บทที่ 1 ล้อมล่า

แหล่งกำเนิดอารยธรรมของต้าเซี่ยคือบริเวณต้นน้ำเหิงสุ่ยทิศเหนือของที่ราบสูงหงชวน แรกเริ่มบรรพบุรุษใช้ชีวิตด้วยการเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ตามทุ่งหญ้า บูชาการใช้กำลัง อุปนิสัยองอาจห้าวหาญ แต่เพราะภูมิประเทศตั้งอยู่ในพื้นที่หนาวเย็น ความเจริญก้าวหน้าจึงถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อม บวกกับชนเผ่าเฉวี่ยนหรงรุกรานชายแดนอยู่เสมอ หลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวเซี่ยดำรงชีวิตอย่างแร้นแค้นบนดินแดนหงชวนที่ทุรกันดารผืนนี้ จนกระทั่งเผยหลัวเจินหวงถือกำเนิดบนโลก สถาปนาอาณาจักรต้าเซี่ย ทำให้ชนเผ่าที่ปากกัดตีนถีบนี้ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก

ประวัติศาสตร์ของต้าเซี่ย เหมือนว่าทุกตัวอักษรจะถูกหล่อหลอมขึ้นจากหยาดเลือดและหยดน้ำตา ด้วยธรรมชาติของชนเผ่าเร่ร่อนส่งผลให้ความผูกพันระหว่างพวกเขากับผืนแผ่นดินค่อนข้างจืดจาง และเพราะเหตุนี้ทำให้พวกเขามีจิตใจกว้างขวาง ยอมรับความแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ได้ดีกว่าอาณาจักรเปี้ยนถังฝั่งใต้และอาณาจักรไหวซ่งฝั่งตะวันออก

หลายร้อยปีที่ผ่านมา ชาวเซี่ยอพยพประชากรลงใต้ด้วยการทำศึกสงครามนับครั้งไม่ถ้วน ต่อสู้กับชนต่างเผ่าต่างพันธุ์ แผ่ขยายอาณาจักรกว้างใหญ่ไพศาล ทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแว่นแคว้นที่กอปรด้วยกองทัพเกรียงไกรที่สุดในแผ่นดิน เหนือกว่าอาณาจักรไหวซ่งซึ่งการค้าเจริญรุ่งเรืองสุดขีดและอาณาจักรเปี้ยนถังซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าหนึ่งพันปี

เมื่อน้ำขึ้นเรือย่อมลอยสูง นครเจินหวงที่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบสูงหงชวน กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเมืองของผืนแผ่นดินใหญ่อย่างรวดเร็ว กิจการค้าเจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์ บนถนนจิ่วเวยคลาคล่ำไปด้วยชนชั้นสูงและคหบดีเศรษฐีต่างแคว้น จอแจคับคั่ง คึกคักอย่างยิ่ง

เสียงบอกเวลาแรกยามเช้าตรู่ดังขึ้น เสียงทอดยาวไกล ทุ้มกังวานหนักแน่น ประตูเมืองค่อยๆ เปิดกว้างพร้อมๆ เสียงบอกเวลา ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า วันใหม่ของนครเจินหวงเริ่มต้นขึ้นภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดของราชอาณาจักร

“ไป!” เสียงตวาดดังขึ้นฉับพลัน อาชาพ่วงพีสีดำควบเกือกเหล็กเงาวับเหยียบย่างไปบนผืนหิมะนอกนครเจินหวง เศษหิมะตลบฟุ้ง เสียงย่ำเกือกดังสนั่น ทิ้งผู้ติดตามสิบกว่าคนไว้เบื้องหลัง

“เยียนซื่อจื่อ( เชิงอรรถ - *ซื่อจื่อ คำเรียกทายาทสืบทอดตำแหน่งหวังของเจ้าครองหัวเมือง หรือเขตปกครอง

) ท่านมาสายแล้ว!”

