บทที่ 1        หน้าพระศพ

เสียงระฆังเมฆา (เชิงอรรถเครื่องดนตรีประเภทตีชนิดหนึ่งของจีน ทำจากเหล็กแผ่นยาว มักทำเป็นรูปก้อนเมฆ) ก้องสะท้อนต่อเนื่อง เสียงร่ำไห้ดังระงมทั้งสี่ทิศ ประหนึ่งอสนีบาตเวียนวนเหนือศีรษะ ชวนให้คนอึดอัดยำเกรง

แผ่นดินสิ้นราชัน ใต้หล้ารู้ถ้วนทั่ว

ชิงอิงหมอบกายอยู่ท่ามกลางผู้คน โขกศีรษะ ยืดกาย หมอบกาย โขกศีรษะ หยาดน้ำตาหลั่งรินอย่างด้านชา เฉกเช่นบ่อน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ทว่ากลับไม่มีแม้แต่หยดเดียว ที่เป็นความโศกศัลย์ซึ่งกลั่นจากใจอย่างแท้จริง

คนที่อยู่ในโลงทองคำผู้นั้น ความเป็นความตายของเขา แท้จริงมิอาจปลุกเรียกความสุขทุกข์ของชิงอิงได้มากนัก เขา...เป็นเพียงบิดาของสามีตน เป็นเพียงอดีตฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ หนำซ้ำ...ยังเป็นบุรุษที่ทอดทิ้งอาหญิงของตนไป

เมื่อนึกถึงตรงนี้ ชิงอิงก็ขนลุกชันอย่างไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็ลอบยินดี จวนอ๋องกลายเป็นที่พำนักมังกร สามีของตนครองอำนาจทั้งแผ่นดิน ล้วนเป็นผลพวงจากการสิ้นชีพของบุรุษผู้นี้ ครั้นความคิดนี้ผุดขึ้น ชิงอิงลอบเหลือบตามองเก๋อเก๋อ (เชิงอรรถคำนี้เป็นการแปลทับเสียงภาษาแมนจู หมายถึงคุณหนูหรือแม่นาง ในภาษาแมนจูเดิมเป็นคำเรียกขานสตรีทั่วไป แต่ในภาษาจีน ส่วนใหญ่จะใช้เรียกขานธิดาตระกูลสูงศักดิ์ในสมัยราชวงศ์ชิง และอนุภรรยาที่มีสถานะต่ำต้อยของฮ่องเต้และชินอ๋อง) คนอื่น...ไม่ บัดนี้ล้วนเป็นสนมนางใน แค่ยังมิได้ระบุลำดับขั้นเท่านั้น

ชิงอิงพลันสะท้านใจ หลุบตาคุกเข่าอยู่หลังฝูจิ้น (เชิงอรรถฝูจิ้นคือชายาของชินอ๋อง แบ่งเป็นตี๋ฝูจิ้น (ชายาเอก) และเช่อฝูจิ้น (ชายารอง)) ตามลำดับอย่างสงบเสงี่ยมดังเดิม ด้านหลังคือเกาซีเยวี่ยซึ่งมีสถานะทัดเทียมนาง สวมชุดไว้ทุกข์สีขาวดุจเดียวกัน น้ำตาไหลอาบแก้มดุจเดียวกัน ท่าทางทุกข์ระทมหาใดเปรียบ

ทันใดนั้น ด้านหน้าเกิดเหตุชุลมุนเล็กๆ บางอย่าง สาวใช้คนหนึ่งอุทานเสียงเบา “พระนางหมดสติไปแล้ว!”

ชิงอิงคุกเข่าอยู่หน้าสุด จึงรีบคลานเข่าไปด้านหน้า ประคองหญิงสกุลฟู่ฉาซึ่งเป็นลมหมดสติ เกาซีเยวี่ยคลานเข่าตามมา เอ่ยอย่างร้อนรน “พระนางคุกเข่าทั้งคืน เกรงจะเหนื่อยเกินไป รีบไปทูลฝ่าบาทกับไทเฮาเร็วเข้า”

เวลานี้ไทเฮากับฮ่องเต้ต่างอ่อนเพลีย จึงกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักแต่แรก ชิงอิงชำเลืองมองซีเยวี่ย กล่าวกับทุกคนเสียงก้อง “พระนางโศกเศร้าเกินรับไหว รีบประคองไปพักผ่อนที่ตำหนักปีก ซู่เลี่ยน เจ้าเป็นสาวใช้ของพระนาง เจ้าไปกราบทูลว่าทางนี้มีพวกเราปรนนิบัติดูแล มิต้องรบกวนฝ่าบาทกับไทเฮาเสด็จมากลางดึก”

ซีเยวี่ยมองค้อนชิงอิง ไม่คิดจะกล่าวมากความ ชิงอิงก็คร้านจะต่อปากต่อคำกับนาง จึงประคองหญิงสกุลฟู่ฉา รอจนขันทีน้อยท่าทางคล่องแคล่วหามเกี้ยวมา ห้อมล้อมประคองหญิงสกุลฟู่ฉาเข้าไปในตำหนักปีก

ซีเยวี่ยทำท่าจะตามเข้าไปปรนนิบัติ ชิงอิงเคลื่อนกายเข้าขวาง เอ่ยเสียงค่อย “ที่นี่มิอาจไร้ผู้ดูแล ไทเฮากับบรรดาไท่เฟยต่างเสด็จไปพักผ่อนแล้ว พระนางกับข้าเข้าไป น้องหญิงก็คือเช่อฝูจิ้นที่มีสถานะสูงสุด”

ซีเยวี่ยนัยน์ตาดุจเกลียวคลื่น กระเพื่อมบางเบาขณะมองชิงอิง แววตาอ่อนโยนมีประกายหยิ่งผยองแวบผ่าน นางเอ่ยเสียงนุ่ม “พี่หญิงกับข้าต่างเป็นเช่อฝูจิ้น ข้าไฉนเลยจะกล้าไม่ติดตามปรนนิบัติรับใช้ข้างกายพระนาง” นางหยุดเว้นชั่วครู่ “อีกทั้ง เมื่อพระนางได้สติ ใช่ว่าจะอยากเห็นหน้าพี่หญิง”

ชิงอิงแย้มยิ้มมิเอื้อนเอ่ย มองนางพลางเอ่ยเสียงเรียบ “น้องหญิงย่อมกระจ่างอยู่แล้ว”

ซีเยวี่ยกัดริมฝีปากเล็กน้อย “ข้าหวังว่าตนเองจะกระจ่างตลอดไป”

นางถอยหลังสองก้าว คุกเข่าลงตามเดิม หันไปทางโลงทองของอดีตฮ่องเต้พลางสะอื้นไห้ ดุจสายฝนร่วงสัมผัสดอกสาลี่ กิ่งใบลู่เอนอย่างนุ่มนวล โศกศัลย์ช้ำตรมอย่างที่สุด

ก่อนก้าวพ้นม่านกั้น ชิงอิงเหลือบมองนางคราหนึ่ง อดสะท้อนใจมิได้ ใต้หล้ามีสตรีเช่นนี้ด้วยหรือ แบบบางปานเมฆหมอกอ่อนละมุน แม้แต่ยามเศร้าใจ ก็ยังงดงามจนทำให้คนมิอาจหักใจละสายตา

 

ชิงอิงก้าวเข้าสู่ตำหนักปีก ซู่เลี่ยนกับเหลียนซินประคองหญิงสกุลฟู่ฉานอนบนเก้าอี้ยาว ปรนนิบัติพัดวีหญิงสกุลฟู่ฉาทั้งซ้ายขวา ชิงอิงรีบเรียกขันทีที่ติดตามรับใช้มาออกคำสั่ง “รีบไปตักน้ำร้อนมา แม้อยู่ในเดือนเก้า แต่จะให้พระนางสัมผัสความเย็นมิได้ เหลียนซิน เจ้าใช้น้ำอุ่นเช็ดหน้าพระนาง ระวังอย่าให้ร้อนจนเกินไป” กล่าวจบก็หันไปสั่งสาวใช้ของตน “สั่วซิน เจ้าไปเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท มีคนมากมายอุดอู้อยู่ในนี้ เกรงพระนางจะยิ่งหายใจไม่สะดวก ไปเชิญหมอหลวงแล้วกระมัง”

สั่วซินร้อนรนตอบรับ “เพคะ ให้คนไปเชิญอย่างเงียบๆ แล้ว”

ซู่เลี่ยนได้ยินดังนั้น พลันเลิกคิ้วเล็กน้อย ถามขึ้น “พระนางร่างกายอ่อนแอ แค่ไปเชิญหมอหลวงไยจึงต้องลับๆ ล่อๆ”

ชิงอิงอมยิ้มพลางหันไปตอบ “แม่นางอาจมิทราบ หาใช่ลับๆ ล่อๆ ไม่  แต่เพราะเมื่อครู่น้องหญิงเกากล่าวผิดไป”

ซู่เลี่ยนไม่เข้าใจ ซ้ำยังคลางแคลง “กล่าวผิดไป?”

ชิงอิงมิต้องการกล่าวมากความกับนาง จึงก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าว มองบรรดาขันทียกน้ำร้อนเข้ามา สั่วซินโน้มตัวไปทางซู่เลี่ยน น้ำเสียงนุ่มนวลทว่ารู้ขอบเขต “เมื่อครู่เยวี่ยฝูจิ้นกล่าวว่า พระนางหมดสติเพราะเหนื่อยเกินไป...”

ซู่เลี่ยนทำท่าจะถามต่อ ตอนนั้นเองที่หญิงสกุลฟู่ฉาค่อยๆ ฟื้นสติ กระแอมแผ่วค่อยพลางเอ่ย “เหลวไหล!”

เหลียนซินดีใจอย่างยิ่ง ลูบอกให้หญิงสกุลฟู่ฉาพร้อมกับถาม “พระนางต้องการดื่มน้ำหรือไม่ ร่ำไห้ทั้งคืน ดื่มน้ำให้ชุ่มคอบ้างเถิดเพคะ”

หญิงสกุลฟู่ฉาจิบน้ำช้าๆ อึกหนึ่ง ต่อให้ไม่สบายก็มิยอมปล่อยให้มวยผมยุ่งเหยิง นางยกมือลูบผม ถึงค่อยยืดตัวขึ้นช้าๆ  ตำหนิเสียงดัง “เหลวไหล! ยังไม่เชิญเช่อฝูจิ้นนั่งอีก”

ชิงอิงเห็นหญิงสกุลฟู่ฉารู้สึกตัว จึงยืนสำรวมอยู่ด้านหนึ่ง เอ่ยอย่างอ่อนน้อม “พระนางฟื้นแล้ว”

หญิงสกุลฟู่ฉาคลี่ยิ้ม “พระนาง? มีเพียงฮองเฮาถึงรับคำเรียกขานนี้ได้ ฝ่าบาทยังมิทรงประกอบพิธีแต่งตั้ง เรียกขานเช่นนี้มิเร็วเกินไปหรือ”

ชิงอิงตอบอย่างรู้กาลเทศะ “พระนางโปรดวินิจฉัย ฝ่าบาททรงสืบทอดบัลลังก์ต่อเบื้องพระศพอดีตฮ่องเต้ แม้ยังมิทรงแต่งตั้งฮองเฮาอย่างเป็นทางการ หากแต่พระนางเป็นภรรยาเอกของฝ่าบาท ย่อมได้ครองตำแหน่งฮองเฮาอย่างถูกทำนองคลองธรรม บัดนี้เรียกว่าฝูจิ้นไม่เหมาะ เรียกว่าฮองเฮาก็ยังไม่มีราชโองการ จึงจำต้องเรียกว่าพระนางเป็นการชั่วคราว” ชิงอิงเห็นหญิงสกุลฟู่ฉาเอาแต่นิ่งเงียบ จึงย่อตัวคำนับเต็มพิธี “ถวายบังคมพระนางเพคะ”

หญิงสกุลฟู่ฉาไม่บอกให้ลุกขึ้น เพียงถอนใจแช่มช้าคราหนึ่ง “เช่นนี้แล้ว ข้ายังเรียกเจ้าว่าเช่อฝูจิ้น ก็เท่ากับเอาเปรียบเจ้าแล้ว”

ชิงอิงหลุบศีรษะ “เช่อฝูจิ้นกับเก๋อเก๋อจะได้รับแต่งตั้งเป็นสนมนางใน ล้วนต้องให้ผู้ปกครองฝ่ายในเช่นพระนางเมตตาตัดสิน ยามนี้หม่อมฉันยังเป็นเช่อฝูจิ้น พระนางหาได้เอาเปรียบหม่อมฉันไม่”

หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มน้อยๆ  พินิจมองชิงอิงอย่างละเอียด “ชิงอิง เจ้าสุขุมรอบคอบถึงปานนี้ ไม่มีจุดพลั้งผิดแม้เพียงนิดเชียวหรือ”

ชิงอิงก้มหน้าต่ำกว่าเดิม น้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล “ที่หม่อมฉันมิเคยพลั้งพลาด อยู่รอดปลอดภัย ล้วนเป็นเพราะคำชี้แนะและการดูแลจากพระนาง”

หญิงสกุลฟู่ฉานิ่งคิดครู่หนึ่ง เอ่ยเสียงอ่อน “ลุกขึ้นเถิด” ตามด้วยถาม “ซู่เลี่ยน เยวี่ยฝูจิ้นอยู่ดูแลด้านนอกใช่หรือไม่”

“เพคะ” ซู่เลี่ยนตอบทันที

หญิงสกุลฟู่ฉากวาดตามองในตำหนัก ถอนใจคราหนึ่ง “ชิงฝูจิ้นเป็นคนจัดการกระมัง ทุกอย่างถึงเรียบร้อยดียิ่ง” นางเห็นซู่เลี่ยนคลับคล้ายไม่พอใจ หันไปมองชิงอิงพลางเอ่ย “เจ้าจัดการได้ประเสริฐ เยวี่ยฝูจิ้นบอกว่าข้าเหนื่อยเกินไป...อาห์ ข้าควรเป็นแบบอย่างแก่สตรีในตำหนักใน จะเหนื่อยจนหมดสติต่อหน้าธารกำนัลได้อย่างไร เกรงว่าพวกคนพาลที่ชอบก่อเรื่องก่อราวจะนินทาลับหลังว่าข้าเกียจคร้าน มิเคารพอดีตฮ่องเต้ ภายหน้ายามอยู่เบื้องพระพักตร์ไทเฮากับฝ่าบาท ข้าจะรับคำกล่าวนี้อย่างไรไหว”

ชิงอิงพยักหน้า “หม่อมฉันเข้าใจ พระนางหมดสติเพราะโศกเศร้าเสียใจกับการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ ความกตัญญูนี้ซาบซึ้งถึงฟ้าดิน เยวี่ยฝูจิ้นร้อนใจเพราะความเป็นห่วง จึงพลั้งปากกล่าวผิดไป”

หญิงสกุลฟู่ฉาถอนใจเล็กน้อยอย่างโล่งอก “นับว่าเจ้ายังรู้ความ” สายตาของนางพาดผ่านชิงอิง “เพียงแต่ว่า เวลาเจ้าทำสิ่งใดจำต้องรอบคอบไร้ช่องโหว่ถึงปานนี้เชียวหรือ”

ชิงอิงตอบเสียงแผ่ว “หม่อมฉันปรนนิบัติรับใช้เจ้านาย มิกล้าไม่รอบคอบเพคะ”

หญิงสกุลฟู่ฉาเอ่ยน้ำเสียงกึ่งชื่นชม “อย่างไรก็เป็นทายาทตระกูลอูลาน่าลา กระทำสิ่งใดล้วนแต่ละเอียดถี่ถ้วน”

ชิงอิงพอจะเดาความนัยของหญิงสกุลฟู่ฉาออก พลันรู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ ยิ่งมิกล้ากล่าวอันใด

หญิงสกุลฟู่ฉานิ่งมองนาง มิเอ่ยวาจา ชิงอิงเพียงรู้สึกอึดอัดระคนเศร้าใจ การเผชิญหน้าอย่างเงียบงันเช่นนี้ น่าเศร้าใจยิ่งกว่าการประชันขันแข่งทั้งต่อหน้าและลับหลังของบรรดาอนุภรรยาบางครั้งคราในจวนเร้นมังกร (เชิงอรรถที่พำนักของผู้ที่มิได้เป็นรัชทายาทก่อนขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้) เสียอีก

อากาศประดุจหยุดนิ่ง เหลียนซินยกน้ำแกงโสมเข้ามาพอดี “นายหญิงดื่มน้ำแกงโสมเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าก่อนเถิด หมอหลวงใกล้มาถึงแล้ว”

หญิงสกุลฟู่ฉารับน้ำแกงโสม ใช้ช้อนเงินคนช้าๆ  สีหน้าสงบดั่งภูผา “บัดนี้เข้าวัง ร้ายดีอย่างไรก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เจ้ามิไปเยี่ยมผู้ที่อยู่ในตำหนักจิ่งเหรินหรือ”

ชิงอิงตอบ “อดีตฮ่องเต้สวรรคต ไทเฮายังมิทรงอนุญาตให้พระนางแห่งตำหนักจิ่งเหรินออกมาร่วมพิธีศพ หม่อมฉันย่อมมิอาจพบหน้า”

หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มเล็กน้อย วางน้ำแกงโสมลง “หากมีวาสนา ย่อมได้พบกัน”

ชิงอิงยิ่งมิกล้ารับคำ หญิงสกุลฟู่ฉาเคยเห็นท่าทางเช่นนี้ของนางเสียที่ไหน ให้รู้สึกครึ้มอกครึ้มใจ สีหน้าแจ่มใสขึ้นไม่น้อย

ขณะทั้งคู่นิ่งเงียบ ด้านนอกแว่วดังเสียงตบมือเป็นระยะ เป็นเสียงสัญญาณที่ข้ารับใช้รายงานก่อนฮ่องเต้เข้ามา เตือนให้ข้ารับใช้ในตำหนักเตรียมตัวให้พร้อม

และแล้วฮ่องเต้ก็ก้าวเข้ามา หญิงสกุลฟู่ฉาหายใจรวยรินในบัดดล เอ่ยเรียกเสียงระโหย “ฝ่าบาท...”

ชิงอิงคำนับ “ถวายบังคมฝ่าบาท”

ฮ่องเต้ไม่มองนาง เพียงโบกมือพลางเอ่ยอย่างขอไปที “ลุกขึ้นเถิด”

ชิงอิงลุกขึ้นแล้วถอยออกไปนอกประตู ตามด้วยพยักหน้าเล็กน้อย นางกำนัลกับขันทีในตำหนักพากันตามออกมา

ฮ่องเต้สาวเท้าไปข้างเก้าอี้ยาว จับมือหญิงสกุลฟู่ฉา “หลางฮว่า ลำบากเจ้าแล้ว”

หญิงสกุลฟู่ฉาพลันน้ำตาเอ่อรื้น น้ำเสียงยิ่งทวีความอ่อนหวานนุ่มนวล “เพราะหม่อมฉันไร้สามารถ ทำให้ฝ่าบาททรงเป็นห่วง”

ฮ่องเต้เอ่ยเสียงอ่อนโยน “หลังให้กำเนิดหย่งเหลียนกับจิ่งเซ่อ เจ้าก็ร่างกายอ่อนแอเรื่อยมา บัดนี้ต้องดูแลเรื่องพิธีศพ ทั้งยังต้องจัดการเรื่องต่างๆ ในตำหนักใน ทำให้เจ้าลำบากเหน็ดเหนื่อย”

หญิงสกุลฟู่ฉามีท่าทางอ่อนล้า เอ่ยเสียงแผ่วหวิว “ซีเยวี่ยกับชิงอิงน้องหญิงทั้งสอง ช่วยหม่อมฉันได้มากเพคะ”

ฮ่องเต้แตะหลังมือนางเบาๆ “เช่นนั้นก็ประเสริฐ” ฮ่องเต้ชี้ไปด้านหลัง “เราได้ยินว่าเจ้าไม่สบาย จึงทนไม่ไหวแวะมาหา พอดีสั่งให้หมอหลวงเร่งตามมา ตรวจอาการให้เจ้าอย่างละเอียด”

หญิงสกุลฟู่ฉากล่าว “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา”

 

ชิงอิงยืนรออยู่ด้านนอก มิกล้าเดินห่างไปไกล เอาแต่นึกถึงท่าทางของฮ่องเต้ การชม้ายตามองเมื่อครู่ ยามนี้ประทับตรึงตราอย่างแจ่มชัดในหัวสมอง

เนื่องเพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ฮ่องเต้มิได้โกนผมโกนหนวด ดวงตาก็แดงเรื่อ ดูท่าคงหลับไม่สนิท เมื่อนึกถึงตรงนี้ ชิงอิงก็อดเจ็บปวดใจมิได้ เอ่ยกับสั่วซินเสียงกระซิบ “ฝ่าบาททรงอ่อนเพลีย เกรงว่าคงหยินพร่องร้อนใน เจ้าไปตุ๋นน้ำแกงข้นเม็ดบัวเห็ดหูหนูขาว ส่งไปที่ตำหนักของฝ่าบาททุกวัน จำไว้ว่า อย่าประเจิดประเจ้อ”

สั่วซินรับคำถอยออกไป พอดีฮ่องเต้นำคนเดินออกมา ชิงอิงคำนับอีกครั้ง “ถวายบังคมฝ่าบาท น้อมส่งฝ่าบาทเพคะ”

ฮ่องเต้ปรายตามองข้ารับใช้คราหนึ่ง คนเหล่านั้นเฉลียวฉลาดสักปานไหน พลันยืนนิ่งอยู่ที่เดิมราวรูปปั้น ฮ่องเต้ก้าวไปด้านหน้าสองก้าว ชิงอิงก้าวตามไปเงียบๆ  จากนั้นฮ่องเต้ถึงถามขึ้นเสียงเบา “สภาพเราย่ำแย่มากใช่หรือไม่”

ชิงอิงอยากหัวเราะ กระนั้นก็มิกล้าส่งเสียง ได้แต่กัดริมฝีปาก ข่มกลั้นสุดชีวิต ทั้งคู่สบตากัน ชิงอิงเอ่ย “ฝ่าบาทโปรดถนอมพระวรกาย”

ขณะที่ฮ่องเต้เอ่ย “ชิงอิง เจ้าต้องถนอมตัว”

ชิงอิงจิตใจสั่นไหว มองฮ่องเต้อย่างเคลิ้มเหม่อ ฮ่องเต้เหลียวมองคราหนึ่ง สีหน้าอ่อนโยน “เรายังมีเรื่องต้องทำ เจ้าอย่าปล่อยให้ตนเองเหน็ดเหนื่อย”

ชิงอิงตอบรับ “เพคะ” ครั้นเห็นฮ่องเต้เดินห่างออกไป ข้ารับใช้ก้าวตามขบวนเสด็จไปติดๆ  พลันรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ ใบหน้าค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้ม

 

บทที่ 2        วางตัว

ด้านนอกแสงจันทร์ขมุกขมัว ครึ้มหม่นเสียจนไร้ซึ่งประกายสุกใส ชิงอิงเอ่ยเสียงเบา “เหมือนฝนจะตก”

สั่วซินเอ่ยอย่างห่วงใย “นายหญิงไปยืนใต้ชายคาเถิด หากฝนตก ประเดี๋ยวท่านจะกระทบความเย็น”

พอดีซู่เลี่ยนนำหมอหลวงออกมา หมอหลวงเห็นชิงอิง คำนับพลางเอ่ย “ถวายบังคมนายหญิง”

ชิงอิงพยักหน้า “ลุกขึ้นเถิด พระนางมิเป็นอันใดกระมัง”

หมอหลวงรีบตอบ “มิเป็นอันใดพ่ะย่ะค่ะ พระนางตรากตรำกับการจัดการพิธีศพ กอปรกับโศกเศร้าเกินรับไหว ถึงได้เป็นเช่นนี้ เพียงพักผ่อนสองสามวันก็จะหายดี”

“รบกวนหมอหลวงแล้ว” ชิงอิงเอ่ยอย่างสุภาพ

ซู่เลี่ยนกล่าว “เชิญท่านหมอหลวงทางนี้ พระนางกำลังรอตำรับยาและยาจากท่าน”

หมอหลวงกุลีกุจอตอบรับ ซู่เลี่ยนหันไปส่งยิ้มให้ชิงอิง น้ำเสียงเกรงใจกว่าเดิมไม่น้อย “เรียนนายหญิง พระนางต้องพักผ่อนในตำหนัก เกรงว่าคืนนี้คงมิอาจไปดูแลพิธีศพในตำหนักใหญ่ พระนางกล่าวว่า ทุกอย่างต้องรบกวนนายหญิงแล้ว”

ชิงอิงได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้ รู้ทันทีว่าหญิงสกุลฟู่ฉาเห็นว่าซีเยวี่ยรับหน้าที่นี้ไม่ไหว จึงฝากให้ตนรับผิดชอบแทน รีบตอบ “ขอพระนางโปรดพักผ่อนให้มาก”

