหลายชั่วยาม มีอาการหวัด ตกใจขวัญเสีย แต่เพราะมีหมอหลวงรักษาอย่างเต็มที่ และมีแม่นมดูแลอย่างใกล้ชิด หลังจากพักฟื้นระยะหนึ่ง ก็ราวกับมิเคยประสบภัยร้ายมาก่อน ยังคงร่าเริงแจ่มใส น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง

ส่วนหญิงสกุลเซี่ยงนับจากเหตุการณ์คืนนั้น นึกไม่ถึงว่าแม่ลูกจะส่งใจถึงกันจริงๆ แม้จะล้มป่วยรวยริน กระนั้นก็ไม่มีเวลาใดที่ไม่นึกถึงเสี่ยวกงจู่ ไม่พบกันวันหนึ่ง ก็ห่วงกังวลปานจะขาดใจ จวี่จีแม้จะรู้ว่านางป่วยหนัก มิควรให้ทารกอยู่ใกล้ แต่เพราะเห็นใจในความรักของนาง จึงอนุญาตให้แม่นมอุ้มเสี่ยวกงจู่มาหานางทุกวันวันละครั้ง ให้นางมองดูอยู่ไกลๆ จะได้คลายกังวล

หญิงสกุลเซี่ยงเดิมก็คลอดยากเลือดลมไม่ดี กอปรกับพานพบเรื่องยินดีและขุ่นเคือง ประสบอากาศหนาวจัดสลับร้อนจัด นับจากนั้นจึงล้มป่วยหนัก มีเลือดออกไม่หยุด เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่เป็นเพราะเป็นห่วงบุตรสาว จึงกัดฟันต่อสู้จนรอดชีวิต หมอหลวงตรวจอาการป่วยของสตรีมีครรภ์ประเภทนี้มานับไม่ถ้วน อาการตกเลือดเช่นนี้ แปดถึงเก้าในสิบคนยากจะรอด ไม่นึกว่าหญิงสกุลเซี่ยงท่าทางอ่อนแอเป็นที่สุด แต่กลับเข้มแข็งอย่างยิ่ง เกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้งกระนั้นก็รอดชีวิตทุกครั้ง หนึ่งปีกว่าผ่านไป อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้น ทำให้ทุกคนอดประหลาดใจมิได้

หากแต่ฉู่หวังซางเวลานี้กลับไม่มีเวลาสนใจเรื่องราวในตำหนักใน เพราะสายสืบในรัฐฉินส่งข่าวมาว่า ฉินจวินฉวีเหลียง (เชิงอรรถ – ฉินเซี่ยวกง คำว่า “จวิน” หมายถึงผู้ครองรัฐศักดินาที่สวามิภักดิ์ต่อผู้นำสูงสุด ในสมัยฉินเซี่ยวกงยังมิได้ตั้งตนเป็นหวังหรือเจ้านครรัฐที่ปกครองตนเอง หลังไท่จื่อซื่อรัชทายาทขึ้นครองราชย์ถึงตั้งตนเป็นหวัง) สิ้นพระชนม์ รัฐฉินกำลังปั่นป่วนวุ่นวาย

 

นับแต่โจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก(เชิงอรรถ – เมืองลั่วอี้หรือเมืองลั่วหยางในปัจจุบัน) หลายร้อยปีที่ผ่านมาเกิดศึกสงครามไม่หยุดหย่อน รัฐใหญ่ผนวกรัฐเล็ก ถึงตอนนี้เหลือเพียงยี่สิบกว่ารัฐเท่านั้น รัฐเจ็ดรัฐที่ยิ่งใหญ่เหนือรัฐใดๆ ในยุคนี้ ตามประวัติศาสตร์เรียกว่า “เจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจ้านกั๋ว”

