บทนำ

 

ฉันคือใคร

ฉันมาจากไหน

ฉันจะไปที่ใด

ว่ากันว่าสามคำถามนี้เป็นการขบคิดในขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับชีวิตของนักปรัชญา ขบคิดตั้งแต่สมัยคริสตกาลของโลกโบราณมาจนกระทั่งปีเนบิวลาในยุคอวกาศ ก็ยังคงไม่ได้คำตอบ

ถ้าหากแค่ยึดตามความหมายตามตัวอักษร คนทั่วไปย่อมตอบคำถามสามข้อนี้ได้ง่ายๆ แต่ว่าฉันที่อยู่ในชุดของนักโทษ ยืนอยู่หน้าศาลยุติธรรม และเป็นอาชญากรสงคราม ย่อมไม่อาจให้คำตอบได้

 

 

หกวันก่อนฉันลืมตาขึ้นในพุ่มไม้แห้งเหี่ยวบางตา

ใส่ชุดกระโปรงสกปรกมอมแมม ยืนอยู่ในดินแดนรกร้างว่างเปล่า กวาดสายตามองดินแดนโล่งกว้างไร้ขอบเขต ในหัวสมองว่างเปล่าขาวโพลน คิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน และยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหน

“นี่…”

“มีใครอยู่ไหม...”

ฉันตะเบ็งเสียงร้องเรียกดังๆ หลายรอบ แต่นอกจากเสียงอื้ออึงของลมที่พัดผ่านพุ่มไม้แล้ว ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก คล้ายบนโลกนี้เหลือแค่ฉันเพียงคนเดียว

 

 

 

ฉันเลือกเดินไปทิศทางหนึ่งอย่างงงงันตื่นตระหนก หวังว่าจะพบเจอใครสักคน

แต่ว่าเดินไปสามวันสามคืนเต็มๆ กลับไม่เจอใคร

ฉันทั้งเหนื่อยทั้งหิว ทั้งรู้สึกหวาดกลัวและสิ้นหวัง ทันใดนั้นก็มองเห็นไหล่เขาที่ห่างออกไปไม่ไกล มีต้นแอปเปิ้ลต้นหนึ่งที่ลำต้นสูงตรง กิ่งก้านใบเหลืองเหี่ยว แต่กลับมีผลสีแดงสดสองสามผล

ฉันเซถลาพุ่งเข้าไปเด็ดแอปเปิ้ล เริ่มกินอย่างตะกรุมตะกราม

เพิ่งกินแอปเปิ้ลไปได้ครึ่งลูก ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นเหนือศีรษะ

มองตามเสียงนั้นไป เรือบินลำหนึ่งจอดอยู่กลางอากาศ ทหารอาวุธครบมือยกปืนเล็งมาที่ฉัน

ฉันยกมือขึ้นโดยที่ยังเคี้ยวแอปเปิ้ลครึ่งหนึ่งอยู่ในปาก อีกครึ่งหนึ่งถืออยู่ในมือ

 

 

 

เนื่องจากมีความผิดข้อหาขโมยพันธุกรรม ฉันจึงถูกจับเข้าคุก

ว่ากันว่าแอปเปิ้ลต้นนั้นเป็นพันธุ์ที่มาจากโลกโบราณ มีพันธุกรรมหายากสุดๆ จักรวรรดิอัลจำลองสภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศขึ้นมาเป็นพิเศษ สร้างดาว G9737 ให้เป็นฐานวิจัยพันธุกรรมเพื่อศึกษาพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสมัยโบราณโดยเฉพาะ เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการค้นคว้าวิจัยของจักรวรรดิ มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดที่สุด

เนื่องจากถูก ‘จับได้คาหนังคาเขา’ ฉันจึงได้แต่ยอมรับผิด

ถ้าหากแค่ความผิดโทษฐานขโมยพันธุกรรม จะตัดสินโทษประมาณหนึ่งร้อยกว่าปี เทียบกับอายุขัยโดยเฉลี่ยของมนุษย์โลกสามร้อยกว่าปีแล้ว ไม่ถือว่าเป็นการลงโทษที่ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง

แต่ฉันยังไม่มีตัวตน

เมื่อพลเมืองของจักรวรรดิอัลพอถือกำเนิด จะมีการตรวจสอบพันธุกรรม ได้รับหมายเลขประจำตัวที่เป็นของตัวเอง ชิปชิ้นเล็กๆ ที่ฝังในผิวเนื้อได้ และสามารถใส่ไว้ในเทอร์มินัลส่วนตัวพกติดตัวไปด้วยได้ อ่านหนังสือ ทำงาน ใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งย้ายไปดารารัฐอื่น ล้วนต้องการชิปประจำตัวชิ้นนี้ แต่ทว่าที่ตัวฉันกลับไม่มีสิ่งของใดที่จะใช้จำแนกสถานะได้

 

 

 

ผู้พิพากษาสั่งให้ฉันตรวจสอบพันธุกรรมขั้นพื้นฐาน เพื่อสืบหาตัวตนของฉัน

สุดท้าย ผลลัพธ์ที่สมองอัจฉริยะของจักรวรรดิสืบค้นมาได้คือ ตรวจไม่พบคนผู้นี้

คนที่เดิมทีไม่ควรอยู่ในอาณาเขตดวงดาวของจักรวรรดิอัล กลับปรากฎตัวในฐานวิจัยที่เทียบได้กับเขตต้องห้ามทางการทหาร คำอธิบายที่สมเหตุสมผลนั้นคืออะไร?

จากที่เป็นพลเมืองของจักรวรรดิไม่ทราบชื่อ ตอนนี้สถานะของฉันกลายเป็นสายลับประเทศอื่นที่ใช้ช่องทางผิดกฎหมายแทรกซึมเข้ามาในสถานวิจัยต้องห้ามอย่างลับๆ ข้อหาเปลี่ยนจากขโมยพันธุกรรมกลายเป็นความผิดในฐานคุกคามความปลอดภัยของจักรวรรดิ

 

 

“…จากความผิดที่ได้กระทำ ศาลขอประกาศคำตัดสินแก่สตรีไม่ทราบชื่อซึ่งลักลอบเข้ามาในฐานที่มั่น G9737 อย่างผิดกฎหมาย ต้องโทษมาตรา 777 ให้ยุติคุณลักษณะทางชีวิตทุกประการ โดยไม่กระตุ้นให้เกิดความกลัวทางจิตใจ และไม่ให้เกิดความไม่เหมาะสมต่อชีวภาพ...”

พอฉันได้สติ ถึงได้เข้าใจว่าผลคำตัดสินของคณะลูกขุนคือ ‘ประหารชีวิตโดยไม่เจ็บปวด’

อิงจากความจริงตรงหน้า นี่ควรถือเป็นการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมและเหมาะสม แต่ว่าในฐานะที่ฉันเป็นคนในเหตุการณ์ที่กำลังจะถูกประหารชีวิต ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้รับความไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง

 

 

 

ผู้คุมคุมตัวฉันเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ห้องขังที่อยู่มาสองสามวันนี้ ในห้องสีครีมมีพืชสีเขียวหลายกระถางวางอยู่ ตรงกลางมีโต๊ะอาหารเล็กๆ หนึ่่งตัว บนนั้นมีกับข้าวร้อนกรุ่นที่แลดูอุ่นมาก

ผู้ชายรูปหล่อที่อยู่ในชุดแพทย์ทหารสั่งตัดสีขาว ผายมืออย่างสุภาพบุรุษ แสดงการเชื้อเชิญ “สวัสดี ผมคือหมอมู่ นี่เป็นอาหารค่ำที่เตรียมไว้สำหรับคุณ หวังว่าคุณจะชอบ”

ฉันนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารโดยที่พูดอะไรไม่ออกสักคำ ก้มหน้าก้มตากินเต็มที่

จืดชืดไร้รสชาติ ไม่รู้เลยว่าที่กินอยู่ในปากคือรสอะไร พอคิดถึงว่าอีกสิบกว่าชั่วโมงถัดไป ฉันจะถูกดำเนินการ ‘ประหารชีวิตแบบไม่เจ็บปวด’ และฉันไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร ความรู้สึกเศร้าก็ท่วมท้นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ น้ำตาไหลรินโดยไม่อาจควบคุม

หมอมู่เดินเข้ามานั่งตรงข้ามฉัน

บางทีอาจเพราะรู้สึกทรมานมากเกินไป ฉันจึงพูดทุกอย่างในใจออกไปอย่างกลั้นไม่อยู่ “ฉันแค่หิวเกินไป อยากกินแอปเปิ้ลสองลูก แต่ไม่รู้เลยว่ามันจะล้ำค่าขนาดนั้น”

“คุณรู้ว่ามันเรียกว่าแอปเปิ้ล แต่กลับไม่รู้ว่ามันล้ำค่างั้นเหรอ?” มุมปากหมอมู่แต้มด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน

ฉันปาดน้ำตา ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร การพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่องหลายวัน ฉันรู้แล้วว่าการขโมยกินแอปเปิ้ลในตลาดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ ตอนนี้ผลไม้ที่ถูกเรียกว่าแอปเปิ้ล แตกต่างจากแอปเปิ้ลโบราณอย่างมาก ในบางนัยสำคัญ แอปเปิ้ลที่ฉันขโมยกินถือเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณ คนที่ไม่ได้ศึกษาบรรพชีวินวิทยาย่อมไม่อาจรู้ได้

หมอมู่โน้มตัวมาข้างหน้า จ้องฉันด้วยดวงตาเป็นประกาย “คุณเป็นใคร เข้ามาในฐานที่มั่นนี้ได้อย่างไร จุดประสงค์คืออะไร ผมไม่สนใจ ผมแค่มาแลกเปลี่ยนการค้ากับคุณ”

ฉันถามด้วยความงุนงง “คุณเป็นใครคะ”

เขาคลี่ยิ้ม บอกอย่างเรื่อยเฉื่อย “หมอมู่ รับหน้าที่ดำเนินการลงโทษประหารชีวิตคุณ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการประหารชีวิตจะไม่กระตุ้นความหวาดกลัวทางจิตใจของคุณ และไม่กระตุ้นให้สรีระของคุณเกิดความไม่เหมาะสม”

ฉันสั่นสะท้านอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ “แลกเปลี่ยนการค้าอะไร?”

“ผมรักษาชีวิตคุณ คุณแต่งงานกับคู่หมั้นของแฟนผมแทนเธอ”

คู่หมั้นของแฟนเขาก็คือเขาไม่ใช่เหรอ? เขาจะให้ฉันแต่งกับเขาเหรอ?

ฉันมองหมอมู่ด้วยความตกตะลึง หมอมู่ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์

ฉันจึงเข้าใจทันที คู่หมั้นไม่ใช่แฟนของเธอ! นี่ก็คือละครประเภท ‘แฟนสาวแต่งงานแล้ว แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ผม’ อย่างนั้นใช่ไหม?

“ได้ค่ะ! ตกลง!”  ได้รับความช่วยเหลือในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ฉันกลัวว่าเขาจะนึกเสียใจภายหลัง จึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล

หมอมู่บอก “คุณไม่ต้องเข้าใจสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเหรอครับ?”

ฉันบอกอย่างเป็นทุกข์ “แล้วฉันมีทางเลือกด้วยเหรอคะ? ด้านหนึ่งคือตาย อีกด้านหนึ่งคือแต่งงาน ไม่ว่าคนที่แต่งด้วยจะอัปลักษณ์สุดทนหรือเลวร้ายแค่ไหน แต่อย่างน้อยๆ ฉันก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้”

หมอมู่ยืนขึ้นอย่างสุภาพอ่อนโยน แล้วยื่นมือออกมา

ฉันจับมือเขาตามมารยาทแล้วเขย่า “ขอให้ร่วมงานกันอย่างมีความสุขค่ะ!” ขณะที่กำลังจะหดมือกลับ อยู่ๆ หมอมู่ก็ออกแรงจับมือฉันไว้

“ถ้าหากคุณกล้าหลอกผม วิธีที่ผมจะจบชีวิตคุณจะต้องไม่ใช่แบบไม่เจ็บปวดแน่” สายตาของเขาคมกริบ น้ำเสียงเย็นยะเยือก แทบจะบีบมือฉันหัก

ฉันข่มความเจ็บปวดอันยากจะทานทน พยายามมองเขาด้วยสีหน้าจริงใจที่สุด “ที่บอกว่ายินดีที่ร่วมมือกันก็คือคุณทำตามข้อตกลงและฉันก็ทำตามข้อตกลง”

หมอมู่มีสีหน้าผ่อนคลาย จับมือฉันแบบเป็นทางการ “ขอให้ร่วมงานกันอย่างมีความสุขครับ!”

 

 

 

หลังจากที่ฉันอ่านข้อมูลที่หมอมู่ทิ้งไว้ให้ฉันทั้งคืนจนจบ ในที่สุดก็เข้าใจสถานการณ์ที่ตัวเองต้องเผชิญ

แฟนสาวของหมอมู่ชื่อลั่วหลัน เป็นเจ้าหญิงในราชวงศ์เพอร์ซิอัสแห่งจักรวรรดิอัล

ในสงครามขัดแย้งเรื่องดาวทรัพยากรธรรมชาติเมื่อหลายเดือนก่อน จักรวรรดิอัลปราชัยให้กับสหพันธรัฐโอดิน จนต้องร้องขอให้ยุติสงคราม

สหพันธรัฐโอดินยอมยุติสงคราม และยังยอมยกดาวทรัพยากรธรรมชาติหนึ่งดวงให้จักรวรรดิอัลด้วย โดยมีเงื่อนไขคือให้จักรวรรดิอัลมอบเจ้าหญิงหนึ่งพระองค์ให้เสกสมรสกับท่านดยุกแห่งสหพันธรัฐโอดิน

จักรวรรดิอัลไร้กำลังจะสู้ศึกต่อแล้ว จึงได้แต่ยอมรับ “ข้อเสนอที่สมเหตุสมผล” ซึ่ง “ร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีในภายภาคหน้าของสหพันธรัฐและจักรวรรดิ”

สหพันธรัฐโอดินคือสหพันธ์สาธารณรัฐที่มีเขตปกครองตนเองเจ็ดเขตรวมกับหนึ่งเขตปกครองส่วนกลาง แม้ประวัติศาสตร์การสร้างชาติจะไม่ยาวนาน แต่กลับมีอำนาจทางการทหารในอวกาศที่เรืองนามน่าเกรงขาม การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจักรวรรดิอัลซึ่งมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ก็นับว่าสมกันดี

แต่สหพันธรัฐโอดินนั้นอยู่ในสถานะพิเศษในอวกาศ ทั่วทั้งอวกาศไม่มีใครเชื่อว่าการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นแค่การ ’ร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีในภายภาคหน้าของสหพันธรัฐและจักรวรรดิ’ จริงๆ

 

 

 

ในสมัยโลกโบราณ มนุษยชาติก็มีการศึกษาวิจัยพันธุกรรม แรกเริ่มนั้นเอายีนของพืชพรรณชนิดต่างๆ มาผสมข้ามพันธุ์ เพื่อที่พืชผลจะได้ให้ผลผลิตมากยิ่งขึ้น มีรสชาติดียิ่งขึ้น การวิจัยด้านพันธุกรรมค่อยๆ หันเหจากพืชไปที่สัตว์ หรือแม้กระทั่งมนุษย์ แต่ติดที่ข้อจำกัดของกฎหมายและศีลธรรม การวิจัยจึงอยู่ในขอบเขตเข้มงวดมาโดยตลอด

แหล่งพลังงานหมดสิ้นไปพร้อมๆ กับสิ่งแวดล้อมของโลกที่ย่ำแย่ลง มนุษย์จึงจำต้องมุ่งหน้าสู่อวกาศ

ช่วงเวลาระหว่างความเป็นความตาย ประตูทางเข้าของการวิจัยด้านพันธุกรรมถูกเปิดออกอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้มีร่างกายที่แข็งแรงยิ่งขึ้น  มีพละกำลังแข็งแกร่งมากขึ้น และมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้น มนุษย์จึงเริ่มแก้ไขปรับปรุงพันธุกรรมของตนเองให้ดีขึ้น

สมัยโลกโบราณ เคยนิยมการทำศัลยกรรม ทว่าในยุคแรกเริ่มที่อวกาศ สิ่งที่นิยมกันคือการดัดแปลงพันธุกรรม

จากในตอนเพิ่งเริ่มต้น มนุษย์ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนมาถึงการยอมรับอย่างกว้างขวางในภายหลัง หน่วยงานดัดแปลงพันธุกรรมแต่ละแบบผุดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการ สนับสนุนให้ผู้คนดัดแปลงพันธุกรรมในระดับที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้หน้าตาดี มีกำลังวังชา ร่างกายแข็งแรง หรือแม้กระทั่งมีอายุยืนยาว

ตามกาลเวลาที่ผันผ่าน พันธุกรรมที่ผ่านการดัดแปลงแต่ละแบบผสานเข้าด้วยกัน เกิดเป็นยุคหลัง ยุคหลังก็เกิดเป็นยุคหลัง อีก ปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่ในพันธุกรรมค่อยๆ ปรากฎ มนุษย์จึงได้พบว่า ขณะเดียวกับที่การดัดแปลงพันธุกรรมกำลังช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ก็นำมาซึ่งปัญหาในเชิงทำลายล้าง...ความเสถียรของพันธุกรรมด้อยลง คนที่ร่างกายกำยำล่ำสัน ไร้โรคไร้ความเจ็บปวดอยู่ๆ ก็เป็นโรคประหลาดเนื่องจากความผิดปกติของยีน อัตราการเกิดของประชากรมนุษย์ลดต่ำลง การสืบพันธุ์กลายเป็นเรื่องที่ลำบากยากเย็น

มนุษย์เริ่มคิดถึงพันธุกรรมที่เป็นธรรมชาติที่สุด รัฐบาลของแต่ละดารารัฐร่างกฎหมายที่เข้มงวด ห้ามผ่าตัดดัดแปลงพันธุกรรมมนุษย์ คนเหล่านั้นที่ผสมยีนหลากหลายชนิดเข้าด้วยกันจนได้มาซึ่งพละกำลังที่ผิดปกติ ถูกเรียกว่า ‘มนุษย์ที่ยีนต่างพันธุ์’ ต้องประสบกับการขับไล่ที่หนักหนาสาหัสขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะชนเผ่าเหล่านั้นมีรูปร่างหน้าตาภายนอกผิดแผกไปจากมนุษย์ จะถูกเรียกอย่างเหยียดหยันว่า ‘ต่างพันธุ์’ และไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างมนุษย์เลย ได้แต่ทำงานประเภทที่อันตรายที่สุดและงานชั้นต่ำที่สุด