จูเก่อไหวหัวเราะยาวคราหนึ่ง กระตุ้นม้าขึ้นหน้า กล่าวพลางส่งยิ้มให้ผู้มา ที่ข้างกายเขายังมีหนุ่มน้อยอีกสี่คน เด็กสุดสิบเอ็ดสิบสองขวบ โตสุดไม่เกินสิบสามสิบสี่ แต่ละคนสวมอาภรณ์แพรไหมเลิศหรู รูปโฉมหล่อเหลา บุคลิกสง่างาม ด้านหลังมีผู้ติดสอยห้อยตาม เมื่อได้ยินเสียงของเขาก็พากันหันมองตาม

เยียนสวินกระตุกบังเหียน ร้อง “หยุด” คำหนึ่ง อาชาพลันยกขาหน้าร้องเสียงแหลม ก่อนหยุดบนพื้นหิมะอย่างมั่นคง เยียนสวินในชุดยาวหรูหราสีเขียวเข้ม ริมชุดด้านล่างปักดิ้นเงินดิ้นทองรูปปลาจิ่นหลี่ ชั้นนอกคลุมด้วยเสื้อขนสัตว์สีขาวหิมะ แย้มยิ้มสดใส กล่าวว่า “ตอนได้รับแจ้งจากพี่จูเก่อ องค์หญิงแปดกำลังอยู่ที่จวน คิดจะปลีกตัวไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านรอนาน” น้ำเสียงของเขาร่าเริง รอยยิ้มยิ่งแฝงความสดใสอ่อนวัย มีเพียงดวงตาที่พริ้มน้อยๆ ทอแววคมปลาบหลายส่วน รอบลำคอพันไว้ด้วยขนเตียว ( เชิงอรรถ - *สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในวงศ์เพียงพอน ขนมีราคาแพง ) สีเงินยวง ยิ่งขับความสูงสง่า อายุแค่สิบสามสิบสี่ กลับแลดูผึ่งผาย เปี่ยมสง่าราศีเกินวัย

“ที่แท้ก็นัดหมายกับหญิงงาม ดูเหมือนพวกเราจะรบกวนความสุขของเยียนซื่อจื่อเสียแล้ว” คุณชายอ่อนวัยในชุดแพรยาวสีเขียวใบสนเดินตรงมา น้ำเสียงยังเจือความอ่อนเยาว์ มองดูไม่เกินสิบสองสิบสามขวบ ดวงตาโค้งเรียวดุจจิ้งจอก กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มกริ่ม

เยียนสวินยิ้มจางๆ กล่าวด้วยเสียงเรียบเรื่อยว่า “คุณชายรองเว่ยล้อเล่นแล้ว งานเลี้ยงวันก่อน หากไม่ใช่เพราะคุณชายรองแกล้งข้าจนทำถ้วยกระจกขององค์หญิงแตก วันนี้ก็คงไม่มีหญิงงามมาหาถึงที่ จะว่าไป ทั้งหมดนี่เป็นคุณชายรองกำนัลให้โดยแท้”

คุณชายอ่อนวัยหัวเราะเบาๆ มิได้ขัดเคืองแต่อย่างใด เพียงหันไปกล่าวกับหนุ่มน้อยชุดเขียวอมครามอีกคนหนึ่งว่า “เห็นหรือยังมู่อวิ่น ข้าบอกแล้วว่าเยียนซื่อจื่อไม่ยอมเลิกรา อย่างไรต้องมาตัดพ้อเรื่องนี้กับข้าแน่นอน”

มู่อวิ่นเลิกคิ้วเล็กน้อย “คนในเมืองนี้ที่ต้องตกที่นั่งลำบากเพราะท่านยังน้อยหรือ? เยียนซื่อจื่อยังใจเย็น ถ้าเป็นข้า คืนวันก่อนคงบุกฆ่าท่านถึงจวนแล้ว”

“ตกลงจะแข่งหรือไม่แข่ง? ถ้ามัวแต่สนทนาก็กลับเถอะ”

หนุ่มน้อยชุดแพรสีดำผู้หนึ่งเดินเข้ามาสมทบ ข้างเอวห้อยธนูใหญ่สีเหลืองสด มองก็รู้ว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับล่าสัตว์ เยียนสวินคล้ายเพิ่งสังเกตเห็นเขา จึงกระโดดลงจากหลังม้า คำนับอย่างนบนอบ “ที่แท้องค์ชายเจ็ดก็อยู่ด้วย อภัยที่เยียนสวินเสียมารยาท”

จ้าวเช่อปรายตามองเยียนสวินแวบหนึ่ง ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยถือเป็นการทักทาย ก่อนกล่าวกับจูเก่อไหวโดยตรงว่า “ข้ากับน้องแปดต้องไปหอตำราตอนอาหารค่ำ ไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น”

จูเก่อไหวยิ้มกล่าวว่า “ในเมื่อเยียนซื่อจื่อมาแล้ว พวกเราก็เริ่มเถอะ”