ชิงอิงกลับมาถึงตำหนักใหญ่ เสียงร่ำไห้ใต้ผ้าแพรขาวที่ประดับทั่วห้องโถงบัดนี้แผ่วเบาลงมาก ดูท่าเพราะคุกเข่าร่ำไห้มาทั้งวัน ไม่ว่าผู้ใดก็เหน็ดเหนื่อย ชิงอิงสั่งนางกำนัลนอกตำหนัก “ฝูจิ้นอาวุโสซึ่งเป็นพระญาติเกรงว่าคงทนเหนื่อยทั้งคืนไม่ไหว พวกเจ้าไปห้องเครื่อง ยกน้ำแกงโสมที่ตุ๋นเสร็จแล้วมาให้บรรดาฝูจิ้นดื่ม หากยังมีท่านใดอ่อนเพลีย ก็พาไปพักผ่อนที่ตำหนักปีก รอถึงยามจื่อ (เชิงอรรถเวลาประมาณ 23.00 – 01.00 .) ค่อยเชิญกลับมา”

บรรดานางกำนัลต่างไปทำตามคำสั่ง ซีเยวี่ยซึ่งอยู่ในตำหนักเหลือบเห็น สีหน้าพลันฉายแววไม่พอใจ ชิงอิงก้าวเข้ามา กล่าวกับนาง “เมื่อครู่น้องหญิงต้องดูแลพิธีการทุกอย่างแทนพระนาง นับว่าลำบากน้องหญิงโดยแท้”

ซีเยวี่ยมิตอบรับ เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเอาแต่เรียกว่าน้องหญิงเสียคล่องปาก อันที่จริงหากนับจากอายุ ข้ายังอายุมากกว่าเจ้าถึงเจ็ดปี”

ชิงอิงเข้าใจความหมายของนาง เพียงแต่ยามอยู่ในจวน เดิมตนก็เป็นเช่อฝูจิ้นที่มีสถานะสูงสุด ลำดับขั้นชัดเจน หาได้ขึ้นอยู่กับอายุไม่ จึงไม่ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่าย เพียงยิ้มเล็กน้อย “อย่างนั้นหรือ”

ซีเยวี่ยเห็นนางไม่แยแส ในใจลอบเคืองขุ่น จึงเบือนหน้าหนี มิต้องการเสวนากับนางอีก

ผ่านไปหนึ่งชั่วยามก็ถึงเวลาร่ำไห้ ทั้งตำหนักเงียบสงัด ทุกคนพยายามเรียกสติและข่มกลั้นความง่วงงุน กลัวว่าหากร้องไห้ไม่ดัง จะถูกกล่าวหาว่า “มิเคารพอดีตฮ่องเต้” ขันทีฝ่ายพิธีการตะโกนเสียงดัง “ไว้อาลัย...” ทุกคนต่างรอสนมนางในนำคุกเข่า เตรียมเปล่งเสียงสะอื้นไห้

เนื่องเพราะหญิงสกุลฟู่ฉาไม่อยู่ ชิงอิงจึงเริ่มร่ำไห้ เตรียมตัวคุกเข่าเป็นคนแรก หารู้ไม่ซีเยวี่ยซึ่งยืนอยู่ข้างนางกลับชิงคุกเข่าลงก่อน จากนั้นก็เริ่มร่ำไห้สะอึกสะอื้น

ซีเยวี่ยเดิมก็มีน้ำเสียงอ่อนหวาน ยามร้องไห้ยิ่งทวีความนุ่มนวลกังวาน ประดุจห้วงดนตรีอันราบเรียบลึกล้ำ ชอกช้ำสุดแสน แม้แต่บรรดาขันทีน้อยที่รับใช้นอกตำหนักยังอดร้าวรานใจมิได้

หากว่าตามลำดับขั้นในจวน ซีเยวี่ยควรอยู่หลังชิงอิง แต่แล้วจู่ๆ ซีเยวี่ยก็ชิงปราดไปปล่อยโฮด้านหน้าชิงอิง ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างอึ้งงันไปชั่วขณะ

ซูลวี่อิ๋นเก๋อเก๋อผู้หนึ่งในจวนยิ่งตกตะลึงพูดไม่ออก ทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เยวี่ยฝูจิ้น ล...ลำดับขั้นของชิงฝูจิ้นสูงกว่าท่านมิใช่หรือ”

ซีเยวี่ยมิสนใจคำท้วงติงของหญิงสกุลซู ยังคงคุกเข่าสะอื้นไห้อยู่ที่เดิม

ชิงอิงถูกหมิ่นเกียรติต่อหน้าผู้คน ในใจลอบเคืองโกรธ กระนั้นก็ได้แต่สะกดกลั้นมิเอื้อนเอ่ย สั่วซินสีหน้าเครียดขรึม ทำท่าจะก้าวไปกล่าว ชิงอิงลอบจับแขนนางเป็นเชิงห้าม ชำเลืองมองซูลวี่อิ๋นเก๋อเก๋อซึ่งอยู่ด้านหลังคราหนึ่ง ก่อนจะทรุดตัวคุกเข่าช้าๆ

ลวี่อิ๋นเข้าใจ รีบคุกเข่าต่อจากชิงอิง บรรดาเก๋อเก๋อด้านหลังพากันคุกเข่าทีละคน ตามด้วยชายาอ๋องซึ่งเป็นพระญาติ บรรดาฮูหยิน และนางกำนัลกับขันที เมื่อเห็นซีเยวี่ยชูมือขวา โน้มหน้าหมอบกายตามพิธี ก็ต่างเปล่งเสียงร่ำไห้โดยพร้อมเพรียงกัน

ท่ามกลางเสียงครวญคร่ำ ชิงอิงจับจ้องข้อมือเรียวงามของซีเยวี่ยยามชูขึ้น ใต้แขนเสื้อสีขาวหลายชั้นเผยให้เห็นกำไลเม็ดหยกลายดอกบัวเส้นทองวงหนึ่ง ทอประกายวาววามปานวสันต์ธารากลางแสงโคม กรีดบาดจนนัยน์ตาของนางแปลบร้าว ชิงอิงหมอบกายตามพิธี มองกำไลลักษณะเหมือนกันมิผิดเพี้ยนบนข้อมือตนพลางกัดริมฝีปากแน่น

 

กว่าจะเสร็จพิธีก็เกือบพ้นยามจื่อ ซีเยวี่ยลุกขึ้นเป็นคนแรก กวาดตามองทุกคนพลางเอ่ย “วันนี้กลับไปพักผ่อนก่อน พิธีวันพรุ่งนี้ ทุกท่านโปรดมาตามเวลา” จากนั้น ทุกคนถอยออกไปตามลำดับ ชิงอิงยันหัวเข่าที่เมื่อยล้าลุกขึ้น จับแขนสั่วซินที่ยื่นมาประคอง ก้าวไปด้านนอกโดยไม่พูดไม่จา

เก๋อเก๋อซูลวี่อิ๋นแต่ไหนแต่ไรก็ใจเสาะขลาดกลัว สลัดมือสาวใช้ออกเงียบๆ  ก่อนจะเดินตามไปติดๆ

ชิงอิงในใจโกรธกรุ่น ครั้นก้าวพ้นประตูตำหนักก็ไม่นั่งเกี้ยว ฝีเท้าก้าวเร็วขึ้นทุกขณะ กระทั่งเดินไปถึงส่วนลึกของทางสายยาว ในที่สุดสั่วซินก็อดรนทนไม่ไหว ร้องเรียก “นายหญิง นายหญิงโปรดหยุดก่อน”

ชิงอิงชะลอฝีเท้าก่อนจะหยุดยืน ถอนใจคราหนึ่ง ครานี้ถึงรู้สึกปวดแปลบที่เท้า เมื่อหันไปมองก็เห็นลวี่อิ๋นมวยผมยุ่งเล็กน้อย หอบหายใจแผ่วค่อย ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนใจร้อนและเดินเร็วเกินไป แม้แต่ลวี่อิ๋นเดินตามมาก็มิทันสังเกต

ชิงอิงเผยอยิ้มฝืดเฝื่อน เอ่ยเสียงอ่อน “เจ้าเพิ่งให้กำเนิดองค์ชายสามเพียงสามเดือนกว่า สาวเท้าก้าวตามข้าเช่นนี้ มิกระทบกระเทือนร่างกายหรือ” ชิงอิงเห็นนางท่าทางเปราะบาง ยิ่งนึกเห็นใจ “เพราะข้าไม่ดีเอง มิทันเห็นว่าเจ้าตามข้ามา”

ลวี่อิ๋นเอ่ยอย่างหวั่นเกรง “เช่อฝูจิ้นกล่าวเกินไป ร่างกายข้ามิเป็นอันใด เพียงแต่วันนี้...พี่หญิงเกาเสียมารยาทถึงปานนี้ เช่นนี้ควรทำเช่นไร”

ชิงอิงกำลังจะตอบ กลับเห็นเกี้ยวของจินอวี้เหยียนเก๋อเก๋ออีกผู้หนึ่งในจวนเคลื่อนมาถึงอย่างแช่มช้า

จินอวี้เหยียนลงจากเกี้ยว ก้าวเข้าใกล้โดยมีสาวใช้คอยประคอง เอ่ยพร้อมรอยยิ้มละไม “ควรทำเช่นไร? เรื่องใหญ่เช่นนี้ ฝ่าบาทกับพระนางย่อมทรงทราบอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีไทเฮาอีกพระองค์ วันนี้ที่เช่อฝูจิ้นถูกเอาเปรียบ ยังกลัวจะมิได้แก้แค้นอีกหรือ”

ชิงอิงกล่าวเนิบช้า “เป็นพี่หญิงน้องหญิงกันแท้ๆ  แก้แค้นมิแก้แค้นอันใด น้องหญิงอวี้เหยียนกล่าวเกินไปแล้ว”

จินอวี้เหยียนย่อตัวเล็กน้อย ตามด้วยคำนับซูลวี่อิ๋นเช่นผู้ที่มีสถานะทัดเทียมกัน จากนั้นเอ่ยเสียงหวาน “น้องเองก็นึกแปลกใจ ปกติพี่หญิงเกาเป็นคนน่ารักอ่อนโยน แม้กาลก่อนตอนอยู่ในจวนอาจเคยผิดใจกับเช่อฝูจิ้น กระนั้นก็หาได้ถึงขั้นนี้ไม่ หรือว่าทันทีที่เข้าวัง นิสัยของคนเราก็ก้าวร้าวขึ้น?”

ลวี่อิ๋นรีบแย้ง “ผู้ใดนิสัยก้าวร้าวกัน น้องหญิงอวี้เหยียนเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาท สามารถพูดเล่นตามแต่ใจ พวกเราหากล้าไม่”

อวี้เหยียนชม้ายนัยน์ตาล้ำเสน่ห์ กล่าวเสียงใส “พอพี่หญิงเอ่ยถึงคำว่าโปรดปราน น้องก็ละอายใจมิอาจเทียบ ยังมีเช่อฝูจิ้นอยู่ตรงนี้ทั้งคน ผู้ที่ฝ่าบาทโปรดปรานสูงสุดคือเช่อฝูจิ้นต่างหาก” นางแสร้งทำเป็นนิ่งคิด “โอ! หรือพี่หญิงเกาจะคิดว่า พอก้าวสู่วังต้องห้าม เช่อฝูจิ้นพบปะผู้ที่อยู่ในตำหนักจิ่งเหริน จะสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทกับไทเฮา ถึงได้กล้าลบหลู่ดูหมิ่นเช่นนี้?”

สีหน้าของชิงอิงเคร่งขรึมขึ้น “อดีตฮ่องเต้สวรรคต ทั้งแผ่นดินกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ยามนี้พูดถึงเรื่องความโปรดปราน จะผิดกาลเทศะไปหรือไม่”

ลวี่อิ๋นรีบควบคุมสีหน้า ยืนนบนอบอยู่ด้านหนึ่ง อวี้เหยียนยกมือเท้าคาง เผยอยิ้มอ่อนหวาน “เช่อฝูจิ้นน่าเกรงขามยิ่ง เพียงแต่ความน่าเกรงขามนี้ หากเมื่อครู่แสดงให้พี่หญิงเกาเห็น ก็คงทำให้พี่หญิงเการู้ว่าอะไรควรไม่ควร” อวี้เหยียนเอ่ยพลางย่อเข่า “ดึกดื่นเหนื่อยล้า เพิ่งเข้าวังก็มีละครฉากสนุกให้ชมเสียแล้ว ภายหน้ามิต้องกลัวจะไม่มี น้องขอตัวก่อน แล้วจะตั้งหน้าตั้งตารอชมเพคะ”

อวี้เหยียนเชิดหน้าจากไป ลวี่อิ๋นเห็นท่าทางเช่นนี้ของนาง อดขมวดคิ้วมิได้

ชิงอิงกล่าว “ช่างเถิด เจ้าก็มิใช่ไม่รู้นิสัยของจินอวี้เหยียน แม้นางจะเป็นเก๋อเก๋อเช่นเดียวกับเจ้า อยู่ในจวนก็ไม่นานเท่าเจ้า แต่นางเป็นธิดาเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์หลี่ (เชิงอรรถราชวงศ์โชซอน เป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ที่อดีตฮ่องเต้ทรงยกให้ถวายการปรนนิบัติฝ่าบาท อย่างไรพวกเราก็ต้องเกรงใจนางบ้าง มิจำเป็นต้องถือโทษโกรธนาง”

ลวี่อิ๋นหน้านิ่วคิ้วขมวด “พี่หญิงกล่าวถูกต้อง ข้าไฉนเลยจะไม่รู้ บัดนี้เพื่อให้สถานะของนางน่าฟังขึ้น ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ใต้เท้าซานเป่าแห่งกองคุมอาชาเป็นบิดาบุญธรรมของนาง มิน่านางถึงยิ่งกำเริบเสิบสาน”

ชิงอิงเอ่ยปลอบ “ข้ารู้ว่าเจ้ากับนางพำนักอยู่ด้วยกัน อาจมีเรื่องหมางใจกันบ้าง รอฝ่าบาททรงแต่งตั้งสนมนางใน ช้าเร็วย่อมทรงจัดตำหนักที่ประเสริฐยิ่งกว่าให้พวกเจ้า เจ้าวางใจ เจ้าเพิ่งให้กำเนิดองค์ชายสาม นางไม่มีทางล้ำหน้าเจ้าได้”

ลวี่อิ๋นมองชิงอิงอย่างกลัดกลุ้มกังวล “ยามอยู่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท เยวี่ยฝูจิ้นสุภาพอ่อนโยนกว่าผู้ใด บัดนี้เมื่อเข้าวัง แม้แต่นางก็เปลี่ยนนิสัย ยังมีสิ่งใดเป็นไปมิได้อีกเล่า” ลวี่อิ๋นมองทางเดินสายยาว กำแพงสูงสีแดง คลับคล้ายจะกดทับผู้คน ไหล่แบบบางห่อเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว “ว่ากันว่าวังต้องห้ามมีวิญญาณร้าย ชอบออกมาหลอกหลอน หรือจะร้ายกาจถึงขั้นแผลงฤทธิ์เปลี่ยนแปลงจิตใจคนได้?”

ค่ำคืนมืดมนเช่นนี้ แสงจันทร์หลบเร้น แม้แต่ดวงดาวก็ไม่ปรากฏ เห็นเพียงหลังคาตำหนักทอดยาวหลายชั้น ดุจดั่งเทือกเขาสูงชันซับซ้อน คลับคล้ายจะพังถล่ม กอปรกับในวังจุดโคมกระดาษขาวที่ใช้ในพิธีศพทั่วทุกแห่งหน เฉกเช่นดวงวิญญาณวูบวาบ ผู้คนต่างสวมชุดไว้ทุกข์สีขาว อึมครึมราวดินแดนแห่งภูตผีก็ไม่ปาน

ชิงอิงกุมมือลวี่อิ๋น เอ่ยเสียงนุ่มนวล “ขงจื๊อมิงมงายเรื่องภูตผี ลวี่อิ๋น ร้ายดีอย่างไรเจ้าก็อายุมากกว่าข้าหลายปี ไยจึงหวาดกลัวยิ่งกว่าข้า อีกทั้งความอ่อนโยนของเกาซีเยวี่ย มีให้ฝ่าบาทเท่านั้น หาได้เคยมีให้พวกเราไม่”

ลวี่อิ๋นได้ยินดังนั้นก็อมยิ้มน้อยๆ

ชิงอิงทอดสายตามองวังต้องห้ามอันแปลกหน้า เอ่ยเสียงราบเรียบ “เจ้ากับข้าแม้ล้วนเป็นสะใภ้แห่งวังต้องห้าม เข้าวังมาถวายพระพรบ่อยครั้ง ทว่าเป็นครั้งแรกที่จะพำนักอยู่ที่นี่อย่างแท้จริง ส่วนที่นี่จะมีวิญญาณร้ายหรือไม่ ข้าคิดว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจิตใจคน ถึงอย่างไรผู้คนก็น่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีกระมัง”

เพราะเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ทั้งคู่สนทนาจบก็ต่างแยกย้ายกันไป

 

เมื่อซีเยวี่ยกลับถึงตำหนักก็รู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงยิ่ง ทันทีที่นางทรุดตัวนั่งข้างโต๊ะไม้สาลี่ลายเทพเซียนสุขสันต์ นางกำนัลก็ยกรังนกพุทราแดงถ้วยหนึ่งเข้ามา เอ่ยอย่างพินอบพิเทา “นายหญิงเหนื่อยแล้ว ดื่มรังนกสักเล็กน้อยเถิด”

ซีเยวี่ยพยักหน้าเป็นเชิงให้นางกำนัลวางถ้วยลง ยกมือถอดปิ่นเงินสองสามอันบนศีรษะยื่นส่งให้มั่วซินสาวใช้คนสนิท ปากพร่ำบ่น “ของไร้ประโยชน์อันใด! ทั้งหม่นทั้งหนัก ทำข้าระบมไปทั้งศีรษะ” กล่าวพลางลูบกำไลเม็ดหยกลายดอกบัวเส้นทองสีเขียววาววามบนข้อมือตน “ยังดีกำไลนี้พระนางประทานให้ ต่อให้ร่วมพิธีศพก็มิต้องถอดออก หาไม่แล้วมองแต่สีซีดหม่นเหล่านี้ทั้งวัน ช่างไร้ชีวิตชีวานัก”

มั่วซินวางปิ่นเงินลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง ตามด้วยถอดดอกไม้ผ้าแพรขาวและไข่มุกประดับมวยผมให้ซีเยวี่ย เอ่ยยิ้มๆ “นายหญิงรูปโฉมงดงาม ต่อให้ประดับปิ่นไม้ดำก็เฉิดฉันเหนือผู้ใด อีกทั้งแม้จะสวมกำไลนี้ดุจเดียวกัน แต่นายหญิงสวมแล้วงดงามกว่าชิงฝูจิ้น”

ซีเยวี่ยมองค้อนนาง ยิ้มละไมเอ่ย “ปากหวานนัก เฉิดฉันเหนือผู้ใด? ยังมีจินอวี้เหยียนอยู่ทั้งคน ฝ่าบาทโปรดปรานรูปโฉมที่ล้ำเสน่ห์มิซ้ำใครของนางมิใช่หรือ”

มั่วซินยิ้ม “จะล้ำเสน่ห์มิซ้ำใครอย่างไรก็เป็นเพียงหญิงชั้นต่ำจากแคว้นเล็ก จะนับประสาอันใด พระนางร่างกายอ่อนแอ ซูลวี่อิ๋นนิสัยขลาดกลัว เก๋อเก๋อไม่กี่คนที่เหลือต่างก็ไม่ควรค่าแก่การเหลือบแล คนเพียงผู้เดียวที่สถานะทัดเทียมนายหญิง ก็คืออูลาน่าลาชิงอิง เพียงแต่บัดนี้นายหญิงก็แสดงอำนาจข่มนางแล้ว ดูว่านางจะกำแหงได้อีกนานเท่าใด!”

ซีเยวี่ยจิบรังนกอย่างแช่มช้า เหยียดยิ้มเยาะหยัน “กาลก่อนนางมักถือตนว่าเป็นหลานสาวของเซี่ยวจิ้งฮองเฮาและฮองเฮาแห่งตำหนักจิ่งเหรินของอดีตฮ่องเต้ ทั้งยังเป็นผู้ที่อดีตฮ่องเต้กับไทเฮาทรงอนุญาตให้อภิเษกสมรสกับฝ่าบาท จึงลอยหน้าลอยตายิ่ง บัดนี้ไทเฮากุมอำนาจ อดีตฮ่องเต้และเซี่ยวจิ้งฮองเฮาต่างสวรรคต ผู้ที่อยู่ในตำหนักจิ่งเหรินก็กลายเป็นตัวถ่วงของนาง คาดว่าไทเฮากับฝ่าบาทคงมิทรงเหลียวแลนางอีก”

มั่วซินทุบไหล่ให้ซีเยวี่ยพลางเอ่ย “นั่นก็ใช่แล้ว หม่อมฉันรู้สึกว่าพระนางก็มิชอบหน้านาง”

ซีเยวี่ยถอนหายใจ “กาลก่อนแม้ต่างเป็นเช่อฝูจิ้น อีกทั้งข้ายังอายุมากกว่านาง แต่ยามข้าเข้าจวนเป็นเพียงเก๋อเก๋อ แม้ภายหลังจะได้รับแต่งตั้งเป็นเช่อฝูจิ้น ทว่าในสายตาผู้อื่น อย่างไรก็รู้สึกว่าข้าเทียบนางมิได้ ไม่ว่าต่อหน้าลับหลัง ทำให้ข้าเจ็บใจไม่รู้กี่หนต่อกี่หน กำไลนี้ก็เหมือนกัน เดิมมีเป็นคู่ แต่กลับให้ข้ากับนางแบ่งกันคนละวง สวมวงเดียวโดดๆ เช่นนี้ มิสู้สวมเป็นคู่งดงามกว่า”

มั่วซินนึกถึงอนาคตของนายหญิงตน พลันเอ่ยสำทับ “ใช่เพคะ นายหญิงข้อมือขาวเนียนเรียวงาม เหมาะจะสวมหยกเขียวที่สุด กาลก่อนนางกำแหงก็แล้วไป บัดนี้วางอำนาจข่มนาง ก็ถือว่าทำให้นางรู้ตัวเสียที เป็นเช่อฝูจิ้นแล้วอย่างไร สิ่งสำคัญคือลำดับขั้นในตำหนักในและความโปรดปรานของฝ่าบาทต่างหาก”

ซีเยวี่ยยิ้มนุ่มนวล เหลือบมองมั่วซินอย่างชื่นชม กระนั้นก็อดวิตกมิได้ “วันนี้ข้าทำเช่นนั้นยามร่ำไห้หน้าพระศพ นับว่าเสี่ยงยิ่งนัก ข่าวที่เจ้ารู้มาเป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่”

มั่วซินยิ้มตอบ “นายหญิงวางใจได้แน่นอน เหลียนซินสาวใช้ข้างกายพระนางเป็นผู้บอกหม่อมฉันเอง บอกว่าได้ยินฝ่าบาทตรัสกับพระนาง เหลียนซินจะใจกล้าบ้าบิ่นอย่างไร ก็มิกล้ากุเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้นเป็นแน่!”

ซีเยวี่ยปิดนัยน์ตาหงส์เรียวยาวลง เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็ประเสริฐ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 3        ลมฝน

ยามวิกาล

หญิงสกุลฟู่ฉากำลังดื่มยาอยู่ในตำหนัก มีเหลียนซินคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆ  นางรับถ้วยยาที่หญิงสกุลฟู่ฉาดื่มเสร็จ ยื่นถ้วยบรรจุน้ำสะอาดให้อีกฝ่ายบ้วนปาก ทันทีที่บ้วนเสร็จ ซู่เลี่ยนก็เทินผลไม้แช่อิ่มให้พลางเอ่ย “นี่คือผลซิ่งรสเปรี้ยวหวานที่เพิ่งเชื่อมเสร็จใหม่ๆ  พระนางลองลิ้มรส ช่วยขจัดรสขมในปากเพคะ”

หญิงสกุลฟู่ฉารับประทานผลหนึ่ง ขณะจะล้มตัวลงนอน จู่ๆ ก็คล้ายได้ยินอะไรบางอย่าง พลันผุดลุกนั่ง เงี่ยหูตั้งใจฟัง “หย่งเหลียนกำลังร้องไห้ใช่หรือไม่ ใช่หรือไม่”

ซู่เลี่ยนร้อนรนเอ่ย “พระนางโปรดวางใจ องค์ชายรองพำนักในตำหนักองค์ชาย ยามนี้กำลังหลับสบายเพคะ”

(เชิงอรรถที่พำนักในพระราชวังขององค์ชายแห่งราชวงศ์ชิงตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงก่อนแต่งงาน โดยปกติหลังองค์ชายแต่งงานและได้รับบรรดาศักดิ์ จะย้ายออกจากตำหนักองค์ชายไปตั้งจวนนอกวัง แต่ก็มีองค์ชายบางท่านที่ยังพำนักอยู่ที่เดิม)

หญิงสกุลฟู่ฉาคลับคล้ายไม่เชื่อ เอ่ยอย่างกังวล “จริงหรือ หย่งเหลียนคุ้นกับเตียงเดิม ไม่คุ้นกับที่ใหม่ แล้วก็มักงอแงตอนกลางคืน”

ซู่เลี่ยนปลอบ “เพราะองค์ชายรองคุ้นกับเตียงเดิม พระนางจึงสั่งให้แม่นมย้ายเตียงนอนที่อยู่ในจวนขององค์ชายรองไปไว้ที่ตำหนักองค์ชายแล้วมิใช่หรือ พระนางมิต้องเป็นห่วง ข้ารับใช้ในตำหนักองค์ชายย่อมดูแลองค์ชายรองอย่างดีที่สุด มีคนคอยดูแลตลอดเวลา”

หญิงสกุลฟู่ฉาได้ยินดังนั้นก็เบาใจลง “เช่นนั้นก็ประเสริฐ แม่นมเหล่านั้นล้วนแต่ไว้ใจได้กระมัง อีกทั้ง องค์ชายใหญ่ก็พำนักในตำหนักองค์ชาย...”

