บทที่สอง เส้าซือมิ่ง (ต่อหน้า 3)

จวี่จีแห่งหออวิ๋นเมิ่งก็นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกัน เพิ่งจะผล็อยหลับตอนรุ่งสาง กว่าจะลืมตาตื่นอีกครั้งก็ล่วงเข้ายามบ่าย

ขณะที่สาวใช้กำลังปรนนิบัติประทินโฉม จวี่จีเอ่ยถามหนี่ว์ขุยสาวใช้ “เจ้าไปห้องเจียวซื่อดูว่าน้องหญิงสกุลเซี่ยงวันนี้ดีขึ้นบ้างหรือไม่”

หนี่ว์ขุยรับคำออกไป ผ่านไปครู่หนึ่งก็กลับมารายงานอย่างร้อนรน “ฟูเหริน เมื่อครู่ซื่อเหรินจิงมารายงาน บอกว่าหัวหน้าสำนักฝ่ายในมีคำสั่งทำความสะอาดห้องเจียวซื่อ ถามพวกเราว่าจะรับเซี่ยงอิ้งเหรินกลับมาเมื่อใด”

จวี่จีชะงัก เอ่ยอย่างโมโห “เหล่าขันทีเหลิงอำนาจ! คงเห็นว่าเมื่อวานน้องหญิงเซี่ยงให้กำเนิดบุตรสาว ถึงได้ไร้มารยาทเช่นนี้!”

หนี่ว์ขุยเดิมก็เป็นสาวใช้คนสนิทของนาง เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ เห็นนางเคืองขุ่น รีบเอ่ยหว่านล้อม “ฟูเหริน เซี่ยงอิ้งเหรินเป็นคนของหออวิ๋นเมิ่งเรา หัวหน้าสำนักฝ่ายในหากมิใช่ได้รับคำสั่ง ไฉนเลยจะกล้าเสียมารยาทเช่นนี้ ฟูเหรินอย่าโมโหไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือรับเซี่ยงอิ้งเหรินกลับมา มิอาจปล่อยให้นางถูกคนรังแก”

จวี่จีได้ยินดังนั้นก็ตระหนักได้โดยพลัน หากเบื้องหลังไม่มีคนบงการ หัวหน้าสำนักฝ่ายในคงไม่กล้าล่วงเกินสนมคนโปรดเช่นนางโดยพลการ นางกระแทกหวีงาช้างลงกับโต๊ะอย่างแรง “ช่างเถิด! ข้าไปเอง!”

นางคิดว่าหญิงสกุลเซี่ยงเพิ่งคลอดลูกเมื่อวาน แม้อากาศร้อนแต่อย่างไรก็ได้รับความเย็น สตรียามให้กำเนิดนับว่าอันตรายถึงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นหญิงสกุลเซี่ยงยังคลอดยาก มิควรเคลื่อนไหวมากนัก บัดนี้คงทำได้เพียงไปรับนางด้วยตนเอง ถึงสามารถปกป้องนางมิให้พบความลำบาก คิดได้ดังนั้นจึงร้องเรียกหนี่ว์ซาง สั่งให้นางดูแลเสี่ยวกงจู่ให้ดี ส่วนตนเองนำสาวใช้กับขันทีไปรับหญิงสกุลเซี่ยงที่ห้องเจียวซื่อ พบว่าเวลานี้หญิงสกุลเซี่ยงแม้แต่ยืนยังไม่มั่นคง จึงจำต้องเตรียมเสลี่ยงอีกคันหนึ่ง แบกนางกลับมายังหออวิ๋นเมิ่งที่พำนักของจวี่จี

เพิ่งจะก้าวขึ้นบันได ก็เห็นซื่อเหรินจิงก้าวออกมาอย่างร้อนรน ทรุดตัวคุกเข่าพลางเอ่ย “รายงานฟูเหริน แย่แล้ว เสี่ยวกงจู่หายตัวไป”

จวี่จีตกใจยิ่ง เอ่ยถามเสียงกร้าว “เจ้าตอบมา เสี่ยวกงจู่หายตัวไปได้อย่างไร”

ซื่อเหรินจิงรีบตอบ “เมื่อครู่แม่นมไปห้องเสี่ยวกงจู่ พบว่าในห้องไม่มีผู้ใดอยู่ แม้แต่หนี่ว์ซางก็หายไปเช่นกัน”

จวี่จีตกตะลึง “รีบไปตามหาเร็ว!”

