ภาคที่หนึ่ง ชีจิ๋วระอุ

ย้อนเวลาสู่สามก๊ก

 

อาทิตย์กำลังจะลาลับฟ้า

แสงสายัณห์ตะวันรอนสาดลอดผ่านช่องหน้าต่างของห้องขังเข้ามา เพิ่มความหดหู่อีกหลายส่วน

ลมที่โชยพัดมาจากทะเลตะวันออกกอบเอากลิ่นคาวของน้ำทะเลเข้ามา โชยพัดกลิ่นอับชื้นในห้องขังจางหายไป ทั้งไม่ทราบว่าหยั่งรากได้อย่างไร บนช่องหน้ามีต้นหญ้าแตกหน่ออ่อน หอบเอาชีวิตอันสดใสเข้ามาในห้องขัง

เล่าฉ่วง* ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ สำรวจมองห้องขังหลังนี้อีกเที่ยวหนึ่ง

* เล่าเป็นแซ่ ฉ่วงแปลว่าบุกทะลวงฝ่า

มีพื้นที่สิบกว่าตารางเมตร ที่ซอกมุมสุมหญ้าแห้ง เป็นเตียงนอนที่เรียบง่ายเตียงหนึ่ง

ที่ข้างเอวล่ามโว่หยาบเท่าแขนเด็ก ปลายหนึ่งยึดติดกับผนัง สองมือสองเท้าก็ล่ามโซ่ตรวน ขอเพียงขยับตัวเบาๆ จะบังเกิดเสียงดังขึ้น เล่าฉ่วงถูกล่ามอยู่ในห้องขัง พื้นที่เคลื่อนไหวเพียงสิบกว่าก้าว มาตรว่าเป็นเช่นนั้น เขาไม่ได้ใส่ใจเท่าใด หากจมอยู่ในเหตุการณ์อันประหลาดลี้ลับติดต่อกัน

......

เล่าฉ่วง อายุยี่สิบหก

ข้าราชการอำเภอในมณฑลเหอหนาน เป็นเจ้าหน้าที่เล็กๆ สังกัดสำนักว่าการแห่งหนึ่ง

เงินเดือนพันกว่าเหรียญ บวกกับเงินอุดหนุนปลีกย่อยเล็กน้อย รวมแล้วสองพันกว่าเหรียญ ถือว่าเลี้ยงชีพได้ ทั้งอยู่บ้านสวัสดิการของรัฐ ทำงานเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็น อ่านหนังสือพิมพ์จิบน้ำชา พูดคุยกับเพื่อนฝูงผ่านไปวันๆ ตั้งใจว่าอีกหลายปีจะแต่งงานมีครอบครัว ให้กำเนิดบุตรธิดา มีชีวิตอย่างเอ้อระเหยลอยชาย ผู้ใดจะคาดภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเล่าฉ่วง สุดท้ายเดินสู่เส้นทางอันโชกเลือดที่ไม่มีวันหวนคืนสายหนึ่ง

นั่นเป็นช่วงบ่ายที่แสงแดดแผดจ้า เล่าฉ่วงได้รับโทรศัพท์ว่า เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว ทั้งมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาฆ่าตัวตาย

ข่าวร้ายนี้ทำให้เล่าฉ่วงตั้งตัวไม่ทัน รีบยื่นใบลาต่อต้นสังกัด เดินทางไปยังบ้านของเพื่อนสนิทที่อยู่ห่างไปหลายร้อยลี้

หมอชันสูตรศพลงความเห็นว่าเพื่อนรักฆ่าตัวตาย

แต่ว่าเล่าฉ่วงไม่เชื่อ เพื่อนรักที่มองโลกในแง่ดีจะฆ่าตัวตายได้อย่างไร?

บิดามารดาของเพื่อนรักก็ไม่เชื่อ หลังจากเพียรพยายามสืบดู ค่อยทำความเข้าใจกับเรื่องราว

ยังคงเป็นพล็อตเดิม เพื่อนหญิงของเพื่อนรักคบกับคุณชายของเลขาธิการของพรรค ท่านเลขานุการอยู่ในอำเภอใช้มือเดียวบังฟ้า คุณชายยิ่งกำเริบเสิบสาน ต่อมาเพื่อนรักรู้ความจริง จึงไปหาผู้หญิงคนนั้น นึกไม่ถึงว่าคุณชายของท่านเลขานุการยามเมามายเดือดดาลเป็นการใหญ่ เรียกระดมกากเดนของสังคมทุบตีทำร้ายเพื่อนรักถึงแก่ความตาย นี่ความจริงเป็นโลกของผู้มีอำนาจ ไม่มีความยุติธรรมหลงเหลือ

ผู้มีอำนาจย่อมไม่ปล่อยให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนถูกลงโทษ จึงใช้อำนาจที่มีอยู่ทำคดีว่าฆ่าตัวตาย...

เล่าฉ่วงอยู่ในแวดวงราชการ ย่อมรู้ความตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี

เขาคิดทวงถามความยุติธรรมให้กับเพื่อนรัก แต่ก็รู้ดีว่ายากลำบากแค่ไหน

แต่แล้วเกิดเรื่องอีกประการหนึ่ง บิดามารดาของเพื่อนรักไม่ยอมให้ลูกชายต้องตายเปล่า จึงเรียกร้องขอความเป็นธรรม

คุณชายเพลย์บอยโกรธแค้นขึ้นมา สั่งคนวางเพลิงเผาบ้านของบิดามารดาเพื่อนนัก คลอกบิดามารดาของเพื่อนรักอยู่ในกองเพลิง

เล่าฉ่วงเดือดดาลแล้ว

เพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวถูกฆ่า ครอบครัวทั้งสามชีวิตล้วนเสียชีวิต แต่ไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรม เล่าฉ่วงจะไม่เดือดดาลได้อย่างไร เมื่อไม่มีใครคืนความยุติธรรมให้กับเพื่อนรัก เขาจะแก้แค้นให้กับครอบครัวของเพื่อนรักเอง

ดีที่เขายังไม่แต่งงาน บิดามารดาก็ด่วนลาโลก ไม่มีห่วงผูกพันอันใด

เล่าฉ่วงเปลือกนอกแสร้งเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินทางกลับไปทำงานที่อำเภอ ใช้ชีวิตตามปรกติ พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำการสำรวจ สืบเสาะ ค้นหาช่องทาง หนึ่งปีต่อมา ค่ำคืนที่เดือนมืดลมแรง เล่าฉ่วงลอบเข้าบ้านของท่านเลขานุการใช้มีดสั้นที่คมกล้า จ้วงแทงสังหารครอบครัวของท่านเลขานุการรวมหกชีวิต ต่อจากนั้นจุดไฟเผาบ้าน

วันต่อมาเล่าฉ่วงฉวยโอกาสที่ทั้งอำเภอปั่นป่วนวุ่นวาย ย่องเข้าบ้านของอดีตเพื่อนหญิงของเพื่อนรัก ซึ่งกลายเป็นชู้รักของคุณชายเพลย์บอย ฆ่ายกครัวรวมสี่ชีวิต...

เหตุฆาตกรรมรวมสิบชีวิต เพลิงไหม้ติดต่อกันสองครั้ง สะท้านสะเทือนทั้งมณฑลเหอหนาน

เล่าฉ่วงหลังจากล้างแค้นสมใจ ไม่ได้หลบหนีแต่อย่างไร เพียงเซ่นไหว้ครอบครัวเพื่อนรัก จากนั้นเดินทางไปมอบตัวสู้คดี

คดีครึกโครมเช่นนี้ ผลสุดท้ายเป็นที่คาดคิดได้

ศาลตัดสินประหารชีวิต ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เล่าฉ่วงก็ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่เขาตัดสินใจล้างแค้นให้กับเพื่อนรัก ก็คาดเดาผลสุดท้ายเช่นนี้ได้แต่แรก

หลังจากผ่านชีวิตช่วงสุดท้ายในเรือนจำสามสิบวัน เล่าฉ่วงเผชิญกับเสียงปืนหนึ่งนัด

......

ความจริงเข้าใจว่าชีวิตยุติในลักษณะนี้ นึกไม่ถึงว่าพอลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องโกโรโกโสหลังหนึ่ง เล่าฉ่วงไม่ทันทำความเข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใด ผู้คนกลุ่มหนึ่งก็กรูเข้ามาจากข้างนอกจับตัวเขากดกับพื้น มัดพันธนาการส่งตัวเข้าคุก

ตอนนั้นเล่าฉ่วงตกตะลึงงัน

เนื่องเพราะผู้ที่จับตัวเขาล้วนแต่งกายชุดโบราณ ฟาดหวดสิ้นสติไป พอตื่นขึ้นมาพบว่าอยู่ในห้องขังหลังนี้

ผ่านไปสามวัน เล่าฉ่วงค่อยทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ที่นี้เป็นอำเภอคูก๋วน อยู่ติดชายฝั่งทะเลขึ้นตรงต่อไฮกุ๋น

เล่าฉ่วงย้อนเวลากลับมาแล้ว...

เรื่องราวที่เหลวไหลเหลือเชื่อนี้ เพียงเกิดขึ้นในนวนิยายกับละครโทรทัศน์ กลับบังเกิดแก่ตัวเขา

ที่ประจวบเหมาะคือ บุคคลที่เขาสิงร่างอยู่ก็เรียกว่าเล่าฉ่วง อีกทั้งบิดามารดาล้วนลาโลกเช่นเดียวกับเขาเมื่อชาติปางก่อน หนึ่งเดียวที่แตกต่างคือ เล่าฉ่วงผู้นี้ยังมีท่านอาท่านหนึ่ง เป็นพ่อบ้านอยู่ในตระกูลบิอำเภอคูก๋วน ที่เล่าฉ่วงถูกจับกุมตัวเพราะว่าเขาสมคบคิดกับโจรผู้ร้ายพื้นที่หวกจิ๋ว ฆ่าหญิงรับใช้ชื่อแง้ยี้ ทั้งค้นพบมีดสั้นที่ใช้ฆ่าคนกับเสื้อผ้าเปื้อนเลือดที่บ้านของเขา

เนื่องจากฆ่าคนจึงถูกตัดสินประหารชีวิต หลังจากย้อนเวลาถือกำเนิดใหม่ยังคงติดคุกเพราะว่าฆ่าคน

หลังจากที่เล่าฉ่วงทำความเข้าใจกับต้นสายปลายเหตุ อดไม่ได้ที่หัวร่อออกมา

ฆ่าหญิงรับใช้คนหนึ่ง ยังต้องสบคบคิดกับโจรสลัดหรือ?

ควรทราบว่าบุคคลที่เขาสิงร่างอยู่หาใช่นักศึกษาที่ไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก้ไม่ หากเป็นชายฉกรรจ์สูงใหญ่ผู้หนึ่ง

ส่วนสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตร ช่วงเอวหยาบใหญ่ขนาดคนโอบ

เล่าฉ่วงชอบกีฬาบาสเกตบอล เมื่อเห็นผู้เล่นรูปร่างสูงใหญ่ในสนามบาส ในใจนึกอิจฉาเลื่อมใส แต่ว่าเขาสูงแค่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซ็นติเมตร น้ำหนักตัวแค่หนึ่งร้อยสิบชั่ง* ยังอยู่ห่างไกลจากความสมบูรณ์แข็งแรง ยามนี้พอเห็นรูปร่างเช่นนี้ กลับสร้างความตื่นตระหนกแก่เขา คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคโบราณมีรูปร่างเช่นนี้ ออกจะเหลือเชื่ออยู่บ้าง

* หนึ่งชั่งเท่ากับครึ่งกิโลกรัม

พละกำลังเช่นนี้คิดฆ่าหญิงรับใช้คนหนึ่ง เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง

โซ่ตรวนหนักร่วมห้าสิบชั่งคล้องอยู่บนร่าง ไม่รู้สึกกินแรงแต่อย่างไร แสดงว่าเจ้าของร่างแข็งแรงเพียงไหน

อีกประการ ผู้ใดหลังจากฆ่าคน จะซ่อนอาวุธร้ายกับเสื้อเปื้อนเลือดอยู่ในบ้าน?

หากเปลี่ยนเป็นเล่าฉ่วง ต้องไม่กระทำเรื่องปัญญาอ่อนเช่นนี้ อย่าว่าแต่อาศัยความทรงจำเศษเล็กเศษน้อยที่ทิ้งอยู่ในร่างนี้ เล่าฉ่วงลงความเห็นว่านี่มิใช่ตัวโง่งม ดูเหมือนเขาเคยฝึกวิชาการต่อสู้ ทั้งมีกำลังวังชามหาศาล

หากเป็นเช่นนี้ แสดงว่าเรื่องการฆ่าคนน่าประหลาดอยู่บ้าง

เล่าฉ่วงใช้เวลาสามวันนี้ ย่อยสลายความทรงจำเศษเล็กเศษน้อยที่ค้างอยู่ในร่างนี้ ทั้งปรับตัวเข้ากับร่างกายนี้ทีละน้อย

แต่ว่าความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ไม่ได้บอกต่อเขาว่านี่เป็นยุคสมัยไหน ตองไฮกุ๋น อำเภอคูก๋วน...เล่าฉ่วงวินิจฉัยว่าเขาสมควรอยู่ในยุคสมัยก่อนราชวงศ์เหนือใต้ และดูจากเสื้อกันหนาวแขนสั้นที่เขาสวมใส่อยู่ คล้ายอยู่ในยุคก่อนราชวงศ์ตั้งจิ้น

ส่วนความทรงจำของเจ้าของร่างกายนี้ นอกจากฝึกวิชาการต่อสู้แล้ว ยังมีประสบการณ์ในการคบหากับหญิงสาวนางหนึ่ง

ความฝันอันสูงสุดของเจ้าของร่างนี้คือ สามารถตบแต่ง “คุณหนู” เป็นภรรยา แต่ “คุณหนู” นางนี้มีศักดิ์ฐานะสูงส่ง ดังนั้นเจ้าของร่างนี้หวังว่าสามารถฝึกวิชาการต่อสู้ บากบั้นสร้างกิจการ หลังจากนั้นจึงสามารถครองคู่กับ “คุณหนู” นางนี้

เล่าฉ่วงไม่ได้ใส่ใจกับโลกแห่งความรักของเจ้าของร่างนี้ หากแต่มุ่งความสนใจไปที่วิชาโน้มนำที่ขนานนามว่างูมังกรเก้าแปลง วิชาโน้มนำเป็นวิธีฝึกพลังปราณของผู้ฝึกพลังลมปราณสมัยราชวงศ์ฮั่น จนสำเร็จเป็นเซียน ว่ากันว่าเมื่อฝึกถึงขั้นสูงสุดสามารถเรียกลมเรียกฝน ผลักภูเขาถมทะเล แต่เล่าฉ่วงรู้ดีว่านั่นเพียงเป็นคำเล่าลือ เพียงแต่วิชาโน้มนำนี้สามารถเสริมสุขภาพร่างกาย ทั้งอาจช่วยให้มีอายุวัฒนะ

บุรุษทุกรูปนามล้วนมีความฝันบู๊ลิ้มอยู่ในใจ

ชาติปางก่อนของเล่าฉ่วงไม่มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ นึกไม่ถึงว่าหลังจากย้อนเวลาถือกำเนิดใหม่ จะมีโอกาสเช่นนี้ เจ้าของร่างนี้คล้ายฝึกวิชาการต่อสู้ตั้งแต่เล็ก ทั้งมีความสำเร็จอยู่บ้าง หลายวันนี้เขาถือโอกาสที่จัดการกับสิ่งเหล่านี้ ใคร่ครวญดูว่าหากเผชิญวิกฤติการณ์จะทำอย่างไร กลับพบว่าเจ้าของร่างนี้มีสมองที่ทื่อด้าน มาตรว่ามีกำลังวังชา แต่ขวัญอ่อนอย่างยิ่ง ทั้งมีจิตใจดีงาม เล่าฉ่วงไม่เชื่อว่าบุคคลเช่นนี้จะลงมือฆ่าคน

เป็นผู้ใดให้ร้ายเขา? เหตุใดจึงให้ร้ายเขา?

เล่าฉ่วงเอนร่างพิงกับผนังดินที่เย็นเฉียบ จมอยู่ในห้วงความคิด...

เวลานั้นที่นอกห้องขังบังเกิดเสียงฝีเท้าดังมา เล่าฉ่วงเงยหน้าขึ้น เห็นชายชราสวมเสื้อกันหนาวแขนสั้นสีเทาผู้หนึ่งเดินตามเส้นทางหยุดลงที่หน้าประตูห้องขัง ชายชราผู้นี้ผมเผ้าหนวดเคราขาวดอกเลา มือถือกล่องอาหารใบหนึ่ง

“เบ้งหงัง สบายดีหรือไม่?”

เบ้งหงังเป็นชื่อรองของเจ้าของร่างกายนี้ แต่ในเวลาอันสั้นเล่าฉ่วงยังไม่สามารถปรับตัวได้

“แม่นางน้อยทราบว่าท่านถูกปรักปรำ ประจวบกับนายผู้เฒ่ารองกลับจากเมืองแห้ฝือ จึงปลีกตัวมาไม่ได้ ไม่สามารถมาเยี่ยมเยียน แม่นางน้อยให้เรามาบอกต่อท่านว่า นางจะหาทางล้างมลทินให้กับท่าน อีกไม่กี่วันท่านเพียงกลับมา จะไม่มีใครสร้างความเดือดร้อนแก่ท่านอีก...แม่นางน้อยกลัวว่าท่านรับความลำบากในคุก จึงให้เรานำสุราอาหารมาให้ท่านรับประทาน”

ชายชรากล่าวเสียงอ่อนโยน สร้างความอบอุ่นใจแก่ผู้คน

แม่นางน้อย?

ตอนแรกเล่าฉ่วงงุนงง ต่อมาค่อยเข้าใจ อันว่าแม่นางน้อยคงเป็น “คุณหนู” นางนั้น ยุคสมัยนี้คำ “คุณหนู” เป็นคำเรียกสตรีสูงศักดิ์ที่ยังไม่แต่งงาน มีแต่คนใกล้ชิดจึงเรียกได้ ส่วนบรรดาบ่าวไพร่ และผู้ที่มีตำแหน่งต่ำกว่าจะใช้คำว่าแม่นางน้อย

สตรีหลังแต่งงานเรียกแม่นางใหญ่ สตรีที่ยังไม่แต่งงานเรียกแม่นางน้อย กลับแบ่งแยกอย่างชัดเจน

นึกไม่ถึงว่าเจ้าของร่างนี้มีชะตาวาสนากับสตรีเพศ

ดูท่า “คุณหนู” นางนี้มีตำแหน่งไม่ต่ำทราม มิฉะนั้นคงไม่สามารถใช้คนเข้านอกออกในห้องขังนี้

เล่าฉ่วงกล่าวว่า “ขอให้ฝากขอบคุณแม่นางน้อยด้วย”

ชายชรายิ้มเล็กน้อย บอกใบ้ให้ผู้ดูแลห้องขังเปิดประตูห้องขังออก หิ้วกล่องอาหารเข้ามาในห้องขัง พอเหยียบย่างเข้ามา ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายไม่พอใจต่อสภาพแวดล้อมของที่นี้ จึงวางกล่องอาหารลง กล่าวเสียงอ่อนโยนลง “เบ้งหงัง ใช่มีข้อเรียกร้องใดหรือไม่ เราจะกลับไปรายงานแม่นางน้อย ย่อมมีคนช่วยดูแลให้เอง”

ดูแลหรือ? สามารถดูแลถึงขั้นใด?

เล่าฉ่วงคิดอ่านในใจ เรามีความฝันมากมาย พวกท่านไม่สามารถตอบสนองได้ มาตรว่าเป็นเช่นนั้น ยังประสานมือต่อชายชรา กล่าวว่า “ขอบคุณท่านผู้เฒ่า ที่นี้ยังดีอยู่ ขอแม่นางน้อยไม่ต้องเป็นห่วง”

เขาตอบตามรูปแบบถ้อยคำยุคสมัยนั้น เพียงแต่ตอนยกมือขึ้น โซ่ตรวนบนร่างกระทบกันดังเกรียวกราว แสดงว่าไม่สอดรับอยู่บ้าง ชายชราก็ไม่ต้องการรั้งอยู่นาน จึงพูดจาปลอบโยนอยู่หลายคำ จากนั้นหมุนตัวเดินออกจากห้องขัง

“ขอถามเวลานี้เป็นวันเดือนปีใด?”

เล่าฉ่วงเห็นชายชราคิดจากไป จึงอดสอบถามมิได้

ห้องแห่งนี้ไม่ได้คุมขังนักโทษเท่าใด ผู้ดูแลคุกย่อมไม่สนทนากับเขา สองวันนี้สร้างความอัดอั้นตันใจแก่เล่าฉ่วง

ชายชราหันมามองดูเล่าฉ่วง เล่าฉ่วงรีบกล่าวว่า “ถูกคนใช้กระบองฟาดหวด ดังนั้นสมองเลอะเลือนอยู่บ้าง”

ชายชรามีสีหน้าโกรธแค้นกล่าวว่า “คนเลวชาติเหล่านั้นไหนเลยลงมือต่อท่านด้วยอำมหิต...ตอนนี้เป็นปีที่หนึ่งในศักราชเกี๋ยนอัน วันขึ้นสองค่ำเดือนอ้าย”

ปีที่หนึ่งในศักราชเกี๋ยนอัน ปีศักราชที่คุ้นชินนัก

เมื่อชาติปางก่อนของเล่าฉ่วงเป็นเจ้าหน้าที่กองเอกสารประวัติศาสตร์ ทุกวันสัมผัสกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ถึงแม้ไม่นับเป็นผู้เชี่ยวชาญอันใด แต่ก็คุ้นชินกับปีศักราชเกี๋ยนอันนี้ ก่อนที่จะเกิดเรื่องกับเพื่อนรัก เขาเตรียมเขียนบทความว่าด้วยท่วงทำนองในศักราชเกี๋ยนอัน เพราะเหตุนี้ทำการตรวจค้นข้อมูลมาก่อน จึงคุ้นเคยกับคำเกี๋ยนอันเป็นอย่างดี

นี่เป็นช่วงปลายราชวงศ์ตั้งฮั่น ก่อนจะเริ่มยุคสามก๊ก

ผู้คนนิยมนับยุคสามก๊กตั้งแต่เกิดโจรโพกผ้าเหลือง หรือตั้งโต๊ะตั้งตนเป็นใหญ่ แต่ในความเป็นจริง หากแบ่งแยกตามประวัติศาสตร์ ยุคสามก๊กสมควรเริ่มในปีค.ศ. 220 ซึ่งโจโฉล้มป่วยเสียชีวิต โจผีสถาปนาราชวงศ์วุย ส่วนช่วงเวลาก่อนหน้านี้สมควรเรียกเป็นตั้งฮั่น แต่หนังสือวรรณกรรมสามก๊ก* ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดความสับสน

* หมายถึงเรื่องซานกว๋อเหยียนอี้

เล่าฉ่วงย่อมไม่เกิดความสับสน เพียงแต่เขาคาดฝันไม่ถึงว่าตนเองย้อนเวลามาอยู่ในยุคปลายของราชวงศ์ตั้งฮั่น ซึ่งเป็นช่วงกลียุควุ่นวาย

ตองไฮกุ๋น อำเภอคูก๋วน ตระกูลบิ...

เขาดูเหมือนจับเค้ามูลอันใดได้ แต่ยังไม่ชัดเจนแจ่มใส

เล่าฉ่วงนั่งเหม่อลอย ถึงกับลืมกล่าวขอบคุณชายชรา ชายชรานั้นก็ไม่ใส่ใจ หลังจากตอบคำถามของเล่าฉ่วง ก็ผละจากไป

หลังจากที่ประตูใหญ่ของคุกคุมขังลั่นกุญแจลง ภายในที่คุมขังก็กลับคืนสู่ความสงบ

ที่นอกหน้าต่างปรากฏจันทร์กระจ่างลอยขึ้น แสงสีเงินยวงสาดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาในห้องขัง เสมือนหนึ่งปูลาดน้ำค้างแข็งอยู่ชั้นหนึ่ง

เล่าฉ่วงค่อยผุดลุกขึ้นมองผ่านช่องหน้าต่างออกไป

ตอนนี้ตัวเรามาถึงยุคปลายราชวงศ์ตั้งฮั่น

ตองไฮกุ๋น อำเภอคูก๋วน มิใช่อยู่ในแคว้นชีจิ๋วหรอกหรือ?

ใช่แล้ว ตอนนี้แคว้นชีจิ๋วสมควรตกเป็นของเล่าปี่ ในความทรงจำของเขา เล่าปี่สมควรครอบครองแคว้นชีจิ๋วสืบต่อจากโตเกี๋ยม

ตัวเราไม่มีความสามารถส่วนอื่น แต่ยังคุ้นเคยกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี

หากว่าตอนนี้เราเข้าร่วมกับเล่าปี่ ถึงแม้ว่าสู้กวนอูเตียวหุยไม่ได้...ไม่ถูกต้อง ตอนนี้ดูเหมือนจูล่งยังไม่ได้เข้าร่วมกับเล่าปี่ อาศัยกำลังวังชาที่มีอยู่ สมควรอยู่ใต้ร่มธงเล่าปี่ได้ ตัวเราไม่แย่งชิงความดีความชอบกับกวนอูเตียวหุย ภายภาคหน้าเล่าปี่กับซุนเชียนและกันหยง หากทว่าภายภาคหน้าเล่าปี่ได้ครองดินแดนตะวันตก ตัวเราถือเป็นขุนนนางคุณูปการ เสพสุขวาสนาไม่สิ้น

อาจบางทีได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมสามก๊ก เล่าฉ่วงจึงเกิดความรู้สึกที่ดีต่อเล่าปี่

หลังจากทำความเข้าใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ความคิดประการแรกคือกอดขาของเล่าปี่...