ซู่เลี่ยนเอ่ยน้ำเสียงเจือแววดูแคลน “องค์ชายใหญ่แม้พำนักในตำหนักเสียฟางเช่นกัน แต่จะเทียบองค์ชายรองของพวกเราได้อย่างไร”

หญิงสกุลฟู่ฉาสั่นศีรษะ “มารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายใหญ่แม้เป็นผู้ร่วมตระกูลเดียวกับข้า ทว่ากลับไร้วาสนา สิ้นชีวิตก่อนฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ ทิ้งให้องค์ชายใหญ่อยู่อย่างเดียวดาย” นางมีท่าทางสงสารเห็นใจ “เจ้าไปกำชับคนในตำหนักองค์ชาย จงดูแลองค์ชายใหญ่ให้ดี อย่ารังแกเด็กกำพร้าแม่ผู้นี้”

ซู่เลี่ยนอมยิ้ม “หม่อมฉันเข้าใจว่าควรทำเช่นไรเพคะ”

หญิงสกุลฟู่ฉาคล้ายยังวิตกไม่หาย พลิกตัวไปมาบนเตียง เหลียนซินปล่อยผ้าม่านลายดอกไม้สีน้ำเงินสลับขาวลงมา เอ่ยอย่างห่วงใย “พระนางพักผ่อนเถิด นอนอีกไม่กี่ชั่วยามก็ต้องตื่นมาดูแลพิธีศพอีกแล้ว คืนนี้ท่านไม่อยู่ ในตำหนักใหญ่ไม่รู้จะวุ่นวายสักปานไหน”

หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มเล็กน้อย ท่าทางฉายแววเหนื่อยล้าขณะฟุบหน้าลงกับหมอน เรือนผมยาวสลวยราวผ้าแพรไหมห้อยย้อยอย่างนุ่มนวล เฉกเช่นน้ำเสียงของนางในยามนี้ “ใช่ ไม่รู้จะวุ่นวายสักปานไหน ยังมิได้รับแต่งตั้งเป็นสนมนางใน พวกนางก็อดรนทนไม่ไหวกันแล้วหรือ”

เหลียนซินเอ่ยเสียงเรียบ “ปล่อยให้พวกนางทะเลาะไป ขอเพียงพระนางเป็นฮองเฮา ไม่ว่าผู้ใดก็ทำอันใดมิได้”

หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มอ่อนบาง “ทำอันใดมิได้? ยามอยู่ในจวนแต่ละคนก็ชังน้ำหน้ากันปานศัตรูคู่อาฆาต บัดนี้เกรงว่าคงบาดหมางรุนแรงยิ่งกว่าเดิม” นางพลิกตัวเข้าหาผนัง “เพียงแต่พวกนางอยากก่อเรื่องจนทนไม่ไหว ก็ปล่อยพวกนางก่อเรื่องไปแล้วกัน”

หญิงสกุลฟู่ฉามิกล่าวอันใดอีก เหลียนซินปล่อยม่านลง ซู่เลี่ยนเป่าตะเกียงดับ เหลือไว้เพียงโคมดวงหนึ่ง จากนั้นทั้งสองคนก็ถอยออกไปอย่างเงียบกริบ

 

ชิงอิงกลับถึงตำหนักด้วยท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น อารั่วสาวใช้ส่วนตัวที่ติดตามนางเข้าจวนยิ้มร่าพลางก้าวมาหา “นายหญิงคงเหนื่อยแล้ว หม่อมฉันเตรียมน้ำร้อนไว้ให้นายหญิงล้างหน้าล้างตาเพคะ”

ชิงอิงพยักหน้ามิเอื้อนเอ่ย เหลือบเห็นอารั่วจัดเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ นางกำนัลที่ถืออ่างทองคำ ผ้าเช็ดหน้า และหวีต่างยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหนึ่ง ให้นึกแปลกใจยิ่ง “ไยจึงต้องวุ่นวายถึงปานนี้ เพียงจัดเตรียมอย่างเรียบง่ายเช่นคราวอยู่ในจวนก็พอแล้ว”

อารั่วยิ้มกว้างพลางขยับเข้าใกล้ชิงอิง พยายามระงับความยินดีปรีดาที่เอ่อล้น สีหน้ามีลับลมคมใน “ตั้งแต่นายหญิงเข้าจวน ผู้ที่ฝ่าบาทโปรดปรานที่สุดก็คือท่าน แม้แต่นายหญิงฝูจิ้นยังมิอาจเทียบ นายหญิงเกาแม้เป็นเช่อฝูจิ้นดุจเดียวกัน แต่เดิมทีนางก็เป็นเพียงเก๋อเก๋อ ภายหลังถึงได้รับแต่งตั้งเป็นเช่อฝูจิ้น ไฉนเลยจะสูงส่งทัดเทียมท่านได้”

สั่วซินเหลือบมองนางด้วยสายตาราบเรียบ “อยู่ดีๆ เจ้าพูดถึงเรื่องนี้กับนายหญิงทำอันใด”

อารั่วยิ้มกว้างขึ้น ท่าทางครึ้มใจยิ่ง “องค์ชายใหญ่ถือกำเนิดจากฟู่ฉาจูอิงเก๋อเก๋อ จูอิงเก๋อเก๋อจากโลกนี้ไปนานแล้ว เช่นนั้นก็มิต้องเอ่ยถึง นายหญิงฝูจิ้นให้กำเนิดองค์ชายรอง วันหน้าย่อมเป็นฮองเฮา แต่จะเป็นที่โปรดปรานหรือไม่นั้นบอกยาก นายหญิงซูให้กำเนิดองค์ชายสาม แต่ชาติกำเนิดของนางก็เหมือนกับนายหญิงเกา มาจากกองธงทัพฮั่น ซึ่งก็ไม่เหมาะ” (เชิงอรรถระบบกองทัพแปดกองธงเป็นระบบกองกำลังที่หนูเอ่อร์ฮาชื่อปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชิงคิดค้นขึ้น เริ่มแรกมีเฉพาะชาวแมนจู ภายหลังจึงก่อตั้งกองกำลังชาวฮั่นและชาวมองโกลเพิ่มขึ้น แบ่งเป็นกองธงทัพแมนจู กองธงทัพฮั่น และกองธงทัพมองโกล)

ชิงอิงถอดมุกประดับลายดอกไม้สีขาวราวหิมะริมจอนผมออกช้าๆ  ปลอกเล็บเงินไล้ผ่านมุกประดับจนส่งเสียงเสียดกระทบแผ่วนุ่ม ทว่าปลายนิ้วกลับมีเม็ดเหงื่อผุดพราย แม้แต่ยามสัมผัสไข่มุกเรียบลื่นยังรู้สึกเฝื่อนฝืด ชิงอิงเอ่ยเสียงเรียบเฉย “เช่นนั้นแล้วอย่างไร”

อารั่วกำลังปลื้มอกปลื้มใจ มิได้สังเกตสีหน้าท่าทางของชิงอิง “ดังนั้น นายหญิงต้องได้รับแต่งตั้งเป็นหวงกุ้ยเฟยซึ่งมีสถานะเป็นรองเพียงฮองเฮาแน่นอน หากมิใช่ อย่างไรก็ต้องได้เป็นกุ้ยเฟย พอนายหญิงให้กำเนิดองค์ชาย ตำแหน่งไท่จื่อก็ไม่แน่ว่าจะเป็นของผู้ใด...”

ชิงอิงทอดสายตามองค่ำคืนครึ้มหม่นนอกหน้าต่าง ราตรีมืดมนในวังต้องห้ามชวนให้คนรู้สึกไม่คุ้นเคยระคนไม่สบายใจ โคมขาวสองดวงใต้ชายคาที่แกว่งไกวกลางสายลมยิ่งทำให้คนใจเสีย ชิงอิงตัดบทอารั่ว “พอแล้ว แทนที่จะวิจารณ์ มิสู้ไปรินน้ำชาให้ข้าดื่ม”

สั่วซินเปี่ยมไหวพริบ “วันนี้นายหญิงร้องไห้เสียนาน คงกระหายน้ำอย่างยิ่ง”

อารั่วยิ้มชื่นบานพลางทำท่าจะออกไป ชิงอิงทนไม่ไหวร้องเรียกนาง “อดีตฮ่องเต้สวรรคต ประกายระรื่นบนใบหน้าเจ้าหากผู้ใดเห็นเข้า มีสิบชีวิตก็ไม่พอให้เจ้าชดใช้ ยังคิดว่าอยู่ในจวนหรือไร”

อารั่วสะดุ้งตกใจ รีบสลายรอยยิ้มบนใบหน้า รีบร้อนถอยออกไป ชิงอิงขมวดคิ้วน้อยๆ “ไม่รู้จักเก็บอารมณ์ความรู้สึก...สั่วซิน เจ้าต้องคอยดูนาง อย่าให้นางทำอะไรเกินขอบเขต นำความเดือดร้อนมาสู่ตัว”

สั่วซินพยักหน้า “เพคะ อารั่วเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่รู้จักควบคุมสีหน้าท่าทาง”

ชิงอิงกวาดตามองข้ารับใช้ในตำหนัก เอ่ยเสียงเรียบ “ข้ามิชอบให้คนปรนนิบัติมากเกินไป พวกเจ้าออกไป ให้สั่วซินอยู่รับใช้คนเดียวก็พอ”

ทุกคนถอยออกไปตามคำสั่ง

ชิงอิงถอนใจ ลูบศีรษะพลางทรุดตัวนั่ง ร่ำไห้เสียนาน ต่อให้มิได้มาจากความรู้สึกที่แท้จริง แต่ก็อ่อนเพลียวิงเวียนไม่น้อย นางเอ่ยเสียงระอา “ยามอยู่ในจวน ไม่ว่าอย่างไร พอปิดประตูก็มีพื้นที่เพียงเท่านั้น ฝ่าบาทโปรดปรานข้า ข้ารับใช้จึงอาจทำอะไรเกินขอบเขต ทว่าบัดนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว วังต้องห้ามกว้างใหญ่ถึงปานนี้ มีหูตาอยู่ทุกหนแห่ง หากปล่อยให้อารั่วกระทำตามแต่ใจเช่นนี้ต่อไป รังแต่จะวุ่นวายไร้สงบ”

สั่วซินพยักหน้า “หม่อมฉันเข้าใจ จะเตือนให้ทุกคนระวังกิริยาวาจา มิให้กระทำพลั้งพลาดเพคะ”

ชิงอิงผงกศีรษะ ปล่อยให้สั่วซินปรนนิบัติล้างมือ ตอนนั้นเองที่ขันทีน้อยด้านนอกเอ่ยขึ้น “เรียนนายหญิง นายหญิงไห่หลานขอเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”

เนื่องจากไห่หลานล้มป่วย วันนี้จึงมิได้ไปร่วมพิธีที่ตำหนักใหญ่ ชิงอิงเห็นนางยืนอยู่นอกประตู จึงเอ่ย “ดึกป่านนี้แล้วไยจึงยังมา หากเป็นหวัดมิยิ่งแย่หรือ รีบเข้ามาเถิด”

ไห่หลานพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก้าวเข้ามาคำนับ “นอนพักไปครึ่งค่อนคืน เหงื่อออกทั้งตัว รู้สึกค่อยยังชั่วแล้ว ได้ยินว่าเช่อฝูจิ้นกลับมา จึงตั้งใจมาคำนับ หากไม่มาคงไม่สบายใจเพคะ”

ชิงอิงเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าเองก็พำนักอยู่กับข้าระยะหนึ่งแล้ว ไยจึงยังเคร่งครัดพิธีรีตองเช่นนี้ สั่วซิน ประคองนายหญิงไห่หลานลุกขึ้นนั่ง”

ไห่หลานร้อนรนเอ่ย “มิกล้า” เหลือบมองชิงอิงอย่างระมัดระวัง “ได้ยินว่า คืนนี้เกาซีเยวี่ยทำให้พี่หญิงโมโห”

ชิงอิงร้อง “โอ” คำหนึ่ง “เจ้าไม่สบายอยู่แท้ๆ  พวกนางยังมิให้เจ้าพักผ่อนอย่างสงบ ยังพูดเรื่องเหล่านี้ให้เจ้าฟังอีก”

ไห่หลานลนลานลุกขึ้น “หม่อมฉันมิกล้า”

ชิงอิงคลี่ยิ้ม “ข้ากลัวเจ้าวิตกกังวล อาการป่วยจะยิ่งทรุดหนัก”

ไห่หลานเอ่ยอย่างถ่อมตน “หม่อมฉันอาศัยที่พักของนายหญิงเป็นที่พำนัก ได้รับความเมตตาจากนายหญิง เช่นนี้ถึงมีที่พักพิงเล็กๆ ในจวน ไฉนเลยจะกล้ามิแบ่งเบาภาระให้นายหญิง”

ชิงอิงเอ่ยเสียงนุ่ม “เจ้านั่งลงเถิด ลุกขึ้นเร็วไปประเดี๋ยวหน้ามืด”

ครานี้ไห่หลานถึงนั่งลง เอ่ยอย่างอ่อนน้อม “อยู่ต่อหน้านายหญิง หม่อมฉันมิกล้าไม่กล่าวตามตรง ยามอยู่ในจวน แม้เยวี่ยฝูจิ้นอาจเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกับนายหญิง แต่ก็มิเคยวางอำนาจถึงปานนี้ เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เกรงว่าคงมีเหตุพลิกผันบางอย่าง” นางเหลือบตามองชิงอิงคราหนึ่ง กล่าวต่อเสียงเบา “เคราะห์ดีที่นายหญิงอดกลั้น”

ชิงอิงนิ่งเงียบครู่หนึ่งถึงเอ่ย “จู่ๆ เกาซีเยวี่ยก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน แม้แต่จินอวี้เหยียนยังนึกแปลกใจ ทว่ามีเพียงเจ้า ที่กล่าวคำว่าอดกลั้นกับข้า”

ไห่หลานเอ่ย “นายหญิงฉลาดหลักแหลม มีหรือจะไม่รู้ว่าปกติเกาซีเยวี่ยสุภาพอ่อนโยนเหนือผู้ใด บัดนี้เห็นได้ชัดว่าต้องการเอาชนะนายหญิง ดูหมิ่นนายหญิงต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ เดิมมิควรละเว้นนาง เพียงแต่...”

“เพียงแต่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน อีกทั้งลำดับขั้นในตำหนักในยังไม่ระบุแน่ชัด หากจะลงโทษนางจริงๆ  ฝ่าบาทและฮองเฮาย่อมลงพระอาญานางเอง จะถูกหมิ่นเกียรติอย่างไร ข้าล้วนมิอาจอาละวาด ทำลายพิธีศพของอดีตฮ่องเต้”

ไห่หลานมองชิงอิงนิ่ง แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชมเลื่อมใส “นายหญิงคิดการถี่ถ้วน” นางทำท่าจะเอื้อนเอ่ย คล้ายมีเรื่องบางอย่างที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ชิงอิงรู้จักนางมิใช่แค่วันสองวัน จึงเอ่ย “มีเรื่องอันใดเจ้าก็ว่ามาเถิด ที่นี่ไม่มีคนนอก”

ไห่หลานกำผ้าเช็ดหน้า ท่าทางฉายแววกังวล “วันนี้หม่อมฉันอาการดีขึ้น เดิมตั้งใจไปเยี่ยมพระนาง หารู้ไม่พอไปถึง ได้ยินเหลียนซินกับซู่เลี่ยนสาวใช้ข้างกายพระนางคุยกันตอนออกมาหยิบยา บอกว่าใต้เท้าเกาปินผู้ว่าการทางน้ำแห่งเจียงหนานบิดาของเยวี่ยฝูจิ้นได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาทอย่างยิ่ง ฝ่าบาทจึงทรงดำริจะยกระดับกองธงให้ตระกูลเกาทั้งตระกูล!” (เชิงอรรถการยกระดับกองธง คือการที่ราชสำนักแห่งราชวงศ์ชิงปรับเปลี่ยนสังกัดกองธงของตระกูลฮองเฮาและสนมนางในเพื่อยกสถานะพวกนาง หมายรวมถึงการเปลี่ยนสถานะชาวฮั่นที่เกิดในตระกูลข้ารับใช้เป็นแปดกองธงทัพฮั่น เปลี่ยนสถานะของแปดกองธงทัพฮั่นเป็นแปดกองธงทัพแมนจู และเปลี่ยนจากห้ากองธงระดับล่างเป็นสามกองธงระดับสูง)

ชิงอิงพลันรู้สึกสมองอื้ออึง เอ่ยพึมพำ “ยกระดับกองธง?”

ประกายกลัดกลุ้มบนใบหน้าไห่หลานเฉกเช่นหมู่เมฆครึ้มหม่นที่หนาทึบขึ้นทุกขณะ “ใช่เพคะ! แม้หม่อมฉันสถานะต่ำต้อย แต่ก็เป็นหญิงงามที่ได้รับคัดเลือกให้ถวายการปรนนิบัติ เรื่องเหล่านี้จึงพอรู้บ้างเล็กน้อย นับแต่ก่อตั้งราชวงศ์ชิงเป็นต้นมา ตระกูลถงของเซี่ยวคังฮองไทเฮาพระมารดาผู้ให้กำเนิดองค์คังซีเป็นตระกูลแรกที่ได้รับการยกระดับกองธง ซึ่งถือเป็นเกียรติสูงสุด!”

ชิงอิงเอ่ยอย่างกลุ้มใจ “นับเป็นเกียรติสูงสุดโดยแท้ เกาซีเยวี่ยมาจากกองธงทัพฮั่น หากได้รับการยกระดับกองธง ก็จะได้สังกัดกองธงทัพแมนจู เดิมทีชาติตระกูลของนางยังด้อยกว่าข้าอยู่บ้าง หากเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เช่นนั้นก็ล้ำหน้าข้ามากนัก”

ไห่หลานดูหวาดวิตก “ผู้คนล้วนคิดว่านายหญิงเป็นที่โปรดปรานสูงสุดยามอยู่ในจวน เปี่ยมบุญเปี่ยมวาสนา บัดนี้หม่อมฉันเห็นว่า เกรงจะเคราะห์ร้ายมากกว่าโชคดี ขอนายหญิงโปรดระมัดระวังให้มาก” สีหน้านางสลดลง “วาจาเหล่านี้ไม่น่าฟัง...”

ชิงอิงมีท่าทางตื้นตัน “แม้ไม่น่าฟัง กระนั้นก็เป็นวาจาประเสริฐสุด ไห่หลาน ขอบใจเจ้ามาก”

ไห่หลานแววตาวูบไหว เอ่ยเสียงนุ่ม “บุญคุณของนายหญิง หม่อมฉันไม่มีวันลืมเลือน หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ”

ชิงอิงมองตามจนเงาร่างของไห่หลานจมหายไปในความมืด อดครุ่นคิดมิได้ “สั่วซิน เจ้าว่าไห่หลานผู้นี้...”

สั่วซินตอบ “นางอยู่ข้างกายนายหญิงมาหลายปี หากกล่าวถึงความรอบคอบนอบน้อม เคร่งครัดในกฎระเบียบ ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงนางได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังรู้ความอย่างยิ่ง ทุกเรื่องล้วนคำนึงถึงนายหญิงเป็นหลัก”

ชิงอิงใคร่ครวญชั่วครู่ “เหมือนจะใช่ แต่ผู้ที่เคร่งครัดในกฎระเบียบเช่นนี้ ไยจึงคอยสังเกตเรื่องราวเล็กใหญ่ในวัง”

สั่วซินมิเห็นเป็นเรื่องสำคัญ “เพราะคอยสังเกตทุกเรื่องราว ถึงได้รอบคอบมิพลั้งผิด”

ชิงอิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “คำกล่าวนี้แม้หมายถึงนาง แต่เจ้าก็ต้องเรียนรู้ไว้ด้วย”

“เพคะ” สั่วซินตอบรับ

ชิงอิงลุกเดินไปหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ให้สั่วซินปรนนิบัติลบเครื่องประทินโฉม “น่าเสียดาย อุปนิสัยเช่นนี้ รูปลักษณ์เช่นนี้ กลับได้ถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทเพียงสองสามครั้ง หลายปีมานี้ นับว่าลำบากนางแล้ว”

สั่วซินส่ายหน้า “นายหญิงยกยอนางเกินไป นายหญิงไห่หลานมีชาติตระกูลเช่นใด เอ๋อเอ่อร์จี๋ถูบิดาของนางเป็นขุนนางผู้ช่วยระดับล่างที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ปีนั้นแม้นางจะเป็นหญิงงามที่สำนักฝ่ายในส่งมาที่จวน ทว่าเพราะสถานะเช่นนี้ จึงเป็นเพียงสาวใช้ที่ทำงานรับใช้ในห้องเย็บปัก หากมิใช่ฝ่าบาทบังเอิญให้นางถวายการปรนนิบัติ แล้วท่านก็ทูลขอฝ่าบาทให้ประทานสถานะอนุภรรยาให้นางจนได้กลายเป็นเก๋อเก๋อ บัดนี้คงถูกฝ่าบาทลืมเลือนไปแล้ว ไม่รู้จะตกอยู่ในสภาพเช่นใดด้วยซ้ำ”

ชิงอิงชายตามองสั่วซินจากในกระจก “วาจาเช่นนี้ อย่าพูดพร่ำเพรื่อ อีกไม่นานฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งคนเก่าคนแก่ในจวน ไห่หลานต้องได้รับตำแหน่งแน่นอน หากเจ้ายังพูดเช่นนี้ ก็แสดงว่ามิเคารพเจ้านาย”

สั่วซินมีท่าทีหวั่นเกรง “หม่อมฉันทราบเพคะ ในวังไม่เหมือนในจวน”

ชิงอิงเหม่อมองรัตติกาลที่มืดมิดดุจน้ำหมึกนอกหน้าต่าง คิดทบทวนวาจาเมื่อครู่ของไห่หลาน ถอนใจอย่างแช่มช้าคราหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 4        ถ้อยเถรตรง

วันนี้ชิงอิงตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าเกล้าผมอย่างเร่งรีบ จากนั้นไปปรนนิบัติหญิงสกุลฟู่ฉาที่ตำหนัก เพื่อสะดวกต่อการจัดการพิธีศพ ระหว่างนี้ฟู่ฉาหลางฮว่าจึงพำนักในตำหนักปีกที่อยู่ใกล้ๆ

ตอนชิงอิงไปถึงฟ้าเพิ่งสาง ซู่เลี่ยนเลิกม่านแล้วพาชิงอิงเข้าไป ยิ้มกล่าว “ชิงฝูจิ้นมาเช้ายิ่ง พระนางเพิ่งตื่นไม่นาน”

ชิงอิงยิ้มตอบอย่างสุภาพ “ข้าควรมาปรนนิบัติพระนางตั้งแต่ยามตื่นนอน”

ม่านด้านในเลิกขึ้น นางกำนัลที่ปรนนิบัติล้างหน้าเกล้าผมถือผ้าและหวีเดินเรียงแถวออกมา ชิงอิงรู้ว่าหญิงสกุลฟู่ฉาล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว ได้เวลาปรนนิบัติเกล้าผม

ซู่เลี่ยนเอ่ยเสียงเบากับคนด้านใน “พระนาง ชิงฝูจิ้นมาแล้วเพคะ”

เพียงได้ยินเสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้น “เชิญเข้ามา”

สาวใช้สองฝั่งเลิกม่านขึ้น ค้อมกายต้อนรับชิงอิงอย่างสุภาพสำรวม ชิงอิงลอบนึกชื่นชม แม้อยู่ในช่วงการจัดพิธีศพ แต่กฎระเบียบในตำหนักของหญิงสกุลฟู่ฉาก็ไม่หละหลวมแม้แต่น้อย

เมื่อชิงอิงก้าวเข้าไป ก็เห็นหญิงสกุลฟู่ฉานั่งผึ่งผายอยู่หน้ากระจก โดยมีนางกำนัลอาวุโสที่มีหน้าที่เกล้าผมปรนนิบัติเกล้ามวย หญิงสกุลฟู่ฉาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฮ่องเต้ กำลังอยู่ในวัยงามสะพรั่ง เพียงปิ่นหยกทรงแบนไร้ลวดลายอันหนึ่งก็ขับให้นางทวีความงามลออจับตา ประหนึ่งดอกมู่หลานสีขาวรับสายลม เรียบง่ายทว่างามสง่า

ชิงอิงย่อตัวคำนับ หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มพลางหันมา “ลุกขึ้นเถิด เจ้าอุตส่าห์มาแต่เช้า”

ชิงอิงกล่าวขอบคุณพลางลุกขึ้นยืน หญิงสกุลฟู่ฉาชี้ไปที่หีบเครื่องประดับแต่ละใบที่เปิดอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง ก่อนจะเอ่ย “ในพิธีศพมิอาจประดับอันใดมากนัก แต่ประดับน้อยเกินก็ทำให้คนหัวเราะเยาะเอาได้ แต่ไหนแต่ไรเจ้าก็สายตาเฉียบคม มาช่วยข้าเลือกที”