หกร้อยกว่าปีก่อน พวก ‘ต่างพันธุ์’ จำนวนหนึ่งที่ทนไม่ไหวได้ก่อกบฎ พวกเขาประกาศเอกราช ก่อตั้งรัฐบาลและกองทหารของตัวเอง ซึ่งก็คือเขตปกครองส่วนกลางของสหพันธรัฐโอดินในปัจจุบัน หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องเล็กๆ ก็ลุกลามใหญ่โต ท่ามกลางเพลิงสงครามทุกหย่อมหญ้ายาวนานสองร้อยกว่าปี กองกำลังปฏิวัติ ‘ต่างพันธุ์’ เจ็ดสาขาใหญ่ก็ก่อตั้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากเป็น ‘ต่างพันธุ์’ เหมือนกัน ผลประโยชน์พื้นฐานย่อมเป็นไปในทางเดียวกัน กงสุลสมัยแรกของสหพันธรัฐโอดินคือบุคคลผู้มากความสามารถ ผู้นำกองทัพปฏิวัติเจ็ดสาขาให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะเชื่อฟังคำสั่งที่เป็นเอกฉันท์ของกงสุล เจ็ดเขตปกครองตนเองและเขตปกครองส่วนกลางรวมกันเป็นสหพันธรัฐโอดิน ดารารัฐที่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่ปกครองโดย “ต่างพันธุ์” จึงถือกำเนิดขึ้น

ท่ามกลางร้อยกว่าดารารัฐน้อยใหญ่ของทั้งจักรวาล สหพันธรัฐโอดินลึกลับแข็งแกร่ง ไม่เพียงแค่มีอิทธพิลต่อโครงสร้างอวกาศทั้งหมด แต่ยังส่งอิทธิพลต่อท่าทีที่ดารารัฐทั้งหมดมีต่อ ‘ต่างพันธุ์’ ด้วย อย่างน้อยๆ ก็ทำให้พวกเขาต้องแสดงความเคารพในระดับผิวเผิน

 

 

 

ตรงกันข้าม จักรวรรดิอัลมีประวัติศาสตร์ยาวนาน สายเลือดของราชวงศ์เพอร์ซิอัสสืบเชื้อสายมาจากเผ่าตงฟางของโลกโบราณ ในยุคบุกเบิกอวกาศอันยาวนาน เนื่องจากความอนุรักษ์นิยมและความหยิ่งทระนง จึงโชคดีที่ได้รักษายีนบริสุทธิ์ไว้ เพราะยีนหายากที่ “บริสุทธิ์โดยธรรมชาติ ไร้มลทิน” จึงเป็นยีนที่เป็นที่นิยมที่สุดในการแต่งงาน

ตามที่นักการเมืองของจักรวรรดิอัลวิเคราะห์ สหพันธรัฐโอดิน ‘สู่ขอ’ เจ้าหญิงของจักรวรรดิอัลไปแต่งงานด้วย ย่อมไม่ใช่เพราะวีรบุรุษคิดคะนึงหญิงงาม แต่เป็นการพุ่งเข้าหายีนของเจ้าหญิงล้วนๆ พวกเขาคงคิดจะศึกษาวิจัยพันธุกรรมของเจ้าหญิงเพื่อเอาไปซ่อมแซมพันธุกรรมของตัวเอง

ผู้หญิงปกติคนไหนๆ ล้วนไม่อยากแต่งกับ ‘ต่างพันธุ์’ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกเฉือนเป็นชิ้นๆ ในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้วยมือแฟรงเกนสไตน์ด้วยแล้ว เหล่าเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิอัลต่างพากันคิดหาหนทางหนี สุดท้าย เจ้าหญิงลั่วหลันที่มีนิสัยอ่อนโยนดันโชคร้ายถูกเลือก

ความโชคดีของเจ้าหญิงผู้โชคร้ายคือมีผู้ชายดีๆ คนหนึ่ง ยอมทุ่มไม่อั้นวางแผนการนี้เพื่อเธอเว้าวอนโชคชะตาอันอาภัพ ส่วนฉัน...ก็ถือว่าได้พึ่งใบบุญของเจ้าหญิงลั่วหลันล่ะนะ!

ไม่ว่าอย่างไร เป็นต้นแอปเปิ้ลที่ถูกปลูกไว้ศึกษา ก็ยังดีกว่าการการุณยฆาตอยู่แล้ว!

 

 

 

 

เช้าตรู่ ผู้คุมพาฉันมาที่ห้องที่ดำเนินการประหารชีวิต

หมอมู่สวมหน้ากาก ใส่ชุดทำงานสีขาวเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว กำลังรอฉันอยู่

ฉันมองอาวุธเย็นจัดแต่ละชนิดที่แวบวาวทอประกายโลหะ สิ่งที่อยู่เต็มหัวใจคือความร้อนรนหวาดกลัว ภายใต้สายตาของฝูงชน หมอมู่จะมีวิธีช่วยฉันจริงๆ เหรอ?

ผู้คุมส่งสัญญาณให้ฉันนอนลงไปบนเตียงลงทัณฑ์

ความตายอยู่ตรงหน้า แต่ว่าฉันยังมีคำถามและความไม่เต็มใจมากมายเหลือเกิน...ฉันมองไปทางหมอมู่ด้วยความหวังอย่างแรงกล้า พอนอนลงแล้ว สุดท้ายจะเป็นจุดจบหรือชีวิตใหม่?

หน้ากากที่เย็นยะเยือกปกปิดใบหน้าของเขา และปกปิดสีหน้าของเขาด้วย ชั่วขณะนี้  เขาเหมือเทพแห่งความตายในตำนานที่เก็บเกี่ยวชีวิตมนุษย์อย่างไร้ปราณี

“กรุณาให้ความร่วมมือด้วยครับ ทุกคนจะได้ร่วมงานกันอย่างมีความสุข” หมอมู่เน้นหนักที่คำว่า “ร่วมงานกันอย่างมีความสุข”

ฉันค่อยๆ สงบลง นอนราบบนเตียง จ้องหลังคาสีฟ้าที่เสมือนท้องฟ้า

เล่ากันว่าตอนที่คนใกล้จะตาย จะคิดถึงชีวิตทั้งชีวิตของตัวเอง แต่ความทรงจำของทั้งชีวิตฉันมีเพียงเจ็ดวัน ตอนที่รอความตาย คำถามของผู้พิพากษาในศาลสะท้อนอยู่ในสมองของฉันอยู่ตลอด

“คุณเป็นใคร?”

“คุณลักลอบเข้ามาในฐานที่มั่น G9737 ได้อย่างไร?”

“คุณมีผู้สมรู้ร่วมคิดไหม?”

“…”

พอที่ลำคอรู้สึกเจ็บจี๊ดราวกับถูกยุงกัด ฉันก็หมดสติไป

 

 

 

 

ตอนที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ฉันก็กลายเป็นเจ้าหญิงลั่วหลันแล้ว และอยู่ในยานอวกาศที่กำลังมุ่งหน้าไปสหพันธรัฐโอดิน หมอมู่คือแพทย์ประจำกองทัพที่ติดตามมาด้วย

ว่ากันว่า เนื่องจากเจ้าหญิงลั่วหลันหวาดกลัวการออกเรือนสุดขีด จึงต่อต้านด้วยวิธีการไร้เดียงสาอย่างการทำลายโฉม จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิอัลรับสั่งให้คนฟาดนางจนสลบ แล้วห่อตัวส่งขึ้นยานอวกาศเลย

อย่างไรก็ตาม หนทางนั้นยาวไกลนัก ก่อนที่จะไปถึงสหพันธรัฐโอดิน ก็มีเวลาเพียงพอที่จะให้หมอซ่อมแซมใบหน้าของเธอให้ดีได้

 

 

 

ตอนนี้การผ่าตัดทำศัลยกรรมสามารถทำให้ฉันกลายเป็นเจ้าหญิงลั่วหลันได้โดยสมบูรณ์ แต่หมอมู่ไม่ชอบให้ฉันใช้ใบหน้าของผู้หญิงที่เขารัก จึงให้ฉันเก็บหน้าของตัวเองไว้

อีกทั้งประกาศกับภายนอกว่า ด้วยความที่เจ้าหญิงลั่วหลันทรงเศร้าโศกและเจ็บปวด ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปโฉม จึงศัลยกรรมกลายเป็นหน้าตาฉันในตอนนี้

ฉันดีใจเหลือเกิน ที่ได้ใช้ใบหน้าของตัวเองสวมรอยเป็นเจ้าหญิงได้อย่างเปิดเผย ถึงอย่างไรฉันก็สูญเสียความทรงจำและสูญเสียตัวตนไปแล้ว รูปโฉมภายนอกของฉันคือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงฉันกับอดีต

 

 

 

“เจ้าหญิงลั่วหลันอยู่ที่ไหนคะ?” ฉันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

หมอมู่จ้องฉันเป็นเชิงเตือน “คุณก็คือเจ้าหญิงลั่วหลัน ส่วนที่ว่า...เธอเป็นใครนั้น ไม่ใช่คำถามที่คุณควรใส่ใจ”

ฉันคือเจ้าหญิงลั่วหลัน ฉันคือเจ้าหญิงลั่วหลัน...ฉันสะกดจิตตัวเอง

ทันใดนั้น ฉันก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

เจ้าหญิงลั่วหลันคือยีนบริสุทธิ์ธรรมชาติที่หายาก แต่ฉันกลับไม่รู้ชาติกำเนิดตัวเองแน่ชัด การตรวจสอบยีนง่ายๆ อาจเผยพิรุธได้ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเพราะยีนของเจ้าหญิง สหพันธรัฐโอดินถึงได้ขอเจ้าหญิงแต่งงาน ต่อให้ฉันพยายามคิดหาวิธีถ่วงเวลา ก็คงยืดเวลาไม่ได้นานเท่าไร

ฉันถามอย่างระมัดระวัง “สหพันธรัฐโอดินอยากเอายีนของเจ้าหญิงไปศึกษา หากพวกเขาพบว่าฉันเป็นตัวปลอม แล้วจะจัดการฉันแบบไหน?”

“ยีนของคุณบริสุทธิ์มาก ตรงตามความต้องการของพวกเขาครบถ้วน” สายตาของหมอมู่แปลกพิกล ดูเหมือนสับสนมากเหมือนกัน “ขอเพียงคุณไม่ทำพลาดก็จะไม่มีใครสงสัยจนตั้งใจไปตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลือดของคุณกับราชวงศ์อัล  คุณสามารถเป็นเจ้าหญิงลั่วหลันไปได้ตลอดกาล”

ฉันจ้องเขาด้วยความตกตะลึง ไม่คิดเลยว่ายีนของตัวเองจะเป็นยีนประเภทที่หายากด้วยเหมือนกัน

“ดูเหมือนคุณไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวเองเลยจริงๆ” หมอมู่หัวเราะเยาะตัวเอง “หากไม่ใช่เพราะยีนของคุณพิเศษ ผมจะเสี่ยงช่วยคุณทำไม?”

นั่นสิ! ถ้าไม่ใช่เพราะยีนของฉันพิเศษ หมอมู่ย่อมไม่จำเป็นต้องมาหาฉัน ด้วยอุบายของเขา การหาผู้หญิงสักคนปลอมตัวเป็นเจ้าหญิงนั้นง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ

หมอมู่บอก “ผมรักษาชีวิตคุณไว้แล้ว”

ฉันทำความเคารพเขาอย่างจริงจัง “ขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตค่ะ ฉันจะทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้”

 

 

 

ฉันแสร้งทำเป็นอารมณ์ไม่ดี วันทั้งวันหลบอยู่แต่ในห้อง ทุกวันจะยอมพบแค่หมอมู่

ด้วยความช่วยเหลือของเขา ฉันเริ่มเรียนรู้การเป็นเจ้าหญิง

โชคดีที่เจ้าหญิงลั่วหลันเป็นคนที่ไม่ค่อยมีตัวตนนัก บิดาลาโลกไปโดยไม่คาดคิดเมื่อเธออายุได้เจ็ดขวบ มารดาป่วยจนเสียชีวิตตอนที่เธอเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะ จักรพรรดิที่เป็นเสด็จอาของเธอไม่สนใจเธอเลย เธอเองก็เปิดเผยโฉมหน้าต่อสาธารณชนน้อยมาก ใช้ชีวิตร่ำเรียนหนังสืออยู่อย่างเงียบๆ มาโดยตลอด นอกจากสาวใช้ที่ดูแลเธอตั้งแต่เล็กๆ แล้ว ความทรงจำที่คนนอกมีต่อเธอแทบจะเป็นศูนย์

เนื่องจากพฤติกรรมต่อต้านการแต่งงานที่ไร้เดียงสาของเจ้าหญิงลั่วหลัน เสด็จอาจักรพรรดิของเธอกลัวว่าเธอจะอาละวาดให้อับอายอีก จึงไม่อนุญาตให้สาวใช้ของเธอขึ้นยานอวกาศมาด้วย ทุกคนที่ตามมาส่งเธอล้วนเป็นคนแปลกหน้า ซึ่งไม่มีทางห่วงใยเธออย่างแท้จริง

หมอมู่บอก “ถ้าคุณไม่แสดงจนเกินงามไปนัก ความลับก็จะไม่แตก แม้จะมีคนจับสังเกตได้ว่า กิริยาคำพูดคำจาของคุณจะไม่เหมือนก่อน แต่ก็อ้างได้ว่าสะเทือนใจจนนิสัยเปลี่ยนไปมาก ก็พอกลบเกลื่อนต่อไปได้”

ฉันเปิดใจรับการชี้แนะ แสดงให้เขาเห็นว่าเข้าใจแล้ว

 

 

หนึ่งเดือนให้หลัง การเรียนของฉันได้รับการยอมรับจากหมอมู่ ถือว่าประสบความสำเร็จในการกลายเป็นเจ้าหญิง

หมอมู่ไม่ได้เร่งเร้าให้ฉันเรียนอีก เวลาว่างของฉันจึงเพิ่มขึ้น

ฉันคิดว่าควรจะถือโอกาสนี้ใคร่ครวญอย่างจริงจังสักหน่อยว่า จะรับมือกับโชคชะตาในวันข้างหน้าอย่างไร แต่ความทรงจำกลับว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น

ฉากจำลองตรงหน้านี้แสดงข้อมูลของสหพันธรัฐโอดิน ฉันวาดเครื่องหมาย “?” บนนั้นโดยไม่รู้ตัว

ทุกคนเลือกอนาคตโดยอิงจากความทรงจำและประสบการณ์จากอดีต ...ตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ตัวเองชัง เข้าใกล้ความอบอุ่น อยู่ห่างไกลจากอันตราย

แต่ฉันไม่มีความทรงจำ และไม่มีความรัก ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร และไม่รู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองรักใคร และไม่รู้ว่าใครรักตัวเอง

แล้วคนที่ไม่มีอดีต ควรจะเลือกอนาคตอย่างไรล่ะ?

ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน เสียงเตือนก็ดังขึ้น กัปตันประกาศกับทุกคนว่า “พบโจรสลัดอวกาศ เตรียมพร้อมรบ! ผู้ที่ไม่ใช่นักรบกรุณาอยู่ในความสงบ นั่งอยู่บนเก้าอี้นิรภัยในห้องโดยสาร คาดเข็มขัดนิรภัย อย่าเดินไปไหนมาไหน”

โจรสลัดอวกาศ

เป็นแค่เรื่องบังเอิญเหรอ?

ฉันคิดใคร่ครวญพลางนั่งลงบนเก้าอี้นิรภัยอย่างรวดเร็วแล้วคาดเข็มขัดนิรภัย

ยานอวกาศโลดแล่นอย่างมั่นคงราบรื่นไม่มีเขย่าสักนิด ดูเหมือนจะเป็นแค่การต่อสู้เล็กๆ

 

 

 

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ประตูห้องโดยสารเปิดออก โจเซฟที่เป็นทหารระดับสูงที่สุดในยานเดินเข้ามา “เจ้าหญิงครับ!”

ฉันปลดเข็มขัดนิรภัย ยืนขึ้นแล้วทักทายอย่างมีมารยาท “นายพล”

นายพลโจเซฟบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “โจรสลัดอวกาศหนีไปแล้วครับ แต่ตอนนั้นทีมรักษาของหมอมู่ซึ่งกำลังช่วยคนที่บาดเจ็บดันโชคร้ายถูกสังหาร”

“แล้วคนอื่นล่ะ?”

“คนอื่นปลอดภัยทั้งหมดครับ”

นายพลโจเซฟทำความเคารพแล้วรีบร้อนจากไป

ฉันยืนอยู่เงียบๆ

หมอมู่พาเจ้าหญิงลั่วหลันจากไปแล้ว เขารู้ดีว่าไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิอัล หรือสหพันธรัฐโอดิน ล้วนแล้วแต่มีสายตาจับจ้องมากมายเหลือเกิน สถานที่ที่ดีที่สุดในการหายตัวไปก็คือ ระหว่างการเดินทาง

จากนี้ไป ในอวกาศจะมีคู่รักหวานชื่นเพิ่มขึ้นอีกคู่หนึ่ง ส่วนฉัน...