มีสุภาษิตบทหนึ่งว่า เพิ่มดิ้นเงินดิ้นทองบนแพรพรรณง่ายดาย ส่งฟืนไฟกลางหิมะยากเย็นเข็ญใจ ด้วยพละกำลังของตนเอง เดินทางไปเข้าร่วมกับเล่าปี่ที่ขาดแคลนไพร่พลขุนศึก คงไม่ถูกปฏิเสธ

เป็นอันว่าตกลงตามนี้

เล่าฉ่วงถอนหายใจโล่งอก ทรุดกายนั่งลง ยกกล่องอาหารมาวางลงที่เบื้องหน้า

สามวันนี้มาตรว่าเขาแสร้งเป็นสงบเยือกเย็น แต่ในใจยังนึกหวาดผวา...สิ่งที่ผู้คนหวาดกลัวที่สุดคือมายังโลกที่แปลกถิ่น ตอนนี้เมื่อทำความเข้าใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ทั้งถือว่ามิใช่สถานที่อันแปลกถิ่นสำหรับเล่าฉ่วง เขาค่อยคลายใจลง คาดว่าสมควรผ่านห้วงวิกฤติไปได้ แม่นางน้อยเมื่อคิดยื่นมือช่วยเหลือ จากปากคำของชายชรา ท่านอาของตนเองคล้ายมีตำแหน่งหน้าที่ไม่น้อย จึงไม่ต้องเป็นห่วงไป แน่นอน ที่แท้เป็นผู้ใดคิดร้ายต่อตนเอง ยังต้องสืบสาวราวเรื่องดู

เมื่อเปิดกล่องอาหารออก ข้างในมีเนื้อวัวกระทะหนึ่ง ปลาถาดหนึ่ง และขนมเปียะข้าวสาลี่กองหนึ่ง

เล่าฉ่วงถือตะเกียบ ขณะจะรับประทาน ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจเกิดความรังเกียจอย่างบอกไม่ถูกประการหนึ่ง

เล่าฉ่วงกวาดตาผ่านอาหารในกล่องอาหาร สุดท้ายสายตาหยุดนิ่งบนปลาถาดนั้น มาตรว่าเล่าฉ่วงควบคุมร่างกายนี้ไว้ได้แล้ว แต่โดยสัญชาตญาณของร่างนี้ คล้ายเกิดความรู้สึกขยักขย่อนต่อปลาถาดนั้น ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมไม่ชมชอบรับประทานปลา

เล่าฉ่วงยกมือเกาศีรษะ เตรียมหันเหเป้าหมายไปที่เนื้อวัว แต่แล้วฉุกใจคิด หยุดตะเกียบเอาไว้

สุราอาหารนี้เป็น “คุณหนู” ใช้คนส่งมา

ดูจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขากับ “คุณหนู” สนิทสนมคุ้นเคยเป็นอย่างดี อย่างนั้น “คุณหนู” สมควรล่วงรู้ความรักชอบด้านอาหารการกินของเล่าฉ่วง เล่าฉ่วงไม่ชมชอบรับประทานปลา เหตุใด “คุณหนู” จึงส่งปลาถาดนี้มา?

นอกจากสุราอาหารนี้มิใช่ “คุณหนู” จัดหามา

หากว่ามิใช่ “คุณหนู” จัดหามา อย่างนั้นเป็นผู้ใดส่งมา?

เล่าฉ่วงหนาวสั่นสะท้านขึ้นมา วางตะเกียบในมือลงอย่างลืมตัว

ในยามนั้นเอง ที่ข้างหูบังเกิดสุ้มเสียงแผ่วทุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “เด็กน้อย เหตุใดจึงจับพิรุธออก?”

“ผู้ใด?”

เล่าฉ่วงหันขวับไปยังต้นเสียง

ในที่คุมขังอันมืดสลัว ด้านตรงข้ามกับห้องขังของเล่าฉ่วงเยื้องเฉียงเล็กน้อย มีห้องขังขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ชายกลางคนชุดสีดำผู้หนึ่งนั่งพิงซี่กรงเหล็กที่หยาบเท่าปากชาม กำลังสำรวจมองดูเล่าฉ่วง ใบหน้าที่สกปรกมอมแมมแยกเขี้ยวหัวร่อให้ เผยเห็นฟันขาวแวววาวทั่วทั้งปาก

“ดูท่าเด็กน้อยผู้นี้ไม่โง่เขลา สองวันนี้เห็นเจ้านั่งจับเจ่าไม่พูดไม่จา ยังเข้าใจว่าเป็นตัวโง่งมตนหนึ่ง...เฮอะเฮอะ ที่แท้ยังมีสติแจ่มใส แต่ไม่ทราบว่าท่านสามารถมีชีวิตรอดออกไปหรือไม่ ดูเหมือนว่าศัตรูของเจ้าต้องการชีวิตของเจ้าให้จงได้”

เล่าฉ่วงถลึงมองคนผู้นั้น พลันถามว่า “ท่านเป็นผู้ยิ่งใหญ่สารทิศใด?”

 

 

บทที่สอง

ลิขิตชีวิตเอง

 

คนชุดดำไม่ตอบคำถามของเล่าฉ่วง หากสำรวจดูเล่าฉ่วงด้วยความสนใจอยู่ครู่ใหญ่

“คราบสังขารที่แข็งแรง กำลังขวัญที่ไม่เลว แต่ดูจากวันที่ท่านถูกส่งตัวมา แสดงว่าท่านต้องตายแน่นอน ฟังเรากล่าวเถอะ มิสู้ปลงให้ตก ยุคสมัยนี้คนต่ำต้อยเช่นเราท่าน ไหนเลยเป็นคู่มือต่อผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น ถึงเวลาดื่มกินก็ดื่มกิน ยังดีกว่าเป็นปีศาจหิวโหยตนหนึ่ง”

เล่าฉ่วงหน้าเคร่งเครียดลง เทอาหารในกล่องลงที่มุมห้อง กล่าวว่า “ชีวิตของข้าพเจ้าไม่ขึ้นอยู่กับฟ้า หากต้องการให้ข้าพเจ้าตาย ต้องใช้ชีวิตเข้าแลก”

กล่าวจบไม่สนใจคนชุดดำนั้น ล่าถอยกลับไปนั่งพิงผนังดิน หลับตาลงพักผ่อน

จนบัดนี้เล่าฉ่วงยังไม่ทราบว่าตนเองมีสารรูปอย่างไร แต่คาดว่าคงไม่เลว หาไม่คนชุดดำคงไม่ชมเชยว่ามันมีคราบสังขารที่แข็งแรง หลังจากผ่านการตายรอบหนึ่ง ยิ่งต้องหวงแหนชีวิตกว่าเดิม

เขาถูกให้ร้ายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งถูกคนคิดอ่านวางแผนโดยไม่รู้เหตุผล

หนี้บัญชีรายนี้ต้องสะสางให้ดี แต่เงื่อนไขข้อแรกคือต้องมีชีวิตสืบไป

ทำอย่างไรจึงมีชีวิตสืบไป?

เล่าฉ่วงเห็นว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายทีสุด ทั้งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาที่ “ฆ่าคนหนึ่งมีความผิด สังหารเป็นหมื่นถือเป็นวีรบุรุษ”

คิดฆ่าเราหรือ อย่างนั้นต้องเตรียมตัวถูกเราฆ่า

คนชุดดำเห็นเล่าฉ่วงปิดปากลง ต้องงงงันวูบ จากนั้นยิ้มพลางสั่นศีรษะ ล่าถอยกลับไปในเงามืดของห้องขัง

ชีวิตของเราไม่ขึ้นอยู่กับฟ้าหรือ?

นี่ตรงกับกล่าวที่ว่า “ฟ้าสีครามสิ้นแล้ว ฟ้าเหลืองขึ้นแทนที่*” น่าเสียดายที่ชายหนุ่มนี้เกิดช้าไปสิบปี มิฉะนั้นคงสามารถสร้างกิจการสักครั้ง

* คำขวัญของโจรโพกผ้าเหลือง

** ภาชนะที่ใช้ในกองทัพ ทำจากทองเหลือง มีด้ามจับ กลางวันใช้หุงข้าว กลางคืนใช้เคาะบอกโมงยาม

นึกถึงตอนนี้ต้องฝืนยิ้มพลางสั่นศีรษะ ตัวเรายังเอาตัวไม่รอด ไยต้องวุ่นวายใจแทนคนอื่น น่าแค้นที่ซีจิ๋วนัดพบกันที่อำเภอคูก๋วน แต่แล้วผิดนัด เป็นเหตุให้ตัวเราต้องติดคุก ยังดีที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของตนเอง มิฉะนั้นคงมีอันตรายถึงแก่ชีวิต

ไม่ได้ จำต้องหาทางส่งข่าวต่อซีจิ๋ว ให้มันช่วยตนเองออกไป

คนชุดดำนั้นหลับตาลงคิดอ่าน ภายในคุกคุมขังจึงกลับคืนสู่ความเงียบงัน

วิกาลยิ่งมายิ่งดึก ที่นอกห้องขังบังเกิดเสียงเคาะเตียวโต้ว** ดังมา

ยามต้นแล้ว

บนช่องทางนอกห้องขังบังเกิดเสียงดังติดต่อกัน คล้ายมีคนเปิดประตูคุกออก ต่อจากนั้นแว่วเสียงฝีเท้าดังมา ฟังดูวุ่นวายสับสนอยู่บ้าง ยังมีเสียงซุบซิบกันเบาๆ สุ้มเสียงแผ่วเบา ทำให้ผู้คนจับใจความไม่ออก

เล่าฉ่วงนั่งพิงผนัง ดูเหมือนหลับไป เสียงฝีเท้ายิ่งมายิ่งใกล้ ร่างของเล่าฉ่วงก็ขยับตัวเบาๆ คล้ายกับไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใด แท้จริงแล้วร่างเขม็งเกร็ง เข้าสู่สภาพเตรียมพร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อ

“ที่นี้เอง”

ผู้มาหยุดเท้าที่หน้าห้องขัง ซุบซิบสนทนากันเบาๆ

“ดูเหมือนสลบไปแล้ว...เราเห็นว่านายท่านระมัดระวังเกินเหตุ เพียงเป็นคนต่ำช้าที่ขวัญอ่อนตนหนึ่ง ไยต้องให้พวกเราทั้งสี่ลงมือ?”

“มิต้องพิรี้พิไร รีบลงมือจัดการกับเจ้าผู้นี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”

สุ้มเสียงชราภาพอยู่บ้างเสียงหนึ่งดังขึ้น ต่อจากนั้นมีคนล้วงกุญแจออกมาไขเปิดประตูห้องขัง

หางตาของเล่าฉ่วงเต้นกระตุก ใจเขม็งตึงเครียดขึ้นมา พลางเปิดเปลือกตาเล็กน้อยมองออกไป เห็นบุรุษสวมเสื้อแขนสั้นสีเขียวสี่คน ถือมีดปลายแหลมเดินเข้ามา แสงจันทร์คืนนี้สุกสกาว สาดส่องโฉมหน้าคนทั้งสี่อย่างชัดเจน เล่าฉ่วงความจริงเข้าใจว่าตนเองไม่กล้า แต่พอเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม ใจกลางฝ่ามืออดปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึมออกมามิได้

มีคนส่งกำลังสี่คนมาลงมือ ดูท่าทีผู้ที่คิดร้ายต่อตนเองต้องการชีวิตของเขาให้จงได้

นึกถึงตอนนี้ เล่าฉ่วงต้องขยับตัวคราหนึ่ง โซ่ตรวนบนร่างบังเกิดเสียงดังเบาๆ สะกดให้คนทั้งสี่หยุดเท้าลง

หลังจากนั้นพบว่าเล่าฉ่วงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ทั้งยังส่งเสียงกรนเบาๆ คนทั้งสี่ค่อยผ่อนคลาย

“วางใจ ตัวยาที่ท่านอาเขียกผสมในอาหาร สามารถมอมเสือร้ายตัวหนึ่ง...อย่าได้เสียเวลาชักช้า รีบลงมือ”

สุ้มเสียงชราภาพนั้นดังขึ้น ต่อจากนั้นเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น

บุรุษผู้หนึ่งพลิกข้อมือชักมีดปลายแหลมออกมา เร่งฝีเท้าเดินเข้าหาเล่าฉ่วง ยิ่งมายิ่งใกล้เข้ามา เล่าฉ่วงถึงกับรู้สึกกลิ่นอายฆ่าฟันที่แผ่ซ่านจากร่างบุรุษผู้นั้น เห็นบุรุษนั้นเดินถึงเบื้องหน้าเงื้อมีดจ้วงแทงลงแล้ว

พริบตาดุจประกายไฟ เล่าฉ่วงเคลื่อนไหวแล้ว ร่างอันบึกบึนสูงใหญ่ดีดพุ่งออกไปดุจกระสุนปืนใหญ่ พุ่งชนใส่ร่างบุรุษนั้น

พร้อมกับความเคลื่อนไหวของเล่าฉ่วง ศอกของเขายื่นไปข้างหน้า จึงกระทุ้งใส่ตำแหน่งหัวใจของบุรุษนั้น บุรุษนั้นคล้ายถูกค้อนใหญ่ด้ามหนึ่งกระแทกใส่ ต้องอ้าปากกระอักโลหิตคำหนึ่ง ร่างปลิวลิ่วไป ร่วงฟาดลงบนกองหญ้าแห้งแน่นิ่งไป

ที่เหลืออีกสามคนก็ตะลึงลาน ไม่ทันมีปฏิกิริยาใด

แต่ว่าคนเหล่านี้ไม่เคลื่อนไหว ไม่ได้หมายความว่าเล่าฉ่วงจะหยุดมือ...หลังจากที่เขาพุ่งชนคนร้ายผู้หนึ่งจนเสียชีวิต ก็กลิ้งตัวไปตามพื้นดิน หยิบฉวยมีดปลายแหลมของผู้ตายที่ทิ้งอยู่บนพื้นขึ้น ยืดกายตวัดมือ มีดปลายแหลมก็ปักใส่ใบหน้าคนร้ายอีกคนหนึ่ง

คนร้ายนั้นแผดร้องคำหนึ่ง หงายร่างล้มงลงกับพื้น ศีรษะปักไว้ด้วยมีดปลายแหลมเล่มหนึ่ง ด้ามมีดโผล่พ้นออกมา

ทั้งหมดนี้ยามบรรยายคล้ายยืดยาว แท้จริงแล้วเป็นช่วงเวลาหายใจเข้าออกสามสี่ครั้ง คนร้ายอีกสองคนค่อยรู้สึกตัว คนร้ายที่อายุมากกว่าไม่ปริปากกล่าววาจา เสือกแทงมีดใส่เล่าฉ่วง ในยามนั้นเล่าฉ่วงเพิ่งยืดตัวตั้งตรง เห็นคนร้ายโถมเข้ามา จึงสลับเท้าปราด ไขว้มือทั้งสอง ใช้กุญแจมือบนข้อมือพันใส่มือ จากนั้นสะบัดเข้าหามีดปลายแหลม เสียงตังเมื่อมีดปลายแหลมแทงใส่กุญแจมือ จนประกายไฟแลบกระจาย

เล่าฉ่วงฉวยโอกาสที่คนร้ายนั้นตกตะลึง ขยับเท้าอีกครา ยกศอกกระทุ้งใส่ใบหน้านักฆ่าจนใบหน้านั้นยุบหายเข้าไป เบ้าตา ดั้งจมูก รวมทั้งโหนกแกเมถูกกระทุ้งแตกแหลก ลูกตายังปะทุออกมา ล้มคว่ำลงกับพื้น

เพียงชั่วพริบตา คนร้ายทั้งสี่ถูกเล่าฉ่วงฆ่าทิ้งไปสามคน คนร้ายที่เหลือเพิ่งลงมือ ก็เห็นเพื่อนพ้องทั้งสามถูกเล่าฉ่วงฆ่าตายหมดสิ้น ต้องแตกตื่นตะลึงลาน ฝีมือฆ่าคนของเล่าฉ่วงโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่ง ทั้งหมดจดชัดเจนยิ่ง นอกจากคนร้ายที่เสียชีวิตคนแรกที่ยังรักษาหน้าตาไว้ อีกสองคนถูกทำร้ายจนหน้าตายับเยิน

เมื่อสายตาของเล่าฉ่วงจ้องจับบนร่างนักฆ่าคนสุดท้าย คนผู้นั้นต้องหนาวสั่นสะท้านขึ้นมา

“ผู้ใดใช้ให้มาฆ่าข้าพเจ้า?”

เล่าฉ่วงตวาดถามหนักๆ แต่คนร้ายนั้นส่งเสียงร้องคำหนึ่ง หมุนตัวหมายหลบหนี

เล่าฉ่วงขมวดคิ้วดกหนา สืบเท้าคิดตามไป ได้ยินเสียงกราวใหญ่ ร่างถูกโซ่เหล็กที่เอวรั้งดึงไว้ ที่แท้หลังจากที่เขาฆ่าคนร้านทั้งสาม ก็ไม่สามารถคืบหน้าต่อไป เสียงสายโซ่คล้ายกระตุ้นเตือนสติคนร้ายนั้น พลันหยุดเท้าลง กวาดมองเล่าฉ่วงแวบหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นดุร้าย ล้วงคันธนูขนาดพกพาจากร่างคันหนึ่ง เล็งมาที่เล่าฉ่วง

“เด็กน้อย ตายเสียเถอะ”

คนร้ายนั้นล้วงธนูสั้นดอกหนึ่งพาดกับคันธนู อาจบางทีตื่นเต้นเกินไป ขณะจะบรรจุลูกธนู มือไม้สั่นสะท้าน ปล่อยให้ลูกธนูร่วงหล่นลงสู่พื้น จึงรีบสูดลมหายใจคำหนึ่ง ล้วงหยิบธนูสั้นออกมาอีกดอกหนึ่ง

เล่าฉ่วงก็ใจหายวาบ เจ้าผู้นี้กลับพกพาคันธนูขนาดพกพา หากว่าเมื่อครู่คนเหล่านี้อยู่หน้าประตูคุก ยิงธนูสั้นออกมา ยามนี้ตนเองกลับกลับกลายเป็นคนตายแล้ว ฝ่ายตรงข้ามแสดงว่าเตรียมการพร้อมสรรพ หมายมั่นสังหารตนเองให้จงได้ คนร้ายยืนอยู่หน้าประตูคุก บนร่างเล่าฉ่วงถูกล่ามโซ่ตรวนไว้ ไม่สามารถสืบเท้าออกไป เห็นคนร้ายบรรจุธนูลงใหม่ สร้างความร้อนใจแก่เล่าฉ่วงขึ้นมา ตนเองผ่านการตายครั้งหนึ่ง เพิ่งถือกำเนิดใหม่ไม่กี่วัน ไหนเลยตกตายในลักษณะนี้ได้

เล่าฉ่วงคิดสืบเท้าออกไป แต่ถูกโซ่ตรวนตรึงติดกับที่ สายโซ่ขึงดึงจนตึง เนื่องเพราะเล่าฉ่วงขยับดิ้นรน สายโซ่ส่วนที่ตอกตรึงติดกับผนังจึงหลวมคลายขึ้นมา

ธนูสั้นเล็งมาที่เล่าฉ่วง

คนร้ายนั้นมองดูเล่าฉ่วง แสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายกล่าวว่า “ต่อให้เจ้าร้ายกาจกว่านี้ ก็ไม่อาจรอดพ้นจากแผนการของนายเหนือเรา เจ้าตายให้กับเราเถอะ”

พลางกดปุ่มกลไกยิงธนูสั้นออก

เล่าฉ่วงเบิ่งตาโปนโต เห็นธนูสั้นยิงมา พลันกระทืบเท้าอย่างดุดัน พร้อมกับการออกแรงกระทืบเท้าของเขา ผนังดินที่ด้านหลังคล้ายไม่อาจรองรับพลังอันมหาศาลที่แล่นมาตามสายโซ่ จึงพังครืนลงมาแถบหนึ่ง ผนังดินพอพังทลาย ก็เกิดผงธุลีคละคลุ้ง กลบกลืนร่างของเล่าฉ่วงไว้ ทั้งบดบังสายตาของคนร้ายนั้น

คนร้ายนั้นใจหายวาบ ดวงตาทอแววแตกตื่นลนลาน ชักเท้าคิดออกจากห้องขัง หาคาดไม่ว่าเท้าข้างหนึ่งเพิ่งก้าวออกจากประตูคุก เงาดำสายหนึ่งก็โถมออกจากฝุ่นผงธุลี ติดตามมาถึงด้านหลังของเขา

“นายเหนือของเจ้าเป็นใคร?”

ปรากฏมืออันใหญ่โตข้างหนึ่งบีบเค้นใส่ลำคอของเขา พร้อมกับแว่วเสียงดังปานฟ้าร้องของเล่าฉ่วงดังขึ้น

คนร้ายนั้นถูกเล่าฉ่วงบีบเค้นลำคอ สร้างความอกสั่นขวัญหาย คำพูดมาถึงมุมปาก แต่ไม่สามารถเปล่งออกมา ต้องอ้าปากค้าง ถูกเล่าฉ่วงขู่ขวัญจนฝ่อตายไป

คนชุดดำที่อยู่ในห้องขังฝั่งตรงข้ามเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ก็เกิดความตื่นตระหนก หากว่าครั้งกระโน้นมียอดขุนพลเช่นนี้ กองทัพธรรมไหนเลยพบกับความพ่ายแพ้ได้?”

“บอกหรือไม่?”

เล่าฉ่วงหารู้ไม่ว่าคนตายแล้ว เห็นคนร้ายไม่ตอบคำ จึงตวาดสำทับคำหนึ่ง

คนชุดดำกล่าวเบาๆ ว่า “เด็กน้อย ไม่ต้องถามแล้ว...เจ้าผู้นี้ถูกท่านขู่ขวัญจนฝ่อตายแล้ว”

เล่าฉ่วงงงงันวูบ ค่อยพบว่าคนร้ายไม่มีลมหายใจแล้ว สร้างความโกรธแค้นยิ่ง อย่างยากเย็นค่อยจับเป็นคนร้ายคนหนึ่ง นึกไม่ถึงขวัญอ่อนถึงเพียงนี้ กลับถูกตนเองขู่ขวัญจนขวัญฝ่อตาย เมื่อเป็นเช่นนี้ไยมิใช่สืบหาตัวมือมีดที่อยู่หลังฉากไม่ได้?

เล่าฉ่วงไม่ชมชอบความรู้สึกเช่นนี้ ทั้งที่ถูกให้ร้าย แต่ว่าศัตรูเป็นใครยังไม่ทราบ

รู้สึกเพลิงโทสะในอกยิ่งมายิ่งลุกฮือขึ้น ต้องยกซากศพในมือทุ่มใส่ประตูคุก ต่อจากนั้นคิดเข้าไป ที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงเอะอะโวยวาย คล้ายมีคนเปิดประตูคุกใหญ่ออก

คนชุดดำหน้าแปรเปลี่ยนไป รีบกล่าวว่า “เด็กน้อย รีบกลับเข้าห้องขัง ลักษณะของท่านนี้จะถูกผู้คนใช้เป็นข้ออ้างจัดการกับท่าน เมื่อถึงเวลานั้นจะได้ไม่เท่ากับเสีย”

เล่าฉ่วงพอฟัง ก็สงบเยือกเย็นลง ไม่กล่าวว่ากระไร ชิงล่าถอยกลับเข้าห้องขัง นั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมห้อง

ปรากฏผู้ดูแลคุกหลายสิบคนถืออาวุธครบมือ บุกเข้าคุกคุมขัง พอเห็นสภาพที่เบื้องหน้าล้วนสะดุ้งเฮือกใหญ่

ในห้องขังตลบอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือด คนร้ายทั้งสี่นอนตายกับพื้น ล้วนไม่มีลมหายใจ ผนังดินของห้องขังยุบลงครึ่งหนึ่ง ล้วนเป็นที่น่าสยดสยอง ผู้ดูแลสองคนดวงตาทอแววดุร้าย ขณะจะเอ่ยปาก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “หมีใหญ่ เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่?”