ชิงอิงยิ้ม “พระนางมีสิ่งประเสริฐอันใดมิเคยประสบ เพียงทดสอบสายตาของหม่อมฉันเท่านั้น”

หญิงสกุลฟู่ฉาแย้มยิ้มมิตอบคำ ชิงอิงหยิบปิ่นระย้าขนนกกระเต็นลายหงส์เงินคาบไข่มุกขึ้นมาเทียบ เอ่ย “วันนี้เป็นวันประกอบพิธีศพวันสุดท้าย พรุ่งนี้ก็คือพระราชพิธีขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ แม้พระนางสวมอาภรณ์สีขาว ก็ต้องประดับเครื่องประดับที่โดดเด่นจับตา ปิ่นระย้านี้ประดับปีกนกกระเต็น ดวงตาหงส์ฟ้าก็ฝังพลอยน้ำเงิน หากประดับดอกไม้ที่ทำจากพลอยน้ำเงินเพิ่มอีกสองสามดอก เช่นนี้แล้ว มิเพียงสุขุมงามสง่า ทว่ายังคงความบริสุทธิ์เรียบง่าย”

หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มกล่าวกับนางกำนัลอาวุโส “ยังไม่ทำตามคำกล่าวของชิงฝูจิ้นอีก”

ชิงอิงถอยออกมาก้าวหนึ่ง หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ แล้วคอยยื่นเครื่องประดับส่งให้ หญิงสกุลฟู่ฉาสังเกตเห็น กระนั้นก็มิเอ่ยอันใด รอจนเกล้าผมเสร็จสิ้น ถึงค่อยยิ้มเอ่ยอย่างแช่มช้า “เป็นถึงเช่อฝูจิ้นแท้ๆ  กลับต้องมาทำหน้าที่ต่ำต้อยเหล่านี้ให้ข้า นับว่าเอาเปรียบเจ้าแล้ว”

ชิงอิงร้อนรนตอบ “หม่อมฉันมิกล้า”

หญิงสกุลฟู่ฉาส่องกระจกครู่หนึ่ง เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “เครื่องประดับที่เจ้าเลือก หาจุดบกพร่องมิได้โดยแท้ หากคนเราสามารถวางตัวได้อย่างไร้ที่ติ ก็ถือเป็นผู้ที่พร้อมพรั่งทั้งวาสนาและปัญญา” หญิงสกุลฟู่ฉาหลับตาชั่วครู่ เอ่ยสีหน้าจริงจัง “คนเช่นเจ้านี้ สุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบจนได้”

ชิงอิงไม่เข้าใจความหมายของหญิงสกุลฟู่ฉา ลนลานทรุดตัวคุกเข่า “หม่อมฉันโง่เขลา มิกระจ่างในความหมายของพระนาง ขอพระนางโปรดชี้แนะ”

หญิงสกุลฟู่ฉาชำเลืองมองนาง กล่าวเนิบช้า “เจ้าแต่งเข้าจวนอ๋องเป็นเช่อฝูจิ้นได้อย่างไร ตัวเจ้ารู้อยู่แก่ใจ”

ชิงอิงคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร ได้แต่ก้มหน้ามิกล้าส่งเสียง

หญิงสกุลฟู่ฉาเห็นนางเอาแต่ก้มหน้า ค่อยๆ คลี่ยิ้มเอ่ย “เจ้ากับข้าถือเป็นพี่น้อง ข้าถึงได้ถามเจ้าเช่นนี้ คนเช่นเจ้านี้ แท้จริงประสบความสำเร็จเพราะผู้ใด เกรงว่าก็อาจเผชิญความล้มเหลวเพราะผู้นั้น มิน่าหญิงสกุลเกาจึงมักเอาชนะเจ้าทุกเรื่อง”

ชิงอิงฝืนยิ้ม “หม่อมฉันกับเยวี่ยฝูจิ้นต่างมีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาท มิอาจกล่าวว่าผู้ใดเอาชนะผู้ใด หากหม่อมฉันมีสิ่งใดด้อยกว่าผู้อื่น พี่หญิงเกาสมควรชี้แนะ”

หญิงสกุลฟู่ฉายิ้มราบเรียบ “ชี้แนะ? กาลก่อนตอนอยู่ในจวนอ๋อง นางกล้าชี้แนะเจ้าหรือ บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป เจ้ารู้หรือไม่ว่าควรวางตัวเช่นไร”

ชิงอิงได้ยินดังนั้น เหงื่อเย็นเฉียบพลันไหลโซมกาย เอ่ยเสียงแผ่ว “พระนาง...”

หญิงสกุลฟู่ฉานิ่งมองนางครู่หนึ่ง กลับไปมีสีหน้าสุขุมอ่อนโยนเช่นเดิม กล่าวเสียงนุ่ม “เอาเถิด ข้าเพียงแต่เตือนเจ้าเท่านั้น เรื่องราวก็ใช่ว่าจะร้ายแรงถึงขั้นนั้น” หญิงสกุลฟู่ฉาเอ่ยอย่างถือตัว “ถึงอย่างไรข้าก็เป็นฮองเฮา ภรรยาเอกของฝ่าบาท หากเจ้าเจียมเนื้อเจียมตัว ข้าจะมิปล่อยให้หญิงสกุลเการังแกเจ้าอีก”

ชิงอิงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่กล่าวขอบพระทัย “ขอบพระทัยพระนางยิ่งนัก พระนางปฏิบัติต่อข้ากับพี่หญิงอย่างเท่าเทียมเรื่อยมา ผู้ที่ข้าสามารถพึ่งพิง มีเพียงพระนางเท่านั้น”

สายตาของหญิงสกุลฟู่ฉาเลื่อนผ่านข้อมือนางอย่างแช่มช้า เห็นว่าบนข้อมือขาวผ่องของชิงอิงนอกจากกำไลเม็ดหยกลายดอกบัวเส้นทอง ก็ไร้ซึ่งเครื่องประดับอื่นใด จึงพยักหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ย “กำไลบนข้อมือเจ้าวงนี้ เป็นสิ่งล้ำค่าที่แคว้นอันหนานส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการเมื่อครั้งฝ่าบาทยังทรงเป็นองค์ชาย มีเพียงหนึ่งคู่เท่านั้น ยามนั้นอดีตฮ่องเต้พระราชทานแก่จวนของเรา ข้าเห็นว่าเจ้ากับหญิงสกุลเกาสถานะทัดเทียมกัน จึงประทานให้พวกเจ้าคนละวง หนึ่งเพื่อให้พวกเจ้ามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน และสองเพื่อให้พวกเจ้าเข้าใจว่า พวกเจ้าต่างเป็นเช่อฝูจิ้น มิควรแบ่งแยกฝักฝ่าย มิอาจคิดเล็กคิดน้อย บัดนี้เจ้ายังยอมสวมทุกวัน ก็นับว่ามิทำลายน้ำใจที่ข้ามอบให้”

กำไลวงนี้ เดิมเป็นเครื่องบรรณาการที่ล้ำค่าหายากแห่งแคว้นอันหนาน แคว้นอันหนานเดิมเป็นแหล่งผลิตหยกเขียวน้ำงาม ทว่าเฉกเช่นกำไลคู่นี้ นับว่าพบได้น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เม็ดหยกสีเขียวใสมีขนาดเท่ากันทุกเม็ด มิเพียงกลมกลึงเกลี้ยงเกลา ยิ่งไปกว่านั้นยังผสานเป็นเนื้อเดียว ปราศจากสิ่งปะปนแม้เพียงเศษเสี้ยว เป็นสีเขียวสดใสประดุจธาราพลิ้วกระเพื่อม หากนำไปส่องใต้แสงอาทิตย์ จะปรากฏริ้วลายสีขาววาววามปานคลื่นวารี ราวกับปีกนกยูงก็ไม่ปาน เนื่องจากเม็ดหยกนี้เป็นสีเขียวล้วน จึงตั้งใจนำเส้นทองแท้สานเป็นรูปใบไม้มาหุ้มรอบเม็ดหยก ส่วนหัวท้ายของเม็ดหยกแต่ละเม็ดจะใช้แผ่นทองเนื้อบางทรงดอกบัวคลุมทับอีกชั้นหนึ่ง นับเป็นความประณีตอันเปี่ยมเอกลักษณ์ของช่างผู้ประดิษฐ์

ยามนั้นฮ่องเต้ยังเป็นองค์ชายสี่ เมื่อได้รับกำไลคู่นี้ก็ปีติยินดีเป็นล้นพ้น แม้จะโปรดปรานเช่อฝูจิ้นทั้งสองที่เพิ่งรับเข้าจวน กระนั้นก็มอบให้หญิงสกุลฟู่ฉาผู้เป็นตี๋ฝูจิ้น หญิงสกุลฟู่ฉาเห็นแก่น้ำใจของฮ่องเต้ จึงเก็บไว้เพียงไม่กี่วันก็ประทานต่อให้ชิงอิงกับซีเยวี่ย

ชิงอิงหลุบศีรษะ ลูบกำไลอย่างทะนุถนอม สีหน้าสงบเสงี่ยม “พระนางกล่าวถูกต้อง เพราะระลึกถึงน้ำใจนี้ของพระนาง จึงกระทำตามวาจาของพระนางเมื่อกาลก่อน มิเคยไม่สวม มิเคยไม่เตือนสติตน”

หญิงสกุลฟู่ฉาเอ่ยเสียงนุ่ม “เจ้าเป็นคนรู้ความ ข้าเห็นหญิงสกุลเกาก็สวมทุกวันเช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะจดจำวาจานี้ได้” นางหยุดเว้นครู่หนึ่ง “อาห์ เมื่อคืนหญิงสกุลเกากระทำเกินตัว ข้ามิใช่ไม่รู้ เพียงแต่นับจากนี้ไป เจ้าเองก็จำต้องยอมให้นาง” ชิงอิงนึกถึงคำกล่าวของไห่หลานเมื่อคืน ขณะจะเอ่ยปาก กลับได้ยินหญิงสกุลฟู่ฉากล่าวต่อ “ก่อนเจ้ามาถึง ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ยกระดับกองธงตระกูลเกา ขึ้นสังกัดกองธงเหลืองขอบแดง ทั้งยังพระราชทานแซ่เกาเจีย ราชวงศ์ชิงก่อตั้งมาร้อยกว่าปี ผู้ที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ยกระดับกองธง ได้รับเกียรติอันสูงส่งเช่นนี้ มีเพียงหญิงสกุลเกาเท่านั้น อีกทั้งกองธงเหลืองและกองธงเหลืองขอบแดงยังเป็นสังกัดกองธงที่ขึ้นตรงกับโอรสสวรรค์ ความสำคัญของเรื่องนี้ เจ้าตรึกตรองถ่องแท้แล้วกระมัง”

ชิงอิงลอบสะเทือนใจ ตั้งใจจะเอื้อนเอ่ย แต่กลับตกตะลึงจนปากคอด้านชา กล่าวไม่ออกแม้สักคำหนึ่ง ได้แต่อมยิ้มรับคำ

หญิงสกุลฟู่ฉาหันไปเลือกเครื่องประดับในหีบ หยิบต่างหูระย้าพลอยน้ำเงินคู่หนึ่งขึ้นมา พร้อมกับเอ่ย “กาลก่อนตอนอยู่ในจวน สถานะของเจ้าสูงส่งกว่าหญิงสกุลเกา บัดนี้เห็นที นางจะขึ้นมาเทียบเคียงเจ้าแล้ว อาห์...เจ้ากลับไปก่อนเถิด”

ชิงอิงก้าวช้าๆ ออกจากตำหนักของหญิงสกุลฟู่ฉา เพียงรู้สึกปากคอแห้งผาก ราวกับมิเคยทุกข์ร้อนถึงเพียงนี้มาก่อน แม้กระทั่งยามนั้น...ยามที่ถูกองค์ชายสามหงสือปฏิเสธจนได้รับความอับอาย ก็หาได้เป็นเช่นนี้ไม่

เมื่อสมองของนางผุดคำว่า “หงสือ” ก็พลันรู้สึกหงุดหงิด จึงออกแรงสั่นศีรษะ จับแขนสั่วซินที่ยื่นมาประคองแล้วก้าวช้าๆ ออกไป

ไอร้อนยามคิมหันต์มลายหาย บางครามีสายลมโบกโบย นำอากาศเย็นสบายพัดโชยมา ด้านหน้าคลับคล้ายมีคนยิ้มแย้มสนทนาพลางก้าวตรงมา ชิงอิงนิ่วหน้า ขณะจะเอื้อนเอ่ย กลับเห็นเกาซีเยวี่ยกับจินอวี้เหยียนเดินมาด้วยกันด้วยท่าทางสนิทสนม ครั้นเห็นชิงอิง จินอวี้เหยียนยังย่อตัวคำนับตามปกติ ทว่าเกาซีเยวี่ยกลับเพียงแต่ยิ้มละไมพลางมองชิงอิง “น้องหญิงมาถึงเร็วยิ่ง”

เกาซีเยวี่ยเรียกขานว่า “น้องหญิง” เช่นนี้ เห็นทีคงเตรียมการมาแล้ว ลำดับขั้นในจวนบัดนี้ต่างไปจากเดิม ชิงอิงรู้ดีว่าสถานการณ์เปลี่ยนไป จึงเริ่มจากคำนับซีเยวี่ยเช่นผู้ที่มีสถานะทัดเทียมกัน จากนั้นอมยิ้มกล่าว “มาถึงเร็วมิสู้มาได้จังหวะ พระนางล้างหน้าเกล้าผมเสร็จสิ้น เข้าไปได้จังหวะพอดี”

ซีเยวี่ยพยักหน้า เอ่ยยิ้มๆ “เข้าวังมาหลายวัน น้องหญิงปรับตัวได้หรือไม่”

ชิงอิงตอบ “รบกวนพี่หญิงเป็นกังวล ทุกอย่างเรียบร้อยดี”

ซีเยวี่ยผงกศีรษะ “ปรับตัวได้ก็ดีแล้ว ข้ากลัวว่าน้องหญิงชินกับเตียงอุ่นในจวนอ๋อง ไม่ชินกับเตียงใหญ่ในวังต้องห้าม นอนบนเตียงอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ตื่นมากลางดึกจะสะดุ้งตกใจ”

ชิงอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้ม “พี่หญิงเกาชอบล้อเล่นอยู่เรื่อย ฝ่าบาททรงกำลังไว้ทุกข์ให้อดีตฮ่องเต้ ระยะนี้ล้วนพำนักในตำหนักหย่างซิน หรือพี่หญิงมีฝ่าบาทประทับเคียงข้าง?”

ซีเยวี่ยปรายตามองนางเช่นผู้ที่อยู่เหนือกว่า “น้องหญิงฉลาดหลักแหลม ต่อไปก็ถือว่าได้พบผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมกันเสียที ฮองเฮาสกุลอูลาน่าลาแห่งตำหนักจิ่งเหริน คาดว่าคงมีเวลาว่างสนทนาสัพเพเหระกับน้องหญิง” นางเห็นชิงอิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ก้าวเข้าใกล้อีกก้าว เอ่ยเสียงกระซิบ “ติดอยู่ตรงกลางระหว่างฮองไทเฮากับฮองเฮาสกุลอูลาน่าลา แทนที่น้องหญิงจะนำเวลาไปช่วงชิงความโปรดปราน มิสู้ขบคิดว่า ควรวางตัวอย่างไรถึงประเสริฐ”

สิ้นประโยค เกาซีเยวี่ยกวักมือเรียกอวี้เหยียน เอ่ยหยอกเย้า “ยืนทำอันใดอยู่ ยังไม่รีบตามข้าเข้าไปอีก!”

อวี้เหยียนตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นชำเลืองมองชิงอิง ก่อนจะเชิดหน้าพลางหันไปควงแขนซีเยวี่ย ก้าวเข้าตำหนักอย่างสนิทชิดเชื้อ

สายลมกรีดบาดใบหน้า ที่แท้สายลมเดือนเก้าในเมืองหลวงเย็นเยือกเสียดกระดูกถึงปานนี้ สามารถโฉบพัดจนนัยน์ตาพร่าลาย

สั่วซินรอจนพวกนางเข้าไป ประคองชิงอิงก้าวไปด้านหน้าช้าๆ  เอ่ยเสียงต่ำอย่างโกรธขึ้ง “เยวี่ยฝูจิ้นลำดับขั้นเท่ากับท่าน รับการคำนับจากท่านกลับมิยอมคำนับกลับ นาง...”

ชิงอิงเอ่ยเสียงเรียบ “เหตุการณ์เช่นนี้ ภายหน้ายังต้องเจออีกมาก หากแม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ข้ายังทนไม่ไหว ก็เสียทีที่อยู่กับนางมาหลายปี” ชิงอิงผ่อนลมหายใจ “อีกทั้ง ถึงอย่างไรนางก็อายุมากกว่าข้าเจ็ดปี ข้าเคารพนาง รับฟังคำสั่งสอนของนาง ก็สมควรดีอยู่ ขอเพียงนางไม่ทำอะไรรุนแรงก็พอ”

สั่วซินทำท่าจะเอื้อนเอ่ย ชิงอิงเหลือบมองนาง “เจ้าอยากพูดอะไร”

สั่วซินหลุบตาอย่างนบนอบ “นายหญิงกล่าวเช่นนี้ ทั้งที่ทราบว่าคนเช่นเยวี่ยฝูจิ้น มิใช่ว่าพวกเรายอมอ่อนข้อให้ แล้วนางจะมิทำอะไรรุนแรง”

ชิงอิงเลิกคิ้ว เอ่ยเสียงขรึม “สิ่งที่รู้จำต้องกล่าวออกมาหรือ สำรวมวาจาทว่ากิริยาคล่องแคล่วนับเป็นข้อดีของเจ้า ไยจึงพูดจาโผงผางเช่นอารั่วเสียเล่า”

สั่วซินก้มหน้ามิเอ่ยวาจา เพียงยื่นมือออกมา “หม่อมฉันผิดไปแล้ว นายหญิง ถึงเวลาไปร่วมพิธีศพอดีตฮ่องเต้แล้วเพคะ”

 

ยามร่ำไห้หน้าพระศพวันนี้ ซีเยวี่ยคุกเข่าอยู่หน้าชิงอิงอย่างไม่ตะขิดตะขวง หญิงสกุลฟู่ฉามิกล่าวอันใดสักประโยค ซ้ำยังปฏิบัติต่อหญิงสกุลเกาอย่างเกรงใจมากกว่าเดิม คนในตำหนักสันทัดการเลือกที่รักมักที่ชังเป็นที่สุด จากเมื่อวานที่มีท่าทีประหลาดใจ จึงเปลี่ยนเป็นเคารพซีเยวี่ยมากยิ่งขึ้น

เมื่อพ้นยามเฉิน (เชิงอรรถเวลาประมาณ 7.00 – 9.00 .) สามเค่อ (เชิงอรรถหนึ่งเค่อเท่ากับหนึ่งในแปดส่วนของหนึ่งชั่วยาม) บรรดาไท่เฟยทยอยมาร่วมพิธีในตำหนัก แยกนั่งซ้ายขวาคนละฝั่งกับบรรดาสนมนางในของฮ่องเต้องค์ใหม่ คนในตำหนักแม้มีมาก หากแต่เมื่อกวาดตามอง ล้วนแต่สวมอาภรณ์ไว้ทุกข์ประดับเครื่องเงิน สีขาวอันเศร้าสร้อยปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก ราวกับว่าแม้แต่ผู้ที่มีจิตวิญญาณ ก็กลายเป็นจุดเล็กๆ อันเปราะบางท่ามกลางคลื่นสีขาวเหล่านั้น ครึ่งชั่วยามผ่านไป ไทเฮาสกุลหนิ่วฮู่ลู่ก็มาถึงโดยมีฝูกูกู่ (เชิงอรรถคำว่ากูกู่ (姑姑)” แปลตรงตัวว่าท่านอาในสมัยโบราณนิยมใช้เรียกขานนางกำนัลเชิงให้เกียรติ) คอยประคอง เนื่องเพราะร่วมพิธีศพหลายวัน สีหน้าไทเฮามิสู้ดีนัก ไทเฮาคือซีกุ้ยเฟยของอดีตฮ่องเต้ ที่ผ่านมาเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่ง มีชีวิตความเป็นอยู่สุขสบาย ทั้งยังดูแลรักษาผิวพรรณเป็นอย่างดี สตรีอายุสี่สิบกว่าปี มองเผินๆ เฉกเช่นสตรีวัยสามสิบ บัดนี้เพราะโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของอดีตฮ่องเต้ ไทเฮารับประทานอะไรไม่ลงมาหลายวันแล้ว เนื้อตัวซูบเซียวลงมาก เสมือนช่วงวัยอันงามสะพรั่งพลันเหี่ยวเฉาโรยราภายในชั่วข้ามคืน

หลางฮว่าเห็นไทเฮามาถึง รีบนำทุกคนถวายบังคมตามธรรมเนียม ไทเฮาพยักหน้าเล็กน้อย “อืม ล้วนมาถวายอาลัยต่ออดีตฮ่องเต้ มิต้องมากพิธีถึงปานนั้น”

หลางฮว่ารีบรับคำ “เพคะ” ตามด้วยลุกขึ้นประคองไทเฮา ปกติชิงอิงกับหลางฮว่าจะเข้าวังมาเข้าเฝ้าบ่อยครั้งกว่าผู้ใด จึงก้าวออกไปหมายจะช่วยประคองไทเฮา หารู้ไม่ซีเยวี่ยกลับกระทุ้งข้อศอกนาง ชิงก้าวไปประคองไทเฮาอีกด้านหนึ่ง เอ่ยเสียงอ่อนหวาน “ไทเฮาทรงเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน อาจเสียพระทัยจนกระทบต่อสุขภาพ ต้องระวังพระวรกายให้มากเพคะ”

ไทเฮาพยักหน้าน้อยๆ  แตะหลังมือซีเยวี่ย “เจ้าช่างมีน้ำใจ”

กระทั่งไทเฮาก้าวเข้าใกล้ ชิงอิงถึงกล้าเงยหน้ามองนาง กาลก่อนยามเข้าวังมาเข้าเฝ้า ไทเฮายังเป็นกุ้ยเฟยสนมคนโปรด แม้ภายหลังหนิงผินและเชียนผินผู้อ่อนเยาว์จะก้าวขึ้นมาเป็นที่โปรดปราน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นสนมรูปงามที่อยู่เคียงข้างอดีตฮ่องเต้มาหลายปี จึงมักประทินโฉมอย่างงดงามประณีต มิเคยเกียจคร้านแม้เพียงน้อยนิด บัดนี้เมื่อพินิจมอง สุดท้ายยามกาลก็ไร้ปราณี โมงยามซึ่งมาพร้อมกับความบอบช้ำรุกล้ำผิวพรรณของนางอย่างไร้สุ้มเสียง ประทับร่องรอยบางเบาไว้บนปลายคิ้วและหางตา ดวงหน้าที่ประทินโฉมอ่อนบางของไทเฮาซูบเซียวหม่นหมอง ราวกับผ้าต่วนที่แม้จะเลิศล้ำปานใด หากพ้นผ่านโมงยาม ซึมซาบร่องรอยหม่นซีดแห่งกาลเวลา ก็สิ้นซึ่งความเงางามจับตา เหลือไว้เพียงความเปราะบางจวนเจียนจะฉีกขาด

เนื่องเพราะอดีตฮ่องเต้สวรรคต ไทเฮาจึงแต่งกายเรียบง่ายกว่าที่เคย ใต้ชุดยาวสีขาวเผยให้เห็นอาภรณ์ผ้าต่วนสีเงินปักลายใบไผ่สีขาวขุ่น ซึ่งเป็นสีที่ราบเรียบและหม่นเศร้าอย่างที่สุด ปลายแขนเสื้อล้อมรอบด้วยด้ายไหมสีดำแกมแดงสลับสีเขียวเข้มที่ปักเป็นลายดอกส้มโอมือล้อมกิ่งแทรกดิ้นเงินอันงามวิจิตร หยกประดับลายดอกไม้บนมวยผมทอประกายงามจรัส ยิ่งขับให้เกศาขาวที่เรือนผมปกปิดไม่มิดเฉกเช่นพุ่มวัชพืชที่กรีดบาดนัยน์ตาผู้คน

ชิงอิงนึกเศร้าใจ คุกเข่าหน้าพระศพตามไทเฮากับหลางฮว่า ครวญสะอื้นอย่างโศกศัลย์

การร่ำไห้หน้าพระศพแม้เหนื่อยล้า แต่ทว่า เมื่อมองตนเองเป็นเชิงเทียนอันหนึ่งที่ตั้งอยู่หน้าพระศพ ไม่ก็ผ้าม่านสีขาวที่ถูกเย็บปักด้วยไหมทอง โมงยามก็ล่วงเลยเร็วกว่าเดิมมาก

ครั้นถึงเวลาอาหารเที่ยง เพราะลวี่อิ๋นเพิ่งให้กำเนิดหย่งจางองค์ชายสามไม่นาน ไทเฮาจึงอนุญาตให้นางกลับไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ ลวี่อิ๋นซาบซึ้งใจยิ่ง กุลีกุจอกลับไป จากนั้นหลางฮว่า ซีเยวี่ย และชิงอิงจึงปรนนิบัติไทเฮารับประทานอาหารกลางวันที่ตำหนักปีก