ทั้งหออวิ๋นเมิ่งพลันวุ่นวายโกลาหล สาวใช้กำลังประคองหญิงสกุลเซี่ยงซึ่งตาปรือสะลึมสะลือเข้าไปด้านใน หญิงสกุลเซี่ยงพลันได้ยินคนเอ่ยว่า “เสี่ยวกงจู่หายตัวไป...” เสียงอื้ออึงเซ็งแซ่ คล้ายกับได้ยินว่า “เสี่ยวกงจื่อหายตัวไป...” ก็ไม่ปาน วาจานี้กระทบใจนางพอดี พลันคิดไปต่างๆ นานา รู้สึกเพียงว่าในใจเจ็บร้าวราวถูกบีบรัด และถึงขั้นได้ยินเสียงร้องไห้ของทารกน้อยลอยมาจากที่ไกลๆ

สตรีจะแข็งแกร่งเมื่อเป็นแม่คน นับเป็นสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ไม่มีสิ่งใดสามารถเทียบเทียมได้ นางเองก็ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด ลืมตาสลัดสาวใช้ กระเสือกกระสนเดินออกไปด้านนอก

หนี่ว์ฉางรีบประคองนาง เอ่ยหว่านล้อม “เซี่ยงอิ้งเหริน ท่านจะไปที่ใด”

หญิงสกุลเซี่ยงมองตรงไปด้านนอก สายตาไม่รู้จับจ้องไปที่ใด คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างดลใจและดึงดูดสายตาของนาง นางตอบ “ข้าจะไปหาลูก”

จวี่จีกำลังสั่งให้คนไปตามหาทารกน้อย เห็นหญิงสกุลเซี่ยงกระเสือกกระสนออกมาจากด้านใน เอ่ยถามอย่างตกใจ “เกิดอะไรขึ้น”

หนี่ว์ฉางประคองหญิงสกุลเซี่ยง เอ่ยตอบอย่างอับจนหนทาง “เซี่ยงอิ้งเหรินบอกว่าจะไปตามหาลูกเพคะ”

จวี่จีเห็นหญิงสกุลเซี่ยงท่าทางสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รู้สึกสงสารจับใจ “เซี่ยงอิ้งเหรินกำลังล้มป่วย พวกเจ้ายังไม่รีบประคองนางเข้าไปพักผ่อนอีก!”

หารู้ไม่ หญิงสกุลเซี่ยงเห็นหนี่ว์ฉางประคองนางกลับไป พลันอาละวาด สะบัดแขนหนี่ว์ฉาง “ข้าจะไปหาลูก เขากำลังร้องไห้ เขากำลังร้องไห้...”

จวี่จีขมวดคิ้ว ขณะจะสั่งให้คนประคองหญิงสกุลเซี่ยงกลับเข้าไปในห้อง หนี่ว์ขุยซึ่งยืนอยู่ข้างกายนับเป็นนางกำนัลที่เปี่ยมประสบการณ์ พลันคิดอะไรได้บางอย่าง รีบเอ่ย “ฟูเหริน มิสู้ลองดู”

จวี่จีไม่เข้าใจ เอ่ยถาม “ลองอย่างไร”

หนี่ว์ขุยตอบ “หม่อมฉันเคยได้ยินว่า แม่ลูกส่งใจถึงกัน บางทีอาจมีอะไรบางอย่างดลใจ ทำให้เซี่ยงอิ้งเหรินสามารถรับรู้ได้ว่าเสี่ยวกงจู่อยู่ที่ใด”

จวี่จีอึ้งไป อดพนมมืออธิษฐานมิได้ “ไท่อีโปรดคุ้มครอง ซือมิ่งโปรดคุ้มครอง คงต้องลองดูเช่นที่เจ้าว่า”