ในเจ็ดมหานครรัฐนี้ มีเพียงรัฐเยียนซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือที่สืบเชื้อสายแซ่จีมาจากเส้ากง รัฐฉู่ตั้งอยู่ทางใต้ นับแต่ก่อตั้งรัฐเป็นต้นมาก็มิใคร่จะยอมรับในอำนาจของโจวเทียนจื่อ (เชิงอรรถ – ประมุขราชวงศ์โจว คำว่า “เทียนจื่อ” หมายถึงโอรสสวรรค์ เป็นคำที่อาณาประชาราษฎร์ใช้เรียกขานประมุขแห่งแผ่นดิน) มักจะขับเคี่ยวกันบ่อยครั้ง ทั้งยังตั้งตนเป็นหวังเทียบเท่าโจวเทียนจื่อ ครอบครองอาณาเขตฝั่งใต้ของแม่น้ำฉางเจียง แม้แต่โจวเทียนจื่อก็มิอาจทำอันใด รัฐฉีซึ่งตั้งอยู่แถบซานตง แม้จะเป็นรัฐศักดินามาก่อน แต่เจ้านครรัฐหาใช่ตระกูลเจียงซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปกครองในตอนแรกไม่ แต่ถูกขุนนางสกุลเถียนยึดอำนาจ เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “ตระกูลเถียนครองฉี” ส่วนรัฐจิ้นซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง กลับถูกตระกูลเจ้า ตระกูลเว่ย และตระกูลหาน ขุนนางสามตระกูลใหญ่แบ่งอาณาเขตออกเป็นสามรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวเรียกว่า “สามตระกูลแยกจิ้น” ส่วนรัฐฉินซึ่งตั้งอยู่ด้านตะวันตกสุด เดิมสืบเชื้อสายมาจากขุนนางเก่าสมัยราชวงศ์ซาง จึงเป็นที่เกลียดชังของราชวงศ์โจวเรื่อยมา มีเพียงเฟยจื่อบรรพบุรุษของราชวงศ์ฉินที่เลี้ยงม้าให้โจวหวังด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับอนุญาตให้ก่อตั้งรัฐของตน ต่อมาโจวผิงหวังย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันออก เมืองหลวงเก่าถูกเผ่าเฉวี่ยนหรงยึดครอง โจวผิงหวังจึงพายเรือตามน้ำ พระราชทานเมืองหลวงเก่าแก่ชาวรัฐฉิน ให้ชาวรัฐฉินต่อสู้กับเผ่าเฉวี่ยนหรง ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายจากการสู้รบ

ชาวรัฐฉินกับเผ่าเฉวี่ยนหรงขับเคี่ยวกันหลายปี อาณาเขตค่อยๆ ขยายกว้าง ทว่าแต่ไหนแต่ไรกลับถูกรัฐต่างๆ ในจงหยวนมองว่าเป็นอนารยชน ฉินจวินแต่ละสมัยบ้างให้ผลประโยชน์ บ้างประจบเอาใจโจวหวัง บ้างยกทัพสู้รบ หมายจะขยายอาณาเขตไปทางตะวันออก กุมอำนาจเหนือรัฐทั้งปวง ทว่าล้วนแต่พ่ายแพ้ยับเยิน จึงยิ่งถูกรัฐต่างๆ ในจงหยวนดูแคลน มีเพียงรัฐฉู่ เนื่องจากเคยถูกรัฐต่างๆ ดูแคลนเช่นกัน จึงมักจะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับรัฐฉิน คอยส่งข่าวคราวและช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

กระทั่งถึงสมัยฉินจวินฉวีเหลียง ได้กระทำเรื่องที่ทำให้บรรดาผู้ครองรัฐตกตะลึง เขาสนับสนุนหลักการปฏิรูปของกงจื่อยางแห่งรัฐเว่ย(เชิงอรรถ– ซางยาง ตัวแทนแห่งลัทธินิติธรรมนิยม สืบเชื้อสายมาจากผู้ครองรัฐเว่ย แซ่จีสกุลกงซุน จึงเรียกกันว่าเว่ยยาง กงซุนยาง) ที่ลี้ภัยจากรัฐเว่ย (เชิงอรรถ – รัฐเว่ย (魏国) ในที่นี้คือหนึ่งในเจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจ้านกั๋ว มิใช่รัฐเว่ย (卫国) รัฐเกิดของซางยาง) มายังรัฐฉิน

