บทที่ 1 ไข่ปริศนา

 

อันหลุมฟ้าบุราณมายากประสบ

เหยี่ยวนักล่ายากพานพบจบเวหา

อย่าลบหลู่เหล่าตำนานเล่าขานมา

ล้วนซ่อนปมปริศนาแห่งความนัย

 

 

( 1 )

จางเป่าชิ่งมีชื่อเล่นว่าต้าชิ่ง พ่อของเขาเป็นน้าชายของผม เขาจึงนับว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของผม แต่ทำไมเราถึงแซ่จางเหมือนกัน? อันที่จริงก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะแซ่จาง หวัง หลี่ จ้าว หลิว มีอยู่เต็มไปหมด บนโลกนี้มีคนแซ่จางตั้งมากมาย พวกเราไม่จำเป็นต้องไปสร้างแซ่ใหม่อะไรเพิ่มอีก จางเป่าชิ่งเกิดในยุคเจ็ดศูนย์ น้าสาวของผมตั้งครรภ์เขาเก้าเดือนเศษ ในคืนหนึ่งเมื่อถึงเวลาใกล้คลอด น้าสาวผมนอนกระสับกระส่ายกึ่งหลับกึ่งตื่น ขณะกำลังงัวเงีย พลันได้ยินเสียงคนเคาะประตูบ้าน จึงฝืนลุกขึ้นมาใส่รองเท้า เมื่อออกไปเปิดประตูก็พบกับขอทานคนหนึ่ง เสื้อผ้าขาดซอมซ่อ มีรอยปะขาดทั้งตัว ในมือถือชามแตกใบหนึ่งพุ่งเข้าบ้านมาอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง  จะห้ามก็ห้ามไม่อยู่

น้าสาวสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมา จึงรู้ว่าเป็นเพียงความฝัน สุดท้ายน้าสาวผมก็คลอดลูกก่อนย่ำรุ่งในคืนนั้น ซึ่งทารกคนนั้นก็คือจางเป่าชิ่ง ทั้งครอบครัวต่างพากันยินดีปรีดา เด็กทารกที่คลอดออกมาอ้วนถ้วนสมบูรณ์ น้ำหนักสี่กิโลกรัมครึ่ง  แต่น้าสาวกลับรู้สึกไม่สบายใจ ครุ่นคิดว่าความฝันนี้ช่างมาไม่ถูกเวลาเสียจริง ถึงกับเป็นห่วงว่า หรือชาติก่อนจะเคยไปติดหนี้เวรหนี้กรรมใครเอาไว้  ทำให้วิญญาณทวงหนี้นั้นตามมาเกิดในครรภ์ของตน แต่ถึงอย่างไร เมื่อเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง ในครอบครัวก็ไม่ได้มีลูกหลายคน มีแค่จางเป่าชิ่งคนเดียว จึงได้ทุ่มเทความรักความเอาใส่ให้อย่างเต็มที่ สองสามีภรรยาอยู่กันอย่างประหยัดมัธยัสถ์ เงินที่อดออมมาได้ก็ทุ่มเทไปกับลูกชายคนนี้จนหมด

หากนับจากสภาพสังคมในเวลานั้น ครอบครัวของน้าชายจัดว่ามีฐานะที่ไม่แย่ สองสามีภรรยาต่างมีงานทำ มีรายได้จากสองทาง ที่สำคัญทั้งคู่ยังทำงานอยู่ในร้านอาหารของรัฐบาล อันนับว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงอย่างยิ่ง ร้านอาหารนี้มีชื่อว่า “เผิงไหลชุน” เปิดกิจการมาตั้งแต่สมัยปลายราชวงศ์ชิง จำเดิมใช้ชื่อร้านว่า “จวี้เหอเฉิง” ในอดีตจัดเป็นหนึ่งในแปดร้านอาหารที่ดีที่สุดของเมือง ชื่อร้านทั้งแปดยังมีคำว่าเฉิงอยู่ คนในสมัยนั้นเรียกชื่อร้านทั้งแปดนี้ว่า “ปาต้าเฉิง” (แปดเฉิงใหญ่) โดยจวี้เหอเฉิงก็จัดเป็นหนึ่งในนั้น หลังมีการสถาปนาจีนใหม่ (เชิงอรรถ - การจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปีค.ศ.1949) จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เผิงไหลชุน” (เชิงอรรถ –แปลว่าวสันต์แห่งเผิงไหล โดยเผิงไหลเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในมณฑลซานตง) ดังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอาหารที่นี่เป็นอาหารหลูไช่ (เชิงอรรถ –อาหารท้องถิ่นของซานตง)

