บทนำ บทที่ 1 ขึ้นศาลทหาร

เวลาถูกกำหนดไว้ที่สองนาฬิกา วันที่ 12 เดือน 5 ปี 2009 สถานที่คือนครตี้ตู ชานเมืองรกร้างแห่งหนึ่งนอกศูนย์กลางราชอาณาจักร

รถยนต์สีดำเจ็ดคันมุ่งออกนอกเมืองด้วยความเร็วสูง สองคันนำหน้า สองคันตามหลัง อีกสองคันขนาบข้าง คุ้มกันรถเบนซ์สีดำตรงกลาง เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเยี่ยมที่ใช้ในกิจการทหารส่งเสียงดังสม่ำเสมอ ตัวถังรถผลิตจากโลหะผสมชั้นดี กระจกกันกระสุนรอบคัน ไม่มีป้ายทะเบียน ไม่มีตราสัญลักษณ์ทางทหาร ชวนให้ผู้คนอดสงสัยไม่ได้ว่า ขบวนรถแบบนี้แล่นออกมาจากประตูใหญ่ของเมืองหลวงซึ่งมีทหารยามป้องกันอย่างแน่นหนาได้อย่างไร

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ขบวนรถแล่นถึงตึกสีเหลืองซึ่งไม่เป็นที่สะดุดตาหลังหนึ่งแถบชานเมือง พลทหารสวมชุดลายพรางสี่นายเดินขึ้นหน้ามา ทำสัญญาณให้คนขับหยุดรถ ประตูรถคันหน้าเปิดออก ชายหนุ่มสวมชุดสากลสีดำลงจากรถยื่นป้ายสีแดงเข้มแผ่นหนึ่งให้ ทหารยามตรวจดูอยู่นาน ค่อยกล่าวเสียงขรึมว่า “ผมจำเป็นต้องรายงานต่อเบื้องบน”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ย้อนถามเสียงขุ่นเล็กน้อยว่า “บนนี้มีลายเซ็นของผู้บัญชาการหร่วน คุณยังต้องรายงานใครอีก”

ทหารยามกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ผู้พันครับ เบื้องบนเพิ่งมีคำสั่งลงมา เว้นแต่ท่านผู้บัญชาการมาด้วยตัวเอง คนอื่นๆ หากต้องการเข้าเขตหวงห้ามทางทหารจำเป็นต้องมีลายเซ็นร่วมของผู้บัญชาการหร่วนและเสนาธิการจิน ไม่อย่างนั้นใครก็เข้าไปไม่ได้ครับ”

“นี่คุณ...”

“หลี่หยาง”

ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำจากในรถคันหลังพลันดังขึ้น เบนซ์สีดำเคลื่อนตรงมาช้าๆ คนขับกดเปิดหน้าต่าง เผยให้เห็นใบหน้าสูงวัยที่แฝงความเหนื่อยล้าเล็กน้อยภายในรถ ทหารยามเห็นเข้าก็สะดุ้ง รีบยืนตรงและทำความเคารพทันที “สวัสดีครับท่านผู้บัญชาการ!”

ผู้บัญชาการหร่วนพยักหน้าเนือยๆ “ตอนนี้พวกเราเข้าไปได้แล้วใช่ไหม?”

ทหารยามออกอาการลังเล ก่อนกล่าวว่า “เรียนท่านผู้บัญชาการ เสนาธิการจินมีคำสั่งว่าเขตหวงห้ามทางทหารไม่อาจนำรถเข้าไป ทุกคนต้องเดินเท้าครับผม”

ผู้บัญชาการหร่วนขมวดคิ้วน้อยๆ พลางตบเข่าตัวเอง “ผมก็ต้องเดินเข้าไป?”