อันที่จริงการปฏิรูปมิได้เกิดขึ้นที่รัฐฉินเป็นที่แรก ในอดีตโจวลี่หวังเคยสนับสนุนหลักการปฏิรูปของหรงอี๋กง รัฐฉู่ก็เคยสนับสนุนหลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ แม้แต่รัฐที่ซางยางลี้ภัยมาอย่างรัฐเว่ย ก่อนซางยางก็เคยใช้หลักการปฏิรูปของหลี่คุย หลักการปฏิรูปของซางยางเองก็ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากอู๋ฉี่และหลี่คุย ซึ่งหลักการปฏิรูปเหล่านี้ ล้วนแต่เกิดขึ้นบนปัจจัยที่ว่าอำนาจเจ้านครรัฐอ่อนแอ เงินคงคลังร่อยหรอ ซึ่งผลสุดท้ายต่างก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน นั่นคือผู้ปฏิรูปพ่ายแพ้เสียชื่อและถูกสังหาร หลักการปฏิรูปถูกยกเลิก

บัดนี้เรื่องที่รัฐต่างๆ กำลังสนใจก็คือ ฉินจวินฉวีเหลียงสิ้นพระชนม์ เช่นนั้นเว่ยยางขุนนางผู้ปฏิรูปซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นซางจวิน จะประสบชะตากรรมเช่นใด และรัฐฉินจะใช้กฎหมายใหม่ต่อไปหรือไม่

ผู้นำและขุนนางแห่งรัฐฉู่ แน่นอนว่าสนใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง

เวลานี้ในหอจางหัว เจ้านายและขุนนางกำลังปรึกษาหารือ ลิ่งอิ่นเจาหยางเริ่มเอ่ยเป็นคนแรก “สายสืบส่งข่าวมาว่า รัฐฉินจัดพิธีศพให้อดีตผู้ครองรัฐฉินแล้ว สมัญญานามว่าเซี่ยวกง ไท่จื่อซื่อสืบทอดตำแหน่งแทน”

แต่ละรัฐล้วนมีขุนนางตำแหน่งเสนาบดี หัวหน้าเหล่าขุนนาง ในรัฐฉู่เรียกตำแหน่งนี้ว่าลิ่งอิ่น เจาหยางคือแม่ทัพอาวุโสอายุราวห้าสิบปี แม้เขาจะอยู่ในสายตระกูลที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลเชื้อพระวงศ์ แต่ก็ได้ตำแหน่งนี้จากการสั่งสมความดีความชอบทางการศึก มีอิทธิพลยิ่งในราชสำนัก และได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากฉู่หวังซาง

ฉู่หวังซางเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ไท่จื่อซื่อกาลก่อนเป็นเพราะต่อต้านหลักการปฏิรูปของซางจวิน ทำให้ฉินเซี่ยวกงโมโหประกาศลงโทษอาจารย์ทั้งสองของเขา กงจื่อเฉียนถูกตัดจมูก กงซุนเจี่ยถูกสักหน้า ส่วนตัวเขาถูกเนรเทศ บัดนี้เขาสืบทอดตำแหน่งจวิน ตามความเห็นของทุกท่าน หลักการปฏิรูปของรัฐฉินจะสามารถดำเนินต่อไปหรือไม่”

เจาหยางลูบเครายิ้มเอ่ย “มิสามารถ”