คนกล่าววาจาเป็นชายฉกรรจ์สวมเสื้อสองชั้นสีดำผู้หนึ่ง เขาสาวเท้าเข้าห้องขัง กวาดตามองดูสภาพความเสียหายที่เบื้องหน้า สุดท้ายหยุดนิ่งอยู่ที่เล่าฉ่วง

เล่าฉ่วงสามารถรู้สึกถึงความห่วงใยและความตื่นเต้นสงสัยในดวงตาของชายฉกรรจ์นั้น

“ท่านอาไฮ”

เขาร้องเรียกชื่อของชายฉกรรจ์ออกไป ในใจกลับงงงันวูบ

สมองของเขาบันทึกประวัติความเป็นมาของชายฉกรรจ์ผู้นี้ คนผู้นี้เรียกว่าจูไฮ แน่นอน จูไฮผู้นี้มิใช่แขกที่พึ่งพาอาศัยอยู่ในบ้านซิ่นหลินจวินยุคเลียดก๊ก ซึ่งควงค้อนสีทองสะท้านเมืองหานตาน จนได้รับการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์

เมื่อสองปีก่อน เล่าฉ่วงกับเล่ายงผู้เป็นอาของเขา บังเอิญพบเห็นจูไฮนอนป่วยอยู่บนเตียง จนแทบถูกไล่ออกจากโรงเตี๊ยม เล่ายงชำระเงินค่าที่พักให้ ทั้งเชิญหมอมาตรวจรักษาจูไฮ

ต่อมาจูไฮรั้งอยู่ที่อำเภอคูก๋วน รับหน้าที่เป็นไจ๋เชาประจำกรมเมือง ไจ๋เชาเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นในสมัยตั้งฮั่น รับหน้าที่จับโจรผู้ร้าย คล้ายกับผู้บังคับการตำรวจนครบาลในยุคปัจจุบัน

จูไฮเป็นคนต่างถิ่น สามารถรับตำแหน่งไจ๋เชาในอำเภอคูก๋วน ขีดความสามารถเป็นที่คาดคำนวณได้ ในความทรงจำของเล่าฉ่วง จูไฮผู้นี้มีศิลปะการต่อสู้เป็นเลิศ กล้าหาญเกินคน ได้รับความไว้วางใจจากนายอำเภอคูก๋วนคือหองเก็ก นับตั้งแต่จูไฮรับตำแหน่งไจ๋เชาเป็นต้นมา อำเภอคูก๋วนสงบเรียบร้อย น้อยคนที่กระทำผิดในที่นี้ การศึกที่ลือลั่นที่สุดคือ หลังจากที่จูไฮรับตำแหน่งหนึ่งเดือน ปรากฏโจรผู้ร้ายบุกเข้ามาปล้นชิงทรัพย์ จูไฮควงขวานออกศึก สังหารโจรมิจฉาชีพยี่สิบสามคน ที่เหลือเตลิดเปิดหนี นับแต่นั้นไม่กล้ามาก่อคดีอีก

ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างนี้มีความสัมพันธ์กับจูไฮอย่างแนบแน่น

จูไฮพอออกหน้า ผู้ดูแลคุกทั้งสองนั้นต่างพากันก้มศีรษะลง

“หมีใหญ่ ไม่เป็นไรกระมัง?”

จูไฮเดินถึงข้างกายเล่าฉ่วง ฉุดดึงมือของเขาไว้ เอ่ยปากถามด้วยความห่วงใย

เล่าฉ่วงบังเกิดความอบอุ่นใจ บอกกล่าวว่า “ท่านอาไฮ มีคนคิดฆ่าข้าพเจ้า”

ไม่ทราบเพราะเหตุใด เล่าฉ่วงพอพบกับจูไฮ ก็เกิดความพลุ่งพล่านคิดสนิทสนม แต่เขาทราบว่านี่มิใช่ความพลุ่งพล่านของเขา หากเป็นการแสดงออกของร่างที่เขาอาศัยอยู่

จูไฮยิ้มออกมา กล่าวเบาๆ ว่า “หมีใหญ่ไม่ต้องกลัวเมื่ออาไฮอยู่ที่นี้ ก็ไม่มีใครทำร้ายเจ้าได้”

เขาหันขวับไปยังผู้ดูแลคุกเหล่านั้น กล่าวว่า “เราออกไปไม่ถึงสิบวัน การรักษาการณ์ในคุกอำเภอคูก๋วนหละหลวมถึงเพียงนี้ ปล่อยให้คนร้ายเข้าคุกมาฆ่าคน ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก พวกเจ้าฟังให้ดี หลานเราถูกปรักปรำจับกุมคุมขัง จะช้าเร็วต้องล้างมลทิน หากว่าหมีใหญ่อยู่ที่นี้ได้รับอันตรายแม้เพียงขนเส้นเดียว ต่อให้เรายอมละเว้น ขวานในมือเราจะไม่ละเว้น”

คำพูดเหล่านี้กล่าวด้วยลักษณะท่าทางดุร้าย บรรดาผู้ดูแลคุกล้วนหน้าแปรเปลี่ยนไป

จูไฮพอออกปากคำเดียว เรื่องราวก็มีข้อยุติ นั่นคือคนร้ายคิดฆ่าเล่าฉ่วงไม่สำเร็จ กลับถูกเล่าฉ่วงฆ่าตาย คนร้ายทั้งสี่ล้วนแต่ตายเปล่า

มาตรว่าจูไฮไม่สามารถปล่อยตัวเล่าฉ่วงออกไป แต่ยังสามารถคุ้มครองความปลอดภัยของเล่าฉ่วง

ถึงอย่างไรเรื่องราวของเล่าฉ่วงเป็นท่านนายอำเภอหองเก็กยื่นมือเข้ามา นอกจากเล่าฉ่วงสองอาหลานไม่คิดอยู่ในอำเภอคูก๋วนอีกต่อไป มิฉะนั้นจูไฮไม่สามารถกระทำการโดยมิชอบ ก่อนหน้านี้จูไฮออกไปปฏิบัติภารกิจ ไม่ได้อยู่ในอำเภอคูก๋วน เวลานี้เขากลับมาแล้ว เล่าฉ่วงจะไม่ได้รับความคับแค้นใจอันใดอีก พร้อมกับการกลับมาของจูไฮ ชีวิตของเขาก็กลับกลายเป็นปลอดภัย

มิน่าเล่าคนร้ายนั้นพอลงมือในคืนนี้ ที่แท้เป็นเพราะจูไฮนั่นเอง

คาดว่าผู้ที่คิดร้ายต่อเล่าฉ่วงรู้ดีว่า จูไฮพอกลับมา ก็ไม่สามารถทำร้ายเล่าฉ่วงอีก

ผนังดินเมื่อพังทลาย ย่อมไม่สามารถใช้ห้องขังหลังนี้อีก

อำเภอคูก๋วนเป็นอำเภอเล็กๆ มีประชากรไม่มากนัก คุกคุมขังย่อมไม่ใหญ่โต ภายในมีห้องขังไม่มาก

ก่อนหน้านี้เล่าฉ่วงถูกขังในห้องขังขนาดเล็ก ตอนนี้ไม่สามารถใช้ห้องขังขนาดเล็กอีก ได้แต่อยู่ในห้องขังใหญ่

จูไฮพอออกคำสั่งคำเดียว บรรดาผู้ดูแลคุกรีบเก็บกวาดห้องขังใหญ่ ทั้งมีคนขนย้ายผ้าห่มฟูกหมอนที่สะอาดสะอ้านมา

จูไฮมีศีรษะใหญ่โตไล่เลี่ยกับเล่าฉ่วง หลังจากที่จูไฮตรวจสอบสาเหตุการตายของคนร้ายทั่งสี่ อดตื่นตะลึงมิได้

คนร้ายทั้งสี่ตายใต้เงื้อมมือเล่าฉ่วงไม่แปลกปลอม แต่ดูจากปากแผลแสดงว่าเล่าฉ่วงลงมือปลิดชีวิตในท่าเดียว นับเป็นฝีมือที่โหดเหี้ยมอำมหิตนัก

นี่ขัดกับลักษณะนิสัยที่ผ่านมาของเล่าฉ่วง

จูไฮทราบดีว่าเล่าฉ่วงความจริงมีนิสัยอ่อนโยน อีกทั้งขวัญอ่อน แทบไม่เชื่อว่าจะฆ่าคน อย่าว่าแต่ลงมือฆ่าอย่างหมดจด ดูไปไม่คล้ายกระทำเป็นครั้งแรก

จูไฮห่วงใยในเล่าฉ่วง แต่หากให้บอกตามตรง เขาไม่พอใจในตัวเล่าฉ่วงอย่างยิ่ง

เพราะว่าเล่าฉ่วงขวัญอ่อน เพราะว่าเล่าฉ่วงอ่อนแอ ถึงแม้ว่าเล่ายงจะถ่ายทอดวิชาการต่อสู้แก่เขาไม่น้อย แต่ติดขัดที่ลักษณะนิสัยของเล่าฉ่วง ทำให้ไม่สามารถทะลุทะลวงไปอีกขั้นหนึ่ง จนเป็นชายชาตินักรบ เรื่องนี้สร้างความผิดหวังแก่เล่ายง ทั้งสร้างความผิดหวังแก่จูไฮ นึกไม่ถึงว่าหลังจากถูกจับกุมคุมขัง กลับสะกิดนิสัยอันดุร้ายของเล่าฉ่วงขึ้นมา ดูจากสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ เล่าฉ่วงใกล้จะทะลุทะลวงไปได้แล้ว

ความสุขที่สุดของชนชาวโลก ไม่มีใดเกินความเจริญเติบใหญ่ของญาติสนิทคนใกล้ชิด

จูไฮครองตัวเป็นโสด ทั้งไม่มีลูกหลาน ในสายตาของเขา ยึดถือเล่าฉ่วงเสมือนลูกหลาน เมื่อเห็นเล่าฉ่วงเจริญก้าวหน้า ถือว่าเป็นเรื่องดี

ส่วนคนร้ายทั้งสี่ตายก็ตายไป ในกลียุคเช่นนี้ คนตายไม่กี่คนไม่นับเป็นอย่างไร จูไฮเห็นว่าสมควรตายอยู่แล้ว หากตกอยู่ในมือเขา คงต้องแล่เนื้อออกมาเป็นชิ้นๆ

......

“นึกไม่ถึงว่าเด็กน้อยนี้โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”

ภายในห้องขังขนาดใหญ่ที่ปัดกวาดสะอาดสะอ้าน คนชุดดำมองดูเล่าฉ่วงที่กำลังแทะหัวหมู ต้องกลืนน้ำลายคำหนึ่ง พลางถอนหายใจออกมา

หัวหมูเป็นจูไฮสั่งคนจัดเตรียมให้กับเล่าฉ่วง

มาตรว่าเปรียบกับอาหารอันเอมโอชในยุคหลัง หัวหมูที่ผ่านการปรุงแต่งอย่างลวกๆ ไม่จัดว่าเลิศรส แต่สำหรับกับเล่าฉ่วงที่ไม่ได้รับประทานอาหารมาคืนหนึ่ง ถือเป็นอาหารอันเอมโอช บวกกับร่างกายนี้ฝึกศิลปะการต่อสู้มา จึงรับประทานจุยิ่ง ทั้งยังมีอายุเพียงสิบเจ็ดปี อยู่ในวัยเจริญเติบโต หลังจากรับประทานหัวหมูลงไป เพียงแค่อิ่มท้องเท่านั้น

เล่าฉ่วงเงยหน้าขึ้น มองดูคนชุดดำแวบหนึ่ง ชักชวนว่า “รับประทานด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่เกรงอกเกรงใจต่อท่าน”

คนชุดดำความจริงคิดปฏิเสธ แต่เห็นเล่าฉ่วงรับประทานอย่างรวดเร็ว จึงอดเข้ามาหยิบฉวยเนื้อย่างชิ้นหนึ่งไปรับประทานมิได้

เล่าฉ่วงทางหนึ่งรับประทานอาหาร ทางหนึ่งกล่าวเสียงอู้อี้ว่า “เมื่อมีคนคิดฆ่าข้าพเจ้า ก็ต้องเตรียมตัวถูกข้าพเจ้าฆ่า...ถือว่าโหดเหี้ยมได้อย่างไร?”

คนชุดดำหัวร่อเฮอะฮะไม่กล่าวกระไร หากรับประทานเนื้อย่างหนักครึ่งชั่งชิ้นนั้นลงไป

เล่าฉ่วงกล่าวถามว่า “ท่านเป็นใครกันแน่?”

คนชุดดำปาดเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปากกล่าวว่า “เราเป็นคนเคราะห์ร้ายดุจเดียวกับท่าน”

“อ้อ?”

“เมื่อครึ่งเดือนก่อน เราเดินทางผ่านอำเภอคูก๋วน ดื่มสุราเมามาย ลืมกลับเคหสถาน ถูกท่านอาไฮของท่านจับตัวไว้ ส่งตัวเข้าคุก น่าแค้นที่ใบสำมะโนครัวของเรา พร้อมด้วยเงินทองที่พกติดตัวถูกขโมยไป ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันศักดิ์ฐานะของเรา ต้องตกอยู่ที่นี้...ท่านว่าเราเป็นคนเคราะห์ร้ายหรือไม่?”

ถูกลักขโมยเงินทอง สูญเสียใบสำมะโนครัวไป? ใบสำมะโนครัวเป็นบัตรประจำตัวประชาชนในยุคหลัง เป็นเครื่องยืนยันศักดิ์ฐานะของคนผู้หนึ่ง

แต่ว่ายามนี้เป็นกลียุค ทุกที่ทางมีแต่ผู้อพยพ สวรรค์จึงทราบว่าคนผู้นี้มีใบสำมะโนครัวติดตัวหรือไม่?

เล่าฉ่วงไม่ยึดถือเป็นความจริง เพียงหัวร่อคำหนึ่ง ก้มหน้าก้มตารับประทานเนื้อต่อ

คนชุดดำอิ่มหนำสำราญแล้ว จึงบิดขี้เกียจคราหนึ่งกล่าวว่า “เราผู้นี้เรียกว่าหองเตียว เป็นชาวเมืองยี่หลำ แคว้นอี๋จิ่ว ครั้งนี้มายังอำเภอคูก๋วนเพื่อเยือนสหาย คาดว่าสหายก็คงกำลังตามหา น่าเสียดายไม่มีผู้ใดช่วยบอกกล่าวเล่าแจ้ง...ไม่ทราบว่าน้องเราสามารถช่วยเหลือเราหรือไม่?”

“อืมม์”

“รอจนท่านออกไป ขอให้บอกกล่าวต่อสหายเรา ให้มันมาช่วยเหลือเรา”

เล่าฉ่วงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าพเจ้าก็ตกอยู่ในคุกเช่นเดียวกับท่าน ทั้งถูกตั้งข้อหาว่าฆ่าคน จะออกไปได้อย่างไร?”

หองเตียวยิ้มพลางกล่าวว่า “หรือว่าท่านยังดูไม่ออก?”

“ดูอันใดออก?”

“คนเหล่านั้นรีบร้อนคิดฆ่าท่าน เพราะว่าไม่มีปัญญาจัดการกับท่าน ได้แต่ใช้วิธีนี้ปลิดชีวิตท่าน ตอนนี้ท่านอาไฮของท่านกลับมาแล้ว ดูเหมือนว่ามันมิใช่คนธรรมดา คงมีหนทางแก้ข้อกล่าวหาของท่าน ยังมีแม่นางน้อยนั้นคล้ายมีความสัมพันธ์กับท่านมิใช่ชั่ว ทั้งยังมีศักดิ์ฐานะ ตอนนี้ท่านยังไม่ออกไป เป็นเพราะนางยังไม่ทราบเรื่อง รอจนนางทราบข่าว ต้องไม่นิ่งดูดายปล่อยให้ท่านถูกปรักปรำ ถึงแม้ยังไม่ทราบว่าแม่นางน้อยมีความเป็นมาอย่างไร แต่เรามั่นใจว่านางมีปัญญาช่วยเหลือท่าน”

ซึ่งความจริง ตัวเราก็ไม่ทราบว่าแม่นางน้อยนั้นเป็นใคร

เล่าฉ่วงวางเนื้อย่างในมือลง นิ่งเงียบงันเป็นเวลานาน พลันกล่าวว่า “ข้าพเจ้าสามารถช่วยเหลือท่าน แต่ท่านก็ต้องช่วยเหลือข้าพเจ้า”

“อ้อ?”

“ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าเป็นผู้ใดคิดร้ายต่อข้าพเจ้า”

หองเตียวงงงันวูบจึงหัวร่อออกมากล่าวว่า “ท่านยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดคิดร้ายต่อท่าน เราจะทราบได้อย่างไร?”

เล่าฉ่วงมองดูหองเตียว กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าท่านคงคาดเดาอันใดออก ใช่หรือไม่?”

หองเตียวผู้นี้ต้องไม่รวบรัดธรรมดา

คำพูดของเขาเมื่อครู่นี้ ฟังดูไม่มีปัญหาอันใด แต่หากมิใช่คนเจ้าปัญญา ต้องจับเส้นสนกลในไม่ออก

หองเตียวนิ่งเงียบงันไป

เล่าฉ่วงก็ไม่เร่งรัดเขา เพียงรับประทานเนื้อชิ้นโต

ชั่วครู่ให้หลังหองเตียวจึงกล่าวเบาๆ ว่า “เมื่อครู่นี้คนร้ายเหล่านั้นเคยเอ่ยถึงคนผู้หนึ่ง ท่านมีความทรงจำหรือไม่?”

“ผู้ใด?”

“ท่านอาเขียก”

เล่าฉ่วงเอียงหน้าขบคิดดู แล้วผงกศีรษะรับ

ก่อนที่คนร้ายทั้งสี่จะลงมือ ดูเหมือนเอ่ยถึง “ท่านอาเขียก” จริง นั่นสมควรเป็นชายชราที่ส่งอาหารมาให้กับมันผู้นั้น

หองเตียวกล่าวเบาๆ ว่า “ตอนที่เฒ่าผู้นั้นส่งอาหารมา ถึงแม้แต่งกายเช่นบ่าวไพร่ แต่ยังเผยพิรุธออกมา มันแต่งตัวเป็นพ่อบ้าน แต่ใส่รองเท้าหนังหุ้มแข้งคู่หนึ่ง แสดงว่ามิใช่คนทั่วไป ถึงแม้มันจงใจปกปิด แต่ไม่อาจปกปิดรูปลักษณ์ที่อยู่ในกองทัพของมัน หมายความว่ามันเป็นผู้คุมกำลังคนหนึ่ง หากว่าท่านอาเขียกเป็นเฒ่าชรานั้น และคำเขียกเป็นแซ่ของมัน อย่างนั้นมีความเป็นไปได้ประการหนึ่ง เด็กน้อย ท่านเคยได้ยินชื่อเขียกซวงมาหรือไม่ เราคาดว่าผู้ที่คิดร้ายต่อท่านต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้”

 

 

บทที่สาม

ได้รับอิสรภาพ

 

เล่าฉ่วงหารู้จักคนผู้นี้ไม่ ถึงกับไม่มีความทรงจำอันใด

รวมทั้งเจ้าของร่างเดิมผู้นี้คล้ายไม่ล่วงรู้ความเป็นมาของเขียกซวง นี่ก็ยากตำหนิ เจ้าของร่างเดิมคล้ายหนุ่มโสดในยุคหลัง นอกจากฝึกศิลปะการต่อสู้แล้ว ก็ออกท่องเที่ยวกับ “คุณหนู” นั้น ในความทรงจำของเขา หามีข้อมูลของเขียกซวงไม่

หองเตียวกล่าวว่า “แต่ว่าคนที่คิดร้ายต่อท่านก็ไม่มีลูกไม้อันใด หากเปลี่ยนเป็นเรา ตอนแรกที่จับตัวท่านเข้าคุก ความจริงมีวิธีการจัดการกับท่านมากมาย แม้กระทั่งวันนี้คิดทำร้ายท่าน เพียงใช้ชนชั้นผู้น้อยวางยาในอาหารท่าน ไยต้องให้คนในกองทัพออกหน้า เรื่องอันรวบรัดเช่นนี้ กลับถูกพวกมันก่อกวนจนซับซ้อน กระทับถึงแผนการใหญ่”

เล่าฉ่วงแม้ไม่คิดยอมรับ แต่ก็ผงกศีรษะเห็นด้วยกับคำพูดของหองเตียว

พฤติกรรมของคนเหล่านี้ ตรงกับสุภาษิตที่ว่า “วาดงูเพิ่มขา”

หองเตียวกล่าวไม่ผิด คิดฆ่าคนผู้หนึ่งไม่ต้องใช้ความซับซ้อนถึงเพียงนี้ หากทว่ามีวิธีการปลิดชีวิตมากมาย ยกตัวอย่างเช่นเปลี่ยนคนผู้หนึ่งส่งปลาถาดนั้นมา เล่าฉ่วงไม่แน่ว่าจะเฉลียวใจ แต่ว่าคนเหล่านั้นพานลากดึง “คุณหนู” เข้ามา จนกระตุ้นให้เจ้าของร่างเดิมเกิดความคิดต่อต้านขึ้น

เล่าฉ่วงยิ้มหยันออกมา หยิบผ้าเนื้อหยาบชิ้นหนึ่งเช็ดคราบน้ำมันในมือ ต่อจากนั้นทรุดนั้งลงบนฟูกหมอน

ท่านหอง เขียกซวงเป็นใคร?”

เล่าฉ่วงล้มตัวลงนอนบนฟูก อดเอ่ยปากถามมิได้

หองเตียวเผยอยิ้มอย่างประหลาดพิกล กล่าวว่า “เด็กน้อย ท่านไม่เคยได้ยินสมญานามเขียกทีจู่* มาก่อน?”

* สื่อความหมายถึงเจ้าชีวิต

** ภาษาจีนกลางออกเสียงว่าเมิ่ง

“ข้าพเจ้าเรียกว่าเล่าฉ่วง ข้าพเจ้าเรียกท่านเป็นท่านอ๋อง เหตุไฉนท่านยังเรียกเด็กน้อย นี่ถือว่าเสียมารยาทหรือไม่?”

หองเตียวหัวร่อออกมากล่าวว่า “เรากลับละเลยไป ใช่แล้ว เราได้ยินผู้คนเรียกท่านเป็นเบ้งหงัง ใช่เป็นชื่อรองของท่านหรือไม่?”

“ใช่”

หองเตียวมองดูเล่าฉ่วงแล้วกล่าวว่า “ดูจากลักษณะของท่าน คงถึงเวลาสวมหมวกแล้ว?”

“ปีนี้อายุสิบเจ็ด ถึงเวลาสวมหมวกแล้ว”

หองเตียวกล่าวว่า “ชื่อเบ้งหงังเป็นชื่ออันประเสริฐ ทางบ้านท่านยังมีพี่น้องหรือ?”

คนโบราณพิถีพิถันการตั้งชื่อ ยกตัวอย่างในชื่อรอง จะใช้คำป๋อ จง สู จี๋ แบ่งแยกลำดับใหญ่เล็ก คำว่าป๋อหมายถึงพี่ชาย ส่วนคำว่าเบ้ง** มีความหมายคล้ายกับคำว่าป๋อ โดยทั่วไปแล้วคำเบ้งในชื่อรองหมายถึงพี่ชายเช่นกัน เพียงแต่คำว่าเบ้งหมายถึงบุตรคนโตของภรรยาหลวง

อย่าได้ดูแคลนคำที่เรียบง่ายทั้งสองคำนี้ แท้จริงแล้วแฝงความหมายที่ไม่ธรรมดา หากว่าในชื่อรองใช้คำว่าเบ้ง หมายความว่ามาจากตระกูลใหญ่โต ชาวบ้านทั่วไปน้อยครั้งจะใช้คำเบ้ง

เล่าฉ่วงงงงันวูบจึงสั่นศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่มีพี่น้อง ทางบ้านนอกจากท่านอาแล้ว มีแต่ข้าพเจ้าคนเดียว”

หองเตียวเกิดความประหลาดใจอยู่บ้าง

คำว่าหงัง* แปลว่าปราชญ์ผู้รอบรู้ ชื่อเบ้งหงังหมายถึงญาติผู้ใหญ่ของเล่าฉ่วงฝากความหวังต่อเขาอย่างสูง หากว่าเป็นผู้คนทั่วไปไม่สามารถนึกชื่อนี้ได้ เด็กน้อยนี้ดูเหมือนมีความหมายอยู่บ้าง

* ภาษาจีนกลางออกเสียงว่าเยียน

แต่ว่าเนื่องจากเพิ่งรู้จัก หองเตียวไม่สะดวกกับการล้วงลึกเกินไป จึงวกกลับมาที่หัวข้อสนทนาในตอนแรกว่า “เขียกทีจู่นั้นมีชื่อว่าเขียกซวง เป็นชาวเมืองไทสัน ปีศักราชซิงผิง คนผู้นี้เคยรวบรวมกำลังหลายพันคนลุกฮือขึ้นที่แคว้นชีจิ๋ว ตั้งตนเป็นเจ้าชีวิต ถึงกับตีเมืองยิ่มเสียและอุยก๋วนมีความสามารถอยู่บ้าง หลังจากที่ได้ชัยติดต่อกัน จึงเกิดความหลงลำพอง นำไพร่พลบุกเข้าเมืองแห้ฝือ ท้าทายอำนาจของโตเกี๋ยวผู้ครองแคว้น ด้วยกำลังไพร่พลในมือมันไหนเลยเป็นคู่มือของโตเกี๋ยม”

เล่าฉ่วงฟังความหมายในคำพูดของหองเตียวออก

ถึงแม้ว่าชนรุ่นหลังมีความรู้สึกว่าโตเกี๋ยมเป็นขุนนางธรรมดา ยังมีคนตั้งข้อสงสัยว่า โตเกี๋ยมขอความช่วยเหลือจากเล่าปี่ เป็นการชักศึกเข้าบ้าน แต่ในความเป็นจริง ในยุคปลายของตั้งฮั่นเช่นนี้ ผู้ครองแคว้นหนึ่งไหนเลยรวบรัดธรรมดาได้?

เล่าฉ่วงกล่าวถามว่า “หมายความว่าเขียกซวงถูกโตเกี๋ยมฆ่าตายหรือ?”

หองเตียวตอบว่า “นั่นย่อมแน่นอน ต่อมาเขียกซวงหลบหนีไปยังท้ำก๋วน ถูกโจป้าที่เป็นคนของโตเกี๋ยมฆ่าตาย แม่ทัพของเขียกซวงชื่อเตียวคีก็นำไพร่พลเข้าร่วมกับโตเกี๋ยม ความจริงเข้าใจว่าหลังจากที่เขียกซวงตายแล้ว กองกำลังของมันก็สลายตัวไป แต่ดูจากสภาพในวันนี้ ดูเหมือนยังมีทายาทรอดชีวิต ทั้งคิดกระทำการใหญ่”

เล่าฉ่วงถามโพล่งว่า “หมายถึงเตียวคีที่เป็นคนฆ่าโจโก๋ผู้เป็นบิดาของโจโฉหรอกหรือ?”

หองเตียวตอบว่า “ใช่แล้ว เตียวคีได้รับคำสั่งโตเกี๋ยมคุมกำลังคุ้มครองโจโก๋กับครอบครัวส่งไปยังแคว้นกุนจิ๋วที่โจโฉยึดครองอยู่ ระหว่างทางเห็นทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก จึงฆ่าโจโก๋กับครอบครัวทิ้ง สร้างความโกรธแค้นแก่โจโฉ จึงยกทัพใหญ่มาบุกแคว้นชีจิ๋ว โตเกี๋ยมได้แต่ขอความช่วยเหลือจากเล่าปี่ ถึงแม้ว่าสุดท้ายโจโฉยอมถอยทัพ แต่อำนาจในมือของโตเกี๋ยมก็ลดทอนลง หากตระกูลเขียกถือโอกาสนี้ก่อเรื่อง เพื่อรวบรวมกำลังขึ้นใหม่ ก็เป็นไปได้อย่างมาก แต่ว่าที่เราไม่เข้าใจคือ ท่านกลายเป็นเครื่องกีดขวางของตระกูลเขียก จนตกเป็นเป้าทำลายล้างของมันได้อย่างไร?”

เล่าฉ่วงมองดูหองเตียวอย่างงุนงง สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ

เตียวคีฆ่าโจโก๋มีเบื้องหลังที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้หรือ? ในความทรงจำของเล่าฉ่วง เตียวคีฆ่าโจโก๋ เพราะต้องการฮุบสมบัติของโจโก๋ แต่หลังจากนั้นเตียวคีไม่ได้ปรากฏตัวขึ้น คนผู้นี้ถูกโจโฉฆ่าตาย หรือว่าถูกโตเกี๋ยมฆ่าทิ้ง ในบันทึกประวัติศาสตร์ไม่ได้พูดถึง สำหรับเขียกซวง หากมิใช่หองเตียวเอ่ยถึง เล่าฉ่วงยังไม่ทราบว่าในประวัติศาสตร์มีบุคคลเช่นนี้จริงๆ

เขียกซวง เขียกทีจู่ ท่านอาเขียก เตียวคี

เล่าฉ่วงนอนบนฟูก หลับตาทั้งสอง ห้วงสมองปรากฏรายชื่อบุคคลเหล่านี้ผุดขึ้น

ตามเหตุผลเขาเพียงเป็นคนธรรมดาผู้หนึ่ง ไหนเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเขียกซวง ยังมี เล่าฉ่วงนึกไม่ออกว่าร่างเดิมของตนเองเป็นเครื่องกีดขวางตระกูลเขียกได้อย่างไร สร้างความประหลาดใจแก่เล่าฉ่วงยิ่ง แต่แล้วเล่าฉ่วงเกิดความคิดแวบหนึ่ง หรือว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “คุณหนู” นั้น?

อืมม์ เป็นไปได้อย่างมาก

ร่างเดิมของเล่าฉ่วงเป็นเครื่องกีดขวางทายาทของตระกูลเขียกจนถูกจับตัวเข้าคุก

หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เตรียมตัวรับการตอบโต้จากเราเถอะ

เล่าฉ่วงหวังว่าคนของตระกูลเขียกเก่งกล้าสามารถ นี่เป็นคู่ต่อสู้คนแรกนับตั้งแต่เล่าฉ่วงฟื้นคืนชีพมา หากว่าไร้ความสามารถ จะเป็นหินลับมีดของเขาได้อย่างไร?

......

การกลับมาอย่างทันการณ์ของจูไฮ ส่งผลต่อสภาพความเป็นอยู่ของเล่าฉ่วง

นายอำเภอคูก๋วนหองเก็กพอได้รับรายงานว่ามีคนร้ายบุกเข้าคุกมาฆ่าคน ก็เดือดดาลเป็นการใหญ่ ควรทราบว่าเขาถึงอย่างไรเป็นนายอำเภอเมืองหนึ่ง กลับปรากฏคนร้ายบุกเข้าคุกมาก่อการร้าย ออกจะเหิมเกริมไปแล้ว

หลังเหตุการณ์ลอบสังหาร วันรุ่งขึ้นหองเก็กก็สั่งปลดผู้ดูแลคุกทั้งหก ทั้งมีคำสั่งให้จูไฮสืบหาตัวพวกพ้องของคนร้าย

จูไฮย่อมไม่มืออ่อน ระดมกำลังออกไป ก่อกวนจนอำเภอคูก๋วนปั่นป่วนวุ่นวาย อันธพาลที่เที่ยวเพ่นพ่านอยู่ในตัวเมือง ล้วนตกเป็นเป้าหมายของจูไฮทั้งสิ้น

ไม่ว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึงว่า การก่อกวนของจูไฮครั้งนี้ บังเอิญได้รับเบาะแสที่เล่าฉ่วงถูกปรักปรำให้ร้าย ที่แท้ระหว่างที่จูไฮสอบสวนอันธพาลคนหนึ่ง ทราบจากปากคำอันธพาลรายนั้นว่า ภายในเมืองมีครอบครัวตกยากแซ่เตียวคนหนึ่งพลั้งปากบอกว่าหลังดื่มสุราเมามายว่า ตัวเองค้นพบช่องทางทรัพย์สินสายหนึ่ง ทั้งคบหากับสตรีนางหนึ่ง สตรีนางนั้นคือแง้ยี้ซึ่งเป็นหญิงรับใช้บ้านตระกูลบิซึ่งถูกฆ่าตายเอง

จูไฮเกิดความตื่นตัวขึ้น นำกำลังไปยังหมู่บ้านอิลู่ หาตัวเตียวเส่งนั้นจนพบ ภายใต้ไม้พลองฟาดหวด เตียวเส่งเปิดปากรับสารภาพว่า ตนเองมีใบหน้าที่หล่อเหลา ทั้งช่างเจรจาพาที หลังจากคบหากับหญิงรับใช้บ้านตระกูลบิ ก็ยุยงให้แง้ยี้นำของมีค่าในบ้านตระกูลบิออกมา แล้วขายผ่านตลาดมืดในหมู่บ้านอิลู่ เพียงครั้งสองครั้งยังพอทำเนา เวลาพอนานเข้า เตียวเส่งยิ่งมายิ่งโลภมาก ส่วนแง้ยร้ยิ่งมายิ่งหวาดกลัว ครั้งสุดท้ายที่ลักลอบพบปะกับเตียวเส่ง จึงบอกต่อเตียวเส่งว่านางไม่คิดทำเช่นนี้อีก ทั้งเสนอให้เตียวเส่งพานางหลบหนีไป

เมื่อปลายราชวงศ์ตั้งฮั่น หญิงรับใช้แซ่แง้ยี้ล้วนเป็นสมบัติส่วนตัวของเจ้าบ้าน มาตรว่าตระกูลบิมิใช่ตระกูลขุนนาง แต่ก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลของอำเภอคูก๋วน ทำมาค้าขายมาสามชั่วอายุคน มีสินทรัพย์นับอนันต์ ทั้งมีบ่าวไพร่นับพัน หากว่าเตียวเส่งลักพาตัวแง้ยี้ไป เท่ากับว่าล่วงเกินตระกูลบิ

มาตรว่าเตียวเส่งรักชอบแง้ยี้ยังพอทำเนา ปัญหาอยู่ที่เขาเพียงคิดอาศัยแง้ยี้หาเงินให้ ทั้งตอบสนองความต้องการทางธรรมชาติ หาได้รักชอบแง้ยี้ไม่ แง้ยี้พอเร่งรัดเตียวเส่งหนักเข้า ถึงกับพูดจาข่มขู่เตียวเส่ง จึงสะกิดความคิดฆ่าฟันของเตียวเส่งขึ้น ลงมือฆ่าแง้ยี้ถึงแก่ความตาย

แต่ว่าเตียวเส่งไม่ทราบว่าใครเป็นคนป้ายความผิดไปที่เล่าฉ่วง หลังจากที่เขาฆ่าแง้ยี้ ก็หลบหนีมาที่หมู่บ้านอิลู่ หาล่วงรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลังไม่

เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องที่เล่าฉ่วงฆ่าคนค่อยกระจ่างแจ่มชัด

หองเก็กแม้ไม่ถึงกับเป็นขุนนางตงฉิน แต่ก็ไม่โง่เขลา พอทราบว่าเล่าฉ่วงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของแง้ยี้ ก็มีคำสั่งให้ปล่อยตัวเล่าฉ่วง

หลังจากที่เล่าฉ่วงอยู่ในคุกเจ็ดวัน ก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ

เมื่อจูไฮรับตัวเขาออกจากคุกคุมขัง เล่าฉ่วงยืนอยู่หน้าประตูคุก อดไม่ได้ที่ส่งเสียงร้องดังๆ ออกมา

เจ็ดวัน เจ็ดวันเต็มๆ

สำหรับบุคคลทั่วไป เวลาเจ็ดวันไม่นับเป็นอย่างไร แต่สำหรับเล่าฉ่วง เจ็ดวันนี้ทำการหลอมรวมกับร่างกายนี้จนเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน ทั้งอาศัยเวลาเจ็ดวันนี้ ทำความเข้าใจกับยุคสมัยนี้ผ่านปากคำของหองเตียว

สำหรับกับเล่าฉ่วง เวลาเจ็ดวันนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

เนื่องเพราะเขาทราบดีว่า เมื่อเขาก้าวออกจากคุกคุมขัง ตัวเขาเท่ากับเชื่อมต่อกับยุคสมัยแล้ว

นับแต่นี้ในโลกไม่มีข้าราชการเล่าฉ่วงที่มาจากโลกปัจจุบันอีก

......

วันขึ้นห้าค่ำเดือนอ้าย แสงอาทิตย์งามเฉิดฉัน

บ้านของเล่าฉ่วงอยู่ทางตัวเมืองของตะวันตก เป็นตึกเล็กๆ หลังหนึ่ง กำแพงดินไม่สูงเท่าใด เพียงสูงแค่หน้าอกของเล่าฉ่วง เมื่อยืนอยู่หน้าตึก สามารถมองเห็นสภาพภายในตัวตึก

ที่ใกล้กับประตูตึก มีต้นหลิวสูงเท่าศีรษะคนต้นหนึ่ง กิ่งก้านยื่นออกจากในตัวตึก กิ่งหลิวห้อยย้อย ไหวโอนเอนตามลม

เป็นเวลาต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศทางแถบตองไฮกุ๋นเย็นชื้นอยู่บ้าง แต่บนกิ่งหลิวแตกหน่ออ่อน สะท้อนถึงชีวิตชีวาของฤดูวสันต์

ภายในตึกปลูกบ้านเล็กๆ หนึ่งเหนือหนึ่งใต้สองหลัง หลังที่หันหาทิศใต้ มีห้องหับสองหลัง เป็นที่อยู่ของเล่าฉ่วงกับเล่ายงผู้เป็นอา ส่วนบ้านที่หันหาทิศเหนือเป็นที่อยู่ของจูไฮ

เมื่อตอนที่จูไฮตัดสินใจรั้งอยู่ที่อำเภอคูก๋วน เล่ายงเสนอให้ทั้งสองบ้านอยู่ด้วยกัน จูไฮก็ตอบรับคำเชิญ ต่อมาเขาออกเงินปลูกบ้านเล็กๆ บนพื้นที่ว่างด้านทิศเหนือ หลังคาบ้านมุงด้วยหญ้าคาขาว ไม่ใช้อิฐกระเบื้องอันใด

ยุคสมัยนั้นมีแต่ครอบครัวผู้มีอันจะกินจึงปลูกบ้านก่ออิฐมุงกระเบื้อง สำหรับกับผู้คนทั่วไป ถือเป็นต้นทุนสูงเกินไป...หลังจากที่จูไฮย้ายเข้ามา เล่าฉ่วงค่อยรู้สึกครึกครื้นกว่าเดิม ที่แท้ระหว่างที่เขาอยู่กับเล่าฉ่วง เกิดความรู้สึกเงียบเหงา เล่ายงไม่นิยมพูดจา เป็นบุคคลที่เงียบขรึม แตกต่างตรงกันข้ามกับจูไฮ

เล่าฉ่วงมองดูตึกน้อยใต้กิ่งหลิว รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง เขาสูดลมหายใจคำหนึ่ง ผลักประตูไม้ออก ติดตามจูไฮเข้าสู่ตัวตึก

“เสื้อผ้าวางอยู่บนเตียง น้ำร้อนต้มให้แล้ว ทั้งโรยใบส้มโอ อีกสักครู่เจ้าชำระร่างกายชะล้างความโชคร้ายไป...”

จูไฮบอกกล่าวต่อเล่าฉ่วง ต่อจากนั้นกลับไปทำงาน

มาตรว่าเขาอยู่ในตำแหน่งไจ๋เชา ก็ต้องรักษากฎวินัย อีกประการ ก่อนที่จะสืบสาวว่าผู้ใดคิดร้ายต่อเล่าฉ่วง จูไฮมีความรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หากมิใช่เขากลับมาก่อนกำหนด ไม่แน่ว่าเล่าฉ่วงจะประสบปัญหามากกว่านี้ อย่างน้อยในเวลาอันสั้น เล่าฉ่วงคงไม่ได้รับการปล่อยตัว อีกไม่กี่วันเล่ายงจะกลับมา หากเล่ายงทราบว่าเล่าฉ่วงถูกปรักปรำให้ร้าย คงต้องโมโหโกรธา

จูไฮพอออกจากบ้าน เล่าฉ่วงยืนอยู่กลางลานบ้านอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเดินเข้าห้องหับ

อำเภอคูก๋วนอยู่ติดทะเล มีความชื้นสูง ดังนั้นขณะที่ปลูกสร้างบ้าน ผู้คนจะยกเตียงสูงขึ้นจากพื้น ป้องกันมิให้ความชื้นเข้าสู่ร่าง เตียงยกพื้นที่บ้านเล่าฉ่วงก็เช่นกัน เตียงยกสูงขึ้นจากพื้นราวครึ่งมี่* พื้นเตียงทำจากไผ่เหมา ต้นทุนไม่สูงนัก ข้างบนปูหญ้าชั้นหนึ่ง ลักษณะคล้ายเสื่อถาถามี่** ของหมู่เกาะในยุคหลัง แต่ไม่งามประณีตเท่า

* ครึ่งเมตร

** เสื่อทาทามิของญี่ปุ่น

บนเตียงยังมีฟูกหมอน ที่ด้านข้างตั้งขอนไม้ขนาดเท่าสองคนโอบต้นหนึ่ง ยึดถือเป็นโต๊ะ นี่เป็นสิ่งปลูกสร้างแบบดั้งเดิมของยุคตั้งฮั่น แฝงกลิ่นอายโบราณชนิดหนึ่ง

เล่าฉ่วงเปลือยเท้าเปล่าขึ้นเตียง เห็นบนขอนไม้จัดวางเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านชุดหนึ่ง สร้างความอบอุ่นใจยิ่ง จูไฮผู้นี้เปลือกนอกหยาบกระด้าง แท้จริงแล้วเป็นคนละเอียดรอบคอบผู้หนึ่ง

เล่าฉ่วงยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ปลดผ้าโพกศีรษะลงมา มองดูภาพสะท้อนที่พร่ามัวบนกระจกทองเหลือง แล้วหัวร่อออกมา

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เลว

รอจนท่านอาเล่ายงกลับมา จะหารือเรื่องการเข้าร่วมกับเล่าปี่กับเขา หลังจากนี้จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้า เชื่อว่าด้วยขีดความสามารถของพวกตนสองอาหลาน จะสร้างผลงานใต้ร่มธงของเล่าปี่อย่างแน่นอน

พร้อมกับวันเวลาที่พ้นผ่าน ความตื่นเต้นของการย้อนเวลากลับมายังโลกที่แปลกใหม่ค่อยลบเลือนหายไป

เล่าฉ่วงเข้าห้องข้าง อาบน้ำร้อนในถังไม้ ต่อจากนั้นเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อกันหนาวที่สะอาดสะอ้าน ยืนหวีสางผมที่หน้ากระจกทองเหลือง

ภาพชายหนุ่มในกระจกทองเหลือง มีใบหน้าที่อ้วนกลม ยามยิ้มดวงตาหยีเป็นเส้นเดียว ทำให้ดูไปเพิ่มความสัตย์ซื่อบริสุทธิ์อีกหลายส่วน

ร่างกายนี้สมควรมีน้ำหนักสองร้อยกว่าชั่ง

เล่าฉ่วงยิ้มให้กับตนเองในกระจก เช็ดผมจนแห้ง แล้วเกล้าเป็นมวยของสามัญชน ทั้งโพกศีรษะไว้ดังเดิม

ตัวเขาไม่จัดว่าหล่อเหลา แต่ให้ความรู้สึกที่อ่อนโยนชนิดหนึ่ง

เล่าฉ่วงจัดแจงเสื้อผ้า สวมเกี๊ยะไม้เตรียมออกจากบ้าน สายตาบังเอิญจ้องจับไปยังวัตถุที่วางอยู่มุมห้องชิ้นหนึ่ง

นั่นเป็นกระบองด้ามหนึ่ง มีความยาวประมาณสามมี่* เส้นผ่าศูนย์กลางราวหกหลี่มี่** พอดีกำกระชับมั่น ความรู้สึกที่แปลกประหลาดประการหนึ่ง ทำให้เล่าฉ่วงเดินเข้าไปหยิบฉวยกระบองขึ้นมา

* สามเมตร

** หกเซนติเมตร

หนักยิ่งนัก

กระบองพอตกอยู่ในมือ เล่าฉ่วงต้องใจหายวูบ

เขามีกำลังวังชาไม่น้อย มาตรว่าถูกล่ามโซ่ตรวนสี่ห้าสิบชั่ง ยังไม่ส่งผลกระทบเท่าใด แต่เมื่อถือกระบองซึ่งไม่ทราบจัดสร้างจากวัสดุใด กลับหนักอึ้งอยู่บ้าง หมายความว่ากระบองด้ามนี้มีน้ำหนักอย่างน้อยร้อยชั่ง

เล่าฉ่วงพอขวางกระบองอยู่ข้างหน้า ร่างกายก็เกิดปฏิกิริยาขึ้น เท้าหนึ่งอยู่หน้า เท้าหนึ่งอยู่หลัง ต่อจากนั้นใช้กำลังที่ช่องท้อง ขยับกระบองในมือ ได้ยินกระบองบังเกิดเสียงดังหนักๆ เกิดเป็นกระแสลมขุมหนึ่ง

นี่สมควรเป็นเครื่องมือเมื่อตอนที่เขาซักซ้อมฝีมือ

แต่ว่ากระบองยาวถึงเพียงนี้ใช้ฝึกท่าเพลงอันใด?

เล่าฉ่วงอดเคลือบแคลงสงสัยมิได้ เนื่องเพราะเขานึกไม่ออกว่าตนเองเคยฝึกเพลงกระบองอันใด

ในความทรงจำของเขา นอกจากวิชางูมังกรเก้าแปลงนั้นแล้ว ท่านอาเล่ายังไม่ได้ถ่ายทอดวิชาฝีมืออื่นแก่เขา ส่วนจูไฮคล้ายกับถ่ายทอดเพลงหมัดมวยและอาวุธแก่เขา เพียงแต่จูไฮเน้นเพลงดาบขวานเป็นหลัก ที่ลานตึกก็จัดวางขวานใหญ่หนักหกสิบชั่งเล่มหนึ่ง สมควรเป็นอาวุธที่ใช้ร่ายรำเพลงขวาน

แต่ว่ากระบองใหญ่ในมือด้ามนี้ไม่รวบรัดธรรมดา...

กระบองด้ามนี้สมควรจัดทำจากวัสดุไม้ที่หายาก ทั้งชุบน้ำมันถังอิ้ว หุ้มด้วยเชือกปอลงรักอีกชั้นหนึ่ง ดูเหมือนว่าตนเองใช้อยู่เสมอ มิฉะนั้นคงไม่ให้ความรู้สึกคุ้นชินถึงเพียงนี้ หากว่าเพียงกระบองธรรมดา ก็ไม่ผ่านขั้นตอนอันซับซ้อนปานนี้

เล่าฉ่วงถือกระบองใหญ่ ขยับกวัดแกว่งตามความทรงจำอยู่สิบกว่าครั้งครา รู้สึกว่าร่างร้อนผ่าว ลมหายใจหนักหน่วงกว่าเดิม

นี่เป็นอาวุธซวอ*? เป็นหอก หรือว่าเป็นทวน?

* หอกยาวสมัยโบราณ

เล่าฉ่วงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง แต่ยังจัดวางกระบองยาวไว้ที่เดิม

เล่ายงจัดสร้างเครื่องมือชนิดนี้ คงต้องมีประโยชน์ใช้สอย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลา จึงไม่ได้บอกความจริงต่อเล่าฉ่วง

วิชาโน้มนำงูมังกรเก้าแปลง ตลอดจนกระบองยาวด้ามนี้ ดูเหมือนบ่งบอกเรื่องประการหนึ่ง นั่นคือเล่ายงซึ่งนับตั้งแต่เล่าฉ่วงฟื้นคืนชีพมา ยังไม่ได้พบหน้าค่าตา หาใช่บุคคลธรรมดาไม่

นึกถึงตอนนี้ เล่าฉ่วงต้องฝืนยิ้มในใจ

คราครั้งนี้ตนเองฟื้นคืนชีพมา กลับคล้ายพลัดตกอยู่ในหมอกหนาทึบ อย่าเพิ่งเอ่ยถึงความประหลาดพิกลของตนเอง เพียงทายาทของเขียกทีจู่ก็แฝงความพิศวงงงงวย ดูเหมือนว่ารอบกายตนเองมีความลับซ่อนเร้นอยู่มากมาย แม้แต่จูไฮก็คล้ายแฝงตำนานเรื่องหนึ่ง

แต่ว่าเล่าฉ่วงหาเกิดความหวาดหวั่นไม่

ตรงกันข้าม สภาพแวดล้อมที่คล้ายตกอยู่ในเมฆหมอก ให้ความรู้สึกที่เลือดลมพลุ่งพล่านแก่เขาประการหนึ่ง

ยิ่งลึกลับยิ่งไม่ธรรมดา ยิ่งไม่ธรรมดาแสดงว่าวันเวลาข้างหน้าต้องมากมีสีสัน ต้องไม่จืดชืดเกินไป

ชาติปางก่อนของเขาผ่านชีวิตที่เรียบง่ายมาแล้ว มาบัดนี้ควรที่จะต่อสู้ดิ้นรน มีชีวิตที่ตื่นเต้นเร้าใจ

เล่าฉ่วงสูดลมหายใจลึกๆ สาวเท้าออกจากประตูตึก

ที่เบื้องนอกแสงแดดแผดจ้า บ่งบอกว่าเป็นวันที่สดใส จูไฮก่อนจากไปสั่งว่าหลังจากที่เล่าฉ่วงอาบน้ำชำระกาย ให้ไปหาเขาที่ที่ทำการอำเภอ เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน ดูจากเงาแดดแสดงว่าใกล้ถึงเวลาอาหารแล้ว หากออกจากบ้านตอนนี้พอดีได้เวลารับประทานอาหารกับจูไฮ

เล่าฉ่วงออกจากประตูตึก หมุนตัวคิดปิดประตูไม้ลง

ในยามนั้นเอง ที่ด้านข้างปรากฏคนผู้หนึ่งพุ่งขวับออกมา โถมใส่ร่างเล่าฉ่วง

 

 

บทที่สี่

บิฮ้วงบิฮูหยิน

 

ขณะเดียวกัน ปรากฏกลิ่นหอมจางๆ ชนิดหนึ่งโชยมากระทบจมูก

นั่นเป็นกลิ่นกายสาวพิเศษเฉพาะของหญิงสาวบริสุทธิ์ ให้ความรู้สึกดื่มด่ำอีกแบบหนึ่ง

สำหรับกับเล่าฉ่วง กลิ่นหอมนี้ทั้งคุ้นชินทั้งแปลกใหม่ ที่แปลกใหม่เป็นเพราะว่าเขาไม่เคยสูดได้กลิ่นกายสาวเช่นนี้มาก่อน ที่คุ้นชินเป็นเพราะว่าร่างกายของเขานี้ดูเหมือนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

เมื่อกลิ่นหอมโชยเข้าใกล้ เล่าฉ่วงต้องถลันหายไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ ยกมือคว้าจับผู้มาเอาไว้ ทั้งไขว้ขาตามสภาวะ ได้ยินผู้มาร้องอุทานคำหนึ่ง ถลาล้มลงกับพื้น

เล่าฉ่วงถลันหลบและตอบโต้ตามสัญชาตญาณประจำตัว เมื่อผู้มาส่งเสียงร้องอุทานออกมา ร่างกายของเขากลับปลุกกระตุ้นให้เขายื่นแขนออก โอบเอวผู้มาเอาไว้

“หมีโง่งม ท่านเสียสติแล้ว”

เมื่อร่างอันอบอุ่มหอมกรุ่นล้มลงในอ้อมอก ยังไม่ทันที่เล่าฉ่วงจะหวนรำลึกถึงความรู้สึกจากการสัมผัส ที่ข้างหูได้ยินสุ้มเสียงอันไพเราะ เพราะพริ้งที่แฝงความขุ่นเคืองแง่งอนดังขึ้น

เล่าฉ่วงก้มศีรษะลง ค่อยเห็นหญิงสาวในอ้อมอกชัดตา นางมีอายุประมาณสิบห้าสิบหกปี ใบหน้ารูปแตง คิ้วโค้งดุจใบหลิว ตากลมโตฟันขาวสะอาด ยามนั้นหญิงงามหน้าแดงระเรื่อ เชิดปากน้อยๆ ทอแววขุ่นเคือง แต่ยามขุ่นเคืองยิ่งน่าประทับใจ หัวใจของเล่าฉ่วงต้องเต้นระทึกขึ้นมา

“คุณหนูฮ้วง”

เล่าฉ่วงร้องเรียกชื่อหญิงสาวออกไป

แต่ว่าเขาแน่ใจว่าเขาเพิ่งพบกับหญิงสาวนางนี้เป็นครั้งแรก ที่สามารถเรียกชื่อของนาง คงเป็นเพราะความทรงจำที่คั่งค้างอยู่ในร่างนี้ จึงรีบประคองหญิงสาวขึ้นมา มาตรว่าเล่าฉ่วงมีชีวิตสองชาติภพ เคยมีประสบการณ์กับเพศตรงข้ามมาแล้ว แต่ไม่ทราบเป็นเพราะเหตุใด เมื่อเขามองดูหญิงสาวนางนี้ ในใจกลับเกิดความหวั่นไหวประการหนึ่ง

ความมุ่งมาดปรารถนาของเจ้าของร่างนี้คือสามารถอยู่ร่วมกับหญิงสาวนางนี้

เล่าฉ่วงกลืนน้ำลายคำหนึ่ง กล่าวเบาๆ ว่า “คุณหนูฮ้วง ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”

คุณหนูฮ้วงถลึงตามองดูเขากล่าวว่า “หมีโง่งม วันนี้ท่านไฉนเปลี่ยนเป็นฉลาดขึ้นมา ก่อนนี้ข้าพเจ้าโจมตีท่านเช่นนี้ ท่านล้วนหลบไม่พ้น”

มิใช่หลบไม่พ้น หากแต่เล่าฉ่วงคนเดิมไม่ต้องการถลันหลบ

เด็กหนุ่มที่สัตย์ซื่อบริสุทธิ์นั้นหวังให้หญิงสาวนางนี้เบิกบานใจ มาตรว่าบางครั้งต้องแสดงเป็นตัวตลกตนหนึ่ง ก็ยินยอมพร้อมใจ

เล่าฉ่วงตะกุกตะกัก ขณะครุ่นคิดว่าจะตอบว่าอย่างไรดี หญิงสาวชิงกล่าวว่า “ไม่ทราบบอกต่อท่านกี่ครั้งว่าห้ามมิให้เรียกข้าพเจ้าเป็นคุณหนูฮ้วง”

นางคล้ายพบเห็นอันใด พลันถอนกายไปหนึ่งก้าว กล่าวว่า “หมีโง่งม วันนี้ท่านคล้ายผิดปรกติอยู่บ้าง”

“ผิดปรกติ?”

เล่าฉ่วงงงงันวูบหนึ่ง ก้มศีรษะลงสำรวจดูเครื่องแต่งกายตนเอง แต่ไม่พบความผิดปรกติใด

หญิงสาวพลันถามว่า “หมีโง่งม ครั้งแรกที่พวกเราพบกัน ท่านเรียกข้าพเจ้าว่าอะไร?”

“ด็กหญิงเหม็นคลุ้ง”

เล่าฉ่วงร้องโพล่งออกไปอีกครา ห้วงสมองปรากฏภาพเหตุการณ์หนึ่งขึ้น

เด็กชายที่อ้วนฉุ เปลือกนอกสัตย์ซื่อโง่งมผู้หนึ่งถูกโดดเดี่ยวจากเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เหตุผลคือเด็กชายผู้นี้มีรูปร่างใหญ่โตกว่า มีกำลังวังชามากกว่าเด็กชายรุ่นเดียวกัน แต่ว่าขวัญอ่อนอยู่บ้าง ผู้อื่นกล้ากระโจนลงน้ำไปจับงู แต่ว่าเด็กชายไม่กล้า เด็กชายที่สูงใหญ่แข็งแรง หากแต่ขวัญอ่อนราวมุสิกเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นที่ต้อนรับของผู้คน เด็กชายผู้นี้คือเจ้าของร่างเดิมที่เล่าฉ่วงอาศัยร่างอยู่...

เด็กชายนั่งโดดเดี่ยวอยู่ริมน้ำ หลั่งน้ำตาอย่างเงียบๆ พลันปรากฏเด็กหญิงนางหนึ่งวิ่งมายื่นส่งผลไม้ใบหนึ่งให้

“เด็กหญิงเหม็นคลุ้ง มิต้องให้ท่านเวทนาสงสาร”

นี่เป็นครั้งแรกที่เล่าฉ่วงในวัยเด็กได้พบกับคุณหนูฮ้วง

คุณหนูฮ้วงคล้ายมีศักดิ์ฐานะอยู่ในอำเภอคูก๋วน เด็กทั้งหลายไม่กล้าตอแยนาง บวกกับนางเฉลียวฉลาดหลักแหลม ทั้งรักความเป็นธรรม จึงถูกเด็กทั้งหลายยกเป็นพี่สาวใหญ่ คุณหนูฮ้วงไม่ถือโทษโกรธเคืองเล่าฉ่วง กลับยัดผลไม้ใส่มือเล่าฉ่วง ฉุดดึงเขาวิ่งไปหาเด็กทั้งหลาย...

นับแต่นั้นเป็นต้นมา เล่าฉ่วงกับคุณหนูฮ้วงก็คบหาเป็นสหาย ค่อยๆ เติบใหญ่จนถึงบัดนี้

ใช่แล้ว คุณหนูแซ่บิ นางมีนามว่าบิฮ้วง

บิฮ้วง?

เล่าฉ่วงฉุกใจคิด มองดูหญิงสาวที่เบื้องหน้ากลับเหม่อมองจนตะลึงลาน

ตรงกันข้ามกับบิฮ้วงพอได้รับคำตอบจากเล่าฉ่วง กลับถอนหายใจโล่งอก ต่อจากนั้นเห็นเล่าฉ่วงเหม่อมองดูนาง ต้องหน้าแดงวูบหนึ่ง ตรงเข้ามาเตะเล่าฉ่วงเท้าหนึ่ง สร้างความเจ็บปวดแก่เล่าฉ่วงจนยกมือกุมขากระโดดโลดเต้นกับที่

บิฮ้วงหัวร่อแล้ว นางกล่าวว่า “หมีโง่งม ยังเข้าใจว่าท่านถูกภูตผีสิงร่างเสียอีก แต่พอนึกดู หากภูตผีตนนั้นสิงร่างท่าน คนโง่งมแทบตาย...แต่ว่าท่านดูเหมือนร้ายกาจกว่าเดิม ก่อนนี้ข้าพเจ้าโจมตีท่าน ท่านล้วนหลบไม่พ้น ครั้งนี้สามารถหลบหลีกได้ แสดงว่ามีความก้าวหน้า”

บิฮ้วงเรียกหมีโง่งมไม่ขาดปาก แต่ว่าเล่าฉ่วงหามีโทสะไม่ ตรงกันข้ามกลับเกิดความอบอุ่นใจขึ้น

“ฮ้วง...แม่นางสาม”

เล่าฉ่วงเห็นบิฮ้วงถลึงตาใส่ จึงรีบเปลี่ยนคำเรียกหาใหม่

แม่นางสามเป็นคำเรียกหาอีกชื่อหนึ่งของบิฮ้วง ในอำเภอคูก๋วน คนรุ่นราวคราวเดียวกับเล่าฉ่วงล้วนเรียกบิฮ้วงเป็นแม่นางสาม เนื่องจากบิฮ้วงจัดอยู่อันดับสามในบ้าน คำว่าแม่นางสามนอกจากแสดงออกถึงศักดิ์ฐานะของนาง ยังเป็นการแสดงความเคารพอีกด้วย

บิฮ้วงก็ชมชอบคำเรียกหานี้ หากเรียกนางเป็นคุณหนูฮ้วง นางจะไม่ยินดี แต่หากว่าเรียกเป็นแม่นางสาม นางจะเกิดความยินดี

“ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อใด?”

เล่าฉ่วงจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนบิฮ้วงคล้ายไปที่เมืองแห้ฝือ จึงอดถามมิได้

บิฮ้วงตอบว่า “ยังมิใช่เพราะท่าน ทางบ้านส่งข่าวไปว่าแง้ยี้ถูกท่านทำร้ายถึงแก่ชีวิต สร้างความโกรธแค้นแก่พี่ชายทั้งสองยิ่ง ตระเตรียมให้ท่านชดใช้ชีวิต แต่ข้าพเจ้าทราบว่าท่านมิใช่บุคคลเช่นนั้น จึงบอกต่อพี่ชายทั้งสองว่าจะกลับมาสืบหาความจริง นึกไม่ถึงพอเข้าเมือง ก็ได้ยินว่าท่านไม่มีเรื่องใดแล้ว เพียงแต่เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าไม่ได้ชมดูเรื่องสนุกสนานที่เมืองแห้ฝือ ท่านลองบอกมาว่าจะชดใช้ข้าพเจ้าอย่างไร?”

นางกล่าวด้วยสีหน้าขุ่นเคืองแง่งอน ยิ่งเพิ่มพูนเสน่ห์ความงามอีกหลายส่วน

เล่าฉ่วงกวาดตาผ่านอกอูมตูมตั้งของบิฮ้วง ต้องยกมือเกาศีรษะ ยิ้มอย่างโง่งมออกมา

“ยิ้มอีกแล้ว ท่านรู้จักแต่ยิ้มอย่างโง่งม”

บิฮ้วงเตะใส่เล่าฉ่วงอีกเท้าหนึ่ง แต่ไม่ใช้เรี่ยวแรงอันใด”

แต่ว่าหมีโง่งม ท่านไม่เหมือนเดิมจริงๆ”

เล่าฉ่วงถามว่า “ไม่เหมือนเดิมที่ใด?”

บิฮ้วงเอียงหน้าขบคิดแล้วกล่าว “เมื่อครู่นี้ตอนท่านหลบหลีกแล้วลงมือ ประกายตาเย็นเฉียบ ลักษณะคล้ายกับจะฆาคน

กล่าวพลางมีสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นกลัว

เล่าฉ่วงเจ็บปวดใจขึ้นมา ร้องโพล่งว่า “แม่นางสาม ในชีวิตของข้าพเจ้าจะทำร้ายท่านได้อย่างไร?”

บิฮ้วงเอียงหน้าขบคิดแล้วกล่าว “เมื่อครู่นี้ตอนที่ท่านหลบหลีกแล้วลงมือ ประกายตาเย็นเฉียบ ลักษณะคล้ายกับจะฆ่าคน”

กล่าวพลางมีสีหน้าหวาดหวั่นพรั่นกลัว

เล่าฉ่วงเจ็บปวดใจขึ้นมา ร้องโพล่งว่า “แม่นางสาม ในชีวิตของข้าพเจ้าจะทำร้ายท่านได้อย่างไร?”

บิฮ้วงหน้าแดงวูบ แค่นเสียงคำหนึ่ง

แต่ขณะที่นางเบือนหน้าไป ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง

“หลังจากเข้าคุกรอบหนึ่ง กลับรู้จักพูดจาน่าฟัง...ครั้งนี้จะละเว้นท่าน ภายหน้าต้องระมัดระวังตัวกว่านี้ อย่าได้ล่วงเกินคน จนถูกผู้คนให้ร้าย ใช่แล้ว ท่านคิดไปที่ใด?”

เล่าฉ่วงกล่าวว่า “เมื่อครู่ท่านอาไฮนัดข้าพเจ้าไปรับประทานอาหาร ข้าพเจ้ากำลังจะเดินทางไปหาเขา”

บิฮ้วงทวนคำ “ท่านอาไฮ” พลางย่นจมูกกล่าวว่า “แต่เมื่อครู่ข้าพเจ้าผ่านที่ทำการอำเภอ เห็นท่านอาไฮนำกำลังออกจากเมือง...ฟังว่าที่เนินสิบลี้กับเขาอูสันเกิดเหตุทะเลาะวิวาท ท่านอาไฮพอเดินทางไป ในเวลาอันสั้นคงไม่กลับมา ท่านไปยังที่ทำการอำเภอ คงไม่พบกับเขา”

เนินสิบลี้กับเขาอูสันล้วนอยู่ในการปกครองของอำเภอคูก๋วน ไม่ทราบเพราะเหตุใด ผู้คนในสถานที่ทั้งสองแห่งมักเกิดการทะเลาะวิวาท ฟังว่ามีบุญคุณความแค้นนับร้อยปี เพียงกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ จะจับอาวุธเข้าต่อสู้กัน แต่จูไฮเมื่อนำกำลังไประงับเหตุ คงไม่เกิดการบาดเจ็บล้มตายเท่าใด

ถึงอย่างไรจูไฮมีบารมีอยู่ในอำเภอคูก๋วน เมื่อเขาออกหน้า เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กมลายหายสิ้น

แต่จูไฮเมื่อออกจากตัวเมืองไประงับข้อพิพาท อาหารเที่ยงมื้อนี้จะทำอย่างไร?

บิฮ้วงชิงกล่าวว่า “หมีโง่งม ท่านอาไฮเมื่ออกจากเมือง มิสู้ตามข้าพเจ้าไปชมดูของขวัญที่ข้าพเจ้าได้จากเมืองแห้ฝือเถอะ”

กล่าวพลางฉุดดึงเล่าฉ่วงไป ทางหนึ่งกล่าวว่า “หมีโง่งม ครั้งหน้าไปยังเมืองแห้ฝือ ท่านก็ตามไป เมืองแห้ฝือครึกครื้นยิ่ง มีเรื่องสนุกสนานมากมาย ใช่แล้ว ครั้งนี้ข้าพเจ้าติดตามพี่ใหญ่ไปยังเมืองแห้ฝือ ท่านคาดเดาว่าข้าพเจ้าได้พบกับผู้ใด?”

เล่าฉ่วงงงงันวูบหนึ่งจึงถามว่า “ท่านได้พบกับผู้ใด?”

“พยัคฆ์คำรนแห่งกิ๋วหงวน”

พยัคฆ์คำรนแห่งกิ๋วหงวน?

แต่ว่าบิฮ้วงไม่ปล่อยให้เล่าฉ่วงฉงนงงงวยนานไป นางหยุดเล็กน้อยจึงกล่าว “ท่านคงไม่ทราบว่าพยัคฆ์คำรนแห่งกิ๋วหงวนเป็นใคร อย่าได้เอาแต่ฝึกวิชาการต่อสู้ ควรสนใจเรื่องราวภายนอก ลูกผู้ชายชาตรีควรเข้าสู่โลกกว้าง อาศัยกระบี่ในมือสร้างกิจการอันลือลั่น...ท่านเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน ต่อให้มีฝีมือสูงเยี่ยมกว่านี้ ก็ไม่ได้เป็นวีรบุรุษ พยัคฆ์คำรนแห่งกิ๋วหงวนจนมีชื่อว่าลิโป้ ชื่อรองว่าเฟิ่งเซียน มีวิชาฝีมือยอกเยี่ยม ตอนแรกกองทัพยี่สิบสองหัวเมืองยกทัพมาปราบตั้งโต๊ะ คนผู้นี้ยืนหยัดอยู่ที่เฮาโลก๋วนเข่นฆ่าจนกองทัพหัวเมืองต่างๆ ถอยร่นไป แต่ว่าข้าพเจ้าได้ยินผู้คนบอกว่า คนผู้นี้กลับกลอกตระบัดสัตย์ มาตรว่ามีฝีมือยอดเยี่ยม แต่ไม่ถือเป็นวีรบุรุษ การไปยังเมืองแห้ฝือของข้าพเจ้าครั้งนี้ พอดีได้พบกับมัน นับว่ามีรูปร่างสง่างามจริงๆ”

บิฮ้วงบอกเล่าด้วยความกระตือรือร้นยินดี เล่าฉ่วงกลับสมองลั่นอึงอลขึ้นมา

ลิโป้มาถึงแคว้นชีจิ๋วแล้วหรือ?

จำได้ว่าคนผู้นี้ครองแคว้นชีจิ๋วไม่นานก็ถูกเล่าปี่โจมตีแพ้พ่าย ตีชิงแคว้นชีจิ๋วไป ต่อจากนั้นเล่าปี่กับลิโป้บัดเดี๋ยวเป็นศัตรู บัดเดี๋ยวเป็นพันธมิตร ดำเนินเป็นเวลาหลายปี สุดท้ายเล่าปี่ต้องหนีกระเซอะกระเซิง จวบกระทั่งสิบปีให้หลัง ค่อยมีที่ยืนหยัดทรงกาย ส่วนลิโป้ถูกประณามว่าเป็นลูกสามพ่อก็ถูกโจโฉสั่งประหารชีวิต

การสู้รบใหญ่กำลังจะเปิดฉากขึ้น ตัวเราสมควรฉกฉวยผลประโยชน์อย่างไรดี?

เล่าฉ่วงอดชำเลืองมองดูบิฮ้วงมิได้ พบว่านางกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่พบเห็นในเมืองแห้ฝือออกมา

เขาพลันเจ็บแปลบปลาบใจขึ้นมา

เล่าฉ่วงคาดเดาศักดิ์ฐานะที่แท้จริงของบิฮ้วงได้แล้ว นางคงเป็นบิฮูหยินที่ติดตามเล่าปี่ระหกระเหิน สุดท้ายเสียชีวิตที่บริเวณเขาเตียงปันสัน ส่วนพี่ใหญ่ที่บิฮ้วงเอ่ยถึงสมควรเป็นบิต๊ก

เวลานี้บิต๊กรับราชการอยู่ในแคว้นชีจิ๋ว มีชื่อเสียงเรียงนามไม่น้อย

ตระกูลบิอำเภอคูก๋วนค้าขายร่ำรวยขึ้นมา สุดท้ายกลับพบกับความว่างเปล่า

“หมีโง่งม ท่านคิดอะไน เหตุไฉนไม่พูดจา?”

บิฮ้วงเอ่ยปากถามขึ้น

เล่าฉ่วงค่อยตื่นจากภวังค์ ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “หมายความว่าลิโป้มาถึงแคว้นชีจิ๋วแล้ว ท่านเล่าไซกุน* ไยมิใช่เป็นพยัคฆ์ติดปีก?”

* ไซกุนเป็นคำเรียกเจ้าผู้ครองแคว้น

บิฮ้วงขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินพี่ใหญ่บอกว่า ลิโป้เป็นสุนัขป่าเสือร้าย ไม่พึงคบค้าสมาคม ท่านเล่าไซกุนมีจิตใจดีงาม กลัวว่าจะพลาดท่าเสียทีแก่คนต่ำช้า แต่ว่าท่านกวนกับท่านเตียวใต้ร่มธงของท่านเล่าไซกุนดูเหมือนระแวดระวังลิโป้ วันที่ลิโป้มาถึงเมืองแห้ฝือ ก็เกิดการโต้เถียงกับขุนพลสาม หากมิใช่ท่านหลิวไซ่กุนอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าจะเกิดการต่อสู้ขึ้น”

เล่าฉ่วงทวนคำว่า “ขุนพลสาม? หมายถึงท่านเตียวหุยเตียวเอ๊กเต๊กแห่งตุ้นก้วนหรอกหรือ?”

บิฮ้วงงงงันวูบจึงกล่าว “หมีโง่งม นึกไม่ถึงว่าท่านได้ยินชื่อขุนพลสามมา อย่างนั้นข้าพเจ้าทดสอบท่านดู เมื่อรู้จักชื่อขุนพลสาม ทราบหรือไม่ว่าขุนพลรองเป็นใคร?”

เล่าฉ่วงยิ้มพลางกล่าวว่า “ไหนเลยไม่รู้จัก เป็นกวนอูกวนหุนเตี๋ยง ใช่หรือไม่?”

บิฮ้วงเผยอยิ้มจนดวงตาเป็นรูปเดือนเสี้ยว น่าดูยิ่งนัก กล่าวด้วยความยินดีว่า “หมีโง่งม ท่านคิดอ่านสมองแล่น เริ่มเรียนรู้เรื่องภายนอกแล้ว เช่นนี้ดียิ่ง ภายภาคหน้าจะได้สร้างกิจการสำเร็จ”

แต่เล่าฉ่วงไม่ทีท่าทียินดีแต่อย่างไร หากถามว่า “ท่านเห็นว่าท่านเล่าไซ่กุนเป็นอย่างไร?”

บิฮ้วงทวนคำว่า “ท่านเล่าไซ่กุน” เอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะจึงกล่าว “ดูเหมือนเป็นผู้อาวุโสที่ดีงามท่านหนึ่ง...ใช้แล้ว เขายกม้าให้กับข้าพเจ้าตัวหนึ่ง เป็นของขวัญที่ข้าพเจ้าคิดนำท่านไปชมดู”

ผู้อาวุโส?

ในสายตาของบิฮ้วง เล่าปี่เพียงเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งหรือ?

เล่าฉ่วงเกิดความรู้สึกโล่งอก ในเมื่อเป็นผู้อาวุโส คงไม่เกิดเรื่องวัวแก่กินหญ้าอ่อนกระมัง เล่าฉ่วงจดจำปีที่เล่าปี่เสียชีวิตไม่ได้ คลับคล้ายคลับคลาเมื่อตอนที่เล่าปี่ครองแคว้นเกงจิ๋ว สมควรมีอายุห้าสิบกว่าปี หมายความว่าเล่าปี่ในตอนนี้มีอายุสามสิบเศษ...ถึงแม้ไม่ทราบว่าตามบันทึกประวัติศาสตร์ สุดท้ายบิฮูหยินแต่งให้กับเล่าปี่ได้อย่างไร แต่เมื่อตนเองถือกำเนิดเกิดใหม่เป็นเล่าฉ่วง ต้องไม่ประคองส่งมอบบิฮ้วงให้ อย่างมากก็ช่วยเหลือเล่าปี่ตีชิงแคว้นชีจิ๋วมา

เป็นอันว่าตกลงตามนี้

ในความคาดคิดของเล่าฉ่วง เห็นว่าเล่าปี่ต้องการผู้มีความรู้ความสามารถไปช่วยสร้างกิจการ บุคคลเช่นนี้ต้องไม่นึกถึงเรื่องความรักฉันบุรุษสตรีเกินไป

ขอเพียงตนเองสามารถช่วยเหลือเล่าปี่ตีชิงแคว้นชีจิ๋วมา เขาคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับบิฮ้วงอีก

เล่าฉ่วงมองดูเงาหลังของบิฮ้วง ตกลงใจประการหนึ่ง

......

ตระกูลบิเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอำเภอคูก๋วน

ตอนแรกบรรพชนของตระกูลบิเพียงเป็นพ่อค้าเกลือเถื่อนผู้หนึ่ง แต่ว่ามีสายตามองการณ์ไกล นึกหาวิธีคบค้าสมาคมกับขุนนาง นับตั้งแต่ราชวงศ์ไซฮั่นจนถึงตั้งฮั่น ทางการควบคุมกิจการค้าเกลือและวัสดุเหล็กอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการค้าเกลือ ส่วนใหญ่อยู่ในมือของทางการ แต่พร้อมกับบ้านเมืองที่ฟอนเฟะ วงศาคณาญาติฝ่ายนอกกับขุนนางขันทีผลัดกันครองอำนาจ นโยบายค้าเกลือค่อยๆ หลวมคลาย บรรพชนของตระกูลบิจึงติดสินบนข้าราชการ จัดตั้งลานเกลือ ส่งขายไปยังลุ่มแม่น้ำห้วยซุย กิจการยิ่งมายิ่งใหญ่โต จนตระกูลบิกลายเป็นพ่อค้าใหญ่ทางตวอไฮกุ๋น

ประจวบกับเกิดจลาจลวุ่นวาย บ้านเมืองระส่ำระสาย ตระกูลบิจึงผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว บิต๊กกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางตองไฮกุ๋น

ถึงแม้ว่ายังไม่เทียบเท่าตระกูลใหญ่เช่นตระกูลชีแห่งตองไซ และตระกูลตันแห่งกองเหลง

แต่อาศัยกำลังทรัพย์และกำลังคนที่มีอยู่ สามารถหยั่งเท้าอยู่ในแคว้นชีจิ๋วอย่างมั่นคง

ต่อมาตระกูลบิยังหนุนหลังโตเกี๋ยมปกครองแคว้นชีโจว โตเกี๋ยวแต่งตั้งบิต๊กเป็นผู้ช่วยเจ้าผู้ครองแคว้นหนุนให้ตระกูลบิทรงอำนาจกว่าเดิม

ในอำเภอคูก๋วนนี้ ขุมกำลังของตระกูลบิยังใหญ่โตกว่าทางการอีก แต่ว่าบิต๊กรู้จักวางตัว ไม่ก้าวก่ายกิจการของอำเภอคูก๋วนแต่อย่างไร

ตระกูลใหญ่เช่นนี้ย่อมมีสถานที่เลี้ยงม้าของตนเอง

บิฮ้วงนำเล่าฉ่วงออกจากเมือง ตรงไปยังสถานที่เลี้ยงม้าที่เชิงเขาคูสัน

สถานที่เลี้ยงม้าแห่งนี้ไม่ใหญ่โตนัก บวกกับพื้นที่ทางใต้มิใช่สถานที่เพาะพันธุ์ม้าจึงไม่สะดุดตาเท่าใด

“หมีโง่งม ม้าตัวนี้ความจริงเป็นลิโป้ยกให้กับท่านเล่าไซ่กุน ท่านเล่าไซ่กุนเห็นข้าพเจ้าชมชอบ จึงยกให้แก่ข้าพเจ้าอีกทอดหนึ่ง จากคำบอกของขุนพลสาม นี่เป็นม้าพันธุ์ไต้อวง เรียกว่าม้าวิเศษเหงื่อโลหิต”

บิฮ้วงกล่าวเสียงเจื้อยแจ้ว เล่าฉ่วงก็รับฟังอย่างยิ้มแย้ม

เมื่อเห็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนาง เล่าฉ่วงรู้สึกสบายตายิ่งนัก

ทั้งสองมาถึงปากทางเข้าสถานที่เลี้ยงม้า บิฮ้วงขณะจะนำเล่าฉ่วงเข้าไป พลันได้ยินเสียงร่ำร้องดังมาว่า “ฮ้วงฮ้วง ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อใด เหตุไฉนไม่ส่งคนมาแจ้งต่อข้าพเจ้าสักคำ?”

พร้อมกับเสียงกีบม้าเร่งร้อน ม้าเร็วตัวหนึ่งควบขับออกจากสถานที่เลี้ยงม้าดุจสายลม

คนขี่บนหลังม้าเหลือบแลเห็นเล่าฉ่วง ดวงตาพลันทอประกายดุร้าย เร่งความเร็วของม้าพุ่งชนใส่เล่าฉ่วง

เล่าฉ่วงนึกไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะเร่งความเร็วขึ้น ต้องใจหายวาบ

ควรทราบว่าบิฮ้วงอยู่ที่ข้างกาย มาตรว่าพลาดพลั้งทำร้ายถูกบิฮ้วง จะทำอย่างไรดี

เล่าฉ่วงไม่รีรอลังเล สาวเท้าเข้ารับหน้าม้าเร็วตัวนั้น

ที่ด้านหลังบังเกิดเสียงร้องของบิฮ้วงดังว่า “หมีโง่งม รีบหลบ”

หากว่าตัวเราหลบหลีก ทำร้ายถึงท่านจะทำอย่างไร?

ไม่ว่าเป็นเจตนารมณ์ของเขา หรือว่าเป็นสัญชาตญาณของร่างเดิมนี้ เขาเคยบอกต่อบิฮ้วงว่า “ข้าพเจ้าจะทำร้ายท่านได้อย่างไร” เมื่อลั่นปากออกไป ต้องกระทำให้จงได้

เห็นม้าตัวนั้นกำลังจะพุ่งชนใส่ พลันได้ยินคนขี่บนหลังม้าผิวปากคำหนึ่ง ม้าศึกแผดเสียงร้องก้อง หยุดกึกลงอย่างฉับพลัน ยกขาหน้าทั้งสองขึ้น

หากว่าเล่าฉ่วงไม่หลบ ต้องถูกม้าเหยียบใส่แต่หากว่าหลบหลีก ไยมิใช่แสดงว่าเล่าฉ่วงขวัญอ่อน?

เล่าฉ่วงสูดลมหายใจลึกๆ กระทืบเท้าข้างหนึ่ง เร่งพลังขึ้นจากจุดตันเถียนท้องน้อย ใช้กำลังช่วงเอว ด้วยท่วงท่าป้าอ๋องยกกระถาง สองมือคว้าจับกีบม้าหน้าของม้าศึกไว้ ส่งเสียงคำรามปานฟ้าร้อง ใช้กำลังผ่านสองมือ ร้องว่า “หมอบลง”

ม้าศึกตัวนั้นแผดร้องก้องหู กลับถูกเล่าฉ่วงจับกดลงกับพื้น

คนขี่บนหลังม้านึกไม่ถึงว่าจะเกิดผลเช่นนี้ ในความทรงจำของเขา ปีศาจขวัญอ่อนเช่นเล่าฉ่วงพอเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ สมควรแตกตื่นตระหนกจนอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราดจึงถูกต้อง

ม้าศึกพลิกล้มลงกับพื้น คนขี่บนหลังม้าก็มีปฏิกิริยารวดเร็ว รีบกระโดดลงจากหลังม้า กลิ้งตัวไปตามพื้นดินตลบหนึ่ง จึงไม่ถูกม้าศึกทับร่างไว้ มาตรว่าเป็นเช่นนั้น คนขี่มีสภาพทุลักทุเล เสื้อผ้าสีขาวเปื้อนผงธุลี ที่ปลายผมมีหญ้าแห้งติดอยู่ต้นหนึ่ง ลักษณะน่าขบขันยิ่ง

“หมีโง่งม ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”

บิฮ้วงก็ถูกฉากเหตุการณ์นี้สร้างความตระหนกไม่เบา หลังจากระงับสติได้ ก็รีบพุ่งตัวมาถึงข้างกายเล่าฉ่วง

เล่าฉ่วงรู้สึกข้อแขนปวดเมื่อยอยู่บ้าง เนื่องจากว่าเมื่อครู่นี้ใช้กำลังอย่างฉับพลัน ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน หัวไหล่ต้นแขนจึงรับบาดเจ็บเล็กน้อย

เห็นบิฮ้วงตื่นเต้นตึงเครียดถึงเพียงนี้ เล่าฉ่วงเกิดความอบอุ่นใจ ขณะจะตอบคำ ที่ข้างหูแว่วเสียงหนึ่งดังว่า “ตัวเลวทรามต่ำช้า กลับกล้าทำร้ายพาหนะของเรา มอบชีวิตมา”

พร้อมกับเสียงดัง ที่ด้านหลังบังเกิดเสียงโลหะแหวกฝ่าอากาศดังขึ้น หัวใจเล่าฉ่วงต้องตกวูบลง สีหน้าทอแววอำมหิตวูบหนึ่ง...

 

 

บทที่ 5

งูมังกรเก้าแปลง

 

“เกงโล้ย หยุดมือ”

เนื่องจากเล่าฉ่วงหันหลังให้ ไม่เห็นสภาพทางด้านหลัง แต่ว่าบิฮ้วงเห็นอย่างชัดเจน

คนขี่นั้นพอลุกขึ้นจากพื้น เห็นม้าศึกขาหน้าหักไป กลายเป็นม้าพิการ พานโกรธขึ้งขึ้นมา

ความจริงคิดสั่งสอนเล่าฉ่วง อวดโอ่ต่อหน้าสาวงาม นึกไม่ถึงว่าจะเผชิญการตอบโต้จากเล่าฉ่วง ไม่เพียงแต่ม้าขาหัก ทั้งยังอับอายขายหน้าต่อหน้าสาวงาม

คนขี่ผู้นี้มีนามว่าเกงโล้ย เป็นญาติห่างๆ กับอนุภรรยาของบิฮองซึ่งเป็นพี่รองของบิฮ้วง เนื่องจากทางบ้านตกต่ำ จึงมาพึ่งพิงตระกูลบิ หากว่านับจากความสัมพันธ์ส่วนนี้ เกงโล้ยถือเป็นญาติผู้พี่ของบิฮ้วง ยามปรกติจึงกำเริบเสิบสานยิ่ง

หากเป็นยามปรกติ บิฮ้วงพอส่งเสียงร้องเช่นนี้ เกงโล้ยคงรีบหยุดมือ แต่ยามรีบร้อนไม่ฟังเสียงห้ามปรามของบิฮ้วง เห็นมันชักกระบี่สืบเท้าเข้ามา ฟันใส่เล่าฉ่วง

เล่าฉ่วงพอได้ยินเสียงโลหะแหวกฝ่าอากาศก็รู้สึกถึงอันตราย ตามเหตุผลเขามีวิธีถลันหลบ จนใจที่เบื้องหน้ายืนไว้ด้วยบิฮ้วง หากว่าเขาถลันหลบ อาจทำร้ายถูกบิฮ้วง

ยามนั้นเล่าฉ่วงบังเกิดเพลิงอำมหิตขึ้น จึงงอเท้าทั้งสองลงเล็กน้อย ต่อจากนั้นสลับสองเท้า ดีดตัวไปทางด้านหลัง

นี่เป็นท่วงท่าที่ดัดแปลงจากรูปร่างของวัวเป็นหนึ่งในงูมังกรเก้าแปลง มีนามว่าวัวบ้าประชิด ตอนที่อยู่ในคุกคุมขัง เล่าฉ่วงอาศัยความทรงจำที่มีอยู่ ทำความเข้าใจกับวิชางูมังกรเก้าแปลง ทั้งซักซ้อมจนเกิดความชำนาญ...

ในยุคสมัยปัจจุบัน วิชาวูซูถูกดัดแปลงจนกลายเป็นการแสดงชนิดหนึ่ง หากแก่นสารที่แท้จริงของวิชาวูซู ซึ่งเน้นการจู่โจมสังหาร ค่อยๆ ลบเลือนหายไป ถึงกับสาบสูญจากการถ่ายทอด คงอยู่ในมือยอดฝีมือกระดับประเทศจำนวนน้อยนิด

ขอเพียงเป็นลูกผู้ชายที่เคยอ่านนวนิยายกำลังภายใน ในใจต่างคิดสานฝันบู๊ลิ้มประการหนึ่ง น่าเสียดายความคิดสานฝันบู๊ลิ้มกลายเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ นอกจากความตกต่ำของวิชาการต่อสู้ประจำชาติแล้ว ยังถูกจำกัดอยู่ภายใต้ตัวบทกฎหมายทางโลก เนื่องจากเล่าฉ่วงมีร่างกายอ่อนแอ ยิ่งไม่เคยสัมผัสกับวิชาวูซูมาก่อน

นึกไม่ถึงว่าหลังจากผ่านการตายครั้งหนึ่ง พอชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ จะมีโอกาสสัมผัสกับวิชาจู่โจมสังหารที่แท้จริง

วิชาการต่อสู้สมัยตั้งฮั่น ยิ่งสมควรจัดเป็นวิชาจู่โจมสังหาร เป็นวิธีการฆ่าคนอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะวิชางูมังกรเก้าแปลงที่เล่าฉ่วงร่ำเรียนมา ยิ่งเป็นวิชาฝีมือที่หล่อหลอมการจู่โจมสังหารกับการเพาะกายเข้าด้วยกัน

ที่ว่าวิชางูมังกรเก้าแปลงเป็นการลอกเลียนความเคลื่อนไหวของสัตว์เก้าชนิด สำหรับจู่โจมสังหาร ในการนี้ยังเกี่ยวพันถึงการฝึกพลังปราณ หากว่าฝึกถึงขั้นลึกล้ำ ยังมีอานุภาพน่าตระหนก

วิชาฝีมือนี้มีส่วนคล้ายคลึงกับวิชาห้าทวิชาติจตุบาท* แต่ว่ามีอานุภาพรุนแรงกว่า ร่างเดิมของเล่าฉ่วงสามารถฝึกปรือถึงขั้นที่สี่ ได้แก่วัวบ้าแปลง

* วิชาบริหารร่างกายสมัยโบราณ ว่ากันว่าหมอฮูโต๋ยุคสามก๊กเป็นคนคิดค้นขึ้น โดยดัดแปลงจากความเคลื่อนไหวของสัตว์ห้าชนิด ได้แก่ เสือ กวาง หมี ค่างและปลา ทำการยืดแขนเหยียดขา ก้มตัวแหงนเงยหน้าขึ้น ช่วยระบบการหมุนเวียนของโลหิต หลังจากหลั่งเหงื่อออกมา จะตัวเบาสบาย ปลอดจากโรคาพยาธิ

ร่างเดิมของเล่าฉ่วงฝึกวิชางูมังกรเก้าแปลงเป็นเวลาสิบสองปีแล้ว

ในความทรงจำของเขา ตั้งแต่อายุห้าขวบ ก็เริ่มฝึกท่วงท่าของไก่ เรียกว่าไก่ทองแปลง พออายุเจ็ดขวบเริ่มฝึกท่วงท่าของวานร เรียกว่าพญาค่างแปลง ตอนนั้นยังช่วงเจริญเติบโตตามปรกติ ครั้นเมื่ออายุแปดขวบ เริ่มฝึกท่วงท่าลักษณะม้า ได้แก่อาชาแปลง ร่างกายเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง ยิ่งมายิ่งรับประทานจุ รูปร่างยิ่งมายิ่งยืดสูง และอ้วนใหญ่ เมื่อายุสิบสองปี เริ่มฝึกท่วงท่าวัวบ้าแปลง จนบัดนี้เป็นเวลาห้าปีแล้ว

ตามเหตุผลเล่าฉ่วงสมควรเข้าสู่ท่วงท่ารูปเสือ ซึ่งเป็นท่วงท่าที่ห้านามพยัคฆ์แปลง แต่เนื่องจากขวัญอ่อน ไม่เรียนรู้ถึงท่วงท่าสภาวะของเสือร้ายลงจากเขา ความสำเร็จจึงหยุดยั้งอยู่ที่ท่วงท่าวัวบ้าแปลง

ขณะที่เล่าฉ่วงรองรับร่างกายนี้ ก็รับช่วงความทรงจำของร่างนี้ด้วย

เขามีนิสัยเยือกเย็น กล่าวได้ว่าเย็นชาอยู่บ้าง มาตรว่าไม่ถึงกับพิชิตไปทั่วหล้า แต่ก็มีกำลังขวัญอันกล้าแข็ง มิฉะนั้นคงไม่สามารถฆ่าคนร้ายมากมายถึงเพียงนั้น

ความเยือกเย็นอำมหิตที่อยู่ส่วนลึกของจิตใจ ทำให้เขาค่อยๆ เข้าสู่แก่นแท้ของท่วงท่าพยัคฆ์แปลง เพียงแต่ช่วงเวลาที่ฟื้นคืนยังกระชั้นสั้น จึงไม่สามารถทะลุทะลวงขึ้นไป

ท่วงท่ารูปวัวเน้นการใช้กำลัง

ถึงแม้ว่าเล่าฉ่วงยังไม่สามารถควบคุมร่างกายนี้ทั้งหมด แต่ก็สามารถบังคับใช้กำลังของร่างนี้อย่างเต็มที่

เขาพอดีดตัวไปด้านหลัง ท่ากระบี่ของเกงโล้ยก็จู่โจมใส่อากาศธาตุ

ต่อจากนั้นเล่าฉ่วงถือโอกาสเข้าประชิดติดตัวเกงโล้ย พอขยับตัวเล็กน้อย ก็พุ่งชนใส่ร่างเกงโล้ยอย่างหนักหน่วง

ที่ข้างหูบังเกิดเสียงกร๊อบคราหนึ่ง เกงโล้ยแผดร้องออกมา ปลิวกระเด็นไปสิบกว่าก้าว สุดท้ายล้มฟาดกับพื้น ท่าวัวม้าแปลงของเล่าฉ่วงครั้งนี้แฝงพลังหกเจ็ดร้อยชั่ง พอชนใส่ร่างเกงโล้ย ก็กระแทกกระดูกซี่โครงของเกงโล้ยหักไปสองซี่ ทั้งกระอักโลหิตออกมา เกลือกกลิ้งไปตามพื้นดินสิบกว่าตลบ ค่อยหยุดชะงักลง ไม่มีปัญญาลุกขึ้นอีก

“นายน้อย”

การปะทะที่ปากทางเข้าสถานที่เลี้ยงม้า สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนในสถานที่เลี้ยงม้า พากันร้องอุทานออกมา

บุรุษที่ปรากฏตัวพร้อมกับเกงโล้ยสี่คน เห็นเกงโล้ยลุกไม่ขึ้น ปกเสื้อแปดเปื้อนคราบโลหิตต่างก็สะดุ้งเฮือกใหญ่

เกงโล้ยก็นึกไม่ถึงว่า เล่าฉ่วงซึ่งก่อนหน้านี้ถูกตนเองข่มเหงจนไม่กล้าตอบโต้ จะโต้กลับมาอย่างแหลมคมถึงเพียงนี้ ที่ผ่านมาเห็นว่าคนผู้นี้เสียทีที่มีกำลังวังชา แต่ขวัญอ่อนราวมุสิก ยากที่จะสำเร็จกิจการ ความจริงคิดสั่งสอนเล่าฉ่วงสักครา ไหนเลยจะคาดคนผู้นี้กลับลงมือตอบโต้ ทั้งจู่โจมอย่างดุดันอำมหิต แตกต่างจากกาลก่อนอย่างสิ้นเชิง

เกงโล้ยบังเกิดความอับอายโกรธแค้น ร้องคำรามว่า “ฆ่ามันให้กับเรา”

ผู้ดูแลสถานที่เลี้ยงม้าทั้งสี่ไม่พูดจามากความ พากันโถมใส่เล่าฉ่วง

บิฮ้วงที่ด้านข้างชมดูจนหน้าถอดสี รีบขวางอยู่เบื้องหน้าเล่าฉ่วง ขณะจะเอ่ยปากห้ามปราม ปรากฏแขนข้างหนึ่งยื่นมาโอบเอวของนาง เล่าฉ่วงอุ้มบิฮ้วงขึ้น ผลักไสไปด้านข้าง พลางมองดูผู้ดูแลสถานที่เลี้ยงม้าทั้งสี่นั้น งอเข่าพุ่งตัวเข้าหา

ผู้ดูแลทั้งสี่นี้ล้วนไม่ธรรมดา ดูจากฝีเท้าที่หนักแน่นของพวกเขา ก็ทราบว่าทุกคนมีวิชาฝีมือมิใช่ชั่ว

แต่ว่าผู้ดูแลทั้งสี่นี้คล้ายกับยกเกงโล้ยเป็นผู้นำ ดูจากความเคลื่อนไหวของทั้งหมด ดูเหมือนไม่เห็นแก่หน้าค่าตาของบิฮ้วง ในสถานการณ์เช่นนี้ เล่าฉ่วงย่อมไม่ให้บิฮ้วงออกหน้า

เห็นผู้ดูแลคนหนึ่งมาถึงเบื้องหน้า เล่าฉ่วงไม่รอให้ฝ่ายตรงข้ามมีความเคลื่อนไหว ชิงยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น ใช้ออกด้วยท่วงท่าม้าป่าเหยียบค่าย กระทืบเท้าข้างหนึ่งกับพื้น

ผู้ดูแลนั้นรู้สึกว่าพื้นดินใต้เท้าเกิดความสั่นสะเทือน จิตใจพลอยสั่นไหวขึ้นมา หมัดของเล่าฉ่วงก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้า เสียงโครมดังหนักๆ ผู้ดูแลนั้นคล้ายถูกค้อนใหญ่กระแทกใส่หน้าอก อ้าปากกระอักโลหิตดังโอ้ก ล้มลงสิ้นใจตาย

กระบวนท่าเดียว เพียงกระบวนท่าเดียว

ผู้ดูแลนั้นถูกเล่าฉ่วงต่อยตายคามือ

ที่หลงเหลืออีกสามคนตกตะลึงพรึงเพริด เล่าฉ่วงถือโอกาสสลับเท้าหมุนตัว เคลื่อนไหวดุจลิงค่าง กระโดดถึงเบื้องหน้าผู้ดูแลอีกคนหนึ่ง แต่ว่าผู้ดูแลนั้นเตรียมตัวอยู่ก่อน เห็นเล่าฉ่วงกระโดดมาถึง ก็ชักกระบี่จ้วงแทงใส่

เล่าฉ่วงในยามนี้เปลี่ยนเป็นสงบเยือกเย็น ก่อนหน้านี้ต่อยคนตายคนหนึ่ง สีหน้ายังสงบนิ่ง กวัดแกว่งสองมือดุจผีเสื้อโบยบิน เสียงฉาดเมื่อฟาดถูกข้อมือผู้ดูแลนั้น ตามด้วยการสะอึกประชิด ยกศอกกระทุ้งใส่หน้าอกผู้ดูแล หลังจากลงมือ ก็หมุนตัวขวับ ทิ้งเท้าข้างหนึ่งลงกับพื้น ยื่นสองหมัดหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ดวงตาทอประกายอำมหิต จับจ้องมองดูผู้ดูแลที่เหลืออีกสองคน

นี่เป็นท่วงท่าพญาค่างกางเล็บ กระทุ้งศอกใส่หน้าอก เป็นท่าสังหารในวิชางูมังกรเก้าแปลงดุจเดียวกับวัวบ้าประชิด

ถึงแม้ว่าเล่าฉ่วงได้รับถ่ายทอดวิชางูมังกรเก้าแปลง แต่ยังไม่ถึงขั้นถนัดจัดเจน เพียงแต่ร่างนี้ฝึกซ้อมวิชางูมังกรเก้าแปลงเป็นเวลาสิบสองปี ขอเพียงบังเกิดความคิดขึ้น ร่างกายก็เคลื่อนไหวตาม

ผู้ดูแลที่ถูกศอกกระทุ้งใส่หน้าอกล้มตึงลงกับพื้น หน้าอกยุบหายเข้าไปแถบหนึ่ง เพียงดูจากภายนอกก็ทราบว่ากระดูกหน้าอกของเขาหักหมดสิ้น

เล่าฉ่วงฆ่าคนติดต่อกันสองคน รู้สึกในอกมีพลังปราณขุมหนึ่งพลุ่งขึ้นถึงขม่อม อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องคำรามออกมา สลับเท้าทั้งสอง พอก้าวเท้าออกก้าวหนึ่ง พลังการฆ่าฟันก็เพิ่มพูนส่วนหนึ่ง

นี่เป็นท่วงท่าเสือร้ายลงจากเขา เหยียบย่ำแผ่นดินไว้ใต้เท้า

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ขอเป็นคนที่ฆ่าคน

หากบอกว่าก่อนหน้านี้เล่าฉ่วงมีข้อกริ่งเกรงอยู่หลายส่วน เมื่อเกงโล้ยร้องบอกให้ “ฆ่ามัน” เล่าฉ่วงก็ไม่มีข้อกริ่งเกรงอีก หากไม่ฆ่าคนก็ต้องถูกฆ่า อย่างนั้นเราจะฆ่าท่าน ดูว่าผู้ใดดุดันอำมหิตกว่า

หลังจากปลดปล่อยความอัดอั้นในอกออกไป เล่าฉ่วงพลันยืดกายลอยตัวขึ้น ใช้ออกด้วยท่วงท่าเสือร้ายข้ามหุบเหว

“หมีโง่งมหยุดมือ”

“น้องเล่ายั้งมือไว้ไมตรี...”

บิฮ้วงเห็นเล่าฉ่วงคิดฆ่าคนอีก จึงรีบโถมเข้ามา กอดแขนของเล่าฉ่วงไว้

ขณะเดียวกัน ในสถานที่เลี้ยงม้าปรากฏบุรุษผู้หนึ่งควบม้าออกมา ชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้า

บุรุษนั้นกระโดดลงจากหลังม้า ขวางอยู่หว่างกลางของเล่าฉ่วงกับผู้ดูแลทั้งสอง ประสานมือกล่าวว่า “น้องเล่า ท่านฆ่าคนสองคน ถือว่าระบายโทสะแล้ว นายน้อยถือว่าหุนหันพลันแล่น ดีที่ไม่ลุกลามใหญ่โต มิสู้เลิกราในลักษณะนี้ เป็นอย่างไร?”

เกงโล้ยร้องอย่างโกรธแค้นว่า “เตียวเซ่ง...”

เด็กน้อยนี้ทำร้ายเราบาดเจ็บถึงเพียงนี้ยังฆ่าสมุนของเราสองคน ไหนเลยปล่อยปละละเว้นมันได้?

แต่เตียวเซ่งไม่แยแสสนใจเกงโล้ย หันไปกล่าวกับผู้ดูแลทั้งสองว่า “ยังมิรีบนำนายน้อยไปรักษาบาดเจ็บอีก?”

เกงโล้ยอ้าปากคิดร้องบอกอันใด ผู้ดูแลทั้งสองก็หิ้วปีกของเขาจากไป

เล่าฉ่วงก็หยุดมือ มองดูชายหนุ่มที่ชื่อเตียวเซ่งแวบหนึ่ง พลันยิ้มอย่างโง่งม กล่าวว่า “ตกลง เลิกราในลักษณะนี้”

เตียวเซ่งนึกโล่งอก ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม่นางสาม ต้องการดูม้าหรือ?”