หญิงสกุลเซี่ยงเดินโซซัดโซเซไปด้านนอก นัยน์ตาพร่าเลือนทว่ามุ่งมั่น

จวี่จีสั่งให้คนไปรายงานฉู่หวังซาง ตามด้วยสั่งให้คนออกตามหา ส่วนตนเองสั่งให้สาวใช้ประคองหญิงสกุลเซี่ยง ก่อนจะเดินตามหญิงสกุลเซี่ยงไป

หญิงสกุลเซี่ยงคล้ายกับเลื่อนลอยระคนคลุ้มคลั่ง ไม่สนใจถนนหนทาง ไม่แยกแยะทิศทาง เอาแต่เดินโซซัดโซเซไปด้านหน้า ยังดีที่สาวใช้สองคนที่ประคองนางนับว่าเปี่ยมไหวพริบ เห็นนางมุ่งฝ่าแมกไม้ พุ่งชนระเบียง แทบจะสะดุดรั้วกั้นและขั้นบันได ต่างรีบร้อนประคองนางอ้อมผ่านเส้นทางอันตราย

หญิงสกุลเซี่ยงเดินมาจนถึงมุมลับตาคนริมธารน้ำในราชอุทยาน ทุกคนเห็นดังนั้นก็พากันกลั้นหายใจ สาวใช้บางคนถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ

ธารน้ำระยะทางสิบกว่าลี้ มีทางน้ำใต้ดินเชื่อมต่อไปยังนอกวัง เวลานี้ตรงกับตะวันตกดิน แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนลงบนดอกบัวเต็มธารน้ำและใบบัวสีเขียวขจี ทอประกายสีทองอร่าม กลิ่นหอมละมุนของดอกบัวกรุ่นกำจาย หากออกมาชมทิวทัศน์ริมน้ำในเวลานี้ นับเป็นช่วงเวลาและทัศนียภาพอันงดงามเหลือคณา

ทว่าสภาพจิตใจของทุกคนในเวลานี้ คล้ายจมดิ่งสู่ห้วงลึกมืด พลันเห็นว่าริมธารน้ำมีตะกร้าใบหนึ่งที่เดิมใช้สำหรับบรรจุอาหารถูกโยนทิ้งไว้ ฝาตะกร้าเปิดอ้า ล้มเอียงกระเท่เร่ เผยให้เห็นผ้าห่อทารกที่ลื่นไถลออกมา

หนี่ว์ขุยก้าวไปด้านหน้า หยิบตะกร้าขึ้นมา สะบัดห่อผ้าพบว่าว่างเปล่า สายตาเหลือบไปเห็นหยดน้ำไหลเป็นทางยาวไปจนถึงธารน้ำ ริมธารน้ำเต็มไปด้วยใบบัวและพืชน้ำเบียดเสียดหนาแน่น ค่อยๆ แล่นไหลไปยังปลายธารน้ำ

ดูจากหยดน้ำบนพื้น เห็นได้ว่ามีคนใช้ตะกร้าขโมยทารกน้อย เมื่อเดินมาถึงมุมลับตาคนริมธารน้ำในราชอุทยาน ก็ทิ้งทารกลงในน้ำ ก่อนจะโยนตะกร้าและผ้าห่อทารกไว้ที่นี่

จวี่จีเอ่ยเสียงสั่นเครือ “พวกเจ้า ไปสืบดูว่าหนี่ว์ซางอยู่ที่ใด ต้องเป็นฝีมือบ่าวรับใช้ชั้นต่ำผู้นี้เป็นแน่!”

หญิงสกุลเซี่ยงยืนนิ่งงันอยู่ริมธารน้ำ ไม่หันไปมองตะกร้ากับห่อผ้า แต่กลับเงี่ยหูฟังซ้ายขวาราวกับลูกสัตว์ป่า

