บทที่ 1        ยังไงก็ต้องเจอกันเข้าสักวัน

 

วันนี้หลังเลิกงานซูอวิ้นจิ่นไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่ที่ห้องทำงาน ขณะที่เธอเติมแป้งในห้องน้ำ ก็เจอลู่ลู่เด็กฝึกงานช่างพูดโดยบังเอิญ

“พี่ซู วันนี้พี่มีธุระเหรอ กระโปรงชุดนี้สวยจังเลย! เดี๋ยวพี่จะไปพบลูกค้า ไปหาเพื่อน ไปเดต หรือไปดูตัว? ไม่ตอบก็แปลว่ายอมรับนะ! แต่พี่ยอมรับข้อไหนอะ พี่บอกฉันหน่อยสิ! ไปพบลูกค้า? ไปหาเพื่อน? ไปเดต? ไปดูตัว?...พี่ส่ายหน้า? ไม่ได้ไปพบลูกค้า? ไม่ได้ไปหาเพื่อน? ไม่ได้ไปเดต? ไม่ได้ไปดูตัว...”

หากไม่ตัดบทเธอ ซูอวิ้นจิ่นเชื่อว่าอีกฝ่ายคงพูดซ้ำไปซ้ำมาจนโลกแตกก็ยังไม่ยอมหยุด จึงปิดตลับแป้ง ตอบสั้นกระชับ “ฉันจะไปงานแต่ง...งานแต่งของอดีตศัตรูหัวใจ!”

พูดจบเธอก็เดินเชิดออกไปโดยไม่สนใจเสียงโอดครวญของลู่ลู่ มีวิธีอะไรที่ลงโทษสาวช่างเมาท์ได้น่ะหรือ ง่ายมาก...บอกความลับเธออย่างหนึ่ง แต่อย่าบอกทั้งหมดไงล่ะ

พิธีแต่งงานจัดขึ้นที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งแถวชานเมือง การเดินทางราบรื่นอย่างยิ่ง เจอแต่ไฟเขียวตลอดทาง ทางแยกที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติดก็วิ่งฉลุยอย่างไม่น่าเชื่อ ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกประหลาดใจกับความโชคดีในวันนี้ จากนั้นเธอขับรถคู่ใจเข้าสู่ลานจอดรถกลางแจ้ง ตาไวเหลือบเห็นที่จอดรถทำเลเยี่ยมกำลัง “กวักมือ” ให้เธอ ดูท่าความโชคดียังมาเยือนอย่างต่อเนื่อง เธอหมุนพวงมาลัยเตรียมถอยเข้าที่จอด ทันใดนั้นวัตถุสีดำขนาดใหญ่คันหนึ่งพลันพุ่งตรงมา ชิงเสียบเข้าที่จอดนั้นอย่างหน้าด้านๆ จนเกือบชนไฟท้ายรถเธอ

คนที่มีตาย่อมมองออกว่าเธอกำลังถอยรถอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้แต่คนที่ไม่ค่อยโกรธใครอย่างซูอวิ้นจิ่นยังเริ่มมีน้ำโห เธอเปิดกระจกรถทำท่าจะต่อว่าเจ้าของรถที่ไร้เหตุผลคนนั้น ขับรถสปอร์ตแล้วยังไง รถดีใช่ว่าเจ้าของจะดี แต่แล้ววินาทีถัดมา จู่ๆ เธอก็นึกขอบคุณกระจกไฟฟ้าที่ค่อนข้างเชื่องช้าของตน เพราะเธอเห็นว่ามีคนก้าวลงจากรถคันนั้น เดินอ้อมไปเปิดประตูที่นั่งฝั่งข้างคนขับ ประคองหญิงมีครรภ์คนหนึ่งลงมาอย่างระมัดระวัง

หากเปลี่ยนอารมณ์และสถานที่ ซูอวิ้นจิ่นคงมองว่าเหตุการณ์เบื้องหน้านี้ช่างเป็นภาพที่สวยงามและอบอุ่น ฝ่ายชายสูงใหญ่ผึ่งผาย ฝ่ายหญิงบอบบางน่าทะนุถนอม จากอากัปกิริยาของเขาสามารถมองออกถึงความห่วงใยที่มีต่อคนข้างกาย ทั้งสองเห็นได้ชัดว่าเป็นคู่รักหวานชื่น...ไม่สิ ต้องเรียกว่าพ่อแม่ลูกถึงจะถูก เพราะยังมีเด็กในท้องของหญิงสาวอีกคน

ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ซูอวิ้นจิ่นนั่งอยู่ในรถ รู้สึกท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงทีละน้อย ความมืดมิดกลืนกินผืนฟ้าผืนดิน คลี่คลุมทั่วทุกแห่งหน บดขยี้ทุกอย่างเป็นฝุ่นผง เหลือเพียงสามีภรรยานอกรถคู่นั้น

ไม่ใช่ไม่เคยคิดว่ายังไงก็ต้องเจอกันเข้าสักวัน เธอคิดว่าตนเองชิงปล่อยวางก่อนแล้ว จะเลวร้ายขนาดไหนก็สามารถยิ้มรับอย่างสงบ หารู้ไม่ว่า ที่แท้ก็ทำไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ชั่วเวลานี้ เลือดเนื้อทุกส่วนในร่างคล้ายไม่ใช่ของเธอ เธอนั่งนิ่งงันอยู่อย่างนั้น มองเขาล็อกรถ กระซิบกับผู้หญิงคนนั้น อมยิ้มมองท้องนูนโตของเธอ แล้วทั้งคู่ก็เดินจูงมือห่างออกไป

เพราะมีกระจกหน้าต่างรถกั้น เขาจึงมองไม่เห็นเธอ

ซูอวิ้นจิ่นไม่ขยับ ประหนึ่งเชื่อมติดกับเบาะรถ ไม่รู้ตัวว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด มีคนเคาะกระจกรถเธอเบาๆ  เธอสะดุ้ง เห็นว่าเป็น รปภ.ของรีสอร์ต เขาโบกมือเป็นเชิงให้เธอเคลื่อนรถเข้าที่จอดให้เรียบร้อย เธอขับตามท่าทางที่ รปภ. ชี้บอกราวกับเป็นหุ่นยนต์  หลังดับไฟรถก็รู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบ ความเฝื่อนขมระคนปวดร้าวแล่นพลุ่งขึ้นมาจากกระเพาะ เธอรีบเปิดประตูรถออก โซเซไปด้านหนึ่ง ใช้มือข้างหนึ่งยันต้นปาล์มที่ใช้ตกแต่งสถานที่ โน้มตัวส่งเสียงโอ้กอ้าก

“เธอโอเคไหม”

เธอเงยหน้าขึ้นตามเสียง เห็นดวงตาที่ไม่ว่าเมื่อใดก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่เปลี่ยน คนคนนี้ก็คือโจวจื่ออี้เพื่อนสมัยมัธยมของเธอ สภาพนี้ถ้าเธอบอกว่าไม่เป็นไร แม้แต่เด็กสามขวบก็ไม่เชื่อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนเจ้าเล่ห์อย่างโจวจื่ออี้ ซูอวิ้นจิ่นรับกระดาษทิชชู่ที่เขายื่นส่งให้พลางยิ้มขอบคุณ เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าผากและฝ่ามือของตนล้วนชุ่มไปด้วยเหงื่อ หน้าตาคงน่ากลัวมากเป็นแน่

โจวจื่ออี้ยิ้มถอนใจ “ยังไงเธอกับเมิ่งเสวี่ยก็นับว่าเคยรักผู้ชายคนเดียวกัน มางานแต่งของอีกฝ่ายด้วยสภาพนี้ เธอจะถ่อมตัวมากไปหน่อยมั้ง ถ้าฉันเป็นเมิ่งเสวี่ย ความรู้สึกที่ชนะโดยไม่ต้องรบคงแย่มากแน่ๆ”

“สงสัยฉันจะกินอะไรผิดสำแดงมา”

โจวจื่ออี้หรี่ตายิ้มๆ “อืม สิ่งผิดสำแดงที่เธอกินเรียกว่า ‘ยาพบคนเคยคุ้น’ ถ้าจู่ๆ ฉันกินเข้าไปคงพะอืดพะอมน่าดูเหมือนกัน ไปเถอะ ฉันไม่ถือสาถ้าจะประคองเธอ”

ซูอวิ้นจิ่นเห็นเขายิ้มระรื่น พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ที่เธอมาร่วมงานแต่งงานวันนี้ เพราะเมิ่งเสวี่ยผู้เป็นเจ้าสาวพูดดักคอตอนแจกการ์ด ทำนองว่าหากเธอไม่มา แสดงว่ายังติดใจเรื่องในอดีต และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มั่วอวี้หวาเพื่อนสนิทของเธอยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า คนที่เธอไม่อยากเห็นหน้าติดภารกิจที่อื่น ไม่มีทางปรากฏตัวในงานแต่งคืนนี้แน่นอน เธอลืมไปได้ยังไงกัน อวี้หวาหลอกคนไม่เป็นก็จริง แต่คนที่บอกข่าวเธอใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้น ทางเดียวที่มั่วอวี้หวาจะรู้ได้ก็คือผ่านทางจอมกะล่อนอย่างเจ้าหมอนี่

เธอสลัดมือของโจวจื่ออี้ที่ยื่นมาประคองอย่าง “หวังดี” คิดในใจว่าตนจะถอยตอนนี้ยังทัน ต่อให้เมิ่งเสวี่ยจะยกเรื่องนี้มาล้อก็ไม่เห็นเป็นไร ทว่าโจวจื่ออี้กลับโบกมือหย็อยๆ ให้คู่บ่าวสาวที่ออกมาต้อนรับแขกหน้าประตู เจ้าสาวโบกมือทักทายเขาอย่างตื่นเต้น ซูอวิ้นจิ่นแทบจะมองเห็นรอยยิ้มยั่วเย้าบนใบหน้าเมิ่งเสวี่ยได้เลยทีเดียว

เธอเดินไปพร้อมโจวจื่ออี้อย่างยอมรับชะตากรรม ตรงประตูมีคนยืนอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทำให้เธอสิ้นหวังคือคู่สามีภรรยาซึ่งออกจากที่จอดรถแต่แรกยังคงถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอยู่กับคู่บ่าวสาว เมื่อเธอก้าวเข้าใกล้ ก็ได้ยินน้ำเสียงรัวเร็วทว่าผ่อนคลายของเมิ่งเสวี่ย

“...ใช่แล้ว ตอนนั้นฉันชอบเขามากจริงๆ  น่าเสียดายที่เขาไม่ชอบฉัน...ไม่เชื่อเธอถามสามีฉันดูสิ เรื่องพวกนี้เขารู้หมดละ...เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เจ้าชายมีสตรีในดวงใจแล้วยังไงล่ะ...อ๊ะ พูดถึงก็มาพอดี ซินเดอเรลล่าในตอนนั้นของพวกเรา”

เมิ่งเสวี่ยแววตาเป็นประกายตอนทักทายซูอวิ้นจิ่น หากไม่ใช่เพราะท่าทางหยอกล้อของเธอ ซูอวิ้นจิ่นคงยอมรับจากใจจริงว่าเธอเป็นเจ้าสาวที่สวยมาก รอบกายโอบล้อมด้วยรัศมีแห่งความสุข แน่นอนว่ารัศมีส่วนใหญ่มาจากเจ้าบ่าวข้างกายเธอ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้แสดงละครฉากสนุกที่เรียกความครื้นเครงจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนในงานแต่งงานของตนเอง เมื่อเห็นซูอวิ้นจิ่นจนมุม เมิ่งเสวี่ยก็ถือว่าได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจหลายปีออกมา แม้ว่าตอนนี้พวกเธอจะเลิกโกรธแค้นอีกฝ่ายไปนานแล้วก็ตาม

“เฉิงเจิง เธอไม่แนะนำอวิ้นจิ่นให้เสี่ยวถงรู้จักเหรอ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยพูดถึงอวิ้นจิ่นหรอกนะ” เมิ่งเสวี่ยถกชายกระโปรงชุดเจ้าสาว ก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าวแล้วดึงตัวซูอวิ้นจิ่นมา รับหน้าที่แนะนำอย่างกระตือรือร้น “เสี่ยวถง นี่ไงคนที่แต่ก่อนเฉิงเจิงรักจนจะเป็นจะตาย แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว อวิ้นจิ่น ฉันพูดถูกหรือเปล่า”

ซูอวิ้นจิ่นฝืนยิ้มเล็กน้อย สบสายตาจนใจของซ่งหมิงผู้เป็นเจ้าบ่าวเข้าพอดี เมิ่งเสวี่ยไม่สนใจ ควงแขนซูอวิ้นจิ่นพลางร้องเรียกช่างภาพงานแต่ง “พี่คะ รบกวนถ่ายรูปให้พวกเราหน่อยค่ะ คนที่เคยชอบ แฟนเก่า แฟนคนปัจจุบัน มีครบทุก Tense ขนาดนี้ เฉิงเจิง วันนี้ฉันแต่งงาน แต่ฉันว่าเธอต่างหากที่สมบูรณ์พูนสุขที่สุด!”

แสงแฟลชสว่างวาบ ซูอวิ้นจิ่นหลบแสงลำนั้นโดยสัญชาตญาณ สายตาพลันปะทะเข้ากับคนที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งเสวี่ยซึ่งเอาแต่อมยิ้มไม่พูดไม่จา ฉากนี้คงเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นอยู่แล้วสินะ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเขาคงสะบัดหน้าเดินหนีไปแล้ว แต่เขากลับยอมอดทนปล่อยให้เมิ่งเสวี่ยกลั่นแกล้งตามสบาย อันที่จริงแล้ว พวกเขาล้วนเป็นผู้ชนะ เมิ่งเสวี่ยได้พบคนที่อยู่เคียงข้างชั่วชีวิต ส่วนเขาก็หาครึ่งชีวิตของตนจนพบ คนที่น่าหัวเราะเยาะมีแค่เธอคนเดียว

“พอได้แล้วน่า” ซ่งหมิงยิ้มปรามเจ้าสาวผู้โผงผางและเอาแต่ใจของตน

เมิ่งเสวี่ยก็รู้สึกว่าบรรลุปรารถนาแล้ว ทำมากกว่านี้คงไม่ดี จึงบอกให้คู่ของเฉิงเจิงกับโจวจื่ออี้เข้าไปนั่งด้านใน ก่อนจะเลิกคิ้ว ยิ้มพลางพูดกับซูอวิ้นจิ่น “ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาแล้ว สีหน้าเธอไม่ค่อยดี คงไม่ได้เป็นเพราะเฉิงเจิงหรอกมั้ง...อวิ้นจิ่น ถ้าเธอไม่ยอมเผชิญหน้า ด่านนี้ก็ผ่านไปไม่ได้ นี่คือคำเตือนจากใจของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างฉัน พวกเธอแยกทางกันนานแค่ไหนแล้ว สามปีหรือสี่ปี ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอหน้ากันหรอกนะ”

“ช่างเถอะ ฉันเข้าไปนั่งก่อน ยินดีกับพวกเธอด้วยนะ” ซูอวิ้นจิ่นหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้ ยิ้มน้อยๆ ให้ซ่งหมิงแล้วเดินเข้าไปในโถงจัดงาน เธอกับเฉิงเจิงแยกทางกันนานแค่ไหนแล้วหรือ ไม่มีใครจำได้ดีไปกว่าเธอ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ครบสี่สิบเอ็ดเดือนพอดี อันที่จริงเดี๋ยวนี้เธอนึกถึงคนคนนี้น้อยมาก น่าแปลกที่ตนยังจำความทรงจำในช่วงเวลานั้นได้แม่นยำขนาดนี้

ขอบคุณฟ้าดิน มั่วอวี้หวาเพื่อนสนิทของเธอมาถึงก่อนเวลา ทั้งยังจองที่นั่งไว้ให้เธอแล้ว ในที่สุดซูอวิ้นจิ่นก็ไม่ต้องบากหน้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับเฉิงเจิงตามคำเชิญของโจวจื่ออี้

มั่วอวี้หวาเห็นซูอวิ้นจิ่นมีท่าทางว้าวุ่นใจก็เข้าใจทันที เธอยื่นน้ำอุ่นแก้วหนึ่งให้ซูอวิ้นจิ่น พูดขึ้น “เป็นความผิดฉันเอง ถ้าไม่ใช่ฉันบอกว่าเขาจะไม่มาวันนี้ เธอก็...”

“ไม่เกี่ยวกับเธอ เมืองหนึ่งก็ใหญ่แค่นี้ ฉันกลับมา ส่วนเขาอยู่ที่นี่ ช้าเร็วก็ต้องเจอกัน ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่”

มั่วอวี้หวามีหรือจะไม่รู้ว่าเธอปากไม่ตรงกับใจ คนรักเก่ากลับมาพบกันอีกครั้ง ต่อให้เฉยชาขนาดไหน แต่ถ้าเคยรักกันมาก่อน ยังไงก็อดร้าวรานใจกับสถานะที่เปลี่ยนไปในวันนี้ไม่ได้ อีกทั้งซูอวิ้นจิ่นกับเฉิงเจิงยังเคยผ่านเรื่องราวแบบนั้นด้วยกันมา หนำซ้ำนี่ยังเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่หวนกลับมาเจอกัน แต่แล้วเขากลับควงแฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์มาด้วย ยังมีอะไรที่ทำลายความหวังเสี้ยวสุดท้ายในใจคนได้มากไปกว่านี้อีกเล่า ความเป็นจริงกำลังใช้วิธีที่เลือดเย็นและตรงไปตรงมาที่สุดเตือนสติซูอวิ้นจิ่น ว่าคนคนนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธออีกแล้ว

“ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน แต่โจวจื่ออี้เคยบอกว่าหลายปีนี้เฉิงเจิงมีแฟนคนหนึ่ง เหมือนจะแซ่เจิ้ง ชื่อถงอะไรสักอย่าง...”

“เจิ้งเสี่ยวถง” ซูอวิ้นจิ่นนึกถึงชื่อที่เมิ่งเสวี่ยเอ่ยถึงเมื่อครู่ เงยหน้าส่งยิ้มให้มั่วอวี้หวา แววตาปราศจากความรู้สึก

เวลาที่เธอปิดกั้นตัวเองมากๆ มักจะดูเย็นชาต่างไปจากเดิม มั่วอวี้หวารู้นิสัยเธอดี ในใจนึกเห็นใจ จึงเอ่ยปลอบ “เธอเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ดีกว่าฉัน แยกทางกันตั้งสี่ปี สถานการณ์แบบนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมต้องทำให้ตัวเองทรมานขนาดนั้นด้วย”

“เธอพูดถูก ฉันไม่ใช่ไม่เคยคิด มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องครองตัวเป็นโสดเพื่อฉัน แต่การคิดได้กับการเห็นกับตามันคนละเรื่องกัน อวี้หวา ฉันมันน่าสมเพชมากใช่ไหม ก่อนถึงวันนี้ ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองก็มีชีวิตที่ไม่เลว แต่แวบแรกที่เห็นเขาเมื่อกี้ ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟาดหวดจนคืนร่างเดิม ฉัน...ฉันใช้เวลาสองปีเต็มถึงจะบอกให้ตัวเองเชื่อได้ว่าแฟนของฉันไม่ได้ชื่อเฉิงเจิงอีกต่อไป...เขากับฉันไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว เขาอยู่ส่วนเขา ฉันอยู่ส่วนฉัน ต่างคนต่างแต่งงานมีลูก นั่นก็เป็นเรื่องปกติดี ใช่ ปกติดี ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

คำพูดเหล่านี้ของเธอเดิมทียังพูดกับมั่วอวี้หวา ต่อมาก็กลายเป็นพูดพึมพำกับตัวเอง เป็นเรื่องยากที่จะไม่ทำให้มั่วอวี้หวานึกถึงเมื่อก่อนนี้ ซูอวิ้นจิ่นก็เคยพูดย้ำๆ ทั้งน้ำตาแบบนี้เหมือนกัน

“โจวจื่ออี้ไอ้คนนิสัยเสีย ถ้าไม่ใช่เขาหลอกว่า...เออใช่ ทำไมโจวจื่ออี้ต้องหลอกฉันโดยไม่มีเหตุผลด้วยล่ะ เขากับเฉิงเจิงสนิทกันขนาดนั้น อวิ้นจิ่น เธอว่าเป็นเพราะเฉิงเจิง...” มั่วอวี้หวาเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวัง เธอเป็นคนไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญ

“ทำแบบนี้ส่งผลดีอะไรต่อเขา นอกจากได้อวดว่าตัวเองกำลังลักกี้อินเลิฟ” ซูอวิ้นจิ่นถอนใจ ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในลานจอดรถเมื่อครู่นี้ ท่าทางของเฉิงเจิงตอนเห็นเธอยามอยู่ต่อหน้าเมิ่งเสวี่ยดูเป็นปกติเกินไป ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นเริ่มสงสัยแล้วว่า เขารู้ว่าเธออยู่ในรถอีกคันตั้งแต่ก่อนจอดรถแล้ว

“ไม่รู้ชาติที่แล้วพวกเธอสองคนใครติดค้างใครกันแน่” มั่วอวี้หวาส่ายหน้า

“ฉันไม่ติดค้างเขาแล้วกัน” ซูอวิ้นจิ่นเอ่ยทันที

“เธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

“ไม่ต้องห่วง เขาไม่ใช่เฉิงเจิงคนเดิม ส่วนฉันก็ไม่ใช่ยัยโง่ที่เจอเรื่องอะไรก็เอาแต่กล้ำกลืนฝืนทนเหมือนตอนนั้นอีก”

ขณะพูดคุย พิธีการเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงเพลงที่นุ่มนวลทว่าเคร่งขรึมภายในงาน เมิ่งเสวี่ยแย้มยิ้มพลางส่งมือให้ซ่งหมิง เธอเคยยึดมั่นในตัวเฉิงเจิงหลายปี สุดท้ายหันหลังอย่างเด็ดเดี่ยว กลับได้พบคู่ชีวิตที่แท้จริงของตัวเอง

ก่อนวันแต่งงาน เมิ่งเสวี่ยเคยโทรถามซูอวิ้นจิ่นว่ายังโกรธตนหรือไม่ที่ทำให้เธอกับเฉิงเจิงเลิกกัน ซูอวิ้นจิ่นบอกเธอว่า ความจริงเรื่องที่ตนกับเฉิงเจิงแตกหักกันไม่เกี่ยวกับเธอ เธอไม่เคยโกรธแค้นเมิ่งเสวี่ย นี่คือคำพูดจากใจจริงของเธอ เพื่อนเก่าที่ก้าวผ่านมาด้วยกันจะมีสักกี่คน ต่อให้ไม่อาจเป็นเพื่อนรู้ใจ มิตรภาพของเพื่อนร่วมชั้นก็ยังคงอยู่ นี่ก็คือเหตุผลที่เธอตั้งใจมาแสดงความยินดีกับเมิ่งเสวี่ยในวันนี้

พิธีกรประกาศให้ทุกคนร่วมดื่มอวยพรแก่คู่บ่าวสาว

“ดีจัง ฉันละอิจฉาเมิ่งเสวี่ย มีสามีที่รักตัวเอง ได้ยินว่ามีลูกในท้องแล้วด้วย ผู้หญิงเราจะแกร่งขนาดไหน ก็ต้องมีชีวิตแบบนี้ถึงจะครบถ้วนสมบูรณ์” มั่วอวี้หวาเอ่ยขึ้นอย่างอิจฉา พูดจบถึงรู้ตัวว่าพลั้งปาก อดเหลือบมองซูอวิ้นจิ่นไม่ได้ เห็นอีกฝ่ายสีหน้าปกติ ถึงค่อยวางใจลง

ซูอวิ้นจิ่นพยักหน้า “นั่นสิ อย่างนี้ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้แม่ฉันก็รบเร้าหนักขึ้น เหมือนว่าถ้าฉันยังแต่งไม่ออกจะเอาเรื่องฉันถึงตาย”

“แม่เธอร้อนใจก็ไม่แปลก เธอควรหาใครสักคนได้แล้ว สวีจื้อเหิงยังไม่ตัดใจจากเธอนี่? ความจริงเขาก็นับว่าไม่เลว”

ซูอวิ้นจิ่นฝืนยิ้ม “บางครั้งฉันก็คิดนะ ไม่ย้ายกลับมายังดี ต้องอยู่ในบริษัทเดียวกัน เจอหน้ากันประจำ แถมเขายังเป็นเจ้านายฉัน...เดี๋ยวนี้พอเห็นเขาทีไรฉันทำตัวไม่ถูกทุกที เขาช่วยเหลือฉันมามากจริงๆ  แบบนี้ยิ่งทำให้ฉันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

“คบกับคนในบริษัทเดียวกันก็ไม่ใช่ไม่เคยมี”

“ปัญหาคือฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาหย่ากับอดีตภรรยาแล้วหรือยัง ยังไงก็เข้าไปแทรกกลางระหว่างสามีภรรยาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้มั้ง เรื่องแบบนี้ฉันทำไม่ลงหรอก”

“ในโรงพยาบาลที่ฉันทำงานมีหมอหนุ่มหลายคนที่ยังโสด ถ้าสนใจ ฉันจะยอมฝืนใจแนะนำให้เธอรู้จัก”

“ก็ดีนะ” ซูอวิ้นจิ่นเหลือบมองอีกโต๊ะหนึ่งอย่างผ่านๆ  เฉิงเจิงกำลังเอื้อมมือตักอาหารให้แฟนสาว เขาเองก็รู้จักดูแลคนอื่นเป็นแล้ว กาลเวลาทำได้ทุกอย่างจริงๆ  เธอหันไปพูดกับมั่วอวี้หวายิ้มๆ “ฝืนใจอะไรกัน มีของดีก็ต้องแบ่งปันกันสิ”

“รับรองว่าถูกใจเธอแน่นอน เธอนัดเวลามา เดี๋ยวฉันจัดการให้”

“เธอบอกมาก่อนว่าเขาเป็นคนยังไง”

มั่วอวี้หวาคิดอยู่นานกว่าจะตอบ “อืม...เรียกว่าเป็น ‘มือมีดอันดับหนึ่ง’ ของโรงพยาบาลเราได้เลยละ”

“เธอพูดให้ฉันหลอนนะเนี่ย”

ทั้งคู่พูดคุยหยอกล้อครู่หนึ่ง เมฆครึ้มที่ยากคลี่คลายในใจซูอวิ้นจิ่นถึงจางลงเล็กน้อย ความเป็นเพื่อนมั่นคงยืนยาวกว่าความรักจริงๆ  เธอนึกได้ว่าตอนนี้มั่วอวี้หวาเองก็อยู่ตัวคนเดียว พลอยรู้สึกเศร้าใจ จึงถามขึ้น “ทำเรื่องไปต่างประเทศถึงไหนแล้ว”

โรงพยาบาลที่มั่วอวี้หวาทำงานมีสถานพยาบาลในเครือเดียวกันอยู่ที่เมืองดับลิน ปีนี้เรื่องที่เธอขอย้ายไปต่างประเทศได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเรื่องออกเดินทาง จะว่าไปก็ใจหายเหมือนกัน

มั่วอวี้หวามีท่าทีลังเล เอ่ยกับซูอวิ้นจิ่น “ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน”

เธอไม่พูด ซูอวิ้นจิ่นก็รู้เหตุผล โจวจื่ออี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลกำลังหยอกเย้าหญิงสาวแปลกหน้าที่นั่งร่วมโต๊ะจนอีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก เขาหย่าแล้ว แต่คนแบบนี้ เมื่อไรล่ะถึงจะหยุดได้

“เฮ้อ เธอต้องคิดให้ดีแล้วนะ พวกเราจะเสียเวลาอีกไม่ได้ ควรวางแผนอนาคตให้ตัวเองซะที” ซูอวิ้นจิ่นพูดเสียงเบา สิ่งที่เธอคิดได้ อวี้หวามีหรือจะไม่เข้าใจ คนเราก็อย่างนี้ เตือนคนอื่นง่าย เตือนตัวเองยาก เข้าใจเหตุผลทุกอย่างดี แต่พอทำจริงกลับเป็นคนละเรื่อง

เมื่อคู่บ่าวสาวเชิญแขกเหรื่อดื่มสุราเสร็จสิ้น ซูอวิ้นจิ่นกับมั่วอวี้หวาก็ขอตัวกลับก่อน การอยู่ต่อสำหรับพวกเธอล้วนไม่ใช่เรื่องสนุก หลังทั้งสองแยกย้าย ซูอวิ้นจิ่นไม่ได้กลับบ้าน แต่ย้อนกลับไปที่ทำงาน เธอนึกได้ว่าตอนกลางวันมีบันทึกการประชุมชุดหนึ่งยังอ่านไม่จบ การงานและความรักล้วนต้องการเวลาและความทุ่มเทอย่างมากทั้งคู่ สิ่งเดียวที่ต่างกันคือ อย่างแรกน้อยนักจะทำให้คนพยายามต้องเสียใจ

 

 

 

 

บทที่ 2        ฉันหวังว่าเขาจะไม่มีความสุข

 

ในออฟฟิศยังเปิดไฟสว่าง ซูอวิ้นจิ่นเดินเข้าไป เห็นลู่ลู่ฟุบหลับอยู่ตรงโต๊ะทำงาน ลู่ลู่เป็นเด็กฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาไม่นาน ถูกส่งมาฝ่ายการตลาดเพื่อช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ  เลยกลายมาเป็นลูกน้องของซูอวิ้นจิ่น เด็กสาวฉลาดหัวไว แม้จะพูดมากจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ใช่คนน่ารำคาญ

วันนี้ลู่ลู่มาทำงานสาย นับเป็นครั้งที่สองแล้วของเดือนนี้ ซูอวิ้นจิ่นไม่ใช่หัวหน้าที่เข้มงวด น้อยครั้งที่เธอจะตำหนิหรือก้าวก่ายลูกน้อง ส่วนใหญ่จะนิ่งเงียบเสียมากกว่า แต่ใครขยันใครเอาเปรียบใครคล่องแคล่วใครเฉื่อยชาเธอสังเกตอยู่ตลอด รู้ว่าควรทำโทษหรือตกรางวัล แต่กับเด็กฝึกใหม่ที่ร่าเริงซุกซนอย่างลู่ลู่ เธอมักยอมผ่อนปรนให้มากกว่าคนอื่นเสมอ ขอเพียงไม่ทำผิดเรื่องใหญ่ๆ  บางครั้งหากทำพลาดเล็กน้อยเธอก็จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะเธออิจฉาความเยาว์วัยที่ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใดของลู่ลู่ เธอเองก็เคยอยู่ในวัยนี้ แต่ซูอวิ้นจิ่นในตอนนั้นเป็นยังไงน่ะหรือ อ่อนไหว เก็บตัว เงียบขรึม เข้าถึงยาก เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตอนนั้นต้องปิดกั้นตัวเองถึงขนาดนั้น แม้แต่ความรักก็เปลี่ยนความน้อยเนื้อต่ำใจของเธอไม่ได้...สุดท้ายเธอจึงต้องเสียมันไป

ไม่รู้เป็นเพราะอายุมากขึ้นหรือไม่ ถึงทอดถอนใจไร้สาระบ่อยขึ้นเรื่อยๆ  ซูอวิ้นจิ่นก้าวไปสะกิดลู่ลู่ซึ่งกำลังหลับสนิท แค่สะกิดเบาๆ ลู่ลู่ก็สะดุ้งตื่นด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้เธอตกใจ มีอะไรที่ทำให้เด็กสาวซึ่งกำลังอยู่ในวัยสดใสขวัญเสียขนาดนี้

“ฉันเอง ดึกป่านนี้เธอยังอยู่ทำอะไรที่ออฟฟิศ”

“พี่ซู...พี่ไปร่วมงานแต่งของอดีตศัตรูหัวใจไม่ใช่เหรอ ฉัน...ฉันกำลังทำโอที!” ลู่ลู่กะพริบตาตอบ

ซูอวิ้นจิ่นมองคราบน้ำลายบนแฟ้มเอกสารที่อีกฝ่ายฟุบหลับเมื่อครู่ เลือกที่จะไม่แสดงท่าทีอะไรกับคำตอบของเธอ

“งั้นตอนนี้เธอก็ควร ‘เลิกงาน’ ได้แล้ว ดึกมากแล้ว กลับบ้านเถอะ”

คำว่า “กลับบ้าน” ทำให้ลู่ลู่เหม่อลอยไปชั่วขณะ แต่เพียงครู่เดียวเธอก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง พูดกับซูอวิ้นจิ่น “พี่ซู ฉันว่าคืนนี้เราสองคนควรออกไปหาที่ดื่มนะ”

ซูอวิ้นจิ่นได้ยินดังนั้นก็นึกขำ รอดูว่าเธอมีจุดประสงค์อะไร เป็นไปตามคาด ลู่ลู่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฉันไม่อาจเสียเวลาอันมีค่าไปกับการนอน ส่วนพี่ พี่ซู พี่ไปร่วมงานแต่งของอดีตศัตรูหัวใจมา แล้วไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ศัตรูหัวใจแต่งงานไปแล้ว แต่พี่ยังโสด ในเมื่อเป็นโสด ก็ยิ่งไม่อาจอยู่อย่างเดียวดายกลางค่ำคืนอันยาวนาน พี่รู้ไหมว่าความเหงาเป็นคู่อาฆาตของผู้หญิง ยามบุปผาผลิบานพึงเด็ดไว้ อย่าปล่อยให้...”