ก็คือเจ้าหญิงลั่วหลัน

 

 

 

ฉันทอดสายตามองไปนอกหน้าต่าง

ในอวกาศที่กว้างใหญ่ไพศาล มีดวงดาวนับหมื่นนับพันกำลังส่องแสงสุกใส

ฉันไม่รู้ว่าอดีตของตัวเองอยู่ที่ดาวดวงไหน และไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตของตัวเองอยู่ที่ดาวดวงใด

แต่สักวันหนึ่ง ฉันหวังว่าตัวเองจะเป็นเหมือนเจ้าหญิงกับหมอมู่ ที่แม้อวกาศจะกว้างใหญ่ไพศาล มีดวงดาวนับหมื่นพัน แต่ก็ยังคงรู้ทิศทางของตัวเองอย่างแจ่มแจ้ง

 

 

 

 

บทที่ 1

งานแต่งต่างดาว

 

 

ท่ามกลางสายตาหลากหลายแบบ เธอดึงดันยื่นมือออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าดูเบิกบานคล้ายเงาพระจันทร์ในน้ำ ราวกับว่าพอแตะเบาๆ ก็จะสลายไปพร้อมระลอกคลื่น แต่เมื่อระลอกคลื่นสงบลง มันก็ยังคงอยู่

 

 

 

 

เช้าวันที่แสงอาทิตย์ส่องสว่างสวยงาม ยานอวกาศมาถึงดาวปกครองส่วนกลางของสหพันธรัฐโอดิน...ดาวเรลลิคตา

ด้วยฝีมือการแต่งตัวอย่างพิถีพิถันของสาวใช้ชิงเยวี่ยและชิงชู เจ้าหญิงลั่วหลันสวมมงกุฎเจ้าหญิงแวววาว สวมกระโปรงหรู รองเท้าคริสตัล ประดับประดาด้วยอัญมณีทั่วทั้งตัว คล้ายของขวัญในร่างคนที่ห่ออย่างสวยงามและเคลื่อนไหวได้

ประตูห้องโดยสารค่อยๆ เปิดออก นายทหารทีมต้อนรับในชุดยูนิฟอร์มยืนตัวตรงเป็นสองแถวอยู่สองข้างประตู

นายพลโจเซฟค้อมกายอย่างสุภาพ เชิญให้เจ้าหญิงเสด็จนำ

ลั่วหลันยิ้มน้อยๆ เดินไปทางประตูห้องโดยสาร ในใจเต็มไปด้วยตื่นเต้นและคาดหวัง แน่นอนไม่ใช่เพราะว่าใกล้จะได้เห็นคู่หมั้นของเธอ แต่เพราะโลกที่ไม่รู้จักใบนี้ต่างหาก

ตอนที่เธอลืมตาขึ้นมา ก็อยู่บนฐานวิจัย G9737 ที่รกร้างโล่งกว้าง ไม่มีวี่แววบ้านช่องผู้คน กว่าจะเจอคนก็กลับถูกจับเข้าคุกทันที นอกจากในห้องขังที่เย็นจัดแล้ว ก็คือศาลที่ขรึมขลัง พอหลับตาแล้วลืมตาใหม่ เธอก็มาอยู่บนยานปิดทั้งลำแล้ว

ฐานวิจัยคุก ยานอวกาศ ประกอบเป็นความเข้าใจทั้งหมดที่เธอมีต่อโลก โลกภายนอก โลกของมนุษย์ธรรมดา เธอยังไม่รู้อะไรสักอย่าง

ลั่วหลันยืนอยู่นอกประตูห้องโดยสาร สูดหายใจลึก ช้อนตามองไปรอบๆ

ชั่วอึดใจ ทุกอย่างท่วมท้นและกรีดร้องอยู่ตรงหน้าเธอ

ยานอวกาศที่ร่อนขึ้นร่อนลง หุ่นยนต์ที่กำลังยุ่งวุ่นวาย รถบินที่กำลังเหาะอย่างเร่งรีบ บ้านเรือนที่หน้าตาแตกต่างกันไปหมด...

เธอฝืนทำตัวสงบ เดินไปข้างหน้าช้าๆ ภายนอกนั้นสวยสง่าเย็นชา แต่ในใจกลับมีสีหน้าหลากอารมณ์ที่สับเปลี่ยนไปมาไม่หยุด

ชิงเยวี่ยเหมือนจะบ่นอะไรอยู่อย่างเดือดจัด แต่ตอนนี้ลั่วหลัน เหมือนคนบ้านนอกที่เข้าเมืองมาปุบปับ ไม่สิ ตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นอีก เหมือนเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยออกจากห้อง อยู่ๆ ก็เปิดประตูออกมา มองดูโลกทั้งใบด้วยความตกตะลึงตื่นเต้น ทุกอย่างที่เห็นที่ได้ยิน ล้วนแปลกใหม่น่าสนใจ จึงไม่ได้ยินเลยว่าพวกสาวใช้กำลังพูดอะไร

ลั่วหลันขึ้นรถบินมาแบบมึนๆ ได้ยินชิงเยวี่ยสนทนากับนายพลโจเซฟด้วยสีหน้าไม่สู้ดี เธอจึงเข้าใจว่าที่แท้คู่หมั้นของเธอไม่ได้มาด้วย คนที่มาต้อนรับพวกเขาเป็นเพียงพนักงานธรรมดาๆ ไม่กี่คนเท่านั้น

ชิงเยวี่ยบอกอย่างเดือดดาล “จะมากเกินไปแล้ว! พวกเขาเห็นเจ้าหญิงของจักรวรรดิอัลของเราเป็นอะไร? มากเกินไปแล้ว...”

ลั่วหลันไม่รู้ว่าควรมีปฏิกิริยาอย่างไรจึงจะถูกต้อง จึงหลุบตานั่งเงียบๆ ไปเสีย  สองมือประสานกันวางอยู่บนตัก ใบหน้าไร้อารมณ์ อยู่ในความสงบเงียบ

โชคดี ไม่นานเท่าไรก็มาถึงพระราชวังสเปโรซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของบรรดาคนสำคัญของสหพันธรัฐโอดิน

ลั่วหลันเพิ่งจะถอนใจโล่งอกก็พบว่าสีหน้าของชิงเยวี่ยย่ำแย่หนักกว่าเดิม แม้แต่โจเซฟที่รักษาท่าทีสงบนิ่งมาตลอดก็ขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์ด้วย

เธอมองตามสายตาของพวกเขา พบว่าคนที่ยืนต้อนรับพวกเขาอยู่นอกรถบินมีจำนวนหร็อมแหร็ม ใบหูแหลมชี้ บางคนดวงตามีลูกตาในแนวตั้ง และยังมีกระทั่งคนหนึ่งที่มีหางยาวๆ สะบัดไปสะบัดมาอย่างใจลอยด้วย

ที่แท้นี่ก็คือมนุษย์ที่ยีนต่างพันธุ์!

จากข้อมูลที่หมอมู่ให้เธอ จักรวรรดิอัลมีคนจำนวนหนึ่งที่มีรูปลักษณ์ภายนอกหลากหลาย ไม่เหมือนกับมนุษย์ พอพวกเขาเกิดมาก็จะได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่ง ซ่อมแซมความผิดปกติ น้อยนักที่จะคนที่โตผู้ใหญ่แล้วจะเปิดเผยลักษณะผิดปกติของตัวเองโดยไม่ปิดบังอะไรเลย

แต่ทั้งที่รู้ว่าที่นี่คือสหพันธรัฐโอดิน นายพลโจเซฟที่เห็นโลกมามากคงไม่ได้โมโหเพราะเรื่องนี้ แต่น่าจะเพราะในหมู่พวกเขาไม่มีคนสำคัญอย่างดยุกล่ะมั้ง!

ชายชราที่ร่างตั้งตรง ใบหูแหลม ยิ้มสุภาพห่างเหิน บอกกับเจ้าหญิงลั่วหลัน “เจ้าหญิงทรงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ผมมีนามว่าอันด้า เป็นพ่อบ้านของพระราชวังสเปโรครับ”

เธอยังไม่ได้เอ่ยปาก โจเซฟที่อยู่ข้างหลังก็แสร้งบอกด้วยความประหลาดใจ “ทำไมถึงไม่เห็นท่านดยุก หรือโอดินยังรักษาธรรมเนียมเก่าแก่ในตำนานที่ว่า เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะพบหน้ากันก่อนแต่งงานไม่ได้?”

รอยยิ้มของอันด้าหายไปทันควัน ยืดเอวตรงกว่าเดิมอีก แล้วกล่าวว่า “เจ้าหญิง เชิญตามข้ามา”

ลั่วหลันเดินไปข้างหน้าเงียบๆ

ชิงเยวี่ยที่ตามมาติดๆ ข้างหลังเอ่ย “โอดินจะมีธรรมเนียมอะไรได้? พวกคนป่า...”

นายพลโจเซฟกระแอม ตัดบทอีกฝ่าย

ลั่วหลันลอบทอดถอนใจ นายพลโจเซฟกล้าเสียมารยาทระบายโทสะต่อโอดิน   หนึ่งเพราะโอดินต้อนรับขับสู้ไม่ดี สองคือหน้าที่ของเขาแค่คุ้มกันเจ้าหญิงมาถึงโอดิน ไม่นานก็จะกลับไปอัล จึงไม่กลัวว่าจะล่วงเกินพวกเขา แต่ชิงเยวี่ยต้องอยู่ที่โอดิน คำพูดคำจากิริยาท่าทาง อาจจะหุนหันพลันแล่นเกินไปหน่อย แต่สาวใช้ที่ฉลาดหลักแหลมก็ไม่มีทางถูกเลือกส่งตัวมาโอดินอยู่แล้ว พวกเธอและเจ้าหญิงก็ถือว่ามีหัวอกเดียวกัน

อันด้าพาพวกเขาเดินเข้ามาในตำหนักใหญ่ที่กว้างขวางพักหนึ่ง แล้วจึงหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่สีน้ำตาลอมม่วง ประตูใหญ่ทั้งบานทำจากไม้ สลักกิ่งใบกระวานพันกันรอบๆ ตรงกลางมีหัวสิงห์คำราม

อันด้าค้อมกายเล็กน้อยแล้วบอกอย่างสุภาพ “เหล่าดยุกอยู่ข้างใน เจ้าหญิงจะเข้าไปหรือไม่?”

ลั่วหลันครุ่นคิด “เหล่าดยุก” สองคำนี้ ไม่ได้ตอบในทันที

อันด้าเคาะเบาๆ ที่ตรงไหนไม่รู้ ประตูบานใหญ่สองบานจึงค่อยๆ เปิดออก

ในห้องที่ลึกเงียบและกว้างขวาง ไม่มีเครื่องเรือนอะไรเลย มีเพียงโต๊ะยาวทรงไข่ขนาดมหึมาหนึ่งตัว มีผู้ชายหกคนที่สไตล์แตกต่างกันออกไปอยู่ที่โต๊ะ แสงเจิดจ้าสาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างสูงสองข้าง ฉาบรัศมีสีทองชั้นบางๆ ทาบคลุมตัวพวกเขาพอดิบพอดี

ผู้ชายหกคนน่าจะแต่งตัวด้วยชุดตามกฎการแต่งกายของดยุกอย่างพิถีพิถันมาก่อนหน้าแล้ว เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาด ชุดสูทรัดรูปกระดุมสองแถว กางเกงทรงตรง รองเท้าบูทมันปลาบ กระทั่งยังพกดาบเลเซอร์สไตล์วินเทจด้วย เรียกได้ว่าเครื่องแต่งกายอลังการ รูปโฉมโนมพรรณสมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาในตอนนี้เหมือนสู้กันมาสามวันสามคืนโดยไม่ได้กินไม่ได้นอน โดยยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ เสื้อผ้าของทุกคนยับยู่ บ้างก็ยังถูกดาบเลเซอร์ฟันด้วย

พริบตาที่ประตูใหญ่เปิด พวกเขากำลังชักดาบประจันหน้าเตรียมพร้อมห้ำหั่นกัน

ลั่วหลันเพิ่งเดินเข้าไปข้างในก้าวเดียว ก็รู้สึกถึงพลังสภาวะอันน่าตกใจที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบ ราวกับว่าหากก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว คนทั้งคนก็จะถูกบดแหลกละเอียด เธอจึงถอยกรูดทันที พอมาถึงนอกประตู ความรู้สึกกดดันก็หายไป ดูท่าประตูใหญ่บานนี้คงมีคุณสมบัติอย่างอื่น

ชัดเจนว่าในนี้ไม่มีทางเป็นห้องรับแขกแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอันด้าจงใจ

ลั่วหลันเดาไม่ถูกว่าเขาคิดจะทำอะไร  จึงยืนนิ่งพลางพินิจพิเคราะห์ ‘เหล่าดยุก’ ในห้องจากประตูที่เปิดกว้าง

สหพันธรัฐโอดินมีเจ็ดเขตปกครองตนเอง มีดยุกทั้งหมดเจ็ดคน หนึ่งในนั้นเป็นสตรี ดูเหมือนดยุกหกคนที่เหลือจะอยู่ในนี้แล้ว

คนไหนคือดยุกที่จะแต่งงานกับเธอล่ะ?

ทันใดนั้น ชายคนที่เครื่องหน้าทรงเสน่ห์ ท่าทางเคร่งขรึมเป็นฝ่ายเริ่มจู่โจมก่อน พริบตานั้นคนทั้งหกต่างก็ลงมือ

เนื่องจากเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินไป ลั่วหลันจึงเห็นเพียงภาพซ้อนนับไม่ถ้วนกำลังสั่นไหว

ดูท่านี่ไม่ใช่การต่อสู้กระชับมิตร หากเชื่องช้าไปสักหน่อย หรือหากไม่แข็งแกร่งพอ เกรงว่าคงต้องนอนหามออกจากประตูไปแล้ว มิน่าล่ะห้องถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้ นอกจากโต๊ะเก้าอี้แล้วก็ไม่มีเครื่องเรือนอย่างอื่นเลย

 

 

 

ทันใดนั้น เครื่องส่งสารส่งเสียงเตือนดังติ๊ดๆ สงครามชุลมุนในห้องยุติลงทันที ชายทั้งหกนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าตาเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รูปคนสามมิติเสมือนจริงปรากฎขึ้นในห้อง “เจ้าหญิงแห่งจักรววรรดิอัลน่าจะใกล้เสด็จมาถึงแล้ว พวกนายยังตัดสินใจไม่ได้เหรอว่าใครจะแต่งงานกับเธอ?”

ขอบเขตที่เครื่องส่งสารสร้างภาพน่าจะจำกัดแค่ในห้อง ชายคนที่พูดจึงไม่เห็นเจ้าหญิงที่อยู่นอกห้อง เขายืนอยู่บนที่รกร้างของดาวดั้งเดิม สวมชุดต่อสู้สีดำ สวมหมวกเกราะสีดำ มองไม่เห็นหน้าตา แต่รอยเลือดกระดำกระด่างบนชุดต่อสู้ และน้ำเสียงที่ปราศจากความอบอุ่น แสดงถึงอารมณ์ของเขาอย่างชัดแจ้ง

ลั่วหลันคิด คนที่ใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับดยุกหกคนได้ มีเพียงกงสุลของสหพันธรัฐโอดินที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในสมัยนี้เท่านั้น

ชายคนที่หน้าตาหล่อเหลา ท่าทางเจ้าชู้ยกขาเรียวยาวพาดบนโต๊ะ อ้าปากหาว บอกอย่างเกียจคร้าน “สู้มาสามวันสามคืนแล้ว ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ คุณว่าควรทำยังไงดีครับ?”

ชิงเยวี่ยดึงชุดเจ้าหญิงลั่วหลันเบาๆ ยิ้มกริ่มให้เธอ ที่แท้พวกเขาไม่ได้เจตนาต้อนรับขับสู้พวกเธอแบบแย่ๆ แต่ทว่าเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเจ้าหญิงแห่งจักรวรรดิอัล จึงมัวแต่ยื้อแย่งกันจนปลีกตัวมาไม่ได้

ลั่วหลันรู้สึกตงิดๆ ว่าเรื่องราวเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่ชิงเยวี่ยคิด เธอส่งยิ้มกลับให้อีกฝ่าย แล้วสังเกตการณ์เงียบๆ ต่อ

กงสุลบอกเอ่ยเสียงเย็นชา “ถ้าพวกนายยังตัดสินใจไม่ได้อีก ฉันจะระบุคนตามใจชอบล่ะนะ!”

ชายหน้าตาดีที่พูดก่อนหน้านี้ลูบคาง ยิ้มเอ่ย “ใครสู้ชนะคนนั้นก็ได้แต่งกับเจ้าหญิง แต่ไม่รู้ผลแพ้ชนะซะที ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องใช้กำลังแล้ว”

“แล้วจะใช้อะไร? หรือให้อาศัยว่าใครดวงซวย?”

“ถูกต้อง!”

ชายคนนั้นพลิกมือ หยิบไพ่หกใบที่หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบออกมา ยิ้มพร้อมเอ่ยถาม “จับสลาก?”

ชายอีกห้าคนเงียบ รู้สึกไร้กำลังจะโต้แย้งจริงๆ แต่ก็แค่ใครซวยคนนั้นก็แต่งไม่ใช่รึไง!

ชายคนที่ท่าทางเย็นชาที่เริ่มโจมตีก่อนคนแรกเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น ตัดสินชี้ขาด “จับสลาก!”

เพิ่งจะสิ้นเสียง ไพ่ที่เหมือนกันหกใบก็ปลิวว่อนกลางอากาศ ชายหกคนใช้ทั้งมือคว้าเท้าเหยียบ อาศัยฝีมือฉวยเอาไพ่ที่ตัวเองอยากได้มา

พอเห็นพวกเขาหาทางออกได้แล้ว กงสุลก็บอก “อยากแต่งงานปรองดองก็ต้องสุภาพหน่อย สร้างความประทับใจดีๆ ให้กับเจ้าหญิง” ตอนที่พูด ขาซ้ายของเขาก็เตะไปข้างๆ ส่งๆ สัตว์ร้ายที่สูงสามเมตรกว่าที่กระโจนเข้ามาลอยกระเด็นออกไป มือขวาตวัดจากล่างขึ้นบน ผ่านกฟันแหลมตัวหนึ่งที่ซุ่มโจมตีจนขาดเป็นสองท่อน เครื่องในกระจาย เลือดสาดกระเซ็น

ภาพของเครื่องส่งสารคุณภาพดีเหลือเกิน ทุกอย่างสมจริงจนเหมือนเกิดขึ้นตรงหน้า ลั่วหลันรู้สึกมวนท้องเล็กน้อย ขณะที่กำลังใคร่ครวญว่าจะออกไปหรือไม่ออกไปดี เขาก็ตัดการสื่อสารไปแล้ว รูปคนเสมือนจริงหายไป ลำไส้และท้องที่โชกเลือดพวกนั้นก็หายไปด้วย

ชิงเยวี่ยที่อยู่ข้างลั่วหลันไม่ได้พูดอะไรสักคำก็หมดสติไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะโมโหหรือว่ากลัว

ลั่วหลันผงะ ทบทวนถึงนิสัยที่แท้จริงของเจ้าหญิงลั่วหลันแล้ว จึงตัดสินใจแกล้งสลบไปทันทีเพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ

เธอหลับตาแล้วล้มตัวลงบนพื้น เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมจริง จึงไม่กล้าออกแรง ร่างกายครึ่งหนึ่งล้มลงไปจนรู้สึกเจ็บชา เธอแอบตัดสินใจแล้วว่า คราวหน้าจะต้องฝึกเป็นลมให้เก่ง หามุมล้มที่ถูกต้องจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้

 

 

 

สาวใช้คนหนึ่งของสหพันธรัฐโอดินมาตรวจดูเจ้าหญิง แล้วบอกอันด้า “ตกใจจนเป็นลมไปแล้วค่ะ” น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยความหมิ่นแคลน

เธอกำลังจะประคองเจ้าหญิง แต่พอได้ยินเสียงปรบมืออันคึกคักยินดีและเสียงโห่ร้อง ก็เป็นอันต้องชะงัก

“ยินดีด้วย! ยินดีด้วย! เจ้าบ่าว...”