จวี่จีเห็นนางมีท่าทางเลื่อนลอยก็รู้สึกสงสาร เอ่ยเสียงอ่อนโยน “น้องหญิง ฟ้าใกล้มืดแล้ว เจ้าร่างกายอ่อนแอ กลับไปกับข้าเถิด!” นางดึงแขนหญิงสกุลเซี่ยง หารู้ไม่จู่ๆ หญิงสกุลเซี่ยงกลับออกแรงสลัดมือนาง นางไม่ทันตั้งตัว เซถลาไปอีกทาง หนี่ว์ขุยรีบก้าวเข้าไปพยุงขณะที่หญิงสกุลเซี่ยงไม่สนใจไยดี สลัดมือหนี่ว์ฉางซึ่งกำลังประคอง เดินโซซัดโซเซมุ่งไปยังธารน้ำ จวี่จีร้องตะโกนด้วยความตกใจ “รีบจับตัวนางไว้ อย่าให้นางตกลงไปในน้ำ!”

หนี่ว์ฉางรีบวิ่งเข้าไปหมายจะจับตัวหญิงสกุลเซี่ยง หารู้ไม่หญิงสกุลเซี่ยงเดินไปถึงริมธารน้ำ เท้าข้างหนึ่งแทบจะจมลงไปในโคลน กระนั้นก็มิได้เดินต่อ แต่กลับหมุนตัว เดินเลาะริมฝั่งไปยังปลายธารน้ำ

จวี่จีนึกถึงวาจาเมื่อครู่ของหนี่ว์ขุยที่ว่า “แม่ลูกส่งใจถึงกัน” คิดในใจว่าหรือแม่ลูกจะส่งใจถึงกันจริงๆ? หรือการที่หญิงสกุลเซี่ยงทำเช่นนี้จะสามารถหาเสี่ยวกงจู่พบ? พลันร้องห้ามหนี่ว์ฉาง เอ่ยกำชับ “หนี่ว์ฉาง เจ้าปล่อยเซี่ยงอิ้งเหรินเดินไป คอยประคองอย่าให้นางตกน้ำก็พอ”

หญิงสกุลเซี่ยงเดินโซซัดโซเซ ท่าทางแม้เหม่อลอยแต่ก็คล้ายมีจุดหมายปลายทาง จวี่จีรีบนำสาวใช้เดินตามอย่างใกล้ชิด

ริมธารน้ำมิใช่ที่โล่งกว้างที่สามารถสัญจรได้โดยสะดวก แต่มีแมกไม้รกครึ้มและเต็มไปด้วยหนามแหลม บางบริเวณยิ่งต้องเดินลุยน้ำถึงจะผ่านไปได้ แม้หนี่ว์ฉางจะประคองอย่างระมัดระวัง แต่หญิงสกุลเซี่ยงเดินย่ำโคลนริมธารน้ำ จึงสะดุดล้มหลายต่อหลายครั้ง โชคยังดีที่มีเหล่าสาวใช้คอยประคอง ทว่าหญิงสกุลเซี่ยงกลับดูเหมือนไม่รู้สึกเจ็บ เมื่อถูกประคองหลังสะดุดล้มก็หาได้ลังเลแม้แต่น้อยไม่ ยังคงเดินโซซัดโซเซมุ่งตรงไปด้านหน้า ส่วนจวี่จีซึ่งเดินตามอยู่ด้านหลังก็จำต้องเดินลุยน้ำเช่นกัน

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย แสงเทียนที่อยู่ห่างไกลค่อยๆ ถูกจุดสว่าง ในยุคนี้ยังไม่มีโคมไฟ เวลาสัญจรยามค่ำคืน จึงต้องอาศัยแสงสว่างจากคบเพลิง เวลานี้ทั้งวังล้วนตื่นตกใจ แม้แต่ฉู่หวังซางยังโกรธจัด หลังว่าราชการเสร็จสิ้นก็นำคนออกตามหาทันที ในราชอุทยานเงาคนวูบไหว ล้วนเป็นผู้ถือคบเพลิงออกตามหาทารกน้อย

กลุ่มของหญิงสกุลเซี่ยงออกมาอย่างรีบร้อน จวี่จีแม้จะสั่งให้สาวใช้กลับไปรายงาน แต่ชั่วขณะนั้นก็ไม่มีสิ่งใดใช้ส่องสว่าง โชคดีที่คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์บริสุทธิ์งามกระจ่าง ทับทาบอาบไล้ผิวน้ำทอประกายแวววาวพราวระยับ