คุณชายเว่ยยิ้มพลางตบมือ “ท่านมีของเล่นแปลกใหม่อะไรอีก รีบนำออกมาให้ข้าชมดู”

จ้าวเจวี๋ยเอ่ยขึ้นว่า “ข้าเห็นทางนั้นลำเลียงกรงสัตว์เข้ามา คงไม่ใช่เรียกพวกเรามาล่าสัตว์กระมัง นั่นไม่น่าสนใจเท่าใด มิน่าเจ้าสี่ของบ้านท่านถึงไม่ยอมมา”

จูเก่อไหวส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างมีเลศนัยว่า “เจ้าคนนิสัยประหลาดนั่น เคยมาร่วมวงกับพวกเรากี่ครั้งกัน แต่วันนี้ข้ากลับทุ่มเทความคิดไม่น้อย พวกท่านดู” จบคำ ก็ยื่นมือออกมาตบสองครา เสียงกังวานใส สะท้อนไกลกลับไปกลับมาบนทุ่งหิมะขาวซีด

ที่ไกลออกไป ระแนงไม้ที่ล้อมรอบลานกว้างถูกเปิดออก เหล่าบริวารของจูเก่อไหวเข็นรถม้าขนาดใหญ่ห้าหกคันเข้ามาในลานล้อมคอก ก่อนนำกรงยักษ์ทั้งหกออกมาเรียงหน้ากระดาน บนกรงคลุมด้วยผ้าดำมิดชิด มองไม่เห็นว่าภายในคือสิ่งใด

คุณชายเว่ยรู้สึกสนใจขึ้นมา “ข้างในใส่อะไรไว้ จูเก่อท่านก็เลิกทำเป็นลึกลับได้แล้ว”

จูเก่อไหวยิ้มตอบ โบกมือให้ผู้ติดตามที่อยู่ไกลออกไป ได้ยินเสียงดังพรึ่บ ผ้าดำทั้งหมดถูกตลบขึ้นโดยพร้อมเพรียง คุณชายเว่ยอุทานคำหนึ่ง ตะลึงไปเล็กน้อย ตามด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจในพริบตาถัดมา

สิ่งที่บรรจุอยู่ในกรงยักษ์นั้น ที่แท้เป็นดรุณีน้อยวัยไม่เกินเจ็ดแปดขวบจำนวนหนึ่ง แต่ละกรงมียี่สิบคน แต่ละคนสวมชุดกว้าจื่อ ( เชิงอรรถ - *ชุดแบบจีน แยกเป็นเสื้อขนาดสั้นกับกางเกงหรือกระโปรง ) เนื้อหยาบ บริเวณหน้าอกเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ยักษ์เหมือนกับพวกนักโทษ ในแต่ละกรงจะเขียนตัวอักษรต่างกัน มีคำว่า มู่ เว่ย เยียน จูเก่อ ส่วนจ้าวเช่อกับจ้าวเจวี๋ยใช้คำว่า ‘เช่อ’ กับ ‘เจวี๋ย’ เป็นตัวแบ่ง เด็กพวกนั้นถูกขังไว้ในกรงมืดเป็นเวลานาน พอเห็นแสงสว่าง พลันหลับตาแน่น ตื่นตระหนกจนเบียดเป็นกระจุก แววตาหวั่นหวาดเหมือนกระต่ายน้อยที่ขวัญอ่อนฝูงหนึ่ง

จูเก่อไหวยิ้มพลางกล่าว “คราก่อนมีกลุ่มพ่อค้าเร่ร่อนจากแดนซีอวี้มาที่จวน การละเล่นนี้เป็นพวกเขาสอนข้า อีกเดี๋ยวข้าจะสั่งคนเอากรงออก ปล่อยหมาป่าในกรงสัตว์ออกมา เดรัจฉานพวกนั้นอดอยากหิวโหยมาสามวันแล้ว กำลังดุร้ายที่สุด พวกเราทั้งสามารถยิงสัตว์ และสามารถยิงทาสในกรงของคนอื่น หลังธูปไหม้หมดดอก ดูว่าใครเหลือทาสมากที่สุด ถือเป็นผู้ชนะ”

คุณชายเว่ยหัวเราะฮาๆ ตบมือก่อนเป็นคนแรก “น่าสนใจไม่เบา ต้องสนุกแน่”

จูเก่อไหวกล่าวต่อว่า “อย่างนั้นก็เริ่มได้แล้ว ทุกคนมีธนูสามสิบดอก เปิดกรง”