มื้อเที่ยงของไทเฮาเดิมต้องกลับไปรับประทานที่ตำหนักโซ่วคัง กฎแห่งราชวงศ์ระบุไว้ว่า ฮ่องเต้องค์ใหม่มิอาจร่วมพำนักกับสนมนางในของอดีตฮ่องเต้ในตำหนักใน ฉะนั้นหลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคต จึงรีบเร่งย้ายอดีตสนมนางในทั้งหมดไปพำนักที่ตำหนักโซ่วคัง ส่วนไทเฮาก็พำนักที่ตำหนักหลักของตำหนักโซ่วคังเป็นการชั่วคราว มิได้ย้ายไปตำหนักฉือหนิงซึ่งเป็นที่พำนักของไทเฮาโดยเฉพาะ ซึ่งวันนี้ เดิมก็เป็นวันประกอบพิธีศพวันสุดท้าย ไทเฮามิต้องการเสด็จกลับตำหนักให้วุ่นวาย ตั้งใจจะอยู่ถวายอาลัยต่ออดีตฮ่องเต้ให้นานที่สุด จึงสั่งให้ห้องเครื่องยกอาหารเที่ยงมาที่ตำหนักปีก

หลางฮว่าเดิมตั้งใจจะอาศัยช่วงรับประทานอาหารเที่ยงแวะไปหาหย่งเหลียนองค์ชายรอง แต่เพราะไทเฮาอยู่ที่นี่ นางต้องแสดงความกตัญญู จึงอยู่รับใช้อย่างขะมักเขม้น ไร้ซึ่งท่าทีเกียจคร้าน เมื่ออาหารยกเข้ามา หลางฮว่าเติมข้าว ซีเยวี่ยคีบอาหาร ชิงอิงตักน้ำแกง แม้มีผู้ปรนนิบัติรับใช้มากมาย ทว่าแม้แต่เสียงไอก็มิได้ยิน เงียบสนิทประหนึ่งปลอดคนก็ไม่ปาน

ไทเฮาเห็นหลางฮว่าปรนนิบัติรับใช้อยู่ใกล้ๆ  อดมิได้ถามขึ้น “องค์ชายรองกับองค์หญิงสามต่างยังเยาว์วัย ไยเจ้าจึงมิกลับตำหนักไปดูแล กลับยังอยู่ปรนนิบัติข้าที่นี่”

หลางฮว่ายิ้มเล็กน้อย “ไทเฮาอาจทรงมิทราบ เพื่อดูแลเรื่องทุกอย่างในตำหนักในอย่างเต็มความสามารถ ปฏิบัติตามธรรมเนียมของบรรพชน หม่อมฉันส่งองค์ชายรองไปให้แม่นมในตำหนักองค์ชายดูแลแล้วเพคะ”

ไทเฮามีท่าทีตกใจ คลับคล้ายคาดไม่ถึง “เจ้าว่าอันใด เจ้าไม่ดูแลเขาด้วยตนเองก่อนสักสองสามวัน มิกลัวเขาไม่คุ้นกับตำหนักองค์ชายหรือ”

หลางฮว่ามีสีหน้าสำรวม คล้ายกับยอมรับอย่างสงบ “ธรรมเนียมปฏิบัติแห่งราชวงศ์ เมื่อให้กำเนิดองค์ชายองค์หญิง หากมีราชโองการ ทายาทของสนมนางในตำแหน่งต่ำยกให้สนมนางในตำแหน่งสูงเลี้ยงดู หากไร้ราชโองการ ล้วนต้องส่งไปให้บรรดาแม่นมในตำหนักองค์ชายดูแล เพื่อมิให้มารดากับบุตรธิดาผูกพันกันเกินไป ทั้งมิอาจถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทได้อย่างเต็มที่ และคลาดโอกาสในการเพิ่มพระทายาทแก่ตระกูลเชื้อพระวงศ์ หม่อมฉันมิกล้าไม่ทำตัวเป็นแบบอย่าง ดังนั้นจึงส่งองค์ชายรองกับองค์ชายใหญ่ไปที่ตำหนักองค์ชายแล้วเพคะ”

ไทเฮาใคร่ครวญครู่หนึ่ง กล่าวเนิบช้า “นับว่าลำบากเจ้าแล้ว เช่นนี้แล้ว องค์ชายสามของหญิงสกุลซูก็มิควรเลี้ยงดูอยู่ข้างกาย ฝูเจีย สั่งการลงไป ให้เก๋อเก๋อสกุลซูส่งองค์ชายสามไปที่ตำหนักองค์ชายโดยเร็ว นางจะได้ตั้งใจปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้”

ฝูกูกู่รับคำ ออกไปทำตามคำสั่ง จากนั้นกลับมารับใช้ข้างกายไทเฮา

ธรรมเนียมการรับประทานอาหารของไทเฮา ปกติจะดื่มน้ำแกงก่อนถ้วยหนึ่ง ชิงอิงเห็นน้ำแกงขาหมูแผ่นต้มหน่อไม้สีทองอร่ามวางอยู่บนโต๊ะ แผ่นหน่อไม้สีขาวนวลเข้ากับขาหมูแผ่นสีแดงสด ดูแล้วชวนให้เจริญอาหาร จึงใช้ทัพพีเงินลายสมปรารถนาตักน้ำแกงใส่ถ้วย ตามด้วยคีบแผ่นหน่อไม้แล้ววางไว้เบื้องหน้าไทเฮา

ไทเฮาดื่มอึกหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย “หากกล่าวถึงน้ำแกง ไม่มีสิ่งใดชูรสชาติได้มากไปกว่าขาหมูแผ่นกับหน่อไม้ น้ำแกงนี้รสเข้มข้นก็จริง หน่อไม้ก็ปรุงได้ละมุนลิ้น เพียงแต่รสเข้มข้นอยู่แรกสุดเช่นนี้ อาหารต่อจากนี้จะเลิศรสปานใด ก็มักรู้สึกว่าจืดชืดไร้รสชาติ”

ฝูกูกู่เป็นนางกำนัลอาวุโสที่รับใช้ไทเฮามานาน รีบคลี่ยิ้มเอ่ย “ปกติไทเฮาโปรดเสวยน้ำแกงนี้ แต่เพราะช่วงนี้โศกเศร้ากับการจากไปของอดีตฮ่องเต้ เดิมก็มิทรงนึกอยากอาหาร บัดนี้เสวยน้ำแกงรสเข้มข้น พระกระยาหารต่อจากนี้เกรงจะเสวยไม่ลงเสียแล้ว”

ชิงอิงตระหนกตกใจ ลนลานคุกเข่า “หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่าไทเฮาโปรดน้ำแกงนี้ แต่กลับมิทันสังเกตว่าช่วงนี้ไทเฮามิทรงนึกอยากอาหาร นับเป็นความผิดของหม่อมฉันโดยแท้”

ซีเยวี่ยเห็นท่าทางเช่นนี้ของชิงอิง ยิ้มเยาะอย่างอดมิได้ จากนั้นเพียงนิ่งดูดาย

หลางฮว่าเอ่ยขึ้น “น้ำแกงยังไม่เท่าไร ทว่าหน่อไม้แม้สดนุ่ม แต่หากเสวยมากไปอาจให้โทษ มิเหมาะกับไทเฮา”

ไทเฮาโบกมือ เอ่ยอย่างอ่อนเพลีย “ช่างเถิด เจ้าเองก็มีใจกตัญญู เป็นข้าเองที่ไม่นึกอยากอาหาร” ไทเฮาชายตามองอาหารบนโต๊ะ เอ่ยเสียงเกียจคร้าน “สั่งให้คนยกออกไป ข้าเห็นแล้วก็ไม่นึกอยากรับประทาน”

ซีเยวี่ยแค่นยิ้มอย่างไร้เสียง กล่าวแช่มช้า “น้องหญิงช่างกตัญญูยิ่ง หลายวันนี้ไทเฮามิทรงเจริญอาหาร อุตส่าห์ยอมเสวยพระกระยาหารเที่ยง แต่เสวยน้ำแกงเพียงคำหนึ่งก็ถูกน้องหญิงทำลายความอยากอาหาร บ่ายวันนี้ยังต้องร่วมพิธีศพอีกหลายชั่วยาม น้องหญิงตั้งใจจะให้ไทเฮาทรงทนหิวอยู่ในตำหนักใหญ่หรือ”

ชิงอิงกัดริมฝีปาก ร้อนรนโขกศีรษะ “ไทเฮาโปรดทรงอภัย หม่อมฉันพลั้งพลาดไปชั่วขณะ ไม่นึกว่าจะส่งผลกระทบต่อพระวรกายไทเฮา หากไทเฮาจะทรงลงพระอาญา หม่อมฉันไร้ข้อโต้แย้ง แต่ขอไทเฮาโปรดถนอมพระวรกาย เสวยสักเล็กน้อยเถิด”

ไทเฮามีสีหน้าเหนื่อยหน่าย ไม่คิดจะรับประทาน หลางฮว่าเห็นดังนั้น รีบตักข้าวต้มที่เคี่ยวจนข้นขึ้นมาถ้วยหนึ่ง ใช้ช้อนเงินคนเพื่อไล่ไอร้อน แล้วยื่นส่งให้ไทเฮา “หากไทเฮามิโปรดเสวยพระกระยาหาร ก็โปรดทรงคำนึงถึงอดีตฮ่องเต้ เสวยข้าวต้มสักถ้วยเถิดเพคะ”

ไทเฮาเหลือบตามองคราหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงอย่างระอา เอ่ยอย่างรำคาญ “ข้ามิอยากรับประทาน”

ฝูกูกู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบา “พระนาง หลายวันนี้ไทเฮามิทรงนึกอยากอาหาร อย่างมากก็เสวยข้าวต้มรสอ่อนบาง ข้าวต้มข้นคลั่กเช่นนี้ ไทเฮามิโปรดเสวย”

หลางฮว่าหาได้ยอมแพ้ไม่ ยิ้มละไมเอ่ย “ข้าวที่นำมาต้มเป็นข้าวต้มนี้ ไร่หลวงเพิ่งส่งเข้ามาใหม่ เมล็ดอวบอิ่ม นวลขาววาววาม ยามรับประทานจะมีรสหวานอ่อน เนื้อละมุนทว่าเหนียวนุ่ม เหมาะจะเคี่ยวให้ข้นเป็นที่สุด กระนั้นกลับละลายทันทีที่สัมผัสลิ้น หลายวันนี้ฝ่าบาททรงโศกเศร้ากับการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ ทั้งยังทรงตรากตรำกับราชกิจในราชสำนัก จึงมิทรงนึกอยากอาหารเช่นกัน หม่อมฉันสั่งให้ห้องเครื่องปรุงข้าวต้มเช่นนี้ ฝ่าบาทยังพอเสวยได้บ้างเพคะ”

ครานี้ไทเฮาถึงพยักหน้า “เจ้าเป็นภรรยาเอกของฮ่องเต้ ควรเอาใจใส่ฮ่องเต้ให้มาก อย่าให้เขาเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป” นางหยุดเว้นชั่วครู่ “เอาเถิด ฮ่องเต้ยังพยายามรับประทานอาหาร ข้าจะโศกเศร้าอย่างไร ก็ควรรับประทานเสียบ้าง จะลองลิ้มรสสักคำ”

หลางฮว่าดีใจเป็นล้นพ้น เมื่อเห็นไทเฮารับประทานได้ก็วางใจลง ด้านซีเยวี่ยก็กระตือรือร้นคีบอาหาร โดยตั้งใจเลือกอาหารรสอ่อน มองไทเฮารับประทานข้าวต้มครึ่งถ้วยเล็กนั้นจนหมด

ครานี้ใบหน้าหลางฮว่าถึงปรากฏรอยยิ้ม เอ่ยเสียงนุ่ม “น้ำแกงของน้องหญิงชิงอิงรสชาติเข้มข้น แต่เมื่อเสวยคู่กับข้าวต้มและกับข้าวก็ชวนให้เจริญอาหาร หากพระกระยาหารต่อจากนี้ยังเป็นรสเข้มข้น เช่นนั้นถึงจะให้โทษอย่างแท้จริง”

ไทเฮาพินิจรสชาติครู่หนึ่ง “พวกเจ้าต่างมีน้ำใจ เพียงแต่ตอนข้ารับข้าวต้มนี้ รู้สึกว่ามีรสขิงอ่อนบาง ช่วยให้อุ่นท้อง รู้สึกสบายขึ้น”

หลางฮว่าคาดไม่ถึง และไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ จึงรีบเหลือบมองขันทีประจำห้องเครื่องที่อยู่ด้านหลัง ถามขึ้น “เป็นเพราะเหตุใด”

ขันทีน้อมคำนับ ค้อมกายตอบ “พระนางสั่งให้ใช้ข้าวจากไร่หลวงปรุงข้าวต้ม แต่ก่อนหน้านี้พอตกกลางคืนฝ่าบาทจะทรงมีอาการเย็นในกระเพาะอาหาร นายหญิงชิงอิงทราบเรื่อง จึงกำชับให้พวกกระหม่อมเติมขิงลงในข้าวต้มเล็กน้อย เพื่อช่วยเพิ่มความอุ่นให้กระเพาะ ฝ่าบาทเสวยแล้วทรงเห็นว่าไม่เลว ฉะนั้นข้าวต้มที่ปรุงให้ไทเฮาวันนี้จึงปรุงตามวิธีนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

ไทเฮาถอนใจแผ่วค่อย เห็นชิงอิงยังคงคุกเข่า จึงเอ่ย “โธ่เอ๋ย! เช่นนี้ถึงจะนับว่าใส่ใจอย่างที่สุด” นางชำเลืองมองชิงอิง เอ่ยสั่ง “อยู่ด้านนอกคุกเข่า อยู่กับข้าก็คุกเข่า มิกลัวหัวเข่าบอบช้ำ ทำให้ฮ่องเต้เจ็บปวดใจหรือ ลุกขึ้นเถิด”

ครานี้ชิงอิงถึงกล้าลุกขึ้นขอบพระทัย ไทเฮาไล้มือผ่านปิ่นหงส์เงินประดับมุกริมมวยผม เอ่ยขึ้น “ข้ายังนึกอยากดื่มน้ำแกง เจ้าเลือกให้ข้าสักถ้วย”

ชิงอิงมิกล้าผลีผลามอีก ไตร่ตรองอย่างจริงจังครู่หนึ่ง ถึงค่อยเลือกตัก “น้ำแกงโสมม่วงไก่หิมะ” ให้ไทเฮา ไทเฮามองเพียงผาดเดียวขอบตาก็แดงเรื่อ “ไยจึงเลือกน้ำแกงนี้”

ชิงอิงเอ่ยอย่างระมัดระวัง “โสมม่วงบำรุงลมปราณ ไก่หิมะบำรุงร่างกาย เหมาะกับพระวรกายไทเฮา อีกทั้งยามอดีตฮ่องเต้ยังอยู่ หม่อมฉันเคยปรนนิบัติอดีตฮ่องเต้และไทเฮาเสวยพระกระยาหาร ได้ยินอดีตฮ่องเต้ตรัสว่าน้ำแกงนี้เหมาะกับไทเฮา บัดนี้เลือกน้ำแกงนี้ให้ไทเฮาเสวย เพื่อขอให้ไทเฮาทรงเห็นแก่ความห่วงใยของอดีตฮ่องเต้ โปรดถนอมพระวรกายเพคะ”

ไทเฮานิ่งคิดชั่วครู่ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา “ยามอดีตฮ่องเต้ยังอยู่ โปรดน้ำแกงนี้ที่สุด มักตรัสว่าช่วยบำรุงลมปราณบำรุงร่างกาย และทรงกำชับให้ข้าดื่มบ่อยครั้ง บัดนี้เมื่อยล รังแต่จะทำให้คิดถึงความหลัง ยิ่งไปกว่านั้นอดีตฮ่องเต้เพิ่งจากไป อาหารเต็มโต๊ะเช่นนี้ ส่วนใหญ่เป็นเนื้อสัตว์ ข้าไฉนเลยจะกินลง ช่างเถิด”

ถ้อยคำนี้แม้มิได้ปฏิเสธไม่รับประทาน แต่กลับรุนแรงยิ่งกว่าวาจาเมื่อครู่ ชิงอิงรู้สึกเพียงว่าใบหูร้อนผ่าวขึ้นทุกขณะ แผดเผาหนังศีรษะจนแปลบร้าว อีกทั้งน้ำแกงของห้องเครื่อง เพื่อป้องกันมิให้เย็นชืด ล้วนใช้หม้อสำริดอุ่นร้อนตลอดเวลา ชิงอิงถือถ้วยน้ำแกงร้อนระอุอยู่ในมือ เดิมทียังรู้สึกว่าปลายนิ้วทั้งร้อนทั้งแสบ ราวถูกแมลงกัดก็ไม่ปาน แต่ไม่ช้าไม่นานก็ค่อยๆ สูญสิ้นความรู้สึก ถือถ้วยน้ำแกงอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ประดักประเดิดเหลือแสน

ซีเยวี่ยสบโอกาส กุลีกุจอคีบผัดผักใส่ชามไทเฮา “ผัดผักนี้รสชาติอ่อนบาง ไทเฮาทรงลิ้มรสสักคำ ถือว่าเสวยอาหารเจ เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่ออดีตฮ่องเต้เพคะ”

ไทเฮาฝืนรับประทานคำหนึ่ง จับมือหลางฮว่ากับซีเยวี่ย ถอนใจเอ่ย “ข้าเองก็เห็นแก่ความมีน้ำใจของพวกเจ้า อันที่จริงการรับประทานอาหาร จะมีข้อควรระวังสักเท่าใดกัน แท้จริงก็แค่รู้จักพิเคราะห์กาลเทศะ อย่าอวดฉลาดก็เท่านั้น!” นางปรายตามองชิงอิง “เอาเถิด ยังถือน้ำแกงถ้วยนั้นทำอันใด ยกตัวอย่างเช่นข้าวต้มนี้ ฮ่องเต้เหมาะจะเติมขิงลงไปเล็กน้อย แต่ใช่ว่าจะเหมาะกับข้า มีใจนั้นประเสริฐ ทว่าอย่าเอาแต่นำวิธีที่ใช้กับผู้อื่นมาใช้กับคนตรงหน้า เข้าใจแล้วหรือไม่”

ชิงอิงเดิมไม่รู้ว่าตนผิดตรงที่ใด แต่ครั้นได้ยินวาจานี้ ถึงล่วงรู้สาเหตุ ประดุจอสนีบาตผ่าฟาดกลางศีรษะ เนื้อตัวอ่อนยวบขณะทรุดตัวคุกเข่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 5        หุ่นเงา

จวบจนล่วงเข้ายามเย็น ชิงอิงกลับมาพักผ่อนที่ตำหนักของตน เพียงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่มีแรงแม้แต่จะหยิบจอกชาขึ้นดื่ม

สั่วซินเอ่ยสั่งเพียงคราหนึ่ง ก็มีนางกำนัลเด็กก้าวเข้ามาปรนนิบัติทุบไหล่นวดหลัง ด้านอารั่วเตรียมน้ำร้อนไว้ให้ชิงอิงล้างมือเพื่อบำรุงผิวพรรณ สั่วซินเห็นดังนั้นก็ลอบส่ายหน้า เอ่ยเสียงเบา “เปลี่ยนเป็นน้ำเย็นแทนเถิด”

อารั่วรีบเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นเข้ามา ส่วนสั่วซินหยิบยาทาฤทธิ์เย็นตลับหนึ่งออกมาจากลิ้นชักไม้หวงฮวาหลีกุญแจเงิน ปรนนิบัติชิงอิงล้างมือ จากนั้นใช้แท่งเงินวักยาทาขึ้นมาเล็กน้อย ทาทั่วมือของชิงอิงอย่างระมัดระวัง

อารั่วเห็นนิ้วมือของชิงอิงเต็มไปด้วยรอยพองแดง รู้ว่าถูกน้ำร้อนลวก สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นถมึงทึง ตำหนิเสียงห้วน “สั่วซิน เจ้าติดตามนายหญิงออกไป เหตุใดมือของนายหญิงจึงพองแดงเช่นนี้ เจ้ารับใช้ภาษาอะไร!”

สั่วซินร้อนใจจนใบหน้าแดงก่ำ ร้อนรนตอบ “พี่อารั่ว เรื่องนี้ว่าไปแล้วเรื่องยาว...”

“ว่าไปแล้วเรื่องยาว...” อารั่วแค่นเสียง “จะอะไรเสียอีกหากมิใช่เจ้าลอบเกียจคร้าน ซ้ำบัดนี้ยังกล้าเถียงคำไม่ตกฟาก! ถึงอย่างไรก็มิใช่สาวใช้ที่ติดตามนายหญิงแต่แรก ไม่รู้จักเห็นใจนายหญิง!”

อารั่วเป็นสาวใช้ส่วนตัวที่ติดตามชิงอิงเข้าจวนอ๋อง แต่ไหนแต่ไรก็มีหน้ามีตากว่าสาวใช้คนอื่น นางถือตนว่าเป็นคนในตระกูลของชิงอิง กิริยาวาจาจึงค่อนข้างดุดันก้าวร้าว สั่วซินเป็นหนึ่งในสาวใช้ในจวนที่มีหน้าที่ดูแลรับใช้บรรดาฝูจิ้นและเก๋อเก๋อ ต่างใช้ชื่อที่มีคำบอกลำดับรุ่นว่าซิน แม้นางจะถือเป็นสาวใช้คนสนิท แต่สถานะก็มิอาจเทียบเคียงอารั่ว ด้วยเหตุนี้ยามอารั่วตำหนิ นางจึงมิกล้าแก้ต่างมากนัก

ชิงอิงฟังแล้วหงุดหงิดใจยิ่ง เอ่ยเสียงเย็น “ข้าถวายการรับใช้ไทเฮาไม่ดี ทำให้ตนเองบาดเจ็บ ตอนบ่ายทายาไปแล้ว” อารั่วสะดุ้ง สงบปากสงบคำโดยพลัน กิริยาท่าทางยามปรนนิบัติรับใช้ก็ดูหวั่นเกรงมากกว่าเดิม

ชิงอิงทายาเสร็จสิ้น ดื่มชาจากถ้วยที่สั่วซินถือ สีหน้าผ่อนคลายลง ครานี้อารั่วถึงก้าวเข้ามา เอ่ยยิ้มๆ “วันนี้เป็นวันประกอบพิธีศพวันสุดท้าย พรุ่งนี้เป็นวันที่ฝ่าบาทขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ นายหญิงควรเปลี่ยนไปสวมอาภรณ์สีสันสดใส”

อารั่วเห็นชิงอิงพยักหน้า ยิ่งยิ้มกว้างขึ้น “หม่อมฉันได้ยินว่ารัชศกของฝ่าบาทคือเฉียนหลง นับเป็นรัชศกอันประเสริฐโดยแท้ สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์เกรียงไกร พวกหม่อมฉันขอเป็นส่วนหนึ่งในบรรยากาศมงคลนี้ รอวันที่ฝ่าบาททรงตั้งแต่นายหญิงขึ้นเป็นสนม”

ชิงอิงดื่มชาเงียบๆ “แล้วอย่างไร”

อารั่วน้อมคำนับอย่างยินดีปรีดา “หม่อมฉันรอวันที่นายหญิงจะได้รับแต่งตั้งเป็นกุ้ยเฟย ระยะนี้นายหญิงจากตำหนักอื่นแวะมาหาท่าน ข้ารับใช้ข้างกายพวกนางก็ล้วนเห็นเป็นเช่นนี้”

ชิงอิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เพียงถือจอกชาพลางนิ่งคิด “เจ้ามั่นใจว่าข้าจะมีวาสนาถึงปานนั้น? เช่นนั้นอารั่ว หากข้าได้รับแต่งตั้งเป็นเพียงตาอิ้ง ไม่ก็ถูกขับออกจากวัง เจ้าจะว่าอย่างไร”

อารั่วหน้าถอดสี เอ่ยตะกุกตะกัก “จ...จะเป็นไปได้อย่างไร”

ชิงอิงสีหน้าเคร่งขรึม “ไยจะเป็นไปมิได้ เจ้าปากคอเราะราย หาเรื่องเดือดร้อนให้ข้าเช่นนี้ ซ้ำยังกล้าพูดเหลวไหลกับผู้อื่น ข้ามีหรือจะไม่ติดร่างแหเพราะเจ้า ฝ่าบาททรงประสงค์แต่งตั้งผู้ใด ปลดผู้ใด ล้วนเป็นพระดำริของฝ่าบาท เจ้าคาดเดาพระประสงค์โดยพลการ ข้าถามเจ้า เจ้ามีกี่ชีวิตกัน”

อารั่วทรุดตัวคุกเข่าอย่างตระหนก “นายหญิง หม่อมฉันพลั้งปากไป หม่อมฉันทำไปก็เพราะเป็นห่วงนายหญิง”

ชิงอิงเอ่ยเสียงเยียบเย็น “สั่วซิน นำตัวนางออกไป อารั่วประพฤติตัวไม่เหมาะสม ไม่อนุญาตให้รับใช้ในตำหนัก”

อารั่วตกตะลึงพรึงเพริด ลนลานกอดขาชิงอิง  “นายหญิง นายหญิง หม่อมฉันเป็นสาวใช้ที่ติดตามท่านเข้าจวน ดูแลรับใช้ท่านตั้งแต่เยาว์วัย ท่านกรุณาเห็นแก่หน้าของหม่อมฉัน อย่าไล่หม่อมฉันออกไปรับใช้นอกตำหนักเลยเพคะ”

ชิงอิงสั่นศีรษะเอ่ย “เจ้าพูดไม่คิดหลายครั้งครา วันหน้ายามอยู่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท หรือจะให้ข้ารับโทษทัณฑ์แทนเจ้า?”