ทหารยามเริ่มหน้าเสีย กลอกตามองขาข้างนั้นของผู้บัญชาการหร่วนจากหน้าต่างรถ ก่อนกล่าวเสียงแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้ “ขอโทษครับท่านผู้บัญชาการ เบื้องบนระบุลงมา ไม่ว่าใครก็นำรถเข้าไปไม่ได้ ต้องเดินเท้าเข้าไปครับผม”

หลี่หยางโมโหสุดขีด ผู้บัญชาการหร่วนโบกมือเบาๆ เมื่อหันไปกล่าวกับหลี่หยางว่า “หลี่หยาง คุณเข้าไปเองแล้วกัน ถือเอกสารของผมไป ยังไงก็ต้องพา 005 ออกมาอย่างปลอดภัยให้ได้ หน่วยข่าวกรองจะยอมรับความเสียหายเหมือนเมื่อครั้ง 003 ไม่ได้อีกแล้ว พวกเธอคือสมบัติของประเทศชาติ”

ความประทับใจฉายชัดบนสีหน้าของหลี่หยาง เขาหันไปวันทยหัตถ์ด้วยความเคารพให้กับชายสูงวัยผมขาวโพลนซึ่งมีสีหน้าอิดโรย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า “ท่านผู้บัญชาการโปรดวางใจ ผมจะปฏิบัติภารกิจนี้ให้ลุล่วง!”

ทว่า ทันใดนั้น ปรากฏเสียงระเบิดตูมสนั่นหวั่นไหว เหนือแสงไฟจัดจ้าแสบตา ปรากฏกลุ่มควันดำทะมึนเหมือนเห็ดยักษ์พวยพุ่งขึ้นสู่กลางฟ้าราตรี หลี่หยางตาเบิกกว้าง เอ็นเขียวปูดโปนเหนือขมับ ไม่ทันไรก็หมุนตัววิ่งปราดเข้าไปในเขตหวงห้าม

ค่ำคืนนี้ ผู้คนในเมืองหลวงยังคงหลับใหลอย่างเป็นสุข แต่ภายในเรือนจำของกองพลที่ 4 ซึ่งอยู่นอกเมือง กลับเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่เพียงพอจะสั่นสะเทือนไปทั้งโลกขึ้น ท่ามกลางความมืดมิด สายตาของแต่ละประเทศล้วนกำลังจับจ้องอยู่ ณ จุดเดียว รอคอยวันพรุ่งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

 

สี่ชั่วโมงก่อน

ในห้องพิจารณาคดีของเรือนจำกองพลที่ 4 แห่งราชอาณาจักร มีนายทหารระดับสูงในเครื่องแบบทหารเจ็ดนายนั่งอยู่ ดาวบนบ่าเปล่งประกายเงาวับ แสดงถึงลำดับยศชั้นสูง บนบัลลังก์คือผู้พิพากษาทหารจำนวนห้าคน ทั้งหมดมาจากคนละเขตพื้นที่ทหาร และไม่ขึ้นตรงต่อระบบทหาร ด้านล่างคือทหารจากกองกำลังพิเศษชั้นหนึ่งแห่งราชอาณาจักรที่พกปืนโคลท์ 5.56 มม. รุ่น MOD733 จำนวนยี่สิบกว่านาย สีหน้าท่าทางเตรียมพร้อม ราวกับกำลังเผชิญหน้าศัตรู

บรรยากาศภายในห้องสอบสวนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แววตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่คอกจำเลย ประธานผู้พิพากษาในชุดทหารกระแอมเบาๆ ก่อนเปล่งเสียงขรึม “ชื่อแซ่”

“ฉู่เฉียว”

เสียงเยือกเย็นเฉยชาตอบกลับไป แม้แหบพร่าอยู่บ้าง แต่พอฟังก็สามารถแยกแยะเพศของผู้พูดได้

จริงดังคาด เจ้าของเสียงเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่ง ครึ่งล่างสวมกางเกงทหารสีเขียวอ่อน ครึ่งบนสวมเชิ้ตขาวทบปลายแขนขึ้นครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นผิวพรรณขาวใส นั่งอยู่ในคอกจำเลยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง มองไม่เห็นอารมณ์ตึงเครียดแม้แต่น้อย