เหล่าบริวารรับใช้ได้รับคำสั่งก็ยกกรงถอยออกไปจากคอกล่าสัตว์ บรรดาเด็กน้อยยืนนิ่งกับที่ตัวสั่นผวา คล้ายว่าพวกนางยังถูกขังอยู่ในกรงกระนั้น ไม่กล้าขยับเขยื้อน

ทันใดนั้น ปรากฏเสียงคำรามดังสนั่น ระแนงไม้สองด้านถูกเปิดออก หมาป่าดุร้ายยี่สิบกว่าตัววิ่งพรวดเข้ามาในคอก อ้าปากคำรามลั่นกระโจนใส่กลุ่มเด็ก!

เสียงร้องแตกตื่นอึงอลทั่วบริเวณ ดรุณีน้อยเจ็ดแปดขวบประสานเสียงแหลมดัง เนื้อตัวสั่นสะท้านเบียดเข้าหากัน ก่อนชักเท้าวิ่งไปยังจุดที่มีคนยืนอยู่ ขณะเดียวกัน เกาทัณฑ์คมกริบจากนอกระแนงไม้ก็ยิงกระหน่ำเข้าสู่ภายในด้วยความเร็วสูง เพียงแต่ว่าทิศทางกลับมิใช่หมาป่าดุร้ายที่หิวโหยเหล่านั้น แต่เป็นเด็กที่กำลังวิ่งมาหาตัวเอง

คาวเลือดฉุนแรงโชยคลุ้งอบอวล เสียงร้องโหยหวนน่าเวทนาดังก้องถึงสรวงสวรรค์ ลูกธนูแทงทะลุไหปลาร้าและหน้าท้องช่องอกของเหล่าเด็กน้อย เลือดแดงสดทะลักไหล บนร่างที่ผอมโซของพวกนางเบ่งบานด้วยบุปผาสีแดงสดใสดอกแล้วดอกเล่า ฝูงหมาป่าถูกกระตุ้นความหิวด้วยกลิ่นคาว ยิ่งทวีความดุเดือดเหี้ยมเกรียม หมาป่าสีดำอมเขียวตัวหนึ่งกัดกระชากแขนของเด็กคนหนึ่งจนขาดกระจุย เด็กคนนั้นยังไม่ทันกรีดร้องก็โดนหมาป่าอีกตัวฉีกทึ้งขาไปหนึ่งข้าง ศีรษะโดนกัดแหว่งไปครึ่งใบ เนื้อสมองขาวใสกับเลือดสดไหลปนเป กระเซ็นสาดราดรดบนผืนดินที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน!

เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดหู หลังไหล่เจ็บร้าวสุดทน หนังตาหนักอึ้งราวกับถ่วงด้วยหินพันชั่ง เรือนร่างเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์ถูกลูกศรแทงทะลุ ตอกตรึงกับพื้น ลมหายใจของนางค่อยๆ แผ่วโหย เหมือนตกตายไปแล้ว แต่หัวคิ้วของนางกลับขมวดเข้าหากัน ยิ่งขมวดยิ่งแน่น หมาป่าดุร้ายตัวหนึ่งย่างเข้ามาช้าๆ ดวงตาของมันทอประกายแวววามจับจ้องอยู่ที่เด็กน้อยคนนี้ น้ำลายที่เหม็นสาบไหลยืด หยดติ๋งบนคอของเด็กน้อย

ในความลี้ลับที่มองไม่เห็น คล้ายมีดวงตาสวรรค์กำลังเพ่งมองละครฉากสยองบนโลกหล้า!

ชั่วขณะที่จุมพิตหมาป่ากำลังประทับลงมา สองตาของเด็กน้อยพลันเบิกโพลง วาวใสดั่งใบมีด ปราศจากความอ่อนแอและขลาดกลัวเยี่ยงเด็กทารกอื่น นางยื่นมือออกมาตามสัญชาตญาณ บีบรัดกรามทั้งบนล่างของหมาป่าจนแน่น จากนั้นผงกหัวขึ้น อ้าปากงับลิ้นที่เหยียดยาวของมัน แล้วสะบัดเต็มแรง!