อารั่วเอ่ยทั้งน้ำตา “หม่อมฉันรับใช้นายหญิง ที่ผ่านมามิกล้าไม่รอบคอบ นายหญิงชอบน้ำร้อนระดับใด ชอบชาเข้มระดับใด หม่อมฉันล้วนจดจำขึ้นใจ มิกล้าลืมเลือนแม้เพียงชั่วขณะ ขอนายหญิงโปรดละเว้นหม่อมฉันสักคราเถิด”

ชิงอิงรู้ดีว่าตนเคยเป็นใหญ่ในจวน คนข้างกายจึงอาจลืมตัวไปบ้าง ทว่าบัดนี้สถานการณ์พลิกผัน ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความอัดอั้นตันใจที่เก็บซ่อนอยู่ภายในมีเพียงตนเองเท่านั้นที่รู้ ทว่าอารั่วถือตนว่าเป็นสาวใช้ส่วนตัวของตน ทำอะไรไม่ระมัดระวัง ทั้งยังเป็นคนพูดจาโผงผาง ตนคิดจะลงโทษนางเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู กระนั้นก็หักใจไม่ลง

ผ่านไปครู่ใหญ่ ชิงอิงเห็นอารั่วยังคงหมอบอยู่บนพื้น ตัวสั่นงันงกพลางวิงวอนสุดชีวิต มิเคยถูกตำหนิรุนแรงเช่นนี้มาก่อน พลันเอ่ยเสียงห้วน “ยังไม่ออกไปอีก! หากยังพูดจาไม่รู้ขอบเขตเช่นนี้อีก สั่งให้คนลากออกไปโบยจนตายก็ไม่มากเกินไป”

อารั่วได้ยินดังนั้น ตกใจจนหน้าเผือดซีด โขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย เป็นสั่วซินที่ไหวพริบดี ประคองอารั่วลุกขึ้น รีบขอบคุณในความเมตตาแล้วพานางออกไป

จากนั้นในตำหนักก็เงียบลงมาก ข้ารับใช้ของชิงอิงล้วนเคยชินกับสถานะและความเป็นคนโปรดของอารั่ว เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต่างนิ่งเงียบมิกล้าเปล่งเสียง ชิงอิงพยักหน้าคราหนึ่ง สั่วซินเข้าใจโดยพลัน ก้าวไปเปิดประตูตำหนัก ชิงอิงจิบชาอึกหนึ่งอย่างแช่มช้า กล่าวไม่ช้าไม่เร็ว “บัดนี้อยู่ในวัง มิอาจปล่อยให้พวกเจ้ากระทำตามอำเภอใจ พูดจาเหลวไหลไร้สาระเช่นคราวอยู่ในจวน หากข้าได้ยินผู้ใดกล้าวิจารณ์เจ้านายลับหลังแม้เพียงประโยค ล้วนส่งตัวไปที่สำนักราชทัณฑ์ รับโทษโบยจนตาย มิละเว้นเป็นอันขาด”

วาจาประโยคนี้ของนางแม้มิได้ระบุว่าเป็นผู้ใด หากแต่ทุกคนฟังจบ ล้วนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ตอบรับโดยพร้อมเพรียง มิกล้ากล่าวอันใดอีก

ชิงอิงพยักหน้าเล็กน้อย ทุกคนเข้าใจ ต่างถอยออกไปทันที สั่วซินเห็นในตำหนักปลอดคน ถึงค่อยปรนนิบัติชิงอิงลบเครื่องประทินโฉม ชิงอิงปล่อยให้นางปรนนิบัติ ตนเพียงนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก ดวงหน้าในกระจกช่างคุ้นตาอย่างที่สุด นางเพิ่งอายุสิบแปดปี ถือกำเนิดในตระกูลเดียวกับฮองเฮาแห่งอดีตฮ่องเต้ ชีวิตราบรื่นเปี่ยมสุข ทั้งยังได้รับการปกป้องคุ้มครอง จึงอาจมีนิสัยเอาแต่ใจไปบ้าง หนทางที่ก้าวผ่านมิอาจกล่าวว่าไม่มั่นคง แต่หากกล่าวถึงเรื่องที่มิพึงใจ เช่นนั้นก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องในอดีตเมื่อหลายปีก่อน

เพราะมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์ ชิงอิงรู้ตัวดีว่า ชาตินี้ไม่ว่าสถานะสูงต่ำ ต่อให้มิได้คัดเลือกเข้าวังเป็นสนมนางใน ก็ต้องแต่งงานกับตระกูลเชื้อพระวงศ์ หนทางที่ประเสริฐสุด แน่นอนว่าคือการได้เป็นชายาเอกขององค์ชายสักองค์ ควบคุมดูแลเรื่องต่างๆ ในจวนอ๋อง สืบทอดเกียรติยศแห่งตระกูลอูลาน่าลา

โอรสที่เติบใหญ่ของอดีตฮ่องเต้ มีเพียงองค์ชายสามหงสือ องค์ชายสี่หงลี่ และองค์ชายห้าหงโจ้ว ยามนั้นผู้ที่นางถูกทาบทามเป็นคู่ครอง คือองค์ชายสามหงสือ ทว่าหงสือกลับมีสตรีในดวงใจแล้ว ไม่ยินยอมให้ตนเป็นชายาของเขา อารามจนใจ บังเอิญยามนั้นไทเฮาซึ่งยังเป็นซีกุ้ยเฟยทูลขอคู่ครองให้องค์ชายสี่พอดี นางจึงเสมือนได้รับการชุบชีวิต รอดพ้นจากความกระอักกระอ่วนและคำครหานินทา กลายเป็นชายารองขององค์ชายสี่

หลังแต่งเข้าจวนองค์ชายสี่ วันเวลาก็นับว่าราบรื่นดี แม้ในสายตาอดีตฮ่องเต้ องค์ชายสี่จะไม่ถือเป็นองค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานสูงสุดก็ตาม นางสงบจิตใจ ใช้ชีวิตที่ดูคล้ายราบเรียบทว่าต้องวางแผนอย่างรอบคอบไปพร้อมกับเขา โชคดีที่ครอบครัวของนางนับว่าปกติสุข ส่วนในจวน ผู้ที่ลำดับขั้นสูงกว่านางก็มีเพียงหญิงสกุลฟู่ฉาชายาเอก นางตั้งใจเพียงว่าจะมีทายาทสืบสกุลให้องค์ชายสี่เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับสถานะของตน จึงแทบมิเคยมีเรื่องบาดหมางกับนาง หลายปีนี้แม้องค์ชายสี่จะรับอนุภรรยาหลายคน กระนั้นก็ยังปฏิบัติต่อนางอย่างเอาใจใส่ แม้ก่อนออกเรือนนางจะถูกครอบครัวเลี้ยงดูอย่างรักใคร่ตามใจ อีกทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของสามี ทำให้นางมีนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ หากแต่ช่วงปลายรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ ฮองเฮาสกุลอูลาน่าลาอาหญิงของตนสูญเสียความโปรดปราน นางจึงจำต้องสงบท่าทีลง บัดนี้อดีตฮ่องเต้สวรรคต สามีของตนกลายเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ แน่นอนว่านางปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้น ภูมิใจในตัวเขาอย่างที่สุด ทว่าชีวิตในวังหลวง เข้ามาไม่กี่วันก็มิต่างจากก้าวเดินบนธารน้ำแข็ง การข่มเหงของซีเยวี่ย ความเฉยชาของฮองเฮา การหยั่งเชิงของไทเฮา ล้วนแต่เตือนสตินางว่า ช่วงเวลาอันสุขสันต์ที่ผันผ่านอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเมื่อกาลก่อน ไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว

ชิงอิงนั่งอยู่เช่นนั้นเงียบๆ  มองเงาสะท้อนอันแบบบางของตนเองในกระจก เนื่องเพราะอดีตฮ่องเต้สวรรคต ในวังกำลังไว้ทุกข์ จึงให้พวกนางพำนักในตำหนักปีกชั่วคราว ทว่าหอตำหนักถึงอย่างไรก็เป็นหอตำหนัก โอ่อ่าหรูหรา วิจิตรตระการ เฉกเช่นผ้าไหมแพรพรรณที่มีหมู่มวลบุปผารายล้อม ล้วนแต่เจิดจรัสจับตา มีเพียงนาง อยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง ส่องกระจกเพียงลำพัง เงาที่ทาบทับบนพื้นก็ไร้ซึ่งคู่เคียง ดุจเกสรเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางผ้าแพรไหมเหล่านั้น

ชิงอิงยื่นมือออกไป เกาะกุมความว่างเปล่า ถึงเพิ่งรู้ว่าตนเองมิอาจไขว่คว้าสิ่งใดไว้ได้ ในชีวิตของนาง มิเคยมีสักวันที่หวาดหวั่นไร้ที่พึ่งเช่นวันนี้ ราวกับความมั่นใจทั้งหมดที่มี ถูกดูดกลืนไปสิ้นภายในชั่วข้ามคืน

ขณะหวั่นกังวล จู่ๆ ด้านนอกพลันแว่วดังเสียงเอะอะ คลับคล้ายมีคนร้องโวยวาย ขัดจังหวะการขบคิดอย่างเดียวดายของนาง ชิงอิงนิ่วหน้าเล็กน้อย ยังมิทันเอ่ยปากถาม อารั่วซึ่งเฝ้าอยู่ด้านนอกก็ผลักประตูเข้ามา ละล่ำละลักเอ่ย “นายหญิง ซูเก๋อเก๋อคล้ายเสียสติไปแล้ว ร้องไห้ฟูมฟายมาที่ตำหนักของเรา บอกว่าจะพบนายหญิงให้ได้ ดึกป่านนี้แล้ว...”

อารั่วยังกล่าวมิทันจบ ซูลวี่อิ๋นก็วิ่งเข้ามา ดูท่านางคงเตรียมตัวเข้านอนแล้ว จึงสวมเพียงชุดกระโปรงยาวลำลองที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อบางสีหยก คลุมทับด้วยชุดคลุมยาวผ่าข้างสีเขียวอ่อนลายดอกบัว นางวิ่งเข้ามาทั้งผมเผ้ายุ่งเหยิง ทั้งที่เป็นคืนฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศหนาวเย็น ทว่านางกลับเหงื่อไหลโซมหน้า เม็ดเหงื่อผสานกับหยาดน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้าของนาง สิ้นซึ่งความเรียบร้อยเปราะบางเช่นที่เคยเป็น

ชิงอิงพลันหน้าเผือดสี ร้องถามอย่างตกใจ “ลวี่อิ๋น บัดนี้อยู่ในวัง เจ้าทำอะไรของเจ้า”

ใบหน้าลวี่อิ๋นปราศจากสีเลือด ซีดขาวราวเครื่องเคลือบ นางประหนึ่งหลงเหลือเพียงเรี่ยวแรงร่ำไห้ หยาดน้ำตาไหลพรากมิขาดสาย เนิ่นนานผ่านไป สุดท้ายนางก็กระแทกตัวคุกเข่า หมอบกายเบื้องหน้าชิงอิง เอ่ยพลางร้องไห้โฮ “พี่หญิง พี่หญิง ท่านช่วยข้าด้วย! พระนางสั่งให้คนนำตัวหย่งจางไป! หย่งจางของข้า องค์ชายสามของข้า! เขาเพิ่งอายุไม่กี่เดือน พระนางก็ให้คนมานำตัวเขาไป!”

ชิงอิงกระจ่างในบัดดล ฮองเฮากล่าวกับไทเฮาว่าองค์ชายรองหย่งเหลียนบุตรชายของตนส่งไปดูแลที่ตำหนักองค์ชายแล้ว เช่นนั้นองค์ชายสามซึ่งถือกำเนิดจากเก๋อเก๋อต่ำต้อยผู้หนึ่ง ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลจะได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักข้างกายมารดาผู้ให้กำเนิด

ลวี่อิ๋นสะอื้นไห้จนผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เม็ดเหงื่อปนน้ำตาแนบติดดวงหน้าขาวนวลของนาง ราวกับถูกลมกระโชกโฉบพัด นางฟุบกายลงกับพื้น ครวญคร่ำรำพัน “พี่หญิง ข้าขอร้องท่าน ไปขอร้องพระนางแทนข้าทีเถิด ขอให้นางคืนหย่งจางให้ข้า คืนให้ข้า!”

ชิงอิงรีบยื่นมือประคองนาง หารู้ไม่ลวี่อิ๋นกลับเรี่ยวแรงมากยิ่ง ฟุบหมอบอยู่บนพื้นพลางโขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย “พี่หญิง ข้าสถานะต่ำต้อย พระนางไม่มีทางแยแสข้า! ทว่าท่านไม่เหมือนกัน ท่านเป็นเช่อฝูจิ้นที่มีชาติตระกูลสูงศักดิ์ กาลก่อนตอนอยู่ในจวน พระนางยังยอมฟังท่านไม่มากก็น้อย ท่านช่วยไปขอร้องนางแทนข้า ได้หรือไม่”

กาลก่อน กาลก่อนผ่านมานานปานใดแล้วเล่า นั่นเป็นการใช้สถานะคานอำนาจอีกฝ่าย หาใช่ความจริงใจไม่

ชิงอิงส่งสายตา อารั่วกับสั่วซินกึ่งฉุดกึ่งพยุงซูลวี่อิ๋นคนละข้างพาขึ้นมานั่ง นางเห็นลวี่อิ๋นร้องห่มร้องไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ ลอบนึกเศร้าใจ กระนั้นก็ทำได้เพียงเอ่ยปลอบ “พระนางสั่งให้คนนำตัวหย่งจางไป แต่มิใช่พระนางที่สามารถนำตัวหย่งจางไปได้ แท้จริงผู้ที่นำตัวหย่งจางไป คือธรรมเนียมปฏิบัติแห่งบรรพชน!” นางเว้นจังหวะ “เรื่องนี้ ไทเฮาทรงทราบดี”

ลวี่อิ๋นชะงักอึ้ง ไหล่ทั้งคู่สั่นเทิ้ม “ต่อให้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติแห่งบรรพชน แต่หย่งจางยังแบเบาะนัก...”

ชิงอิงจับไหล่นาง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “หย่งจางยังเล็กก็จริง แต่หากเจ้าให้กำเนิดหย่งจางในวัง ตั้งแต่ชั่วขณะที่เขาออกจากท้องเจ้าก็ถูกอุ้มไปแล้ว อย่างมากก็ให้เจ้ามองเพียงคราหนึ่ง” นางปรับน้ำเสียงให้เนิบช้า กล่าวต่อเสียงเบา “ยิ่งไปกว่านั้น พระนางทูลไทเฮาว่า องค์ชายรองซึ่งถือกำเนิดจากนางบัดนี้อยู่ในตำหนักองค์ชาย แม้แต่นางก็มิกล้าฝ่าฝืนธรรมเนียมปฏิบัติ”

ลวี่อิ๋นเนื้อตัวโงนเงนคล้ายจะหมดสติ ชิงอิงรีบประคองนาง จิกเล็บตรงระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของนางอย่างแรง เดิมชิงอิงก็ไว้เล็บยาว เมื่อเล็บจิกโดนเนื้อ ลวี่อิ๋นก็พลันได้สติ กระนั้นก็เอาแต่หลั่งน้ำตาอย่างนิ่งงัน อารั่วรีบฉวยจังหวะนั้นป้อนชาร้อนให้ลวี่อิ๋น “นายหญิงอย่าทำเช่นนี้ ทำให้นายหญิงของพวกเราตกใจแทบแย่!”

ชิงอิงจับแขนนาง เอ่ยเสียงแผ่วนุ่ม “สภาพเช่นนี้ของเจ้า ทำให้ข้าตกใจก็แล้วไป แต่อย่าทำให้คนอื่นในวังตกใจ หากถูกพวกนางนำไปบอกเล่าต่อๆ กัน เช่นนั้นจะเกิดอะไรขึ้น เจ้ามิต้องการเกียรติ ทว่าองค์ชายสามต้องการ” ชิงอิงพยักหน้าเป็นเชิงให้สั่วซินหยิบหวีหยกบนโต๊ะเครื่องแป้งของตนมา ค่อยๆ หวีผมและเกล้ามวยให้นาง “ทันทีที่พวกเราก้าวเข้าสู่วังหลวง ก็มิอาจตัดสินใจด้วยตนเอง กาลก่อนข้ายังไม่ประสีประสา กระทั่งวันนี้ถึงพอเข้าใจ เจ้ายังประเสริฐกว่าข้า ยังมีบุตรชาย ไม่เหมือนข้า ภายนอกแม้ดูดี แท้จริงมิเหลือสิ่งใดทั้งสิ้น หย่งจางของเจ้า ได้รับการเลี้ยงดูในตำหนักองค์ชาย มีแม่นมแปดคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของเดือน พวกนางจะอุ้มลูกมาหาเจ้าหนึ่งชั่วยาม ทั้งนี้เพราะเกรงว่าหากมารดากับบุตรธิดาสนิทกันเกินไป ภายหน้าญาติพี่น้องจะก้าวก่ายราชกิจ เรื่องนี้ เจ้าขอร้องผู้ใดก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่ทำใจยอมรับ”

มือของชิงอิงไล้ผ่านพวงแก้มของลวี่อิ๋น แป้งหอมบนใบหน้าเหนียวชื้น ทว่าน้ำตากลับร้อนระอุผลาญเผาใจคน ครั้นน้ำตาของลวี่อิ๋นร่วงหยดลงบนมือ ชิงอิงถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามือของตนนั้นเย็นเยือก ไร้ซึ่งไออุ่นแม้เพียงเศษเสี้ยว วาจาเหล่านี้ นางเตือนสติลวี่อิ๋น และเตือนสติตนเอง เรื่องมาถึงขั้นนี้ หากขอร้องผู้ใดล้วนไม่เป็นผล ก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับ กัดฟันอดกลั้น

นางเคยอ่านบทกวีในวังมามากมาย เงียบเหงาเดียวดาย จวบจนตอนท้าย กลับตระหนักได้เพียงเท่านี้

น้ำตาของลวี่อิ๋นร่วงหยดลงบนอาภรณ์ เพียงพริบตาก็จางหาย หยาดน้ำใสรินไหลไม่หยุด โศกศัลย์ช้ำตรมเหลือแสน “เช่นนั้นต่อไป ต่อจากนี้ไป ข้าก็ทำได้เพียงปล่อยไปเช่นนี้ พอคลอดลูก ลูกของข้าก็ต้องถูกพรากไปจากข้า ใช่หรือไม่”

ชิงอิงเกล้าผมให้นาง หยิบดอกไม้เงินประดับขนนกกระเต็นอันหนึ่งมาเสียบ สะท้อนให้เห็นความสุภาพว่าง่ายอันเป็นลักษณะของนางได้อย่างพอเหมาะพอดี ชิงอิงพยักพเยิดให้สั่วซินบิดผ้าชุบน้ำร้อนส่งให้ เช็ดหน้าและประทินโฉมให้ลวี่อิ๋นใหม่อีกครั้ง จากนั้นนั่งลงใกล้ๆ  เอ่ยเสียงเบา “ลวี่อิ๋น ไม่ว่าภายหน้าเจ้าจะมีลูกกี่คน ขอเพียงมีลูก เจ้าถึงสามารถก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ ครองตำแหน่งที่มั่นคงในวังได้ หากเจ้าช้ำใจเกินทานทน เจ้าก็จำคนผู้หนึ่งไว้ เต๋อเฟยแห่งองค์คังซี เซี่ยวกงเหรินฮองเฮามารดาผู้ให้กำเนิดอดีตฮ่องเต้ คราวที่นางให้กำเนิดอดีตฮ่องเต้ นางมีสถานะต่ำต้อย จำต้องยกอดีตฮ่องเต้ให้ถงกุ้ยเฟยในยามนั้นเลี้ยงดู แต่แล้วต่อมานางให้กำเนิดบุตรธิดามากมาย สุดท้ายท่านอ๋องสิบสี่ซึ่งถือกำเนิดจากนางก็ได้เลี้ยงดูข้างกาย บัดนี้เจ้าเพิ่งเข้าวัง แล้วทุกคนก็เข้าวังพร้อมกัน ยกให้ผู้ใดเลี้ยงดูล้วนไม่เหมาะ ส่งไปอยู่ตำหนักองค์ชายประเสริฐสุด วันหน้า วันหน้าหากเจ้าราบรื่นปลอดภัย เจ้าก็จะมีโอกาสเลี้ยงดูบุตรธิดาของตนเอง เข้าใจหรือไม่”

ลวี่อิ๋นนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างอึ้งงัน ปล่อยให้นางกำนัลประทินโฉมเพื่อปกปิดรอยบวมช้ำตรงดวงตาที่เกิดจากการร้องไห้ น้ำตาปริ่มรื้นขณะเอ่ย “พี่หญิง แล้วข้าควรทำเช่นไร”

ชิงอิงเอื้อมหยิบผ้าเช็ดหน้า ซับน้ำตาให้นาง “อดทน อดทนจนกว่าตนเองจะมีแรงกำลังเลี้ยงดูเลือดเนื้อเชื้อไขของตน ดังนั้น บัดนี้มิอาจกระทำพลั้งพลาด มิอาจพลั้งพลาดแม้แต่นิดเดียว” ชิงอิงจับมือลวี่อิ๋นลุกขึ้น “เจ้าประทินโฉมเรียบร้อยแล้ว ไปตำหนักฮองเฮา ขอบพระทัยในพระเมตตาของนาง ขอบคุณที่นางให้ตำหนักองค์ชายดูแลองค์ชายสามแทนเจ้า เมื่อครู่ที่เจ้ามาร้องไห้กับข้า เพราะเจ้าโศกเศร้าจนสติเลอะเลือนไปชั่วขณะ บัดนี้เจ้าคิดได้แล้ว นี่คือพระกรุณา เจ้าน้อมรับด้วยความยินดี”

ลวี่อิ๋นกัดริมฝีปาก สั่นศีรษะอย่างทุกข์ตรมระคนหวั่นกลัว “พี่หญิง ข้าพูดไม่ออก ข้ากลัวว่าพอข้าพูดไปแล้วจะร้องไห้”

ชิงอิงลูบไหล่บอบบางของนางราวกับปลอบประโลม “อย่าร้องไห้ นึกถึงอนาคตของเจ้า อนาคตขององค์ชายสาม เจ้ายังมีลูกอีกได้ หลั่งน้ำตา...เพื่อพวกเขา อดกลั้นมิร่ำไห้...ก็เพื่อพวกเขา”

ลวี่อิ๋นกลั้นน้ำตาสุดกำลัง พยักหน้าก่อนจะเดินออกไป แสงจันทร์ในลานหน้าตำหนักหมองหม่น เงาไม้ที่ทาบทับพื้นอิฐสีเทาดูเลือนรางทว่ายุ่งเหยิง ท่ามกลางความเงียบงันแว่วดังเสียงกิ่งไม้เสียดสี เสียงนั้นแผ่วหวิวต่อเนื่อง ราวกับแมลงเล็กจิ๋วนับไม่ถ้วนกำลังกัดกินอะไรบางอย่าง เบียดแทรกโสตประสาทจนแปลบร้าวถึงขั้วหัวใจ ชิงอิงมองเงาร่างของลวี่อิ๋นที่สะท้อนวูบไหวบนพื้น แบบบางประหนึ่งละครหุ่นเงาที่ตามแม่นมไปยลอย่างสงสัยใคร่รู้เมื่อครั้งเยาว์วัย หุ่นกระดาษรูปคนที่อยู่ด้านบนถูกบังคับสายเชิดให้ร่ายรำอย่างร่าเริงเบิกบาน ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ทุกกิริยาท่าทาง ล้วนมิอาจตัดสินใจด้วยตนเอง

นางกับลวี่อิ๋นในยามนี้ จะมีอันใดแตกต่างเล่า

 

ค่ำคืนนี้ หลางฮว่าเดิมก็หลับไม่สนิท กอปรกับประสบเรื่องที่ลวี่อิ๋นโศกเศร้าหลังส่งตัวหย่งจางไปที่ตำหนักเสียฟาง ทำให้นางบังเกิดความคิดถึงบุตรชาย อย่างไรก็มิอาจข่มตาหลับ ได้แต่พลิกตัวไปมาอยู่อย่างนั้น ซู่เลี่ยนซึ่งนอนอยู่บนพื้นได้ยินเสียง จึงลุกขึ้นมาจุดเทียนไข รินชาเร่งนิทราจอกหนึ่งยื่นส่งให้หลางฮว่า เอ่ยอย่างห่วงใย “ยามสามแล้ว ไยพระนางจึงยังนอนไม่หลับ”

“หญิงสกุลซูทำใจไม่ลงที่ต้องส่งหย่งจางไปตำหนักเสียฟาง ฮองเฮาเช่นข้าเห็นแล้วก็เศร้าใจ จะว่าไปหญิงสกุลซูก็น่าสงสาร ได้ยินว่านางไปร้องห่มร้องไห้กับชิงอิง แต่ชิงอิงก็มิกล้าช่วยนาง”

ซู่เลี่ยนเหยียดยิ้มเย็นชา “ก็สมควรแล้ว ชิงฝูจิ้นเองยังเอาตัวไม่รอด อีกทั้งเป็นประสงค์ของท่านกับไทเฮา ผู้ใดจะกล้าฝ่าฝืน!”