ดูท่าคนที่โชคร้ายยิ่งกว่าใครคงจับสลากรู้ผลแล้ว ลั่วหลันหูผึ่งแอบฟังทันที

ชายหนุ่มหกคนจับสลาก ต้องมีห้าคนที่เบิกบานใจ หนึ่งคนเศร้ารันทด เห็นชัดว่า ทั้งห้าคนนั้นต่างไม่ถือสาที่จะสาดเกลือใส่บาดแผลของอีกคน สร้างความสุขของตัวเองบนความทุกข์ของคนอื่น

ลั่วหลันไม่สนใจทั้งนั้นว่าใครจะแต่งงานกับเธอ แค่หวังว่าคนที่โชคร้ายคนนั้นจะไม่เอาความเจ็บปวดมาระบายที่เธอก็พอ

 

 

 

เสียงหัวเราะขบขันสะใจในคำว่า ‘ยินดีด้วย’ ชายหกคนเดินออกมาข้างนอก จึงเห็นผู้หญิงที่นอนอยู่บนพื้นด้วยท่าประหลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้

อันด้าก้าวออกมาอธิบายอย่างนอบน้อม “เจ้าหญิงทรงรีบร้อนอยากพบท่านดยุก ผมจึงถือวิสาสะพาเธอมารอที่นี่ครับ คิดไม่ถึงว่าเธอจะตกใจจนเป็นลมไป”

เสียงหัวเราะเอ็ดอึงอย่างมีความสุขหายเงียบทันที กลายเป็นความเงียบกริบชนิดที่เข็มหล่นก็ยังได้ยิน

หลังจากนั้น...

เท้าคู่หนึ่งก็ข้ามผ่านร่างเธอไปอย่างไม่แยแส

เท้าอีกคู่หนึ่งก็ข้ามผ่านร่างเธอไปอย่างไม่แยแส

คู่หนึ่ง คู่หนึ่ง และอีกคู่หนึ่ง...

ลั่วหลันคิดด้วยความกลุ้มใจ ที่แท้การเป็นลมไม่เพียงต้องเลือกองศาให้ถูก แต่ยังต้องเลือกสถานที่ให้ถูกด้วย ถ้าหากเป็นลมอยู่หน้าประตูก็จะถูกคนเดินข้าม

จนเมื่อชายหกคนจากไปอย่างสง่าผ่าเผยแล้ว อันด้าจึงกำชับ “ส่งเจ้าหญิงกลับไปพักที่ห้องรับแขก” ลั่วหลันจึงถอนใจโล่งอก ในที่สุดก็ไม่ต้องนอนบนพื้นเย็นเฉียบต่อไปแล้ว

 

 

ลั่วหลันแสร้งหมดสติ งีบหลับไปตื่นหนึ่ง

พอตื่นขึ้นมา ชิงเยวี่ยก็คาบข่าวใหม่ล่าสุดมาบอกเธอว่า ‘คนดวงซวย’ ที่จะแต่งงานกับเธอ คือดยุกเฉินซา ซึ่งก็คือคนที่ลงมือเร็วที่สุด สีหน้าเย็นชาที่สุด และเป็นคนสุดท้ายที่เคาะโต๊ะบอกว่าจับสลาก

ลั่วหลันรู้สึกว่าคนที่ดวงซวยไม่ใช่แค่เฉินซา แต่ยังมีเธอด้วย

แม้จะรู้แต่แรกว่าผู้ชายหกคนนี้รับมือได้ไม่ง่าย แต่ท่านนี้น่าจะเป็นคนที่รับมือยากที่สุด!

จากข้อมูลที่หมอมู่ให้เธอ ดยุกเฉินซาคือผู้บัญชาการกองทัพสหพันธรัฐโอดิน ดูแลการป้องกันทางอวกาศของสหพันธรัฐ คือเครื่องจักรสงครามที่มีชื่อชั้นโจษจันในอวกาศ

เขามีนิสัยเย็นชา วิธีการแข็งกระด้าง ตั้งแต่อายุยี่สิบหกก็เริ่มบัญชาการศึก จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่เคยปราชัยสักครั้งเดียว สถิติใหม่ล่าสุดคือ ศึกเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่รบจนจักรวรรดิอัลพ่ายแพ้ยับเยิน

โชคดีที่เธอไม่ใช่เจ้าหญิงตัวจริง ไม่อย่างนั้นแค่ข้อนี้ ก็กลัวว่าระหว่าง ‘สามีภรรยา’ จะมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันแล้ว

ชิงเยวี่ยเดือดพล่าน หน้ากลายเป็นสีแดง บอกด้วยความโมโห “ถึงกับจับสลากเลือกเจ้าบ่าว! มีอย่างที่ไหน! มีอย่างที่ไหน...”

ลั่วหลันมองนิ้วมืออย่างเศร้าซึม คิดเงียบๆ มีอย่างที่ไหนจริงๆ นั่นล่ะ!

แล้วที่บอกว่าทะนุถนอมยีนหายากล่ะ? เธอแค่ตั้งใจจะวิ่งเข้าหาต้นแอปเปิ้ลเท่านั้น ต่อให้ไม่มีผู้คนมาห้อมล้อม อย่างน้อยๆ ก็น่าจะชุบเลี้ยงเธอให้ดีๆ หน่อย โยนอาหารและดูแลอย่างเอาใจใส่ หลอกให้เธอให้ความร่วมมือทำวิจัยด้วยคำพูดหวานหูนะ!

เทียบกับต้นแอปเปิ้ลที่จักรวรรดิอัลต้นนั้นแล้ว เธอรู้สึกว่าตัวเองประสบความล้มเหลวในการเป็นคนอย่างยิ่ง!

ชิงเยวี่ยเห็นเธอไม่ส่งเสียง จึงถามด้วยความขัดใจ “เจ้าหญิงไม่โกรธหรือคะ?”

“อ๊ะ...แน่นอนว่าโกรธสิ! ฉันแค่...” ลั่วหลันเค้นสมองเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “มีเรื่องที่คิดไม่ตกน่ะ”

“อะไรเหรอคะ?”

ลั่วหลันบอกเบาๆ “ไหนบอกว่าพวกเขาเป็นพวกที่มียีนต่างสายพันธุ์ไม่ใช่เหรอ? ทำไมแต่ละคนเหมือนหน้าตาดีกันทั้งนั้นเลยล่ะ?”

“ดูคนจะดูแค่ภายนอกไม่ได้นะคะ! ใครๆ ก็ศัลยกรรมได้ตามใจชอบ อยากหล่อแค่ไหนก็หล่อเท่านั้น หน้าตาภายนอกล้วนเป็นของปลอมค่ะ! มีเพียงยีนภายในเท่านั้นที่สำคัญที่สุด ภายในค่ะ! งามจากภายในต่างหากคือทุกอย่าง...” ชิงเยวี่ยรู้สึกหนักใจ กลัวว่าเจ้าหญิงจะถูกหลอกด้วยความงดงาม บ่นจู้จี้ไม่หยุดโดยไม่ได้สนใจว่าผู้เป็นนายไม่ได้ร่วมแรงร่วมใจเกลียดแค้นศัตรูไปกับเธอด้วย

 

 

วันถัดมา เจ้าหญิงลั่วหลันและดยุกเฉินซาจัดงานแต่งงานที่หอรำลึกในวังสเปโร

บรรยากาศพิธีการเคร่งขรึม ไม่ได้เชื้อเชิญแขก และไม่เชิญสื่อ มีเพียงสองประเทศที่มาร่วมงาน

เจ้าหญิงลั่วหลันและดยุกเฉินซายืนเคียงกัน เผชิญหน้ากับพิธีลงบันทึกของสมองอัจฉริยะ ประทับลายนิ้วมือบนเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ชุดหนึ่ง ลงนามพันธุกรรม ตกลงเป็นสามีภรรยากับฝ่ายตรงข้าม

นายพลโจเซฟเป็นตัวแทนจักรวรรดิอัลกล่าวสุนทรพจน์ อวยพรให้สองประเทศมิตรภาพยืนยาว

ดยุกจื่อเยี่ยน คือคนหน้าตาหล่อเหลาที่หยิบไพ่ออกมาและเสนอให้จับสลาก เป็นตัวแทนของสหพันธรัฐโอดินกล่าวสุนทรพจน์ อวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวสุขสมกลมเกลียว

ไม่มีใครให้ลั่วหลันและเฉินซากล่าวสุนทรพจน์ เหมือนทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่างานแต่งครั้งนี้มี ‘ความสามัคคีปรองดอง’ มากมายแค่ไหน คนหนึ่งทำลายโฉม คนหนึ่งจับสลากโดยไม่มีทางเลือก เพื่อป้องกันไม่ให้ ‘ความผาสุก’ ถูกเปิดโปง ทุกคนจึงให้พวกเขาทั้งสองเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากหลังอย่างรู้กัน

ภายนอกนั้นลั่วหลันดูตื่นตะลึง แต่ความจริงแล้วเธอมองรอบๆ งานแต่งของตัวเองอย่างกระตือรือร้น โปรดอภัยให้กับการกระทำของสาวบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกด้วยเถอะนะคะ!

เธอสวมชุดแต่งงานสีขาวตามธรรมเนียมโบราณของจักรวรรดิอัล ถือช่อดอกไม้เจ้าสาวหนึ่งช่อ ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ แต่งชุดเครื่องแบบทหารทั้งตัว ท่อนบนคือเสื้อยูนิฟอร์มทหารสีแดงที่ฝังเครื่องประดับยศสีทองบนบ่าและสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ท่อนล่างคือกางเกงทหารสีดำ ยืนตัวตรง  สีหน้าไร้อารมณ์ตลอดงาน ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ราวกับภูเขาน้ำแข็งที่แผ่ความเย็นออกมาทั้งลูก ทำให้ชุดสีแดงที่ดูร้อนแรงกลับแผ่ความเคร่งขรึมเย็นชาออกมาแทน

ลั่วหลันรู้สึกว่าเขาไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ไปร่วมงานศพได้เลย

ท้ายสุดของพิธีแต่งงาน ตามพิธีการ นายพลโจเซฟเป็นตัวแทนจักรวรรดิอัลเก็บเทอร์มินัลส่วนตัวของเจ้าหญิงลั่วหลันกลับ  ดยุกจื่อเยี่ยนเป็นตัวแทนสหพันธรัฐโอดินมอบเทอร์มินัลส่วนตัวที่แสดงถึงสถานะใหม่ให้เธอ บ่งบอกว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าหญิงลั่วหลันแห่งจักรวรรดิอัลได้กลายเป็นดัชเชสของดยุกเฉินซาแห่งสหพันธรัฐโอดินแล้ว

เทอร์มินัลส่วนตัวอันใหม่คือกำไลข้อมือรูบี้สีแดงที่สลักดอกกุหลาบ ประณีตงดงามมาก ลั่วหลันสวมไว้ที่มือด้วยความพึงพอใจ

พอเทอร์มินัลส่วนตัวเริ่มทำงาน ก็จะดำเนินการผูกมัด มีเพียงแค่เจ้าตัวที่ใช้งานได้บัตรประจำตัวประชาชน การสื่อสารข้อมูล การสืบหาข้อมูล สาระบันเทิง บัญชีการเงิน ตำแหน่งแผนที่ ตรวจดูสุขภาพ...ทุกอย่างที่จำเป็นในชีวิตประจำวันล้วนอยู่ในเทอร์มินัลส่วนตัว เรียกได้ว่า ในสังคมอวกาศ หากไม่มีเทอร์มินัลส่วนตัว ก็จะทำให้ก้าวเดียวยังเดินลำบาก

ก่อนหน้านี้ เธอพกเทอร์มินัลส่วนตัวของเจ้าหญิงลั่วหลันที่เป็นของปลอมมาตลอด ซึ่งความจริงแล้วใช้งานไม่ได้เลย ในที่สุดตอนนี้ก็มีเทอร์มินัลส่วนตัวที่ตัวเองสามารถใช้งานได้จริงๆ แล้ว

เธอคิดอย่างมีความสุข งานแต่งนี้ไม่ได้แต่งไปเปล่าๆ!

 

 

 

 

พิธีแต่งงานสิ้นสุดแล้ว นายพลโจเซฟอำลาอย่างอดทนรอไม่ไหว ดยุกจื่อเยี่ยนพายเรือตามน้ำไปส่งเขาด้วย ทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะเฮฮากำหนดการเดินทางกลับ

หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น

ลั่วหลันหน้าประดับรอยยิ้มยืนอยู่ที่สนามบินอวกาศ ส่งนายพลโจเซฟเดินทางกลับจักรวรรดิอัล

ตอนที่ยานกำลังบินขึ้น ชิงเยวี่ยและชิงชูสะอึกสะอื้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ราวกับสำนึกได้ว่า พวกเธออยู่ไกลที่ดาวอีกดวงหนึ่ง ดาวที่พวกเธอเกิดมาและเติบใหญ่ดวงนั้น กางกั้นด้วยหมู่ดาวกว้างใหญ่ ห่างไกลจนเหมือนชาตินี้จะแตะไม่ถึงอีกต่อไป

ในบางเวลา เสียงร้องไห้ไม่มีทางได้รับการต้อนรับเหมือนอย่างเสียงหัวเราะ ถ้าหากผู้ฟังไม่ได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจ ก็มีแต่จะทำให้เกิดความเอือมระอาและดูถูก

เจ้าพนักงานของโอดินแสดงสีหน้ารำคาญชัดเจน เอ่ยถามเฉินซาที่ยืนอยู่ข้างลั่วหลัน “ผู้บัญชาการครับ กลับเลยไหม?”

เฉินซาตอบด้วยการหมุนตัวสาวเท้าเดินจากไป

ลั่วหลันตามหลังเขาไปโดยไม่รู้ตัว ฝีเท้าช้าลงเรื่อยๆ เสียงร้องไห้ของเด็กสาวคล้ายเถาวัลย์ที่มองไม่เห็น ค่อยๆ พันขาของเธอไว้ เธอจึงชะงัก

เดิมทีเธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่เจ้าหญิงตัวปลอม ในใจนั้นรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองมาโดยตลอด แต่ในเสียงร้องไห้เศร้าเสียใจไร้ที่พึ่งของพวกสาวใช้ ทำให้เธอเข้าใจในฉับพลัน เด็กสาวสองคนนี้ไม่ได้ร้องไห้เพราะเธอมาที่นี่ แต่ร้องไห้เพราะเธอต้องอยู่ที่นี่ต่างหาก

น้ำตาที่กลิ้งไหลหยดลง ไม่เพียงแค่เศร้าเสียใจกับอดีตที่เก็บไว้ไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นเกรงว่าจะเป็นกำลังกลัวอนาคตที่เห็นไม่ชัด  ก็เหมือนกับเธอ เธอก็หวาดหวั่นกับอนาคตเหมือนกัน

แต่เธอร้องไห้ไม่ได้ เพราะเธอไม่มีอดีตให้อาลัย ได้แต่กัดฟันเดินหน้าต่อไป

 

 

 

เฉินซาขึ้นรถบินแล้ว มองลั่วหลันผ่านหน้าต่าง ใครบางคนเร่งทันที “ดัชเชสครับ ผู้บัญชาการกำลังรอคุณอยู่”

ลั่วหลันแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หมุนตัวเดินไปทางชิงเยวี่ยและชิงชูที่ยังคงร้องไห้เศร้าเสียใจ

พวกเธอปาดน้ำตาอย่างไม่สบายใจ พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง

ชิงเยวี่ยสะอื้นบอก “พวกเราเสียมารยาทแล้ว”

ลั่วหลันยิ้มพร้อมยื่นมือออกมา ชิงเยวี่ยกุมมือเธอไว้โดยไม่รู้ตัว ในดวงตาเต็มไปด้วยความงงงัน “เจ้าหญิง?”

ลั่วหลันบอก “พวกเราอยู่ด้วยกัน”

ชิงเยวี่ยมองเธอด้วยความตะลึงงันพักหนึ่ง ทันใดนั้นจากที่ร้องไห้อยู่ก็หัวเราะขึ้นมา มือข้างหนึ่งดึงชิงชูไว้ “ไม่ต้องกลัว เจ้าหญิงอยู่ด้วยกันกับพวกเรานะ!”

“อื้ม” ชิงชูปาดน้ำตาที่หางตาพลางพยักหน้าแรงๆ ราวกับปลุกความฮึกเหิมให้ตัวเอง

ลั่วหลันยิ้มน้อยๆ ให้ชิงชูแล้วหมุนตัวจากไป

จื่อเยี่ยนยืนอยู่กลางทาง หรี่ดวงตาดอกท้อ ยิ้มพลางมองประเมินเธอ

ลั่วหลันรู้สึกผิดนิดๆ ไม่ควรหาเรื่องเจ้านายท่านนี้ ดูเหมือนหน้าตาหล่อเหลาทรงเสน่ห์และเจ้าชู้หลายใจ แต่ความจริงขึ้นชื่อว่าใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต พลิกหน้าไร้น้ำใจ เขาคือรัฐมนตรีกระทรวงความปลอดภัยข่าวสารของสหพันธรัฐโอดิน ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข่าวสารของสหพันธรัฐ อธิบายอย่างสั้นๆ ก็คือหัวหน้าสายลับ

ลั่วหลันทบทวนกิริยาท่าทางและคำพูดที่พูดกับสาวใช้เมื่อครูนี้ทันที แค่กุมมือประเดี๋ยวเดียว ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม

เธอทำหน้ามึนๆ เดินผ่านจื่อเยี่ยนไปโดยที่สายตาไม่มีวอกแวก

พอถึงหน้ารถบินแล้ว ขณะที่ลั่วหลันกำลังจะขึ้นไป ก็ได้ยินเฉินซาเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าหญิงโปรดจำไว้ด้วยว่า ผมจะไม่รอคุณ” ทันใดนั้น ประตูรถก็ปิด รถบินทะยานขึ้นจากพื้น จากไปพร้อมเสียงหึ่งๆ

ลั่วหลันเบิ่งตาอ้าปากค้าง ยืนเซ่ออยู่ที่เดิม คาดไว้แล้วว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้าย แต่คาดไม่ถึงว่าจะร้ายขนาดนี้!

ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยของทุกคน ลั่วหลันมองไปรอบๆ อย่างงงงัน

พูดตามตรง เธอไม่สนใจเลยว่าทุกคนจะรู้กันทั่วว่าเธอ “โชคร้ายในการแต่งงาน” เพียงแต่ว่า...เธอจะกลับไปอย่างไรล่ะ?

“เจ้าหญิง!” จื่อเยี่ยนยืนอยู่ข้างรถบินของตัวเองพลางร้องเรียก

เธอมองไปทางเขาเป็นเชิงถาม จื่อเยี่ยนผายมืออย่างสุภาพอ่อนโยน ทำท่าเชื้อเชิญ “หากไม่ถือสา บนรถผมยังมีที่่ว่างครับ”

ลั่วหลันรีบเดินไปขึ้นรถบิน เอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณค่ะ!”