บิฮ้วงในยามนี้ไหนเลยมีกะใจชมดูม้า จึงฉุดแขนของเล่าฉ่วง กล่าวว่า “หมีใหญ่ ข้าพเจ้าเหนื่อยล้า พวกเรากลับกันเถอะ”

เล่าฉ่วงผงกศีรษะรับ ติดตามบิฮ้วงเดินทางกลับ

เตียวเซ่งใช้สายตาส่งบิฮ้วงกับเล่าฉ่วงจากไป จวบกระทั่งไม่เห็นเงาหลังของทั้งสอง ค่อยระบายลมหายใจโล่งอก หันมามองดูซากศพบนพื้นทั้งสองซาก สั่นศีรษะทอดถอนใจ ออกคำสั่งว่า “ฝังศพพวกมันทั้งสองเถอะ”

ในสถานที่เลี้ยงม้าปรากฏองครักษ์พิทักษ์จำนวนหนึ่งรุดมา พอฟังเตียวเซ่งออกคำสั่งก็มีคนเข้ามาแบกศพของผู้ดูแลทั้งสองไป

องครักษ์ผู้หนึ่งเดินเข้ามา กล่าวเบาๆ ว่า “พ่อบ้านเตียว ฟังว่าเจ้าผู้นี้ขวัญอ่อนราวมุสิก ยามปรกติไม่กล้าทะเลาะวิวาทกับผู้คน ไฉนกลายเป็นดุร้ายถึงเพียงนี้ กลับลงมือด้วยอำมหิต คล้ายคนกระหายเลือดก็มิปาน”

เตียวเซ่งขมวดคิ้วขบคิดแล้วกล่าว “บอกต่อผู้คนระดับล่าง อย่าได้ตอแยเจ้าผู้นี้ ทั้งส่งคนจับตาดูมัน...ท่านอาเขียกไปหาท่านพ่อที่อูสัน ก่อนที่ท่านผู้เฒ่าจะกลับมา อย่าได้ก่อเรื่องอีก”

องครักษ์นั้นรับคำคราหนึ่งกล่าวว่า “แต่ว่าทางด้านนายน้อย...”

เตียวเซ่งก็มีสีหน้าลำบากใจ ขบคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว “เมื่อครูหมีใหญ่ทำร้ายนายน้อยบาดเจ็บ ในเวลาอันสั้นคงยากลงจากเตียง ทางด้านนายน้อย เราจะไปเกลี้ยกล่อมเอง รอจนท่านอาเขียกกลับมา ค่อยให้ท่านผู้เฒ่าตัดสินใจ”

องครักษ์นั้นรับคำหมุนตัวไป

เตียวเซ่งรั้งดึงสายบังเหียน ขณะจะขึ้นม้า แต่แล้วหยุดยั้งลง รำพึงว่า “เล่าฉ่วง...เล่ายง...”

พลางสูดลมหายใจคำหนึ่ง พึมพำว่า “เจ้าผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ ถือเป็นชนวนเภทภัยประการหนึ่ง มันจงใจปกปิด หรือระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน หากว่าก่อนหน้านี้แสร้งเป็นขวัญอ่อนราวมุสิก ที่แท้มีเจตนาใด? เล่าฉ่วง เล่ายง...อาหลานคู่นี้ไม่รวบรัดธรรมดาจริงๆ”

......

“แม่นางสาม เหตุใดไม่พูดจา?”

ระหว่างเดินทางกลับอำเภอคูก๋วน บิฮ้วงนิ่งเงียบงันตลอดเวลา

หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น อาจพูดจาปลอบโยนสักหลายคำ จะอย่างไรเหตุการณ์เมื่อครู่นี้สร้างความสะท้านสะเทือนแก่หญิงสาวนางหนึ่งไปแล้ว แต่เล่าฉ่วงพานไม่ช่างเจรจา เขาทราบว่าบิฮ้วงได้รับความแตกตื่นตระหนก แต่ไม่ทราบปลอบโยนอย่างไรดี กล่าวถึงที่สุด เขาเมื่อชาติปางก่อนเป็นชายโสดผู้หนึ่ง ไม่ถนัดในการพิเคราะห์จิตใจของเพศตรงข้าม

บิฮ้วงพลันหยุดเท้าลง จ้องมองเล่าฉ่วงเขม็งนิ่ง

“ท่านมิใช่หมีโง่งม”

“อ้อ?”

“หมีโง่งมต้องไม่ฆ่าคนโดยปราศจากความกลัวเกรงเช่นท่านเมื่อครู่นี้”

“ข้าพเจ้า...”

บิฮ้วงกล่าวว่า “แต่ว่าท่านเป็นหมีโง่งม...”

สีหน้านางทอแววมึนงงสงสัย กล่าวราวรำพึงต่อตัวเองว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าท่านมิใช่หมีโง่งม แต่ว่าท่านเป็นหมีโง่งมชัดๆ...ข้าพเจ้าไม่ทราบกล่าวอย่างไรดี เพียงรู้สึกว่าท่านเปลี่ยนไปมากมาย”

เล่าฉ่วงตะกุกตะกักอยู่ครึ่งค่อนวัน ค่อยกล่าวว่า “ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพียงไม่ต้องการให้ท่านถูกทำร้าย”

บิฮ้วงพลันยิ้มออกมากล่าวว่า “เอาเถอะ ข้าพเจ้าทราบแล้ว ข้าพเจ้าเพียงไม่สามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงของท่านนี้”

“หมีโง่งม ข้าพเจ้าจะกลับไปก่อน รอจนข้าพเจ้าขบคิดเข้าใจ ค่อยมาเล่นกับท่าน เรื่องที่ท่านฆ่าคนของบ้านเราทั้งสอง ข้าพเจ้าจะหาทางแก้ใขให้กับท่าน แต่ว่าท่านอย่าได้ฆ่าคนอีก หาไม่จะเป็นปัญหาใหญ่หลวง”

เล่าฉ่วงรับคำคราหนึ่ง

เล่าฉ่วงกับบิฮ้วงมาถึงประตูเมืองคูก๋อวน ต่อจากนั้นส่งนางกลับถึงบ้านตระกูลบิ

ตระกูลบิมิใช่ตระกูลบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แต่ก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลในอำเภอคูก๋วน ตัวตึกเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ภูมิฐานที่สุดในเมือง ยังใหญ่โตกว่าที่ทำการอำเภออีก

นี่ก็ยากตำหนิ ตระกูลบิเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งอยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พร้อมกับผุดขึ้นของบิต๊ก ตระกูลบิมีโอกาสขึ้นเป็นตระกูลใหญ่ที่ทรงอิทธิพล ว่ากันว่าเล่าปี่ให้ความสำคัญต่อบิต๊กอย่างยิ่ง ไม่แน่ว่าภายภาคหน้าจะขึ้นเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของตองไฮกุ๋น

เล่าฉ่วงมองดูบิฮ้วงเดินเข้าบ้านตระกูลบิ พลันเกิดความรู้สึกอาวรณ์ประการหนึ่ง...

บิต๊ก บิฮอง บิฮ้วง...

นึกไม่ถึงว่าตนเองจะเฉียดกรายเข้าใกล้ยุคสามก๊กถึงเพียงนี้

เล่าฉ่วงหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยหมุนตัวกลับบ้าน

ขณะที่เขาหมุนตัวจากไป บิฮ้วงก็ถลันออกจากประตูข้าง มองดูเงาหลังของเล่าฉ่วง สีหน้าทอแววฉงนงงงวย

เขาเป็นหมีโง่งมจริงหรือ?

......

ระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน เล่าฉ่วงแวะซื้อขนมเปียะข้าวสาลีสองชั่ง

เป็นเวลาหลังเที่ยงแล้ว วันนี้แทบไม่มีข้าวตกถึงท้องสักเม็ด จึงหิวโหยตั้งแต่แรก

เขานำขนมเปียะข้าวสาลีไปแช่น้ำ รับประทานอย่างลวกๆ ถือเป็นการประทังหิว

เขามิใช่ไม่ต้องการรับประทานอาหารอันโอชะ หากทว่าในตัวไม่มีเงินสักเท่าใด ปลายราชวงศ์ตั้งฮั่นเกิดการสู้รบวุ่นวาย ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้น แคว้นชีจิ๋วความจริงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ แต่หลังจากที่ถูกโจโฉปลินชิงคราหนึ่ง จึงกลับกลายเป็นยากจนลง ในท้องตลาดตอนนี้ เนื้อวัวหนึ่งชั่งเป็นเงินสามสิบเหรียญ เล่าฉ่วงมีเงินติดตัวเพียงสิบกว่าเหรียญ ทั้งยังเป็นจูไฮทิ้งไว้ให้ก่อนออกจากบ้าน มิฉะนั้นเล่าฉ่วงกระทั่งเงินซื้อขนมเปียะข้าวสาลียังไม่มี

ถึงแม้ที่บ้านมีอาหาร แต่เล่าฉ่วงไม่รู้จักเครื่องมือในยุคสมัยนั้น ไม่ทราบก่อไฟอย่างไน ใช้ฟืนมากน้อยเท่าใด ควรทราบว่าไม้ฟืนก็ต้องซื้อหา เล่าฉ่วงรู้สึกอับจนปัญญาต่อเรื่องนี้อยู่บ้าง

หลังจากประทังหิว เล่าฉ่วงเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อแขนสั้น เปลือยแขนทั้งสอง ควงขวานที่กลางลานบ้าน

เพลงขวานของเขาเป็นจูไฮถ่ายทอดให้ มีเพียงแปดท่วงท่า รวบรัดธรรมดายิ่ง แต่เล่าฉ่วงฝึกปรือท่วงท่าทั้งแปดนี้ถึงสองปี

เล่าฉ่วงร่ายรำขวานอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกไร้รสชาติ จึงโยนขวานทิ้ง หยุดยั้งยืนหยัดอยู่กลางลานบ้าน เปลี่ยนเป็นซักซ้อมวิชางูมังกรเก้าแปลง

ระหว่างวิชางูมังกรเก้าแปลงมีส่วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง ในลักษณะสืบทอดติดต่อกัน ยกตัวอย่างเช่นหากท่านฝึกท่าไก่ทองแปลงไม่สำเร็จ ก็ไม่สามารถฝึกท่าพญาค่างแปลงซึ่งเป็นท่วงท่าหลังจากนั้น หากว่าฝึกท่าพญาค่างแปลงไม่สำเร็จ ก็ไม่สามารถฝึกท่าม้าป่าแปลง ตลอดจนท่าวัวบ้าแปลงได้

ก่อนหน้านี้เล่าฉ่วงฝึกท่าวัวบ้าแปลงสำเร็จ หลังจากนั้นไม่สามารถฝึกต่อไป แต่วันนี้ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับพบกับความสะดวกราบรื่น สามารถใช้ท่วงท่าเสือร้ายข้ามหุบเหว เคลื่อนไหวร่างกายถึงท่วงท่าพยัคฆ์คำราม โครงกระดูกทั่วร่างลั่นเกรียวกราว สุดท้ายทำท่าเสือร้ายหมุนตัว พลังปราณกระจายไปยังแขนขาทั่วสรรพางค์กาย

เขาฝึกท่าพยัคฆ์แปลงสำเร็จแล้ว

เล่าฉ่วงฉุกใจคิด ซักซ้อมความเคลื่อนไหวสืบต่อจากท่วงท่าพยัคฆ์แปลงโดยไม่ลังเล

น่าเสียดายหลังจากที่เขาผ่านท่วงท่าพยัคฆ์แปลง ตระเตรียมเคลื่อนไหวต่อไป พลังชีวิตพลันขาดหาย ร่างคล้ายถูกพลังอันใดรั้งดึงไว้ ต้องร่วงฟาดลงกับพื้น ชั่วครู่ยังลุกไม่ขึ้น

ความเคลื่อนไหวต่อไปเป็นท่วงท่าหมีใหญ่โอบจันทร์ ซึ่งเป็นท่าเริ่มต้นของท่าหมีใหญ่แปลง

เล่าฉ่วงฟุบร่างกับพื้น หอบหายใจฟืดฟาด พลางหัวร่อในใจ ตัวเราละโมบเกินไปแล้ว...

เจ้าของร่างเดิมฝึกท่าวัวบ้าแปลงอยู่สามปี ยังไม่สามารถทะลุทะลวงไปอีกขั้น ตอนนี้ตนเองเพิ่งควบคุมร่างกายนี้ไว้ สามารถใช้ท่าพยัคฆ์แปลงออกมา ถือเป็นความยินดีอย่างไม่คาดหมายแล้ว

หลังจากสะสมกำลังเป็นเวลาสามปี ค่อยฝึกท่าพยัคฆ์แปลงได้ หากคิดรุดหน้าคราเดียวสองขั้น ออกจะละโมบโลภมากไปแล้ว

เล่าฉ่วงฟุบร่างกับพื้น รอจนร่างกายฟื้นฟูเรี่ยวแรง ค่อยคืบคลานลุกขึ้น ปัดผงธุลีตามร่างกาย ตักน้ำบ่อชำระล้างร่างกาย ต่อจากนั้นค่อยกลับเข้าห้อง

ใช่แล้ว วันนี้ตอนออกจากคุก หองเตียวเคยไหว้วานตัวเราไปยังร้านตระกูลซีหมู่บ้านอิลู่ หาคนมาประกันตัวเขาออกจากคุก

คนผู้นี้มิใช่คนคนดีอันใด มาตรว่าดูไปสุภาพเรียบร้อย แต่แสดงว่าเป็นคนใจดำอำมหิตผู้หนึ่ง

ช่างเถอะ เมื่อรับปากมัน ควรเดินทางไปสักครั้ง ถือเป็นการเพาะสร้างความสัมพันธ์ ไม่แน่ว่าภายภาคหน้ามีเรื่องร้องขอต่อมัน

นึกถึงตอนนี้ เล่าฉ่วงค่อยคลายใจลง

เพียงแต่ตลอดทั้งวันเพิ่งรับประทานขนมเปียะข้าวสาลีสองชั่ง หลังเที่ยงก็ฝึกซ้อมวิชาฝีมือ อาหารที่รองท้องย่อยสลายไปจนหมดสิ้น เล่าฉ่วงจึงผุดลุกขึ้น คิดเข้าครัวไปดูว่ามีอันใดให้รับประทาน

ที่เบื้องนอกฟ้าใกล้มืดค่ำลง เล่าฉ่วงเพิ่งเดินออกจากห้อง ก็เห็นจูไฮถือน่องวัวหนักสิบกว่าชั่งข้างหนึ่งเข้ามา

 

 

บทที่ 6

หมู่บ้านอิลู่

 

วิกาลคล้อยดึก

ที่นอกห้องมีฝนตกพรำ

มาตรว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่คืนฝนตกที่อำเภอคูก๋วนยังเหน็บหนาวยิ่ง ถึงกับหนาวเย็นกว่าฤดูหนาวอีก

เล่าฉ่วงนั่งบนเบาะหนานุ่ม อาศัยแสงสว่างจากถ่านไฟของเตาผิงซึ่งก่อด้วยอิฐ พลิกดูแผ่นไม้ไผ่ที่ชำรุดม้วนหนึ่ง

แผ่นไม้ไผ่ที่ไม่มีชื่อหนังสือ แต่ดูจากเนื้อหาภายใน พอจะอนุมานได้ว่านี่เป็นตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่ง แต่เล่าฉ่วงไม่ทราบว่านี่เป็นตำราพิชิยสงครามอันใด ถึงอย่างไรเมื่อชาติปางก่อนเขาเป็นข้าราชการพลเรือนธรรมดาผู้หนึ่ง หำได้สนใจตำรับตำราการศึกสงครามอันใดไม่

ตำราพิชัยสงครามเป็นจูไฮมอบให้กับเล่าฉ่วง ฟังว่าระหว่างที่เขาออกเดินทางท่องเที่ยว บังเอิญได้มาโดยไม่ตั้งใจ ดีที่เมื่อชาติปางก่อนเล่าฉ่วงทำงานด้านเอกสาร จึงทำความเข้าใจภาษาฮั่นโบราณมาบ้าง ช่วงปลายราชวงศ์ตั้งฮั่นนี้ การเล่าเรียนหนังสือไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุผลนานัปการ ตำรับตำราส่วนใหญ่อยู่ในมือตระกูลใหญ่ที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ผู้คนทั่วไปยากจะมีโอกาสเล่าเรียนหนังสือ

ช่วงกลางคืนไม่มีกิจกรรมอันใด ได้แต่อ่านตำราพิชัยสงครามที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เล่มนี้เป็นการฆ่าเวลา

เล่าฉ่วงพลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง บังเกิดความง่วงเหงา จึงล้มตัวลงนอนบนเตียง

การหลับใหลครั้งนี้หลับสนิทยิ่ง เล่าฉ่วงไม่ทราบหลับใหลนานเท่าใด พลันถูกสุ้มเสียงหนึ่งปลุกตื่นขึ้นมา

นอกหน้าต่างยังดำมืด ถ่านไฟในเตาผิงมอดดับแล้ว นภาฟ้ายังไม่สว่าง ภายในห้องมืดมิด พอลุกขึ้นนั่ง ได้ยินที่นอกห้องบังเกิดเสียงดังครืนครั่น สะกิดความสงสัยอยากรู้ของเล่าฉ่วงขึ้น คลุมเสื้อผ้าใส่เกียะไม้ เดินถึงข้างประตู เปิดประตูห้องออก

ฝนหยุดตกแล้ว แต่ยังหนาวเย็นอยู่บ้าง...

เล่าฉ่วงสั่นสยิวคราหนึ่ง มองออกไปยังนอกห้อง เห็นเงาดำสายหนึ่งกำลังร่ายรำดาบที่ลานบ้าน

จูไฮเปลือยแขนทั้งสอง ร่ายรำดาบใหญ่เล่มหนึ่ง กำลังซักซ้อมเพลงดาบ ท่าร่างของเขาไม่รวดเร็วเท่าใด แต่ร่ายรำดาบใหญ่ในมือเป็นเงาประกายกลุ่มหนึ่ง พอฟันดาบออก ก็บังเกิดเสียงครืนปานฟ้าร้อง พลังดาบแผ่กระจายออกรอบข้าง เล่าฉ่วงยืนอยู่ข้างประตูยังรู้สึกได้

ประมาณชั่วน้ำเดือด จูไฮค่อยรั้งดาบกลับหยุดยั้งยืนหยัด

พอเหลียวหน้ามาเห็นเล่าฉ่วงยืนอยู่ข้างประตู จูไฮไม่ตื่นตกใจอันใด หากจัดวางดาบใหญ่พิงกับผนังกำแพง ต่อจากนั้นหันไปอาบน้ำชำระกาย

เล่าฉ่วงค่อยมีโอกาสเห็นดาบใหญ่เล่มนี้อย่างถนัดชัดตา

ดาบของจูไฮเล่มนี้ยาวประมาณแปดเชียะ หรือประมาณหนึ่งร้อยแปดสิบห้ากงเฟิน* ยามยกตั้งขึ้น แทบสูงเท่ากับเล่าฉ่วง อยู่ในตำแหน่งปลายจมูก

* 185 เซนติเมตร

ด้ามดาบยาวสามเชียะ ประดับห่วงใหญ่ ตัวดาบยาวห้าเชียะเศษ กว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือ ฝนคมดาบด้านหนึ่ง สันดาปหนาราวหนึ่งนิ้ว ตัวดาบเป็นเส้นโค้ง แผ่ความเย็นเยียบออกมา

นี่เป็นกระบี่ฟันขาม้า? หรือว่าเป็นดาบห่วงใหญ่

เล่าฉ่วงอดหยิบฉวยดาบใหญ่ขึ้นมามิได้

ดาบพอตกอยู่ในมือ ต้องสูดลมหายใจเข้าไปคำหนึ่ง

หนักยิ่งนัก

ขวานที่เล่าฉ่วงใช้ฝึกฝีมือจัดสร้างขึ้นเป็นพิเศษ หนักสี่สิบแปดชั่ง แต่พอดาบเล่มนี้ตกอยู่ในมือ ยังกดดันข้อมือยิ่งกว่าขวาน คาดว่ายังหนักกว่าขวานใหญ่ของตนเอง

“ดาบเล่มนี้เรียกว่ากระบี่เอกะ หนักหกสิบสามชั่ง”

เล่าฉ่วงพอฟัง ถึงกับแทบร้องอุทานออกมา

หกสิบสามชั่งหรือ?

น้ำหนักหกสิบสามชั่งที่จูไฮบอกออกมาคงไม่ใช่ระบบชั่งตวงวัดในยุคหลัง หากเป็นระบบตวงชั่งในยุคปลายตั้งฮั่น เล่าฉ่วงเคยอ่านบทความที่เกี่ยวข้องมา หนึ่งชั่งในสมัยฮั่น เท่ากับหนึ่งชั่งหกตำลึงในยุคต่อมา เป็นที่มาของคำว่าครึ่งชั่งแปดตำลึง

อย่างนั้นกระบี่เอกะที่หนักหกสิบสามชั่งไยมิใช่เท่ากับหนึ่งร้อยชั่ง?

สวรรค์ จูไฮมีกำลังวังชาที่น่าตระหนกนัก...

แต่ว่ากันว่าดาบง้าวมังกรเขียวจันทร์เสี้ยวของท่านกวนอูหนักแปดสิบสองชั่ง ไยมิใช่มีน้ำหนักร้อยกว่าชั่ง? เล่าฉ่วงมองดูดาบใหญ่เล่มนี้ อดนึกถึงดาบมังกรเขียวจันทร์เสี้ยวของท่านกวนอูมิได้

สายตาของเขาบังเอิญกวาดมองไปที่คมดาบ ต้องงงงันวูบหนึ่งจึงกล่าว “ท่านอาไฮ เหตุใดไม่ซ่อมแซมคมดาบนี้?”

ที่แท้คมดาบมีรอยบิ่นเล็กๆ อยู่สามจุด

จูไฮพอฟัง ต้องหน้าแปรเปลี่ยนไป แย่งชิงดาบใหญ่จากมือเล่าฉ่วง ลังเลเล็กน้อยจึงกล่าวเบาๆ ว่า “รักษาไว้เถอะ จะได้เป็นเครื่องเตือนใจเรา ก่อนนี้เราเข้าใจว่ามีฝีมือไร้ผู้ต่อต้าน ไหนเลยจะคาดเรากลับพ่ายแพ้แก่คนผู้หนึ่ง ครั้งนั้นแทบคร่าชีวิตของเราไป...”

“ช่างเถอะ นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว หมีใหญ่ เจ้ามีกำลังวังชามาแต่กำเนิด ท่านอาเจ้ายังชุบกระดูกเส้นเอ็นของเจ้าตั้งแต่เล็ก ทั้งถ่ายทอดวิชาการต่อสู้อันเลิศล้ำแก่เจ้า แต่ก็อย่าได้หลงลำพอง พึงรู้ว่าเหนือฟ้ามีฟ้า เหนือคนมีคน ตอนแรกเราเพราะมองฟ้าจากก้นบ่อ จึงพบกับความเพลี่ยงพล้ำ...”

เรื่องนี้มีตำนาน

เล่าฉ่วงใช้สมองความคิด จับใจความของจูไฮ ฟังเลศนัยออกได้

ท่านอาไฮคงมิใช่บุคคลธรรมดา ด้วยวิชาฝีมือของเขา กลับยินยอมจับเจ่าอยู่ในอำเภอเล็กๆ เช่นคูก๋วน คงได้รับความกระทบกระเทือนใจอันใด

แต่ว่าจูไฮไม่บอก เล่าฉ่วงก็ไม่สะดวกกับการซักถาม

จูไฮกล่าวสืบต่อ “หมีใหญ่ หลังจากนี้เจ้ายังต้องหมั่นฝึกซ้อมฝีมือ น่าเสียดายที่เราหาตัวช่างฝีมือที่ตีกระบี่เอกะเล่มนี้ไม่พบ หาไม่จะตีกระบี่ให้กับเจ้าอีกเล่มหนึ่ง เจ้าต้องฝึกซ้อมแปดท่าสังหารที่เราถ่ายทอดแก่เจ้าให้ดี ภายหน้าเราจะมอบกระบี่เอกะเล่มนี้ให้กับเจ้า แต่ว่าวิชาฝีมือที่ท่านอาเจ้าถ่ายทอดแก่เจ้า ยังเหนือกว่าเพลงดาบของเราร้อยเท่า เจ้ายังคงใช้ทวนเป็นหลัก ใช้ดาบหนุนเสริม วันหน้าต้องมีความสำเร็จเหนือกว่าตัวเรากับท่านอาของเจ้า”

ทวน?

ห้วงสมองของเล่าฉ่วงปรากฏภาพกระบองอันหนักอึ้งซึ่งจัดวางอยู่ในห้องขึ้น

หรือว่ากระบองด้ามนั้นเป็น “ทวน” ที่จูไฮพูดถึง?