ทุกคนยิ่งเดินยิ่งเปลี่ยว ริมธารน้ำทั้งแฉะทั้งลื่น หญิงสกุลเซี่ยงสะดุดล้มอีกครั้ง เดิมนางก็อ่อนแออย่างยิ่ง ลื่นล้มครานี้ กลับไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้นยืน หนี่ว์ฉางพยายามออกแรงฉุดตัวนางแต่ก็ไม่สำเร็จ หนี่ว์ขุยรีบก้าวเข้าไปช่วยเหลือ เวลานี้อย่าว่าแต่หญิงสกุลเซี่ยง แม้แต่จวี่จียังมอมแมมจนแทบดูไม่ได้ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาอ่อนล้า ได้แต่ยืนพิงสาวใช้หอบหายใจไม่หยุด ขณะกำลังจะเอ่ยว่า “ช่างเถิด...” ทันใดนั้น หญิงสกุลเซี่ยงก็ทำท่าเป็นเชิงมิให้เอ่ยอันใด จวี่จีชะงัก เงียบเสียงลงโดยพลัน ตอนนั้นเองที่เสียงร้องไห้ของทารกพลันแว่วดังมาจากปลายธารน้ำ

ทุกคนพลันตื่นเต้น เงี่ยหูตั้งใจฟัง แต่เสียงร้องไห้ของทารกหายไปแล้ว ทุกคนมองหน้ากัน สงสัยว่าหรือตนเองจะเป็นห่วงจนหูฝาด

จวี่จีเอ่ยถามเสียงสั่น “เมื่อครู่ ใช่เสียงทารกร้องไห้หรือไม่”

หนี่ว์ขุยพยักหน้ารัวเร็ว “ใช่เพคะ หม่อมฉันก็ได้ยิน”

จวี่จีดีใจยิ่ง จับแขนหญิงสกุลเซี่ยงเขย่าไปมา “น้องหญิง เจ้าได้ยินหรือไม่ ลูกกำลังร้องไห้”

หญิงสกุลเซี่ยงเอ่ยเสียงสั่น “ใช่แล้ว เขากำลังร้องไห้ เขากำลังเรียกข้า เขาร้องไห้เพราะหิว...”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด” จวี่จีถาม

หญิงสกุลเซี่ยงหันไปทางทิศตะวันตกด้วยท่าทางลังเล

จวี่จีว่า “ไป รีบไป”

ทุกคนล้วนวิ่งไปทางนั้น แต่ธารน้ำเมื่อถึงตรงนี้ก็เริ่มเลี้ยวลดคดเคี้ยว ทั้งสองฝั่งล้วนเป็นเนินดินขนาดเล็ก มีต้นไม้ที่มีหนามแหลมขึ้นเบียดเสียดหนาแน่น ปกคลุมจนทางน้ำมืดครึ้มยากสัญจร

หญิงสกุลเซี่ยงไม่มีท่าทางลังเล กระโดดลงเดินลุยน้ำ จวี่จีลังเลเล็กน้อย ทำท่าจะเดินตามไป แต่ถูกหนี่ว์ขุยรั้งตัวไว้ ที่แท้ริมเงาไม้สามารถเดินอ้อมไปได้ จวี่จีจึงจำต้องเดินอ้อมไป แต่ทันทีที่เดินพ้นหัวเลี้ยวก็ถึงกับนิ่งอึ้ง

ที่แท้ธารน้ำเมื่อถึงตรงนี้ก็ขยายออกกว้าง ด้วยเหตุนี้จึงประดิษฐานรูปปั้นหินเส้าซือมิ่งไว้ตรงใจกลาง เส้าซือมิ่งสวมอาภรณ์ดอกบัว ประดับสายคาดดอกไม้ เท้าเปลือยเปล่าเหยียบอยู่บนฐานใบบัว มือข้างหนึ่งกุมกระบี่ มืออีกข้างชูใบบัวขึ้นสูง บนใบบัวคือทารกหญิงสวมผ้าคล้องคอผู้หนึ่ง