จื่อเยี่ยนยิ้มบอก “เจ้าหญิงอย่าได้ถือสา เฉินซาแค่เป็นคนแข็งไปหน่อย ขอแค่เคารพกฎข้อบังคับของเขา ก็อยู่ร่วมกันไม่ยาก”

ลั่วหลันไม่อยากจะถกปัญหาเรื่อง “วิธีการอยู่ร่วมกันในการแต่งงาน” กับชายแปลกหน้า จึงตอบอ้อมแอ้ม “ทราบแล้วค่ะ”

จื่อเยี่ยนคีบไพ่สีม่วงแวววาวใบหนึ่งไว้ที่หว่างนิ้ว พลิกเล่นไปมา ดูเหมือนเป็นไพ่ใบเมื่อวานที่พวกเขาเอามาใช้จับสลาก

การเคลื่อนไหวของเขาบางครั้งก็เร็วบางคราวก็ช้า เป็นไปตามอารมณ์ ไพ่ใบนั้นเหมือนกับงอกอยู่บนมือเขา ไม่ว่านิ้วทั้งห้าจะพลิกยังไง ไพ่ก็อยู่ที่หว่างนิ้วเขาตลอด

เมื่อวานอยู่ไกลๆ ไม่เห็นหน้าตรงๆ ตอนนี้ถึงเห็นว่าเป็นไพ่ทาไรต์ ไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร เป็นแผ่นบางๆ สุกสกาวแวววาวราวกับอัญมณี เทพแห่งความตายที่สลักอยู่บนนั้นก็พลิกตามไปด้วย ดูราวกับจะกระโดดออกมา

ลั่วหลันกล่าวชม “ไพ่ทาโรต์สวยมาก”

จื่อเยี่ยนจ้องเธอแวบหนึ่ง นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบไพ่ ยิ้มกว้างถาม “รู้จักภาพนี้ไหม?”

ระฆังเตือนภัยในหัวลั่วหลันดังขึ้นทันที ราวกับภาพฉากที่เคยเจอมาก่อน...ตอนที่เธอยืนอยู่ในศาลผู้พิพาก เคยชี้ไปที่ภาพแอปเปิ้ล ค่อยๆ ตะล่อมถาม “รู้จักสิ่งนี้ไหมครับ?”

“ไม่รู้จักค่ะ” ลั่วหลันยิ้มเป็นเชิงขออภัย “แค่เคยเห็นในหนังสือบางครั้ง บอกว่าเป็นไพ่ทาโรต์”

“เจ้าหญิงอ่านหนังสือหลากหลาย คาดไม่ถึงว่าจะรู้จักเกมโบราณแบบนี้ด้วย” จื่อเยี่ยนเก็บไพ่กลับยิ้มๆ

ลั่วหลันคิดอย่างสับสน หรือสมัยก่อนเธอเคยศึกษาประวัติศาสตร์โบราณ?

บางทีอาจจะหาข้อมูลเอกสารทางด้านนี้มาอ่านดูบ้าง ไม่แน่อาจจะนึกอะไรขึ้นมาได้

เส้นทางหลังจากนั้น ทั้งสองคนต่างคิดเรื่องในใจ ไม่ได้คุยกันตลอดทาง ไม่นานก็มาถึงวังสเปโร

ลั่วหลันเอ่ยขอบคุณจื่อเยี่ยนอีกครั้งแล้วลงจากรถบิน

พอกลับมาถึงที่พักของตัวเอง ตอนที่ถอดชุดเจ้าสาวเตรียมจะอาบน้ำ เธอเพิ่งตระหนักเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า เธอกับเฉินซาเป็นสามีภรรยากันอย่างเป็นทางการแล้ว ถ้าอย่างนั้นตามหลักแล้วก็ควรจะอยู่ด้วยกันใช่ไหม?

มองเตียงตรงหน้า จินตนาการภาพที่ตัวเองและเขานอนอยู่ด้วยกันบนเตียง ลั่วหลันรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวทันที มนุษย์วิวัฒนาการมาตั้งหลายปีแล้ว ทำไมถึงยังไม่วิวัฒนาการให้เป็นการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศอีกล่ะ?

 

 

 

 

ตอนกลางคืน มีการจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำในห้องจัดเลี้ยงของวังสเปโร เพื่อฉลองคู่แต่งงานใหม่ให้กับดยุกเฉินซาและเจ้าหญิงลั่วหลัน

ว่ากันว่าจื่อเยี่ยนเป็นคนเสนอไอเดียนี้ ลั่วหลันถือว่ารู้จักคนคนนี้ในเบื้องต้นแล้ว เขาคือเจ้านายที่ชอบก่อกวนไปทั่ว อยากให้โลกปั่นป่วน

ชิงเยวี่ยยุให้เธอเล่นตัวไม่ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ให้พวกโอดินที่เย่อหยิ่งไร้มารยาทพวกนั้นได้เห็นดีเสียบ้าง

ลั่วหลันเห็นด้วย แต่ทว่าไม่ใช่เพื่อเล่นตัว แต่เพราะเธอคิดว่าไหนๆ ก็ไม่มีใครดีใจที่เห็นเธออยู่แล้ว สู้พักผ่อนให้สบายดีกว่าจะได้ไม่ต้องทำให้ตัวเองอึดอัดด้วย

ตอนที่อันด้ามารับเธอ ลั่วหลันแสดงท่าทีอ้อมๆ ว่าไม่อยากไปร่วมงานเลี้ยง

อันด้ากล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “นี่เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเจ้าหญิงโดยเฉพาะ มีคนมากมายอยากเห็นดัชเชสของผู้บัญชาการครับ”

ชิงเยวี่ยกำลังอยากพูดจาฉีกหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจสักสองสามประโยค ลั่วหลันฉุกใจขึ้นมาจึงยกมือขึ้นห้ามเธอ

ลั่วหลันใคร่ครวญพักหนึ่งแล้วก็ยอมไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ แต่ไม่ใช่เพราะ ‘คนมากมายอยากเห็นเธอ’ แต่ทว่าเพราะ “เธออยากเห็นคนมากมาย” ต่างหาก

เธอไม่มีปัญญาจะหนีไปเหมือนกับเจ้าหญิงลั่วหลันตัวจริง ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าควรจะเดินทางด้วยยานอวกาศเพื่อไปดาวดวงอื่นอย่างไร ในอนาคตที่มองเห็นล่วงหน้า เธอมั่นใจว่าจะต้องอยู่ที่สหพันธรัฐโอดินต่อไป

แค่เพราะพวกเขาไม่ชอบเธอ เธอก็จะหลบอยู่ในห้องไม่เจอผู้คนไปตลอดอย่างนั้นเหรอ?

ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอก็จะยิ่งอยู่ยาก

อย่างน้อยๆ เจ้าหญิงลั่วหลันตัวจริงก็ยังมีสายเลือดของประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีทางให้ถอยกลับ แต่เธอกลับไม่มีอะไรเลย

ในเมื่อไม่มีทางให้ถอย ถ้าหากไม่เดินหน้าต่อ เธอก็เหลือแต่ทางตันแล้ว

ไม่ว่าในใจจะต่อต้านแค่ไหน เธอก็จำเป็นต้องเดินออกไป เข้าใจโลกใบนี้ให้มากๆ รู้จักคนให้มากๆ เรียนรู้ให้มากๆ มีเพียงแบบนี้ สักวันหนึ่ง เธอจึงจะมีคุณสมบัติที่สามารถปฏิเสธผู้คน บอกปัดด้วยท่าทางอันสูงส่ง ไม่ใช่การหลบซ่อนด้วยท่าทางต้อยต่ำอย่างในตอนนี้

 

 

 

มุมหนึ่งในห้องโถงใหญ่ ชายหกคนบ้างนั่งบ้างยืนกำลังพูดคุยกันอยู่ บางครั้งก็มีคนคุ้นเคยมาทักทาย บรรยากาศสบายๆ และเป็นกลมเกลียวกันไม่น้อย

ตอนที่ลั่วหลันเดินเข้ามาใกล้ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที พวกเขาต่างมองเธอเงียบๆ สายตาเย็นชานั้นคล้ายกำลังประเมินสัตว์ตัวน้อยที่ไม่รู้จักที่ตาย ซึ่งอยู่ๆ ก็บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของพวกเขา

ความจริงแล้ว ลั่วหลันก็ไม่อยากทำให้ตัวเองต้องขายหน้า แต่ในทั้งห้องโถงใหญ่นี้ เธอรู้จักแค่พวกเขา อีกอย่าง ท่าทีที่พวกเขามีต่อเธอ ได้กำหนดท่าทีที่ทั้งโอดินมีต่อเธอ คนเต็มห้องโถงต่างปฏิบัติตัวโดยดูจากท่าทีของพวกเขา ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยการพุ่งเข้าชน

ลั่วหลันย่อตัวทำความเคารพ ทักทายยิ้มๆ “สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ!”

ทุกคนมองไปทางเฉินซาเป็นตาเดียว เฉินซากำลังดื่มเหล้า ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ ราวกับไม่ได้ยิน ทุกคนจึงถอนสายตากลับโดยพร้อมเพรียง และไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบเช่นกัน

ภายใต้การจดจ้องของทุกคน เมื่อถูกมองราวกับเป็นธุลี จะบอกว่าไม่อับอายคงเป็นไปไม่ได้

แต่ลั่วหลันไม่มีสิทธิ์จะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป เธอได้แต่คิดเยาะหยันตัวเอง ปฏิบัติต่อเจ้าหญิงยังไม่สู้นักโทษเลย อย่างน้อยๆ ตอนอยู่ในคุก ในฐานะที่เป็นอาชญากร ขอแค่เธอเอ่ยปาก ผู้พิพากษาจะตั้งใจฟังอย่างแน่นอน

ลั่วหลันเหมือนไม่ได้รู้สึกถึงการเพิกเฉยของทุกคน เธอยิ้มแล้วพูดต่อ “ฉันคือเจ้าหญิงลั่วหลันแห่งจักรวรรดิอัล เช้าวันนี้เพิ่งจะกลายเป็นดัชเชสของดยุกเฉินซา ดีใจที่ได้รู้จักพวกคุณค่ะ พวกคุณจะเรียกฉันว่าลั่วหลันเฉยๆ ก็ได้”

ยังคงไม่มีใครเอ่ยวาจาเหมือนเดิม บางคนสังเกตเธออย่างสนอกสนใจ บางคนจดจ่ออยู่กับการกินอาหาร บางคนมองเหม่อไปทางอื่น

ลั่วหลันกัดฟัน เดินอ้อมจื่อเยี่ยนตรงไปข้างหน้าสองสามก้าว ยื่นมือให้ผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตางดงามท่าทางสุภาพ “สวัสดีค่ะ!”

เขากำลังเพลิดเพลินกับคนที่เต้นรำบนฟลอร์ หลังชะงักไปเล็กน้อย ก็ช้อนตามองลั่วหลัน ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใด

“สวัสดีค่ะ!”​ ลั่วหลันยื่นมือพร้อมบอกอีกรอบ

เธอพยายามทำให้รอยยิ้มเกร็งๆ ของตัวเองเป็นธรรมชาติขึ้นหน่อย แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้าเหมือนจะยิ่งแข็งทื่อ

ท่ามกลางสายตาหลากหลายแบบ เธอดึงดันยื่นมือออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าดูเบิกบานคล้ายเงาพระจันทร์ในน้ำ ที่ราวกับว่าพอแตะเบาๆ ก็จะสลายไปพร้อมระลอกคลื่น แต่เมื่อระลอกคลื่นสงบลงมันก็ยังคงอยู่

ในที่สุดชายหนุ่มก็ยืนขึ้น จับมือเธอพร้อมบอกอย่างอ่อนโยน “สวัสดีครับ ผมคือดยุกฉู่โม่เขตสี่แห่งสหพันธรัฐโอดิน คุณเรียกผมว่าฉู่โม่ก็ได้ เป็นเกียรติที่ได้รู้จักคุณครับ”

แค่ไม่กี่นาทีสั้นๆ แต่ลั่วหลันกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปหนึ่งศตวรรษ ฉู่โม่ต้องรู้สึกถึงมือที่กำลังสั่นเบาๆ ได้แน่นอน แต่เธอไม่ได้แสดงอาการผิดปกติสักนิดเดียว

จนเมื่อเขาปล่อยมือ ลั่วหลันปรับอารมณ์เรียบร้อยแล้วจึงยิ้มพร้อมยื่นมือออกไปให้ผู้ชายที่อยู่ข้างเขา...ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำ ผมสีแดงเล็มจนสั้นเตียน แต่ละเส้นชี้ตั้งราวกับเข็ม คิ้วเข้มตาโต ท่าทางเป็นคนไม่คิดอะไรมาก

เขาจับมือลั่วหลันแบบฝืนๆ ราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำ เอ่ยด้วยเสียงอู้อี้ “สวัสดีครับ ผมคือดยุกไป๋หลี่ชางเขตห้าแห่งสหพันธรัฐโอดิน คุณเรียกผมว่าไป๋หลี่ชางก็ได้”

มีคนเริ่มสองคนแล้ว ข้างหลังก็เหมือนจะราบรื่น

จั่วชิวไป๋ ผมหยิกกึ่งยาว ดูเป็นคนทำตามใจไม่แยแสสิ่งใด นั่งเอนหลังพิงโซฟาตลอด แม้แต่จะจับมือกับเธอก็ยังไม่ลุกขึ้น

จงหลีเขตเจ็ด ผมสีน้ำตาลไม่มียุ่งเหยิงแม้แต่เส้นเดียว หน้าตาน่ารัก แต่กลีบปากบางเม้มแน่น ดูกระด้าง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มอึมครึมเย็นชา เวลาที่ถูกเขาจับจ้อง เหมือนถูกงูพิษจ้องมอง ทำให้แทบไม่กล้าสบตากับเขา

ไป๋หลี่ชางและจั่วชิวไป๋ต่างแนะนำตัวเองตามแบบฉู่โม่อย่างมีน้ำใจดี แต่จงหลีกลับแหกคอก ไม่รอให้ลั่วหลันยื่นมือมา ก็บอกสั้นๆ “เขตเจ็ด จงหลี” และไม่มีทีท่าว่าจะจับมือด้วยแม้แต่น้อย

ลั่วหลันเอ่ยว่า “สวัสดีค่ะ” อย่างรู้กาลเทศะแล้วเดินไปหาคนต่อไปทันที

จื่อเยี่ยนเป็นฝ่ายยื่นมือก่อนอย่างกระตือรือร้น “สวัสดีครับ ผมคือจื่อเยี่ยนแห่งเขตหก” เขายกมือชี้เฉินซา ถามอย่างซุกซน “ท่านนี้ยังต้องแนะนำตัวเองไหม?”

ลั่วหลันบอกนิ่งๆ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ในเอกสารแต่งงานของเราเขียนเอาไว้ชัดเจน เขตหนึ่ง เฉินซา”

จื่อเยี่ยนและจั่วชิวไป๋ขำพรืด จื่อเยี่ยนขยิบตาบอก “เฉินซา ไม่แนะนำภรรยาของนายให้คนอื่นๆ รู้จักหน่อยเหรอ?”

ลั่วหลันอดมองไปทางเฉินซาอย่างคาดหวังไม่ได้ แต่เขาไม่สนใจลั่วหลันแม้แต่น้อย ชายหนุ่มหยิบผลไม้ชิ้นหนึ่งมายัดปากจื่อเยี่ยน จื่อเยี่ยนฮึมๆ ฮัมๆ ไม่พูดอะไรอีก

การรอคอยของลั่วหลันกลายเป็นความผิดหวัง

ทันใดนั้น คนที่เต้นรำอยู่ก็พากันหยุดทีละคน ผู้หญิงคนหนึ่งที่สวมเชิ้ตขาว กระโปรงสอบสีดำ ม้วนรวบผม ใส่แว่นตากรอบดำเดินผ่านเวทีเต้นรำมาทางนี้

ใบหน้าของเธอเคร่งขรึม เดินพลางขบคิดอะไรไปพลาง คล้ายนักวิชาการที่เปิดประชุมงานวิชาการเดินผิดทางอย่างมึนงง แต่คนที่เต้นรำอยู่บนเวทีไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจเลยสักนิดเดียว ทุกคนต่างเปิดทางให้เธอด้วยความนอบน้อม

สายตาของหญิงสาวตกมาอยู่ทางพวกเขา แววตาเป็นประกาย ใบหน้ายิ้มแย้ม คล้ายมองเห็นคนที่เธอคิดถึงที่สุด จึงเร่งฝีเท้าด้วยความตื่นเต้น

ลั่วหลันขยับย้ายไปด้านข้างทันที เมื่อพิจารณาเรื่องที่หมดสติไปคราวก่อนแล้ว เธอก็เข้าใจอย่างลึกซึ้ง สุนัขที่ดีไม่ขวางทาง ห้ามยืนผิดที่ผิดทางเด็ดขาด

ข้างกายเธอคือเฉินซา เห็นชัดว่าหญิงสาวคนนั้นพุ่งเข้ามาหาเขา ลั่วหลันจินตนาการเรื่องเหลวไหลไร้สาระมากมาย บอกตัวเองว่าอีกประเดี๋ยวไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะต้องอยู่ในอาการสงบนิ่ง คอยสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ

หญิงสาวใบหน้ายิ้มแย้มดังดอกไม้ พุ่งกระโจนเข้ามา กอด...เธอไว้

ปากของลั่วหลันอ้ากว้าง

สงบนิ่ง สงบนิ่ง จะต้องรักษาความสงบนิ่งไว้...

หญิงสาวทักทายลั่วหลันด้วยธรรมเนียมแก้มแนบแก้มอย่างอบอุ่นเสร็จแล้ว ยังคงอาลัยไม่ยอมปล่อยเธอ กุมมือเธอไว้แน่น มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วมองไล่จากเท้าขึ้นมาถึงศีรษะ

ลั่วหลันขนลุกซู่ ไม่อาจทนสังเกตการณ์เงียบๆ ได้อีกต่อไป “คุณคือ?”

“คุณต้องเป็นเจ้าหญิงลั่วหลันแน่ๆ สวย ฉลาด สง่างามและน่ารักจริงๆ ฉันควรรีบมาพบคุณตั้งแต่แรก แต่ติดการทดลอง พอทดลองเสร็จปุ๊บ ฉันก็รีบมาทันทีเลย หวังว่าคุณจะไม่ถือสา...”