หลางฮว่าเดิมก็ไม่ง่วง จึงยันกายลุกขึ้น “แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่เพราะตัวข้าเป็นถึงฮองเฮา จึงต้องทำตัวเป็นแบบอย่างแก่ทุกคนในตำหนักใน หากมิใช่เพื่อดำรงธรรมเนียมปฏิบัติแห่งบรรพชน ไฉนเลยจะทำใจส่งหย่งเหลียนไปตำหนักเสียฟางได้ลง”

ซู่เลี่ยนวางหมอนอิงบรรจุใบเบญจมาศขาวให้นางพิง เอ่ยปลอบเสียงนุ่ม “พระนางมิต้องกังวล องค์ชายทั้งสามอยู่ในตำหนักเสียฟาง ทุกอย่างเรียบร้อยดี ข้ารับใช้เหล่านั้นดูแลองค์ชายรองของพวกเราอย่างดีที่สุด กลัวแต่ว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง ส่วนองค์ชายสาม น้ำนมของแม่นมเหล่านั้นก็พร้อมพรั่งสมบูรณ์ คอยผลัดกันป้อน บรรดานางกำนัลอาวุโสก็ปรนนิบัติรับใช้อย่างถี่ถ้วน มิกล้าสะเพร่าแม้แต่นิดเดียว”

หลางฮว่าถอนใจคราหนึ่ง เอ่ยเสียงกลุ้ม “เช่นนั้นก็ประเสริฐ เลี้ยงดูหย่งจางให้ดี หญิงสกุลซูจะได้สบายใจ ส่วนหย่งเหลียน เพราะมีกฎระเบียบ ข้ามิอาจไปเยี่ยมบ่อยนัก เจ้าต้องคอยดูแทนข้า แล้วก็หย่งหวง เด็กที่กำพร้าแม่น่าสงสาร ต้องดูแลให้มาก”

ซู่เลี่ยนเห็นหลางฮว่ากำชับอย่างจริงจัง จำใจตอบรับ คิดครู่หนึ่งก็มิวายหว่านล้อม “จูอิงเก๋อเก๋อพยายามสุดชีวิตที่จะมีบุตรชายก่อนท่าน ทั้งยังนำบุตรชายมาช่วงชิงความโปรดปราน มิสนว่าท่านเป็นชายาเอก และมิเห็นแก่มิตรภาพในฐานะผู้ร่วมตระกูล ท่านเองก็อย่าใจดีจนเกินไป ในวังหลวงนอกจากไทเฮา ท่านก็คือประมุขหญิงเพียงหนึ่งเดียว สนมนางในก็ดี องค์ชายก็ดี ท่านต้องการให้พวกเขาเป็นเช่นใด พวกเขาก็จำต้องเป็นเช่นนั้น เฉกเช่นหุ่นเงาบนเวทีกระนั้น ทุกอิริยาบถ สายชักล้วนอยู่ในมือท่าน”

หลางฮว่าพยักหน้ารับฟัง ซู่เลี่ยนเห็นดังนั้นก็เบาใจลง รับจอกชาเร่งนิทราที่ดื่มเสร็จมาจากมือนาง จากนั้นปล่อยม่านลงอีกครั้ง

 

 

 

บทที่ 6        สตรีที่ถูกทอดทิ้ง

ปีจี่ไห้ สืบทอดบัลลังก์ พระตำหนักไท่เหอ ให้ปีถัดไปเป็นรัชศกเฉียนหลงปีที่หนึ่ง

--“แบบร่างประวัติศาสตร์ราชวงศ์ชิง บันทึกเกาจง

 

ภายในตำหนักโซ่วคังเงียบสนิท บรรดาไท่เฟยร่ำไห้มาหลายวัน ต่างก็เหนื่อยล้า ความผูกพันและความโปรดปรานทั้งหลายในอดีต ล้วนแต่หลั่งรินไปพร้อมหยาดน้ำตา วันเวลาต่อจากนี้ พวกนางต้องอยู่ท่ามกลางเงาลวงตาอันทรงเกียรติ ใช้ชีวิตอยู่กับยศถาบรรดาศักดิ์ที่มิอาจได้รับมากไปกว่านี้ เฝ้ามองกำแพงวังสูงตระหง่านอย่างอ้างว้างเงียบเหงา

ตำหนักโซ่วคังที่พำนักของอดีตสนมนางในเงียบสงัดประหนึ่งสุสานคนเป็นก็ไม่ปาน แม้แต่สนมของอดีตฮ่องเต้ที่เพิ่งอายุสิบกว่ายี่สิบปี ก็ต่างถูกฝุ่นดินกลบทับ สิ้นซึ่งกลิ่นอายแห่งชีวิต

ตำหนักโซ่วคังซึ่งตั้งอยู่ตรงฝั่งตะวันตกนอกพระราชฐานชั้นในของวังต้องห้ามอันกว้างใหญ่ไพศาล มิได้มีชีวิตชีวาเช่นหกตำหนักฝั่งตะวันออกและหกตำหนักฝั่งตะวันตกในเขตพระราชฐาน ที่นั่นเป็นอีกโลกหล้าหนึ่ง แม้จะเป็นที่ที่บรรดาสตรีของฮ่องเต้พักอาศัย ประดับม่านระย้างามจรัส เสาคานสีแดงทอง ในตำหนักประดับประดาด้วยผ้าแพรไหมเนื้อละเอียดที่ตัดเย็บอย่างประณีต เป็นผ้าไหมแพรพรรณชั้นเลิศจากเครื่องบรรณาการ ปักลายโชคลาภสมปรารถนา ทว่าผืนผ้าเหล่านั้นมิได้ก่อเกิดความอบอุ่นสุขสันต์ มิได้บังเกิดการเปี่ยมหวังเฝ้าคอย หากแต่ทำให้ความหวังพังทลาย ความฝันดับสลาย ยามกาลผุพังโรยรา แม้แต่แสงจันทร์หม่นเศร้าที่เปล่าเปลี่ยวจนน่าเวทนา ยังไม่ปรารถนาจะส่องเข้ามาแม้เพียงเศษเสี้ยว

ฝูเจียถือส้มโอแกะแล้วจานหนึ่ง เพิ่งจะเลิกม่านเข้ามา ก็รู้สึกว่าตำหนักโซ่วคังมืดทึบคับแคบ ไม่ปลอดโปร่งโล่งกว้างเช่นตำหนักที่เคยพำนัก แม้แต่เครื่องหอมไม้จันทน์อ่อนบางที่ม้วนตัวโชยชายยังรู้สึกว่าที่นี่เล็กแคบ มิทันกรุ่นกำจายก็จางหายไปสิ้น กอปรกับอดีตฮ่องเต้เพิ่งสวรรคต การตกแต่งในตำหนักจึงค่อนข้างหมองหม่น ใช้ของใหม่เพียงเจ็ดแปดส่วน เห็นแล้วชวนให้เศร้าใจ นางเห็นไทเฮานั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ยาว ถือหนังสือเล่มหนึ่งอย่างเหม่อๆ  จึงจำใจอดกลั้นต่อความอึดอัด คลี่ยิ้มเอ่ย “ส้มโอที่ฝูเจี้ยนส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการ เปรี้ยวหวานชุ่มคอ ช่วยให้อารมณ์ดี เหมาะที่ไทเฮาจะเสวยเพคะ”

ไทเฮายิ้มเอ่ยเสียงเรียบ “ลำบากเจ้าแล้ว อุตส่าห์เสียเวลาปอก ข้าเองก็กินแค่ไม่กี่คำ”

ฝูเจียเอ่ยยิ้มๆ “ท่านเสวยเพียงสองสามคำ ก็นับเป็นวาสนาของส้มโอนี้แล้ว”

ไทเฮาคลึงแขนไปมา ฝูกูกู่เข้าใจ ก้าวเข้าไปทุบไหล่ให้นางทันที เอ่ยขึ้นเสียงเบา “วันนี้ฝ่าบาทเสด็จขึ้นครองราชย์ ณ ตำหนักไท่เหอ ท่านอยู่ในพระราชพิธี เหน็ดเหนื่อยทั้งวัน มิสู้บรรทมแต่หัวค่ำ พักผ่อนให้มากเถิด”

ไทเฮาลูบแก้มตนเองพลางเอ่ย “ก็จริง เพียงไม่นานก็กลายเป็นไทเฮาแล้ว ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ข้าเองก็วางใจ วันนี้เห็นฮ่องเต้สง่าผ่าเผย ยามอยู่ในพระราชพิธีไม่มีท่าทีประหม่า ข้าชื่นใจยิ่งนัก เพียงแต่ไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย คงเพราะกลางวันสั้นกลางคืนยาว ค่ำคืนอันยาวนานนี้ ยังมีเวลานอนอีกมาก”

ฝูเจียเห็นสีหน้าเช่นนี้ของนาง พินิจมองตำหนักหลักอันเล็กแคบ “ขอเพียงไทเฮาสบายพระทัยก็พอ หลายวันนี้นับว่าลดเกียรติท่านแล้ว”

“ลดเกียรติ?” ไทเฮาหยิบส้มโอกลีบหนึ่งคีบไว้ในมือ “ส้มโอชิ้นนี้หากถูกโยนทิ้งให้เปื่อยเน่าอยู่ริมถนน นั่นถึงเรียกว่าถูกลดเกียรติ บัดนี้เจ้าใช้จานเคลือบลายผีเสื้อบรรจุมัน ให้มันมีที่พักพิง จะยังเรียกว่าลดเกียรติมันได้อย่างไร”

ฝูเจียยืนหลุบตา แม้สีหน้านบนอบ กระนั้นก็ฉายแววกังวลอย่างอดมิได้ “ไทเฮา ส้มโอนี้เดิมควรบรรจุในจานเคลือบลายหงส์ของไทเฮา บัดนี้พำนักอยู่ที่นี่ชั่วคราว ทุกอย่างยังไม่เรียบร้อย จำต้องใช้จานลายผีเสื้อของบรรดาไท่เฟยแก้ขัดไปก่อน เช่นนี้มิเรียกว่าถูกลดเกียรติหรือ”

ไทเฮาหยิบส้มโอใส่ปาก รับประทานอย่างแช่มช้า มองอีกฝ่ายนิ่ง “ฝูเจีย ข้าถามเจ้า ที่นี่คือที่ใด”

ประกายวิตกกังวลบนใบหน้าฝูเจียยิ่งเพิ่มทวี ทั้งยังมีความอึดอัดคับข้องเพิ่มขึ้นหลายส่วน “ที่นี่คือตำหนักโซ่วคัง ที่พำนักของบรรดาไท่เฟยไท่ผิน ตำหนักฉือหนิงที่พำนักที่แท้จริงของท่าน ทั้งใหญ่โตโอ่อ่าและงดงามหรูหรา ประเสริฐกว่าที่นี่ร้อยเท่า”

ใบหน้าไทเฮาปราศจากรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ที่พำนักของไท่เฟยไท่ผิน แน่นอนว่าต้องใช้สิ่งที่บรรดาไท่เฟยพึงใช้”

ฝูเจียได้ยินประโยคนี้ น้ำเสียงสูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว “ไทเฮาเพคะ!” ไทเฮาตอบ “อืม” เสียงค่อย เหลือบตาเล็กน้อย แววตาราบเรียบปานบ่อน้ำไร้คลื่น “อะไรหรือ”

ฝูเจียสะดุ้ง พอดีเหลือบเห็นเปลวเทียนบนเชิงเทียนชุบทองถูกลมโชยปะทะ ร้อนรนยกมือบัง ตามด้วยหยิบกรรไกรเงินตัดไส้เทียนไหม้เกรียมหงิกงอท่อนหนึ่งออก ถึงค่อยกล้าตอบรับ “หม่อมฉันพลั้งปากไป ขอไทเฮาโปรดทรงอภัย”

ไทเฮาลืมตาอย่างสงบ ยื่นมือลูบผ้าคลุมโต๊ะสีเขียวเข้มลายพุ่มดอกไม้เลื่อมทองบนโต๊ะไม้ประดู่ เอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าติดตามข้ามาหลายปี เรื่องพลั้งปากไม่พลั้งปากนี้เล็กน้อยเกินจะถือสา ข้าเพียงแต่ถามเจ้า ที่ผ่านมาสตรีในตำหนักในที่ฟันฝ่าจนได้ก้าวขึ้นเป็นไทเฮา อาศัยวาสนาเช่นใด”

ฝูเจียครุ่นคิด กล่าวช้าลงอย่างระมัดระวัง “วาสนาเช่นนี้ มิใช่ให้กำเนิดฮ่องเต้องค์ใหม่ ก็คือฮองเฮาของอดีตฮ่องเต้”

เสียงถอนใจแผ่วเบาของไทเฮาลึกล้ำทว่าเวียนวน ประดุจลมตะวันตกนอกผืนม่าน เคลื่อนผ่านหอตำหนักอย่างเงียบงันท่ามกลางไอหมอกยามสนธยาที่หนาขึ้นทุกขณะ “ฝูเจีย ข้ามิใช่มารดาผู้ให้กำเนิดฮ่องเต้ และมิเคยได้รับแต่งตั้งจากอดีตฮ่องเต้เป็นฮองเฮา วาสนาทั้งหมดที่ข้ามี เพียงเพราะโชคดีได้เลี้ยงดูฮ่องเต้เท่านั้น ไทเฮาที่ได้รับแต่งตั้งเช่นข้านั้น ไม่ถูกต้องชอบธรรม หากฮ่องเต้ไม่ใส่ใจข้า ข้าก็ทำอันใดมิได้”

ฝูเจียสีหน้าเครียดขรึม กล่าวเสียงจริงจัง “ยามอดีตฮ่องเต้ยังมีชีวิต ก็ทรงประกาศว่าฝ่าบาททรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของไทเฮา ฝ่าบาทมิทรงยอมรับท่าน แล้วจะเสด็จกลับพระราชนิเวศน์เย่อเหอเพื่อยกย่องเถ้ากระดูกของหลี่จินกุ้ยนางกำนัลเป็นไทเฮาหรือ มิทรงกลัวอาณาประชาราษฎร์หัวเราะเยาะหรืออย่างไร อีกทั้งแม้อดีตฮ่องเต้จะทรงมีฮองเฮา แต่สามสี่ปีสุดท้ายของรัชสมัยก็ประหนึ่งไม่มี เรื่องต่างๆ ในฝ่ายในล้วนให้ไทเฮาปกครองดูแล ท่านบากบั่นทุ่มเท ผลักดันให้เขาได้ครอบครองราชบัลลังก์ หากตำแหน่งไทเฮาของท่านยังไม่ถูกต้องชอบธรรม ยังจะมีผู้ใดเหมาะสมอีกเล่า”

ไทเฮาลูบปลอกเล็บเงินขาวฝังหยกลายอายุมั่นขวัญยืนบนมือช้าๆ “หากกล่าวเช่นนี้ก็นับว่าถูกต้องชอบธรรม ทว่าในใจฮ่องเต้คิดเช่นนี้หรือไม่ นึกถึงพระคุณที่ข้าเคยเลี้ยงดูหรือไม่ นั่นก็พูดยากแล้ว”

ฝูเจียเลียบเคียงถามอย่างระมัดระวัง “สำนักฝ่ายในมาทูลเชิญหลายครั้ง บอกว่าตำหนักฉือหนิงตระเตรียมเรียบร้อย เชิญท่านย้ายตำหนัก แต่ความหมายของท่าน...”

ไทเฮายิ้มน้อยๆ “ย้ายต้องย้ายอยู่แล้ว แต่ต้องให้ฮ่องเต้คิดได้ด้วยตนเอง มิใช่ให้ข้าเป็นฝ่ายเอ่ยปาก ฉะนั้น ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่มาเชิญข้าย้ายไปตำหนักฉือหนิง เพียงให้สำนักฝ่ายในมาเชิญ ข้าก็คร้านจะไป”

ฝูเจียก้มหน้า เอ่ยอย่างไม่แน่ใจ “อดีตฮ่องเต้สวรรคต ฝ่าบาทเพิ่งขึ้นครองราชย์ มีเรื่องสารพันต้องจัดการ ฝ่าบาทมิได้เสด็จมาถวายบังคมสองวันแล้ว แต่ต่อให้เสด็จมา หากฝ่าบาทไม่ตรัสถึง พวกเราก็ต้องจมปลักอยู่ที่นี่หรือ”

ไทเฮายื่นมือออกไป ใช้ปลอกเล็บเขี่ยน้ำตาเทียนสีแดงดุจเลือดที่ห้อยย้อยเหนือเชิงเทียน “คนในตำหนักในของฮ่องเต้แม้มีไม่มาก ทว่าแต่ละคนล้วนมาจากจวนอ๋อง มีผู้ใดบ้างไม่เฉียบแหลม อย่างไรเสียก็ต้องมีใครสักคนที่ฉลาดมากไหวพริบ หัวไวกว่าผู้อื่น รู้ว่าควรทำเช่นไร ข้าไม่มีบุตรชายแท้ๆ เป็นฮ่องเต้ ไม่มีสถานะภรรยาเอก หากแม้แต่ความเคารพและจิตกตัญญูของฮ่องเต้ รวมทั้งอำนาจในฝ่ายในยังไม่มี เช่นนั้นก็เท่ากับสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างแท้จริง”

 

ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ชิงอิงเองก็ปลื้มปีติอย่างยิ่ง ช่วงที่แต่งเข้าจวนอ๋องใหม่ๆ  นางก็เคยนึกน้อยใจ เพราะถึงอย่างไรฮ่องเต้องค์ใหม่ก็มิใช่บุตรชายคนโปรดของอดีตฮ่องเต้ กระนั้นนางก็ซึ้งใจ ซึ้งใจที่สามีของนางดึงนางออกมาจากวังวนแห่งความวุ่นวาย เมื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนานวันเข้า ไม่ช้าไม่นานก็รู้สึกดีกับเขาจากใจจริง นางค่อยๆ สังเกตเห็นว่า สามีของนางแม้สุขุมรอบคอบ แต่ก็มีปณิธานและความสามารถ ทั้งยังมีความอดทน หลังจากอดกลั้นฟันฝ่าทีละน้อย ก็เฉกเช่นยอดไผ่ที่ผุดโผล่กลางวสันตฤดู ค่อยๆ ได้รับความสนใจจากอดีตฮ่องเต้ ค่อยๆ ได้รับความไว้วางใจจากอดีตฮ่องเต้ ความมุมานะของเขามิได้สูญเปล่า ในที่สุดก็ได้พบพานความภาคภูมิใจในวันนี้ นั่น...ก็เป็นความภาคภูมิใจของนางเช่นกัน

ครั้นถึงมื้อเย็น ชิงอิงสั่งให้ห้องครัวปรุงอาหารจานโปรดของฮ่องเต้สองอย่าง แม้จะรู้ดีว่าค่ำคืนเช่นนี้ ฮ่องเต้ไม่มีทางมารับอาหารในตำหนักใน ราชสำนักฝ่ายหน้าจัดงานเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่อง นั่นเป็นความเปรมปรีดิ์ของฮ่องเต้ เป็นความครื้นเครงของราษฎร กระนั้นนางก็ยังอดมิได้ ยามนางมองอาหารที่เขาโปรดปรานเหล่านั้น ก็รู้สึกอิ่มเอมสุขสันต์ ราวกับใจของนางสามารถส่งไปถึงเขา เสมือนอยู่เคียงข้างกัน

หลังรับอาหารก็ไม่มีอะไรทำ สมาธิทั้งหมดของฮ่องเต้ล้วนอยู่ที่ราชสำนัก ยังไม่มีเวลาสนใจฝ่ายใน ไม่มีเวลาสนใจผู้ที่ยังไร้ลำดับขั้นเช่นพวกนาง ชั่วเวลาที่นางสุขสันต์ ก็รู้สึกเหว่ว้าไปพร้อมกัน ชิงอิงทำได้เพียงจินตนาการ นึกภาพท่วงท่าอันงามสง่าผึ่งผายของฮ่องเต้ในราชสำนัก อยู่เหนือผู้คนพันหมื่น เขามีปณิธาน มีความมุ่งมั่น มีความหมายมาดปรารถนาในผืนแผ่นดินนี้ นางสามารถจินตนาการได้ว่า ภายใต้รอยยิ้มอ่อนบางตรงมุมปากของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยปณิธานอันแรงกล้าปานใด

ขณะคิดอย่างเคลิ้มเหม่อ ประตูตำหนักถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างผอมเพรียวของอารั่วแทรกเข้ามา ปราดเปรียวเสียจนชุดกระโปรงสีใบไม้ที่สวมใส่ประดุจใบบัวตวัดม้วนแผ่วเบา นางเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง กระซิบข้างหูชิงอิงสองสามประโยค สีหน้าชิงอิงเปลี่ยนเป็นตึงเครียด ฝืนตั้งสติถาม “ผู้ใดบอกเจ้า”

เสียงของอารั่วลดต่ำยิ่งกว่าเสียงกระซิบ “ข้างกายนายหญิงอาวุโสยังมีนางกำนัลผู้หนึ่งชื่อซิ่วเอ๋อร์ เป็นคนสนิทที่นายหญิงอาวุโสพาเข้าวังมาด้วย นางลอบมาบอกหม่อมฉันว่า นายหญิงอาวุโสสภาพมิสู้ดี หมายจะพบท่านสักครา” นางเห็นสีหน้าชิงอิงครึ้มหม่นประหนึ่งท้องฟ้ายามฝนใกล้ตก รีบเตือนสติ “หม่อมฉันเตือนนายหญิงสักประโยค มิจำเป็นต้องไป”

ชิงอิงหมุนปลอกเล็บเคลือบพลอยตาแมวบนนิ้วมือ ประกายวาววามบนพลอยตาแมวพลิ้วกระเพื่อม เสมือนจิตใจที่ผันผวนรวนเร ชิงอิงถามอย่างลังเล “หมายความว่าอย่างไร”

อารั่วขมวดคิ้ว มีท่าทีหวั่นเกรงขณะเอ่ย “นายหญิงอาวุโสเป็นเสี้ยนหนามของไทเฮา หากไทเฮาทรงทราบ...ต่อให้มิใช่ไทเฮา เป็นใครสักคนในวังรู้เข้า ก็ถือเป็นหายนะครั้งใหญ่ของนายหญิง ย่อมไร้โอกาสรอดเป็นแน่แท้ อีกทั้งนายหญิงอาวุโสก็ไม่นับว่าดีกับท่านเท่าใด” นางใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก มิวายกล่าว “นายหญิงโปรดตรึกตรอง”

อาหญิงผู้นี้ของชิงอิง จริงอยู่ที่ไม่นับว่าดีกับชิงอิง แต่นางเป็นผู้มอบยศถาบรรดาศักดิ์และความเป็นอยู่อันสุขสบายให้กับตระกูลตน เป็นผู้ที่จับพลัดจับผลูให้ตนได้แต่งงานกับสามีคนนี้ ชิงอิงมีเหตุผลหมื่นพันที่จะมิไปพบนาง ทว่าสุดท้าย ชิงอิงก็ลุกขึ้นช้าๆ

หนทางยามค่ำคืนยาวไกล นี่เป็นครั้งแรกที่นางเดินไปตามวิถีสายยาวในวังต้องห้ามท่ามกลางราตรีมืดมิด อารั่วถือตะเกียงอยู่ด้านหน้า ชิงอิงสวมชุดคลุมยาวสีเขียวใบบัวแทรกดิ้นทองลายดอกเหมย สีเข้มหม่นเดิมก็มิทำให้คนสังเกตเห็นโดยง่าย แต่หากมีใครเห็นเข้า ก็คงนึกว่านางไปหาสนมนางในคนอื่น

สุดทางของทางเดินสายยาวฝั่งตะวันออก ผ่านประตูจิ่งเหริน เลี้ยวผ่านฉากหินกั้น ก็คือตำหนักจิ่งเหริน ริมประตูข้างมีนางกำนัลยืนรออยู่แล้ว เมื่อเห็นนางมาก็มิถามอันใด เปิดประตูข้างแล้วพานางเข้าไป อารั่วแน่นอนว่าต้องอยู่รอด้านนอก ชิงอิงก้าวเข้าสู่ลานโล่งกว้างหน้าตำหนัก สายตาปะทะเข้ากับลวดลายมังกรคู่หงส์ฟ้าอันเคยคุ้น ขอบตาพลันร้อนผะผ่าว

ที่แห่งนี้ เคยมาเยือนจนคุ้นชิน ทว่าบัดนี้เมื่อมาเยือนอีกครา กลับหลงเหลือเพียงความเศร้าสลด สตรีผู้เคยมีสถานะสูงสุดซึ่งพำนักในที่แห่งนี้สูญเสียทั้งอำนาจและความโปรดปราน เฉกเช่นนักโทษที่ถูกจองจำก็ไม่ปาน นางมีเหตุผลสารพันที่จะไม่เหยียบย่างมาที่แห่งนี้ แต่สุดท้ายก็ยังมา

เพราะว่าในกายของพวกนาง มีสายเลือดดุจเดียวกัน

นางลังเลชั่วครู่ ก่อนจะย่ำฝ่าแสงจันทร์บนพื้นเข้าไปเงียบๆ  นกพิราบด้านหลังกำลังกินข้าวเปลือกบนพื้น ราวกับภูตสีขาวตัวน้อยแสนร่าเริง เอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน มิสนใจการมาเยือนของนาง ถึงขนาดที่ว่า...ไม่แม้แต่จะบินหนี บางที...หากเทียบกับคนในตำหนัก พวกมันดูคล้ายเจ้าของตำหนักจิ่งเหรินมากกว่า

ชิงอิงเปิดประตูสีแดงสลักลายหนาหนัก กลิ่นฝุ่นละอองที่มิได้ทำความสะอาดมานานพลันโชยออกมาจากในตำหนัก นางสำลักจนต้องยกมือปิดจมูก

ในตำหนักมิได้จุดเทียนมากนัก บนเชิงเทียนเยิ้มเขรอะมีเทียนไขสองสามเล่มส่องแสงอย่างอเนจอนาถ เปลวเทียนวูบไหวริบหรี่ ราวกับจะมอดดับได้ทุกขณะ นางอาศัยแสงจันทร์เบาบาง เขม้นมองครู่หนึ่งกว่าจะจำได้ว่าเงาร่างบนบัลลังก์หงส์ผู้นั้น คลับคล้ายอาหญิงของตนอย่างยิ่ง

นางเอ่ยเรียกเสียงเบา “อาหญิง”

คนผู้นั้นค่อยๆ ลุกขึ้น ดุจเงามืดย่างสามขุมเข้าหานาง เอ่ยเสียงเยียบเย็น “ที่แท้เจ้ายังยอมมา?”