ในสมัยนั้นร้านที่พอจะมีชื่อทัดเทียมกับ “ปาต้าเฉิง” ก็คือ “ซื่อต้าโหลว” ซึ่งจัดเป็นร้านอาหารเหมือนกัน คำว่า “โหลว” (เชิงอรรถ - ภาษาแต้จิ๋วออกว่าเหลา หมายถึงภัตตาคาร) กับ “เฉิง” (เชิงอรรถ - แปลว่าสำเร็จ) นั้นต่างกัน  โหลวย่อมหมายถึงร้านที่มีขนาดใหญ่และสูงกว่า นับรวม ๆ แล้วมีอยู่หลายชั้น อาหารก็พิถีพิถันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์จากในป่า สัตว์ปีกบนฟ้า วัวแกะบนดิน อาหารจากแม่น้ำจากท้องทะเล สมองลิง รังนก หูฉลาม อุ้งตีนหมี หอยเชลล์ เขากวาง อาหารอะไรที่สามารถนึกออกได้ล้วนมีให้รับประทานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารเหนืออาหารใต้ หรือจัดโต๊ะหมั่นฮั่นชุดใหญ่ (เชิงอรรถ –อาหารตำรับชาววังที่มีทั้งอาหารแมนจูและอาหารฮั่น) ก็จัดได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ใครที่ได้เข้าไปรับประทานอาหารในร้านนั้น จึงเป็นการแสดงถึงฐานะอย่างหนึ่ง

ส่วน “ปาต้าเฉิง” จะมีขนาดที่เล็กกว่า แต่ก็มีจุดเด่นที่ต่างกันออกไป เพียงแต่คำว่า “เฉิง” เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ตามกฎแล้วจะต้องเป็นร้านอาหารที่สามารถรับจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่ได้  บ้านไหนมีงานเลี้ยงวันเกิด  งานฉลองสมรส ต้องการกางเต็นท์จัดโต๊ะเลี้ยงอาหาร ขอแค่มีเงินจ่าย ไม่ว่าร้านใดใน “ปาต้าเฉิง”  ก็พร้อมจะจัดการให้อย่างเบ็ดเสร็จ เริ่มจากส่งคนไปก่อฐานตั้งเตา ตั้งโต๊ะจัดงานเลี้ยงต่อเนื่องกันสามวันสามคืน มีครบถ้วนทั้งอาหารปิ้ง ผัด ทอด ต้ม ตุ๋น ร้านอาหารที่รับจัดงานระดับนี้ได้มีไม่มากนัก จะต้องเป็นร้านที่มีกิจการใหญ่พอตัว และมีทั้งวัตถุดิบ ทรัพยากร รวมถึงแรงงานที่มากพอจึงจะกล้ารับ เจ้าของงานนอกจากจ่ายเงินแล้ว อย่างอื่นก็เป็นอันหายห่วง ไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้น  ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง จาน ชาม กาน้ำ ถ้วยแก้ว แม้แต่เต็นท์ก็เตรียมมากางให้เจ้าของงานอย่างเสร็จสรรพ ส่วนเรื่องการทำงานยิ่งไม่ต้องกังวล เพราะนอกจากพ่อครัวใหญ่แล้ว ยังเตรียมคนหั่นหอมหั่นกระเทียม ล้างผัก นวดแป้ง ฆ่าไก่ ตอกไข่ แช่ข้าว หุงข้าว ตักอาหาร บริกร แม้แต่คนรับซองยังเตรียมมาให้พร้อม รับรองว่าไม่มีตกหล่น ต้องการสิ่งใดเป็นได้สิ่งนั้น โต๊ะเก้าอี้นั้นมีมากมายพอจะจัดเรียงได้เต็มตรอก จานชามก็มีกองเป็นภูเขา ผักสด ๆ กองสุมเต็มพื้น มีเป็ด ไก่ ห่านให้คีบไม่หวาดไม่ไหว มีหมู แกะ วัวให้กินกันเต็มโต๊ะอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่ชาวบ้านทั่วไปคงไม่แม้แต่จะคิด เพราะไม่มีปัญญาจ้าง “ปาต้าเฉิง” มาจัดงานให้ โดยทั่วไปผู้ว่าจ้างจึงมีแต่เศรษฐีร่ำรวย หรือเจ้าหน้าที่รัฐใหญ่โตเท่านั้น