เสียงแผดแหลมแสบหูพลันก้องดัง ทุกผู้คนล้วนหันขวับ เพ่งสายตามาทางเด็กที่กัดลิ้นหมาป่าคนนั้น ในห้วงตะลึงงัน ถึงกับลืมน้าวยิงเกาทัณฑ์

จ้าวเช่อตื่นจากภวังค์เป็นคนแรก เห็นบนร่างเด็กคนนั้นมีตัวอักษร ‘เช่อ’ พลันแหงนหน้าหัวร่อดังก้อง โก่งสายธนูแล้วดีดผึงปักตรึงคอหอยของหมาป่าจอมโหด

หมาป่าแผดเสียงร้องอย่างน่าอนาถคำหนึ่ง ล้มตึงกับพื้นดิน ฉากสยองบนคอกล่ายังคงดำเนินต่อ หมาป่าที่เหลือไล่ล่าอยู่ด้านหลังดรุณีน้อยอื่นๆ ทั่วแผ่นพื้นเกลื่อนกลาดไปด้วยซากสังขารและแขนขาที่ขาดกระจุย เสียงโหยไห้ด้วยความเจ็บปวดปานถูกฉีกทึ้งตับไตก้องดังเต็มสองหู จิงเยว่เอ๋อร์ลุกยืนโงนเงน เบิกตากลมกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับถูกเสกเป็นหินศิลา ร่างกายที่เล็กจ้อย เสื้อผ้าแหว่งวิ่นเป็นรูโพรง ผมเผ้ากระเซิงหลุดลุ่ย ดวงหน้าซีดขาว เต็มไปด้วยลิ่มเลือดมอมแมม ลมหนาวพัดหวีดหวิว ไม่ต่างจากหญ้าอ่อนที่ร่องแร่งต้นหนึ่ง

เสียง ‘ฟิ้ว’ ดังขึ้น ลูกศรดอกหนึ่งพุ่งยิงมา จิงเยว่เอ๋อร์กระโดดถอยอย่างประเปรียว หลบรอดสภาวะคร่าชีวิตไปได้หวุดหวิด ทว่าร่างเล็กแรงน้อย ยังคงโดนลูกศรถากใส่น่องขา เลือดไหลปรี่เป็นทาง

คุณชายเว่ยหัวเราะฮิฮะ พาดลูกศรบนสาย ยิงออกอีกครั้ง

จ้าวเช่อเลิกคิ้ววูบ แค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่ง เสียงดังปึกกระแทกก้านธนูของคุณชายเว่ยจนหักกลาง

หมาป่าที่อยู่ข้างหลังราวกับเงาตามตัว กลิ่นสาบจู่โจมจมูกรุนแรง จิงเยว่เอ๋อร์ไม่ทันสำรวจแผลบนน่อง เท้าก็รีบถลาไปทางจ้าวเช่อ

หากทว่า นางเพิ่งก้าวไปได้สองก้าว ธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมา ปักตรึงตรงเบื้องหน้าฝ่าเท้านาง เด็กหญิงผงะอึ้ง ถึงกับหยุดเท้า จากนั้นเงยหน้าขึ้นพร้อมย่นหว่างคิ้ว มองไปยังหนุ่มน้อยชุดดำบนอาชาสีแดงพุทราคนนั้น

จ้าวเช่อแค่นเสียงเหยียดหยันคำหนึ่ง กวาดมองนางด้วยหางตา ศรดอกหนึ่งทะลุแผ่นหลังของเด็กหญิงอีกคนที่กำลังวิ่งหนี เด็กคนนั้นยังไม่ถึงห้าหกขวบด้วยซ้ำ เพียงกรีดร้องคำหนึ่งก็ล้มฟุบแทบพื้น อักษร ‘เยียน’ ตัวใหญ่บนแผ่นหลังถูกเลือดสดย้อมจนแดงฉาน ก่อนโดนหมาป่าทึ้งร่างอย่างรวดเร็ว

ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่ง เด็กน้อยยืนนิ่งงงงงัน สีหน้าตะลึงค้าง ฉับพลัน นางเม้มปากสนิท หมุนตัวหันขวับกลับไป อาศัยความเร็วสุดขีดและความประเปรียวของเรือนร่างซึ่งแผลบนน่องไม่อาจส่งผลกระทบ หมาป่าตัวหนึ่งที่ไล่กวดตามหลัง กระโจนพรวดเข้าใส่ นางหลุดรอดไปได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

มุมหนึ่งของคอกล่ามีฟางแห้งสำหรับเลี้ยงม้าและท่อนไม้วางสุมอยู่กองหนึ่ง เด็กน้อยหยิบท่อนไม้ขึ้นมา เงื้อสูงสุดมือแล้วซัดผัวะลงไปกลางหลังของหมาป่าตัวหนึ่งที่ลอบจู่โจมเข้ามา