ลั่วหลันฝืนยิ้ม ไม่รู้จริงๆ ว่าหน้าซีดขาวตัวเอง มีตรงไหนที่ดูเฉลียวฉลาดและสง่างาม? เธอมองไปทางจื่อเยี่ยนเป็นเชิงขอความช่วยเหลือ จื่อเยี่ยนกระแอมทีหนึ่งแล้วบอก “ดยุกเฟิงหลินแห่งเขตสอง ดูแลการวิจัยและการศึกษาของสหพันธรัฐ”

ลั่วหลันเห็นแสงสว่างตระหนักรู้ พลันจับมือเฟิงหลินแน่น ที่แท้นี่คือแฟรงเกนสไตน์ในตำนานที่จะหั่นเธอเป็นชิ้นๆ เอาไปทำวิจัยสินะ ผลลัพธ์ของการขโมยแอปเปิ้ลของเธอแม้จะมาช้า แต่สุดท้ายก็มาแล้ว!

เฟิงหลินบอกด้วยความห่วงใย “คุณเพิ่งมาโอดิน ถ้าหากมีตรงไหนที่ปรับตัวไม่ได้ก็บอกฉัน ฉันจะหาทางแก้ปัญหาให้คุณแน่นอนค่ะ” เธอกวาดตามองผู้ชายหกคน “หากใครรังแกคุณ บอกฉัน ฉันรับประกันว่าจะอัดมันให้เละ!”

ลั่วหลันน้ำตารื้นด้วยความตื้นตัน พี่สาวคะ ทำไมคุณไม่มาให้เร็วกว่านี้หน่อย?

เฟิงหลินถามอย่างกระตือรือร้น “กินมื้อค่ำหรือยัง? อยากกินอะไรไหม? ฉันช่วยหยิบให้คุณนะ”

“ฉันไม่หิวค่ะ แค่อยากรู้จักทุกคนสักหน่อย”

“ฉันจะแนะนำให้คุณเอง” เฟิงหลินดึงแขนลั่วหลัน พาเธอเดินไปทางฝูงชนในห้องโถงใหญ่

ลั่วหลันลอบกระหยิ่มในใจ อดหันกลับมองเฉินซาแวบหนึ่งไม่ได้ : หึ! นายไม่ช่วยแนะนำให้ฉัน ก็มีคนช่วยแนะนำให้อยู่ดี ไม่ต้องพึ่งนายหรอก!

 

 

 

 

ด้วยความช่วยเหลืออย่างอบอุ่นเป็นมิตรของเฟิงหลิน ลั่วหลันรู้จักคนที่งานเลี้ยงไปพอสมควรแล้ว

ความจริงแล้วเธอจดจำจำใบหน้ามากมายในตอนนั้นไม่ได้จริงๆ แต่ดีชั่วอย่างไรก็ขอให้คุ้นหน้าคุ้นตาไว้ก่อน อนาคตก็คงไม่ถึงกับมืดมนไปหมด เนื่องจากการกระทำของดยุกหลายคนก่อนหน้า ประกอบกับการแนะนำอย่างกระตือรือร้นของเฟิงหลิน ทุกคนจึงไม่ได้ผลักไสเธอแล้ว ท่าทีเป็นมิตรขึ้นเยอะ ต่อให้แสร้งทำ ลั่วหลันก็พอใจแล้ว ระหว่างคนกับคน นอกจากคนที่สนิดชิดเชื้อที่สุดแล้วก็จำเป็นต้องใช้ใจแลกใจ เพราะคนอื่นๆ ต่างก็กำลังเล่นละครด้วยความเกรงอกเกรงใจกันไม่ใช่เหรอ?

เฟิงหลินเจอคนคุ้นเคย เห็นท่าทางอีกฝ่ายเหมือนมีอะไรจะคุยกับเฟิงหลิน ลั่วหลันรู้สึกกระหายน้ำพอดีจึงบอก “ขอตัวก่อนนะคะ” แล้วจึงไปหาอะไรดื่ม

ลั่วหลันยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เครื่องดื่ม มองตัวเลือกอันละลานตา เกิดสองจิตสองใจไปชั่วขณะ

จื่อเยี่ยนเดินมาข้างเธอ “ตอบผมหนึ่งคำถามสิ แล้วผมจะบอกคุณว่าเครื่องดื่มไหนอร่อย”

“คำถามอะไรคะ?”

“ทำไมผมยืนอยู่ข้างคุณ อยู่ใกล้คุณที่สุด และถือว่าคุ้นเคยที่สุด แต่คุณกลับอ้อมผมไปทักทายฉู่โม่?”

“ฉันไม่มั่นใจว่าคุณจะสนใจฉัน ต่อให้คุณสนใจฉัน ก็กลัวว่าจะแกล้งฉัน ทำให้ฉันอับอายขายหน้า”

จื่อเยี่ยนหรี่ตาดอกท้อ หัวเราะขึ้นมาโดยไม่แสดงความเห็น “คุณมั่นใจว่าฉู่โม่จะสนใจคุณ?”

“ก็เปล่าหรอกค่ะ แค่เทียบกับคนอื่นๆ แล้ว เขามีความเป็นไปได้มากกว่า”

“เพราะอะไร?”

ลั่วหลันรู้สึกว่าคำพูดบางอย่างไม่เหมาะที่จะพูดออกไป จึงตอบแบบคลุมเครือ “แค่รู้สึกเท่านั้นค่ะ”

ตอนนั้น จื่อเยี่ยน จั่วชิวไป๋ จงหลีต่างมองเธออยู่ตลอด ไม่ว่าจะอมยิ้มหรือเย็นชา แต่หลักๆ ล้วนเป็นท่าทีที่เมินเฉย

ไป๋หลี่ชางกินดื่มอย่างสบายใจ ท่าทางไร้กังวลอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ ไม่มีความเห็นใด

เฉินซาและฉู่โม่ไม่ได้มองเธอ แต่คนหนึ่งสายตาว่างเปล่า แสดงว่าไม่แยแส ส่วนอีกคนกลับชื่นชมภาพวาดที่สวยงาม หลบเลี่ยงความกระดากของเธอ

จื่อเยี่ยนประเมินลั่วหลันอย่างลึกซึ้ง “ความรู้สึกแม่นมากนะ! ฉู่โม่คือคนที่คุยง่ายที่สุดในหมู่พวกเรา คนที่ไม่คุ้นเคยกับพวกเรามักจะหลงรอยยิ้มเซ่อซ่าของไป๋หลี่และหน้าตางามล้ำของผม”

ลั่วหลันมองเขาแวบหนึ่งอย่างพูดไม่ออก ชี้เคาน์เตอร์เครื่องดื่ม บอกใบ้ให้เขาพูดเหลวไหลน้อยๆ หน่อยแล้ว รักษาสัญญาด้วย

จื่อเยี่ยนเลือกเครื่องดื่มแก้วหนึ่งที่มีสีน้ำเงินและสีเขียวระยิบระยับผสมกัน ส่งให้เธอ

ลั่วหลันเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่กล้าดื่ม

จื่อเยี่ยนทำปากย่น เอาแก้วที่เหมือนกันมาหนึ่งแก้ว ดื่มต่อหน้าเธอรวดเดียวจนหมด แล้วคว่ำแก้วลง

ลั่วหลันยกแก้วขึ้น ดื่มไปอึกหนึ่ง รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยมาก ขณะที่กำลังจะกล่าวขอบคุณเขา ทันใดนั้นพื้นก็หมุนติ้ว คล้ายมีอะไรบางอย่างในหัวระเบิดตูม ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีดำ หลังจากนั้นเธอก็ไม่รับรู้อะไรอีก

 

 

 

 

 

บทที่สอง เพื่อนคนแรก

 

 

แม้โชคชะตาคือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล เธอก็หวังว่าตัวเองจะถึกทนเหมือนกับอูฐ เสาะหาโอเอซิสที่เป็นของตัวเองเจออย่างช้าๆ ทีละก้าว

 

 

เช้าตรู่ ลั่วหลันตื่นขึ้นมาด้วยอาการเวียนศีรษะ งงงันไปอึดใจหนึ่ง จึงนึกได้ว่าเมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้น

คิดไม่ถึงว่าเธอจะหมดสติไปอีกแล้ว! และยังหมดสติไปท่ามกลางสายตาของทุกคนด้วย เพิ่งจะกู้หน้าคืนมาได้หน่อยเดียวก็ขายหน้าเขาหมดอีกแล้ว!

จื่อเยี่ยนคนต่ำช้านี่ ‘ถ้าไม่ได้แกล้งใครแล้วมันจะตายรึไง’!

แต่พอคิดถึง “ศึกทลายน้ำแข็ง” เมื่อคืนแล้ว ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในเบื้องต้น เธอจึงอารมณ์ดีขึ้นมาก

เธอลุกขึ้นด้วยอาการหนักหัวแข้งขาอ่อนแรง ขณะเตรียมจะไปล้างหน้าบ้วนปาก แต่กลับรู้สึกผิดปกตินิดๆ เหลียวซ้ายแลขวา ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ห้องของเธอ

“ชิงเยวี่ย!” ลั่วหลันร้องเรียกสุดเสียง

ชิงเยวี่ยถลาเข้ามา ลั่วหลันถามด้วยความฉงน “นี่คือที่ไหน? ทำไมเปลี่ยนห้องแล้วล่ะ?”

“เป็นห้องของดยุกเฉินซาค่ะ เดิมทีฉันบอกว่ารอให้เจ้าหญิงตื่นก่อนแล้วค่อยย้าย แต่ดยุกเฟิงหลินและพ่อบ้านอันด้ายืนกรานว่าคู่แต่งงานใหม่จะแยกห้องกันไม่ได้ จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันค่ะ”

ลั่วหลันถามอย่างร้อนรน “เมื่อคืน เฉินซาเขา...เขาได้...”

ชิงเยวี่ยขอบตาแดง ทำท่าเหมือนน้ำตาจะไหล

ไม่หรอกมั้ง! ลั่วหลันจะร้องไห้แล้วเหมือนกัน หรือว่าทำเรื่องบนเตียงแบบมึนๆ งงๆ เสร็จไปแล้วเหรอ?

“ดยุกเขาทำเกินไปแล้ว! เขาไม่ยอมร่วมห้องกับเจ้าหญิง ทั้งๆ ที่เจ้าหญิงควรจะรังเกียจเขาแท้ๆ เขามีสิทธิ์อะไรมารังเกียจเจ้าหญิง?” ในน้ำเสียงของชิงเยวี่ยเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจที่ได้รับความไม่เป็นธรรม

ลั่วหลันตบอก พลันรู้สึกโล่งใจ รังเกียจก็ดีสิ ยิ่งรังเกียจก็ยิ่งดี!

เธอยิ้มร่าแล้วโพล่งออกไป “บางทีอาจไม่ได้รังเกียจ แต่แค่อยากบ่มเพาะความรู้สึกก่อ นถึงอย่างไรสถานการณ์ของพวกเราก็พิเศษ เพิ่งเจอหน้ากันปุ๊บก็แต่งงานปั๊บ ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันเลย ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า”

ชิงเยวี่ยเห็นเจ้าหญิงเบิกบาน ท่าทางไม่ใส่ใจ จึงได้แต่วางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว “เจ้าหญิงดยุกเฟิงหลินบอกว่าวันนี้จะส่งคนมารับคุณไปเยี่ยมชมสถาบันวิจัยสักหน่อยน่ะค่ะ”

แฟรงเกนสไตน์นี่ใจร้อนจริงๆ นะ! แต่ว่าเธอเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะได้อะไรจากเธอกันแน่ ถึงอย่างไรสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นก็กำหนดสิ่งที่เธอจะได้รับอยู่แล้ว

 

 

 

สถาบันวิจัยของเฟิงหลินอยู่ในฐานทัพขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

เพื่อสะดวกแก่การที่ลั่วหลันไปเที่ยวชม เธอจึงขับรถบินเปิดประทุนที่ใช้ได้ทั้งทางบกทางอากาศ เที่ยวไปพลางแนะนำสถานที่ไปพลาง

เนื่องจากสถาบันวิจัยมุ่งศึกษาพันธุกรรมมนุษย์ ต้องเก็บรวมรวมข้อมูลมากมาย จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือทางทหารจำนวนมากในระยะยาว เพราะฉะนั้นอธิบดีขององค์กรในสมัยนั้นจึงสร้างตึกสูงของสถาบันวิจัยไว้ในฐานทัพ ทั้งปลอดภัยทั้งสะดวก

ลั่วหลันมองกลุ่มทหารสองสามคนบนทางด้วยความอยากรู้อยากเห็น นอกจากรูปร่างหน้าตาที่บางครั้งจะแตกต่างจากคนทั่วไปบ้างแล้ว พวกเขาเหมือนจะไม่มีอะไรที่ต่างจากทหารของจักรวรรดิอัลเลย

แต่ในระยะเวลาไม่กี่ร้อยปีสั้นๆ พวกเขาก็เขย่าขวัญทั้งอวกาศ ทำให้กองทหารนับไม่ถ้วนที่อยากฉีกสหพันธรัฐโอดินเป็นชิ้นๆ ใจจะขาดจำต้องคว้าน้ำเหลวกลับไป

เยี่ยมชมเขตทหารที่เปิดสาธารณะเข้าชมแล้ว รถบินก็จอดที่หน้าตึกสูงสามชั้นทรงแบน มองครั้งแรกดูเหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดกางอยู่

เฟิงหลินยืนอยู่หน้าเครื่องสแกน หลังจากที่ยืนยันตัวตนเสร็จแล้ว ประตูโลหะหนาหนักก็เปิดออก

เธอยืนมือเป็นท่าเชื้อเชิญ “ยินดีต้อนรับสู่สถาบันวิจัยสิ่งมีชีวิตเรลลิคตาแห่งสหพันธรัฐโอดินค่ะ”

ลั่วหลันเดินเข้าไปยิ้มๆ สังเกตรอบๆ ด้วยความใคร่รู้

ในโถงใหญ่ คนที่ผ่านไปผ่านมาสวมชุดทำงานสีขาว พออ้าปากก็พูดศัพท์เฉพาะทางที่ลั่วหลันฟังไม่รู้เรื่อง ดูเหมือนบรรยากาศความเป็นวิชาการจะเข้มข้นสุดๆ

เฟิงหลินพาเธอขึ้นลิฟท์ตรงไปยังชั้นสาม “ส่วนของตึกใหญ่บนพื้นดินมีสามชั้น ส่วนใหญ่จะเข้าชมได้ ใต้ดินก็มีสามชั้น เป็นของเขตวิจัย ไม่เปิดให้คนนอกเข้าชม พวกเราเริ่มจากข้างบนลงล่างก็แล้วกัน...”

ทันใดนั้นเครื่องสื่อสารของเธอก็ดังขึ้น เฟิงหลินมองข้อความที่แสดงแวบหนึ่งแล้วบอก “โทษทีค่ะ” แล้วรับสายทันที

“…อะไรนะ? ข้อมูลผิดปกติ? สาเหตุล่ะ...”

น้ำเสียงของเธอเป็นกังวลมาก ราวกับการทดลองสำคัญเกิดปัญหา ลั่วหลันบอกอย่างเข้าอกเข้าใจ “คุณไปทำธุระก่อนเถอะค่ะ ไหนๆ ฉันก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว รออีกสักพักค่อยเที่ยวชมก็ได้ค่ะ”

เฟิงหลินมองไปรอบๆ ไม่เห็นใครสักคน

เธอรีบร้อนบอก “ไปตามทางเดินไปข้างหน้าสักพักจะมีห้องนั่งเล่น คุณเข้าไปดื่มอะไรสักหน่อยได้นะคะ ฉันจะให้ผู้ช่วยมารับคุณ”

พอเฟิงหลินจากไปแล้ว ลั่วหลันก็เดินเตร่ไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน

ตอนที่ผ่านห้องนั่งเล่น เธอใช้ความคิด ตัดสินใจเดินเล่นไปข้างหน้าต่อแล้วค่อยกลับมา

พอเลี้ยวที่มุมหนึ่ง ก็กลายเป็นเงียบกริบในฉับพลัน ทางเดินยาวที่คดเคี้ยวราวกับมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด สองข้างทางล้วนเป็นห้องที่ปิดสนิท หน้าหลังโดยรอบไม่เห็นใครเลย

ไม่รู้ว่าแอร์เปิดแรงเกินไป หรือรอบๆ เงียบเกินไป ลั่วหลันถึงกับรู้สึกว่าทั้งตัวมีความเย็นแผ่ออกมา แอบประหม่าและหวาดกลัว เธอคิดเยาะหยันตัวเอง ด้วยความกล้าระดับนี้ เธอไม่มีทางมีคุณสมบัติเป็นสายลับอย่างทีจักรวรรดิอัลปรักปรำเธอแน่ๆ!

ขณะที่กำลังจะกลับไปทางเดิม ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรุ๊งๆ กริ๊งๆ ในความเงียบ มันฟังดูน่าหวาดหวั่นเป็นพิเศษ ลั่วหลันตกใจสะดุ้งโหยง แข้งขาอ่อนยวบไปหมด

แต่พอเสียงเงียบแล้ว ก็รู้สึกว่าเสียงนั้นเหมือนเสียงของหล่นพื้น ไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอะไร

ลั่วหลันลังเลอยู่ขณะหนึ่ง แล้วเดินเขย่งปลายเท้าไปหาทิศทางของเสียง

เธอมองเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้นในห้องมืดสลัวผ่านประตูที่ล็อคไว้ รอบๆ คือขวดและกระป๋องที่กระจัดกระจาย เขาคงล้มลงกะทันหันตอนที่จะหยิบของอะไรสักอย่าง

ลั่วหลันผลักประตูเปิดทันที เห็นชายหนุ่มกำลังพยายามตะเกียกตะกายคลานไปข้างหน้า อยากจะคว้าขวดยาเล็กๆ ขวดหนึ่งที่กลิ้งไปตรงมุมผนัง แต่เพราะความเจ็บปวดร่างกายจึงสูญเสียการควบคุมไปทั้งหมด ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลยสักนิดเดียว

ลั่วหลันรีบเดินไปหยิบขวดยาขึ้นมา “อันนี้เหรอคะ?”