เขายกมือเกาศีรษะ รับคำคราหนึ่ง

ยามนั้นที่ขอบฟ้าขาวโพลนรำไร จูไฮเข้าครัวไป อุ่นเนื้อวัวที่รับประทานเหลือจากเมื่อคืน รับประทานพร้อมกับขนมเปียะข้าวสาลี่

ความจริงแล้วยุคสมัยนี้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่นิยมรับประทานอาหารเช้า แต่เนื่องจากบุรุษทั้งสามคน ล้วนร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ จึงให้ความสำคัญกับอาหารการกิน เมื่อวานจูไฮเดินทางไปไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเนินสิบลี้กับหมู่บ้านอูสัน ได้น่องวัวมาข้างหนึ่ง ถือเป็นอาหารเช้าสำหรับคนทั้งสอง

“ท่านอาไฮ ข้าพเจ้าคิดไปที่หมู่บ้านอิลู่”

“ไปที่หมู่บ้านอิลู่ทำอะไร?”

เล่าฉ่วงไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรดี

ถึงอย่างไรเขาช่วยส่งข่าวให้กับหองเตียวออกจะขาดเหตุผลสนับสนุน จูไฮไม่แน่ว่ารับปาก

ดีที่จูไฮไม่ได้สืบสาวในเชิงลึก หลังจากถามดูคำหนึ่งก็กล่าวว่า “ก็ได้ อีกสักครู่เราจะใช้คนรับรถมา เราความจริงคิดไปที่หมู่บ้านอิลู่ แต่เมื่อวานสิบลี้กับหมู่บ้านอูสันเกิดข้อพิพาท ท่านนายอำเภอใช้ให้เราเป็นเพื่อนเขาไปอีกเที่ยวหนึ่ง อย่างนั้นเจ้าไปที่หมู่บ้านอิลู่แทนเรา ส่งของไปยังหาดน้ำเกลือ มอบให้กับคนชื่อหุยเสียว”

“ทราบแล้ว”

เล่าฉ่วงไม่ได้ซักไซ้จูไฮว่าให้เขาส่งสิ่งของใด เพียงจดจำชื่อหุยเสียวเอาไว้

หลังจากรับประทานอาหารเช้า จูไฮก็เดินทางไปยังที่ทำการอำเภอ

เล่าฉ่วงพักผ่อนอยู่ในบ้านครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงรถม้าดังมาถึงหน้าประตูบ้าน

เจ้าหน้าที่นายหนึ่งขับรถใหญ่คันหนึ่งมาหยุดนิ่งที่หน้าประตู ม้าเทียมรถเป็นม้าแก่ตัวหนึ่ง ดูไปซูบผอมยิ่ง ตอนนี้แม้แต่ผู้คนยังรับประทานไม่อิ่ม ไหนเลยเลี้ยงดูม้าพาหนะอย่างดี เห็นบนรถจัดวางหีบสองใบ ใช้เชือกผูกติดกับตัวรถ

เล่าฉ่วงสอบถามเจ้าหน้าที่นั้นว่า “ท่านอาไฮยังมีคำสั่งอันใดหรือไม่?”

“ไม่ได้สั่งอันใด เพียงบอกให้ท่านรีบไปรีบกลับ ระหว่างทางอย่าได้เสียเวลาชักช้า”

เล่าฉ่วงผงกศีรษะรับคำ ยื่นมือรับสายบังเหียนม้ามา

เจ้าหน้าที่นั้นพอจากไป เล่าฉ่วงก็จูงม้าเตรียมออกเดินทาง เพิ่งกระโดดขึ้นบนแอมหน้ารถยกแส้ม้าขึ้น ก็ได้ยินเสียงกีบม้าดังมาแต่ไกล

เมื่อมองไปยังต้นเสียง เห็นใต้อาทิตย์อุทัยปรากฏม้าขาวตัวหนึ่งควบขับมาดุจสายลม ชั่วพริบตาก็มาถึงหน้ารถม้า ขวางทางเล่าฉ่วงไว้

“หมีโงงม ท่านคิดไปที่ใด?”

สุ้มเสียงสดใสไพเราะดังขึ้น เล่าฉ่วงงงงันวูบ จากนั้นเผยอยิ้มออกมา

“แม่นางสาม ข้าพเจ้าจะไปยังหมู่บ้านอิลู่...นี่เป็นม้าดีที่ท่านเอ่ยถึงหรือ?”

คนที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือบิฮ้วงเอง

เห็นนางเกล้าผมเป็นมวย สวมเสื้อผ้าสีเขียวมรกต กางเกงสีขาวนวล งามสดใสเป็นพิเศษ

เพียงชั่วข้ามคืน บิฮ้วงคล้ายอารมณ์ดีขึ้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอันเฉิดฉัน ยกแส้ม้าชี้มาที่เล่าฉ่วง กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “ใช่แล้ว ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”

ม้าขาวสมควรมีอายุไม่มาก ดูไปงามสง่ายิ่ง ยังสูงกว่าม้าแก่ที่ใช้ลากรถ แสดงว่าเป็นยอดอาชาที่ยากพบพาน

เล่าฉ่วงมีสีหน้านิยมเลื่อมใส ผงกศีรษะกล่าวว่า “เป็นม้าดีจริงๆ”

นี่เป็นม้าพันธุ์ไต้อวง ซึ่งในยุคหลังจากจะพบพาน

เล่าฉ่วงเคยขี่ม้า แต่ส่วนใหญ่เป็นม้าที่ใช้บรรทุกสิ่งของไม่อาจเปรียบกับม้าพันธุ์ไต้อวงได้...

บิฮ้วงกล่าวถามว่า “ต้องการทดลองขี่ดูหรือไม่?”

นี่...แล้วกันไปเถอะ ข้าพเจ้าต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านอิลู่ หากไปสายเกรงว่ากลับมาไม่ทัน”

บิฮ้วงเชิดปากน้อยๆ กล่าวว่า “อยู่ดีๆ ไปยังหมู่บ้านอิลู่ทำอะไร?”

“เพียงช่วยจัดส่งสิ่งของไปให้กับท่านอาไฮพร้อมกับจัดการเรื่องปลีกย่อยประการหนึ่ง”

บิฮ้วงตากระจ่างวูบกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะไปกับท่าน”

เล่าฉ่วงย่อมยินดีที่มีบิฮ้วงร่วมทาง แต่บิฮ้วงจะอย่างไรเป็นหญิงสาว มาตรว่าหมู่บ้านอิลู่อยู่ห่างไม่ไกลเท่าใด แต่มีความไม่สะดวกอยู่บ้าง จึงกล่าว “แม่นางสามคิดไป ข้าพเจ้าย่อมไม่ขัดข้อง แต่ว่า...”

บิฮ้วงไม่รอให้เล่าฉ่วงกล่าวจบ ชิงกล่าวว่า “ท่านรับปากก็พอ พี่รองพอกลับมา ก็สะสางงานการวุ่นวาย ไม่มีผู้ใดอยู่เป็นเพื่อนข้าพเจ้า จะอย่างไรหมู่บ้านอิลู่อยู่ห่างไม่ไกล ข้าพเจ้าใช้คนไปบอกต่อเขาคำหนึ่งก็พอ”

กล่าวพลางหันไปร้องเรียกว่า “บิง้วง”

บริเวณทางโค้งเบื้องหน้าปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งวิ่งออกมา กล่าวว่า “คุณหนูสามมีคำสั่งใด?”

“ข้าพเจ้าคิดไปยังหมู่บ้านอิลู่ ท่านกลับไปบอกต่อพี่รองสักคำ ก่อนฟ้ามืดค่ำจะกลับมา”

บิง้วงสะดุ้งเฮือกใหญ่รีบกล่าวว่า “คุณหนูสามทำไม่ได้...ที่หมู่บ้านอิลู่วุ่นวายยิ่ง ฤดูกาลนี้ยังปรากฏโจรสลัดอาละวาด หากเกิดเรื่องขึ้น...”

บิฮ้วงแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า “เมื่อวานข้าพเจ้าแทบพลาดพลั้ง เจ้าไฉนไม่ขัดขวาง อีกประการหมีโง่งมร่วมทางกับข้าพเจ้า ย่อมต้องคุ้มครองความปลอดภัยของข้าพเจ้า...หมีโง่งม ใช่เป็นเช่นนี้หรือไม่?”

นางเมื่อกล่าวเช่นนี้ เล่าฉ่วงย่อมผงกศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าย่อมต้องคุ้มครองความปลอดภัยของแม่นางสาม”

บิฮ้วงยิ้มออกมากล่าวว่า “นั่นก็ใช่แล้ว ยังมีบิเซียบร่วมทาง ต้องไม่มีเรื่องราวใด...บิเซียบ บิเซียบ”

ชายหนุ่มที่ติดตามอยู่ด้านหลังบิง้วงเดินออกมาประสานมือกล่าวว่า “คุณหนูสามมีคำสั่งใด?”

“เจ้าทำหน้าที่ขับรถ”

“อ้อ?”

บิฮ้วงไม่สนใจว่าบิเซียบมีสีหน้าใด หันมากวัดมือต่อเล่าฉ่วงกล่าวว่า “หมีโง่งม ท่านขี่ม้าของข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้าขี่ม้าของบิเซียบ...ท่านมิใช่บอกว่าคิดฝึกขี่ม้าหรอกหรือ ข้าพเจ้าจะถือโอกาสนี้สอนท่านขี่ม้า”

เล่าฉ่วงศีรษะพองโตขึ้นมา เนื่องเพราะเขาขี่ม้าไม่เป็นจริงๆ เมื่อชาติปางก่อนขี่ม้าแคระย่อมไม่สามารถเทียบเปรียบกับม้าศึก มิหนำซ้ำเล่าฉ่วงพอเดินถึงเบื้องหน้าของม้า ค่อยพบว่าบนม้าขาวเพียงผูกแพรไหมเสฉวนผืนหนึ่งอยู่บนหลังม้า ที่ข้างลำตัวม้าเพียงแขวนบังโกลนข้างหนึ่ง ต่างกับอานม้าบังโกลนม้าที่เล่าฉ่วงนึกวาดภาพไว้

ยังดีที่ม้าขาวยังเชื่องช้า ไม่แสดงปฏิกิริยาต่อเล่าฉ่วง ภายใต้การเร่งรัดของบิฮ้วง เขาได้แต่เหยียบบังโกลนขึ้นม้า ให้ความรู้สึกที่กระบิดกระบวนยิ่ง

เมื่อไม่มีอานม้าบังโกลนคู่ ได้แต่พึ่งพากำลังช่วงเอวช่วยการทรงตัวบนหลังม้า ดีที่เล่าฉ่วงฝึกวิชาฝีมือหลายปี สามารถใช้กำลังช่วงเอวได้

บิฮ้วงขี่ม้าของบิเซียบ ทางหนึ่งชี้แนะเคล็ดวิชาลับในการขี่ม้าต่อเล่าฉ่วง ทางหนึ่งมองดูท่วงท่าอันเงอะงะของเล่าฉ่วง ต้องหัวร่อคิกคักออกมา

บิง้วงมองดูบิเซียบ กล่าวด้วยความลำบากใจว่า “ท่านพี่ ทำอย่างไรดี?”

บิเซียบทอดถอนใจ ก้าวขึ้นรถม้า มองดูเงาหลังของเล่าฉ่วง กล่าวว่า “นายผู้เฒ่ารองสั่งไว้ ให้พวกเราทำตามคำสั่งของคุณหนูสาม ยังจะทำอย่างไรได้ ท่านกลับไปรายงานนายผู้เฒ่ารอง ส่วนเราจะติดตามคุณหนูสามกับเด็กอุบาทว์นั้นไปยังหมู่บ้านอิลู่”

ไม่ทราบว่าคุณหนูสามต้องมนต์สะกดอันใด กลับเป็นมิตรต่อเด็กอุบาทว์ผู้นี้ถึงเพียงนี้ เราต้องจับตาดูเด็กน้อยนี้ มิให้กระทบถึงแผนการใหญ่ของนายผู้เฒ่า

นึกถึงตอนนี้ บิเซียบหวดแส้ม้า ขับรถม้าตามบิฮ้วงกับเล่าฉ่วงไป

......

หมู่บ้านอิลู่อยู่ห่างจากอำเภอคูก๋วนเพียงสามสิบลี้

หากว่าลงแส้เร่งม้า ภายในหนึ่งชั่วยามก็บรรลุถึง แต่เมื่อเผชิญกับเล่าฉ่วงซึ่งเพิ่งขี่ม้าเป็นครั้งแรก ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถเร่งความเร็วขึ้น ในทางกลับกันต้องเดินๆ หยุดๆ ปรับแก้ตลอดทาง จนกระทั่งยามเที่ยงค่อยบรรลุถึง

เล่าฉ่วงแทบกลิ้งตัวลงจากหลังม้า ยืนยืดเส้นยืดสายอยู่บนหลัง

ก่อนนี้เข้าใจว่าการขี่ม้าเป็นกิจกรรมที่เบาสบาย เมื่อทดลองจริงๆ ค่อยทราบว่าไม่สบาย อย่าเพิ่งบอกว่าไม่มีอานม้าบังโกลนม้า เพียงอาศัยกำลังขากับช่วงเอวรักษาความสมดุลบนหลังม้า ก็เป็นงานที่ยากลำบาก ทั้งยังต้องล่วงรู้นิสัยของม้า คล้อยตามแรงของม้า หากระหว่างทางเกิดเหตุอันใด ยิ่งต้องมีปฏิกิริยาที่ปราดเปรียว

เล่าฉ่วงตกม้าสองครั้ง ครั้งแรกไม่ได้ควบคุมบังคับสายบังเหียนให้ดี ถูกม้าขาวสลัดลงมา แทบถูกกีบม้าเหยียบใส่ ครั้งที่สองปรากฏกระต่ายตัวหนึ่งกระโจนจากข้างทาง สร้างความแตกตื่นแก่ม้าขาว สลัดเล่าฉ่วงลงมาอีกครั้ง

แต่การตกม้าทั้งสองครั้ง ให้ประสบการณ์แก่เล่าฉ่วง อย่างน้อยเมื่อใกล้ถึงหมู่บ้านอิลู่ สามารถนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างมั่นคง

ตลอดรายทางบิฮ้วงหัวร่อไม่ขาดปาก กล่าวว่า “หมีโง่งม วิชาขี่ม้าของท่านย่ำแย่เกินไป อย่าว่าแต่เข้าสู่สมรภูมิ เพียงควบขับพันลี้เกรงว่าทำไม่ได้ หลังจากกลับไป ข้าพเจ้าต้องฝึกฝนท่านให้ดี ยังมี ม้าตัวนี้ยกให้ท่านดูแลเถอะ”

เล่าฉ่วงใจหายวาบ เหม่อมองดูบิฮ้วงชั่วครู่ไม่อาจกล่าววาจาใดได้

เขาทราบจากจูไฮว่า ช่วงเวลานี้ม้ามีราสูงอย่าว่าแต่ม้าพันธุ์ไต้อวงเช่นนี้ แม้แต่ม้าเทียมรถหรือม้าบรรทุกสิ่งของก็มีราคาตั้งแต่แปดพันถึงสองหมื่นเหรียญ ม้าศึกทั่วไปราคาประมาณสองหมื่นถึงสิบหมื่นเหรียญ สำหรับม้าขาวของบิฮ้วงตัวนี้ หากประเมินราคาสมควรอยู่ระหว่างสิบสองหมื่นถึงสิบห้าหมื่นเหรียญ บิฮ้วงบอกให้เขาดูแล มิสู้บอกว่ายกม้าตัวนี้ให้กับเล่าฉ่วง

ของขวัญอันล้ำค่าเช่นนี้ สร้างความตื่นตะลึงให้กับเล่าฉ่วงนัก

แม้แต่บิเซียบที่ขับรถก็ทักท้วงว่า “คุณหนูสาม ม้าตัวนี้เป็นของขวัญจากท่านเล่าไซ่กุน?”

บิฮ้วงหน้าเคร่งเครียดลงกล่าวว่า “แล้วจะเป็นไร มันเมื่อยกม้าตัวนี้แก่ข้าพเจ้า ถือเป็นของข้าพเจ้า ตอนนี้ข้าพเจ้าฝากให้หมีใหญ่ดูแล เกี่ยวข้องใดกับมัน?”

“แต่ว่า...”

“เจ้าอย่าได้ปากมาก เชื่อหรือไม่ว่าข้าพเจ้าพอกลับไป จะให้พี่รองไล่เจ้าไปที่ลานเกลือ”

บิเซียบแซ่บิ แต่เป็นแซ่ที่เจ้าบ้านประทานให้ บิดาของเขาเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลบิ จึงได้รับแซ่บิ นี่เป็นวิธีการผูกมัดจิตใจของตระกูลใหญ่ กล่าวถึงที่สุดเขากับตระกูลบิไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด เพียงเป็นบ่าวไพร่ที่ถือกำเนิดในบ้านผู้เป็นนาย ยิ่งไม่มีศักดิ์ตำแหน่งใดในตระกูลบิ

ลานเกลือเป็นรากฐานของตระกูลบิ ตระกูลบิค้าเกลือตั้งเนื้อตั้งตัวขึ้นมา ย่อมให้ความสำคัญกับลานเกลือ แต่งานที่ลานเกลือลำบากยากเข็ญ ต่อให้ไปเป็นผู้ดูแลลานเกลือ ก็ต้องทำงานหนัก ทั้งไม่มีลำไพ่พิเศษอันใด หากถูกย้ายไปที่ลานเกลือ จะอย่างไรความโชคร้าย...

นึกถึงตอนนี้ บิเซียบต้องปิดปากลง

บิฮ้วงกล่าวกับเล่าฉ่วงว่า “หมีโง่งม ท่านต้องดูแลไข่มุกให้ดี”

ไข่มุกเป็นชื่อของม้าขาว เนื่องเพราะลูกตาสุกใสราวไข่มุก บิฮ้วงจึงตั้งชื่อมันว่าไข่มุก

เล่าฉ่วงมองดูม้าขาว เหลียวดูบิฮ้วง ยิ้มพลางกล่าวว่า “แม่นางสาม ท่านกล้ายกให้ ข้าพเจ้าก็กล้ารับ หวังว่าท่านไม่เสียใจภายหลัง”

บิฮ้วงย่นจมูกน้อยๆ กล่าวว่า “หากว่ามันได้รับความลำบาก จะให้ท่านเห็นดีแน่นอน”

นางลงจากหลังม้า จูงม้าขาวเดินเคียงคู่กับเล่าฉ่วง พลางถามว่า “พวกเราจะไปที่ใด?”

เล่าฉ่วงตอบว่า “หาดน้ำเกลือ”

บิเซียบที่ด้านหลังรีบกล่าวว่า “คุณหนูสาม ทางที่ดีหาสถานที่พักผ่อนในตลาด ข้าพเจ้ากับหมีใหญ่ส่งของไป หาดน้ำเกลือเป็นสถานที่อันยุ่งเหยิง มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน ไม่ควรย่างกรายไป”

บิฮ้วงกล่าวโดยไม่นำพาว่า “กลัวอันใด จะอย่างไรมีหมีโง่งมอยู่ด้วย มันจึงไม่ปล่อยให้ข้าพเจ้าเสียเปรียบ...ใช่หรือไม่ หมีโง่งม”

เล่าฉ่วงยิ้มอย่างโง่งม ผงกศีรษะเห็นพ้อง

บิเซียบได้แต่ฝืนยิ้ม

เมื่อบิฮ้วงตัดสินใจแน่วแน่ ก็แล้วแต่นาง...หากว่าเกิดเรื่องขึ้น ก็ผลักภาระไปที่เล่าฉ่วง

ในใจแม้ครุ่นคิดเช่นนั้น ยังตระเตรียมพรักพร้อม ชักดาบห่วงใหญ่จากข้างเอว จัดวางไว้ที่ข้างกาย จากนั้นเร่งม้าเทียมรถติดตามไป

“แม่นางสาม”

“อืมม์?”

“ท่านไม่มีโทสะแล้วหรือ?”

บิฮ้วงงงงันวูบ หันมามองดูเล่าฉ่วงแวบหนึ่งแล้วกล่าว “เมื่อวานข้าพเจ้ากลับไปครุ่นคิด ถึงแม้ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใด ทำให้ท่านเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายถึงเพียงนี้ แต่หมีโง่งมยังเป็นหมีโง่งม ข้าพเจ้าทราบว่าไม่ว่าเกิดเรื่องใด ท่านยังจะช่วยเหลือข้าพเจ้า คุ้มครองข้าพเจ้าเช่นกาลก่อน ใช่หรือไม่?”

เล่าฉ่วงคิดกุมมือน้อยๆ ของนางไว้ แต่ไม่อาจปลุกปลอบกำลังขวัญขึ้น เพียงผงกศีรษะอย่างหนักแน่นกล่าวว่า “หมีโง่งมจะเป็นหมีโง่งมของแม่นางสามตลอดไป แม่นางสามก็จะเป็นแม่นางสามของหมีโง่งมตลอดไป”

บิฮ้วงยิ้มอย่างเฉิดฉันกว่าเดิมกล่าวว่า “นั่นก็ใช่แล้ว อย่างนั้นข้าพเจ้าจะมีโทสะต่อท่านได้อย่างไร?”

เล่าฉ่วงบังเกิดความอบอุ่นใจ เดินเคียงคู่กับบิฮ้วง ในที่สุดมาถึงหาดน้ำเกลือ

ที่ว่าหาดน้ำเกลือความจริงเป็นลานเกลือที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง เนื่องเพราะน้ำของแม่น้ำมีรสเค็ม จึงตั้งชื่อว่าหาดน้ำเกลือ

ว่ากันว่าที่นี้เป็นบ้านเกิดของแม่ทัพสมัยฉู่ฮั่นนามเจ็งลี้ม่วย หลังจากที่เจ็งลี้ม่วยเสียชีวิต บ้านเรือนก็ถูกรื้อทำลาย ทางการจับจองพื้นที่นี้เป็นที่นาของทางการ ตั้งลานเกลืออิลู่ขึ้น ต่อมาเห็นว่าลานเกลือมีขนาดเล็ก ไม่สามารถป้อนเกลือให้กับแม่น้ำห้วยซุย จึงยกเลิกลานเกลืออิลู่ ตั้งลานเกลือเอียมต๊กแทน

เนื่องจากหมู่บ้านอิลู่อยู่ติดกับอำเภอไฮไซ ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอคูก๋วนกับไฮไซ ยากแก่การปกครอง จึงถูกทางการมองข้ามไป นับตั้งแต่เกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลืองเป็นต้นมา หาดน้ำเกลือจึงกลับกลายเป็นตลาดมืด เป็นที่ซ่องสุมของคนเดนตาย

เล่าฉ่วงพอเหยียบย่างเข้าสู่หาดน้ำเกลือก็รู้สึกถึงบรรยากาศอันเขม็งตึงเครียด

ความรู้สึกนี้คล้ายกับหลวงจีนน้อยในเรื่องโปเยโปโลเยอุ้มพุทธรูปทองคำองค์หนึ่งเข้าสู่ตลาดร้านถิ่นก็มิปาน

สายตายามกวาดมอง พบเห็นแต่คนสวมเสื้อใส่เสื้อผ้าสกปรก บางคนถืออาวุธ บางคนมีหน้าตาดุร้าย...

เล่าฉ่วงกับพวกพอเข้าสู่หาดน้ำเกลือ สายตาทุกคู่ก็จ้องจับมาที่คนทั้งสาม

สายตาเหล่านั้นทอแววละโมบโลภมาก และดุร้ายหมายขวัญ สร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่บิฮ้วง ต้องขยับเข้าใกล้เล่าฉ่วง เกาะกุมแขนของเล่าฉ่วงไว้

สภาพของบิเซียบก็ไม่ดีเลิศเท่าใด ใบหน้าน้อยๆ กลับกลายเป็นขาวซีด

เล่าฉ่วงก็พบว่าผิดท่า ขณะจะปลอบโยนบิฮ้วง มิคาดปรากฏผู้คนพุ่งโถมจากข้างทาง บิเซียบขณะจะหยุดรถ คนผู้นั้นก็แผดร้องโหยหวน ล้มลงกับพื้น ทั้งกลิ้งตัวไปสองตลบ

บิเซียบรีบหยุดรถกระโดดลงมา ขณะจะเข้าไปตรวจดูอาการของคนผู้นั้น รอบข้างก็ปรากฏผู้คนฮือออกมา ล้อมคนทั้งสามไว้

“เป็นไร ชนคนแล้วคิดหนีหรือ?”

ชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายผู้หนึ่งตรงเข้ามาคว้าแขนบิเซียบไว้

ยังมีอีกคนหนึ่งเดินถึงข้างกายบุรุษที่นอนครวญครางอยู่บนพื้น ย่อกายลงแสร้งเป็นตรวจดูอาการแล้วกล่าว “พี่ใหญ่ ม้าน้อยขาหักแล้ว”

ชายฉกรรจ์หน้าตาดุร้ายนั้นร้องออกมาว่า “ว่ากระไร พวกเจ้าชดใช้เงินมา”

“ใช่แล้ว ชดใช้เงินมา”

ทั้งหมดร่ำร้องวุ่นวาย ลักษณะท่าทางแสดงว่าหากไม่ชดใช้เงินทองไม่ยอมเลิกรา

เล่าฉ่วงฉุดดึงบิฮ้วงไปด้านหลังให้นางพิงกับแอกหน้ารถ จากนั้นสืบเท้าออกไปหนึ่งก้าว เกร็งกำลังขึ้นจากจุดตันเถียนท้องน้อย ร้องบอกว่า “หุยเสียว หากยังไม่ออกมา เกิดการหลั่งเลือด จะกระทบถึงสัมพันธไมตรี”