“หยุด!” ซูอวิ้นจิ่นเอ่ยแทรกความเห็นที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของเธอ ดูท่าปกติเธอจะตามใจเด็กสาวคนนี้มากเกินไป ถึงทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนเพี้ยนๆ แบบนี้ แต่พอมาคิดดูแล้วสิ่งที่เด็กสาวพูดก็ไม่ใช่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว จู่ๆ ซูอวิ้นจิ่นก็รู้สึกว่า การออกไปดื่มนั้นน่าดึงดูดใจกว่าอ่านบันทึกการประชุม บางทีเธออาจต้องการการพักผ่อนบ้างจริงๆ

“เธอจะไปที่ไหน”

“พี่ตามฉันมาแล้วกัน”

ลู่ลู่พาซูอวิ้นจิ่นไปยังสถานที่แห่งหนึ่งชื่อ “จั่วอั้น (ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ)” ว่ากันว่าเธอเคยเป็นพนักงานเสิร์ฟที่นี่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อันที่จริงซูอวิ้นจิ่นรู้จัก “จั่วอั้น” มาก่อน หลายปีนี้เธอค่อยๆ เปลี่ยนการใช้ชีวิต ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนตอนอยู่กับเฉิงเจิง บางครั้งหลังเลิกงานจะไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าหรือเพื่อนร่วมงานตามสถานบันเทิงต่างๆ ในเมือง ร้าน “จั่วอั้น” เป็นศูนย์รวมความบันเทิงแบบครบวงจรที่กำลังมาแรงในปีสองปีนี้ ตกแต่งอย่างมีสไตล์ อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ค่อนข้างตอบรับความต้องการของกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ มันเป็นกิจการภายใต้ชื่อของจางเยวี่ย

หลังเลิกกับเฉิงเจิง ซูอวิ้นจิ่นกับจางเยวี่ยลูกพี่ลูกน้องของเฉิงเจิงก็แทบไม่ได้ติดต่อกัน แต่เสิ่นจวีอันสามีของจางเยวี่ยยังคงเป็นเพื่อนเธอ ซูอวิ้นจิ่นรู้ดีว่าคนอย่างเสิ่นจวีอัน หากหลงรักอาจช้ำใจได้ง่ายๆ  แต่หากรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม เขาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เสิ่นจวีอันไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เธอเลิกกับเฉิงเจิงต่อหน้าเธอแม้แต่คำเดียว ส่วนซูอวิ้นจิ่นก็น้อยครั้งจะถามถึงเรื่องรักๆ เลิกๆ ระหว่างเขากับจางเยวี่ย

สาวน้อยลู่ลู่ดื่มเหล้าไปไม่กี่แก้วก็เริ่มเมาได้ที่ ใบหน้าแดงก่ำ ทว่าดวงตากลับเจิดจ้ายิ่งกว่าตอนทำงาน สอดส่องมองหาหนุ่มหล่อท่ามกลางชายหนุ่มหญิงสาวกลุ่มใหญ่ราวกับเรดาร์ ซ้ำยังคอยเขย่าตัวซูอวิ้นจิ่นอย่างกระดี๊กระด๊า “พี่ซู ดูสิ ตรงนั้นมีคนหนึ่งหล่อมากเลย”

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นกำลังรับสายสวีจื้อเหิงซึ่งโทรเข้ามา เสียงจากฝั่งเธออึกทึกอย่างยิ่ง อีกฝ่ายถามว่าเธออยู่ไหน ซูอวิ้นจิ่นบอกตามตรงว่าตนอยู่ที่ “จั่วอั้น” เธอรู้ว่าสวีจื้อเหิงไม่มีทางมา ได้ยินว่าอดีตภรรยาของเขาพาลูกสาวจากไต้หวันมาหาเขา แม้เขาจะมีใจให้ซูอวิ้นจิ่น แต่ก็คงไม่ทิ้งลูกเมียมาตอนนี้แน่นอน

หลังซูอวิ้นจิ่นย้ายกลับมาสำนักงานใหญ่ ความรู้สึกที่สวีจื้อเหิงมีต่อเธอก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  ความจริงแล้ว ซูอวิ้นจิ่นก็กำลังลังเลว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธดี หากรับไมตรี เธอก็รู้สึกว่าหนุ่มไต้หวันคนนี้ยังมีเยื่อใยกับอดีตภรรยา กลัวว่าตนเองจะทุ่มเทความรักโดยไม่ลืมหูลืมตา เสียเวลามอบหัวใจให้ แต่หากปฏิเสธเด็ดขาด อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเจ้านายของเธอ หลายปีนี้ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ ตนก็ได้รับการดูแลจากเขาไม่น้อย หากต้องการตัดขาดความสัมพันธ์อันคลุมเครือนี้ นอกเสียจากเธอออกจากบริษัทไปหางานใหม่ แต่เธอไม่มีต้นทุนพอที่จะไปตอนไหนก็ไป อาชีพการงานเป็นรากฐานในการดำรงชีวิตของเธอ เธอทุ่มเทให้กับอาชีพนี้มามากเหลือเกิน บอกให้ปลีกตัวออกมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

เธอไม่มีแก่ใจคุยกับสวีจื้อเหิง จึงอ้างว่าได้ยินเสียงเขาไม่ชัดแล้วกดวางสาย จากนั้นมองไปตามทางที่ลู่ลู่ชี้บอกว่ามีหนุ่มหล่อ กลุ่มคนกำลังแดนซ์กระจาย ใครจะมองออกว่าคนไหนที่ “หล่อมาก” เธอพูดขึ้นอย่างไม่สนใจนัก “คงไม่ใช่พวก ‘หนุ่มหน้าหวาน’ ที่แยกไม่ออกว่าชายหรือหญิงอย่างที่เธอคลั่งไคล้หรอกนะ ฉันทนรับสไตล์แบบนั้นไม่ไหวแล้ว”

คาดว่าพอลู่ลู่หันไปมองอีกครั้งตัวเธอเองคงหาคนคนนั้นไม่เจอเหมือนกัน ตอบเสียงเซ็งๆ “เป็นหนุ่มหล่อจริงๆ ทั้งเท่ทั้งมีเสน่ห์ ไม่รู้หายไปไหนแล้ว” ซูอวิ้นจิ่นลอบรู้สึกขัน ทั้งที่อยู่ห่างกันขนาดนี้ แต่เธอก็ยังอุตส่าห์มองออกว่าอีกฝ่าย “มีเสน่ห์”

ลู่ลู่สังเกตเห็นท่าทีเบื่อหน่ายของเธอ ร้องโวยวาย “พี่ซู พี่เพิ่งอายุยี่สิบเก้าก็เลิกสนใจหนุ่มหล่อแล้วเหรอ อย่างนี้น่ากลัวมากนะ ผู้หญิงเราจำต้องมีความรักมาให้หัวใจชุ่มชื่น พี่ดูตัวเองสิ หน้าไร้สีเลือด แสดงว่าหยินหยางเสียสมดุล”

“เพ้อเจ้อละเธอน่ะ วันนี้ฉันแค่รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย” ซูอวิ้นจิ่นยิ้มต่อว่า

ลู่ลู่หัวเราะคิก “ไปงานแต่งอดีตศัตรูหัวใจ รู้สึกสบายก็แปลกแล้ว”

เธอตาไวสังเกตเห็นว่าสีหน้าของซูอวิ้นจิ่นแข็งค้างเล็กน้อย เดิมเป็นคำพูดล้อเล่นที่ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติซูอวิ้นจิ่นใจดีกับเธอ ถึงได้กล้าพูดจาเล่นหัวขนาดนี้ เธอเพิ่งนึกได้ว่าเจ้านายของตนไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวกับใคร พลันรู้สึกเสียใจที่ปากไว ได้แต่แลบลิ้นอย่างเจื่อนๆ พลางคิดหาทางเปลี่ยนเรื่อง

สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงคือซูอวิ้นจิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็พยักหน้า “คงใช่มั้ง”

ลู่ลู่ชะงัก รู้สึกได้ทันทีว่าตนล้วงเจอข้อมูลเด็ดเข้าให้แล้ว รีบเขย่าแขนเสื้อซูอวิ้นจิ่น ซักไซ้ตามประสาสาวช่างเมาท์ “พี่ซู หรือพี่บังเอิญเจอแฟนเก่ามา? เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”

“เธอรู้เรื่องหมดแล้ว จะให้ฉันเล่าอะไรอีกล่ะ” ซูอวิ้นจิ่นพูดยิ้มๆ

ลู่ลู่ตื่นเต้นกว่าเดิม “ที่แท้พี่เคยมีแฟนจริงๆ ด้วย ฉันคิดไว้อยู่แล้ว คนสวยๆ อย่างพี่จะไม่มีประสบการณ์ความรักได้ยังไง ‘แฟนเก่า’ ก็แปลว่าตอนนี้พวกพี่เลิกกันแล้วใช่ไหม ทำไมถึงเลิกล่ะ พี่ดีขนาดนี้ ต้องเป็นเพราะเขาแย่มากแน่ๆ  พี่ถึงได้แยกทางกับเขาใช่ไหม”

พอลู่ลู่เริ่มพ่นคำถาม ซูอวิ้นจิ่นก็ถึงกับมึน แต่ตอนนี้มีนกกระจอกเสียงเจื้อยแจ้วตัวนี้อยู่ด้วยก็ไม่แย่มากนัก เธอดื่มเหล้าไปสองสามอึก พูดกับนกกระจอกด้วยท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อย “ไม่ เขาไม่แย่เลยสักนิด ตรงกันข้าม ตอนคบกันเขาดีกับฉันมาก ฉันคิดว่าคงไม่มีใครรักฉันได้มากเท่าเขาอีกแล้ว อาจเพราะเราสองคนไม่มีวาสนาต่อกัน แล้วก็ไม่มีด้านไหนเหมาะสมกันเลย” ซูอวิ้นจิ่นเองยังนึกแปลกใจที่จู่ๆ ตนจะเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เด็กสาวฟัง บางทีการพบหน้าเฉิงเจิงอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอกลายเป็นคนอ่อนแอ ต้องการหาใครสักคนมารับฟัง ต่อให้คนคนนั้นจะไม่น่าเชื่อถือนักก็ตาม

“พี่คงคิดถึงเขามากสินะ” ลู่ลู่นิ่งฟังอย่างตั้งใจ และไม่ลืมที่จะถามอย่างเห็นใจ

ซูอวิ้นจิ่นส่ายหน้า “อันที่จริงหลายปีมานี้ ฉันนึกถึงเขาน้อยมาก เมืองนี้ก็ไม่นับว่าใหญ่ แต่ฉันไม่เคยเจอเขาสักครั้ง ก่อนบังเอิญเจอเขาคืนนี้ ฉันคิดว่าฉันลืมเขาได้แล้ว”

ลู่ลู่ทำตาโต “ฉันจินตนาการไม่ออกเลย สมมติฉันบังเอิญไปเจอคนที่เคยรักแล้วจะเป็นยังไง”

“ฉันเคยคิดหลายครั้ง หากพบเขาอีกครั้ง สิ่งเดียวที่ฉันปรารถนาคือ...ฉันหวังว่าเขาจะไม่มีความสุข อย่างน้อยก็อย่ามีความสุขมากกว่าฉัน” ซูอวิ้นจิ่นแกว่งแก้วเหล้าไปมา

ลู่ลู่มีหรือจะเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ ถามอย่างอึ้งๆ “ทำไมล่ะ”

ซูอวิ้นจิ่นหลุบตาลง “เพราะฉันยังทำใจไม่ได้ มีหลายครั้งที่ฉันนึกเกลียดเขา...แต่ส่วนใหญ่แล้ว ฉันรักเขา ฉันคิดแบบนี้เลวมากใช่ไหม” เธอยิ้มพลางพูดติดตลก “ดังนั้นคนเลวจึงต้องรับกรรม วันนี้ตอนเจอเขาอีกครั้ง เขามีความสุขดี มีความสุขมากกว่าฉันหลายเท่า”

“พี่ซู ฉันไม่เข้าใจ ถ้าพี่ยังรักคนคนนั้น ทำไมถึงไม่กลับไปหาเขา ไม่ว่าจะขาดการติดต่อกันยังไง แต่คนสองคนที่เคยรักกัน แถมยังอยู่ในเมืองเดียวกัน ต้องหากันเจอได้อยู่แล้ว” ลู่ลู่เอ่ยถามอย่างข้องใจ

น้ำเสียงของซูอวิ้นจิ่นเจือแววเศร้าสร้อย “ปีสองปีแรก ฉันไม่เต็มใจไปหาเขา เพราะละวางศักดิ์ศรีไม่ได้ และลืมความเจ็บปวดในตอนแรกไม่ลง คิดแต่ว่าต่อให้คนสองคนกลับมาคบกันอีกครั้งแล้วจะทำอะไรได้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีใครบังคับให้เราเลิกกัน เราเองต่างหากที่ไม่รู้ว่าจะรักกันยังไง ที่ฉันเลิกกับเขา ไม่ใช่เพราะการเข้าใจผิด แล้วก็ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่ช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้น ต่อมาฉันค่อยๆ คิดได้ แต่ก็หันกลับไปไม่ได้แล้ว ฉันไม่กล้าไปหาเขา กลัวว่าเขาจะมีคนอื่นอยู่ข้างกาย กลัวว่าพอเขาไปจากฉันก็ได้พบกับความสุข เราสองคนเคยใกล้ชิดกันจนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอีกฝ่าย แต่วันนี้ ทั้งที่เขาอยู่ในสายตาของฉัน แต่กลับไม่ได้อยู่ในชีวิตของฉันอีกต่อไป กลายเป็นแฟน เป็นสามี เป็นพ่อของลูกคนอื่น แค่นึกถึงตรงนี้ฉันก็รับไม่ไหวแล้ว สู้อย่าเจอกันดีกว่า อย่างน้อยก็ยังหลอกตัวเองได้ พอชิน แม้จะไม่มีเขา แต่ฉันก็ยังมีชีวิตของฉันเองอยู่ดี ไม่แน่อาจได้เจอผู้ชายอีกคน แต่งงาน มีลูก แก่ไปด้วยกัน คนเราไม่มีทางใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เพราะขาดใครบางคนไปหรอก”

“แต่ฉันคิดเสมอว่า คนรักกันควรฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน” เด็กสาวแรกรุ่นที่ไม่เคยมีความรักพูดอย่างดื้อรั้น

“อาจจะใช่ ฉันเป็นแบบที่ไม่ควรเอาอย่าง ไม่ควรทำลายความรักในอุดมคติของเธอ”

ทั้งคู่กำลังพูดคุยกัน มือถือของซูอวิ้นจิ่นพลันดังขึ้น หน้าจอขึ้นว่าเป็นเบอร์แปลกหน้า เธอกดรับสาย อีกฝ่ายคล้ายอยู่ในที่ที่มีเสียงอื้ออึงเช่นเดียวกับตน ปลายสายไม่มีเสียงพูด ขณะงุนงง หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินฝ่ากลุ่มคนก้าวตรงมาหาเธอ

“ไม่ทราบคุณใช่คุณซูอวิ้นจิ่นหรือเปล่าคะ” เมื่อมองใกล้ๆ  หญิงสาวคนนั้นน่าจะอายุราวๆ สามสิบกว่าปี แต่แต่งหน้าเรียบหรู แต่งกายประณีต น้ำเสียงเจือสำเนียงนุ่มหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไต้หวัน

ซูอวิ้นจิ่นมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายท่าทางสุภาพ กิริยานุ่มนวล ตนจะเสียมารยาทคงไม่ดี จึงพยักหน้าตอบ “ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ...” ยังพูดไม่ทันจบ วิสกี้ยี่ห้อแจ็ก แดเนียลส์ครึ่งแก้วที่ลู่ลู่วางไว้บนโต๊ะบาร์ก็ถูกสาดใส่หน้าเธอ ลู่ลู่ร้องกรี๊ด แขกคนอื่นที่กำลังหาความสุขพากันหันมามอง

ซูอวิ้นจิ่นเช็ดเหล้าที่กระเด็นเข้าตาออกเบาๆ  มองมือที่ทาเล็บสีแดงซึ่งกำลังถือเหล้าแก้วนั้น ในใจพอจะเดาสถานะและจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออกแล้ว

“สามีฉันแซ่สวี เธอสามารถเรียกฉันว่าคุณนายสวี ยินดีที่ได้พบ คุณซู” น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นนุ่มนวลรื่นหู ราวกับสนทนาสัพเพเหระ

ลู่ลู่ซึ่งอยู่ข้างๆ เพิ่งหายจากอาการตกใจ รีบส่งกระดาษทิชชู่ให้ซูอวิ้นจิ่น ซูอวิ้นจิ่นยื่นมือรับ เช็ดคราบเหล้าบนเส้นผมและใบหน้าออกช้าๆ  ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ตั้งสติจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ ภาพนี้ช่างคุ้นตานัก เธอจำได้ว่าตนเคยสาดน้ำเย็นครึ่งแก้วใส่เฉิงเจิง ที่แท้ความรู้สึกตอนของเหลวไหลจากศีรษะไล่มาตามใบหน้าเป็นอย่างนี้นี่เอง

“วิธีทักทายของคุณนายสวีไม่ซ้ำใครจริงๆ”

ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าคุณนายสวีเม้มปากยิ้มพลางสำรวจซูอวิ้นจิ่น พูดเสียงถากถาง “หน้าตาก็ดี ดูไม่เหมือนพวก ผู้หญิงชั้นต่ำ สวีจื้อเหิงสายตาเฉียบคมขึ้น ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้หญิงจีนแผ่นดินใหญ่ที่หน้าตาพอดูได้อย่างพวกเธอถึงอยากเป็นเมียน้อยจนตัวสั่น”

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นเช็ดเหล้าบนใบหน้าออกหมดแล้ว เธอปัดผมที่เปียกแนบหน้าผากออก ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ฉันก็สงสัยเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงไต้หวันอย่างพวกคุณพอมีอายุเข้าหน่อยก็เป็นได้แค่เมียที่ถูกทิ้ง จากนั้นวันๆ ก็ออกอาละวาดใส่คนที่ทึกทักเอาว่ามาแย่งสามีตัวเอง”

“จะมากไปแล้ว!” คุณนายสวีรักษารอยยิ้มไม่ได้อีกต่อไป มือเรียวงามตวัดออกไปเต็มแรง

ซูอวิ้นจิ่นคว้ามืออีกฝ่ายไว้ได้ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น “คุณนายสวี ฉันไม่สนว่าคุณเป็นคุณนายสวีจริงๆ หรืออดีตคุณนายสวี คุณอาจรู้สึกว่าคำเรียกขานนี้สำคัญกับคุณมาก แต่ใช่ว่าจะสำคัญสำหรับฉัน”

คุณนายสวีลดมือลงอย่างอ่อนแรง กัดฟันพูด “เธอจะรู้อะไร ฉันคบกับเขาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อยู่กินกันมาสิบปี เธอมันก็แค่คนแพศยาที่หวังชุบมือเปิบ!”

“ฉันกับสวีจื้อเหิงไม่ได้เป็นอะไรกัน ถ้าคุณโกรธก็ควรไปลงที่เขา เพราะคนที่ไปจากคุณคือเขา ไม่ใช่ฉัน”

“ฉันรู้แต่ว่าถ้าไม่มีเธอ เขาไม่มีทางยอมหย่าโดยไม่ลังเลแบบนี้!”

ผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อถึงคราวสิ้นหวังโดดเดี่ยวอย่างที่สุด จะแต่งหน้าดูดีขนาดไหนก็ปกปิดความเหนื่อยล้าแก่ชราไว้ไม่มิด

“ฉันจะพูดอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ถ้าฉันเป็นคุณ แทนที่จะมาลงไม้ลงมือที่นี่ สู้เอาเวลาไปคิดเรื่องสามีดีกว่า ไม่ใช่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ของพวกคุณเลวร้ายถึงขีดสุด เชื่อว่าน่าจะเหนี่ยวรั้งเขาได้มากกว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่”

“เธอไม่ต้องมาใช้คำพูดสวยหรูกับฉัน เธอกล้าลั่นวาจาสาบานไหมว่าเธอไม่มีวันคบกับสามีฉัน”

“ฉันสาบาน!” ซูอวิ้นจิ่นหยุดเว้นชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “ฉันกับสามีคุณจะไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดนอกเหนือไปจากเพื่อนร่วมงาน มิฉะนั้น...มิฉะนั้นขอให้ชีวิตนี้ฉันไม่ได้อยู่กับคนที่ฉันรัก”

พอเธอพูดจบก็รู้สึกว่าน่าหัวเราะ คำสาบานนี้ดูร้ายแรงกับเธอตรงไหน

แต่คุณนายสวีได้ยินดังนั้นกลับชะงักอึ้ง เดิมตั้งใจจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะยกธงขาวเร็วขนาดนี้ เดิมเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงอารมณ์ร้าย “ได้ ทางที่ดีเธอควรจำคำพูดวันนี้ให้ขึ้นใจ” ก่อนน้ำตาหลั่งริน เธอเชิดหน้าจากไป

“เฮ้ย! สาดน้ำใส่คนอื่นแล้วเดินหนีไปง่ายๆ อย่างนี้ได้ไง!” ลู่ลู่ไม่ยอมรามือ ทำท่าจะเรียกอีกฝ่าย

ซูอวิ้นจิ่นจับแขนลู่ลู่ เอ่ยขึ้น “ถึงยังไงเขาก็เป็นภรรยาของหัวหน้าสวี ล่วงเกินเขาไม่ส่งผลดีต่อเธอ ไปเถอะ ยังเป็นเป้าสายตาไม่พออีกหรือไง”

เธอจูงมือลู่ลู่ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นกลุ่มคนมุงมองรอบด้าน เดินออกไปอย่างเร่งรีบ

กระทั่งขึ้นรถ ลู่ลู่ถึงถามเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ “พี่ซู พี่กับหัวหน้าสวี...”

“ฉันกับเขา...” เดิมเธอคิดจะตอบว่าตนกับสวีจื้อเหิงไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก ตนกลับนึกสงสัยความจริงเท็จของคำพูดนี้ จริงอยู่ที่ทั้งคู่ยังไม่พัฒนาไปเป็นคนรัก แต่เธอจำต้องยอมรับว่าตัวเองก็หวั่นไหว สองวันก่อนตอนสวีจื้อเหิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะจัดการเรื่องทั้งหมดและมอบอนาคตให้เธอ เธอแทบจะตอบรับ คิดจะลองให้โอกาสกับเธอและเขา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจตัดสินใจเด็ดขาด ตอนนี้มาคิดอีกที ความรอบคอบก็ไม่ใช่เรื่องแย่ “เราสองคนไม่ได้เป็นอย่างที่ภรรยาเขาคิด”

“แต่ฉันรู้สึกว่าหัวหน้าสวีชอบพี่มากเลยนะ” ลู่ลู่ยังคะยั้นคะยอถาม

ซูอวิ้นจิ่นอึ้งไปเล็กน้อย หรือความรู้สึกที่สวีจื้อเหิงมีต่อเธอ และความคลุมเครือที่มีอยู่จริงระหว่างทั้งคู่ดำเนินมาถึงขั้นที่ทุกคนรู้เรื่องหมดแล้ว?

“ฉันเดาเอาน่ะ ตอนประชุมเขาชอบมองพี่ ฉันเคยเห็นตอนรินชา” ลู่ลู่เน้นย้ำ “แล้วฉันก็เคยได้ยินมาว่าเขาหย่าแล้ว ถ้าพี่รักเขา ก็ไม่ต้องไปสนผู้หญิงคนนั้น!”

“บางทีปัญหาอาจอยู่ที่ว่า ฉันไม่รู้ว่าฉันรักเขาหรือเปล่า”

สวีจื้อเหิงหล่อเหลา เอาใจใส่ มีเสน่ห์ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หลายปีนี้เขาช่วยซูอวิ้นจิ่นเรื่องงานไม่น้อย แม้ไม่ใช่ไม่หวังสิ่งตอบแทนเสียทีเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่ชวนให้หวั่นไหว การที่เธอไม่รับรักเขา เป็นเพราะจิตสำนึกอันแรงกล้ากำลังทำหน้าที่หรือ ซูอวิ้นจิ่นมีความคิดบ้าคลั่งอยู่อย่างหนึ่ง เธอลองคิดว่าถ้าเฉิงเจิงปล่อยมือแฟนสาวแล้วเดินมาหาเธอ ต่อให้แฟนเขากำลังท้อง ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าทำแบบนี้ไม่ถูก แต่เธอก็อดละอายใจไม่ได้เมื่อพบว่า ตนไม่ได้หนักแน่นถึงเพียงนั้น ผลลัพธ์นี้ทำให้เธอหวั่นกลัวอย่างยิ่ง

“พี่ซู ฉันอยากรู้เรื่องในอดีตของพี่กับแฟนพี่จริงๆ  พี่เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”

ซูอวิ้นจิ่นเหลือบมองลู่ลู่ ถามขึ้น “เธอเคยได้ยินเรื่องซินเดอเรลล่าไหม”

“เคยสิ ซินเดอเรลล่าสวมรองเท้าแก้ว ได้ครองคู่กับเจ้าชายอย่างมีความสุข”

“ที่ฉันจะเล่าคือเรื่องราวหลังจากนั้น...พวกเขาอยู่อย่างมีความสุขไม่กี่ปี ก็เริ่มทะเลาะกันไม่จบสิ้น สุดท้ายเอารองเท้าแก้วมาขว้างใส่กัน จนต่างฝ่ายต่างเลือดตกยางออก”

ลู่ลู่ตกตะลึงอ้าปากค้าง ตรงช่องว่างระหว่างตึกสูงไกลออกไปมีแสงสีม่วงแลบปลาบ ตามด้วยเสียงฟ้าร้องครืนคราง ซูอวิ้นจิ่นไม่รีบร้อนเล่าเรื่องราวที่ทำลายความฝันอันสวยงามของเด็กสาวเรื่องนั้น เพียงเงยหน้ามองฟ้า สายฝนในฤดูร้อนมักมาเยือนตอนที่เราไม่ทันระวังตัวอย่างที่สุด ประหนึ่งการพบพานอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 3        ดักแด้ใต้ต้นไม้ใหญ่

เรื่องราวของพวกเขาเริ่มต้นในฤดูร้อน และสิ้นสุดในฤดูร้อน ทุกครั้งที่ซูอวิ้นจิ่นหันกลับไปมอง ราวกับสามารถสูดกลิ่นอายร้อนชื้นในวันวาน คล้ายมีพายุฝนห่าใหญ่ที่ไม่มีวันสาดเทซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอเป็นลูกจักจั่นที่ซุ่มหลบอยู่ในดิน ฟังเสียงฟ้าร้องอื้ออึงไกลออกไปอย่างกระวนกระวาย

ชายวัยกลางคนที่ศีรษะเริ่มล้านยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าเธอ เขาเป็นอาจารย์ประจำชั้นคนปัจจุบันของเธอ

“...ครูดูคะแนนการจำลองสอบของเธอแล้ว เธอเคยคิดจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฐานะผู้มีความถนัดทางศิลปะบ้างไหม”

ท่าหลุบศีรษะของซูอวิ้นจิ่นคล้ายต้องการหดคอของตนเข้าไปในอก อย่างนี้สิดี ทั้งหนีกลิ่นเหงื่อบนตัวอาจารย์ประจำชั้น และสามารถปกปิดความละอายแกมอับอายบนใบหน้าตน

เธอมีหรือจะฟังความนัยของอาจารย์ไม่ออก...ใกล้ขึ้นชั้น ม.6 แล้ว โรงเรียนดังประจำมณฑลที่เธอเรียนอยู่เข้มงวดกับสถิตินักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างมาก คะแนนของเธอไม่เอาไหนจริงๆ  ซึ่งผู้มีความถนัดทางศิลปะจะใช้คะแนนจากวิชาเรียนต่ำกว่านักเรียนทั่วไป อาจารย์กำลังเตือนเธออย่างอ้อมๆ ว่า อย่าเป็นตัวถ่วงของโรงเรียน

ซูอวิ้นจิ่นเป็นนักเรียนใหม่ที่ย้ายมาจากอำเภอหนึ่งใกล้ตัวเมือง พ่อของเธอเป็นครูสอนชีวะในโรงเรียนมัธยมของอำเภอ ส่วนแม่เคยเป็นพนักงานบัญชีในโรงงาน หลายปีก่อนตกงาน จำต้องกลายมาเป็นแม่บ้าน เนื่องจากพ่อของเธอสุขภาพไม่ดี ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ฐานะทางบ้านเธอจึงไม่นับว่าร่ำรวย แต่พ่อแม่ก็รักลูกสาวคนเดียวเช่นเธออย่างมาก ตั้งแต่เล็กจนโตซูอวิ้นจิ่นจึงไม่เคยประสบความลำบากอะไร หลังจบชั้น ม.4 จากโรงเรียนที่พ่อสอนอยู่ พ่อแม่ของเธอเห็นว่ามาตรฐานการศึกษาในท้องถิ่นล้าหลัง ดังนั้นเพื่อให้ลูกสาวสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี จึงใช้เงินเก็บทั้งหมดในครอบครัวและติดต่อเส้นสายทั้งหมดที่มี ส่งเธอเข้าโรงเรียนมัธยมชื่อดังอันดับต้นๆ ของมณฑลนี้

การตัดสินใจเช่นนี้ของพ่อแม่ ตอนแรกซูอวิ้นจิ่นไม่เห็นด้วย หนึ่งเพราะเธอไม่อยากอยู่ห่างจากพวกท่าน สองเพราะค่าธรรมเนียมการย้ายโรงเรียนอันแพงลิบลิ่วทำให้เธอปวดใจทุกทีที่นึกถึง แน่นอนว่าเธอไม่อาจขัดใจบุพการี และทำลายความหวังของพวกท่านไม่ลง จึงตั้งใจจะสู้เพื่อพวกท่านสักตั้ง แต่ชีวิตจริงมักไม่เป็นอย่างที่คิด แม้ตอนอยู่โรงเรียนเก่าเธอจะมีผลการเรียนดีเยี่ยม ทว่า “ต้นส้มเกิดทางใต้ของแม่น้ำไหวคือต้นส้ม เกิดทางเหนือของแม่น้ำไหวคือต้นส้มสามใบ” แค่การสอบย่อยครั้งแรกหลังย้ายมาก็ทำให้เธอมองเห็นระยะห่างอันโหดร้าย ในการจัดลำดับคะแนนรวม เธอตกมาอยู่ลำดับห้านับจากลำดับสุดท้ายของห้อง   

เรื่องนี้ทำให้คนเอาจริงเอาจังอย่างซูอวิ้นจิ่นสะเทือนใจรุนแรง ตลอดหนึ่งปีเต็มในชั้น ม.5 เธอกัดฟันไล่ตามอย่างไม่ลดละ แม้จะหลุดพ้นจากชะตากรรมการเป็น “ที่โหล่” แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ตรงลำดับกลางๆ ค่อนไปทางท้าย เรื่องนี้ทำให้เธอแอบร้องไห้ใต้ผ้าห่มไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และไม่เคยกล้าพูดถึงการเรียนของตนต่อหน้าพ่อแม่ แล้วตอนนี้ คำพูดโดยอ้อมของอาจารย์ประจำชั้นก็ยิ่งทำให้เธอหมดความมั่นใจ การที่พ่อแม่สละทุกอย่างเพื่อส่งเธอเข้าโรงเรียนนี้ล้วนเป็นความผิดพลาด บางทีเธอคงไม่ใช่เด็กฉลาด ทำผิดต่อเงินเก็บที่พวกท่านหามาอย่างยากลำบาก ซ้ำยังทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง ผู้มีความถนัดทางศิลปะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น ยังไม่นับเรื่องที่เธอไม่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แค่ลักษณะที่  “เข็นไม่ขึ้น” เช่นนี้ของเธอ ก็ไม่ควรค่าที่เธอจะเพิ่มภาระให้กับครอบครัวซึ่งเดิมก็ฐานะฝืดเคืองของตน

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าอาจารย์ประจำชั้นจะหว่านล้อมเธออย่างไรว่าการเข้าสอบมหาวิทยาลัยในฐานะผู้มีความถนัดทางศิลปะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เธอก็เอาแต่กัดริมฝีปากพลางก้มหน้าไม่พูดไม่จา หากเธอเป็นดักแด้จริง ก็ควรซ่อนตัวอยู่ใต้เปลือกหุ้ม เปื่อยเน่าอยู่ในดิน แสงอาทิตย์เหนือยอดไม้แต่ไหนแต่ไรก็เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ

ตอนนั้นเอง เสียงกริ่งแหลมสูงบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น คาบทบทวนคาบแรกสิ้นสุดลงแล้ว

อาจารย์ยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก อากาศร้อนอบอ้าว เขาโบกมือให้นักเรียนหญิงท่าทางเก็บตัวเบื้องหน้า

“เธอกลับห้องเรียนเถอะ เก็บคำพูดของครูไปคิดให้ดี อ้อใช่ เทอมหน้าต้องเลือกแผนวิทย์แผนศิลป์แล้ว เธอตัดสินใจได้หรือยัง”

ซูอวิ้นจิ่นส่ายหน้า วิชาภาษาเธอได้คะแนนไม่เลว แต่ประวัติศาสตร์แย่มาก ฟิสิกส์เป็นวิชาที่เธอชอบ แต่คณิตศาสตร์กับเคมีคะแนนไม่ดี ภาษาอังกฤษกับการเมืองก็งั้นๆ  จึงลังเลเรื่องเลือกแผนอยู่นาน ตัดสินใจไม่ได้ซะที

“โดยส่วนตัวครูเห็นว่าแผนศิลป์เหมาะกับเธอมากกว่า แน่นอนว่าเธอปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ปกครองก่อนได้” อาจารย์พูดจบก็หมุนตัวเดินไป

ซูอวิ้นจิ่นหน้าชา กระแสแห่งความเฝื่อนขมแล่นไหลขึ้นมาที่คอ อาจารย์ประจำชั้นของเธอสอนวิชาฟิสิกส์ หากเธอเลือกแผนศิลป์ ก็ไม่ต้องอยู่ในชั้นเรียนที่เขารับผิดชอบ นั่นก็แปลว่า เธอจะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกเขาอีกใช่ไหม ผ่านไปพักใหญ่ เธอถึงคิดได้ว่าต้องขยับลำคอที่ร้าวชา เสียงอึกทึกรอบกายที่จู่ๆ ดังขึ้นเตือนสติเธอว่า บนตัวเธอไม่มีเปลือกดักแด้ห่อหุ้ม และไม่มีดินช่วยกลบบัง เมื่อครู่บนระเบียงทางเดินนอกห้องเรียน หรือพูดให้ถูกคือนอกประตูหลังห้องเรียนห้องข้างๆ  เธอถูกอาจารย์เรียกออกมาคุยตามลำพังท่ามกลางสายตาของทุกคน ใครๆ ก็มองออกว่าต้องไม่ใช่เรื่องดี พวกนักเรียนที่ทบทวนบทเรียนอยู่ในห้องอาจกำลังหัวเราะเรื่องนี้อยู่ก็ได้ เธอรู้สึกเหมือนมีป้ายแขวนอยู่ที่อก บนนั้นมีอักษรใหญ่สะดุดตาสองตัวเขียนว่า “เด็กหัวอ่อน” ซ้ำยังขีดทับด้วยกากบาทสีแดง

อันที่จริงก่อนย้ายโรงเรียน แม้ซูอวิ้นจิ่นจะเป็นคนเงียบๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเก็บเนื้อเก็บตัว ทว่าการมาเยือนสถานที่แปลกหน้าอย่างกะทันหันทำให้เธอกลายเป็นแกะดำที่โผล่เข้ามากลางกลุ่ม ข้างกายล้วนเป็นเด็กในเมืองที่เรียนเก่งกว่าตน ยากที่เธอจะกลมกลืนไปกับพวกเขา เธอไม่มีเพื่อนสนิท ผลการเรียนตกต่ำ มักรู้สึกว่าสู้หน้าใครไม่ได้ ความมั่นใจหดหาย ทั้งยังพูดน้อยลงเรื่อยๆ  เธอนึกอยากมีเปลือกหุ้มสักอัน ตนจะได้หลบอยู่ในนั้น ไม่ก็กลายร่างเป็นเงาที่ไม่มีใครมองเห็น

ระเบียงทางเดินนอกห้องเรียนปกติจะเป็นที่ที่นักเรียนชายจับกลุ่ม “สูดอากาศ” ในช่วงพัก ไม่นานรอบด้านก็มีคนยืนอยู่เต็ม ซูอวิ้นจิ่นเดิมคิดจะกลับไปที่นั่งของตนเงียบๆ  แต่เธอก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ไม่ว่าจะเศร้าขนาดไหน เธอก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดที่จะไปห้องน้ำได้

ห้องน้ำในอาคารเรียนตั้งอยู่ตรงสุดทางของระเบียงทางเดิน นั่นหมายความว่าเธอต้องเดินฝ่านักเรียนชายกลุ่มนั้นไป ที่ผ่านมาซูอวิ้นจิ่นก็อึดอัดกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง ความอ่อนไหวและประหม่าของเด็กสาวทำให้เธอไม่รู้จะวางตัวยังไง ยิ่งตอนนี้ยิ่งเกร็ง ได้แต่ก้มหน้าเร่งฝีเท้า

ด้านหน้ามีกลุ่มนักเรียนชายจากห้องข้างๆ กำลังคุยกันเสียงดัง เล่นผลักกันไปมาอย่างสนุกสนาน หนึ่งในนั้นหัวเราะพลางถอยหลบเพื่อนในกลุ่ม จึงชนเข้ากับซูอวิ้นจิ่นซึ่งเดินมาพอดี

ยังดีที่ชนไม่แรงมากนัก ซูอวิ้นจิ่นเพียงรู้สึกไหล่ชาเล็กน้อย แล้วอีกฝ่ายก็หมุนตัวกลับทันที เธอคล้ายได้ยินเสียงหัวเราะลอยมาจากทางนั้น

เดิมพวกเขาก็เป็นฝ่ายผิด แต่ตอนนี้เธอกระอักกระอ่วนเกินกว่าจะมีเรื่องมีราวด้วย เธอขยับไปด้านหนึ่ง ขณะกำลังจะเดินอ้อม “สิ่งกีดขวาง” ด้านหน้า หารู้ไม่คนคนนั้นก็คงมีความคิดแบบเดียวกัน ก้าวยาวๆ ไปยังทิศทางเดียวกันก้าวหนึ่ง กลายเป็นยืนขวางซูอวิ้นจิ่นเหมือนเดิม อารามจนใจ ซูอวิ้นจิ่นเขยิบไปอีกด้าน แต่อีกฝ่ายก็เคลื่อนมาด้านนี้เหมือนกัน

ระเบียงทางเดินเดิมก็ไม่กว้างนัก สองฝั่งมีคนยืนอยู่ไม่น้อย ความจริงเหลือแค่ทางเดินแคบๆ ตรงกลางพอให้คนเดินผ่าน ขยับตัวไม่ได้มาก ซูอวิ้นจิ่นร้อนใจ จึงตัดสินใจหยุดอยู่กับที่รอให้คนคนนั้นหลีกทาง เธอนับหนึ่งถึงสองในใจ เห็นเขายืนเฉย ถึงค่อยอ้อมผ่านเขาหมายจะเดินต่อ ใครจะรู้คนคนนั้นก็ตั้งใจแบบเดียวกัน ทั้งคู่ชนกันอีกครั้ง ซูอวิ้นจิ่นกำลังสืบเท้าออก จึงเกือบเหยียบเท้าอีกฝ่ายเข้า

เสียงหัวเราะดังสนั่นรอบด้าน การชนกันอันแสนธรรมดากลายเป็นเรื่องตลกเพราะความ “ใจตรงกัน” บ้าๆ นี่ ซูอวิ้นจิ่นหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ต่อให้เธอหงุดหงิดที่อีกฝ่ายไม่ดูตาม้าตาเรือ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากต่อว่า สิ่งที่ปะทะเข้ากับสายตาคือกระเป๋าเสื้อนักเรียนตรงช่วงอกของอีกฝ่าย เป็นสีฟ้าอ่อนเหมือนกับตนไม่ผิดเพี้ยน ต่างกันแค่ชื้นเหงื่อเล็กน้อยเท่านั้น

อีกฝ่ายคล้ายจะหัวเสียเหมือนกัน ทำเสียงฮึดฮัดอย่างรำคาญ ซูอวิ้นจิ่นเดิมก็ทั้งโกรธทั้งอาย พอได้ยินก็ยิ่งฟิวส์ขาด เห็นชัดๆ ว่าเขาทะเล่อทะล่ามาชนเธอก่อน ไม่ขอโทษก็แล้วไป ซ้ำตอนนี้ยังทำเหมือนตนยืนขวางทางเขา เธออยากพ้นจากการตกเป็นเป้าสายตาโดยเร็ว อารามร้อนรนจึงไม่ทันคิดอะไรมาก ก้มหน้าพลางผลักคนคนนั้นไปอีกทางแล้วรีบเดินออกมา

ซูอวิ้นจิ่นโอ้เอ้อยู่ในห้องน้ำพักหนึ่ง ทว่ามาทางไหนก็ต้องกลับทางนั้น เว้นแต่ว่าเธอไม่กลัวจะถูกจับได้ตอนเข้าคาบทบทวนคาบต่อไปสาย ตอนเดินผ่านห้องเรียนห้องข้างๆ  เธอทำเป็นไม่มอง ทว่าสมองกลับว่างเปล่า เคราะห์ดีที่คราวนี้ไม่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เธอเดินมาถึงห้องเรียนของตนได้อย่างราบรื่น แต่แล้วตอนนั้นเองที่คำพูดประโยคหนึ่งลอยมาเข้าหูเธอ

“...ไร้สาระ ฉันไม่ใช่พวกผู้หญิงบ้าเรียน แล้วก็ไม่ใช่เด็กหัวอ่อนที่เรียนไม่รอด ทำไมต้องเลือกแผนศิลป์ด้วย”

“แผนศิลป์มีผู้หญิงเยอะไง”

“ฉันไม่ใช่นายนะ...”

ตามด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นของนักเรียนชายหลายคน บ้างหัวเราะชอบใจ บ้างหัวเราะยียวน บ้างหัวเราะสะใจ บ้างหัวเราะร่วน...คล้ายกับว่านอกจากเรื่องพวกนี้ สมองที่มีฮอร์โมนวัยรุ่นเหลือเฟือของพวกเขาก็ไม่มีพื้นที่ให้เรื่องอื่นอีก

เสียงหัวเราะนั้นราวกับไฟฟ้าที่ช็อตใส่เส้นประสาทบางส่วนของซูอวิ้นจิ่น เธอรู้สึกสมองอื้ออึง กระแสเลือดในร่างแล่นวาบสู่ใบหน้า อันที่จริงเธอมีหรือจะไม่รู้ว่าคนที่พูดกับหัวเราะใช่ว่าจะหมายถึงตน แต่ความท้อแท้สิ้นหวังจากคำพูดของอาจารย์ประจำชั้นในวันนี้ รวมทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจและแรงกดดันตั้งแต่ย้ายโรงเรียนพลันทะลักทลายราวกับทำนบแตก ใช่ เธอตั้งใจเลือกแผนศิลป์แล้ว เธอก็คือ “ผู้หญิงบ้าเรียนและเด็กหัวอ่อนที่เรียนไม่รอด” ที่พวกเขาดูถูกไม่ใช่หรือ แต่การตัดสินใจของเธอไม่ได้หนักหัวใครนี่! ในที่สุดซูอวิ้นจิ่นก็เงยหน้า เหลียวมองอย่างเจ็บใจแวบหนึ่ง ตรงนั้นยังคงเต็มไปด้วยนักเรียนชายตัดผมเกรียนที่สวมเสื้อนักเรียนสีฟ้าอ่อนเหมือนกันหมด เธอแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ยิ่งไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่พูดจาเหยียดหยามคือคนไหนในกลุ่ม แต่ที่แน่ๆ มีหลายคนมองมาทางเธอด้วยสายตาแปลกๆ

เธอจะทำอะไรได้ ปราดเข้าไปถามว่า “ใครเป็นคนพูด” หรือ ถ้าทำแบบนั้นจริง อย่าว่าแต่คนอื่น เกรงว่าแม้แต่ตัวเธอเองก็คงรู้สึกว่าสมองตัวเองมีปัญหา อีกอย่างคนเขาผิดอะไรที่พูดแบบนั้น ศักดิ์ศรีในตัวเองเดิมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนอื่น

ด้วยเหตุนี้ วันสุดท้ายก่อนจบชั้น ม.5 โค้งสุดท้ายในการตัดสินใจว่าจะเลือกแผน “วิทย์” หรือ “ศิลป์” ซูอวิ้นจิ่นจึงไม่ลังเลที่จะเลือกแผนวิทย์ แม้แต่ตอนที่อาจารย์ประจำชั้นทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังได้รับแบบฟอร์มเลือกแผนการเรียนก็ไม่ทำให้เธอหวั่นไหวหรือเสียใจภายหลัง เธอคิดว่า คงเป็นเพราะศักดิ์ศรีเสี้ยวสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของตนสั่งให้ตนตัดสินใจเช่นนี้

 

 

 

 

 

บทที่ 4        คนที่นั่งแถวหลังคนนั้น

เช้าวันแรกของการเปิดเทอมชั้น ม.6 ซูอวิ้นจิ่นเดินเข้าห้องเรียนใหม่ตามลำพัง เธอถูกจัดให้อยู่แผนวิทย์ห้องสี่ เมื่อกวาดตามอง ในห้องใกล้นั่งกันเต็มแล้ว แต่คนที่คุ้นตามีแค่ไม่กี่คน แถมส่วนใหญ่ยังมีแต่ผู้ชาย นักเรียนจากชั้นเรียนเดิมถูกแบ่งห้องใหม่ทั้งหมด แต่เธอก็ไม่มีเพื่อนร่วมห้องที่สนิทด้วยอยู่แล้ว เธอหยุดยืนข้างแท่นบรรยายครู่หนึ่ง ความไม่มั่นใจยามเผชิญสถานที่แปลกหน้าเหมือนตอนย้ายมาใหม่ๆ คล้ายกลับมาอีกครั้ง

เพราะยังไม่มีการจัดที่นั่ง นักเรียนที่มาถึงก่อนจึงจับกลุ่มนั่งคุยตามมุมต่างๆ ในห้อง ระหว่างมองหาที่ว่าง ซูอวิ้นจิ่นเหลือบเห็นเมิ่งเสวี่ยอดีตเพื่อนร่วมห้องกำลังยืนพิงโต๊ะเรียนตัวหนึ่งพลางพูดคุยอย่างสนิทสนมกับนักเรียนชายสองสามคนที่อยู่แถวนั้น ประหนึ่งดอกไม้แดงกลางพุ่มไม้เขียวชอุ่ม เมิ่งเสวี่ยเคยเป็นตัวแทนนักเรียนประจำชั้นปีของพวกเธอ นิสัยเฮฮาร่าเริง แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่ค่อยสนิทกับอีกฝ่าย เคยคุยกันแค่ไม่กี่ครั้ง เมิ่งเสวี่ยมองเห็นตอนเธอเดินผ่าน จึงโบกมือทักทาย

“ไม่นึกว่าเธอก็เลือกแผนวิทย์ด้วย ได้ยินว่านักเรียนหญิงห้องเรามีแค่เราสองคนที่ได้อยู่แผนวิทย์ห้องสี่”

ซูอวิ้นจิ่นไม่พูดอะไร แค่ยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ในใจมัวแต่นึกโมโหที่ตนเองเสียเวลาเก็บที่นอนในหอพัก ตอนนี้ในห้องเรียนแม้แต่ที่ว่างก็เหลือไม่กี่ที่ ได้แต่เดินไปพลางมองหาไปพลาง

เมิ่งเสวี่ยก็ยังไม่มีที่นั่งเหมือนกัน ข้างโต๊ะที่เธอพิงมีที่นั่งว่างติดกันสองที่ แต่เธอไม่มีท่าทีจะชวนซูอวิ้นจิ่นไปนั่งด้วย พอทักเสร็จก็หันไปคุยกับนักเรียนชายสองสามคนนั้นต่อ

ซูอวิ้นจิ่นเองก็ไม่เสนอตัวไปนั่ง ไม่นานก็ตาไวเหลือบเห็นมุมหนึ่งตรงแถวหลังมีโต๊ะว่าง จึงรีบเดินตรงไป

คนที่นั่งข้างเธอเป็นนักเรียนหญิงร่างอวบ หน้าตาธรรมดา เสื้อนักเรียนที่สวมก็เหมือนกับซูอวิ้นจิ่น คือซักจนสีซีด อีกฝ่ายกำลังก้มหน้าเขียนคำศัพท์ ซูอวิ้นจิ่นเคยเห็นเด็กขยันมาไม่น้อย แต่เด็กขยันที่อุตส่าห์หาเวลาทบทวนบทเรียนแม้แต่ในวันเปิดเทอมวันแรกซึ่งบรรยากาศครึกครื้นนั้นหาได้ยากมาก เธอรู้สึกว่านักเรียนหญิงคนนี้ออกจะคุ้นหน้า คลับคล้ายว่าเคยเห็นอีกฝ่ายในหอพักแห่งใหม่เมื่อคืน จึงเริ่มชวนคุยอย่างขัดๆ เขินๆ

“ฉันชื่ออวิ้นจิ่น เธอล่ะ”

“มั่วอวี้หวา” นักเรียนหญิงคนนั้นตอบ ปากกาในมือยังคงเขียนไม่หยุด ซูอวิ้นจิ่นคิดว่าตัวเองพูดน้อยแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะเจอคนที่ประหยัดคำพูดยิ่งกว่า จึงไม่กล้ารบกวนเวลาทบทวนบทเรียนของอีกฝ่ายอีก

ตอนนี้ถึงเวลาโฮมรูมแล้ว แต่ไม่เห็นอาจารย์เข้ามาเสียที ซูอวิ้นจิ่นนั่งอยู่เงียบๆ  นึกถึงตอนที่พ่อแม่ออกมาส่งเธอขึ้นรถกลับโรงเรียนเมื่อวาน แม่ไม่อยากให้เธอกลับ จวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ส่วนพ่อกำชับนักหนาให้เธอตั้งใจเรียน ดูแลตัวเองให้ดี ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอสารภาพกับพวกท่านเรื่องผลการเรียนอันย่ำแย่ของตน พ่อแม่ไม่ได้ตำหนิเธอมากนัก พ่อถึงขนาดเรียกเธอมาคุยเปิดอก บอกว่าส่งเธอไปเรียนในตัวเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่อยากให้เธอสูญเสียความมั่นใจเพราะอุปสรรคเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อมองใบหน้าที่ซูบตอบจนน่าใจหายของพ่อ ซูอวิ้นจิ่นก็ไม่กล้าเอ่ยปากเรื่องที่ตนตั้งใจจะย้ายกลับมาเรียนในอำเภอ กลับมาคราวนี้ เธอเห็นว่าสีหน้าของพ่อแย่ลงเรื่อยๆ  ร่างกายผ่ายผอมจนแทบจำไม่ได้ เธอกับแม่อยากให้พ่อไปตรวจสุขภาพอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลแห่งใหญ่ในตัวเมือง พ่อไม่ยอมไป บอกว่าไม่จำเป็น อยู่บ้านกินยาจีนก็พอ ซูอวิ้นจิ่นรู้ว่าพ่อกลัวสิ้นเปลืองเงิน คิดแต่ว่าต้องเก็บเงินไว้ให้ลูกสาวเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่มอบสิ่งที่ดีที่สุดทุกอย่างให้กับเธอ ถ้าเธอขึ้นชั้น ม.6 แล้วผลการเรียนยังเหมือนเดิม เธอก็ไม่มีหน้าไปพบพวกท่านอีกแล้วจริงๆ

นึกถึงตรงนี้เธอก็เศร้าใจ คิดในใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาโอกาสเกลี้ยกล่อมพ่อไปตรวจที่โรงพยาบาลให้ได้ ยังมีอะไรสำคัญกว่าสุขภาพอีกเล่า

ซูอวิ้นจิ่นมัวแต่จมอยู่ในความคิดของตน และโดยไม่รู้ตัวในห้องก็ปกคลุมด้วยความเงียบ ที่แท้อาจารย์มาถึงแล้ว อาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ของพวกเขาแซ่ซุน เป็นชายหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่ถึงห้าปี สอนวิชาคณิตศาสตร์ ท่าทางดูเป็นมิตรกว่าอาจารย์ประจำชั้นศีรษะล้านคนนั้นมาก ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา เขาแนะนำตัวอย่างคร่าวๆ ก่อนจะแจ้งเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่กับทุกคนว่า ให้แต่ละคนเลือกที่นั่งตามใจชอบ จับคู่ได้อย่างอิสระ เช่นนี้เรียกว่าการ “เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” หลังจากเลือกที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ถ้าอยากย้ายที่ เพียงแค่สองฝ่ายยินยอมก็พอ ไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากเขา หากทำตามที่เขาว่า ก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นหลักท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมตึงเครียดของชั้น ม.6 ได้

ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกว่าความคิดของอาจารย์ประจำชั้นคนใหม่ไม่ค่อยเข้าท่านัก แต่ละคนล้วนมาจากต่างห้องเรียน เพิ่งเปิดเทอมวันแรก ต่างยังไม่คุ้นเคยกัน จะ “จับคู่อย่างอิสระ” อย่างไรได้ ทว่าเธอคิดผิด ทันทีที่อาจารย์ซุนพูดจบ เสียงเลื่อนโต๊ะ เสียงคนเดิน เสียงเรียกหากันก็ดังขึ้น บรรยากาศคึกคักอย่างมาก เธอพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ใช่ไม่รู้จักกันอย่างที่เธอคิด พวกเขาโบกมือให้กันและเดินไปหากันอย่างเริงร่า ไม่นานในห้องก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย แม้แต่มั่วอวี้หวาซึ่งนั่งอยู่ข้างเธอก็ไม่รู้หยุดเขียนคำศัพท์ตั้งแต่เมื่อไร รีบเก็บข้าวของไปจองที่นั่งแถวหน้าสุด ปล่อยให้ซูอวิ้นจิ่นนั่งเก้ออยู่ตรงนั้นคนเดียว

ไม่นานก็มีนักเรียนชายท่าทางเอะอะมะเทิ่งสองสามคนตะโกนโหวกเหวกพลางเดินมายังมุมที่เธอนั่งอยู่

“เธอย้ายไปนั่งที่อื่นได้ไหม” หนึ่งในนั้นถาม ดูท่าที่นั่งแถวหลังสุดนี้คงเป็นทำเลทองสำหรับคนบางคน ซูอวิ้นจิ่นยืนขึ้น ยกที่นั่งให้พวกนั้น ถึงอย่างไรเธอก็ไม่สนิทกับใครเป็นพิเศษ ห้องเรียนใหญ่ขนาดนี้ต้องมีที่เหลือให้เธออยู่แล้ว สู้รอทุกคนได้ที่นั่งหมดก่อนดีกว่า แล้วเธอค่อยหาที่นั่งว่างสักที่

กระทั่งความวุ่นวายค่อยๆ สิ้นสุด คนส่วนใหญ่ล้วนได้ที่นั่งแล้ว ที่นั่งที่เหลือให้ซูอวิ้นจิ่นเลือกจึงเหลือไม่มาก ซ้ำยังอยู่แถวหลังเกือบหมด เธอทั้งแปลกใจทั้งดีใจเมื่อเห็นว่าตรงกลางแถวสามนับจากหลังสุดมีที่ว่างอยู่ที่หนึ่ง คนที่นั่งข้างๆ คือซ่งหมิง หนึ่งในอดีตเพื่อนร่วมห้องไม่กี่คนที่เธอรู้จัก ซ่งหมิงเป็นนักเรียนชายร่างเล็กที่สายตาสั้นมาก เคยนั่งอยู่หน้าซูอวิ้นจิ่น เป็นคนนิสัยดี พูดน้อย เรียนเก่ง แล้วก็อัจฉริยะด้านภาษาอังกฤษ ถ้าได้นั่งร่วมโต๊ะกับคนอย่างนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ไม่เลว

“ขอโทษที ตรงนี้มีคนนั่งไหม” ซูอวิ้นจิ่นลองก้าวไปถามซ่งหมิง

“เอ่อ...” ปฏิกิริยาของซ่งหมิงค่อนข้างแปลก เขาชะงัก ก่อนตอบคำถามนี้ก็หันไปชำเลืองมองแวบหนึ่ง แถวหลังของที่ว่างนั้นมีคนนั่งอยู่แล้ว เป็นนักเรียนชายคนหนึ่งที่ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้จัก เขากำลังจัดโต๊ะเรียนของตนโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้า

ผ่านไปสองสามวินาที ซ่งหมิงถึงเอ่ยตอบอย่างไม่แน่ใจ “น่าจะไม่มีนะ”

ซูอวิ้นจิ่นถอนใจโล่งอก ตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่นี่ เธอเพิ่งจะนั่งลง ก็ได้ยินเสียงคนด้านหลังพูดขึ้นเสียงดัง “เฮ้ย เมื่อกี้ตอนเมิ่งเสวี่ยมา นายบอกว่าห้ามผู้หญิงนั่งหน้านายไม่ใช่เหรอ”