ชิงอิงพยักหน้าช้าๆ “กรีดเนื้อหนัง หักกระดูก เลือดในกายข้ากับอาหญิงล้วนเป็นสายเลือดแห่งตระกูลอูลาน่าลา”

คนผู้นั้นหัวเราะ น้ำเสียงแหบแห้งต่ำหนักปานนกเค้าแมว “ประเสริฐ ไม่ว่ากาลก่อนเป็นเช่นไร มีวาจาประโยคนี้ของเจ้า ข้าเรียกเจ้ามานับว่าถูกต้อง”

เสียงหัวเราะของอีกฝ่ายทำให้ชิงอิงตัวสั่นสะท้าน นางพินิจมองคนตรงหน้า ความสะทกสะท้อนระคนเจ็บช้ำอันนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าทิ่มแทงจิตใจพร้อมกัน เอ่ยเสียงแผ่ว “อาหญิง ท่านชราลงมาก หลายปีนี้ ลำบากท่านแล้ว”

แก่ชราหรือ หญิงสกุลอูลาน่าลาในยามนั้นแม้ไม่ถือว่างดงามเป็นหนึ่ง กระนั้นก็เป็นประมุขแห่งฝ่ายในผู้สุขุมงามสง่า

หญิงสกุลอูลาน่าลาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ เอ่ยเสียงเย็นชา “แม้ข้าจะแก่ชรา ทว่าเจ้ายังเยาว์วัย สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญที่สุด”

ชิงอิงมีท่าทีลังเล แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกล่าว “อาหญิง ผู้ที่สืบทอดบัลลังก์วันนี้ คือหงลี่ บุตรบุญธรรมของไทเฮา”

หญิงสกุลอูลาน่าลาเงยหน้าหัวเราะครู่หนึ่ง หัวเราะจนหางตามีน้ำตาเอ่อรื้น “ยินดีด้วย ยินดีด้วย เจ้าเองก็นับว่าฝันเป็นจริง พลอยได้อานิสงส์” สีหน้านางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวดุดัน “ผู้ใดครองราชย์ ผู้ใดเป็นฮ่องเต้ ผู้ใดเป็นไทเฮา ผู้ใดเป็นนักโทษ ล้วนมิต้องให้เจ้าบอกกล่าว วันนี้หญิงสกุลหนิ่วฮู่ลู่มาพบข้า นางบอกข้าว่า ฮ่องเต้องค์ใหม่จะสถาปนาพี่สาวข้า...ฝูจิ้นแห่งอดีตฮ่องเต้เป็นเซี่ยวจิ้งฮองเฮา คุณงามความดีทั้งหลายที่ข้ากระทำมาทั้งชีวิต ล้วนตกเป็นของนาง หญิงสกุลหนิ่วฮู่ลู่ทำเช่นนี้ตามความปรารถนาของอดีตฮ่องเต้ พี่สาวข้าตายไป กลับทำเหมือนนางยังมีชีวิตอยู่ แล้วข้าเล่า แล้วข้าเล่า มิได้ลงบันทึกในประวัติศาสตร์ มิได้รับเกียรติเซ่นไหว้บูชาในศาลบรรพชน วันหน้าจะถูกฝังในฐานะสนมนางในไร้ชื่อนามของอดีตฮ่องเต้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ข้าจะกลายเป็นฝุ่นควันในตำหนักใน เพียงถูกลมพัดก็เลือนหาย ไม่หลงเหลือร่องรอยอย่างสิ้นเชิง ช่างประเสริฐเหลือแสน หญิงสกุลหนิ่วฮู่ลู่ช่างใจดำอำมหิตนัก! อำมหิตเช่นนี้ ชิงอิง เจ้าต้องเรียนรู้ไว้!”

ชิงอิงตระหนกจนขนลุกชูชัน ร่างทั้งร่างอึ้งงันอยู่กับที่ รู้สึกเพียงว่าเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายทั่วร่าง ประหนึ่งแมลงเล็กจิ๋วเลื้อยไต่อย่างแช่มช้า ทุกที่ที่เคลื่อนผ่าน เย็นวาบเสียดกระดูก

หญิงสกุลอูลาน่าลาปรายตามองนางอย่างดูแคลน “ไร้ประโยชน์เช่นนี้ เสียแรงที่ข้าเรียกเจ้ามา ดูท่าคงยังเป็นเช่นกาลก่อน ใจร้อนวู่วาม ทำอันใดไม่สำเร็จ”

ชิงอิงได้สติได้บัดดล ฝืนตั้งสติพลางเอ่ย “จะทำอันใดสำเร็จหรือไม่ ที่ข้ามีวันนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะความช่วยเหลือของอาหญิง”

หญิงสกุลอูลาน่าลาชำเลืองมองชิงอิง กล่าวเนิบนาบ “ช่วยเหลือ? ตอนนั้นองค์ชายสามหงสือเลอะเลือนไปชั่วขณะ มิยอมรับเจ้าเป็นชายา ทำให้เจ้าถูกหมิ่นเกียรติ แน่นอนว่าเจ้าย่อมไม่พอใจ ข้าให้เจ้าอดทน ยอมลดตัวปรนนิบัติเขาในฐานะเก๋อเก๋อไปก่อน วันหน้าค่อยคิดการวางแผน แต่เจ้าก็เห็นว่าน่าอัปยศ มิเต็มใจทำตาม”

ชิงอิงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง เอ่ยเสียงขรึม “แม้เป็นอนุภรรยาเหมือนกัน แต่องค์ชายสามไม่มีใจให้ข้า เพียงหมายปองอิงกุ้ยเหรินของอดีตฮ่องเต้ ถึงได้นำภัยพิบัติมาสู่ตัว มิได้แต่งงานกับองค์ชายสาม นับเป็นความโชคดีของข้า แต่งงานกับองค์ชายสี่ ข้าก็มิเคยเสียใจ”

หญิงสกุลอูลาน่าลาโต้กลับทันควัน “แต่แต่งงานเป็นเช่อฝูจิ้นของหงลี่ เจ้าก็พอใจแล้วหรือ ไม่ว่าอย่างไร เช่อฝูจิ้นก็ดี เก๋อเก๋อก็ดี ล้วนเป็นเพียงอนุภรรยาเท่านั้น”

ชิงอิงนึกถึงหงลี่ พลันรู้สึกว่าความอัดอั้นทั้งมวลล้วนมลายหาย เหลือไว้เพียงความหอมหวานปานน้ำผึ้ง “ฝ่าบาททรงรักใคร่เอ็นดูข้า องค์ชายสามมิเห็นข้าอยู่ในสายตา ผู้ใดมีใจ ชิงอิงย่อมรู้จักแยกแยะ”

หญิงสกุลอูลาน่าลาเผยอยิ้ม น้ำเสียงยิ่งเฝื่อนขม “อยู่ในตระกูลเชื้อพระวงศ์ กล่าวคำว่ามีใจ เช่นนี้ไม่น่าขันหรือ” นางเห็นชิงอิงมีท่าทีไม่เห็นด้วย อดทอดถอนใจมิได้ “วัยเช่นเจ้านี้ ย่อมไม่มีทางเข้าใจ ก็ดีเหมือนกัน ไม่เข้าใจก็มีข้อดีของมัน เชื่อในความสุข ไฉนเลยจะมิเป็นความสุขรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่ชิงอิง...นับจากวันนี้ เจ้ามิใช่เช่อฝูจิ้นแห่งจวนอ๋องอีกต่อไป วังหลวงลึกล้ำ ไฉนเลยที่จวนอ๋องเล็กๆ แห่งหนึ่งจะเทียบเทียมได้”

ชิงอิงนึกถึงสิ่งที่ตนประสบระยะนี้ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว หญิงสกุลอูลาน่าลาสังเกตสีหน้าของนาง เอ่ยเสียงราบเรียบ “อะไรกัน เพิ่งเข้าวัง ยังมิได้ระบุลำดับขั้น ก็บังเกิดคลื่นลมแล้วหรือ”

ชิงอิงมองหญิงสกุลอูลาน่าลา กลั้นหายใจสำรวมสีหน้า น้อมคำนับอย่างเป็นการเป็นงาน “ชิงอิงโง่เขลา ขออาหญิงโปรดชี้แนะ”

หญิงสกุลอูลาน่าลาแค่นยิ้ม “ไม่น่าเชื่อ แม่ทัพพ่ายศึกเช่นข้า สตรีที่อดีตฮ่องเต้รังเกียจเดียดฉันท์กระทั่งสิ้นลมหายใจเช่นข้า จะยังมีคนมาขอให้ข้าชี้แนะ”

ชิงอิงค้อมกายลง “แม้อาหญิงไร้บุตรธิดา ไร้ความโปรดปราน ทว่าครองตำแหน่งฮองเฮาได้อย่างมั่นคงหลายปี หากมิใช่เพราะไทเฮา วันนี้ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์หงส์อาจเป็นท่าน ต่อให้บัดนี้ท่านถูกจองจำในตำหนักใน แต่อย่างไรก็ย่อมมีสิ่งที่ชิงอิงไร้หนทางเทียบเคียง”

หญิงสกุลอูลาน่าลาเบือนหน้าหนี “ตอนนั้นเจ้าไม่สมหวังเรื่องคู่ครอง กลายเป็นเรื่องขบขันของผู้คนในวัง ไม่มีทางไม่โกรธแค้นข้า แล้วบัดนี้เจ้ายังเป็นสะใภ้ของหญิงสกุลหนิ่วฮู่ลู่ ข้ามีความจำเป็นใดต้องชี้แนะเจ้า”

ชิงอิงครุ่นคิดชั่วครู่ มองหญิงสกุลอูลาน่าลาด้วยสายตาเปิดเผย “เพราะอาหญิงกับข้า ล้วนเป็นธิดาแห่งตระกูลอูลาน่าลา”

หญิงสกุลอูลาน่าลาเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง ภายใต้ม่านราตรีดำมืด เห็นเพียงใบหน้าหม่นเศร้าของนาง หญิงสกุลอูลาน่าลาเอ่ยเสียงแหบโหย “บัดนี้ ข้ามิใช่มารดาแห่งแผ่นดินต้าชิง มิใช่ฮองเฮาของอดีตฮ่องเต้ ยิ่งมิใช่มารดาของผู้ใด สถานะเดียวที่ยังเหลืออยู่ของข้า มีเพียงธิดาแห่งตระกูลอูลาน่าลา” นางเว้นจังหวะ เอ่ยเสียงขรึม “กาลก่อนเซี่ยวกงเหรินไทเฮาบอกข้าว่า ธิดาตระกูลอูลาน่าลาจำต้องครองตำแหน่งประมุขแห่งฝ่ายใน บัดนี้ข้ามอบวาจาประโยคนี้ให้กับเจ้า เจ้า...กล้าหรือไม่”

ความพรั่นพรึงในใจพลันพุ่งปะทุ ชิงอิงผงะถอยหลัง ความหวาดหวั่นผุดขึ้นอย่างมิอาจควบคุม เอ่ยเสียงแผ่ว “ชิงอิงมิกล้าวาดฝันถึงตำแหน่งฮองเฮา เพียงปรารถนาครองรักกับฝ่าบาทตราบนานเท่านาน เป็นเพียงสนมคนโปรดก็พอ”

มุมปากของหญิงสกุลอูลาน่าลาเหยียดออกเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน “สนมคนโปรด? นอกจากครอบครองความโปรดปราน ยังได้ครอบครองสิ่งใดอีก ข้อได้เปรียบสูงสุดของสนมคนโปรดมีเพียงการเป็นคนโปรด สตรีผู้หนึ่ง หากได้รับความโปรดปรานแล้วสูญเสียความโปรดปราน รังแต่จะทรมานเสียยิ่งกว่าตาย” หญิงสกุลอูลาน่าลาตวัดสายตาเยียบเย็นมองนาง “ตระกูลอูลาน่าลาเราไยจึงมีผู้ที่สายตาตื้นเขินเช่นเจ้า”

ชิงอิงรู้สึกร้อนผะผ่าวไปทั้งใบหน้า ยืนสำรวมด้วยสีหน้าสลด มิกล้าเอ่ยวาจา

หญิงสกุลอูลาน่าลากล่าว “ยามเจ้ารูปโฉมโรยรา สิ้นซึ่งเล่ห์เหลี่ยม เจ้ายังจะนำสิ่งใดไปช่วงชิงความโปรดปรานได้อีก อาหญิงถามเจ้า ความโปรดปรานคือเปลือกนอก อำนาจคือเนื้อแท้ เจ้าต้องการสิ่งใด”

ความโปรดปรานกับอำนาจ เฉกเช่นบุปผางามตระการที่ผลิบานขึ้นกลางใจ ไม่ว่าดอกใด ล้วนสามารถแต่งแต้มชีวิต สะท้านโลกหล้า ชิงอิงไตร่ตรองชั่วครู่ ลอบตัดสินใจ “ชิงอิงละโมบ ย่อมหวังจะครอบครองทั้งสองสิ่ง แต่หากมิได้ เช่นนั้นเนื้อแท้ย่อมสำคัญที่สุด”

หญิงสกุลอูลาน่าลาพยักหน้า “วาจานี้ยังถือว่ารักดีอยู่บ้าง ผู้คนกล่าวว่าวังหลวงลึกล้ำดุจมหาสมุทร จะยืนให้มั่นนั้นยากยิ่ง หนำซ้ำเจ้ายังเป็นหลานสาวของข้า จะหาที่ยืนในตำหนักใน เกรงว่าคงยากเสียยิ่งกว่ายาก”

วาจานี้แทงใจชิงอิงเข้าพอดี นางก้มหน้างุด ครู่หนึ่งถึงเงยหน้า กล่าวเสียงดัง “แม้จะยาก แต่ชิงอิงไร้ที่ก้าวถอย ทำได้เพียงก้าวไปข้างหน้า”

นัยน์ตาของหญิงสกุลอูลาน่าลามีประกายคมปลาบพาดผ่าน ในที่สุดสีหน้าก็ฉายแววชื่นใจ ค่อยๆ ยื่นมือประคองชิงอิง “จะยืนให้มั่นในตำหนักใน ความโปรดปราน องค์ชาย จริงอยู่ที่ขาดมิได้ แต่ว่าชิงอิง เจ้าต้องอดกลั้น ยิ่งต้องโหดเหี้ยม ตัดรากถอนโคน มิเหลือเภทภัย ฉับไวเฉียบขาด มิเหลือจุดอ่อน เจ้าต้องปีนให้สูง มิใช่แค่สูงเพียงเล็กน้อย เพราะหากเจ้าอยู่สูงเพียงเล็กน้อย ผู้คนจะพากันริษยาเจ้า ปองร้ายเจ้า แต่หากเจ้าอยู่เหนือกว่าผู้อื่นมาก คิดการไกลกว่าผู้อื่นมาก เช่นนั้นนอกจากยอมศิโรราบและเคารพเทิดทูน พวกนางจะยิ่งหวาดหวั่นยำเกรง มิกล้าทำร้ายเจ้าอีก”

ชิงอิงคล้ายยังงุนงง หญิงสกุลอูลาน่าลาเหลือบตามองนาง กระนั้นก็ไม่ใส่ใจ ยังคงกล่าวต่อ “ในตำหนักใน ผู้คนคิดแต่จะครอบครอง มิต้องการสูญเสีย แต่ว่าชิงอิง เจ้าต้องรู้ไว้ ยามที่คนผู้หนึ่งสามารถสละทุกอย่างทิ้ง นั่นถึงจะเป็นคราวที่คนผู้นั้นไร้หวั่นกลัวอย่างแท้จริง” หญิงสกุลอูลาน่าลารำพึงรำพัน “ความผิดพลาดของข้า คือการยึดมั่นในตำแหน่งฮองเฮา ยึดมั่นในความรักของอดีตฮ่องเต้มากเกินไป ถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้”

ชิงอิงคล้ายตระหนักได้ “ความหมายของอาหญิงคือ ไร้ปรารถนาย่อมไม่หวั่นไหว?”

หญิงสกุลอูลาน่าลาพยักหน้าเล็กน้อย เอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่ข้าสามารถชี้แนะเจ้าได้ ก็มีเพียงเท่านี้ เศษเสี้ยวแห่งวาจาของแม่ทัพพ่ายศึก เจ้าเห็นว่ามีประโยชน์ก็รับฟัง ไร้ประโยชน์ก็ลืมไปเสีย ดึกมากแล้ว เจ้าไปเถิด หากเป็นที่จับตามอง ไม่แน่พรุ่งนี้วันตายอาจมาเยือน”

ชิงอิงลุกขึ้นทูลลา “ชิงอิงไปก่อน ภายหน้าหากสะดวก ค่อยมาเยี่ยมอาหญิงอีกครา”

หญิงสกุลอูลาน่าลาเอ่ยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก “มิจำเป็น พบกันอีกครารังแต่จะเดือดร้อนทั้งคู่”

ชิงอิงเอ่ยปลอบเสียงเบา “ไทเฮามิได้รับสั่งว่าจะทำเช่นไรกับอาหญิง อาหญิงหลบอยู่ที่นี่สักระยะก่อนค่อยว่ากันเถิด”

หญิงสกุลอูลาน่าลาเชิดคางเล็กน้อย เอ่ยอย่างทะนง “ข้าเป็นถึงฮองเฮาแห่งต้าชิง ยังต้องฟังคำสั่งนางอีกหรือ เจ้าเอาตัวเองให้รอดเถิด”

ชิงอิงคำนับลาเงียบๆ  ก้าวออกไปเพียงลำพัง ครั้นใกล้ถึงประตูตำหนัก หญิงสกุลอูลาน่าลาพลันร้องเรียกนาง “ชิงอิง!” เสียงนั้นจวนเจียนโหยหวน ชิงอิงลอบสะท้านใจ หันกลับไปทันควัน หญิงสกุลอูลาน่าลาชอกช้ำปานน้ำตาจะรินไหล “ตระกูลอูลาน่าลามีสตรีที่ถูกทอดทิ้งผู้หนึ่งแล้ว มิอาจมีสตรีที่ถูกทอดทิ้งเป็นคนที่สอง! เจ้า...”

นั่นเป็นถ้อยคำที่หลั่งด้วยเลือดและน้ำตาทั้งชีวิตของสตรีผู้หนึ่ง!

ชิงอิงสะกดกลั้นหยาดน้ำตา กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังหาใดเปรียบ “ชิงอิงเข้าใจ”

หญิงสกุลอูลาน่าลาพลันกลับไปมีท่าทีเฉยชาเช่นเดิม ก้าวช้าๆ ขึ้นบัลลังก์หงส์ นั่งผึ่งผายอยู่บนนั้น เอ่ยเสียงสงบ “เจ้าจงจำไว้เสมอว่า เจ้าเป็นธิดาแห่งตระกูลอูลาน่าลา”

ชิงอิงรู้สึกปลายจมูกผ่าวร้อน ความสะทกสะท้อนอันไร้ขอบเขตพุ่งเข้าปกคลุมจิตใจ หญิงสกุลอูลาน่าลาซึ่งอยู่เหนือบัลลังก์บัดนี้แก่ชราร่วงโรย กระนั้นก็ยังสุขุมงามสง่า สมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน ชิงอิงค้อมกายคำนับอย่างไม่รู้ตัว โขกศีรษะสามครั้ง จากนั้นหมุนตัวเดินออกไป

 

อารั่วรออยู่ตรงส่วนลึกของทางเดินสายยาว กำลังร้อนใจดังไฟลน เมื่อเห็นชิงอิงออกมาถึงถอนใจโล่งอก “นายหญิง ในที่สุดท่านก็ออกมา”

“ไม่มีผู้ใดเห็นกระมัง” ชิงอิงถามทันที

อารั่วพยักหน้า “ไม่มีเพคะ” นางรีบสวมชุดคลุมให้ชิงอิง ประคองแขนชิงอิงก้าวไปด้านหน้า

ทั้งคู่ก้าวเดินอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าใด กว่าจะรู้ตัวอีกที หัวใจอันหนักอึ้งก็คลายลงเล็กน้อย ครานี้อารั่วถึงกล้าถาม “นายหญิงอาวุโสต้องการพบนายหญิงอย่างกะทันหัน ตกลงมีเรื่องอันใด”

สายลมยามค่ำคืนโชยผ่านจนชุดคลุมปลิวไสว ดุจผีเสื้อที่บอบช้ำหวั่นหวาดกำลังมองหากิ่งไม้ที่สามารถเกาะพัก ชิงอิงชะลอฝีเท้าก่อนจะหยุดยืน ทอดสายตามองแสงดาวริบหรี่ริมขอบฟ้าเหน็บหนาว เพียงรู้สึกทุกข์ระทมไร้สิ้นสุด เอ่ยเสียงเบา “คราครั้งนี้...เกรงว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้พบอาหญิง”

อารั่วตกตะลึง “นายหญิงไยจึงกล่าวเช่นนี้ นายหญิงอาวุโสนาง...”

ชิงอิงน้ำตาคลอ “นิสัยของอาหญิงไฉนเลยจะยอมก้มศีรษะให้ผู้อื่น ซ้ำคนผู้นั้นยังเป็นผู้ที่นำความอัปยศมาสู่ตน ยอมเป็นหยกแหลกลาญ มิขอเป็นกระเบื้องสมบูรณ์”

นางมองท้องฟ้าสีหมึกแคบลึกเหนือทางเดินสายยาว ทอดสายตามองไปไกลแสนไกล ตำหนักไท่เหอ ตำหนักจงเหอ และตำหนักเป่าเหอในเขตพระราชฐานชั้นนอกยังคงครึกครื้นเกินประมาณ ดอกไม้ไฟหลากสีสันเปล่งประกายพราวพร่างกลางม่านราตรีมืดทึบไร้ขอบเขตเหนือวังต้องห้าม แทบจะทำให้ทั่วผืนนภาส่องสว่างปานทิวากาล แม้แต่ดวงจันทร์ยังอับแสงลงถนัดตา นกกาตัวหนึ่งไม่รู้มาจากที่ใด ดูท่าคงตกใจประกายจรัสไสวของดอกไม้ไฟ กระพือปีกดำมืดแล้วโผบินจากไปอย่างรวดเร็ว

ชิงอิงน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่ นางค้อมกายลง น้อมคำนับไปยังทิศที่ตั้งตำหนักจิ่งเหริน พออารั่วเห็นอากัปกิริยานี้ของนางก็สะดุ้งสุดตัว รีบร้อนประคองนาง “นายหญิง พื้นอิฐชื้นเย็น ท่านโปรดระวังสุขภาพ” ชิงอิงจับมือนางพร้อมกับผุดลุกขึ้น มิเหลียวกลับไปอีก

อารั่วลอบชำเลืองมองชิงอิง เพียงเห็นสีหน้าของนางเยียบเย็นราวเกล็ดน้ำค้าง ดวงหน้าสิ้นซึ่งหยาดน้ำตา ประกายระยิบระยับของหมู่มวลดอกไม้ไฟริมขอบฟ้าส่องสะท้อนลงบนกำแพงวังสีแดงหลายชั้น หักเหทับทาบลงบนใบหน้าของนาง ยิ่งขับให้ผิวพรรณของนางขาวผ่องดังหิมะ สงบนิ่งปานน้ำแข็ง

ครู่หนึ่ง ชิงอิงเอ่ยสั่งเสียงเครียด “อารั่ว ไปเข้าเฝ้าไทเฮาที่ตำหนักโซ่วคังกับข้า”