หมาป่าแผดร้องลั่นคำหนึ่ง กระเจิงไปอีกทางอย่างโซเซ เห็นชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส

“มานี่! มานี่!” เด็กน้อยตะโกนเรียก นั่งยองๆ เก็บหินขึ้นมาสองก้อน จับกระทบกันดังเพียะๆ ประกายไฟลุกพรึ่บ ฟางแห้งติดไฟลุกโชนขึ้นมา เด็กน้อยจุ่มปลายท่อนไม้กับไฟ ยกชูขึ้นออกวิ่งไปทั่วสนาม ขับไล่หมาป่าที่กำลังโจมตีเหล่าเด็กน้อย พลางตะโกนเรียก “มาทางนี้! มาทางนี้!”

เหล่าเด็กน้อยเยาว์วัยร้องไห้โฮพลางวิ่งไปหาจิงเยว่เอ๋อร์ แต่ละนางล้วนได้รับบาดเจ็บ บ้างโดนหมาป่ากัด ทว่าส่วนใหญ่กลับเป็นแผลจากธนู เวลาเพียงครู่ เหลืออยู่ไม่ถึงยี่สิบคน

ฝูงหมาป่าหวาดกลัวเปลวไฟ จิงเยว่เอ๋อร์คุ้มกันเด็กๆ ไว้ตรงกลาง ท่าทางลังเลไม่กล้าขึ้นหน้า พวกมันหิวมาหลายวันแล้ว พอล้อมเด็กๆ ได้ครู่หนึ่งก็ทยอยกันบ่ายหน้าวิ่งไปทางซากศพกลางลาน เริ่มสวาปามอาหารมื้อใหญ่

จูเก่อไหวหรี่นัยน์ตาเรียวยาว พลันเอ่ยเบาๆ ว่า “เดรัจฉานไม่ได้ความ” หยิบลูกธนูพาดสายแล้วยิงใส่กลุ่มหมาป่า

ลูกธนูกระหน่ำมาเป็นระลอก ฝูงหมาป่าได้รับการโจมตีแบบเฉียบพลัน หลังเสียงโหยหวนและคาวเลือดหอบหนึ่งผ่านไป ฝูงหมาป่าทยอยล้มลง ปราศจากลมหายใจแม้แต่ตัวเดียว

กลุ่มเด็กน้อยที่โชคดีรอดมาได้ต่างลิงโลดยกใหญ่ ไม่สนใจรอยแผลทั่วร่าง ไชโยโห่ร้องดังกระหึ่ม

หากทว่า เสียงของพวกนางยังไม่หมดสิ้น ฝนธนูระลอกใหม่ก็พลันกระหน่ำมา ยิงใส่ร่างกายเล็กๆ ของพวกนาง เหล่าชนชั้นเชื้อพระวงศ์และผู้ดีมีสกุลล้วนสายตาแหลมคม วิธีการเผ็ดร้อน เล็งเป้าแม่นยำทั้งไร้ความปรานี เหือดกระหายหมายสังหารเด็กน้อยทุกคน

ธนูดอกหนึ่งแหวกอากาศมา สภาวะชวนให้ผู้คนตื่นตระหนก เสียงดัง ‘ฉึก’ ปลายศรปักกะโหลกเด็กน้อยคนหนึ่ง จากตาขวาทะลุผ่านหลังศีรษะ ก่อนหยุดสนิทที่ปลายจมูกของจิงเยว่เอ๋อร์ โลหิตอุ่นๆ กระเซ็นต้องผิวหน้านาง นางอ้าปากกว้าง ในมือยังถือท่อนไม้ติดไฟท่อนนั้น ตัวแข็งทื่อปานศิลา เสียงแหกปากโหยไห้ของพวกเด็กๆ อึงอลข้างหู ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนฝันร้ายฉากหนึ่ง

ลูกธนูค่อยๆ บางตา คุณชายเว่ยและมู่อวิ่นผุดยิ้มพร้อมเพรียง พาดศรบนสาย เล็งไปที่เด็กหญิง แล้วยิงมาอย่างเร็วแรงสุดเปรียบ

จ้าวเช่อย่นคิ้ว ควบม้าขึ้นหน้า มือจับซองธนู พบว่าเหลือเพียงหนึ่ง เขาแค่นเสียงเย็นชา หักก้านธนูนั้นดังเปาะ แล้วพาดทั้งสองส่วนบนสาย ดีดผึงออกไปด้วยฝีมือระดับไร้เทียมทาน กระแทกเอาลูกธนูของคุณชายเว่ยและมู่อวิ่นร่วงหล่นในคราเดียว

จูเก่อไหวหัวเราะร่วน ร้องว่า “เยี่ยมยอด!”

เพิ่งจบคำ เสียงร้องอนาถทั้งหมดพลันหยุดชะงัก ลมหนาวกวาดผ่านผืนดินขาวโพลน กลิ่นคาวเลือดอวลตลบทั่วอากาศ ภายในคอกล่าสัตว์ที่แดงเถือก เพียงเหลือแค่ดรุณีจิงเยว่เอ๋อร์ เรือนผมของนางยุ่งเหยิง ในนั้นยังแซมด้วยกิ่งหญ้า เสื้อผ้าย้อมโลหิต สีหน้าขาวเผือด มือถือท่อนไม้ยืนแน่วนิ่งกับที่ เหม่อมองมาทางนี้ด้วยท่าทีแข็งค้าง คล้ายตกใจจนตะลึงงันไปแล้ว

จ้าวเจวี๋ยกล่าวขึ้นว่า “พี่เจ็ดร้ายกาจจริงๆ ลูกธนูข้าหมดแล้ว วันนี้ดูท่าพี่เจ็ดคงคว้าชัย”

คุณชายเว่ยเลิกคิ้ว มองตัวเองแวบหนึ่ง มองมู่อวิ่นอีกแวบ สุดท้ายหันไปทางจูเก่อไหว

จูเก่อไหวที่ใบหน้าหมดจด พริ้มตายิ้มกล่าว “ของข้าหมดไปนานแล้ว”

“เยียนซื่อจื่อยังมีไม่ใช่หรือ? เวลายังไม่หมด ใครแพ้ใครชนะ ยังตัดสินไม่ได้”

มู่อวิ่นโพล่งขึ้น สายตาของทุกคนจึงรวมศูนย์ไปที่ร่างของเยียนสวิน จ้าวเช่อเขม่นมองเยียนสวินอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เยียนซื่อจื่อมักสร้างความแตกตื่นดีใจแก่ผู้คนอย่างเหนือความคาดหมายเสมอ”

เวลาหนึ่งก้านธูปเพิ่งผ่านพ้นได้กึ่งหนึ่งพอดี ลูกธนูของผู้ร่วมแข่งขันล้วนหมดเกลี้ยง มีแต่ในซองธนูของเยียนสวิน ที่ยังปรากฏธนูสีขาวหิมะอยู่หนึ่งดอก

เยียนสวินนั่งงามสง่าบนอาชา แม้อายุเพียงสิบสามปี แต่แผ่นหลังตั้งตระหง่าน เรียวคิ้วดุจกระบี่ ดวงตาสุกใส จมูกโด่งเป็นสัน แววตาคมกล้า อาภรณ์งามหรูสวมใส่บนเรือนร่างอย่างเหมาะเจาะ ยิ่งขับให้โดดเด่นเป็นสง่า บุคลิกทีท่าองอาจเยือกเย็น ยามนี้สีหน้าชืดเฉย เขากระตุ้นม้าขึ้นหน้าช้าๆ น้าวเกาทัณฑ์เล็งไปที่เด็กน้อยกลางลานคนนั้น

สายลมโชยผ่าน พัดเสื้อผ้าที่แหว่งวิ่นและเส้นผมรุ่ยร่ายของนางปลิวไสว อายุของนางยังเยาว์ ดูราวไม่ถึงหกเจ็ดขวบ ผิวพรรณซีดเหลืองเพราะขาดการบำรุง เหมือนลูกหมาป่าเพิ่งเกิดขนยังไม่งอกตัวหนึ่ง ท่อนแขน ลำคอ น่องเท้าเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล หลายแห่งบนหลังไหล่แทบติดกับช่องหัวใจ นางยืนอยู่กลางลานยมทูตที่เหี้ยมโหดผืนหนึ่ง ห้อมล้อมด้วยแขนขาขาดวิ่น แวดล้อมด้วยเลือดสดและซากศพ กลิ่นคาวเลือดแผ่กระจายไปโดยรอบ บรรยากาศอันน่าสยดสยอง สร้างอารมณ์อกสั่นขวัญแขวนชวนสิ้นหวัง ฉีกกระชากแววตาที่อ่อนแอของเด็กน้อย

ลูกศรอันคมกริบและกระหายโลหิตดอกหนึ่ง กำลังเล็งมาที่คอหอยของเด็กหญิง หนุ่มน้อยบนหลังอาชา สายตาคมกล้า สองคิ้วขมวดแน่น เอ็นเขียวบนท่อนแขนปูดชัด ค่อยๆ น้าวจนสุดสาย

นางหมดหนทางหลบเลี่ยง ความคิดร้อยแปดเวียนวนในห้วงสมองอย่างบ้าคลั่ง ความงุนงงสงสัยทั้งหมดทั้งมวลพลันสาบสูญไปกับภาพการเข่นฆ่าที่อุบัติขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาที่บาดลึกแฝงความชิงชังและคั่งแค้น จ้องเขม็งไปทางหนุ่มน้อยคนนั้น ปราศจากความพรั่นพรึงแม้แต่น้อย

วันนั้น ตรงกับรัชศกไป๋ชางปีเจ็ดร้อยเจ็ดสิบ เดือนหนึ่งวันที่สี่ ชาวนครเจินหวงเพิ่งผ่านพ้นการฉลองปีใหม่ของพวกเขา บนสนามล่าสัตว์ของราชตระกูลซึ่งอยู่นอกนครเจินหวง นางกับเขา ประสบพักตร์เป็นครั้งแรก

กาลเวลาทะลุผ่านห้วงประวัติศาสตร์ แหวกผ่านประตูน้ำแห่งมิติเวลา นำพาวิญญาณสองดวงที่เดิมทีไม่ควรเกี่ยวพันพบพาน มาจัดวางบนเวทีเดียวกัน

เยียนสวินขมวดคิ้วเล็กน้อย นิ้วมือเบนออก ปล่อยธนูดอกนั้นออกไป

ศรเกาทัณฑ์พุ่งแหวก ชักนำลมหนาวในอากาศตามติด เกิดเป็นเสียงดังขวับ สายตาของทุกผู้คนล้วนติดตามไป จนถึงร่างเด็กน้อยที่หยัดยืนแน่วนิ่งคนนั้น

เสียงบาดเนื้อดังขึ้นคราหนึ่ง ริ้วโลหิตถากเป็นแนวยาว ลูกธนูเฉียดผ่านก้านคอของเด็กหญิง บาดเป็นรอยเลือดซึมแนวหนึ่ง ร่างเด็กหญิงโคลงไปเล็กน้อย ก่อนซวนเซสองก้าว ทว่ายังคงหยัดยืนอยู่เช่นเดิม

“ฮาฮา! ยินดีด้วยพี่เจ็ด!” จ้าวเจวี๋ยหัวเราะก้อง

จ้าวเช่อมองเหยียดเยียนสวินแวบหนึ่ง หัวเราะอย่างเย็นชาพลางกล่าว “เยียนซื่อจื่อวันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับโคลงกลอนทำนองเพลง คงหลงลืมแล้วว่าบรรพชนตระกูลจ้าวหยิบจับเกาทัณฑ์เช่นไร”

เยียนสวินวางเกาทัณฑ์ยาวลง หันมากล่าวเสียงราบเรียบว่า “บรรพชนตระกูลจ้าวหยิบจับเกาทัณฑ์เช่นไร มีลูกหลานตระกูลจ้าวจดจำได้ก็พอแล้ว เยียนสวินมิกล้ากระทำเกินหน้าที่”

จูเก่อไหวยิ้มพลางกล่าว “เช่นนี้แล้ว ชัยชนะก็ต้องตกเป็นขององค์ชายเจ็ด ข้าได้จัดเตรียมงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ ทุกท่านเชิญไปร่วมร่ำสุราด้วยกัน”

ทั้งหมดรับคำแล้วพากันขึ้นม้า ราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก่อนเป็นแค่การละเล่นที่ธรรมดาสามัญฉากหนึ่งก็มิปาน

สายลมหอบใหญ่พัดกรูเกรียว ม้วนตลบเสื้อคลุมของบรรดาผู้ล่าจนพลิกพลิ้ว ผืนหิมะเวิ้งว้างอบอวลด้วยกลิ่นคาว ไกลออกไป เยียนสวินเบือนหน้ากลับมา เห็นเด็กหญิงที่ชุ่มเลือดทั้งตัวยังคงยืนนิ่งอยู่บนทุ่งร้าง สายตาสะกดนิ่งมาทางนี้อย่างลึกล้ำ เนิ่นนานไม่ไหวติง

หนังสือแนะนำ