รัฐต่างๆ ล้วนเป็นเช่นนี้ รัฐฉินไฉนเลยจะมิเป็นเช่นเดียวกัน

หลังเขากล่าวจบ จั่วถู(เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางในรัฐฉู่)ชวีหยวน จึงเอ่ย “ถูกต้อง ทันทีที่ไท่จื่อซื่อสืบทอดตำแหน่ง กงจื่อเฉียนอาจารย์ของเขาก็ฟ้องว่าซางจวินก่อการกบฏ เว่ยยางผู้นั้นตั้งใจจะหนีออกจากรัฐฉิน หารู้ไม่เมื่อหนีไปถึงชายแดน ขอพักอาศัยในโรงเตี๊ยม แต่เพราะเขาไม่มีหลักฐานมาแสดง เจ้าของโรงเตี๊ยมจึงมิกล้าให้เขาเข้าพัก...”

“เป็นเพราะเหตุใด” ไท่จื่อไหวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

ชวีหยวนอธิบาย “เพราะเว่ยยางออกกฎหมายที่มีมาตรการรุนแรงยิ่ง เมื่อออกเดินทางจำต้องแสดงหลักฐานผ่านทาง หากโรงเตี๊ยมให้ที่พักพิงแก่ผู้กระทำผิด นับว่ามีความผิดเทียบเท่าผู้กระทำผิด หากมีคนรายงานจะถูกลงโทษด้วยการตัดเอว นอกจากนี้ยังมีมาตรการร่วมรับผิด หากครอบครัวหนึ่งกระทำผิด อีกเก้าครอบครัวที่เหลือจำต้องรายงานให้ทางการทราบ ผู้รายงานจะได้รับรางวัล แต่หากไม่รายงาน ทั้งสิบครอบครัวจะต้องรับผิดร่วมกัน ด้วยเหตุนี้เว่ยยางจึงถอนใจเอ่ย ‘ข้าพ่ายแพ้แก่กฎหมายของตนเองโดยแท้’

เนื่องจากรู้ว่าวันนี้จะหารือเรื่องหลักการปฏิรูปของซางยาง ไท่จื่อไหวจึงศึกษาหลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ในรัฐฉู่จากไท่ฟู่มาก่อน เมื่อได้ยินการกระทำของซางยางหลังฉินเซี่ยวกงสิ้นพระชนม์ อดหัวเราะดูแคลนมิได้ “เว่ยยางแม้จะทำตามหลักการของอู๋จื่อ (เชิงอรรถ – อีกนามหนึ่งของอู๋ฉี่) แต่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน สติปัญญากลับมิอาจเทียบเทียมอู๋จื่อ!”

กล่าวยังไม่ทันขาดคำก็ถูกฉู่หวังซางถลึงตาใส่ ตกใจจนมิกล้าเอื้อนเอ่ย

ตอนนั้นฉู่เต้าหวังประกาศใช้หลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ ทำให้ขุนนางขั้นสูงที่เป็นชนชั้นสูงดั้งเดิมทั้งหลายไม่พอใจ เมื่อฉู่เต้าหวังสิ้นพระชนม์ ผู้คนจึงร่วมมือกันสังหารอู๋ฉี่ เหตุการณ์นี้นับว่าละม้ายคล้ายเหตุการณ์ที่ชาวรัฐฉินต้องการสังหารซางยางทันทีที่ฉินเซี่ยวกงสิ้นพระชนม์ เพียงแต่อู๋ฉี่มีนิสัยเหี้ยมเกรียมเฉียบขาด เมื่อเขารู้ว่าผู้คนต้องการเอาชีวิต เขามิเพียงแต่ไม่หลบหนีออกนอกรัฐ เชากลับหลบหนีไปซ่อนตัวในห้องเก็บพระศพของฉู่เต้าหวัง อาศัยร่างไร้วิญญาณของฉู่เต้าหวังเป็นเกราะป้องกัน หากชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่มีใจยำเกรง เขาย่อมรักษาชีวิตไว้ได้ แต่หากคนเหล่านั้นยืนกรานสังหารเขา ล้วนต้องแบกรับความผิดโทษฐานหมิ่นเกียรติพระศพของเจ้านครรัฐ

จริงดังคาดหมาย ชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่เหล่านั้นแม้จะสังหารอู๋ฉี่ได้สำเร็จ แต่ก็ล้วนถูกฉู่เซียวหวังซึ่งขึ้นครองราชย์แทนสั่งประหารชีวิตจนสิ้น การที่ชนชั้นสูงแห่งรัฐฉู่ซึ่งเกลียดแค้นหลักการปฏิรูปเข้ากระดูกดำกลุ่มนี้ถูกสังหาร นับว่าช่วยลดแรงกดดันหลังยกเลิกการปฏิรูปอย่างมาก แม้การปฏิรูปถูกยกเลิกและผู้ปฏิรูปถูกสังหาร กระนั้นรัฐฉู่ก็สามารถรักษาและดำเนินหลักการปฏิรูปบางประการต่อไปได้

เพียงแต่วิธีการของอู๋ฉี่โหดเหี้ยมเกินไป เหล่าบรรพบุรุษของตระกูลขุนนางในที่นี้ล้วนสูญเสียผลประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากหลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ อีกทั้งแม้เขาจะสามารถทำให้เจ้านครรัฐคนใหม่อาศัยความผิดประการนี้ประหารชีวิตชนชั้นสูงดั้งเดิมกลุ่มนั้น แต่การที่เขาอาศัยพระศพของเจ้านครรัฐเป็นเกราะป้องกันและเครื่องมือแก้แค้น ถึงอย่างไรก็นับเป็นการจาบจ้วงล่วงเกินอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้แม้ไท่จื่อไหวจะกล่าวมีเหตุผล แต่ไม่ว่าผู้นำหรือขุนนาง สำหรับอู๋ฉี่ผู้นี้ ได้แต่ลอบเลื่อมใส ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยชมซึ่งหน้า

ฉู่หวังซางไม่ต้องการเอ่ยเรื่องนี้ต่อ เอ่ยถามตามตรง “เว่ยยางมีจุดจบเช่นไร”

ชวีหยวนถอนใจตอบ “ซางจวินเว่ยยางถูกผู้ครองรัฐฉินคนใหม่สั่งลงทัณฑ์ด้วยการใช้รถศึกแยกร่าง ประหารชีวิตทั้งตระกูล”

ฉู่หวังซางเงียบไป เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่คาดไว้อยู่แล้ว

เจาหยางถอนหายใจ “เดิมเมื่อผู้ปฏิรูปตายไป การปฏิรูปจะถูกยกเลิก ฉินเซี่ยวกงกับเว่ยยางล้วนสิ้นชีวิต เห็นทีการปฏิรูปในรัฐฉินคงมิอาจดำเนินต่อไป หากยกเลิกกฎหมายใหม่ ฟื้นฟูกฎหมายเก่า ย่อมเกิดเรื่องวุ่นวายมากมายตามมา ประชาราษฎร์ย่อมสับสนอลหม่าน เหลาจื่อ (เชิงอรรถ – เล่าจื๊อนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของจีนปรมาจารย์ของลัทธิเต๋า)เคยกล่าวไว้ว่า ‘การปกครองรัฐใหญ่เฉกเช่นการปรุงอาหารเลิศรส’ รัฐฉินตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แร้นแค้นไร้อารยธรรม กอปรกับการปกครองเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งเช่นนี้ ย่อมอ่อนกำลังลงอย่างแน่นอน”

แม่ทัพจิ่งเชวียเสนอ “กระหม่อมเห็นว่าสามารถอาศัยโอกาสนี้ เข้ายึดครองดินแดนปาสู่จุดเชื่อมต่อของรัฐฉินและรัฐฉู่ ขยายอาณาเขตออกไป”