“ฉันเคยพูดแบบนั้นเมื่อไร ที่นั่งนั้นไม่ใช่ของฉันซะหน่อย อีกอย่าง แถวนี้มีผู้หญิงด้วยเรอะ” คนที่ตอบไม่ได้จงใจลดเสียงลง ซ้ำยังพูดเสียงดังฟังชัด

ตอนแรกซูอวิ้นจิ่นรู้สึกแค่ว่าเสียงของคนคนนั้นออกจะคุ้นหู แต่พอคิดตามก็รู้สึกว่าคำพูดของเขาฟังดูทะแม่งๆ ชอบกล เธอหันไปมองอย่างงุนงง

คนที่นั่งด้านหลังคล้ายเงยหน้าเหลือบมองเธอพอดี

“เฉิงเจิง นายพูดเลอะเทอะอะไร หล่อนน่ะหรือไม่ใช่ผู้หญิง?” คนพูดคือเพื่อนร่วมโต๊ะของคนที่นั่งด้านหลังซูอวิ้นจิ่น หน้าตาค่อนข้างดี กำลังยิ้มกว้างอย่างทะเล้น

“ฉันไม่เห็นดูออกเลยว่าหล่อนเป็นผู้หญิง”

ถ้าบอกว่าเมื่อครู่แค่สงสัย ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นก็พอจะแน่ใจแล้วว่า “หล่อน” ที่อีกฝ่ายพูดถึงหมายถึงตนเอง

เธอถามอย่างข้องใจ “เธอหมายความว่าไง”

“อะไร ‘หมายความว่าไง’” นักเรียนชายที่ชื่อเฉิงเจิงทำหน้าใสซื่อ

“เธอบอกว่าใครไม่ใช่ผู้หญิง”

“ก็เธอไง เธอใช่เหรอ”

แม้แต่คนที่ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใครอย่างซูอวิ้นจิ่นยังอดโมโหไม่ได้ เธอคิดไม่ออกว่าตนไปทำอะไรให้เพื่อนร่วมห้องคนใหม่ที่ไม่เคยรู้จักไม่พอใจตอนไหน จนอีกฝ่ายต้องมากวนประสาทเธอแบบนี้

“ฉันจะไม่ใช่ได้ยังไง” เธอข่มกลั้นโทสะ ย้อนถามเสียงงึมงำ

“เธออยากพิสูจน์ไหมล่ะ” อีกฝ่ายเอนพิงโต๊ะตัวหลัง มองเธออย่างพิจารณาพลางยิ้มอวดฟันขาว

เพื่อนร่วมโต๊ะของเขา รวมทั้งนักเรียนชายหลายคนแถวนั้นต่างหัวเราะอย่างไม่ประสงค์ดี

เป็นครั้งแรกที่ซูอวิ้นจิ่นสังเกตเห็นว่า ใบหน้าที่หล่อเหลาดูดีก็ทำให้คนรำคาญได้ถึงขนาดนี้

เธอโต้กลับเสียงเย็นชา “ฉันใช่ผู้หญิงหรือไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ”

เมื่อเห็นว่าทุกคนได้ที่นั่งครบแล้ว อาจารย์ซุนจึงใช้ชอล์กเคาะแท่นบรรยายสองสามครั้ง “นักเรียนทุกคนเงียบก่อน ฟังที่ครูพูด ในหนึ่งปีต่อจากนี้ ทุกคนจะเป็นเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน ก่อนถึงขั้นนั้น พวกเราควรทำความรู้จักกันก่อนไหม ครูเสนอให้ทุกคนผลัดกันออกมาแนะนำตัวเอง เริ่มจากแถวหน้าสุด”

ความไม่พอใจเล็กๆ ของซูอวิ้นจิ่นเมื่อครู่นี้พลันถูกแทนที่ด้วยความกังวล เวลายืนหน้าชั้นเรียนเธอจะรู้สึกอึดอัดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่มีหนทางอื่น นักเรียนแถวหน้าทยอยเดินออกไปแนะนำตัวกับเพื่อนในชั้น วิธีพูดแตกต่างกันไป อย่างมั่วอวี้หวา ยังคงบอกชื่อตัวเองอย่างสั้นกระชับตามสไตล์ ส่วนเด็กสาวสดใสอย่างเมิ่งเสวี่ยจะเล่าที่มาสั้นๆ เกี่ยวกับชื่อของตนจนคนฟังเห็นภาพตามไปด้วย เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย ซูอวิ้นจิ่นนั่งอยู่แถวหลัง ยิ่งกระสับกระส่ายก็ยิ่งรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว ราวกับเพียงพริบตาเดียว ซ่งหมิงก็เดินจากแท่นบรรยายกลับมานั่งที่ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาพูดอะไร

“นักเรียนคนต่อไป” อาจารย์ซุนเอ่ยเรียก

เธอเดินออกไปอย่างยอมรับชะตากรรม สูดหายใจลึก พยายามทำเหมือนไม่มีใครอยู่ในห้อง

“ฉัน...ชื่อซูอวิ้นจิ่น มาจาก...”

“เดี๋ยวนะ ฉันอยากรู้ว่าอักษร ‘อวิ้น’ ในชื่อเธอเขียนยังไง คงไม่ใช่ ‘อวิ้น’ ที่แปลว่าตั้งท้องใช่ไหม”

เสียงหัวเราะดังสนั่นอีกครั้ง ท่ามกลางนักเรียนหลายสิบคนในห้อง ซูอวิ้นจิ่นรู้ทันทีว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร เขาอีกแล้ว! ใบหน้าเธอพลันแดงก่ำ มือทั้งสองข้างจับแท่นบรรยายอย่างประดักประเดิด เสียงหัวเราะเหล่านั้นราวกับใบมีดกรีดเฉือนหัวใจเธอ

“เฉิงเจิง ระวังคำพูดหน่อย!” อาจารย์ซุนขมวดคิ้วต่อว่านักเรียนชายที่พูดจาไม่มีมารยาทคนนั้น เห็นทีอาจารย์จะรู้จักเขามาก่อน ทุกคนล้วนรู้จักเขา มีแต่คนดวงซวยอย่างเธอที่ไม่รู้ไปล่วงเกินนักเลงโตคนนี้ตอนไหน

เฉิงเจิงเงียบเสียง แต่การแนะนำตัวของซูอวิ้นจิ่นก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้อีก เธอใบหน้าร้อนผ่าวขณะเดินกลับไปนั่งที่ ซ่งหมิงเหลือบมองเธออย่างเห็นใจ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้การแนะนำตัวหยุดลงกลางคัน เขาบอกว่าเขาชื่อ “เฉิงที่แปลว่าใฝ่รู้ใฝ่เรียน เจิงที่แปลว่าหนักแน่นซื่อตรง” เห็นทีนอกจากเขาจะเสียทีที่เกิดมาหน้าตาดีแล้ว ยังเสียทีที่เกิดมามีชื่อดีอีกด้วย รูปลักษณ์ภายนอกกับเนื้อแท้ภายในของคนเรานั้นแตกต่างกันจริงๆ  ส่วนเพื่อนร่วมโต๊ะของเขา “ผู้สมรู้ร่วมคิด” ที่หัวเราะได้สะใจสุดๆ นั้นชื่อโจวจื่ออี้

กระทั่งแนะนำตัวครบทุกคน หัวหน้าห้องชั่วคราวช่วยอาจารย์แจกหนังสือเรียนเล่มใหม่เสร็จสิ้น คาบโฮมรูมก็สิ้นสุดลง หลังกลับมานั่งที่ ซูอวิ้นจิ่นคิดหาคำตอบอยู่นาน เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้คือเฉิงเจิงไม่พอใจที่เธอมานั่งหน้าเขา ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องหาทางอยู่ห่างจากเขา เธอรวบรวมความกล้าถามเพื่อนหลายคน แต่ไม่มีใครยอมเปลี่ยนที่กับเธอแม้แต่คนเดียว รวมทั้งเมิ่งเสวี่ยด้วย พอเมิ่งเสวี่ยได้ยินข้อเสนอของเธอก็เอาแต่เบ้ปาก “ที่ตรงนั้นมีอะไรดี ฉันไม่เห็นจะอยากนั่ง” ซูอวิ้นจิ่นไม่อยากนำเรื่องนี้ไปรบกวนอาจารย์ และเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงได้แต่บอกให้ตนเองอดทน

ทว่าคนบางคนเหมือนจะทนเห็นเธออยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ เธอเพิ่งกลับมานั่งที่ หยิบหนังสือเรียนวิชาต่อไปออกมาอย่างยอมรับชะตากรรม ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่ามีคนใช้ปากกาทิ่มหลังตนอย่างแรง ต้องเป็นเขาอีกแน่ๆ  ซูอวิ้นจิ่นทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ปากกาของเขากลับไม่ยอมหยุดง่ายๆ

“อะไรของเธอ!” เธอกัดฟันหันไปถาม

“ทำไมต้องโกรธด้วย เรื่องเปลี่ยนที่นั่งแค่นี้ หรือให้ฉันแลกที่กับเธอไหมล่ะ” มือที่จับปากกาของเฉิงเจิงไม่ได้ชักกลับ

ซูอวิ้นจิ่นย้อนเสียงเย็นชา “ไม่จำเป็น ต้องนั่งอยู่หลังเธอ มองเธอทุกวัน แค่คิดฉันก็จะอ้วกแล้ว”

“จะอ้วก? เพราะในชื่อเธอมีอักษร ‘อวิ้น’ ที่แปลว่าตั้งท้องเหรอ อีกอย่างทำไมเธอต้องมองฉันทุกวันด้วย อ๋อ ฉันรู้แล้ว ความสูงอย่างเธอ ถ้านั่งอยู่หลังฉันคงมองกระดานดำไม่เห็น!”

“เฉิงเจิง ฉันเคยไปทำอะไรให้เธอไม่ทราบ” ในที่สุดโทสะของซูอวิ้นจิ่นก็พุ่งปะทุ เธอลุกพรวดขึ้น จับจ้องเฉิงเจิงอย่างโกรธขึ้ง เธอแค่ต้องการเรียนหนังสือเงียบๆ  ไม่เคยคิดมีเรื่องมีราวกับใคร หรือคำพูดที่ว่ายิ่งเกลียดยิ่งเจอจะเป็นความจริง? ทำไมเขาต้องหาเรื่องเธอไม่หยุดหย่อนด้วย

เฉิงเจิงนั่งเงยหน้ามองเธอ ผ่านไปครู่หนึ่งก็แสดงสีหน้ารังเกียจ “เธอพูดสำเนียงอะไรของเธอ ฉันไม่ได้ชื่อ ‘เฉินเจิน’”

การออกเสียงตัวสะกด ง เป็น น เป็นสำเนียงท้องถิ่นในอำเภอของซูอวิ้นจิ่น ปกติเธอแก้ไขจุดนี้ได้ดี แต่เพราะโมโหจึงไม่ทันระวัง สมควรแล้วที่เขาจะใช้เป็นข้ออ้างมาดูถูกเธอ

ซูอวิ้นจิ่นพูดเสียงเบา “เธอไม่คู่ควรจะชื่อเฉินเจิน เขาเป็นวีรบุรุษ ส่วนเธอเป็นคนพาล!”

ไม่ว่าซูอวิ้นจิ่นจะนึกเสียใจขนาดไหนที่เผลอมานั่งหน้าเฉิงเจิง แต่ชีวิตนักเรียนชั้น ม.6 ของเธอก็เปิดม่านขึ้นเช่นนี้ ช่วงวัยรุ่นของคนอื่นเปรียบได้กับดอกไม้ผลิบานและสายฝนเลือนราง ทว่าช่วงวัยรุ่นของซูอวิ้นจิ่นกลับมีแต่เมฆครึ้มบดบัง การได้พบกับเฉิงเจิงยิ่งประหนึ่งถูกฟ้าผ่าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งคู่ไม่ถูกกันตั้งแต่วันเปิดเทอมใหม่วันแรก ซูอวิ้นจิ่นพยายามไม่สนใจเขา แต่เฉิงเจิงกลับไม่ยอมรามือ การกลั่นแกล้งเธอ หาเรื่องเธอ คล้ายเป็นกิจกรรมระหว่างคาบเรียนที่เขาชื่นชอบที่สุด

มีหลายครั้งที่ซูอวิ้นจิ่นคิดไม่ตกว่าทำไมเฉิงเจิงต้องหาเรื่องแกล้งตนอยู่เรื่อย แค่เพราะเธอนั่งตรงที่ที่ไม่ควรนั่งหรือ ถ้าเขาเป็นคนชอบหาเรื่องคนอื่นอยู่แล้วก็ว่าไปอย่าง แต่ส่วนใหญ่เขาก็ปกติดี อย่างน้อยในสายตาคนอื่นก็นับเป็นนักเรียนที่รู้จักกาลเทศะ อาจารย์ต่างชื่นชมที่เขามีผลการเรียนยอดเยี่ยม กับเพื่อนๆ ก็มีมนุษยสัมพันธ์ดี แม้ออกจะถือตัวไปบ้าง แต่โดยรวมก็ถือเป็นคนจำพวกที่ถ้าไม่ยุ่งกับเขาเขาก็ไม่ยุ่งด้วย ทว่าคนที่สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติอย่างนี้กลับปากร้ายเฉพาะกับเธอ เอะอะก็กวนประสาทเธอตลอด

“เฉพาะกับเธอ” วลีนี้ช่างคลุมเครือเสียจริง เด็กสาวในวัยพวกเธอส่วนใหญ่จะมีความฝันราวเทพนิยายเก็บซ่อนอยู่ในใจ ก่อนถึงเวลาเที่ยงคืน ท่ามกลางผู้คนมากมาย เจ้าชายขี่ม้าขาวก็จูงมือ “เฉพาะกับ” ซินเดอเรลล่าไม่ใช่หรือ แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่ชอบเรื่องราวแบบนี้ เจ้าชายมีเงินมากพอแล้ว เขาจึงไม่ต้องการเจ้าหญิงที่สูงศักดิ์ทัดเทียมกัน ย่อมตามจีบสตรีรูปงามได้ตามใจชอบ ส่วนซินเดอเรลล่าก็เป็นหญิงสาวที่มีทุกอย่างนอกจากเงิน แม้แต่เท้ายังเล็กกว่าคนทั่วไปหลายเบอร์ แล้วเธอซูอวิ้นจิ่นล่ะมีอะไร สิ่งเดียวที่เธอกับซินเดอเรลล่ามีเหมือนกันก็คือฐานะที่ยากจน มีหลายครั้ง เวลามองเสื้อนักเรียนที่ซักจนสีซีดและใบหน้าจืดชืดของตัวเองในกระจก แม้แต่ตัวเธอเองยังบอกไม่ถูกว่ามีเสน่ห์ดึงดูดใจตรงไหน ไหนจะนิสัยเก็บตัวกับผลการเรียนพื้นๆ อีก ต่อให้เจ้าชายเดินผ่านก็คงคิดแค่ว่าอยากให้เธอช่วยถือรองเท้าให้ แล้วก็ไม่มีนิทานเรื่องไหนเล่าว่าเจ้าชายชอบรังแกผู้หญิงที่เขาชอบ ความชิงชังที่เฉิงเจิงมีต่อเธอแสดงให้เห็นผ่านคำพูดและการกระทำอย่างชัดเจนขนาดนั้น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ก็เฉกเช่นก้อนเมฆกับฝุ่นดิน อย่าว่าแต่เธอรู้ตัวเองดี รอบด้านก็ไม่มีใครเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่เฉิงเจิงปฏิบัติต่อเธอมาจากความรู้สึกพิเศษที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง...ถ้าจะบอกว่าพิเศษให้ได้ ก็คือเขาไม่ชอบหน้าเธอมากเป็นพิเศษ

แม้แต่ในหอพัก ซูอวิ้นจิ่นก็หนีคำพูดเสียดสีพวกนี้ไม่พ้น โจวจิ้งนักเรียนหญิงอีกคนในชั้นพูดเป็นนัยไม่ใช่แค่ครั้งเดียวว่า การที่เธอ “จงใจ” นั่งหน้าเฉิงเจิงเป็นการหาเรื่องใส่ตัว แม้แต่เมิ่งเสวี่ยยังถูกเฉิงเจิงบ่นว่าพูดมากจนถูกไล่ไปนั่งแถวหน้าๆ  เธอเสนอหน้าเข้าไปเอง ไม่แปลกที่คนอื่นจะรำคาญ

ซูอวิ้นจิ่นคิดในใจว่า ก่อนเลือกที่นั่งนั้น มีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าเฉิงเจิงเป็นใคร แล้วเมิ่งเสวี่ยมีแผนการอะไรใครจะรู้ แต่เธอไม่อยากแก้ต่างต่อหน้าโจวจิ้ง

โจวจิ้ง ซูอวิ้นจิ่น และมั่วอวี้หวาล้วนเป็นนักเรียนที่มาจากตำบลและอำเภอรอบตัวเมือง ห้องของพวกเธอก็เหมือนกับแผนวิทย์ห้องอื่น คือ “หยางมากกว่าหยิน” มีนักเรียนหญิงทั้งหมดแค่แปดคน ห้าในแปดคนมีบ้านอยู่ในตัวเมือง จึงแทบไม่มีใครอยู่หอพัก คนที่อยู่ในหอพักอันซอมซ่อส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ขยันและเงียบขรึม พวกเธอไม่ร่าเริงเท่าเด็กในเมือง และไม่รู้เยอะเท่าพวกนั้น เวลานักเรียนหญิงที่ไม่ได้อยู่หอพักเล่าฉากตื่นเต้นในละครหรือเอ็มวีล่าสุดของดาราไอดอล คุยกันว่ากระโปรงร้านไหนสวย ไม่ก็คุยเรื่องข่าวกีฬาประจำวันกับพวกนักเรียนชาย พวกเธอได้แต่นิ่งฟังเงียบๆ  คุยอะไรด้วยไม่ได้ เพราะพวกเธอไม่ได้อยู่ในโลกอันเปี่ยมสีสันนั้น ทุกคืนหลังทบทวนบทเรียนเสร็จก็ได้แต่กลับหอพักที่มีแค่เตียงกับผนัง สิ่งที่สุดแสนจะคุ้นเคยมีเพียงแสงจากไฟฉายตอนอ่านหนังสือใต้ผ้าห่มยามเที่ยงคืนหรือยามรุ่งสางเท่านั้น

มั่วอวี้หวาดูเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเรียน สำหรับเธอ ทำโจทย์กับท่องคำศัพท์เปรียบได้กับการหายใจเข้าออก ปกติเป็นคนเงียบขรึมจริงจัง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนคบยาก ทว่าโจวจิ้งไม่เหมือนกัน เธอชอบทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมอย่างมาก ชอบอาสาทำงานในชั้น ชอบทำนู่นทำนี่ให้อาจารย์ และชอบเข้าไปคุยกับกลุ่มนักเรียนหญิงในเมือง แต่มักไม่เป็นที่ต้องการ แล้วเธอก็ชอบตีสนิทเมิ่งเสวี่ย ต่อให้เมิ่งเสวี่ยจะมีท่าทีเฉยเมยกับเธอก็ตาม ในตรรกะของโจวจิ้ง เฉิงเจิงอยู่ห่างจากเธอไกลเกินไป แต่ทั้งที่เมิ่งเสวี่ยสนิทกับเฉิงเจิงขนาดนั้นยังนั่งที่นั้นไม่ได้ แล้วซูอวิ้นจิ่นมีสิทธิ์อะไร

ซูอวิ้นจิ่นลองทำความเข้าใจเรื่องที่โจวจิ้งพยายามผูกไมตรีกับนักเรียนหญิงที่มนุษยสัมพันธ์ดีที่สุดในชั้นเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม คนเราต่างความคิด แต่เธอรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายแสดงท่าทางราวกับเป็นสุนัขเฝ้าบ้านของเมิ่งเสวี่ย ยังไม่นับเรื่องที่เฉิงเจิงไม่มีอะไรดีในสายตาเธอ แต่เธอก็เสนอให้เปลี่ยนที่นั่งแล้ว ไม่มีใครสนใจเอง อีกทั้งที่นั่งนั้นก็เป็นสมบัติของโรงเรียน ไม่ได้ติดชื่อใครไว้ อาจารย์บอกให้เลือกที่นั่งอย่างอิสระ คนอื่นนั่งได้ เธอก็นั่งได้ เฉิงเจิงไม่มีสิทธิ์มายุ่ง เมิ่งเสวี่ยยิ่งไม่มีสิทธิ์

คนอย่างซูอวิ้นจิ่นดูเผินๆ เรียบร้อยเก็บตัว แต่ในใจถือทิฐิอย่างมาก ยิ่งเธอยอมอ่อนข้อ เฉิงเจิงก็ยิ่งได้ใจ กอปรกับมีคนอย่างโจวจิ้งคอยยุยงส่งเสริม กลับเป็นการกระตุ้นความดื้อรั้นในตัวเธอ เฉิงเจิงมีสิทธิ์อะไรมาทำตัวใหญ่โต เธอไม่กลัวเขาหรอก ต่อให้ต้องนั่งอยู่บนเข็มแหลม เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 5        เธอจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องอะไร

ก่อนคาบทบทวนบทเรียน โทรทัศน์ในห้องเรียนควรเปิดรายการ “ชั่วโมงข่าว” ตามปกติ แต่วันนี้ถูกนักเรียนชายสามสี่คนแอบเปลี่ยนเป็นช่องถ่ายทอดสดฟุตบอล ตอนซูอวิ้นจิ่นเดินมาถึงที่นั่งของตน เมิ่งเสวี่ยกำลังนั่งบนเก้าอี้ของเธอพลางคุยกับเฉิงเจิง

“เอ๊ะ เมื่อกี้เข้าประตูแล้วนี่ กรรมการเป็นอะไรเนี่ย!” เมิ่งเสวี่ยขมวดคิ้วพลางบ่น

เฉิงเจิงไม่เห็นด้วย “เธอรู้จักการล้ำหน้าไหม”

“ก็เธอไม่เคยบอกฉันนี่” เมิ่งเสวี่ยเห็นซูอวิ้นจิ่นมาถึง ลุกเดินออกไปอย่างเจื่อนๆ

ซูอวิ้นจิ่นไม่สนใจการแข่งฟุตบอล นั่งลงทำโจทย์วิชาเคมีของเธอโดยไม่พูดไม่จา อีกไม่นานจะถึงการสอบกลางภาคเรียนที่ 1 ของชั้น ม.6 แล้ว วิชาเคมีเป็นจุดอ่อนของเธอ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอตอนนี้ก็คือทำคะแนนให้ดี ให้พ่อซึ่งล้มป่วยอยู่ได้ชื่นใจบ้าง หากคะแนนยังวนเวียนอยู่ตรงลำดับท้ายๆ อย่างนี้ เธอก็หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ

พัดลมเพดานในห้องเรียนส่งเสียงครืดคราดขณะหมุน เธอพยายามนึกสุดชีวิต ในคาบอาจารย์สอนว่ายังไง แล้วเธอจดว่ายังไง ทั้งที่เหมือนจะจำได้แต่ก็จำไม่ได้ แม้เธอจะคิดจนหัวแทบแตก แต่สูตรเคมีตรงหน้าเขียนยังไงก็เขียนไม่ได้ซะที การแข่งฟุตบอลในโทรทัศน์กำลังถึงจุดไคลแมกซ์ ไม่รู้ฝ่ายไหนทำประตูได้ รอบด้านโห่ร้องเสียงเบา ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด ความรู้วิชาเคมีอันน้อยนิดหลุดลอยไปทันที เธอโยนปากกาในมือใส่กล่องดินสอ เอนตัวไปด้านหลัง ถอนใจยาวอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าการตัดสินใจเพราะอารมณ์ชั่ววูบนั้นโง่เง่าขนาดไหน เธอไม่เหมาะจะเรียนแผนวิทย์เอาซะเลย

“เธอเป็นลมชักเรอะ ขยับตัวเบาหน่อยจะตายรึไง”

เสียงแสดงความรำคาญลอยมาจากด้านหลัง ซูอวิ้นจิ่นเกือบลืมไปว่าด้านหลังตนมีถังระเบิดฝังอยู่

เฉิงเจิงเป็นแบบฉบับของคนที่ “อนุญาตให้ทางการวางเพลิง ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดโคม” เขาใช้ปากกาทิ่มหลังซูอวิ้นจิ่นเป็นประจำ ซ้ำยังชอบยืดขาไปใต้เก้าอี้เธอแล้วเขย่าขาไม่หยุด ไม่ก็พาเพื่อนทั้งกลุ่มมาล้อมวงส่งเสียงเซ็งแซ่รอบโต๊ะเรียน ทว่าเขากลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูก แต่หากซูอวิ้นจิ่นเผลอทำอะไรเข้าหน่อยก็จะถูกเขาด่าทอต่อว่า พอเธอคุยกับเขาด้วยเหตุผล เขาจะบอกว่ารบกวนเวลาเรียนของเขา ถ้าไม่สนใจ ก็จะถูกเขาหาว่าเป็นใบ้

ซูอวิ้นจิ่นไม่มีอารมณ์เสียเวลากับเขา ไม่ว่าอย่างไรตนก็เผลอไป “รบกวน” คนอื่นเข้า เธอจึงพูดขอโทษเสียงเบา

แต่เฉิงเจิงไม่คิดจะจบเรื่องง่ายๆ  เขาอาศัยข้อได้เปรียบด้านความสูงยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ชำเลืองมองโจทย์เคมีบนโต๊ะซูอวิ้นจิ่น ก่อนจะร้องอ๋อ “ฉันก็นึกว่าไปเจอเรื่องคอขาดบาดตายอะไรมา ที่แท้ก็ทำการบ้านไม่ได้ ขอฉันดูหน่อยว่ายากขนาดไหน”

เขาฉวยจังหวะขณะซูอวิ้นจิ่นไม่ทันระวัง ชะโงกตัวคว้าสมุดของเธอไป ถืออ่านครู่หนึ่งก็หัวเราะ “ง่ายขนาดนี้ยังทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้มั้งเธอ!”

“เอาคืนมา!” ซูอวิ้นจิ่นทั้งโกรธทั้งอาย ยื่นมือหมายจะแย่งสมุดของตนกลับคืน เฉิงเจิงเอี้ยวตัวหลบ แกว่งสมุดไปมาพลางพูดถากถาง “นี่ สมองของเธอมีไว้ทำอะไร ในนั้นมีแต่หญ้าหรือไง แม้แต่ข้อนี้ก็ทำไม่ได้ ไอคิวแค่นี้ยังกล้าเลือกแผนวิทย์อีก! กลับบ้านไปเลี้ยงวัวดีกว่าไหม!”

ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกเหมือนถูกแทงใจดำ ใบหน้าแดงก่ำขณะถลึงตาใส่เขา เฉิงเจิงไม่มีท่าทีหวาดกลัว เหมือนตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าไม่เหน็บแนมเธอให้หนำใจจะไม่รามือ จากนั้นเขาก้มอ่านสมุดของซูอวิ้นจิ่นด้วยท่าทางราวกับค้นพบดินแดนใหม่ “รู้ละอายกล้าแก้ไข...แปลว่าอะไร คติประจำใจของเธอ? อย่างเธอก็รู้ละอายเป็น? แต่ฉันไม่เห็นว่าเธอจะมีความกล้าตรงไหน”

หากเธอ “เก่งกล้า” มากพอ ตอนนี้สิ่งที่อยากทำที่สุดก็คือตวัดฝ่ามือใส่ใบหน้ากวนประสาทของเขาต่อหน้าทุกคน จากนั้นมองสีหน้าเย่อหยิ่งอวดดีของเขาแหลกสลายไปต่อหน้าต่อตาตน ซูอวิ้นจิ่นลอบกำมือที่ซ่อนอยู่ด้านหลังแน่น เฉิงเจิงยังคงลอยหน้าลอยตาอย่างไม่สะทกสะท้าน ยิ้มมุมปากด้วยท่าทางยียวน คล้ายกำลังพูดท้าทายอย่างไร้เสียงว่า “แน่จริงก็เข้ามาสิ เธอจะทำอะไรได้”

เขาเดาถูกแล้ว เธอไม่กล้าทำอะไร ซูอวิ้นจิ่นไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องมีราวกับใคร ได้แต่บังคับให้ตัวเองสูดหายใจลึก นับหนึ่งถึงเจ็ด ทว่าระหว่างนั้นขอบตากลับค่อยๆ แดงเรื่อ

ตอนนั้นเองที่โจวจื่ออี้เดินนวยนาดมาถึง เขาวางกระเป๋าหนังสือ ถามเฉิงเจิงด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง “นายทำอะไรน่ะ ทำให้ ‘เสี่ยวฟาง’ ของพวกเราร้องไห้อีกแล้วเหรอ”

“เธอร้องไห้?” เฉิงเจิงโน้มตัวไปด้านหน้า เขม้นมองซูอวิ้นจิ่นอย่างจริงจัง ราวกับว่าเธอร้องไห้หรือไม่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขา เขามองหาเงาสะท้อนของตนจากดวงตาที่พยายามกลั้นน้ำตาของซูอวิ้นจิ่นอย่างสงสัยใคร่รู้

ซูอวิ้นจิ่นเตือนตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่าถือสาหาความเขา หากตนเสียกิริยารังแต่จะทำให้เขาได้ใจ อาวุธที่ดีที่สุดที่จะจัดการคนประเภทนี้ก็คือไม่แยแสเขา เขายิ่งท้าทาย เธอต้องยิ่งไม่สนใจ ตามวิธี “นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว”

เธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ฉันไม่มีวันเสียน้ำตาให้กับคนอย่างเธอ”

“แล้วเธอจะเสียน้ำตาให้กับเรื่องอะไร เรื่องสอบไม่ผ่านหรือไง ฉันจะบอกอะไรให้ เธอใช้วิธีไม่ถูก ต่อให้เธอโขกหัวกับโต๊ะจนหัวแตกก็ทำไม่ได้อยู่ดี ฉันว่าเธอไม่ได้สมองช้าอย่างเดียว แถมยังเป็นใบ้ด้วย ทำไม่เป็นทำไมไม่รู้จักถาม”

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นหันหลังให้เฉิงเจิง เขาพูดจบแล้ว แต่เธอเหมือนจะไม่ได้ยิน ทำให้เฉิงเจิงรู้สึกเซ็งเล็กน้อย

คาบทบทวนเริ่มไปเกือบสิบห้านาที สมุดของซูอวิ้นจิ่นถึงถูกคนด้านหลังโยนกลับมาที่โต๊ะ เธอพลิกเปิด พบว่าตรงที่ว่างในสมุดมีลายมือแปลกหน้าสามสี่บรรทัดเพิ่มขึ้นมา เขียนอธิบายวิธีทำโจทย์เคมีข้อนั้นอย่างละเอียด

วันรุ่งขึ้นเป็นเวรของซูอวิ้นจิ่นกับซ่งหมิง เนื่องจากอากาศร้อนจัด น้ำดื่มในห้องจึงหมดเร็ว ทุกวันตอนเช้ากับตอนเที่ยงก่อนถึงคาบเรียน นักเรียนที่เป็นเวรต้องยกน้ำมาเติม เมื่อถึงตอนบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด แม้ซ่งหมิงจะเป็นผู้ชาย แต่เรี่ยวแรงก็ไม่ได้มากกว่าซูอวิ้นจิ่นเท่าใดนัก กว่าน้ำดื่มสองถังใหญ่จะหิ้วมาถึงหน้าประตูห้องเรียน ซูอวิ้นจิ่นก็เหงื่อไหลโซมกาย

คนในห้องกรูออกมาแย่งกันกดน้ำใส่แก้ว ซูอวิ้นจิ่นแทบจะเป็นคนสุดท้ายของแถว เธอเพิ่งกดน้ำไปครึ่งแก้ว เฉิงเจิงโผล่มาจากไหนไม่รู้ จู่ๆ ก็ปราดมาแซงคิวเธอ

“เธออยู่เวรวันนี้ ควรเสียสละให้คนอื่นถึงจะถูก” เขาเบียดเธอออกอย่างไม่เกรงใจ

“แซงคิวผู้หญิง ไม่มีมารยาท” ซูอวิ้นจิ่นพูดแดกดันเสียงขุ่น

เขาต้องอาศัยเวลาช่วงพักเที่ยงไปเตะบอลมาอีกแน่ เหงื่อออกท่วมตัวราวกับอาบน้ำมา จนเสื้อนักเรียนสีฟ้าอ่อนชื้นเหงื่อแนบติดกับแผ่นหลัง เพราะซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่ใกล้กับเขามาก กลิ่นเหงื่อจึงโชยเตะจมูก เธอนิ่วหน้าพลางก้าวถอยหลัง ยกมือเหนือจมูกแล้วโบกไปมา

อากัปกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจนี้ถูกเฉิงเจิงเห็นเข้า เขาหันกลับมาอย่างไม่ประสงค์ดี ยิ้มถาม “เธออยากได้มารยาทแบบไหน แบบนี้ดีไหม” เขาพูดพลางจงใจสะบัดหัวแรงๆ ใส่เธอ คราวนี้ซูอวิ้นจิ่นรับเคราะห์ไปเต็มๆ  เหงื่อของเขากระเด็นมาโดนตัวเธอ แก้วน้ำที่ปิดฝาไม่ทันก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วย

“เธอเป็นโรคจิตรึไง!” ซูอวิ้นจิ่นยกมือเช็ดหน้าอย่างโกรธๆ  เมื่อมองน้ำในแก้วก็รู้สึกพะอืดพะอม ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะบังคับให้ตัวเองล้มเลิกความคิดที่จะสาดน้ำร้อนในแก้วใส่เขา เธอเทน้ำทิ้งตรงมุมหนึ่งด้วยสีหน้าบึ้งตึง

เฉิงเจิงเห็นสิ่งที่เธอทำ พูดเสียงเสียดสี “สิ้นเปลือง! อ้อ ฉันลืมไป เธอมีลำธารหน้าหมู่บ้านอยู่แล้วนี่ มิน่าถึงไม่รู้ว่าต้องจ่ายค่าน้ำ”

คำพูดของเขามีความหมายแฝง โจวจื่ออี้ชอบนำเพลงที่ชื่อ “เสี่ยวฟาง” มาล้อว่าซูอวิ้นจิ่นเป็นเด็กสาวที่มาจากบ้านนอก แต่ก่อนเฉิงเจิงไม่เคยร่วมด้วย ที่แท้ก็เป็นคนจำพวกเดียวกัน ทำเหมือนว่าเกิดในเมืองก็สูงส่งกว่าคนอื่น

“เธอน่าขยะแขยงกว่าน้ำที่ฉันเททิ้งซะอีก” เธอไม่เหลือบแลเขา ก้าวตรงไปกดน้ำต่อ หารู้ไม่น้ำในถังหมดแล้ว น้ำที่เฉิงเจิงกดได้เป็นแก้วสุดท้ายพอดี

ซูอวิ้นจิ่นถือแก้วเปล่ากลับห้องโดยไม่พูดไม่จา

บ่ายฤดูร้อนที่ไม่มีน้ำดื่มค่อนข้างทรมาน กว่าจะทนจนหมดคาบสอง คอของซูอวิ้นจิ่นก็แห้งผากจนแทบลุกเป็นไฟ จำใจไปขอแบ่งน้ำจากมั่วอวี้หวา แก้วของมั่วอวี้หวาก็เหลือไม่มาก แม้จะแบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง แต่ก็แค่สองอึกเท่านั้น

เดิมซูอวิ้นจิ่นก็คอแห้งจนแทบทนไม่ไหว ด้านหลังยังถูกคนใช้ปากกาทิ่มไปทิ่มมาจนใกล้เสียสติเต็มที อย่าไปสนเขา ไม่ต้องหันไป อย่าให้เขาก่อกวนสำเร็จ เธอพูดกล่อมตัวเองอย่างยากลำบาก ทว่าเขายังทิ่มอยู่ ยังทิ่มอีก! ในที่สุดซูอวิ้นจิ่นก็ตบะแตก

“เธอทำบ้าอะไร” ท่าทางของเธอตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะกินเลือดกินเนื้อ

โจวจื่ออี้ไม่อยู่ที่โต๊ะ เฉิงเจิงดันแก้วของตนไปด้านหน้า ในนั้นยังเหลือน้ำครึ่งหนึ่ง เขามีสีหน้าประหลาด

“เอาไหม” เท่าที่จำได้เสียงของเขาไม่เคยลดต่ำขนาดนี้มาก่อน

“ไม่เอา!” ซูอวิ้นจิ่นปฏิเสธทันที ใครจะรู้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง

“ในนี้ไม่มีพิษ!” เฉิงเจิงกลับไปทำหน้ายักษ์เหมือนเดิม

“แต่มีน้ำลายของเธอ” ซูอวิ้นจิ่นพูดออกไปโดยไม่คิดอะไร พูดจบถึงรู้สึกใบหูร้อนผะผ่าว

เฉิงเจิงก็อึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเปิดฝาแก้วแล้วกรอกน้ำที่เหลือใส่ปากรวดเดียวหมด

“หิวน้ำตายไปเลย สมน้ำหน้า!”

หลังผ่าน “เหตุการณ์น้ำดื่ม” จู่ๆ เฉิงเจิงก็สงบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แน่นอนว่าคงเป็นเพราะการสอบกลางภาคใกล้มาถึง เขาไม่มีเวลาสนใจซูอวิ้นจิ่น สรุปคือซูอวิ้นจิ่นยินดีอย่างมากที่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขระยะหนึ่ง พอดีจะได้ทุ่มเทกายใจให้กับการทบทวนบทเรียนอย่างเต็มที่ สิ่งเดียวที่กวนใจคือ แม้เฉิงเจิงจะไม่หาเรื่องอีก ทว่านิสัยที่ชอบยืดขามาเขย่าใต้เก้าอี้ของซูอวิ้นจิ่นกลับแก้ไม่หาย บางครั้งหนักถึงขั้นเขย่าจนซูอวิ้นจิ่นราวกับนั่งอยู่บนเกี้ยว แต่เขาอุตส่าห์สงบปากสงบคำ แล้วซูอวิ้นจิ่นก็ไม่มีทางคุยกับเขาก่อน หากทนไม่ไหวจริงๆ เธอก็จะทำในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบมากที่สุด นั่นก็คือฟ้องอาจารย์

เธออาศัยโอกาสที่เหล่าซุนอาจารย์ประจำชั้นแวะมาตรวจห้องเรียนนำเรื่องนี้ไปบอก เหล่าซุนเรียกเฉิงเจิงมาถามทันที แต่เฉิงเจิงยืนกรานว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ ซ้ำยังโยนความผิดไปให้โต๊ะเรียน บอกว่าเตี้ยเกินไป แล้วระยะห่างระหว่างแถวก็แคบเกิน ทำให้เขาไม่รู้จะวางเท้าไว้ตรงไหน เขาพูดอย่างบริสุทธิ์ใจ เหล่าซุนจึงไม่สะดวกพูดอะไร ได้แต่อบรมทั้งสองคนยกใหญ่ บอกว่าอยู่ห้องเดียวกันต้องสมัครสมานสามัคคี เข้าอกเข้าใจกัน เรื่องนี้จึงจบลงง่ายๆ เช่นนี้

ยามอยู่ต่อหน้าเหล่าซุน เฉิงเจิงพยักหน้าหงึกหงักด้วยท่าทางขึงขัง ซูอวิ้นจิ่นได้แต่ลอบเจ็บใจ เธอไม่ต้องหันไปมองก็นึกภาพท่าทางสะใจของเขาออก ไม่ผิดจากที่คาด เขาจะสงบเสงี่ยมเล็กน้อยตอนเหล่าซุนอยู่ด้วยเท่านั้น แต่พอสบโอกาสก็จะทำแบบเดิมอีก

ในวันสอบกลางภาควิชาคณิตศาสตร์ แม้จะนั่งตามเลขที่ แต่เฉิงเจิงก็ยังนั่งอยู่หลังซูอวิ้นจิ่นอยู่ดี เขาทำเสร็จเร็ว ก่อนหมดเวลาสอบยี่สิบนาทีก็ไม่มีอะไรทำ แต่กลับยังนั่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่ยอมส่งข้อสอบ จากนั้นเก้าอี้ของซูอวิ้นจิ่นก็เริ่มโคลงเคลงตามระเบียบ ตอนนั้นเธอยังทำโจทย์อัตนัยในข้อสอบไม่เสร็จสักข้อเดียว ร้อนใจจนเหงื่อแตกพลั่ก แถมมื้อเช้าก็กินไปนิดเดียว ถูกเขาเขย่าจนแทบอาเจียนออกมา เธอหันไปส่งสายตาใส่เขาเป็นเชิงปราม หารู้ไม่เขากลับจงใจยกข้อสอบขึ้นบังอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้อาจารย์ที่คุมสอบหันมาเตือนเธอแทน

ซูอวิ้นจิ่นโกรธจนหน้าเขียว เธอไม่เชื่อว่าจะจัดการเขาไม่ได้ อารามแค้นใจจึงตัดสินใจลองเสี่ยง เธอเขย่งขาเก้าอี้ของตนอย่างเงียบกริบ เล็งไปยังเท้าที่รุกล้ำอาณาเขตของเขาแล้วเหยียบลงไป

คราวนี้เฉิงเจิงหดขากลับอย่างฉับพลันทันใด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เปล่งเสียงร้องสักแอะ ซูอวิ้นจิ่นรู้ว่าโดนแบบนี้เข้าไปเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจ็บ คาดว่าเพราะอยู่ในห้องสอบเขาจึงไม่กล้าแสดงท่าทีอะไรนัก บทเรียนนี้นับว่าใช้ได้ผล ก่อนหมดเวลาสอบ เท้าของเขาเชื่อฟังอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 6        ขอร้องละ ถามฉันเถอะ

หลังจากนั้น ซูอวิ้นจิ่นรอการเอาคืนจากเฉิงเจิงอย่างเงียบๆ  ด้วยนิสัยที่ไม่ยอมเสียเปรียบใครของเขา ไม่มาคิดบัญชีเธอสิแปลก เธอคิดไว้แล้ว ถ้าเขาทำรุนแรงเกิน ตนก็ไม่จำเป็นต้องต่อกรกับเขาอีก แค่ไปหาเหล่าซุน ไม่ว่ายังไงก็ต้องเปลี่ยนที่นั่งให้ได้ เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนสอบวิชาฟิสิกส์ เมื่อเห็นเฉิงเจิงเดินกะโผลกกะเผลกเข้าห้องสอบ ซูอวิ้นจิ่นสะใจมาก ต่อให้เขาทำแบบนี้กับตนบ้างก็ถือว่าคุ้มค่า

ที่น่าแปลกคือ จวบจนประกาศคะแนนสอบกลางภาค เฉิงเจิงก็ยังไม่กระทำการใดๆ  มีอยู่วันหนึ่งซูอวิ้นจิ่นได้ยินโจวจื่ออี้ถามเขาว่าเท้าไปโดนอะไรมา แต่เขากลับตอบว่าตนเผลอได้แผลตอนเตะบอล โจวจื่ออี้ถามต่ออย่างงุนงง เตะบอลจะมีแผลฟกช้ำได้ยังไง เฉิงเจิงอารมณ์เสีย บอกว่าตนอยากมีแผลแบบไหนก็เรื่องของตน

เขาใจเย็นขนาดนี้ ซูอวิ้นจิ่นกลับเป็นฝ่ายนั่งไม่ติด มักระแวงว่าเขาจะแก้เผ็ดเธออย่างไม่ทันตั้งตัว แต่เพียงไม่นานเธอก็ไม่มีแก่ใจกังวลเรื่องนี้ คะแนนสอบกลางภาคของเธอยังไม่ดีเท่าที่คิดไว้ แรงฮึดที่พยายามรวบรวมตอนขึ้นเทอมใหม่ถูกความล้มเหลวทำลายจนป่นปี้

เกรงว่าคราวนี้เฉิงเจิงคงได้ข้ออ้างมาดูถูกเธออีกแล้ว ซูอวิ้นจิ่นจะรำคาญเขาขนาดไหน ก็จำต้องยอมรับว่าคนเรานั้นแตกต่างกัน ทุกคนนั่งเรียนในห้องเดียวกัน ฟังวิชาเดียวกัน ทว่าผลสอบกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน เฉิงเจิงไม่ใช่คนเรียนหนักอย่างมั่วอวี้หวาที่นึกอยากให้วันหนึ่งมีเวลาเรียนยี่สิบห้าชั่วโมง พอถึงนอกเวลาเรียน เขาก็ไม่เคยพลาดโอกาสที่จะเล่นสนุก นอกจากจะแอบไปเตะบอลบ่อยๆ แล้ว ได้ยินว่าหลังหมดคาบทบทวนยังกลับไปเล่นเกมต่ออีกพักหนึ่งด้วย

คะแนนของโจวจื่ออี้ย่ำแย่กว่าซูอวิ้นจิ่นเสียอีก เขาไม่เหมือนเฉิงเจิง หากเป็นเวลาที่ควรตั้งใจเรียน เฉิงเจิงจะไม่กล้าละเลย ทว่าความคิดทั้งหมดของโจวจื่ออี้ล้วนไม่อยู่ที่การเรียน วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นเสเพล แต่เขาก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ มีใครในชั้นไม่รู้บ้างว่าเขามีพ่อรวย ทุกครั้งที่โรงเรียนมีความจำเป็น พ่อของเขาจะใจกว้างอย่างมาก ดังนั้นต่อให้เขาเล่นเกมในเวลาเรียน อาจารย์ก็ต่างเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ สอบติดมหาวิทยาลัยหรือไม่สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องสำคัญ ครอบครัวของเขามีลู่ทางมากมาย ถ้าหมดหนทางจริงๆ ก็ไปเรียนต่างประเทศได้

ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้ว่าฐานะทางบ้านของเฉิงเจิงเป็นอย่างไร เขาไม่ได้ทำตัวเป็นลูกคนรวยเหมือนกับกลุ่มเพื่อนสนิท แต่ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่นับว่าแย่ โจวจิ้งบอกว่าพ่อแม่ของเมิ่งเสวี่ยทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อของเฉิงเจิง ดูจากลักษณะของเมิ่งเสวี่ย คาดว่าพวกเขาคงเป็นลูกของคนมีอันจะกิน ซูอวิ้นจิ่นไม่อาจเทียบพวกเขา ก็เหมือนที่มั่วอวี้หวาบอก สำหรับคนอย่างพวกเธอ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นทางออกเพียงหนึ่งเดียว แต่เธอหัวช้าขนาดนี้ หากสอบไม่ติดขึ้นมา เธอจะไปทำอะไรได้

ไม่นานมานี้เธอคุยโทรศัพท์กับที่บ้านครั้งหนึ่ง ถึงรู้ว่าอาการป่วยของพ่อทรุดหนักอีกแล้ว ครั้งที่เป็นหนักสุดต้องเข้าโรงพยาบาลในอำเภอหลายวัน ค่ารักษาพยาบาลเกือบครึ่งไม่รวมอยู่ในประกันสุขภาพของโรงเรียน พ่อจึงต้องรีบออกจากโรงพยาบาล ตอนนี้พักฟื้นอยู่บ้าน ไปสอนหนังสือไม่ไหว สองวันก่อนโรงเรียนให้จ่ายค่าหนังสือเรียนอีกส่วนหนึ่ง แม้ในสายตาคนอื่นไม่ถือว่ามาก แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่อยากขอจากที่บ้าน ค่าขนมที่อัตคัดเป็นทุนเดิมจึงยิ่งน้อยลงจนน่าใจหาย เธอต้องคิดหาวิธีว่าทำยังไงถึงจะใช้เงินที่เหลือไปจนถึงสิ้นเดือนได้ อาหารในโรงอาหารของโรงเรียนแม้ราคาไม่แพง แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย สุดท้ายเธอเรียนรู้วิธีหนึ่งมาจากมั่วอวี้หวา

ฐานะทางบ้านของมั่วอวี้หวาก็ลำบากมากเหมือนกัน มื้อเย็นของเธอปกติมีแค่หมั่นโถวสองลูก มากสุดก็กินแกล้มกับผักดองที่พกมาจากบ้าน เธอเห็นว่าซูอวิ้นจิ่นกำลังอยู่ในภาวะขัดสน แม้ไม่พูดอะไร แต่อย่างน้อยก็ยอมแบ่งผักดองให้ ด้วยเหตุนี้ซูอวิ้นจิ่นจึงหันมากินหมั่นโถวกับผักดองวันเว้นวัน ก็นับว่าอิ่มท้องดี

ในโรงเรียนมีแผงขายขนมแผงหนึ่งที่คนนอกมาเช่าขาย ตั้งอยู่ตรงทางเข้าร้านขายของ หลังเลิกเรียนตอนบ่าย ซูอวิ้นจิ่นสระผมเสร็จ ถือกระติกน้ำร้อนพลางเดินช้าๆ ไปที่ร้านขายของ

ร้านขายของตั้งอยู่อีกฝั่งของหอพัก ระหว่างทางต้องเดินผ่านสนามกีฬาเล็กใหญ่ ทุกวันเมื่อถึงเวลานี้ แถวนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ มีเด็กในเมืองไม่น้อยที่ไม่กลับไปกินข้าวที่บ้าน จึงเล่นกีฬาฆ่าเวลาระหว่างรอคาบทบทวนบทเรียน ตอนเดินผ่านสนามฟุตบอล บอลลูกหนึ่งกลิ้งมาทางซูอวิ้นจิ่น หากเป็นปกติ เธออาจจะใจดีช่วยเก็บบอลโยนไปที่สนาม แต่ตอนนี้กำลังมีเรื่องกลุ้มใจ จึงไม่มีแก่ใจเหลียวแล ไม่นานก็มีคนวิ่งออกมาจากสนาม ตามมาเตะบอลกลับไป

“ซูอวิ้นจิ่น เธอเป็นวิญญาณเร่ร่อนหรือไง ไม่รู้จักมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น” ลูกบอลกลิ้งไปที่สนามแล้ว แต่คนเก็บบอลยังอยู่

ซูอวิ้นจิ่นจงใจเหลือบมองเท้าของเขา ดูท่าบาดแผลเล็กน้อยนั้นคงทำอะไรเขาไม่ได้ ไม่นานก็คืนสู่สังเวียนฟุตบอลได้อย่างกระฉับกระเฉง

เธอไม่อยากเสียเวลาคุยกับเขา ยังคงเดินของเธอต่อไป แต่เฉิงเจิงกลับเรียกเธอ ขยับเข้าใกล้ด้วยท่าทางยียวน

ซูอวิ้นจิ่นกลัวว่าเขาจะสะบัดเหงื่อใส่ตนอีก ก้าวถอยอย่างหวาดระแวง

“เธอจะทำอะไร”

“ดูสีหน้าซังกะตายของเธอสิ แถมปล่อยผมกระเซอะกระเซิง ทำอย่างกับพ่อแม่เสียอย่างนั้นแหละ”

คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่สำหรับซูอวิ้นจิ่นกลับสุดแสนจะบาดหู เธออยากหาคำพูดที่เจ็บแสบพอกันมาสาปแช่งเขา ข่มกลั้นอยู่นาน สุดท้ายได้แต่สบถอย่างไม่พอใจ

“นี่เธอจะไปไหน” เฉิงเจิงถามขึ้นอย่างสงสัย

“เธอยุ่งอะไรด้วย! ระวังเถอะ ฉันจะไปฟ้องอาจารย์” เธอหมายถึงเรื่องที่เขาเตะบอล หลังขึ้นชั้น ม.5 โรงเรียนก็มีกฎห้ามเตะบอลนอกเวลาเรียน กลัวพวกเขาจะห่วงเล่นจนไม่สนใจการเรียน เขากำลังฝ่าฝืนกฎทั้งที่รู้อยู่แล้ว

เฉิงเจิงยิ้มเยาะ “ไม่เคยเจอใครน่าเบื่อเท่าเธอ”

ตอนนั้นเองที่เสียงตะโกนเร่งอย่างรำคาญลอยมาจากสนามฟุตบอล คนน่าเบื่ออย่างเธอถึงรอดพ้นมาได้ เมื่อเดินถึงหน้าร้านขายของ ซูอวิ้นจิ่นหยิบหมั่นโถวสองลูก เพิ่งล้วงตั๋วอาหารออกมา ก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นไม่ไกล “ป้าครับ ขอน้ำให้ผมขวดหนึ่ง”

ซูอวิ้นจิ่นชำเลืองมองเขา ไปที่ไหนก็หนีเขาไม่พ้นจริงๆ

เป็นไปตามคาด พอเขาเห็นหมั่นโถวที่เธอถือ ก็ร้องขึ้นอย่างตกอกตกใจ “มื้อเย็นเธอกินไอ้นี่เนี่ยนะ”

ซูอวิ้นจิ่นใบหน้าร้อนผ่าว โต้กลับ “ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“อย่างเธอยังจะลดความอ้วนอีก? ฉันว่าเธอกินยาผิดแล้วมั้ง”

“ฉันชอบกินมีอะไรไหม” เธอลอบเคืองขุ่น ชูหมั่นโถวลูกหนึ่งขึ้น กัดคำโตต่อหน้าเฉิงเจิง ก่อนจะหิ้วกระติกน้ำร้อนเดินหนีไป

 

สองสามวันผ่านไป ตอนซูอวิ้นจิ่นซื้อหมั่นโถวก็เจอเขาอีก คราวนี้เธอไม่คิดจะพูดกับเขาด้วยซ้ำ

เฉิงเจิงหยิบน้ำขวดหนึ่ง ตามด้วยซื้อขนมปังอีกชิ้น เขาแกะห่อแล้วดมกลิ่นหน้าร้าน พูดพึมพำ “ทำไมมีกลิ่นแบบนี้”

เขาถามเจ้าของร้านเสียงดัง “ป้าครับ ถังขยะของร้านป้าอยู่ตรงไหน”

หญิงร่างอ้วนเจ้าของร้านขายของชี้ไปยังที่ตั้งถังขยะด้วยสีหน้าจนใจ เฉิงเจิงทำท่าจะโยนทิ้ง ปากก็บ่น “ของกินเดี๋ยวนี้นับวันยิ่งกินไม่ได้”

ซูอวิ้นจิ่นทนมองเขาแสดงนิสัยแบบนี้ต่อไปไม่ไหว เดิมคิดว่าเขายังดีกว่าโจวจื่ออี้นิดหน่อย ใครจะรู้ก็เป็นเด็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวเหมือนกัน ไม่รู้จักความลำบากของคนอื่น ขนมปังดีๆ บอกจะทิ้งก็ทิ้ง คนอื่นเห็นแล้วยังเสียดาย

“เธออย่ากินทิ้งกินขว้างอย่างนี้ได้ไหม! น่าจะส่งคนอย่างเธอไปอยู่ที่ทุรกันดารให้หิวโซสักสองสามปี” เธอถือหมั่นโถวสองลูกพลางตำหนิอย่างโกรธๆ

เฉิงเจิงพูดเสียงขุ่น “ขนมปังนี้มีกลิ่นแปลกๆ”

เจ้าของร้านอ้าปาก ไม่ได้เปล่งเสียง

“แปลกกะผีสิ!” ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้จริงๆ ว่าควรพูดอะไรกับเขาดี

“แน่จริงเธอก็ลองชิมดู!” เฉิงเจิงยัดขนมปังที่แกะแล้วให้เธออย่างวางอำนาจ ราวกับเธอเป็นถังขยะที่เคลื่อนที่ได้

ซูอวิ้นจิ่นไม่ยอมแพ้ง่ายๆ  ฉวยขนมปังมาได้ก็ยัดใส่ปากทันที เธอออกแรงเคี้ยว สัมผัสได้แต่รสหอมหวานของขนมปัง หากให้เขากินหมั่นโถวทุกวันจนแทบอาเจียน เชื่อว่ากินอะไรก็คงรู้สึกว่าเป็นอาหารอันโอชะเหมือนกัน

เธอนึกถึงตรงนี้ พลันนึกเอะใจ ความคิดหนึ่งแวบผ่านสมอง จากเดิมที่ออกแรงเคี้ยวเพราะต้องการเอาชนะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นช้าลง

“ขนมปังนี้ไม่มีปัญหาอะไรตั้งแต่แรก” เธอมองเฉิงเจิงพลางพูด

เฉิงเจิงชะงัก เชิดหน้ายิ้มหยัน “กินหมั่นโถวจนชินก็แบบนี้”

ซูอวิ้นจิ่นวางขนมปังชิ้นนั้นไว้ด้านหนึ่ง

“ขอโทษที ฉันกินไปคำหนึ่ง จะทิ้งหรือไม่ก็แล้วแต่เธอ” เธอก้มหน้า “เฉิงเจิง ฉันจะพูดอีกครั้ง ฉันกินหมั่นโถวมันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับเธอ”

 

เรื่องประหลาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พอหมดคาบทบทวน ทุกคนเก็บของออกจากห้อง จู่ๆ เฉิงเจิงก็เอาขาเขี่ยเก้าอี้ซูอวิ้นจิ่น

“นี่ เธอทำของตก”

ซูอวิ้นจิ่นก้มมองอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กลับเห็นธนบัตรห้าสิบหยวนยับย่นใบหนึ่งตกอยู่ใต้โต๊ะตน เธอไม่คิดว่าเป็นของตนอยู่แล้ว...ตั้งแต่นำเงินทั้งหมดที่มีไปแลกเป็นตั๋วอาหาร บนตัวเธอก็ไม่เคยปรากฏธนบัตรมูลค่ามากกว่าสิบหยวนอีกเลย

“ไม่ใช่ของฉัน” เธอตอบสีหน้าไร้ความรู้สึก

เฉิงเจิงขมวดคิ้ว “แล้วเป็นของผีที่ไหน”

“เฉิงเจิง ไปเหอะ!” โจวจื่ออี้รออยู่นอกห้องเรียนพักหนึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้ามาอีกรอบ เขาตาไว ทันทีที่เข้ามาสายตาก็หยุดนิ่งที่จุดหนึ่งบนพื้น “เฮ้ย มีเงินอยู่บนพื้น”

“ไม่ใช่ของนายซะหน่อย นายไม่เคยเห็นเงินเรอะ” เฉิงเจิงสีหน้าบูดบึ้ง

โจวจื่ออี้คล้ายไม่ทันสังเกต เอียงคอครุ่นคิด “ขอฉันคิดก่อน มิน่าสองวันนี้ฉันเบลอๆ  ไม่รู้เอาเงินไปยัดไว้ที่ไหน...”