หลังยุคปลดแอก ร้านจวี้เหอเฉิงก็ได้ผ่านกระบวนการควบรวมกิจการโดยรัฐ และกลายเป็นร้านอาหาร “เผิงไหลชุน” ของรัฐไปโดยปริยาย แต่เป็นเพราะยังเก็บตำรับและสูตรอาหารดังดั้งเดิมเอาไว้ โดยเฉพาะตำรับสุดยอดอย่าง “กุ้งใหญ่เคี่ยวน้ำมัน ต้มกระเพาะปลา เนื้อแพะน้ำแดง” ที่ร้านอื่นแม้ปรุงออกมาได้ ก็ไม่อาจรักษารสชาติดั้งเดิมเช่นนี้ไว้ ถ้าคิดจะกินอาหารเหล่านี้ ก็ต้องมาต่อแถวกินกันที่ร้าน “เผิงไหลชุน” เท่านั้น จึงบอกว่าการได้ทำงานที่ร้านนี้ ก็ไม่ต่างกับถือชามข้าวเหล็กเอาไว้ (เชิงอรรถ –หมายถึงอาชีพที่มั่นคง)

น้าสาวทำงานเป็นคนเก็บเงินที่หน้าโต๊ะรับเงินในร้านเผิงไหลชุน ส่วนน้าชายเป็นบริกรเสิร์ฟอาหาร งานเก็บเงินนี่ไม่ต้องพูดถึง ขอแค่มีหัวอยู่บนบ่า ไม่ว่าใครก็ทำได้ ส่วนบริกรเสิร์ฟอาหารในอดีตจะเรียกว่าเสี่ยวเอ้อร์ แต่หลังจากปี 1949 ก็เปลี่ยนมาเรียกว่า “สหายบริกร” แต่อย่าได้เห็นว่าเป็นแค่เสี่ยวเอ้อร์แล้วดูถูกกันเชียว การรับแขก จัดโต๊ะ ส่งแขกนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิด ก่อนอื่นจะต้องเป็นคนหัวไวคล่องแคล่ว มีฝีปากเป็นเลิศ ลูกคอต้องดี น้ำเสียงต้องดังกังวาน สายตาต้องเฉียบไว รู้จักสังเกตสีหน้าท่าทาง รู้พลิกแพลงตามสถานการณ์ เมื่อถึงเวลาเปิดร้าน เสี่ยวเอ้อร์จะเอาผ้าขนหนูขาวพาดบ่า เดินไปยืนหน้าประตู คอยเรียกแขกเข้าร้าน พอเห็นคนแต่งตัวดีหน้าตาดูภูมิฐาน ก็รู้ว่าควรจะส่งไปที่ไหน หรือถ้าเจอกับลูกค้าแต่งตัวปะขาด เสื้อผ้ามอซอ ฝ่ามือหยาบกร้านมีรอยแตก คนพวกนี้ถ้าไม่ใช่พวกลากรถก็เป็นพวกกุลีแถวท่าเรือ สรุปว่าเป็นพวกขายแรงงานแน่ คนพวกนี้อาจจะเพิ่งรวบรวมเงินมาได้สักก้อนก็อยากจะมากินหรูกับเขาสักมื้อ เสี่ยวเอ้อร์จะไม่แยแสพวกนี้สักเท่าไหร่ เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่าลูกค้าพวกนี้อย่างมากก็สั่งผัดผักได้สักจานสองจาน บางทียังขอน้ำแกงเปล่าอีกสองชาม ไม่มีทางแถมเงินติดไม้ติดมือให้แน่นอน คนจำพวกนี้ เสี่ยวเอ้อร์จะไม่ยอมจัดขึ้นชั้นบน แต่จะหาโต๊ะที่กระจัดกระจายในชั้นหนึ่งให้  แรงงานพวกนี้กินเสร็จเดี๋ยวก็ต้องรีบไปหาเงินต่อ แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่รูปร่างท้วม ผิวเนียน หน้าผากเป็นประกายแวววาว มีคางห้อยย้อยให้เห็นแต่ไกล สวมชุดผ้าแพรผ้าไหม ที่คอยังใส่สร้อยทองเส้นโต ๆ ในมือถือพัดจีบแกนพัดทำจากงาช้าง ที่แค่เอาไปขายก็ได้ราคาไม่น้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกนี้เป็นพวกเศรษฐีมีเงิน จะต้องคอยปรนนิบัติต้อนรับอย่างดี! บริกรฝีมือดีหน่อย บางคนเดือน ๆ หนึ่งได้ทิปมากกว่าเงินเดือนถึงสองสามเท่า ในสังคมสมัยก่อน อาชีพเสี่ยวเอ้อร์ยังต้องมีการกราบอาจารย์ เพื่อให้ช่วยถ่ายทอดศาสตร์แขนงนี้ให้ จากลูกมือในร้านอาหาร ขึ้นมาเป็นเสี่ยวเอ้อร์ใหญ่ประจำร้าน อย่างน้อยต้องใช้เวลาสิบกว่าถึงยี่สิบปีจึงจะเป็นได้ ถึงบอกว่าจะทำอาชีพนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องพบเจอกับผู้คนทุกรูปแบบ ต้องอดทนกล้ำกลืนต่อทุกอย่าง หากเจอพวกกินเหล้าแล้วอาละวาดตบใส่ บางทียังต้องคอยยิ้มประจบ ส่งแขกท่านนั้นกลับไปอย่างเกรงอกเกรงใจ เพื่อไม่ให้รบกวนถึงลูกค้าคนอื่น หรือกระทบกระเทือนต่อกิจการได้ เจอกับปัญหาอะไร ก็ต้องรู้จักรับมือด้วยไหวพริบ ไม่ใช่อาชีพที่ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ถึงอย่างไร อาชีพนี้ก็ไม่มีตำแหน่งอะไรให้ปีนป่าย เหนื่อยยากลำบากไปชั่วชีวิต ก็ยังเป็นได้แค่เสี่ยวเอ้อร์เหมือนเดิม