ต้าฟูจิ้นซั่ง (เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางในสมัยโบราณ หลังสมัยราชวงศ์โจวตะวันตก รัฐต่างๆ จะแต่งตั้งขุนนางสามระดับ ได้แก่ ชิง ต้าฟู และซื่อ) รีบเอ่ยประจบ “โชคดีที่ตอนนั้นต้าฉู่เรามิได้ปล่อยให้หลักการปฏิรูปของอู๋ฉี่ผู้นั้นก่อหายนะ บัดนี้รัฐฉินวุ่นวาย เป็นโอกาสอันดีที่รัฐฉู่เราจะขยายอาณาเขตออกไป”

ตระกูลเจา ตระกูลชวี ตระกูลจิ่ง และตระกูลจิ้น ล้วนเป็นสายตระกูลที่แยกมาจากแซ่หมี่ รัฐฉู่แม้จะมิใคร่ยอมรับในอำนาจของโจวเทียนจื่อ หากแต่การ “แบ่งที่ดินแก่ญาติ ใช้ศักดินากำบังโจว” (เชิงอรรถ –คัดลอกบทแปลมาจาก “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” แปลโดยเขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย) กลับเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ บัดนี้คนแซ่จีของโจวเทียนจื่อต่างกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง แต่รัฐฉู่กลับยังคงปกครองโดยสายตระกูลที่แยกมาจากแซ่หมี่ เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่รัฐฉู่ภาคภูมิใจยิ่ง

เจาหยางชี้แผนที่พลางเอ่ยวิเคราะห์ “บัดนี้สถานการณ์ในแผ่นดิน ราชวงศ์โจวอ่อนแอ รัฐเยียนอยู่ทางเหนือ อยู่ไกลจากรัฐฉู่เรา ทั้งยังไม่เข้มแข็ง มิจำเป็นต้องใส่ใจ ฉีหวังพี่เจียงไว้วางใจโจวเหยี่ยน ฉุนอวี๋คุน เถียนเผียน และเมิ่งเคอล้วนแต่งตั้งเป็นซั่งต้าฟู (เชิงอรรถ – ตำแหน่งขุนนางก่อนยุคราชวงศ์ฉิน)ระยะนี้หันมาให้ความสำคัญกับบัณฑิตแห่งสถานศึกษาจี้ซย่า มีปัญญาชนจำนวนหลายร้อยคน ส่วนนโยบายการปกครองของรัฐหานมาจากเซินปู๋ไฮ่ แต่บัดนี้เซินปู๋ไฮ่แก่ชรา ไม่นับว่าน่ากลัว รัฐเว่ยแม้จะเข้มแข็งเหนือรัฐใด แต่นับแต่ผังเจวียนตายไปก็ตกต่ำอย่างยิ่ง ตรงกันข้ามกับรัฐเจ้าที่มีแนวโน้มว่าจะเข้มแข็ง ปีที่แล้วต้าหวังกำราบรัฐเยวี่ย ผนวกดินแดนทั้งหมดของรัฐเยวี่ย บัดนี้รัฐฉู่เรามีอาณาเขตกว้างขวางและมีแสนยานุภาพเหนือทุกรัฐ ตามความเห็นของกระหม่อม เราควรร่วมมือกับรัฐฉีปราบปรามรัฐอื่นๆ ร่วมมือกับรัฐฉินกำราบสามรัฐจิ้น ยึดครองปาสู่เป็นแหล่งเสบียงอาหาร เมื่อถึงโอกาสเหมาะสม ย่อมสามารถกุมอำนาจในแผ่นดิน”

ฉู่หวังซางพยักหน้าถอนหายใจ “วาจาของลิ่งอิ่นตรงใจผู้ด้อยยิ่งนัก เพียงแต่ต้องใช้เวลานานปานนั้น เกรงว่าผู้ด้อยคงไม่มีโอกาสได้เห็นต้าฉู่เรากุมอำนาจในแผ่นดิน แต่หากผู้ด้อยเลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสม เหล่าขุนนางสามารถช่วยเหลือเจ้านครรัฐคนใหม่ให้ขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือผู้ใดในใต้หล้า...”