เฉิงเจิงผลักไหล่เขาอย่างแรงพลางเดินออกไปพร้อมเขา “พอเหอะ เงินของนายก็ยัดใส่กระเป๋าเสื้อของสาวๆ ในร้านอินเทอร์เน็ตหมดแล้วไง”

“แล้วเงินบนพื้นล่ะของใคร พวกเธอไม่มีใครเอาเหรอ” โจวจื่ออี้ถามยิ้มๆ

เฉิงเจิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เกี่ยวอะไรกับฉัน ใครเก็บได้ก็เป็นของคนนั้น”

บ่ายวันต่อมา เหล่าซุนประกาศในชั้นเรียนว่า เมื่อวานซูอวิ้นจิ่นเก็บเงินห้าสิบหยวนในห้องเรียนได้ ใครทำหล่นให้ไปรับที่เขา หากไม่มีใครไปรับ เงินนั้นจะเข้ากองกลางของห้อง เขายังกล่าวชมซูอวิ้นจิ่นว่าเป็นคนซื่อสัตย์ ให้ทุกคนเอาอย่างเธอ

ซูอวิ้นจิ่นไม่ชินกับการถูกชมเชยหน้าฝูงชน เธอก้มหน้า ราวกับเรื่องที่อาจารย์พูดถึงไม่เกี่ยวข้องกับเธอ

เย็นวันนั้น หลังกินข้าวเสร็จเธอกับมั่วอวี้หวากลับมาอ่านหนังสือที่ห้องเรียนก่อนเวลา พอเปิดลิ้นชักโต๊ะเรียนของตน ตั๋วอาหารหลายใบก็หล่นลงมาจากช่องว่างของลิ้นชัก พักใหญ่กว่าเธอจะได้สติ เธอโน้มตัวเก็บขึ้นมาทีละใบ ใส่ไว้ในกล่องดินสอ ตกกลางคืน ขณะที่เธออ่านหนังสือภาษาอังกฤษ จู่ๆ ซ่งหมิงซึ่งปกติไม่ใช่คนพูดมากก็ถามขึ้น “เนื้อหาหน้านี้มีปัญหาเหรอ”

“ว่าไงนะ”

“ผ่านไปสองคาบแล้ว แต่เธอยังไม่พลิกไปหน้าอื่นเลย”

หลังเลิกเรียน ซูอวิ้นจิ่นโอ้เอ้อยู่ในห้องเรียนตามลำพังพักหนึ่ง นักเรียนที่อยู่เวรวันนั้นปิดไฟไปครึ่งหนึ่ง ถามเธอ “ซูอวิ้นจิ่น เธอยังไม่กลับเหรอ”

“อ้อ จะกลับเดี๋ยวนี้ละ” เธอราวกับตัดสินใจได้ ล็อกลิ้นชักแล้วลุกลี้ลุกลนเดินออกไป วิ่งเหยาะๆ ไปตามทางที่ทอดยาวไปนอกโรงเรียน สุดท้ายหยุดยืนหน้าที่จอดจักรยานในโรงเรียน

เฉิงเจิงกำลังเข็นจักรยานออกมา วันนี้เขาไม่ได้อยู่กับโจวจื่ออี้ คนที่เข็นจักรยานออกมาพร้อมเขาคือเมิ่งเสวี่ย

พอเขาเห็นซูอวิ้นจิ่นก็ชะงัก แต่เพียงครู่เดียวก็แสร้งทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน คุยกับเมิ่งเสวี่ยไปพลางเดินผ่านเธอไปพลาง

“เฉิงเจิง อย่าเพิ่งไป” เพราะความประหม่า เสียงของซูอวิ้นจิ่นจึงฟังดูแหลมสูงกว่าปกติเล็กน้อย พอเธอพูดประโยคนี้จบ เฉิงเจิงก็เดินต่ออีกสองสามก้าวถึงค่อยหยุดยืน เขาพูดกับเมิ่งเสวี่ยเสียงเบาประโยคหนึ่ง เมิ่งเสวี่ยเหลียวมองซูอวิ้นจิ่นแวบหนึ่ง ก่อนจะเข็นจักรยานออกไปเงียบๆ  ยืนรอเพื่อนร่วมทางของตนตรงบริเวณที่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร

“เธอเรียกฉัน?” เขาถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว

ซูอวิ้นจิ่นเห็นเขาไม่ยอมเดินมา จึงเป็นฝ่ายเดินไปหาเขา เธอไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ล้วงตั๋วอาหารที่วางซ้อนเป็นปึกเล็กๆ ส่งคืนให้เขา

“เธอทำอะไร” เฉิงเจิงไม่รับ มือทั้งสองข้างจับคันบังคับจักรยานแน่น

“คำถามนี้ควรเป็นฉันถามเธอมากกว่า”

“พิลึกคน!”

“ต่อไปเธออย่าทำแบบนี้อีก”

“ใครบอกว่าไอ้นี่เป็นของฉัน”

ซูอวิ้นจิ่นไม่ตอบ มือที่ยื่นออกไปยังคงนิ่งค้างอยู่ท่าเดิม แสงไฟหน้าที่จอดจักรยานค่อนข้างสลัว มีคนเดินผ่านไปมาเป็นระยะ ท่ายืนของพวกเขาต่างดูแข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่ใบหน้าของอีกฝ่ายกลับพร่าเลือนถึงเพียงนั้น แถมยังคุยกันคนละภาษาอีกต่างหาก

จู่ๆ เฉิงเจิงก็นึกชิงชังมือที่ดื้อด้านข้างนั้น ชิงชังยิ่งกว่าเจ้าของมันเสียอีก

เขาเป็นฝ่ายทนไม่ไหว ฉวยสิ่งในมือเธอโยนไปที่แปลงดอกไม้ข้างๆ

“แบบนี้พอใจหรือยัง”

น้ำเสียงของเขาห้วนสั้นอย่างยิ่ง ซูอวิ้นจิ่นนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าเดินผ่านเขาไป ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว พอตกกลางคืนอากาศจะเย็นลง เสื้อคลุมแขนยาวที่เธอสวมดูบอบบาง ส่วนเขายังสวมชุดฤดูร้อนอยู่ บนเท้าที่เผยอออกมามีรอยสีน้ำตาลอ่อน นั่นคือรอยแผลที่ถูกเธอยกขาเก้าอี้ทับเท้าคราวก่อน ตอนนั้นเธอทำลงได้ยังไง ต้องใจแข็งขนาดไหนถึงจะไม่รู้สึกอะไรเวลาที่คนอื่นเจ็บปวด

ตอนเดินผ่านเมิ่งเสวี่ย พวกเธอต่างจงใจไม่มองอีกฝ่าย ซูอวิ้นจิ่นเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ทว่าเธอบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนมีดวงตาคู่หนึ่งมองตามเธอตลอดทาง

คะแนนสอบกลางภาคอันล้มเหลวทำให้ซูอวิ้นจิ่นตระหนักได้ว่า การก้มหน้าก้มตาเรียนโดยไม่คำนึงถึงวิธีการแทบไม่ส่งผลดีอะไร นับจากนั้นเวลาเจอโจทย์ที่ไม่เข้าใจ เธอจะเริ่มรวบรวมความกล้าเข้าไปถามอาจารย์ และบางครั้งก็จะถามซ่งหมิงเพื่อนร่วมโต๊ะ

เคล็ดลับการท่องศัพท์ที่ซ่งหมิงสอนเธอนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง แต่วิชาคณิตศาสตร์และวิชาเคมีซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของเธอ เขาเองก็อธิบายอย่างกินแรง ซูอวิ้นจิ่นละอายใจมาก ต้องเป็นเพราะตนพื้นฐานย่ำแย่ แถมยังเข้าใจอะไรช้า โชคดีที่ซ่งหมิงเป็นคนใจดี ไม่ได้หัวเราะเยาะที่เธอหัวช้า หากมีเวลาจะพยายามอธิบายช้าๆ ให้เธอฟังอย่างใจเย็น

แม้พวกเขาจะลดเสียงลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีคนรู้สึกว่าตนเองถูกรบกวน ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เฉิงเจิงพูดต่อหน้าว่าพวกเขา “พูดเสียงงึมงำ” ทำให้เขาไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ ซูอวิ้นจิ่นขอโทษเขาอย่างอดกลั้น ตอนหลังก็ถามซ่งหมิงเฉพาะตอนเลิกเรียน จะได้ไม่ถูกคนอื่นต่อว่าอีก

วันนั้นซ่งหมิงกำลังอธิบายโจทย์เรขาคณิตข้อหนึ่งให้ซูอวิ้นจิ่นฟัง

“เธอดู เราสามารถวาดเส้นประจาก A ไป M ถ้าต้องการพิสูจน์ว่า MN ตั้งฉากกับ SC อันดับแรก SA ตั้งฉากกับฐาน ABC…”

ขณะกำลังอธิบายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จู่ๆ ด้านหลังก็มีคนหัวเราะอย่างขบขัน

“ไม่ต้องไปสนใจเขา” ซูอวิ้นจิ่นพูดเสียงเบา

ซ่งหมิงลังเลเล็กน้อย “เอ่อ...ก็หมายความว่า SA ตั้งฉากกับ...”

“นายใช้วิธีมั่วซั่วอะไรของนาย” เฉิงเจิงทนฟังต่อไปไม่ได้

ซ่งหมิงมองเฉิงเจิงอย่างซื่อๆ “แต่วิธีนี้ก็ไม่ผิดนี่ แถมยังได้คะแนนวิธีทำเพิ่มด้วย”

“จะบ้าเรอะ ไม่เห็นต้องใช้วิธีซับซ้อนขนาดนี้ นายไม่กลัวทำให้เซลล์สมองที่มีจำกัดของยัยนี่เสื่อมเร็วขึ้นรึไง”

“เอ่อ...ฉันคิดว่า AC เชื่อมต่อกัน ถ้า AMC กับ SA…”

“โจทย์ข้อนี้เห็นชัดๆ ว่าทดสอบกฎของเส้นตั้งฉาก ต้องการพิสูจน์ว่า MN ตั้งฉากกับ SC สามารถพิสูจน์ว่า SC ตั้งฉากกับฐาน ANM แสดงว่า AN ตั้งฉากกับ SB ดังนั้นนายแค่พิสูจน์ว่า AN ตั้งฉากกับ BC ก็ได้แล้ว พูดอะไรเยอะแยะ นอกประเด็นไปไหนต่อไหน” เขาขมวดคิ้วด้วยสีหน้าจริงจัง คล้ายต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นหลักความจริง

“ฉันไปเข้าห้องน้ำแป๊บนะ” ซ่งหมิงปวดปัสสาวะอย่างกะทันหัน ขณะที่ซูอวิ้นจิ่นมีสีหน้างุนงง

เฉิงเจิงพูดอย่างรับไม่ได้ “ตอนเธออ้าปากค้างท่าทางอย่างกับเด็กปัญญาอ่อน วิธีที่ฉันบอกเธอเมื่อกี้จำได้หรือยัง”

ซูอวิ้นจิ่นชะงัก “เมื่อกี้เธอพูดกับฉันเหรอ”

“ฉันพูดกับหมูมั้ง ตกลงเธอเข้าใจหรือยัง”

“เธอพูดเร็วเกิน” ซูอวิ้นจิ่นหน้าแดง

“ไอคิวของเธอนี่ ฉันไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว” เขาก้มหน้าขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษรายงานของตนอย่างว่องไว วางบนโต๊ะเธออย่างกระแทกกระทั้น “เอาไป คร้านจะเห็นท่าทางแบบนั้นของเธอ” แล้วเขาก็รีบเดินออกไป แม้แต่โอกาสปฏิเสธก็ไม่เปิดให้อีกฝ่าย กระทั่งกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นอีกครั้ง เขาเดินกลับมาจากระเบียง เห็นซูอวิ้นจิ่นถือกระดาษรายงานอยู่ในมือ ไม่รู้ต้องการพูดอะไรกับเขา

“เธออย่าคิดไปไกล ฉันไม่ได้ใจบุญอะไร แค่ทนไม่ไหวที่เห็นคนอื่นซื่อบื้อก็เท่านั้น” เขาชิงพูดดักคอก่อนเธอเอ่ยปาก

“ฉันว่าเธอน่ะแหละคิดมากไปแล้ว ฉันแค่อยากถามว่าเส้นตรงกลางเส้นนี้คืออะไร”

“แค่ลอกตามก็ทำไม่เป็น?”

“ก็เธอเขียนซะหวัดขนาดนี้”

“ใช่ที่ไหน” เฉิงเจิงรับกระดาษรายงานมาเพ่งมอง “บอกว่าเธอซื่อบื้อยังไม่ยอมรับอีก จะนั่งบื้ออยู่ทำไม เธอไม่หันมาฉันจะอธิบายยังไง”

ซ่งหมิงซึ่งอยู่ใกล้ๆ หัวเราะพรืด

เฉิงเจิงถามอย่างสงสัย “นายหัวเราะอะไร”

โจวจื่ออี้ตอบแทนซ่งหมิง “เขาหมายความว่า พวกเธอสองคน ‘พูดเสียงงึมงำ’ ได้ไม่น่ารำคาญแม้แต่นิดเดียว มองฉันทำไม ว่าต่อๆ” เขาพูดจบก็ดูนิตยสารของตนต่อ ส่วนซ่งหมิงก็ยิ้มพลางทุ่มสมาธิไปที่บทเรียนของตนตามเดิม

ระยะเวลาช่วงหนึ่งหลังจากนั้น เพื่อนๆ ที่นั่งใกล้พวกเขาต่างตกตะลึงเมื่อพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเฉิงเจิงกับซูอวิ้นจิ่นเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เฉิงเจิงไม่รังเกียจซูอวิ้นจิ่นเหมือนก่อน และไม่หาเรื่องเธอบ่อยๆ  อีก เวลาซูอวิ้นจิ่นเจอโจทย์ที่ไม่เข้าใจ นอกจากภาษาอังกฤษจะถามซ่งหมิง วิชาที่เหลือล้วนหันไปขอความช่วยเหลือจากเฉิงเจิง แม้ทุกครั้งเขาจะทำสีหน้าเบื่อหน่ายรำคาญ แต่ตอนอธิบายกลับกลัวว่าจะไม่ละเอียดพอ

เฉิงเจิงเป็นคนโกรธง่าย และไม่ค่อยมีความอดทน พื้นฐานการเรียนของซูอวิ้นจิ่นไม่ดี พอถามหลายครั้งเข้าเขาก็จะโมโห บ่นว่าเธอซื่อบื้อไปพลางกัดฟันอธิบายไปพลาง แต่ก็มีบางครั้งที่ซูอวิ้นจิ่นทนรับท่าทีของเขาไม่ไหว โต้กลับไปสองสามประโยค เวลาทั้งสองพูดจาไม่ลงรอยกัน เฉิงเจิงจะแสดงท่าทีไม่พอใจ ส่วนซูอวิ้นจิ่นน้อยครั้งจะต่อปากต่อคำกับเขา ไปๆ มาๆ เธอก็เริ่มรู้นิสัยเขา เขาก็เหมือนกับชื่อของเขา หนักแน่นปานเหล็กกล้า ยอมหักไม่ยอมงอ หากหวังจะได้ยินคำพูดเพราะๆ จากปากเขา สู้นำเวลานั้นมาบอกให้ตัวเองล้มเลิกความคิดนี้โดยเร็วดีกว่า ทว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้าย ก็เหมือนกับเด็กไร้เดียงสาส่วนใหญ่ที่เกิดในครอบครัวที่มีความสุข อาจถูกตามใจจนเอาแต่ใจไปบ้าง แต่รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกอย่างนั้น อย่างน้อยเธอก็สามารถมองออกในผาดเดียว

ดังนั้น เวลาเฉิงเจิงทำอะไรเกินขอบเขต อย่างมากซูอวิ้นจิ่นจะหันหนีอย่างเย็นชา ปล่อยให้เขาอาละวาดจนพอใจ

เขาเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ปกติไม่เกินครึ่งชั่วโมงก็จะเห็นเขาใช้ปากกาทิ่มหลังซูอวิ้นจิ่น เป็นฝ่ายชวนเธอคุย “นี่ เธอเป็นอะไร เมื่อกี้ฉันยังอธิบายไม่จบ เธอหันมาสิ ฉันจะอธิบายให้ฟังต่อ...ทำไมเธอโกรธง่ายขนาดนี้เนี่ย”

วิธีกวดวิชาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของเฉิงเจิงแม้จะป่าเถื่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีคิดของเขามักเป็นวิธีที่ง่ายและใช้ได้ผลที่สุด ภายใต้การช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นจนแทบจะมากเกินไปของเขา ซูอวิ้นจิ่นถูกเขาต่อว่าหนักเข้าจนจับจุดได้ทีละน้อย แน่นอนว่าพวกวิชาคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์เป็นไปไม่ได้ที่คะแนนจะพุ่งกระฉูดในเวลาอันสั้น แต่การสอบย่อยหลายครั้งก่อนการสอบปลายภาค คะแนนของซูอวิ้นจิ่นก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ส่วนวิชาคณิตศาสตร์กับวิชาเคมีก็กำลังคืบคลานไปสู่คะแนนคาบเส้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 7        ปีกของผีเสื้อหลังสิ้นลม

หลังเปิดเทอมสองของชั้น ม.6 ไม่นาน โรงเรียนก็จัดให้มีการพบผู้ปกครองครั้งหนึ่ง นอกจากรายงานความประพฤติของนักเรียนในเทอมที่ผ่านมา ยังมีการประชุมก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกด้วย

แม้ทุกคนจะให้ความสำคัญกับการประชุมผู้ปกครองครั้งนี้มาก แต่ตอนซูอวิ้นจิ่นเห็นพ่อแม่ปรากฏตัวที่โรงเรียนพร้อมกันก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ ตอนปิดเทอมฤดูหนาวพ่อของเธอแทบต้องนอนพักฟื้นตลอดเวลา อาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ  เทศกาลตรุษจีนทั้งครอบครัวก็ไม่ได้ฉลองอะไร จากอำเภอที่อาศัยถึงตัวเมืองต้องนั่งรถราวสองชั่วโมง ซูอวิ้นจิ่นเห็นใบหน้าซูบเซียวและร่างกายผอมโกรกของพ่อ รู้สึกสงสารระคนปวดใจ

โดยปกติผู้ปกครองจะไปร่วมประชุมที่หอประชุมของโรงเรียนก่อน จากนั้นถึงค่อยแยกไปที่ห้องเรียนของบุตรธิดาเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ประจำชั้น กิจกรรมในส่วนแรกนี้นักเรียนไม่ต้องเข้าร่วม พอซูอวิ้นจิ่นพาพ่อแม่ไปส่งหน้าหอประชุมเสร็จก็กลับหอพัก เธอกลัวว่าพ่อจะทนเหนื่อยไม่ไหว และกลัวว่าผลการเรียนของตนจะทำให้บุพการีผิดหวัง ในใจกระวนกระวายอย่างมาก

เพิ่งซักเสื้อผ้าเต็มตะกร้าเสร็จ โจวจิ้งก็วิ่งกลับมา บอกให้ซูอวิ้นจิ่นกับมั่วอวี้หวาไปช่วยย้ายโต๊ะในหอประชุม ตอนนั้นการประชุมจบแล้ว ผู้ปกครองต่างแยกย้ายไปห้องเรียน หน้าที่ที่โจวจิ้งมอบหมายให้ซูอวิ้นจิ่นกับมั่วอวี้หวาทำไม่ใช่งานเบา เธอสองคนต้องแบกโต๊ะที่ทั้งใหญ่และหนักกลับห้องเก็บของ

ห้องเก็บของตั้งอยู่ค่อนข้างไกล วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ ระหว่างทางไม่มีคนเดินผ่าน ตอนพวกเธอเดินใกล้ถึงห้องเก็บของ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบาดหูคล้ายเสียงกระจกถูกทุบแตก ทั้งคู่สะดุ้งโหยง มั่วอวี้หวาพยักพเยิดให้วางโต๊ะลงก่อน ตนไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนซูอวิ้นจิ่นรออยู่ที่เดิม

ครู่หนึ่ง มีคนลุกลี้ลุกลนวิ่งมาจากหัวเลี้ยวด้านหน้า ลักษณะเหมือนนักเรียนชาย พออีกฝ่ายก้าวเข้าใกล้ ซูอวิ้นจิ่นถึงเห็นว่าเป็นโจวจื่ออี้

เช้าวันนี้ซูอวิ้นจิ่นเห็น “ผู้ปกครอง” ของโจวจื่ออี้ เป็นสุภาพสตรีสาวสวยที่อายุมากกว่าพวกเขาไม่เท่าไร ขับรถเปิดประทุน ไม่รู้ยี่ห้ออะไร แต่น่าจะแพงมาก ทันทีที่มาถึงก็ดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่เคยเห็นโจวจื่ออี้มีสีหน้าบึ้งตึงขนาดนี้มาก่อน รอยยิ้มกวนๆ ตามแบบฉบับหายไปจากใบหน้า ได้ยินว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเลขาของพ่อโจวจื่ออี้ แต่ตอนอยู่หอพักโจวจิ้งหัวเราะคิกคักพลางบอกว่า ดูก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ “เลขาธรรมดา” ไม่อย่างนั้นจะมาวันพบผู้ปกครองแทนเจ้านายได้ยังไง ไม่แน่วันหน้าผู้หญิงคนนั้นอาจกลายมาเป็น “ผู้ปกครอง” ของโจวจื่ออี้จริงๆ ก็ได้

เขามาทำอะไรแถวนี้ ซูอวิ้นจิ่นนึกสงสัย เธอเชื่อว่าไม่มีใครสั่งให้คุณชายโจวมาย้ายโต๊ะได้ ตอนโจวจื่ออี้เดินผ่านก็เห็นเธอเช่นกัน เขามีท่าทางอึดอัดอย่างยิ่ง

ครู่หนึ่งต่อมามั่วอวี้หวาก็กลับมา ซูอวิ้นจิ่นถามเธอ เธอตอบเพียงว่า “ไม่มีอะไร” ทั้งคู่จึงแบกโต๊ะต่อไปอย่างทุลักทุเล พอเลี้ยวพ้นหัวมุมนั้น ตรงลานกว้างไม่ไกลนักมีรถหลายคันจอดอยู่ คันที่สะดุดตาที่สุดคือรถของบ้านโจวจื่ออี้ เมื่อก้าวไปมองใกล้ๆ  ก็เห็นกระจกหน้ารถแตกเป็นรูใหญ่ เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้น

“มั่วอวี้หวา หรือว่าเมื่อกี้...” เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เป็นเรื่องยากที่ซูอวิ้นจิ่นจะไม่นึกโยงไปถึงท่าทางแปลกๆ ของโจวจื่ออี้เมื่อครู่ แต่จริงๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ มั่วอวี้หวาน่าจะรู้ดีกว่าเธอ

ทว่ามั่วอวี้หวากลับส่ายหน้า “ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

ใบหน้าราบเรียบของเธอไม่แสดงความรู้สึก แต่ยิ่งทำเป็นไม่รู้เรื่องก็ยิ่งเหมือนมีเรื่องปิดบัง ถึงอย่างไรซูอวิ้นจิ่นก็ไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แม้จะลอบแคลงใจ แต่อีกฝ่ายไม่อยากบอก เรื่องไม่เกี่ยวกับตน จะให้เธอซักไซ้ก็ใช่เรื่อง

โต๊ะไม้ขนาดใหญ่แบกมาถึงห้องเก็บของ ทว่างานหนักยังไม่สิ้นสุด เจ้าหน้าที่ห้องเก็บของบอกว่าโต๊ะนี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของตน ให้เธอสองคนแบกไปที่อาคารเรียน ทั้งคู่ลอบโอดครวญ โจวจิ้งต้องฟังคำสั่งมาผิดแน่ ทำให้พวกเธอต้องเหนื่อยอีกรอบ แต่จะทำอะไรได้ แบกไปเถอะ!

พวกเธอไม่ใช่คนที่กลัวความลำบาก แต่โต๊ะนั้นหนักมาก กว่าจะมาถึงอาคารเรียนทั้งคู่ก็เหงื่อไหลโซมกาย ตรงบันไดกำลังคึกคักวุ่นวาย ที่แท้ผู้ปกครองทยอยออกจากห้องเรียนแล้ว

โจวจิ้งซึ่งรับหน้าที่เป็นสตาฟฟ์เห็นพวกเธอมา ขอโทษขอโพยเป็นพัลวัน บอกว่าจริงๆ โต๊ะนี้เป็นของฝ่ายวิชาการ ยังต้อง “รบกวน” พวกเธอเหนื่อยอีกรอบ

จะเป็นคนใจเย็นขนาดไหนถ้าได้ยินคำพูดนี้ก็อดโมโหไม่ได้ ซูอวิ้นจิ่นไม่อยากทำตาม แต่ไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไร ขณะกำลังหงุดหงิด พลันรู้สึกเจ็บแปลบตรงท้ายทอย เธอหันไปมอง เห็นเศษชอล์กท่อนหนึ่งตกอยู่ข้างเท้า ไม่ไกลนักคือเฉิงเจิงซึ่งยืนทำท่าไม่รู้ไม่ชี้อยู่หน้าน้ำตกจำลอง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเรื่องไร้สาระแบบนี้นอกจากเขาก็ไม่มีใครทำ ซูอวิ้นจิ่นมองค้อนเขา หันกลับมาตั้งใจจะคุยกับโจวจิ้งให้รู้เรื่อง แต่แล้วกลับโดนอีกทีที่แขน แม้ไม่เจ็บมากแต่ก็ทำให้เธอเหลืออด

“พอได้หรือยัง” เธอทำหน้าบึ้งพลางพูดกับเฉิงเจิง “ตอนนี้ฉันไม่มีเวลาสนใจเธอ”

เฉิงเจิงแค่นหัวเราะ “ก็แค่งานขนย้าย จะจริงจังอะไรนักหนา”

“แน่จริงเธอก็มาทำสิ!”

“เธอคิดว่าทุกคนจะโง่ยอมให้คนอื่นหลอกเหมือนเธอเหรอ ถ้าเป็นฉันละก็ จะวางโต๊ะไว้กลางถนน ดูว่าอาจารย์จะเอาเรื่องใคร” เขาพูดพลางหยิบเศษชอล์กมาจากไหนไม่รู้อีกสองสามท่อน ปาใส่เธอทีละท่อน “แต่เธอก็ซื่อบื้อจริงน่ะแหละ ดูท่าทางของเธอสิ!”

ซูอวิ้นจิ่นยกมือขึ้นบัง ผงชอล์กกระเด็นติดเสื้อผ้า “ไหนเธอลองปาอีกทีซิ”

“เธอพูดเองนะ!”

อารามโกรธจัด ซูอวิ้นจิ่นเก็บเศษชอล์กท่อนหนึ่งที่อยู่ใกล้สุดทำท่าจะปากลับไป เฉิงเจิงพลันร้อง “โอ๊ย” หูของเขาถูกผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินลงบันไดมาบิดอย่างแรง

“ผมเจ็บนะ!” เขาถูใบหูพลางร้องโอดโอย

ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยเสียงดุ “ยังมีหน้ามาพูดอีก เห็นตั้งแต่อยู่ข้างบนแล้ว ใครสอนให้รังแกเด็กผู้หญิง ไม่เอาไหนจริงๆ  กลับไปจะให้พ่อจัดการซะให้เข็ด”                                                                                                                                                                                                   

“แล้วรังแกเด็กผู้ชายอย่างนี้ทำถูกเหรอ” เฉิงเจิงย้อนถามเสียงเจื่อน รู้สึกเสียหน้าอย่างมากที่ถูกดุต่อหน้าคนอื่น

ผู้หญิงคนนั้นมีท่าทางโอบอ้อมอารีขณะหันไปหาซูอวิ้นจิ่น “ขอโทษด้วยนะหนู”

ซูอวิ้นจิ่นเห็นว่าหน้าตาของผู้หญิงคนนั้นมีส่วนคล้ายเฉิงเจิง และสังเกตลักษณะการพูดคุยของพวกเขา คิดในใจว่าคงเป็นแม่ของเฉิงเจิง แม่ของเฉิงเจิงแต่งกายพิถีพิถัน รูปร่างหน้าตาล้วนดูแลอย่างดี ยากจะเชื่อได้ว่าเธอมีลูกชายโตขนาดนี้แล้ว ซูอวิ้นจิ่นคาดไม่ถึงว่าการแกล้งกันครั้งนี้จะถูกผู้ปกครองของอีกฝ่ายเห็นเข้า แม้เฉิงเจิงจะเป็นคนก่อเรื่อง แต่คนที่เครียดกลับเป็นเธอ มือที่ไพล่อยู่ด้านหลังขยำเศษชอล์กท่อนนั้นอย่างไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีทั้งมือก็เต็มไปด้วยผงชอล์ก

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบรับเสียงแผ่ว

ตอนนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ลงมาจากอาคารเรียนแล้ว ซูอวิ้นจิ่นมองเห็นพ่อแม่ของตนในทันที จึงรีบสาวเท้าเดินไปหา

“พ่อคะ พ่อไหวหรือเปล่า แม่นะแม่ ทำไมไม่ห้ามพ่อ แถมยังให้พ่อมาถึงนี่อีก”

“แม่มีเหรอจะไม่ห้าม แต่พ่อของลูกจะมาให้ได้” แม่ของซูอวิ้นจิ่นมองใบหน้าที่ซีดเซียวจนน่าตกใจของสามีอย่างเป็นห่วง

ใบหน้าผอมตอบของพ่อซูอวิ้นจิ่นพยายามผุดยิ้ม “เป็นหน้าที่ของพ่อ”

“ผลการเรียนของหนูทำให้พ่อแม่ผิดหวังอีกแล้วใช่ไหม” ซูอวิ้นจิ่นถามเสียงเศร้า ชั่วเวลานี้เธออยากให้ตนเองเป็นเฉิงเจิงเหลือเกิน คะแนนดีเยี่ยม ร่าเริงซุกซน ต่อให้บางครั้งจะทำผิดจนถูกบิดหู แต่พ่อแม่ของเขาก็คงภูมิใจในตัวเขามาก

พวกเขาเดินไปพลางคุยกันไปพลาง พ่อของซูอวิ้นจิ่นเดินช้ามาก แต่กลับหายใจถี่กระชั้น “เด็กโง่ อาจารย์ซุนของลูกชมว่าลูกเรียนดีขึ้นมาก ปกติก็ตั้งใจเรียนดี แล้วยัง...แล้วยังถ่อมตัวขอให้เพื่อนคนอื่นช่วยสอน...”

“สวัสดีครับคุณอา สวัสดีครับคุณน้า!” เสียงปรอทแตกที่จู่ๆ ก็ดังแทรกขึ้นทำให้ซูอวิ้นจิ่นสะดุ้งจนชอล์กในมือร่วงตกพื้น พอเงยหน้าก็เห็นเจ้าของเสียงยืนอวดฟันขาว

พ่อแม่ของซูอวิ้นจิ่นต่างชะงัก ยืนอยู่ที่เดิมอย่างงุนงง

“ผมชื่อเฉิงเจิง นั่งอยู่หลังอวิ้นจิ่น พวกเรามักปรึกษาเรื่องเรียนกัน เธอเป็นคนถ่อมตัวมาก...” เขาจงใจเน้นเสียงตรงคำว่าถ่อมตัว เกรงจะพลาดใจความสำคัญไป

ซูอวิ้นจิ่นหน้าแดง ท่าทางประดักประเดิด ไม่มีใครอยากรู้ว่าเขาเป็นใคร แล้วก็ไม่มีใครคิดจะทักทายเขา นี่เขาไปเอามารยาทพิลึกๆ นี้มาจากไหน

แม่ของซูอวิ้นจิ่นเป็นคนซื่อ ยิ้มตอบอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว “อ้อ งั้นก็ต้องขอบใจหนูมาก...” เธอตั้งใจจะพูดขอบคุณต่ออีกหน่อย ทันใดนั้นพลันสังเกตเห็นว่าตัวของสามีโงนเงนไปมา

เฉิงเจิงถามขึ้นอย่างแปลกใจ “คุณอาไม่สบายหรือครับ”

“ม...ไม่เป็นไร...” พ่อของซูอวิ้นจิ่นพูดจบก็ล้มทั้งยืน แม่ของซูอวิ้นจิ่นไม่มีแรงมากพอจะประคองสามีที่ล้มลงอย่างกะทันหัน ทำให้เขาทรุดฮวบลงตรงหน้าเฉิงเจิง

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นราวกับฉากสงครามในภาพยนตร์ มีทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ เสียงร้องขอความช่วยเหลือ...คนข้างกายวิ่งวุ่นไปมา ซูอวิ้นจิ่นทันเห็นแค่ใบหน้าตื่นตระหนกของเฉิงเจิง จากนั้นก่อนรถพยาบาลมาถึง เธอจับมือพ่อแน่นตลอดเวลา ผงชอล์กสีขาวที่เหลือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบบนฝ่ามือของพ่อและน้ำตาของเธอ

 

ภายหลังซูอวิ้นจิ่นถึงเข้าใจว่าทำไมพ่อจึงดึงดันจะมาทั้งที่ป่วยหนัก เพราะพ่อของเธอรู้ว่า นี่เป็นการประชุมผู้ปกครองครั้งสุดท้ายของลูกสาวที่เขาสามารถมาร่วมได้

พ่อของซูอวิ้นจิ่นป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย แม่รู้ ทุกคนในครอบครัวรู้ ปิดแค่ซูอวิ้นจิ่นคนเดียว เพราะกลัวเธอจะกลัดกลุ้มเป็นทุกข์จนส่งผลกระทบต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่มีใครคิดว่าเขาจะฝืนสังขารออกจากโรงเรียนไม่ไหว ซ้ำยังหมดสติไปตรงนั้น คราวนี้ไม่เพียงปิดลูกสาวไม่ได้ คนทั้งโรงเรียนก็แทบจะรู้กันหมด

หลังอาการกำเริบ พ่อของซูอวิ้นจิ่นรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง ซูอวิ้นจิ่นลาหยุดสองวันมาเฝ้าไข้ ส่วนทางโรงเรียนก็ส่งเหล่าซุนมาเป็นตัวแทนมอบดอกไม้ ผลไม้ และเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย สิ่งที่โรงพยาบาลพอจะทำได้คือบรรเทาความเจ็บปวดของผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด เมื่อพ่อของซูอวิ้นจิ่นรู้สึกตัวก็เอาแต่ขอให้หยุดการรักษา แต่ในฐานะคนในครอบครัว มีหรือจะทนเห็นเขาอยู่อย่างทรมานในช่วงสุดท้ายของชีวิตได้ ยาฉีดและยากินที่แพงลิบลิ่วพวกนั้นถึงอย่างไรก็ช่วยให้ผู้ป่วยได้นอนพักอย่างสงบชั่วคราว

กระทั่งมาถึงขั้นนี้ ซูอวิ้นจิ่นถึงรู้ว่าตอนนี้ครอบครัวของตนไม่เพียงไม่เหลือเงินเก็บ บอกว่าเป็นหนี้ไปทั่วก็ไม่เกินไปนัก เพื่อรักษาอาการป่วยของพ่อ แม่ยืมเงินของญาติสนิทมิตรสหายเท่าที่จะยืมได้ เหล่าซุนเองก็เข้าใจความลำบากนี้ หลังจากซูอวิ้นจิ่นกลับมาเรียน คณะกรรมการโรงเรียนจึงจัดกิจกรรมรับบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวเธอ เพื่อนๆ ต่างมีน้ำใจร่วมบริจาค แน่นอนว่าแผนวิทย์ห้องสี่ของเธอให้ความร่วมมือมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ในชั้นจึงจัดกิจกรรมเล็กๆ เป็นกรณีพิเศษ

ซูอวิ้นจิ่นถือกล่องรับบริจาคสีแดงสดยืนอยู่หน้าชั้นเรียน เพื่อนๆ ยืนเข้าแถวยาวพลางหย่อนเงินใส่กล่องทีละคน สิบหยวน ยี่สิบหยวน หนึ่งร้อยหยวน...แม้แต่คนที่ความเป็นอยู่ขัดสนไม่แพ้กันอย่างมั่วอวี้หวาก็นำค่าขนมสามสิบสองหยวนแปดเหมายัดใส่มือเธอ เฉิงเจิงบริจาคมากกว่าใครเพื่อน ตอนเดินมาเขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น ซูอวิ้นจิ่นก็ไม่ได้เงยหน้า เห็นแค่ว่าเงินในมือเขาถูกหย่อนใส่กล่องอย่างเงอะงะก่อนจะปลิวหล่น คล้ายปีกของผีเสื้อหลังสิ้นลม

ซูอวิ้นจิ่นโค้งตัวต่ำให้เขาเช่นเดียวกับเพื่อนคนอื่น

สุดท้าย เมิ่งเสวี่ยกรรมการนักเรียนของชั้นนำจดหมายแสดงความห่วงใยมอบให้ซูอวิ้นจิ่นด้วยตนเอง เธอปลอบโยนซูอวิ้นจิ่นเสียงเบา ท่าทางเป็นกันเองและเข้าอกเข้าใจ ทั้งยังตั้งใจเอ่ยถึงเฉิงเจิงเพื่อนสนิทของเธอ ว่าเขานำค่าขนมทั้งหมดมาบริจาคให้

“อันที่จริงเขาเป็นคนจิตใจดี ทนเห็นใครน่าสงสารไม่ได้ เรื่องนี้เธอคงรู้อยู่แล้ว”

ซูอวิ้นจิ่นพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้ เพราะที่ผ่านมาในสายตาคนอื่นเธอก็เป็นคนน่าสงสารมาตลอด เมิ่งเสวี่ยกล่าวให้กำลังใจจบ ยืนยิ้มอยู่ข้างซูอวิ้นจิ่น เบื้องหน้ามีแสงแฟลชแวบผ่าน สีขาวสว่างวาบ ชวนให้คนนึกอยากหลั่งน้ำตา

สมาชิกชมรมประชาสัมพันธ์ที่คณะกรรมการนักเรียนตั้งใจเชิญมาใช้กล้องถ่ายรูปบันทึกชั่วเวลาอันอบอุ่นนี้ รูปถ่ายดังกล่าวติดอยู่บนป้ายประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนนานถึงสองเดือนเต็ม ซูอวิ้นจิ่นในรูปถ่ายหลุบตาต่ำ ไม่มีใครรู้ว่าดวงตาที่หลบอยู่ใต้ขนตางอนยาวคู่นั้นซ่อนอะไรไว้

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 8        ฝันกลางวันของฉันเอง

ชีวิตในชั้น ม.6 ก็เหมือนกับการว่ายน้ำกลางทะเล ยิ่งว่ายไปไกลระดับน้ำก็ยิ่งลึก ตราบใดที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไม่สิ้นสุด ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะเข้าฝั่ง แม้ทางบ้านของซูอวิ้นจิ่นจะประสบเหตุพลิกผัน แต่ก็ยังให้เธอยึดเรื่องเรียนเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องอื่นให้วางไว้ก่อน เธอจึงได้แต่ใช้เวลาพักช่วงบ่ายวันอาทิตย์ไปคุยกับพ่อที่โรงพยาบาล เธออยากเล่าเรื่องน่าสนใจในโรงเรียนให้พ่อฟัง กลับพบว่าแต่ละวันก็มีแต่เรื่องซ้ำๆ...ไปเรียน พักเที่ยง เลิกเรียน แล้วก็ไปเรียน...ที่แท้ชีวิตของตนไม่มีอะไรน่าพูดถึง แต่ไม่ว่าเล่าเรื่องอะไร พ่อจะมองเธออย่างตั้งใจทุกครั้ง บางทีเขาคงไม่สนใจเรื่องที่เธอเล่า ขอเพียงได้เห็นเธอก็พอแล้ว

หลังล่วงเข้าเดือนสี่ อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆ  แต่บรรยากาศในห้องเรียนกลับตึงเครียดขึ้นทุกวัน เวลาที่อาจารย์ต้องสอนเนื้อหาในคาบเรียนเริ่มน้อยลง เวลาส่วนใหญ่ให้นักเรียนฝึกทำโจทย์และทบทวนบทเรียน อาจารย์จะรับผิดชอบแค่ตอบข้อสงสัย เมื่อมองห้องเรียนที่เต็มไปด้วยคน จะเห็นเพียงศีรษะของนักเรียนที่จมอยู่กับกองหนังสือ รอบด้านเงียบสนิท มีเพียงเสียงขีดเขียนจากปลายปากกา เสียงหัวเราะที่ลอยมาจากสนามกีฬาคล้ายอยู่ไกลแสนไกล โมงยามประหนึ่งหยุดนิ่ง เฉกเช่นห้วงฝันลึกล้ำ ต่อให้รู้ดีว่ามันจะจบลงในที่สุด แต่ตอนตกอยู่ในสถานการณ์นั้น กลับรู้สึกราวกับมันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

“นี่ นี่! ฉันถามเธออยู่นะ ตัวอย่างข้อสอบที่ให้เธอเมื่อกี้ เธออ่านแล้วหรือยัง” เฉิงเจิงใช้ปากกาทิ่มหลังคนข้างหน้าเบาๆ  เห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง จึงยื่นมือเขย่าผมหางม้าของอีกฝ่าย

วิธีตอบรับของซูอวิ้นจิ่นคือการเอี้ยวตัวเล็กน้อย ตอบ “อืม” คำหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ

“เธออ่านแล้ว และอ่านจบแล้วจริงเหรอ” เฉิงเจิงถามอย่างแคลงใจ

“อืม”

“เธอแน่ใจ?”

เมื่อเห็นเขาเซ้าซี้ ซูอวิ้นจิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถือตัวอย่างข้อสอบที่เขาให้พลางหันไปหาเขา “ฉันว่าฉันคืนเธอดีกว่า”

แต่เฉิงเจิงกลับดันตัวอย่างข้อสอบตรงหน้ากลับไป “คืนฉันทำไม ฉันอ่านจบหมดแล้ว”

เขารู้สึกเซ็งเล็กน้อย เดิมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับซูอวิ้นจิ่นอยู่ในขั้นปกติแล้ว แต่พอผ่านเรื่องที่เกิดขึ้นกับพ่อของเธอวันนั้น ก็คล้ายจะแปลกไปจากเดิม บอกว่ากลับไปสู่จุดเดิมก็ไม่ใช่ เหมือนเธอไม่มองเขาเป็นศัตรูอีก แต่ก็ไม่เข้าใกล้ความเป็นเพื่อน แค่ดู...เฉยชาอย่างมาก ใช่ เป็นความเย็นชาอย่างที่สุด

ไม่ว่าเฉิงเจิงพูดอะไร ซูอวิ้นจิ่นจะตอบอย่างขอไปทีโดยใช้คำพยางค์เดียวพวก “อืม” ไม่ก็ “อ่อ” และแทบไม่ถามเรื่องเรียนเขาอีกเลย ต่อให้เฉิงเจิงจงใจหาเรื่องแกล้งเธอ เธอก็ไม่ตอบโต้ ซ้ำยังไม่เคืองขุ่น ตอนแรกเฉิงเจิงคิดว่าเป็นเพราะพ่อของเธอป่วยหนัก จึงอาจอารมณ์ไม่ดีไปบ้าง แต่เขาเคยสังเกตท่าทีที่เธอปฏิบัติต่อเพื่อนคนอื่น ก็เหมือนเดิมทุกอย่าง คล้ายกับจงใจห่างเหินกับเขาแค่คนเดียว เธอคงไม่ได้โกรธเขาเรื่องที่พ่อของเธอล้มลงตรงหน้าเขาหรอกนะ เขาไม่ได้ทำอะไรเลย ตอนนั้นก็ตกใจมากเหมือนกัน ฟ้าดินเป็นพยานได้! เฉิงเจิงชักจะคิดถึงซูอวิ้นจิ่นที่ชอบถลึงตาใส่เขาและเถียงกับเขาหน้าดำหน้าแดงขึ้นมาแล้ว

ตัวอย่างข้อสอบชุดนี้แม่ของเขาฝากให้เพื่อนจากที่อื่นหามาให้ ว่ากันว่าโจทย์ในนั้นตรงกับแนวข้อสอบจริงอย่างมาก เฉิงเจิงใช้ดินสอทำแล้วรอบหนึ่ง แล้วเมื่อคืนก็ยัดเยียดให้ซูอวิ้นจิ่นโดยอ้างว่า “ทนไม่ไหวที่เห็นคนอื่นตกเลข” บอกให้เธอตั้งใจทำ ทั้งยังย้ำนักย้ำหนาให้อ่านอย่างละเอียด

ซูอวิ้นจิ่นรับตัวอย่างข้อสอบกลับมาอย่างเสียไม่ได้ อันที่จริงเธออ่านไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เมื่อกี้ทำแบบนั้นเพราะทนการตอแยอันไร้เหตุผลของเฉิงเจิงไม่ไหว ไม่ผิดจากที่คิดไว้ ไม่ถึงห้านาทีเขาก็ใช้หนังสือสะกิดเธออีก “เธอตั้งใจอ่านดูอีกทีละกัน”

ซูอวิ้นจิ่นพลันนึกอยากฉีกตัวอย่างข้อสอบชุดนี้ออกเป็นชิ้นๆ  นี่เป็นตัวอย่างข้อสอบที่ดีมาก แต่ต้องอ่านยังไงถึงจะทำให้เขาหุบปากซะที! เธอพลิกตัวอย่างข้อสอบไปอีกหน้าหนึ่งอย่างหงุดหงิด ทว่าตอนนั้นเองที่ค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่

ตรงที่ว่างข้างข้อแสดงวิธีทำมุมขวาล่างเขียนวิธีแก้โจทย์อย่างละเอียด ด้านหลังข้อสรุปสุดท้ายที่ว่า “∴ มุม PDE = 60 องศา ดังนั้นมุมระนาบของ P-AC-B เป็น 60 องศา” ยังมีตัวอักษรที่เขียนด้วยดินสออีกบรรทัดหนึ่ง เป็นลายมือขยุกขยิกของเฉิงเจิง ใจความว่า หกโมงครึ่งวันศุกร์มาดูบอลที่สนามฟุตบอลของโรงเรียน

การค้นพบนี้ทำให้ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกประหม่าอย่างไม่มีเหตุผล เธอเหลือบมองเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างร้อนตัว ซ่งหมิงกำลังทำโจทย์อย่างขะมักเขม้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกอึดอัด เธอกัดริมฝีปากพลางอ่านประโยคง่ายๆ นั้นซ้ำหลายครั้ง ขณะเดียวกันก็ขยับตัวแข็งทื่อบนเก้าอี้

“ซูอวิ้นจิ่น เธออย่าขยับไปขยับมา ทางที่ดีก็อ่านมันให้จบ!” เขามีความอดทนต่ำจริงๆ  แถมยังเก็บความลับไม่ได้ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไป มีหวังเขาคงสลัก “ใจความสำคัญ” ของตัวอย่างข้อสอบชุดนี้ไว้กลางหน้าผากแน่ๆ

“อืม” ซูอวิ้นจิ่นตอบรับอย่างแกนๆ

เหมือนเฉิงเจิงจะเริ่มมีน้ำโห “ฉันไม่ได้บอกให้เธอตอบฉันแบบส่งๆ”

“ฉันอ่านจบแล้ว!” ซูอวิ้นจิ่นคืนตัวอย่างข้อสอบให้เขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เฉิงเจิงทำท่าจะพูดต่อ พลันเห็นใบหูที่แดงก่ำของเธอ จึงลังเลชั่วครู่ ท่าทางฉายแววเคอะเขินขณะเอ่ย “อ่านจบก็ดีแล้ว”

แม้วันเสาร์ต้องเรียนเสริม แต่อาจารย์ก็อนุญาตกลายๆ ให้นักเรียนชั้น ม.6 “ผ่อนคลายที่สนามฟุตบอลเป็นบางครั้ง” หลังเลิกเรียนวันศุกร์ได้ เฉิงเจิงกับกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นปีที่ชอบเล่นฟุตบอลเหมือนกันจึงมักใช้เวลานี้แข่งฟุตบอลกระชับมิตร เพื่อระบายพลังที่เหลือใช้ของพวกเขา

วันนั้นพอเลิกเรียน เฉิงเจิงกับโจวจื่ออี้ก็เปลี่ยนเป็นชุดกีฬาทันที ตอนเขาออกจากห้องน้ำเห็นซูอวิ้นจิ่นเดินลงมาพอดี จึงอาศัยโอกาสที่โจวจื่ออี้ยังไม่ออกมา รีบก้าวไปถาม “นี่ เดี๋ยวเธอจะไปใช่ไหม”

เขาพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจตอนพูดประโยคนี้ แต่ท่าทีเหลือบซ้ายแลขวาอย่างกระวนกระวายกลับทรยศเขา

“ฉันยังมีเรื่องต้องทำ ฉัน...ฉันต้องกลับไปสระผมที่หอพัก”

“เธอไม่ได้มีเหาซะหน่อย ทำไมต้องสระวันนี้ ตกลงจะไปไม่ไป ผู้หญิงในห้องเราไปกันหมด”

เขาคิดว่าท่าทีของตนจริงใจมากแล้ว แต่ซูอวิ้นจิ่นกลับไม่รับน้ำใจ เสียงของเธอเบาหวิว แต่กลับกระทบโสตประสาทของเขาอย่างแจ่มชัด

“ฉันไม่รู้เรื่องฟุตบอล ไปก็ไม่มีประโยชน์”

“ไม่รู้ก็หัดซะสิ เธอจะสนใจกีฬาบ้างไม่ได้หรือไง วันๆ เอาแต่ทำตัวซังกะตายอย่างกับยายแก่” เสียงของเฉิงเจิงเริ่มดังขึ้น และไม่สนว่าจะมีคนได้ยิน

แต่ซูอวิ้นจิ่นกลับไม่หยุดฝีเท้า “ใครบอกว่าฉันไม่สนใจกีฬา ฉันเล่นหมากล้อม”

เฉิงเจิงโกรธจนควันออกหู จึงไม่ตามเธออีก พูดคำขู่ทิ้งท้าย “ซูอวิ้นจิ่น แน่จริงก็อย่าไป ถ้าเธอแน่จริงก็ลองดู”

“นายตะโกนโหวกเหวกอะไรอยู่คนเดียว” โจวจื่ออี้ซึ่งเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วตบบ่าเฉิงเจิงอย่างสงสัย

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นเดินลงไปถึงข้างล่างแล้ว เฉิงเจิงสะบัดหัวแรงๆ “ไม่มีอะไร” ท่าทางเขาดูถมึงทึง แต่จริงๆ แล้วใจแป้ว ซ้ำยังคิดไม่ตกว่าถ้าซูอวิ้นจิ่นไม่ไปจริงๆ ตนจะทำอะไรเธอได้ หลังระบายโทสะใส่เธอ เหมือนว่าคนที่คิดมากจะเป็นเขาทุกครั้ง

หลังสระผมเสร็จอย่างเชื่องช้า ซูอวิ้นจิ่นนั่งตรงขอบเตียงพลางตักข้าวใส่ปากอย่างเหม่อๆ  วันนี้คนในหอพักน้อยเป็นพิเศษ เหลือแค่เธอกับมั่วอวี้หวาซึ่งกินข้าวไปพลางฝึกฟังภาษาอังกฤษไปพลาง ทั้งคู่ไม่ได้คุยกัน ท่ามกลางความเงียบแว่วดังเสียงโห่ร้องจากสนามฟุตบอลที่อยู่ไกลออกไป    

เธอไม่ควรไป เธอไม่สนใจเรื่องฟุตบอล อีกอย่าง...ไปก็เปล่าประโยชน์ เหตุผลของซูอวิ้นจิ่นหนักแน่นอย่างมาก เธอไม่กลัวคำขู่ของเฉิงเจิง แต่ลายมือที่เขียนด้วยดินสอซึ่งจางกว่าบรรทัดอื่นเล็กน้อยกลับผุดให้เห็นอยู่เรื่อย ลายมือนั้นต่างก็พูดได้... เธอจะมาหรือเปล่า จะมาหรือเปล่า...”

“เธอไม่ไปเหรอ”

“หืม?” ซูอวิ้นจิ่นเกือบไม่ได้ตอบรับ ไม่แน่ใจว่ามั่วอวี้หวาซึ่งดูเหมือนจดจ่อกับเสียงในหูฟังกำลังพูดกับตนหรือไม่

คราวนี้มั่วอวี้หวาถึงถอดหูฟังออก ลุกขึ้นยืนพลางพูดน้ำเสียงเรื่อยๆ “ไปดูการแข่งฟุตบอลด้วยกันเถอะ”

“พอดีฉันไม่ค่อยชอบน่ะ” ซูอวิ้นจิ่นหลุบศีรษะ ใช้ช้อนเขี่ยข้าวที่เหลือในชามอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอจำได้ว่าปกติมั่วอวี้หวาก็ไม่สนใจกิจกรรมพวกนี้เหมือนกัน

“การแข่งฟุตบอลสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ” เธอถามอย่างข้องใจ

มั่วอวี้หวาหัวเราะพรืด “ใครเขาไปดูการแข่งขันจริงๆ กันล่ะ” เธอไม่สนว่าซูอวิ้นจิ่นเข้าใจที่เธอพูดหรือไม่ คว้าชามข้าวในมือซูอวิ้นจิ่นมาวางบนโต๊ะ “ไปเถอะ อย่าชักช้าอยู่เลย ถือซะว่าไปเป็นเพื่อนฉัน”

พวกเธอมาถึงสนามฟุตบอล บรรยากาศกำลังคึกคัก การแข่งขันเริ่มไปพักหนึ่งแล้ว ริมสนามมีคนยืนอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซูอวิ้นจิ่นนึกถึงคำพูดประโยคนั้นของมั่วอวี้หวา คิดในใจว่า พวกเขามาดูอะไรกัน แล้วมีท่าทางกรี๊ดกร๊าดแบบนั้นเพราะใคร

มั่วอวี้หวาพาเธอเบียดฝ่ามายังมุมหนึ่งซึ่งทัศนวิสัยค่อนข้างดี ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้เรื่องฟุตบอล รู้แต่ว่าผู้ชายสองกลุ่มที่สวมเสื้อฟุตบอลสีแดงกับสีขาวกำลังวิ่งไปมาในสนาม เฉิงเจิงสวมเสื้อฟุตบอลสีขาว ผอมสูงแข็งแรง ท่าทางตอนวิ่งน่ามองอย่างมาก พลังในวัยหนุ่มฉายชัดจนปกปิดไม่มิด บนสนามกว้างใหญ่ ซูอวิ้นจิ่นหาเขาเจอได้อย่างง่ายดาย แต่ว่า ทำไมเธอต้องมองหาคนคนนี้ทันทีที่มาถึงด้วยนะ เธอปฏิเสธความคิดนี้ แต่ก็จำต้องยอมรับว่า การจะมองหาเฉิงเจิงในกลุ่มนักเรียนชายที่เปลี่ยนที่ไปมาไม่หยุดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เขาเป็นผู้ชายที่โดดเด่นอย่างนี้เสมอ

เฉิงเจิงกับโจวจื่ออี้สองเพื่อนซี้ต่างเป็นที่ดึงดูดสายตาด้วยกันทั้งคู่ จุดเด่นของโจวจื่ออี้อยู่ที่ใบหน้าชวนมองของเขาคลับคล้ายมีความเย่อหยิ่งเย็นชาซ่อนอยู่ ชอบยิ้มชอบพูดเล่น บางคนอาจรู้สึกว่าเขาเป็นคนพูดจากะล่อน แต่จริงๆ เขาเป็นคนจับความรู้สึกคนเก่ง แล้วก็เอาใจผู้หญิงเก่งมาก

จุดเด่นของเฉิงเจิงอยู่ที่ความ “หนักแน่น” เจิดจ้า เขาเหมือนกับแสงสว่าง ทุกอย่างล้วนหันไปหาดวงอาทิตย์ ยามไม่ยิ้มหล่อเหลาเคร่งขรึม ยามยิ้มราวกับเด็กที่ร่าเริงไร้เดียงสา เขาไม่ชอบทำตัวกะหนุงกะหนิงกับผู้หญิงเหมือนโจวจื่ออี้ สนใจแค่เรื่องเรียนกับกีฬา แต่ในสายตาของเด็กสาววัยนี้กลับยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจ

หลังมั่วอวี้หวาได้ที่ยืนก็ไม่พูดอะไรอีก สายตามองตามจุดๆ หนึ่งในสนามอย่างตั้งอกตั้งใจ ซูอวิ้นจิ่นประหลาดใจเมื่อเห็นว่า บนใบหน้าที่ไม่นับว่าสะสวยของเพื่อนร่วมหอพักเวลานี้อาบไล้ด้วยประกายสดใส

“อวี้หวา ฉันไม่ยักรู้ว่าเธอชอบฟุตบอลมากขนาดนี้” ซูอวิ้นจิ่นลองมองหาจุดสนใจในการแข่งขัน

“ใครบอกว่าฉันชอบฟุตบอล” มั่วอวี้หวาย้อนถามหน้าตาเฉย ซูอวิ้นจิ่นชะงัก มองตามสายตาอีกฝ่ายไปหยุดที่เจ้าของร่างนั้น ถึงกับสะดุ้งอย่างไม่มีเหตุผล ที่แท้คนที่เธอมองคือโจวจื่ออี้? ไม่มีเรื่องไหนอยู่เหนือความคาดหมายไปกว่านี้อีกแล้ว ซูอวิ้นจิ่นแอบมองมั่วอวี้หวาอย่างคล้ายต้องการยืนยันข้อสงสัย อีกฝ่ายเหมือนสังเกตเห็นความแปลกใจของเธอ เอ่ยสีหน้าหยอกล้ออย่างที่นานครั้งจะทำ “เห็นว่าฉันไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครคนนั้นของเธอ รู้สึกวางใจลงบ้างไหม”

ซูอวิ้นจิ่นใบหน้าร้อนผ่าว “พูดอะไรของเธอน่ะ”

“เธอคิดยังไงก็อย่างนั้น” มั่วอวี้หวาพูดยิ้มๆ  แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยประกายเยาะหยันบนใบหน้า “ดูท่าไม่ว่าใครก็หนี ‘ปัญหาว้าวุ่นใจ’ ในช่วงวัยรุ่นไม่พ้น แค่เรื่องเรียนอย่างเดียวก็เครียดแทบตายแล้ว แต่ก็ยังมิวายอยากหาเรื่องวุ่นวายใส่ตัว เธอคงคิดว่ามันบ้าบอมาก ฉันกับคนคนนั้นน่ะหรือจะเป็นไปได้”

“จริงๆ ก็ไม่...”