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือตรงฐานรูปปั้นหินมีพืชน้ำกระจุกใหญ่เลื้อยพันใบบัวจำนวนนับไม่ถ้วน บนกองใบบัวมีทารกหญิงสวมผ้าคล้องคอผู้หนึ่งนอนร้องไห้เสียงแหบโหย

เสียงร้องไห้ของทารกหญิงบ้างดังบ้างหยุด สายน้ำแล่นไหลไม่หยุด หญิงสกุลเซี่ยงเดินลุยน้ำไปอย่างยากลำบาก ระดับน้ำบริเวณนี้ไม่ลึกมากนัก เพียงมิดเข่าหญิงสกุลเซี่ยงเท่านั้น แต่หญิงสกุลเซี่ยงถึงอย่างไรก็เหนื่อยล้าอ่อนแรง เดินโซซัดโซเซคล้ายจะล้มลงทุกขณะ

หนี่ว์ฉางร้องอุทาน ทำท่าจะก้าวเข้าไป แต่ถูกหนี่ว์ขุยห้ามไว้ เห็นว่าไม่ไกลนักมีแสงจากคบเพลิงกะพริบวูบไหว รีบร้องตะโกน “หาเสี่ยวกงจู่พบแล้ว...”

แสงจากคบเพลิงมุ่งตรงมาทางนี้ทันที เมื่อจวี่จีเห็นอีกฝ่ายได้ชัดถนัดตา พลันรวบอาภรณ์น้อมคำนับ “ต้าหวัง”

เวลานี้ หญิงสกุลเซี่ยงกลางธารน้ำไม่รู้เหตุการณ์บนฝั่ง นางเดินไปถึงฐานรูปปั้น อุ้มทารกน้อยขึ้นมา ตอนนั้นเอง นางเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นทารกเพศหญิง ทว่าชั่วเวลานี้ สำหรับนางแล้ว จะเพศชายหรือเพศหญิงล้วนไม่สำคัญ อาศัยสัญชาตญาณความเป็นแม่ นางรู้ดีว่าทารกผู้นี้ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของตน

หญิงสกุลเซี่ยงกอดทารกหญิง สะอื้นไห้ตัวสั่นสะท้าน “ลูกแม่ ลูกแม่...”

ส่วนผู้ที่เร่งรุดมาถึงและยืนอยู่บนเนินดินอย่างฉู่หวังซาง ยิ่งมองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจน

ตอนทารกหญิงถูกหญิงสกุลเซี่ยงอุ้มขึ้นมา มือและเท้าล้วนพันกับพืชน้ำ ดูท่าคงเป็นเพราะพืชน้ำกับใบบัวเกี่ยวรัดพันรอบตัวทารกหญิง บังเกิดเป็นกองใบบัวที่รับน้ำหนักได้อย่างน่าอัศจรรย์ รองตัวทารกหญิงแล่นไหลมาตามธารน้ำ กระทั่งถึงฐานรูปปั้นเส้าซือมิ่ง จึงถูกเกี่ยวรัดขวางกั้น

ขณะนี้แสงจันทร์งามกระจ่างราวสายน้ำ รูปปั้นเส้าซือมิ่งกลางธารน้ำขาวบริสุทธิ์ราวหยก มือข้างหนึ่งอุ้มชูทารกหญิงบนใบบัว ส่วนตรงฐานรูปปั้น หญิงสกุลเซี่ยงสวมอาภรณ์สีขาว อุ้มทารกหญิงขึ้นมาจากใบบัว รูปปั้นกับคนจริงสะท้อนรับเปล่งประกาย ดูละม้ายคล้ายกันอย่างประหลาด

จวี่จีเห็นดังนั้น ความคิดหนึ่งพลันบังเกิด คุกเข่าไปทางรูปปั้น เอ่ยเสียงสั่นเครือ “เส้าซือมิ่งคุ้มครอง!”

เวลานี้ทุกคนล้วนกำลังนิ่งอึ้ง ได้ยินจวี่จีเอ่ยเช่นนี้ ประหนึ่งถูกเตือนสติ พากันคุกเข่าโดยพลัน “เส้าซือมิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง!”