“ออกไป!” เสียงของเขาแหบพร่าทุ้มต่ำ แทบจะเป็นเสียงสะอื้นแตกๆ คล้ายกับเค้นออกมาอย่างสุดพลัง

คงไม่อยากถูกคนแปลกหน้าเห็นสภาพทุลักทุเล สำหรับลั่วหลันที่ช่วงนี้มักจะตกอยู่ในความกระดากอายอยู่บ่อยๆ เข้าใจเป็นอย่างมาก เธอจึงหยิบขวดยาไปวางไว้ข้างมือเขาอย่างเบามือ แล้วถอยออกไปนอกประตู

ลั่วหลันยืนผิงผนังทางเดิน บอกอย่างไม่ค่อยสบายใจ “คุณต้องการอะไรก็เรียกฉันได้นะคะ”

เสียงสวบสาบดังขึ้น ผ่านไปพักใหญ่ เสียงอ่อนแรงก็ดังขึ้น “เชิญเข้ามาได้ครับ”

ลั่วหลันผลักประตูเปิดเบาๆ ห้องเก็บจนสะอาดสะอ้านแล้ว ขวดและกระป๋องวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูไม่ออกเลยว่าก่อนหน้านี้เละเทะ

ม่านกั้นแสงบังแสงสว่างจากธรรมชาติข้างนอก ในห้องเปิดไฟโคมหนึ่งดวง

ใต้แสงไฟสีส้ม บนตักของชายหนุ่มมีผ้าห่มขนอูฐ เจ้าตัวนั่งอยู่บนโซฟาที่สุดขอบห้อง

ผมนุ่มสีดำ มีหยดเหงื่อเล็กน้อยติดกับหน้าผาก ขับให้ใบหน้าดูซีดขาวไร้สีเลือด แต่เขานั่งตัวตรง แววตาสุกใส อมยิ้มมุมปาก ท่าทางสุภาพสงบนิ่ง ราวกับความเจ็บปวดไร้ทางช่วยเมื่อครู่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักนิดเดียว

ลั่วหลันนึกถึงดอกเสวี่ยหรงฮวาที่เล่ากันว่าเติบโตบนยอดภูเขาหิมะ เบ่งบานรับพายุหิมะ ทั้งเข้มแข็งและงดงาม ทั้งเปราะบางไม่คงทน เธอผ่อนคลายกระทั่งลมหายใจ เอ่ยถามอย่างตะกุกตะกัก “ขะ...เข้าไปได้เหรอคะ?”

“ได้แน่นอนครับ เมื่อครู่นี้ต้องขอบคุณคุณแล้ว”​ เสียงของเขาทุ้มต่ำนุ่มนวล ไพเราะน่าฟังราวกับเสียงขับขานของเชลโล่

ลั่วหลันพลันรู้สึกแสบจมูกเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไรในชั่วขณะนั้น

ชายหนุ่มถามด้วยความรู้สึกเฉียบไว “เป็นอะไรไปเหรอครับ?”

“เปล่าค่ะ แค่...” ลั่วหลันเกาหัวด้วยความเก้อเขิน “อยู่ๆ ก็พบว่า คุณเป็นคนแรกที่พูดว่า ‘ขอบคุณ’ กับฉัน”

ตั้งแต่ที่มีความทรงจำมาจนถึงตอนนี้ เธอเคยขอบคุณหมอมู่ เคยขอบคุณจื่อเยี่ยน เคยขอบคุณเฟิงหลิน เคยขอบคุณกระทั่งอันด้า แต่ไม่มีใครเคยขอบคุณเธอ ราวกับว่าจะมีหรือไม่มีเธออยู่ก็ไม่ได้มีความหมายกับใคร ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ

ชายหนุ่มผงะแล้วยิ้มบอก “ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากครับ”

ลั่วหลันพยายามสลัดอารมณ์อ่อนแอทิ้งไป ยิ้มกว้างบอก “ทำให้คุณรู้สึกเป็นเกียรติแบบนี้ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากค่ะ”

เขาบอก “ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นคุณเลย”

“ฉันเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกค่ะ”​ ลั่วหลันอดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ “คุณคือ...”

“ร่างทดลองครับ” เขาเหมือนกลัวลั่วหลันจะคิดไปในทางอื่น จึงเสริมขึ้นอย่างสุภาพ “อาสาสมัครน่ะครับ”

ร่างทดลอง?

ลั่วหลันตาเป็นประกาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอเองก็จะกลายเป็น ’ร่างทดลองอาสา’ เช่นกัน คิดไม่ถึงว่าจะเจอเพื่อนร่วมทาง เธอจึงเกิดความรู้สึกสนิทสนมอย่างช่วยไม่ได้ “คุณชื่ออะไรคะ?”

“เชียนซวี่ครับ”

เขาคือเพื่อนคนแรกที่เธอรู้จัก! ลั่วหลันทวนชื่อเขาซ้ำๆ โดยไม่ออกเสียง รู้สึกดีใจขึ้นมาโดยไร้เหตุผล

“คุณล่ะ? คุณชื่ออะไร?” เชียนซวี่ถาม

“ฉันชื่อลอร์...” คำพูดมาถึงปลายลิ้นแล้วแต่อยู่ๆ ก็พูดไม่ออก ตอนนี้เธอไม่อยากเป็นตัวแทนของเจ้าหญิง แค่อยากเป็นตัวเอง แต่ว่าเธอเป็นใครกันล่ะ?

สีหน้าของเธอว่างเปล่า มองเชียนซวี่ด้วยความประหลาดใจ

เชียนซวี่เอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม “เป็นอะไรไปเหรอ? ถ้าไม่สะดวกไม่ต้องบอกก็ได้ครับ”

ลั่วหลันส่ายหน้า สายตาไปตกอยู่ที่ผ้าห่มขนอูฐของเชียนซวี่ “ลอร์ ลั่ว...ลั่วสวินค่ะ” เธอมองไปรอบๆ แต่ก็หาสิ่งของเหมาะๆ ไม่ได้ จึงเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “ขอยืมมือคุณหน่อยได้ไหมคะ?”

เชียนซวี่ฉงน แต่กลับยังยิ้มพร้อมยื่นมือออกมา

ลั่วหลันค้อมตัว ใช้นิ้วชี้เขียนคำว่า ‘ลั่วสวิน’ ทีละขีดบนฝ่ามือของเขาอย่างสุภาพจริงใจ

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ จึงทำให้เธอสูญเสียทุกอย่าง อยู่ตัวคนเดียวในโลก และไม่รู้ว่าสถานะที่แลกมานั้นจะนำพาโชคชะตาแบบไหนมาให้เธอ แม้โชคชะตาคือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล เธอก็หวังว่าตัวเองจะถึกทนเหมือนกับอูฐ เสาะหาโอเอซิสที่เป็นของตัวเองเจออย่างช้าๆ ทีละก้าว

“ลั่ว จากคำว่าลั่วทัว (เชิงอรรถ - ลั่วทัว (骆驼) แปลว่า อูฐ) สวินจากคำว่าสวินเจ่า (เชิงอรรถ-สวินเจ่า (寻找) แปลว่า ค้นหา แสวงหา) ชื่อฉัน ลั่วสวิน!”​ ลั่วหลันอธิบายอย่างจริงจัง ไม่รู้ว่าหวังให้เทพแห่งโชคชะตาในปรภพได้ยิน หรือหวังให้คนตรงหน้าจดจำไว้

ฝ่ามือของเชียนซวี่เย็นเฉียบ แต่หน้าของลั่วหลันกลับร้อนลวก “เพื่อนฉันยังรอฉันอยู่ ไว้เจอกันคราวหน้าค่ะ”

ลั่วหลันรีบร้อนหมุนตัววิ่งออกไปจากห้องโดยไม่รอให้เขาตอบ

ลั่วหลันวิ่งเหยาะๆ มาตามทางเดินยาว ยังไม่ทันถึงห้องนั่งเล่น ก็เห็นหญิงวัยกลางคนในชุดทำงานสีขาวเดินพลางมองไปรอบๆ

ลั่วหลันรีบสาวเท้าไปข้างหน้า “คุณคือผู้ช่วยของเฟิงหลินใช่ไหมคะ? ขอโทษที ฉันอยู่คนเดียวรู้สึกเบื่อๆ เลยเดินไปทั่วค่ะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันชื่ออันนา ท่านอธิบดียังมีธุระบางอย่างต้องไปจัดการ จึงให้ฉันพาคุณเยี่ยมชมก่อน”

ลั่วหลันหันกลับไปมองทางเดินโล่งๆ แวบหนึ่งโดยอัตโนมัติ แล้วจึงเดินตามอีกฝ่ายไปข้างหน้า

ทั้งสองคนเดินไปพลางคุยไปพลาง ลั่วหลันแสร้งบอกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เมื่อครู่นี้เห็นคนคนหนึ่งทางนั้น เหมือนเขาจะอ่อนแอมากค่ะ ไม่เหมือนพนักงาน”

“น่าจะเป็นร่างทดลองที่อาสาเข้าร่วมทดลองยาค่ะ”

“ร่างทดลอง ทดลองอะไรเหรอคะ?”

อันน่าอธิบายอย่างใจเย็น “คนมากมายในสหพันธรัฐโอดินของเราต่างมียีนต่างสายพันธุ์ คนที่จะป่วยด้วยโรคยีนกะทันหันจึงมีโอกาสสูงมาก แม้พวกเราจะพยายามกันเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสได้รับการรักษา โดยเฉพาะโรคยีนที่ไม่ค่อยเจอ ค่ารักษาแพงมาก เพื่อให้ได้รับโอกาสในการรักษา คนจำนวนไม่น้อยจึงอาสาสมัครเป็นร่างทดลอง”

ลั่วหลันรู้สึกเหมือนปลายยอดของหัวใจถูกทิ่มแทงเบาๆ แม้ไม่ได้เจ็บมาก แต่กลับเต็มไปด้วยความปวดร้าว “ถ้าอย่างนั้นความหวังที่พะ...พวกเขาจะรักษาหายมีมากไหมคะ?”

“แล้วแต่คนค่ะ” อันนาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วบอกอีก “สถาบันวิจัยของเราไม่เพียงเป็นสถาบันวิจัยที่ดีที่สุดในสหพันธรัฐโอดิน แต่ยังเป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยที่ดีที่สุดของทั้งอวกาศด้วย ทุกคนจะทำอย่างเต็มความสามารถอย่างแน่นอนค่ะ!”

ลั่วหลันฝืนยิ้ม หวังหมดใจขอให้เชียนซวี่หายดีอย่างราบรื่น

 

 

 

อันนาเที่ยวชมสถานบันวิจัยเป็นเพื่อนลั่วหลันเสร็จแล้ว เฟิงหลินจึงกลับมา

“ขอโทษทีนะ ให้คุณรอนานเลย” เธอดูเวลา “ฉันจะพาคุณไปกินมื้อเที่ยงค่ะ”

แค่ไม่ได้เจอชั่วโมงกว่า สีหน้าเธอกลับอิดโรย แววตาหมองมัว ลั่วหลันถาม “งานไม่ราบรื่นเหรอคะ?”

เฟิงหลินบอกอย่างขมขื่น “การทดลองล้มเหลว”

ลั่วหลันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทดลองอะไรอยู่กันแน่ และไม่รู้จะปลอบใจเธออย่างไร จึงได้แต่บอกกว้างๆ “ความสำเร็จนั้นสั่งสมมาจากความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนค่ะ”

เฟิงหลินปลุกใจให้ฮึกเหิม “อืม จะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนค่ะ!”

เฟิงหลินพาลั่วหลันไปที่โรงอาหารพนักงาน

เธอแนะนำ “ในฐานทัพมีร้านอาหารเยอะ ทุกคนจะได้กินข้าวใกล้ๆ ขอแค่เป็นพนักงานของฐานทัพ จะได้อาหารบำรุงสุขภาพฟรี แต่เครื่องดื่มต้องเสียเงิน”

เธอแตะจอภาพเริ่มเลือกเครื่องดื่ม ให้ลั่วหลันเลือก

ลั่วหลันเห็นเครื่องดื่มสีน้ำเงินเขียวที่จื่อเยี่ยนหลอกให้เธอดื่ม ก็ถามขึ้นอย่างหวาดๆ “นั่นคือเครื่องดื่มอะไรเหรอคะ? เมื่อคืนฉันดื่มไปแค่อึกเดียวก็หมดสติไปเลย”

“เรียกว่าครามเข้มเขียวทะเลค่ะ ในนั้นมียาระงับประสาทธาตุหยิน เป็นที่นิยมมากในทหารที่มีความแข็งแกร่งระดับ B ขึ้นไป ดื่มแก้วหนึ่งเวลาที่ตื่นเต้นหมดแรงจะช่วยผ่อนคลายจิตใจ และช่วยให้นอนหลับค่ะ” เฟิงหลินประหลาดใจมาก “คุณไม่รู้เหรอว่า ทางที่ดีไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่สูงกว่าระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง?”

“เพราะจื่อเยี่ยนแนะนำค่ะ เลยไม่ได้คิดอะไรมาก” ลั่วหลันฝืนยิ้ม เธอพูดได้ที่ไหนล่ะว่าความจำของเธอไม่สมบูรณ์ เรื่องบางเรื่องแค่ดูก็รู้แล้ว แต่บางเรื่องนั้นกลับว่างเปล่า?

เฟิงหลินพึมพำกับตัวเอง “จื่อเยี่ยนก็เล่นบ้าๆ เครื่องดื่มแบบนี้จะเอามาให้คนทั่วไปดื่มได้ยังไงกัน”

ลั่วหลันใจกระตุก หัวหน้าสายลับแห่งสหพันธรัฐโอดินรู้สึกเบื่อมากเลยแค่มาแกล้งเธอเล่นอย่างงั้นเหรอ?

ปากโกหกได้ แต่ร่างกายทำไม่ได้ ถ้าหากว่าสมรรถภาพทางร่างกายของเจ้าหญิงลั่วหลันเป็นระดับ B จริงๆ เครื่องดื่มอึกเดียวของเธอก็คงเปิดโปงความจริงแล้ว

ระหว่างที่ความคิดหมุนตลบอย่างรวดเร็ว เหงื่อเย็นก็ซึมบางๆ ที่แผ่นหลัง

นิ่งไว้ นิ่งไว้...

ลั่วหลันคิดอย่างถี่ถ้วนรอบหนึ่ง มั่นใจว่าหมอมู่ไม่เคยพูดถึงความแข็งแกร่งของเจ้าหญิง ด้วยวิธีการรับมือกับเรื่องต่างๆ ของเขาแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะละเลยข้อนี้ ถ้าอย่างนั้นแสดงว่ามีความเป็นไปได้เพียงสองอย่างคือ เจ้าหญิงไม่เคยทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเองมาก่อน หรือไม่ก็เคยทดสอบแล้ว แต่ผลการทดสอบไม่ได้รั่วไหลออกไป

ลั่วหลันค่อยๆ ระบายลมหายใจ รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย จื่อเยี่ยนน่าจะแค่อยากลองหยั่งดูความแข็งแกร่งของเจ้าหญิงเท่านั้น

เฟิงหลินเห็นลั่วหลันจ้องเครื่องดื่มบนหน้าจออย่างเหม่อลอย จึงเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องกังวลค่ะ ดื่มอึกสองอึกบางครั้งบางคราวไม่เป็นไรหรอก ไม่มีผลเสียกับร่างกาย แค่จะเป็นตัวตลกเท่านั้นค่ะ”

ลั่วหลันยิ้มแล้วเลือกเครื่องดื่มชนิดหนึ่งจากในเครื่องดื่มของคนทั่วไป “ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าจะจากบ้านมา และไม่เคยทดสอบความแข็งแกร่งมาก่อน คราวหน้าหากมีโอกาส ฉันอยากจะทดสอบความแข็งแกร่งดูสักหน่อยน่ะค่ะ”

เฟิงหลินเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างบางอย่าง ประตูอัตโนมัติของโรงอาหารก็เปิดออก คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา

รอบๆ เงียบกริบกะทันหัน บรรยากาศกลายเป็นเคร่งขรึม

ลั่วหลันหันไปมอง พบว่าคนเดินนำมาคือเฉินซา จื่อเยี่ยนและฉู่โม่ ชายหนุ่มทั้งสามสวมชุดทหารเรียบกริบ ร่างสูงตรง สง่าผ่าเผย

ทหารที่ตามมาข้างหลังพวกเขากลับอยู่ในสภาพสะบักสะบอม จมูกเลือดออกหน้าบวม้เป่ง เดินขากะเผลก แต่ทหารในโรงอาหารทั้งหมดตาเป็นประกาย จ้องพวกเขาด้วยความอิจฉาราวกับอยากตะโกนแทบขาดใจว่า “ทำไมไม่เป็นฉัน”

ลั่วหลันถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ทหารพวกนี้ถูกคนซ้อมมาเหรอคะ?”

เฟิงหลินยิ้มบอก “พวกนี้เหรอ ก็เป็นแบบนี้ตลอดค่ะ! เรียกให้น่าฟังคือฝึกทหาร แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี่คือการทารุณ แต่ถ้าอยากถูกทารุณก็ต้องเป็นหัวกะทิด้วย”

แบบนี้เองเหรอ! มิน่าล่ะถูกอัดจนจมูกเลือดไหลหน้าบวมแล้วยังมีท่าทางภาคภูมิใจสุดๆ

เฟิงหลินกะพริบตา ถามกระเซ้า “จะไปทักทายเฉินซาไหม?”

“ไม่เอา! ที่สาธารณะคนเยอะแยะ ฉันเขินค่ะ” ลั่วหลันยกถาดขึ้น รีบถอยออกมาทันที

เฟิงหลินตามเธอไป เดินพลางบอก “เฉินซามีพลังการต่อสู้สูง เป็นคนช่างเลือก ถ้าฝึกดีๆ จะต้องเป็นสามีที่ดีแน่ค่ะ”

ลั่วหลันสบถในใจ : พี่สาวคะ คุณนึกว่าผู้หญิงทุกคนเหมือนคุณรึไง? ส่วนผู้หญิงร่างบอบบางอย่างฉัน ตรงไหนที่อยู่แล้วสบายใจก็ขออยู่ตรงนั้นแล้วกันค่ะ!

ลั่วหลันเห็นตรงที่ติดหน้าต่างวิวทิวทัศน์ไม่เลว ที่นั่งว่างก็มีเพียบ จึงถามเฟิงหลิน “ตรงนั้นได้ไหมคะ?”

“ฉันได้หมด เลือกที่ที่คุณชอบเลยค่ะ”

ลั่วหลันหาตำแหน่งตรงมุมแล้วนั่งลง

ผลปรากฎว่า ผ่านไปไม่นานเท่าไร เฉินซา จื่อเยี่ยน ฉู่โม่ก็เดินมานั่งตรงตำแหน่งที่ติดกับข้างนอก ห่างจากพวกเธอประมาณหนึ่ง

ลั่วหลันกำลังดีอกดีใจกับตัวเองที่พวกเขาไม่เห็นเธอ จื่อเยี่ยนยิ้มตาหยี ยกเครื่องดื่มในมือขึ้น ทำท่าชนแก้วกับเธอ เป็นครามเข้มเขียวทะเล

ลั่วหลันด่าคนต่ำช้าในใจ แต่กลับไม่กล้าแสดงอารมณ์ทางสีหน้า จึงก้มหน้าก้มตาแสร้งทำเป็นไม่เห็นเขา

เฟิงหลินยิ้มบอก “แม้ว่าในโรงอาหารจะไม่มีเขตแบ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่ก็ปฏิบัติกันมายาวนานแล้วว่าต้องเหลือเขตที่วิวดีที่สุดไว้ ถือเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ที่แข็งแกร่งค่ะ!”