ประธานผู้พิพากษาดำเนินขั้นตอนอันน่าเบื่อต่อไป “เพศ”

“หญิง”

“วันเดือนปีเกิด”

“วันที่ 8 ตุลาคม 1982”

“ภูมิลำเนาเดิม”

“อวิ๋นโจว เมืองหลัวซิง”

“ประวัติการเป็นทหาร”

“ปี1999 สอบเข้าโรงเรียนทหารนครตี้ตู ปี 2001 ถูกย้ายไปเรียนที่หน่วยข่าวกรองที่ 5 ศูนย์บัญชาการทหารนครตี้ตู กลางปี 2001 เข้ารับการฝึกอบรมในกลุ่มเฟยอิงกองพลที่ 7 วันที่ 27 สิงหา 2003 เข้าทำงานในหน่วยข่าวกรองที่ 5 อย่างเป็นทางการ โดยถูกจัดสรรให้อยู่กลุ่มย่อย 2 รับหน้าที่ประสานงานและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง เดือนธันวาคม 2003 ถูกย้ายไปที่หน่วยข่าวกรองเป่ยเจียง เพื่อร่วมปฏิบัติภารกิจกับหน่วยข่าวกรองที่ 9 เดือนมิถุนายน 2004 ออกนอกประเทศเพื่อดักซุ่มโจมตี ปี 2007 กลับประเทศและเข้าทำงานในหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ตำแหน่งรองผู้บัญชาการจนถึงปัจจุบัน”

“ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง คุณได้ปฏิบัติภารกิจอะไรบ้าง”

“จากปี 2007 ถึงเมษายน 2009 หน่วยฯ 11 ปฏิบัติภารกิจใหญ่น้อยรวมทั้งสิ้น 97 ภารกิจ ผ่านมือฉัน 29 ภารกิจ ในจำนวนนี้เป็นงานระดับหนึ่งดาว 11 ครั้ง ระดับสองดาว 9 ครั้ง ระดับสามดาว 5 ครั้ง ระดับสี่ดาว 4 ครั้ง ระดับห้าดาวไม่มี”

“ช่วยแจกแจงภารกิจระดับสี่ดาวของคุณตามจริง”

“เดือนสิงหาคม ปี 2007 หน่วยข่าวกรองที่ 7 เป็นผู้จัดหาข้อมูล หน่วยข่าวกรองที่ 9 เป็นผู้ปฏิบัติงาน โดยมีฉันและพันเอกหลี่ของหน่วยฯ 9 ร่วมกันคิดแผน ‘เกลือทะเล’ ประสบความสำเร็จ ได้รับแร่ยูเรเนียมจำนวน 3 ตัน เดือนพฤศจิกายน ปี 2007 หน่วยฯ 11 ร่วมมือกับอีก 6 หน่วยนอกประเทศใช้ยุทธวิธีล่อจับ กระทั่งได้ตัวหัวหน้าแก๊งขายชาติที่ใช้ชื่อว่ามิกะป้านสู่ และระเบิดทำลายเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูของประเทศ K เดือนเมษายน ปี 2008 ดำเนินแผนโน้มน้าวผู้มีพลังพิเศษได้เป็นผลสำเร็จ นำรหัสลับที่รั่วไหลของธนาคารตี้ตูกลับคืนมา เดือนมิถุนายน ปี 2008 ภายใต้การช่วยเหลือของประเทศ X หน่วยฯ 11 เป็นผู้วางแผน โดยความร่วมมือของผู้มีพลังพิเศษ และมี 003 ของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9 เป็นหัวหน้าทีมของแผนปฏิบัติการเชมัส ประสบความสำเร็จได้รับภาพร่างการประดิษฐ์หุ่นยนต์สังหาร HK47”