ท่ามกลางความมืดมิด คลับคล้ายคลับคลาว่าเสียงเพลงของสตรีร่างทรงแว่วดังอย่างแช่มช้า...

 

กุมกระบี่อุ้มเด็กน้อยร้อยบุญญา

เทพสตรีผู้กล้าแห่งมวลชน...

 

หญิงสกุลเซี่ยงเหนื่อยล้าอ่อนแรง เวลานี้อุ้มทารกหญิงไว้ในอ้อมอก พลันรู้สึกโล่งใจ ร่างทั้งร่างโซเซคล้ายจะล้มลง ทำได้เพียงยืนพิงรูปปั้นหิน ไร้เรี่ยวแรงจะก้าวเดิน

ฉู่หวังซางโดดลงน้ำอย่างไม่ลังเล เดินลุยน้ำไปหยุดข้างรูปปั้นหิน อุ้มหญิงสกุลเซี่ยงกับทารกหญิงขึ้นมา ก่อนจะเดินลุยน้ำกลับขึ้นฝั่ง

หญิงสกุลเซี่ยงแม้จะเคยถวายการปรนนิบัติฉู่หวังซาง แต่ถึงอย่างไรก็สถานะต่ำต้อย ขลาดกลัวเก็บตัว ฉู่หวังซางจึงไม่โปรดปราน หากมิใช่นางตั้งครรภ์ในเวลาเหมาะสม เขาคงจำมิได้แล้วว่านางเป็นใคร

เวลานี้ หญิงสกุลเซี่ยงหาบุตรสาวพบ กำลังเหนื่อยล้าอ่อนแรงถึงขีดสุด เห็นเพียงจวินหวังของนางเดินลุยน้ำตรงมาภายใต้แสงจันทร์ คว้านางสองแม่ลูกเข้าสู่อ้อมกอด นางรู้สึกเพียงว่า ใจทั้งดวงพลันคลายลง ขณะพิงซบไหล่กว้างของเขา ชั่วขณะนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่นางมีความสุขที่สุดในชีวิต

ขณะที่ฉู่หวังซางเดินลุยน้ำกลับขึ้นฝั่ง ขันทีที่ได้สติต่างพากันโดดลงน้ำไปรับเขา

ฉู่หวังซางเดินขึ้นฝั่ง ค่อยส่งหญิงสกุลเซี่ยงให้สาวใช้ประคอง หญิงสกุลเซี่ยงไม่มีเวลาคำนึงถึงสิ่งใด ยื่นแขนที่อุ้มทารกหญิงไปตรงหน้าฉู่หวังซาง เอ่ยเสียงสะอื้น “ต้าหวัง นี่คือลูกของเรา ลูกสาวของเราสองคน”

ฉู่หวังซางค่อยๆ รับลูกน้อยมาอุ้ม ชูไปทางรูปปั้นเส้าซือมิ่ง “นับว่า...เส้าซือมิ่งคุ้มครอง!”

จวี่จีสะกิดหญิงสกุลเซี่ยง แต่กลับเห็นว่าในสายตาของหญิงสกุลเซี่ยงมีเพียงฉู่หวังซางกับทารกหญิง หาได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ไม่ รู้ว่านางไม่รู้จักไขว่คว้าโอกาส ตนจึงได้แต่ก้าวไปด้านหน้าพลางเอ่ย “ขอต้าหวังโปรดพระราชทานนามแก่เสี่ยวกงจู่”

ฉู่หวังซางหดมือกลับ อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน พินิจมองครู่หนึ่ง เงยหน้ามองจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าสลับกับรูปปั้นหินสีขาวบริสุทธิ์ภายใต้แสงจันทร์ ใคร่ครวญครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “คืนนี้แสงจันทร์บริสุทธิ์งามกระจ่าง เช่นนั้น...ตั้งชื่อว่า ‘เยวี่ย’ ที่แปลว่าดวงจันทร์แล้วกัน!”

จวี่จีรีบรับทารกหญิงมาอุ้ม เอ่ยพลางทรุดตัวคุกเข่า “ขอบพระทัยต้าหวัง!”

หนังสือแนะนำ