ไท่จื่อไหวได้ยินดังนั้น วาจาดังกล่าวกระทบใจเขาพอดี สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างไม่รู้ตัว ไม่กล้าเงยหน้ามองฉู่หวังซาง ได้แต่ลอบชำเลืองมองลิ่งอิ่นเจาหยาง อยากรู้ว่าเขาแสดงสีหน้าท่าทางเช่นไร

ด้านเจาหยางก็อดเหลือบมองไท่จื่อไหวคราหนึ่งมิได้ เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าหวาดหวั่นก็ได้แต่ลอบถอนใจ ทว่าปากกลับเอ่ย “ต้าหวังโปรดวางใจ ไท่จื่อเติบใหญ่แล้ว ย่อมสามารถปกครองรัฐฉู่ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป...”

ฉู่หวังซางชำเลืองมองไท่จื่อไหวคราหนึ่ง ถอนใจพลางโบกมือ

เขารู้อยู่แก่ใจว่า บัดนี้แต่ละรัฐล้วนช่วงชิงความเป็นใหญ่ สงครามระหว่างรัฐดุเดือดรุนแรง หากไม่ต่อสู้ย่อมพ่ายแพ้ รัฐฉู่แม้อยู่ภายใต้การปกครองของเขาจะเข้มแข็งขึ้นมาก แต่ความสามารถของไท่จื่อไหวยังห่างไกลจากเขา ส่วนดาวจักรพรรดิที่เคยฝากความหวังไว้ ก็เป็นเพียงวาจาเหลวไหลเท่านั้น เรื่องที่ไร้ผู้สืบทอดปณิธานอันยิ่งใหญ่ นับเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจเขามานาน เขาเป็นคนเข้มแข็ง ต่อให้ประสบอุปสรรคร้ายแรงก็เพียงแต่ยิ้มรับ มีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่เขามิอาจทำใจปล่อยวาง สิ่งเดียวที่ทำได้ในเวลานี้ คงมีเพียงอาศัยขณะที่ตนยังครองตำแหน่ง ขยายอาณาเขตออกไป ให้ไท่จื่อไหวเป็นเจ้านครรัฐผู้รับหน้าที่รักษาสืบทอด รอภายหน้าหากลูกหลานมีความสามารถโดดเด่น ค่อยสานต่อปณิธานอันยิ่งใหญ่ของรัฐฉู่

เมื่อเขานึกถึงตรงนี้ ความรำคาญที่ปกติมีต่อบุตรชายก็ลดลงหลายส่วน ได้ยินเจาหยางกำลังให้คำแนะนำไท่จื่อไหวอย่างเต็มที่ จึงเอ่ยพลางพยักหน้า “ผู้ด้อยคงต้องฝากไท่จื่อกับลิ่งอิ่น หวังว่าเจ้าจะคอยช่วยเหลือเขา”

เจาหยางตอบรับรัวเร็ว “กระหม่อมรับพระบัญชา”

ผู้นำและขุนนางแห่งรัฐฉู่รอคอยให้รัฐฉินเกิดเหตุจลาจล หารู้ไม่หลายเดือนผ่านไป กลับมีข่าวส่งมาว่า ผู้ครองรัฐฉินคนใหม่แม้จะสังหารซางจวินเว่ยยาง ทว่ามิได้ยกเลิกกฎหมายใหม่ตามที่เหล่าขุนนางแห่งรัฐฉินหมายมาด แต่กลับอาศัยศีรษะของซางจวินดับไฟโทสะของเหล่าขุนนาง ส่วนกฎหมายใหม่ของเขานั้นยังคงดำเนินต่อไป

หนังสือแนะนำ