ประธานผู้พิพากษาดันแว่นเบาๆ ก่อนตรวจเทียบเอกสารพลางกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ช่วยอธิบายอย่างละเอียด เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับจารชน 003 ของหน่วยเฉพาะกิจที่ 9”

หญิงสาวได้ยินก็เลิกคิ้วเล็กน้อย สีหน้าที่ราบเรียบมาตลอดเปลี่ยนเป็นเย็นชา แววตาของเธอกวาดผ่านนายทหารคณะลูกขุนทั้งเจ็ดทีละคน ก่อนเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ปี 2001 ช่วงที่ฝึกอบรมอยู่ในกองพลที่ 7 ฉันกับจารชน 003 จารชน 007 และผู้พันหวงหมิ่นรุ่ยเจ้าหน้าที่เสนาธิการหน่วยฯ 11 ได้อยู่ร่วมห้องพักเดียวกัน เดือนมีนาคม ปี 2004 จารชน 003 มาที่ฝ่ายข่าวกรองเป่ยเจียงเพื่อปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้ายเตอร์กิสตะวันออก พวกเราร่วมงานกันสองเดือน และในปี 2008 ร่วมกับจารชน 003 ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเชมัส”

ประธานผู้พิพากษาซักต่อว่า “ความสัมพันธ์ของพวกคุณเป็นอย่างไร เป็นเพื่อนนักรบ เพื่อนร่วมงาน หรือแค่คบกันผิวเผิน?”

หญิงสาวหน้าเครียด เลิกคิ้วขึ้น สักพักค่อยเอ่ยตอบเสียงขรึมว่า “พวกเราเป็นเพื่อนกัน”

เกิดเสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ในกลุ่มคณะลูกขุน สายตาของหญิงสาวพุ่งไปทางสองคนในจำนวนนั้น แววตาคมกริบทันได้เห็นรอยยิ้มที่ยังไม่จางหายจากมุมปากของพวกเขา

“ก็หมายความว่า คุณกับ 003 คบหาสนิทสนม เป็นเพื่อนรู้ใจที่คุยกันทุกเรื่อง ถูกไหม”

ผู้พิพากษาหญิงอายุราวสี่สิบเศษในเครื่องแบบทหารสีเขียวขี้ม้าคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

ฉู่เฉียวเบือนหน้ามา จับจ้องใบหน้าที่แลดูเป็นมิตรของผู้พิพากษาคนนั้นรอบหนึ่ง ก่อนตอบเสียงหนักแน่นว่า “ท่านผู้พิพากษา ฉันกับ 003 ล้วนเป็นนายทหารมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมของราชอาณาจักรโดยเฉพาะ พวกเราตระหนักดีว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ดังนั้น สำหรับคำว่า ‘คุยกันทุกเรื่อง’ ในคำถามเมื่อครู่ ฉันคิดว่าเป็นการดูถูกจรรยาบรรณของพวกเรา และเป็นการลบหลู่อันสูงสุดต่อนักรบผู้เสียสละเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ”

ผู้พิพากษาหญิงหน้าซีดทันใด ริมฝีปากเม้มสนิท ไม่กล่าวอะไรอีก บรรยากาศกลายเป็นอึดอัด

ประธานผู้พิพากษากล่าวต่อว่า “ฉู่เฉียว ตอนนี้ คุณช่วยชี้แจงถึงแผนปฏิบัติการ M1N1 อย่างคร่าวๆ”

ถึงตอนนี้ค่อยนับว่าถามเข้าประเด็นสำคัญแล้ว ลูกขุนอายุห้าสิบเศษสองคนพอได้ยินก็โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย ทำท่าทางตั้งใจฟัง ฉู่เฉียวก้มศีรษะ ครู่ใหญ่ค่อยเชิดหน้าลำคอตั้งตรง แล้วกล่าวด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ฉันขอพบเบื้องบนของฉัน หรือไม่ก็ขอรับการไต่สวนแบบสาธารณะโดยศาลทหารชั้นสูง และก่อนหน้านั้น ฉันจะไม่ชี้แจงใดๆ เกี่ยวกับปฏิบัติการ M1N1”

ประธานผู้พิพากษาได้ยินเข้าก็ขมวดคิ้ว กล่าวเนิบๆ ด้วยน้ำเสียงไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดว่า “นี่คุณกำลังเคลือบแคลงอำนาจของศาลทหารซึ่งถูกส่งมาจากเขตทหารทั้งห้า และจัดตั้งขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายใช่ไหม?”

“ฉันเปล่า” ฉู่เฉียวเชิดหน้า ทวนซ้ำอีกครั้งว่า “ฉันแค่ขอพบเบื้องบนของฉันก่อน และในขณะที่ยังไม่มีเอกสารปลดรหัสลงลายมือชื่อโดยผู้บัญชาการหร่วน ต้องขออภัยที่ฉันไม่อาจเปิดเผยเนื้อหาและข้อมูลของปฏิบัติการ M1N1 ได้”

ประธานผู้พิพากษาขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม กล่าวต่อไปว่า “ถ้างั้นคุณช่วยชี้แจงถึงการกระทำของตัวเอง ที่ออกคำสั่งให้ลูกน้องระเบิดตึกบัญชาการใหญ่ ส่งผลให้ตัวประกันหลายชาติรวมยี่สิบสามคนถึงแก่ชีวิต”

“พวกเขาไม่ใช่ตัวประกัน”

ฉู่เฉียวเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงหนักๆ ว่า “คำสั่งของดิฉันสอดคล้องกับระเบียบทหารทุกประการ ไม่ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์แม้แต่คนเดียว ขอแค่ได้เห็นเอกสารที่ลงนามโดยผู้บัญชาการหร่วนและเบื้องบนของฉัน ฉันก็จะให้การต่อศาลทหารอย่างครบถ้วนที่สุด แต่ก่อนหน้านั้น ฉันไม่ขอรับการสอบสวนใดๆ ทั้งสิ้น”

การพิจารณาคดีเข้าสู่ภาวะชะงักงัน หลังจากนำตัวฉู่เฉียวออกไป ผู้พิพากษาและคนอื่นๆ ทั้งหมดก็ทยอยออกจากห้องโถงใหญ่ อุปกรณ์สังเกตการณ์ที่ซ่อนมิดชิดได้บันทึกภาพทั้งหมดไว้ แต่...ใต้เก้าอี้ยาวในมุมหนึ่งซึ่งเป็นที่นั่งของนายทหารระดับสูงเมื่อครู่นี้ อุปกรณ์ขนาดเล็กจิ๋วชิ้นหนึ่งกำลังส่องแสงแดงวาบ เต้นระริกอย่างเงียบเชียบ

 

เวลา...เหลืออีกไม่มากแล้ว

ฉู่เฉียวนั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเตียงเหล็ก ผนังสี่ด้านของห้องขังเป็นกระจกเสริมใยเหล็กคุณภาพสูง ข้างนอกสามารถมองเห็นสภาพภายในทุกอย่าง แต่คนข้างในกลับไม่เห็นความเคลื่อนไหวของด้านนอกแม้แต่น้อย ปราศจากความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง

และระดับความแข็งแกร่งของกระจกในห้องนี้ ต่อให้เอาปืนอาก้ากระหน่ำยิงติดต่อกันหนึ่งวันเต็ม ก็ทำได้แค่เจาะเป็นรูกลมขนาดเล็กจิ๋วรูหนึ่งเท่านั้น คิดจะหนีออกไปด้วยการทลายกระจก คงต้องขอความช่วยเหลือจากระเบิดปรมาณู

แม้จะมองไม่เห็นและไม่ได้ยิน แต่ในฐานะที่เป็นนายทหารระดับสูงของหน่วยข่าวกรองลับสุดยอดแห่งราชอาณาจักร ทำให้เธอแจ่มแจ้งสภาพพื้นที่ด้านนอกเป็นอย่างดี มือแตะชีพจร นับเวลาในใจ เธอรู้ว่าใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว

เสียงคลิกดังขึ้นตามคาด ส่วนล่างของกระจกเปิดออกเป็นช่องเล็ก มือข้างหนึ่งยกจานผ่านช่องนั้นเข้ามาวางลงช้าๆ

ฉู่เฉียวนั่งอยู่บนเตียง ก้มหน้านิ่ง ดูเหมือนไม่ไหวติง แต่เศษหินก้อนหนึ่งจู่ๆ กลับดีดกระเด็นออกไป กระแทกใส่ตัวล็อกนาฬิกาข้อมือของทหารที่นำข้าวมาส่งอย่างแม่นยำและปราศจากสุ้มเสียง ได้ยินเสียงวืด นาฬิกาข้อมือร่วงลงพื้นห้อง

ทหารที่ด้านนอกตกใจสะดุ้ง ยื่นแขนเข้ามาควานหา แต่ก็เอื้อมไม่ถึง ฉู่เฉียวได้ยินเสียงก็หันมองตามสัญชาตญาณ คิ้วขมวดด้วยความสงสัย เธอรู้ดี นอกจากคนนี้ ข้างนอกยังมียืนอยู่อีกคน กำลังจ้องจับอากัปกิริยาของเธอ

ตามกฎแล้ว ขณะที่ส่งอาหาร ห้ามไม่ให้นักโทษเข้าใกล้ประตูห้องเด็ดขาด แต่เวลานี้ ฉู่เฉียวกลับยกมือชี้มาที่ตัวเอง ทหารที่ด้านนอกเห็นอย่างชัดเจน เขายื่นมือออกไปควานอีกครั้ง แต่ก็ยังเอื้อมไม่ถึงนาฬิกาอยู่ดี จึงกำมือทุบลงไปบนพื้นสองที หมายถึงตกลง

ฉู่เฉียวกระโดดลงจากเตียง เก็บนาฬิกาข้อมือบนพื้นส่งให้ถึงมือทหารคนนั้น พลางยิ้มกับกระจกเสริมใยเหล็กที่มองไม่เห็นด้านนอกคราหนึ่ง แล้วยกชามข้าวขึ้นมาถอยกลับไปที่เตียง

ภายนอก กลับสู่ความสงบอย่างรวดเร็ว

ทุกอย่างเหมือนปกติ ไม่มีอะไรผิดแผก

ฉู่เฉียวกินข้าวเสร็จก็เดินไปที่ห้องน้ำด้านข้าง ดึงประตูเปิดออก

รัฐบาลนับว่ายังพอมีมนุษยธรรม ห้องน้ำตกแต่งได้มิดชิดพอสมควร ตั้งแต่หัวไหล่ลงมา เป็นบานประตูพลาสติกทึบแสงทั้งหมด ฉู่เฉียวนั่งบนโถ ก้มหน้าลงมานิดๆ เธอรู้ดี ข้างนอกมีคนเฝ้ามองเธออยู่ และเวลาเข้าห้องน้ำของเธอจะเกินยี่สิบนาทีไม่ได้เด็ดขาด

ในห้องน้ำที่คนนอกไม่มีทางมองเห็น เธอยื่นฝ่ามือขาวผ่องออกมาเบาๆ บนนิ้วมือที่สัมผัสกับนิ้วมือของทหารคนนั้น ปรากฏแผ่นฟิล์มโปร่งแสงที่บางเฉียบชิ้นหนึ่ง ด้านบนมีรอยนิ้วมือที่เธอได้มาจากความเผอเรอของอีกฝ่าย ฉู่เฉียวรู้ว่ามีเวลาไม่มาก เธอต้องลงมือแล้ว

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1