“ต่อให้เธอคิดอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร” มั่วอวี้หวามองเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อบอลสีขาวคนนั้นด้วยแววตาเปิดเผย ราวกับผู้คนพลุกพล่านรอบกายล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเธอ บนสนามฟุตบอลกว้างใหญ่ มีเพียงเขาและเธอเท่านั้น “สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่ ‘ความเป็นไปได้’ อะไรทั้งนั้น นี่เป็นฝันกลางวันของฉันเอง เป็นเรื่องของฉันแค่คนเดียว”

ซูอวิ้นจิ่นมองสนามฟุตบอลอย่างอึ้งงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่อาจเรียกสติคืนจากระเบิดลูกใหญ่ที่มั่วอวี้หวาทิ้งไว้เมื่อครู่นี้ได้ จะว่าไปแล้ว แม้ตอนอยู่ในห้องเรียนเธอกับมั่วอวี้หวาจะไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย แต่พวกเธอไม่ใช่คนช่างพูด และไม่สนิทกันถึงขั้นเล่าเรื่องทุกอย่างให้อีกฝ่ายฟัง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมมั่วอวี้หวาต้องนำความลับในใจของเด็กสาวคนหนึ่งมาบอกตน อย่างน้อยซูอวิ้นจิ่นก็รู้ว่าตนไม่มีความกล้าเช่นนี้ ถ้าเธอมีความลับบางอย่างเก็บงำอยู่ในใจ และความลับนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ในความเป็นจริง ถ้าอย่างนั้นสิ่งเดียวที่เธอจะทำก็คือ ขยำมันให้ตายก่อนที่มันจะลุกลาม

“เขามองเห็นเธอแล้ว” มั่วอวี้หวาเม้มปากยิ้มพลางพูดขึ้น

ซูอวิ้นจิ่นยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง อันที่จริงมีพื้นที่ครึ่งค่อนสนามขวางกั้น พวกเธอมองไม่เห็นสีหน้าแววตาของคนในสนาม ส่วนคนที่เตะบอลจะมองหาใครสักคนในกลุ่มผู้ชมก็ยิ่งยากยิ่งกว่า แต่เธอบังเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง เหมือนว่าเฉิงเจิงส่งยิ้มไกลๆ มายังจุดที่พวกเธอยืนอยู่ บางทีคงเกิดอุปาทานแบบเดียวกัน นับแต่วินาทีนั้น ดูเหมือนเขาจะวิ่งอย่างกระตือรือร้นขึ้น

ตอนนี้การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วงท้าย ซูอวิ้นจิ่นไม่รู้ว่าคะแนนเป็นอย่างไร และอ่านเกมในสนามไม่ออก ทันใดนั้น เธอได้ยินคนรอบด้านส่งเสียงกรี๊ดอย่างตื่นเต้น เมื่อมองอีกครั้งก็เห็นว่าลูกบอลคล้ายจะอยู่กับเฉิงเจิง ซึ่งเขาอยู่ใกล้ประตูฟุตบอลอย่างมาก

เธอยังไม่ทันทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างเกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา มั่วอวี้หวาเพิ่งกระซิบข้างหูประโยคหนึ่ง “จะทำประตูแล้วมั้ง” เสียงกรีดร้องของนักเรียนหญิงก็แว่วดัง จากนั้นวินาทีถัดมา เฉิงเจิงก็ล้มลงข้างประตูฟุตบอลอย่างไม่มีสัญญาณเตือน เสียงอุทานอย่างผิดหวังกลบทับเสียงโห่ร้องยินดี มีคนเป่านกหวีดบอกว่าหมดเวลาแข่ง มีหลายคนได้สติจากอาการตกใจ วิ่งไปยังที่ที่เฉิงเจิงล้มลง

“เกิดอะไรขึ้น” มั่วอวี้หวาสะกิดแขนเสื้อซูอวิ้นจิ่น “ไป ไปดูกันเถอะ”

ซูอวิ้นจิ่นเดินตามมั่วอวี้หวาไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว กว่าพวกเธอจะไปถึง ที่ที่เฉิงเจิงอยู่ก็มีคนยืนมุงเต็มไปหมด เมื่อมองลอดกลุ่มคนเข้าไป เธอเห็นเฉิงเจิงนั่งอยู่บนพื้นหญ้าโดยใช้สองมือยันด้านหลัง สีหน้าทอประกายเจ็บปวด โจวจื่ออี้กำลังช่วยเขายืดกล้ามเนื้อช่วงขา ดูเหมือนจะเป็นตะคริว เมิ่งเสวี่ยตกใจจนหน้าซีด นั่งยองๆ อยู่ข้างเฉิงเจิงพลางถามไถ่ไม่หยุด

ตอนเฉิงเจิงบังเอิญสบตากับซูอวิ้นจิ่น สายตาของเขาฉายแววเก้อกระดาก เขาสลัดสีหน้าข่มกลั้น รีบโบกมือไปมาเป็นเชิงว่าตนไม่เป็นอะไรแล้ว ตามด้วยฝืนยันกายลุกขึ้น แต่ทันทีที่ขยับตัวก็ล้มลงอีกครั้ง

“นี่ไม่ใช่เวลามาอวดเก่ง ระวังกล้ามเนื้อฉีกขาด” คนที่ปกติท่าทางคร่ำเคร่งเก็บตัวอย่างมั่วอวี้หวาทนดูต่อไปไม่ได้ เธอเดินแหวกคนที่ยืนขวางทางอยู่ พูดกับโจวจื่ออี้ “ทางที่ดีเธอต้องเหยียดข้อต่อเข่าของเขาให้ตรง แล้วจับปลายเท้ากดเข้าหาตัวเขา...ไม่ถูก ต้องฝั่งนี้ ออกแรงหน่อย”

โจวจื่ออี้ชำเลืองมองมั่วอวี้หวาอย่างกังขา แต่ก็ยอมทำตามวิธีที่เธอบอก

คงเป็นเพราะเจ็บมาก เฉิงเจิงไม่ได้เปล่งเสียง ทว่าหน้าผากมีเหงื่อไหลซึม เมิ่งเสวี่ยตะลีตะลานหาจนทั่วตัว แต่ไม่เจอผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู่ จึงตัดสินใจใช้แขนเสื้อตัวเองซับเหงื่อให้เขา

“เธอแน่ใจนะว่าวิธีนี้ได้ผล?” โจวจื่ออี้ถามมั่วอวี้หวา

แม้ใบหน้าของมั่วอวี้หวาจะไม่แสดงความรู้สึก ทว่าใบหูเริ่มแดงเรื่อ น้ำเสียงก็ไม่เยือกเย็นเหมือนเคย “ในหนังสือบอกไว้อย่างนี้”

ซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่ด้านหลังเพื่อนร่วมหอพัก เธอเดาว่าตอนนี้ดวงตาของมั่วอวี้หวาคงกำลังเป็นประกาย มั่วอวี้หวาเคยเล่าว่าตนเรียนอยู่ห้องเดียวกับโจวจื่ออี้ตั้งแต่ ม.4 ทว่าทั้งคู่นิสัยต่างกัน เกรงว่าปกติคงไม่มีโอกาสพูดคุยกันมากนัก หากรู้ว่าไม่อาจลงเอย ความสุขสันต์ระคนหวั่นใจในชั่วเวลาสั้นๆ นี้ แท้จริงดีหรือไม่ดีกันแน่

ซูอวิ้นจิ่นซึ่งกำลังจมอยู่ในความคิดของตนไม่รู้ตัวว่าเฉิงเจิงแอบมองเธอตลอดเวลา เขาทุ่มสุดกำลังเพื่อโชว์ความเก่งให้เธอเห็น ขาดแค่เตะเข้าประตูก็จะกลายเป็นฮีโร่ของการแข่งขันคราวนี้ แต่เพราะดันเป็นตะคริว จึงกลายเป็น “ตัวตลก” ไปแทน แม้จะขายหน้าไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรเธอก็มา

ความปลาบปลื้มอย่างบอกไม่ถูกเพิ่งจะผุดขึ้นในใจ อึดใจต่อมาก็หายวับไปเมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของซูอวิ้นจิ่น ขณะที่เฉิงเจิงกำลังไม่พอใจ ก็เห็นว่าสายตาของเธอในเวลานี้จริงๆ เลยผ่านเขาไป มองไปที่โจวจื่ออี้ซึ่งอยู่ข้างๆ

เฉิงเจิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา ความผิดหวัง เจ็บใจ ปนกับความเสียดายที่แข่งแพ้ รวมกับความคับข้องที่เกิดจากท่าทีเย็นชาของเธอ ทำให้เขาทั้งอึ้งทั้งโกรธ ความรู้สึกนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าหกล้มหน้าประตูฟุตบอลหลายเท่า วิธีเหยียดเข่าที่โจวจื่ออี้ทำตามคำแนะนำของมั่วอวี้หวาเริ่มเห็นผล แต่เฉิงเจิงอยากจะชักขากลับโดยอัตโนมัติ

เมิ่งเสวี่ยสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเขา เมื่อหันไปก็เห็นซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่นอกวงล้อม

“เธออย่าขยับ ยังเจ็บไม่พอหรือไง” เธอบ่นเสียงเบา ช่วยโจวจื่ออี้จับขาเฉิงเจิง ขยับตัวเข้าไปบังระหว่างเขากับซูอวิ้นจิ่นอย่างแนบเนียน

ซูอวิ้นจิ่นเข้าใจ คิดอย่างปลอบใจตัวเองว่า อันที่จริงที่นี่ก็ไม่มีเรื่องของเธอ ก่อนจะเดินออกไปเงียบๆ โดยไม่ได้บอกมั่วอวี้หวา

“เดี๋ยวก่อน!” เสียงนี้ลอยมาจากด้านหลัง ซูอวิ้นจิ่นสะดุดกึก ก่อนจะเร่งฝีเท้าอย่างตระหนก

“ซูอวิ้นจิ่น อย่าบอกนะว่าเธอหูหนวก” คราวนี้แม้แต่ความคิดที่ว่าโชคอาจเข้าข้างก็พังทลายไม่มีเหลือ ซูอวิ้นจิ่นนึกไม่ถึงว่าเฉิงเจิงจะกล้าแผลงฤทธิ์ต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้

“ฉันเรียกเธอมา เธอไม่มา ตอนนี้เดินหนีไปแบบนี้หมายความว่ายังไง” เขากัดฟันถาม

หากบอกว่าการตะโกนครั้งแรกของเขาดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ไม่น้อย ตอนนี้ทุกสายตาในสนามต่างก็มองมาเป็นตาเดียว

ซูอวิ้นจิ่นใบหน้าร้อนผ่าว นึกอยากเอาปี๊บมาคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด เขากล้าพูดทุกอย่างจริงๆ  ไม่รู้คำพูดแบบนี้คนอื่นฟังแล้วจะคิดยังไง เธอไม่อยากพัวพันกับเขา ให้คนอื่นมีข้ออ้างเอาไปนินทา หยุดยืนชั่วครู่ก็เดินต่อโดยไม่พูดไม่จา

การนิ่งเงียบและการหลบเลี่ยงของเธอยิ่งทำร้ายจิตใจเฉิงเจิง เขาได้แต่มองเธอเดินห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่อาจไขว่คว้า ไม่มีวันรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร จะพยายามอย่างไรก็ล้วนเปล่าประโยชน์ ไม่ว่าทำอะไรก็ผิดไปหมดทุกอย่าง

“อย่าไป!”

พอเห็นซูอวิ้นจิ่นเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่ง ด้วยความโมโห เฉิงเจิงจึงคว้าลูกบอลข้างกายโยนใส่แผ่นหลังของเธอ

“ระวัง!” มั่วอวี้หวาตะโกน

ซูอวิ้นจิ่นหันมา ยกมือบังศีรษะโดยสัญชาตญาณ ลูกบอลกระแทกถูกแขนของเธอ ไม่เจ็บมากนัก แต่กลับทำให้เธออับอายเป็นเท่าทวี เมื่อโกรธจัดเธอกลับไม่มีท่าทีลนลาน มองเฉิงเจิงอย่างเย็นชา ถือเสียว่าถูกหมากัด เธอสะบัดหน้าเดินหนี

โจวจื่ออี้รู้สึกว่าอาการหดเกร็งตรงช่วงขาของเฉิงเจิงบรรเทาลงแล้ว จึงคลายมือออก กระแอมเล็กน้อย ใช้มือแตะไหล่เฉิงเจิง ยิ้มพลางพูด “ช่างเถอะน่า จะอารมณ์เสียขนาดนั้นไปทำไม ฉันพยุงนายลุกขึ้น” เดิมเขาหวังดี ช่วยกันกับเมิ่งเสวี่ยประคองแขนเฉิงเจิงคนละข้าง แต่เฉิงเจิงกลับสลัดมือทั้งคู่อย่างแรง จากนั้นตะเกียกตะกายลุกขึ้นเอง โจวจื่ออี้ลูบจมูกอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ ไหงตนจึงกลายเป็นหมาหัวเน่าไปได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 9        ที่แท้เป็นแบบนี้

ตกเย็นซูอวิ้นจิ่นเดินเข้าห้องเรียน รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าการปรากฏตัวของตนทำให้เพื่อนหลายคนยิ้มอย่างมีลับลมคมในพลางหันไปกระซิบกระซาบกัน เรื่องดีไม่มีใครพูดถึง เรื่องไม่ดีละรู้กันทั่ว ยิ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.6 ที่มีชีวิตอุดอู้เป็นทุนเดิมด้วยแล้ว พอมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ มาเกี่ยวก็ยิ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาคลายเบื่อยอดฮิตของทุกคนในทันที ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในหอพัก โจวจิ้งก็ “ชื่นชม” เธออย่างออกนอกหน้าว่าใช้กลยุทธ์ “แสร้งปล่อยเพื่อจับ” ได้เก่งสุดๆ  ซูอวิ้นจิ่นไม่ต่อปากต่อคำกับอีกฝ่าย เรื่องแบบนี้ยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ แต่ไม่รู้ในใจอึดอัดหรือร่างกายไม่สบาย พอกลับถึงหอพักเธอก็รู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ราวกับหุ่นไม้ถูกดึงสายเชือกออกจากตัว กระทั่งถึงคาบทบทวนตอนเย็น ความรู้สึกผิดปกตินี้ก็ยังไม่หายไป ครู่ต่อมา ขณะที่เธอนั่งอยู่ในห้องเรียน ก็รู้สึกเหมือนมีของเหลวอุ่นร้อนทะลักออกจากหว่างขา พร้อมกับความปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย

เรียกได้ว่าความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรกจริงๆ  เรื่องวุ่นวายสารพัดประเดประดังเข้ามา จนเธอเกือบลืมไปว่าถึง “วันนั้นของเดือน” แล้ว หลังกัดฟันทนจนถึงช่วงพัก ซูอวิ้นจิ่นรื้อหาผ้าอนามัยที่เตรียมเผื่อไว้ในกระเป๋าหนังสือ ทันทีที่หาเจอก็เตรียมจะวิ่งไปห้องน้ำ แต่ชุดที่ใส่ดันไม่มีกระเป๋าให้เก็บผ้าอนามัย อารามร้อนใจจึงคว้าหนังสือมาใช้แก้ขัด เธอเสียบผ้าอนามัยไว้ในหนังสือแล้วลุกลี้ลุกลนวิ่งไปที่ประตูห้องเรียน

เพราะกำลังก้มหน้าและรีบวิ่ง พอใกล้ถึงประตู จู่ๆ ก็มีคนยืนขวางทางเธอ ซูอวิ้นจิ่นจึงเบรกไม่ทัน เกือบชนอีกฝ่ายเข้าเต็มๆ

“เธอจะรีบไปเกิดใหม่รึไง” พอได้ยินว่าเป็นเสียงของเฉิงเจิง ซูอวิ้นจิ่นก็รู้สึกว่าสมองของตนใกล้แตกออกเป็นเสี่ยงเต็มที ทำไมไปที่ไหนก็เจอตัวปัญหาตัวนี้ทุกที่

“อี๋ เธอดูตัวเองสิ หน้าซีดอย่างกับผี ทำไม เจอฉันแล้วร้อนตัวหรือไง”

ซูอวิ้นจิ่นทำท่าจะผลักเขาออก พูดเสียงเบา “ตลก ทำไมฉันต้องร้อนตัวด้วย”

เฉิงเจิงกำลังจะตอบ แต่กลับถูกใครบางคนชนจากด้านหลังจนล้มเซไปทางซูอวิ้นจิ่น ซูอวิ้นจิ่นไม่มีที่หลบ ได้แต่ขดตัวตามสัญชาตญาณ เคราะห์ดีที่เขาทรงตัวได้ทันท่วงที จากนั้นโจวจื่ออี้ก็วิ่งเข้ามาจากทางเดินด้านหลังเฉิงเจิง พูดขอโทษในความซุ่มซ่ามของตนอย่างไม่จริงใจแม้แต่นิดเดียว “โทษที” แถมยังจงใจขยิบตาให้เฉิงเจิงเหมือนขอคำชมอีกต่างหาก

เฉิงเจิงปั้นหน้าไม่ถูก พอได้สติก็เห็นซูอวิ้นจิ่นคล้ายกำลังมองโจวจื่ออี้ เขานึกถึงท่าทางของเธอที่อยากหลบหน้าตนใจแทบขาดเมื่อครู่นี้ รู้สึกน้อยใจอย่างมาก ทว่าปากกลับเอ่ย “มองไปก็ไม่ได้อะไร ใครจะสนใจคนอย่างเธอ”

ซูอวิ้นจิ่นไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขา แต่ก็ฟังออกถึงแววดูถูกในน้ำเสียง ทว่าตอนที่เกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอรู้สึกได้ว่าของเหลวอุ่นร้อนกำลังพลุ่งพล่านตรงร่างกายท่อนล่าง จึงไม่กล้าเสียเวลาอีก ร้อนใจดังไฟลนขณะเบียดตัวแทรกผ่านเขาไป

“ช่วยหลีกทางหน่อย ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ”

“สมองเธอมีปัญหาหรือเปล่า ไปห้องน้ำยังจะอ่านหนังสือ”

ซูอวิ้นจิ่นใจเสีย ท่าทางยิ่งร้อนรน ซ่อนมือที่ถือหนังสือไว้ด้านหลังโดยอัตโนมัติ เมื่อเฉิงเจิงเห็นเธอมีสีหน้าแปลกๆ ก็ยิ่งแคลงใจ ไม่ถามให้รู้เรื่องมีหรือจะยอมรามือ จึงแย่งหนังสือในมือเธอไปดื้อๆ

“หนังสือ ‘วิเคราะห์จีนโบราณ’ ซะด้วย? เธอ...”

เฉิงเจิงยังพูดไม่ทันจบ ก็ต้องตกใจที่เห็นซูอวิ้นจิ่นถลาเข้ามาแย่งหนังสือ เขาอาศัยที่ตนตัวสูงกว่าเอี้ยวตัวหลบ

อันที่จริงเฉิงเจิงก็ไม่ได้อยากยั่วโมโหซูอวิ้นจิ่น แต่ซูอวิ้นจิ่นที่ไร้ความรู้สึกราวกับมีกำแพงสูงล่องหนโอบล้อมรอบกาย ซ้ำด้านบนยังเขียนป้าย “ห้ามเข้า” เอาไว้ เขารู้สึกว่าเธอไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา ด้วยความน้อยใจจึงกลับไปใช้วิธีเดิม นั่นคือหาเรื่องเธอ ใครจะรู้ซูอวิ้นจิ่นในวันนี้กลับไม่หลบเลี่ยงการท้าทายของเขาเหมือนที่ผ่านมา ซ้ำยังดึงดันจะแย่งหนังสือ “วิเคราะห์จีนโบราณ” เล่มนั้นกลับไปให้ได้ ทั้งคู่คนหนึ่งแย่งคนหนึ่งหลบ ขณะยื้อแย่งกันไปมา เฉิงเจิงชูหนังสือในมือขึ้นสูง ตอนนั้นเองที่วัตถุสีขาวขนาดเล็กชิ้นหนึ่งหล่นลงมาจากหน้าหนังสือ เฉียดผ่านจมูกโด่งของเขา ร่วงตกบนพื้นห้องเรียน

เฉิงเจิงมองวัตถุบนพื้นอย่างอึ้งๆ นานถึงห้าวินาที ระหว่างนี้ จู่ๆ ซูอวิ้นจิ่นก็สงบสติอารมณ์ลงได้ เธอจับจ้องเขานิ่ง ความตกใจ อับอาย เคืองโกรธ กดดัน ความน้อยเนื้อต่ำใจที่ต้องฝืนทนอดกลั้น รวมทั้งความกังวลในอาการป่วยของพ่อ...ความรู้สึกเชิงลบทุกอย่างท่วมทะลักราวกับทำนบแตก กระแสเชี่ยวกรากนั้นถาโถมโหมกระหน่ำ กวาดเอาสติสัมปชัญญะทั้งหมดไป เธอโน้มตัวหยิบผ้าอนามัยชิ้นนั้นขึ้นมาช้าๆ ปัดฝุ่นออกเบาๆ  จากนั้นปาใส่เจ้าของใบหน้าที่ยืนอึ้งงันอยู่ตรงหน้าเต็มแรงท่ามกลางสายตาของทุกคน แผดเสียงตะโกน “เธอชอบไอ้นี่นักใช่ไหม งั้นเอาไป ฉันยกให้!”

ทั้งห้องเรียนเงียบสนิทในทันที เฉิงเจิงราวกับสามารถได้ยินเสียงแผ่วค่อยตอนผ้าอนามัยที่น่าสงสารไถลผ่านแก้มของตนแล้วร่วงตกพื้นอีกหน ก่อนที่เขาจะได้สติ ตัวการก็วิ่งร้อยเมตรออกจากห้องเรียนไปแล้ว

เขาไม่ทันคิดอะไร เก็บของสิ่งนั้นขึ้นมาแล้ววิ่งตามออกไป

ซูอวิ้นจิ่นไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำ แต่วิ่งไปทางหอพักนักเรียนหญิง เฉิงเจิงตามเธอทันตรงทางเดินแคบยาวระหว่างอาคารเรียนกับเขตของหอพัก เขาคว้าแขนเธอมาจับ เธอพยายามขัดขืน แต่เพียงครู่เดียวเขาก็บังคับให้เธอหยุดฝีเท้าได้ เธอหอบหายใจพลางเงยหน้ามองเขา ผมเผ้ายุ่งเหยิง น้ำตาไหลอาบแก้ม

เฉิงเจิงตกใจเมื่อเห็นน้ำตาของซูอวิ้นจิ่น เขาเคยเห็นตอนเธอเย็นชา เคยเห็นตอนเธอข่มกลั้นโทสะ ทั้งยังเคยเห็นตอนที่เธอนิ่งเงียบหลบเลี่ยง สิ่งเดียวที่แปลกหน้ามีเพียงน้ำตาของเธอ ภายใต้ไฟส่องทางสีขาวราวน้ำแข็งแรกละลาย เธอเคยบอกว่า ไม่มีทางร้องไห้ต่อหน้า “คนอย่างเขา” ในใจของซูอวิ้นจิ่น เขาเป็นคนแบบไหนกัน หรือพูดอีกอย่างคือ เขาเคยอยู่ในใจของเธอบ้างหรือไม่

ตลอดทางที่วิ่งตาม สมองของเฉิงเจิงว่างเปล่า ไม่รู้ว่าทำไมตนต้องตามเธอไป รู้แต่ว่าจะปล่อยให้เธอวิ่งหนีไปแบบนี้ไม่ได้ ในใจเขาบังเกิดความรู้สึกแปลกๆ บางอย่าง เร่งร้อนปานลมหายใจ ถี่เร็วยิ่งกว่าหัวใจเต้น นั่นคืออะไร เขาอธิบายไม่ถูก แต่ถึงอย่างนั้นก็เก็บซ่อนต่อไปไม่ได้อีก เขาต้องการให้เธอเห็น!!

แต่ทว่า ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นยืนอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสิบเซนติเมตร น้ำตากำลังไหล แววตาเอ่อล้นไปด้วยความโศกเศร้าระคนท้อแท้ เธอเป็นคนที่มีดวงตาสวยงาม ดำสนิทลึกล้ำ ทว่าดวงตาคู่นี้ ทั้งที่เวลานี้อยู่ใกล้เพียงเอื้อม กลับมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ที่แท้ตัวเองไร้ประโยชน์ขนาดนี้ ไม่รู้สักนิดว่าต้องแสดงออกอย่างไร อ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะพูดเสียงอ่อยออกมาประโยคหนึ่ง “...เอ่อ...ฉันเคยได้ยินว่า...ถ้าช่วงนี้ผู้หญิงวิ่งแบบหักโหมจะทำให้ปวดท้อง”

ซูอวิ้นจิ่นส่ายหน้าอย่างตะลึงงัน คล้ายมองเห็นคนเสียสติ น้ำตายิ่งพรั่งพรู

“เฉิงเจิง ถ้าฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจ ไม่ว่าเพราะอะไร ฉันขอโทษเธอได้ไหม”

“ฉันมีอะไรสู้เขาไม่ได้” อารามร้อนใจ เขาลืมหลักเหตุผลที่ตนภูมิใจนักหนาไปเสียสนิท นึกอะไรได้ก็พูดอย่างนั้น ไม่สนว่าจะปะติดปะต่อกับประโยคก่อนหน้าหรือไม่

“เขาไหน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอพูดเรื่องอะไร”

“เธอตอบฉันมา ทั้งที่วันนั้นเธอเดินชนฉันที่ระเบียง ทำไมตอนหลังถึงทำเป็นไม่รู้จักฉัน ตอนที่เธอหันกลับมาวันนั้นจริงๆ มองฉันหรือมองเขากันแน่”

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ลืมเย็นวันสุดท้ายในเทอมปลายของชั้น ม.5 ไม่ลง เขากับโจวจื่ออี้กำลังคุยกันที่ระเบียง แล้วเธอก็เข้ามาชนเขา หนำซ้ำตอนท้ายยังผลักเขาออกราวกับเป็นสิ่งกีดขวาง เพื่อนๆ ต่างล้อเขาเรื่องนี้ นั่นยังไม่เท่าไร ผ่านไปพักหนึ่งเธอเดินกลับมา จู่ๆ ก็หันมามองเขาด้วยสายตาท้าทาย ตอนแรกเขาแค่รู้สึกแปลกใจ แต่สีหน้าของเธอในตอนนั้นช่างแสนพิเศษ เม้มปากแน่น ใบหน้าขาวเนียนเป็นสีแดงวาววาม ทั้งที่ท่าทางดูสุภาพเรียบร้อย แต่ดวงตาราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน ดวงตาคู่นั้นแผดเผาตัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เด็กหนุ่มที่ไม่ประสีประสาอย่างเขามีความลับครั้งแรกในชีวิต ที่ผ่านมาเขาพยายามเข้าใกล้เธอตามความรู้สึกที่ผุดขึ้นในใจ ทว่าเธอกลับเอาแต่มองเขาเป็นคนแปลกหน้า หรือว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นตัวเขาเองที่เข้าใจผิด ตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่อยู่ในสายตาของซูอวิ้นจิ่นไม่ใช่เขา แต่เป็นคนที่อยู่ข้างกายเขา คนที่เอาใจผู้หญิงเก่งกว่าเขาอย่างโจวจื่ออี้?

“ฉันเคยเจอเธอตอนไหน ก่อนแยกห้องฉันไม่เคยรู้จักเธอด้วยซ้ำ” ซูอวิ้นจิ่นพูดทั้งน้ำตา

เฉิงเจิงแทบไม่อยากเชื่อ แต่ท่าทางของเธอตอนนี้ไม่เหมือนกำลังโกหก ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เขาจดจำคนคนหนึ่งได้อย่างแม่นยำ แต่คนคนนั้นกลับไม่รู้สึกรู้สา เขาไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ทุกแรงกิริยาย่อมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากัน ปฏิกิริยาเคมีย่อมมีสภาวะสมดุล พลังงานที่ป้อนเข้าไปในระบบใดระบบหนึ่งต้องเท่ากับพลังงานที่ส่งออกมาไม่ใช่หรือ เธอมีสิทธิ์อะไรมาแผดเผาหัวใจเขา แต่ตนเองกลับไม่สะทกสะท้านอะไรเลย

“เฉิงเจิง ฉันขอร้องละ ฉันไม่มีค่าอะไร เทียบอะไรเธอก็ไม่ได้ เธอยังเห็นว่าฉันขายหน้าไม่พอเหรอ เธอบอกฉันที ตกลงต้องทำยังไงเธอถึงจะเลิกยุ่งกับฉัน ตอบมาให้รู้เรื่องกันไปเลย!” ซูอวิ้นจิ่นในตอนนี้ไม่ได้วู่วามเหมือนตอนแรก หลังจากหลั่งน้ำตาและพูดออกไป เธอเพียงรู้สึกเหนื่อยล้าทว่าโล่งใจ

แต่เฉิงเจิงกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ความรู้สึกแปลกๆ ในใจเขากำลังผุดพลุ่ง ติดอยู่ตรงกลางระหว่างหัวใจกับริมฝีปาก ทำให้เขาว้าวุ่นกระวนกระวาย ได้แต่นึกเจ็บใจที่ไม่อาจควักออกมาให้เธอดู

เพราะอยู่ในคาบทบทวน ทางสายเล็กนี้จึงไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาทั้งคู่ ไฟส่องทางซีดจางส่องสะท้อนจนเงาร่างของพวกเขาทอดยาวเกี่ยวเชื่อม สายลมแผ่วหวิวยามค่ำคืนโชยผ่านเป็นระยะ ปะทะต้นไม้ริมทางจนใบไม้ส่งเสียงเสียดสี คล้ายกำลังซักถามแทนคนครั้งแล้วครั้งเล่า ตกลงต้องทำยังไง ตกลงต้องทำยังไง...”

เฉิงเจิงก็ถามตัวเองซ้ำๆ ด้วยคำถามเดียวกันนี้ ซ้ำยังอยากรู้คำตอบมากกว่าเธอเสียอีก ก่อนที่สมองจะได้คำตอบ ริมฝีปากของเขาก็จรดลงบนดวงตาของซูอวิ้นจิ่นโดยไม่รู้ตัว เขารู้สึกถึงความฉ่ำเย็น เจือด้วยรสขมเฝื่อน นั่นคือน้ำตาของเธอ

ซูอวิ้นจิ่นตกตะลึงสุดขีด ร่างทั้งร่างนิ่งงัน เหลือแค่มือที่ยกขึ้นมายันอกเขาไว้ตามสัญชาตญาณ ทว่าชั่วขณะที่มือของเธอสัมผัสช่วงอกของเฉิงเจิง ความรู้สึกแปลกๆ ในใจเขาก็เหมือนจะหาคำตอบและที่พักพิงสุดท้ายพบ พลันแจ่มชัดราวกับดวงอาทิตย์โผล่พ้นหมู่เมฆ ริมฝีปากของเขาเลื่อนออกจากดวงตาของเธอ และจรดลงบนริมฝีปากของเธอแทน จากนั้นขยับไปมาอย่างงุ่มง่าม สุขสันต์ทว่าเร่งร้อน ที่แท้...ที่แท้เป็นแบบนี้!

จวบจนรู้สึกเจ็บปลาบตรงหน้าแข้ง เฉิงเจิงถึงยอมปล่อยเธอ ซูอวิ้นจิ่นหลุดพ้นจากการเกาะกุม ตัวสั่นเทิ้มพลางผงะถอยหลัง เธอยกมือเช็ดปากตัวเองอย่างแรง แต่กลับเช็ดความตระหนกและความอับอายไม่ออก ได้แต่หมุนตัววิ่งหนีไปอย่างสติแตก

คราวนี้เฉิงเจิงไม่ได้ตามไป เขาตะโกนไล่หลังเธอ “ซูอวิ้นจิ่น ฉัน...ฉันชอบเธอ ก็แค่นั้นละ!”

เฉิงเจิงไม่รู้ว่าเธอได้ยินหรือไม่ ความอัดอั้นในใจหายไปทันที และความอึดอัดสับสนเหล่านั้นก็หายไปพร้อมกัน ซูอวิ้นจิ่นเดินหายไปนานแล้ว แต่เขายังยืนอยู่ที่เดิมอีกพักใหญ่ ทันใดนั้นแสงจากไฟฉายก็ส่องกระทบใบหน้าเขา

“เธออยู่ห้องไหน ไม่ได้ยินเสียงกริ่งบอกเวลาเข้าเรียนหรือไง” อาจารย์ที่อยู่เวรถามขึ้นอย่างระแวง

“อ๋อ...อาจารย์ เมื่อกี้ผมทำของตก จะกลับไปเดี๋ยวนี้ครับ” เฉิงเจิงยกมือบังแสงไฟพลางเอ่ยตอบ

อาจารย์ที่อยู่เวรพูดพึมพำ “ทำของตกแล้วเธอยิ้มอะไร”

“ครับ?” เฉิงเจิงลูบหน้าตัวเองอย่างงงๆ แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าตนยิ้มเป็นบ้าเป็นหลังมาตั้งแต่เมื่อครู่ “ผมหาเจอแล้ว งั้น...ผมกลับไปเรียนก่อนนะครับ”

 

กับกิ่งไม้

เมื่อครู่เธอเองก็ยิ้ม เหมือนดอกถานฮวาผลิบาน เฉิงเจิงไม่เคยเห็นดอกถานฮวา แต่เขาดึงดันเชื่อว่าต้องเป็นอย่างนั้น ทว่าชั่ววินาทีนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินไป เขายังจดจำรสชาติของริมฝีปากเธอไม่ทันอยู่ดี คราวหน้า...คราวหน้าเขาจะไม่ยืนบื้ออยู่ตรงนั้นเหมือนคนโง่อีก