ลั่วหลันชิมอาหารบำรุงสุขภาพ “ด้วยบารมีของคุณ ฉันก็ได้เป็นผู้แข็งแกร่งแล้วเหมือนกัน”

เฟิงหลินถาม “คุณรู้สึกยังไงกับฐานทัพบ้างคะ?”

“ดีมากเลยค่ะ” ถ้าหากอาหารบำรุงสุขภาพอร่อยกว่านี้หน่อย ก็จะยิ่งดีค่ะ

เฟิงหลินจิบเครื่องดื่ม มองลั่วหลันเหมือนมีเรื่องในใจอยู่เต็มอก ทำท่าจะพูดแต่กลับชะงัก

ลั่วหลันเดาได้ว่าอีกฝ่ายอยากพูดอะไร

ในสหพันธรัฐโอดิน เฟิงหลินคือคนที่เป็นมิตรกับเธอที่สุด แม้จะมีจุดประสงค์แอบแฝง แต่ในโลกของผู้ใหญ่ย่อมไม่มีทางบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอยู่แล้ว ช่วยให้คนได้ในสิ่งที่ต้องการก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

ลั่วหลันเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน “ในจักรวรรดิอัล มีต้นแอปเปิ้ลต้นหนึ่ง คือยีนล้ำค่าในสมัยโลกโบราณ นักวิชาการที่ศึกษามันจะหาแสงแดด อากาศ น้ำ และดินให้มัน เอาใจใส่ดูแลมัน บางครั้งเด็ดใบมาสองสามใบ ตัดใบสองสามท่อนเอาไปวิจัย แต่ทุกอย่างล้วนควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่ทำร้ายต้นแอปเปิ้ล อย่างไรก็ตาม การศึกษาค่อยๆ ทำได้ แต่ต้นแอปเปิ้ลหากไม่ดูแลให้ดี ก็จะตายได้!”

ลั่วหลันเล่าเรื่องนี้จบในเชิงโน้มน้าวแล้วก็เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “คุณว่าฉันพูดถูกไหมคะ?”

“ถูกมากๆ ค่ะ!” น้ำเสียงของเฟิงหลินไม่มีความลังเลแม้แต่นิด

ลั่วหลันแอบถอนใจโล่งอก ยื่นข้อเสนอของตัวเอง “ขอแค่คุณไม่ทำร้ายร่างกายฉัน ฉันยินดีให้ความร่วมมือเป็นร่างทดลองให้คุณ”

เฟิงหลินมือสั่น ทำแก้วเครื่องดื่มคว่ำหมดแล้ว แต่เธอไม่สนใจจะเช็ด แค่เบิกตามองลั่วหลันด้วยความตกตะลึง

ลั่วหลันตกใจ ใช้ความคิดแล้วจึงถามเก้อๆ “ฉันเดาผิดเหรอคะ? ความจริงแล้วคุณไม่ได้อยากจะพูดเรื่องนี้เหรอคะ?”

“ฉันแค่อยากถามว่า จะขอทดสอบความแข็งแกร่งของคุณหน่อยได้ไหม”

อ้อ? จะเอาหน้าไปไว้ไหนดี? ลั่วหลันเอามือปิดหน้าด้วยความหงุดหงิดใจ บอกเบาๆ “ถือว่าไม่เคยได้ยินอะไรเลยได้ไหมคะ? เรากินข้าวกันต่อเถอะ”

“ความแข็งแกร่งของฉันคือระดับ A ทักษะการฟังดีมาก ได้ยินหมดทุกอย่างแล้วค่ะ” เฟิงหลินบอกปฏิเสธคำขอของลั่วหลันอย่างไม่เกรงใจ

ลั่วหลันหงุดหงิดสุดๆ เอาเถอะ แม้จะไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของตัวเองอยู่ในระดับใด แต่ความโง่เง่าจะต้องอยู่ระดับ 3A แน่นอน!

“ลั่วหลัน ฉันรักคุณ!” เฟิงหลินจับมือลั่วหลันไว้ด้วยความตื่นเต้น

เอ่อ...

ลั่วหลันยังไม่ทันได้โต้ตอบ เฟิงหลินก็กระโดดเข้ามากอดเธอไว้อย่างว่องไว หมุนด้วยความตื่นเต้นพลางหัวเราะเบิกบาน

ลั่วหลันงงไปหมดแล้ว!

จากข้อมูลที่หมอมู่ให้เธอ แนะนำว่า : เฟิงหลินเป็นเทพธิดาที่มีความรู้ลึกซึ้งกว้างขวาง ความสามารถด้านการทำวิจัยโดดเด่น โอดินจึงเป็นที่รู้จักเพราะความสง่างามและความเฉลียวฉลาดของเธอ และเป็นเทพธิดาที่ไอคิวสูงจนคำนวณไม่ได้

แต่ภาพของเธอตอนนี้ดูไม่ใช่เลยนะ?

ไม่เพียงแค่ลั่วหลันเท่านั้นที่ตะลึงงัน ทว่าคนทั้งโรงอาหารต่างก็ตะลึงงันกันไปด้วย

ตอนที่เธอปล่อยลั่วหลัน ลั่วหลันก็ถูกหมุนจนเวียนหัวแล้ว ได้แต่คิดด้วยความคับข้องใจ : พี่สาวคะ คุณแน่ใจนะว่าคุณไม่ได้มียีนของหมี?

สองมือของเฟิงหลินจับไหล่ลั่วหลันพลางถามอย่างกระตือรือร้น “คุณเต็มใจจริงๆ เหรอ? ฉันรับประกันเลยค่ะว่าจะไม่ทำให้คุณเจ็บ!”

ลั่วหลันพยักหน้าขณะที่รู้สึกหัวหมุน รู้สึกแค่ภาพตรงหน้าประหลาดมาก ราวกับเธอจะพุ่งตรงไปยังทางแยกของถนน

เฟิงหลินจูบแก้มเธอแรงๆ ด้วยความตื่นเต้น ยึดไหล่เธอไว้แล้วโบกแขนอย่างห้าวหาญ ตะโกนบอกคนทั้งโรงอาหาร “เครื่องดื่มทุกอย่างดื่มได้ตามสบายเลย วันนี้ฉันเลี้ยงเอง!”

ได้ยินเสียงปรบมือ เสียงโห่ร้องยินดี และเสียงผิวปากดังระงมในชั่วอึดใจ

ลั่วหลันปิดแก้มตัวเองไว้ มองเฟิงหลินแบบอยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก : พี่สาวคะ ฉันเลื่อมใสที่คุณเป็นคนเปิดเผย แต่คุณเดินบนเส้นทางสายสง่างามปราดเปรื่องต่อจะดีกว่าค่ะ!

เจ้าหน้าที่ทหารคนหนึ่งยิ้มกว้างถาม “เลี้ยงเหล้ามงคลพวกเราเหรอครับ?”

ทั้งห้องระเบิดเสียงหัวเราะ

ลั่วหลันหน้าเขียวทันที หน้าก็เฟิงหลินก็เขียวด้วย พวกเธอมองหน้าสบตากัน แต่กลับไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร

เสียงหัวเราะของทุกคนดังยิ่งกว่าเดิม

แล้วเสียงตำหนิเย็นชาก็ดังขึ้น “ทั้งหมดเตรียม!”

เจ้าหน้าที่ทั้งโรงอาหารทั้งหมดยืนขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ตอบเป็นเสียงเดียว “ครับผม!”

เฉินซาออกคำสั่ง “ให้เวลากินข้าว สองนาที”

“ครับ!”

ทุกคนกินอาหารของตัวเองอย่างตะกรุมตะกราม แม้แต่เฟิงหลินก็รีบกลับไปนั่งที่อย่างรวดเร็ว กรอกอาหารบำรุงสุขภาพบนโต๊ะลวกๆ ด้วยท่าทางที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี

สองนาทีผ่านไป ทั้งโรงอาหารว่างเปล่า

ลั่วหลันมองจนหมดคำจะกล่าว

เฉินซายืนขึ้น จื่อเยี่ยนและฉู่โม่ตามหลังเขาเดินออกไปข้างนอกด้วยกันทั้งสามคน

จนพวกเขาจากไปแล้ว ลั่วหลันก็ยังไม่ได้สติกลับคืน

เฟิงหลินโบกมือตรงหน้าลั่วหลัน “นี่! เลิกมองได้แล้ว เขาไปแล้วล่ะ หรืออยู่ๆ หลั่งโดปามีน(เชิงอรรถ-(โดปามีนคือ ฮอร์โมนที่เวลาคนจะหลั่งออกมาตอนมีความสุขในช่วงที่มีความรัก))ออกมามาก เกิดหวั่นไหวกับเฉินซาแล้ว?”

ลั่วหลันเอามือวางไว้ตรงตำแหน่งหัวใจ ตั้งใจสำรวจตัวเองแล้วบอกด้วยความเสียดาย “อะดรีนาลีนหลั่งมากขึ้นกะทันหันค่ะ” ( เชิงอรรถ - อะดรีนาลีนคือ ฮอร์โมนที่คนหลั่งออกมาระหว่างที่เกิดความหวาดกลัวตื่นเต้น)

เฟิงหลินหัวเราะเบิกบาน “เจ้าหญิง คุณตลกขนาดนี้ ฉันหลงรักคุณจริงๆ”

ลั่วหลันถามเศร้าๆ “พอกลับไปแล้วเฉินซาคงไม่หาเรื่องฉันหรอกใช่ไหม?” เธอกับเฟิงหลินทำตัวไม่เหมาะสม แม้เธอจะเป็นผู้ถูกกระทำ แต่คนไกลกับคนใกล้นั้นต่างกัน เฉินซาต้องระบายโทสะใส่เธอแน่ๆ

เฟิงหลินมีสีหน้าประหลาดใจ “คุณไม่รู้เหรอว่าเฉินซาเพิ่งจะช่วยพวกเรา?”

ช่วยพวกเรา? บนหน้าลั่วหลันมีแต่เครื่องหมายคำถาม

เฟิงหลินเข้าใจทันที อธิบาย “ความแข็งแกร่งของเฉินซาอยู่ในระดับ 3A ค่ะ เขาได้ยินคำพูดของพวกเรา”

อะไรนะ?!

ลั่วหลันมองตำแหน่งที่ตัวเองอยู่ แล้วมองตำแหน่งของเฉินซาอยู่เมื่อครู่ ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมพอคนของจักรวรรดิอัลพูดถึง “ผู้ที่มียีนต่างสายพันธุ์” แล้วหน้าถอดสี

“วางใจเถอะค่ะ! เขารู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น และจะต้องเข้าใจอย่างแน่นอนว่าทำไมฉันถึงตื่นเต้นจนเสียจริต” เฟิงหลินมองลั่วหลัน บอกอย่างจริงใจ “ฉันคิดไม่ถึงเลยว่า...คุณจะใจกว้างขนาดนี้ ขอบคุณนะคะ!”

ลั่วหลันถูกท่าทางซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพรากของเฟิงหลินทำเอารู้สึกผิดขึ้นมา จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “ทำไมเมื่อกี้นี้คุณก็ต้องฟังคำสั่งของเฉินซาด้วยคะ? พวกคุณต่างก็เป็นดยุกไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันยังมีอีกฐานะหนึ่งคือทหารของสหพันธรัฐค่ะ เฉินซาคือผู้บัญชาการของกองทัพสหพันธรัฐ ในเมื่อเขาพูดว่าทั้งหมดเตรียม ฉันก็ต้องฟังคำสั่งด้วย” เฟิงหลินยักไหล่ “ช่วยไม่ได้ คำสั่งของทหารยิ่งใหญ่ดุจขุนเขา แต่หากเขาเข้ามาในอาณาเขตของฉันก็ต้องฟังคำสั่งของฉันค่ะ”

ลั่วหลันเข้าใจแล้วว่าทำไมกำลังสู้รบของจักรวรรดิอัลถึงสู้สหพันธรัฐโอดินไม่ได้ ไม่ใช่เพราะยีนต่างพันธุ์อะไรนั่นที่พวกเขาพร่ำพูดถึง อย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่นั้น

 

 

 

 

ตกกลางคืน ลั่วหลันกำลังตรวจสอบข้อมูลในเทอร์มินัลส่วนตัว

เดิมทีเธอนึกว่าการที่ตัวเองรู้จัก ‘แอปเปิ้ล’ และ ‘ไพ่ทาโรต์’ อาจจะมีอะไรเกี่ยวโยงกับสมัยโบราณ แต่พออ่านข้อมูลวิจัยที่คล้ายๆ กันมามากมายแล้ว กลับนึกเรื่องอะไรไม่ออกเลย

แต่ก่อนเธอเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ?

ทำไมถึงปรากฎตัวตามลำพังที่เขตวิจัยหวงห้ามของจักรวรรดิอัล?

ลั่วหลันเหม่อมองอย่างว่างเปล่า แล้วเขียนตัวอักษรสองตัวลงบนหน้าจอโดยไม่รู้ตัว : ลั่วสวิน

ความจริงแล้วเงื่อนงำที่ใช้ค้นหาอดีตไม่อยู่ที่สหพันธรัฐโอดิน แต่อยู่ที่จักรวรรดิอัล การตามหาอดีตและตามหาอนาคตไม่ใช่เส้นทางเดียวกัน แต่จักรวรรดิอัลได้ตัดสินโทษประหารเธอแล้ว ตัดเส้นทางค้นหาอดีตไป เธอจึงทำได้เพียงก้าวเดินไปข้างหน้า

ลั่วหลันถอนหายใจเบาๆ ได้แต่หวังว่าตัวเองจะนึกความทรงจำในอดีตขึ้นมาได้!

“เจ้าหญิงคะ คุณยอมให้ความร่วมมือกับดยุกเฟิงหลินทำวิจัยเหรอคะ?” ชิงเยวี่ยพรวดพราดเข้ามาโดยไม่เคาะประตู

“ใช่แล้ว!” ลั่วหลันปิดเทอร์มินัลส่วนตัวอย่างไม่รีบร้อน

ชิงเยวี่ยลืมตัว ร้องคำราม “เจ้าหญิง คุณเสียสติไปแล้วเหรอคะ? คุณรู้ไหมว่า...”

ในคำพูดล่วงเกินที่พล่ามไม่หยุดนั้น ลั่วหลันค่อยๆ เข้าใจว่า ที่แท้เรื่องที่เธอรับปากเป็นหนึ่งในเรื่องที่ร้ายแรงมาก มิน่าล่ะเฟิงหลินถึงได้ตื้นตันจนเปลี่ยนเป็นคนละคน

ยีนของแต่ละคนคือสมบัติที่มีมาแต่กำเนิดและล้ำค่าที่สุด เป็นเอกลักษณ์ หาค่ามิได้ หลังจากที่มนุษย์ได้รับประโยชน์จากยีน และได้รับความทุกข์จากยีนแล้ว สหพันธ์มนุษย์ทั่วทั้งอวกาศเคยลงนามสนธิสัญญา...เคารพและปกป้องสิทธิ์ยีนส่วนบุคคล ไม่ว่าในสถานการณ์ใด หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว ห้ามนำยีนออกไปหรือไปวิเคราะห์ยีนของผู้อื่น

รัฐบาลของแต่ละดารารัฐทำได้เพียงให้ข้อมูลขั้นพื้นฐานที่สุด เพื่อใช้สำหรับการระบุลักษณะประจำตัวและการรักษาเบื้องต้น ข้อมูลทุกอย่างจำเป็นต้องเก็บรักษาไว้ในสมองอัจฉริยะด้วยระดับความปลอดภัยสูงสุด หากไม่มีอำนาจพิเศษ จะไม่สามารถใช้งานตามอำเภอใจได้

ลั่วหลันหวนคิด เหมือนเป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้จะถูกจับเข้าคุก ตอนที่ผู้พิพากษาต้องการเอายีนของเธอไปตรวจหาลักษณะประจำตัว ก็ต้องได้รับอนุญาตจากเธอก่อน

ชิงเยวี่ยบอกด้วยความขมขื่น “เจ้าหญิงไม่รู้เหรอคะว่าผลที่ตามมามันร้ายแรงแค่ไหน? พวกเขาจะโคลนคุณได้ทุกเมื่อ...”

ชิงเยวี่ยก็คงเป็นคนที่โง่วิทยาศาสตร์เหมือนกันถึงได้เอาเรื่องตกยุคมาขู่เธอ ลั่วหลันทำมือไม้ให้อีกฝ่ายหยุด “ฉันเคยเล่นเกมเสมือนจริง มนุษย์โคลนและมนุษย์ธรรมชาติมีข้อแตกต่างกันมาก ถ้าหากมนุษย์โคลนแทนที่มนุษย์ธรรมชาติได้ มนุษย์ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการสืบพันธุ์แล้วล่ะ”

ชิงเยวี่ยฮึดฮัดบอก “เจ้าหญิงควรแข็งแกร่งกว่านี้หน่อยนะคะ จะอ่อนแอและปล่อยให้คนอื่นบงการตามใจชอบแบบนี้ไม่ได้นะคะ!”

ลั่วหลันยิ้มเงียบๆ

คนที่ควรจะแข็งแกร่งไม่ใช่เธอ แต่เป็นจักรวรรดิอัลต่างหาก

พวกเขาทอดทิ้งเจ้าหญิงลั่วหลัน ตอนที่เจ้าหญิงถูกส่งขึ้นยาน ผลลัพธ์สุดท้ายได้ถูกลิขิตไว้แล้ว

สิ่งที่เรียกว่าสนธิสัญญามนุษยชาติอวกาศ จะมีอำนาจผูกมัดสักแค่ไหน?

เธอไม่เชื่อหรอก ในอวกาศทุกครั้งที่ยีนถูกเอาไปใช้ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับสนธิสัญญามนุษยชาติอวกาศ

เจ้าหญิงลั่วหลันคือสิ่งที่สหพันธรัฐโอดินแลกมาด้วยดาวทรัพยากรหนึ่งดวง อ้อ รวมถึงการเสียสละการแต่งงานของดยุกเฉินซาผู้บัญชาการของพวกเขาด้วย จ่ายด้วยราคามหาศาลขนาดนี้ ไม่ว่าเธอจะให้หรือไม่ให้ความร่วมมือ ผลในท้ายที่สุดล้วนไม่แปรเปลี่ยน

ทั้งสหพันธรัฐโอดินมีผลประโยชน์ของคนมากมายเหลือเกินในการติดต่อธุรกิจรายการนี้ แม้เฟิงหลินจะใช้วิธีแบบผิดกฎหมายไม่ลง ก็ต้องมีคนอื่นทำแน่นอน ทำไมจะต้องบีบให้พวกเขาเปิดเผยเจตนาเดิมในตอนที่เรื่องดำเนินไปจนถึงตอนท้ายสุดด้วยล่ะ?

ต่อให้ยีนจะสำคัญแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตหรอก!