สวัสดีครับ ผมหัวหน้าแผนกโฆษณา ฝ่ายส่งเสริมการขาย ชิมะ โคซาคุ หลังจากพูดคุยถึงเรื่องระบบการบริหารงานสไตล์ญี่ปุ่นกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการประเมินผลงานตามแบบฉบับนิปปอนกันต่อเลยนะครับ  สำหรับมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่น ความทุ่มเทและจงรักภักดีต่อองค์กร ต้องได้รับผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลครับ ผมไม่แน่ใจว่าจุดนี้ประเทศไทยเป็นอย่างไร แต่เท่าที่มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่ทำงานในประเทศไทย ด้วยนิสัยของคนไทยที่ค่อนข้างยืดหยุ่นรอมชอมอยู่แล้ว ซึ่งนิสัยนี้ถูกถ่ายทอดมายังวิธีการทำงานด้วย หากมีการประเมินผลงานของมนุษย์เงินเดือนคนไทย ความสนิทสนมจะถูกนำมาเป็นตัวแปรในการประเมินด้วย จนเผลอหลงลืมกฎเกณฑ์การประเมินที่บริษัทกำหนด ด้วยอาจเคยช่วยเหลือดูแลกันมา มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ ทำให้เกิดความเกรงอกเกรงใจ ไม่อยากประเมินให้แย่จนเกินไปนัก เพราะผลของการประเมินจะส่งผลต่อเงินเดือน และความก้าวหน้าของหน้าที่การงานในอนาคต ต่างกับมนุษย์เงินเดือนแดนปลาดิบอย่างพวกผม ผู้บริหารประเมินพนักงานจากผลงานและความตั้งใจอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างกรณีของผม มีคำสั่งให้ผมย้ายไปประจำที่สาขานิวยอร์กกะทันหัน ถ้าเป็นบางคนอาจลังเลเพราะเป็นห่วงครอบครัว และต้องใช้เวลาปรึกษาหารือสักพักก่อนจะได้ผลสรุป แต่สำหรับผม แม้จะรักครอบครัว ทว่าก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผมจะต้องปฏิเสธการแสวงหาความก้าวหน้าในอาชีพแต่อย่างใด และในฐานะมนุษย์เงินเดือนที่เป็นพนักงานของ ฮัตสึชิบะ อิเล็กทริค ผมคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ตอกย้ำความเชื่อด้วยการสนทนาระหว่างประธานกรรมการอาวุโส อุซามิ กับหัวหน้าฝ่าย ฟุคุดะ ที่ประเมินเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องการย้ายงานของพนักงานออกเป็น 3 ระดับ คือ A คนที่ยอมทำตามคำสั่งทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข B คนที่ยอมทำตามแต่มีเงื่อนไข C คนที่ปฏิเสธจะย้ายงาน แน่นอนครับว่า ผมอยู่ในกลุ่ม A หากการประเมินส่งผลต่อทั้ง “ผลตอบแทน” และ “ความก้าวหน้า” เชื่อแน่ว่ามันต้องคุ้มค่ากับสิ่งที่ผมยอมเสียสละและทุ่มเทอย่างแน่นอนครับ แล้วพบกันใหม่นะครับ โอะฮาโย โกะไซมัส สวัสดีครับ....