ทว่าน้าชายนั้นประสบกับช่วงเวลาที่ดี เป็นยุคที่ชนชั้นกรรมาชีพได้เป็นใหญ่ในสังคม ในยุคสมัยนั้น บริกรในร้านอาหารของรัฐ จัดเป็นอาชีพที่ถือชามข้าวเหล็ก เงินเดือนเอย โบนัสเอย เบี้ยขยันเอยได้ครบถ้วนไม่มีตกหล่น เงินที่ได้มาแม้จะไม่มาก แต่ก็ไม่ทำให้อดอยาก  นอกจากมีกินมีดื่มแล้ว ยังมีของให้ติดไม้ติดมือกลับบ้านได้ไม่ขาด เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร โบราณว่า พ่อครัวไม่ยักยอก ก็ต่อเมื่อธัญพืชไม่มี บริกรเองก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นซี่โครงหมู ไส้กรอกกวางตุ้ง หมูแฮมยูนนาน หอยเชลล์ไห่หนาน สารพันอาหารดี ๆ ที่มีอยู่มากมายในครัว ทั้งซุกใส่กระเป๋ากางเกง ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ขาหมูวางบนศีรษะปิดทับด้วยหมวก กลัดหมวกไว้กับผม กางเกงยังซ่อนไส้กรอกยาวได้อีกสองแถว บางทีต่อให้ผู้จัดการร้านเห็นเข้า ก็จะแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ใช่กิจการของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องไปตอแยให้วุ่นวาย ส่วนลูกค้าที่เข้าร้าน อยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่เดือดร้อน เพราะไม่ว่าจะมีลูกค้ามากินอาหารหรือไม่ พนักงานก็ยังได้เงินเดือนเหมือนเดิม ลูกค้ามากก็ไม่ได้เงินเพิ่ม ลูกค้าน้อยเงินเดือนก็ไม่ลด ลูกค้าเยอะกลับยังต้องเร่งงานจนเหนื่อย ไม่สู้ลูกค้าน้อยยังสบายกว่า ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนไป ลูกค้าที่เข้ามายังต้องคอยดูสีหน้าของบริกร เพราะทุกคนต่างเป็นชนชั้นกรรมาชีพเหมือนกัน จะให้ใครคอยปรนนิบัติใคร? ดังนั้นน้าชายกับน้าสาวจึงมีความภาคภูมิใจกับอาชีพนี้ไม่น้อย แม้แต่ช่วงเวลาปลดแอกที่ยากลำบากสามปียังไม่เคยต้องอด เวลานี้เข้าสู่ยุคปฏิรูปเปิดประเทศแล้ว ก็ยิ่งสบายมากยิ่งขึ้น วันหน้ายังตั้งใจว่าจะให้จางเป่าชิ่งถือชามข้าวเหล็กนี้ต่อ ได้เป็นบริกรร้านอาหารแห่งรัฐอันทรงเกียรตินี้อีกคน!

เพียงแต่ตั้งแต่เล็กจางเป่าชิ่งมีนิสัยไม่เหมือนใคร  ทำอะไรได้ดีหมดยกเว้นเรื่องเรียน เหมือนเกิดมาก็ไร้วาสนากับหนังสือ หยิบถือขึ้นมาทีไรก็พานจะหลับ พอจับปากกาก็เริ่มเหม่อ  จึงทั้งโดดเรียน หนีเรียน ไม่ทำการบ้าน ไม่ตั้งใจเรียน ที่สำคัญคือยังไม่ยอมทำอาชีพที่ต้องรับใช้คนอื่น  ในหัวคิดแต่ว่าวันหน้าตัวเองจะต้องได้ทำงานใหญ่และต้องประสบความสำเร็จ เกิดเป็นคนเหมือนกัน ทำไมคนอื่นได้เป็นเสาหยกขาวค้ำฟ้า สะพานทองม่วงพาดทะเล (เชิงอรรถ –เปรียบเปรยคนที่มีความสามารถ ได้ทำหน้าที่สำคัญ) แต่ตัวเองต้องมาเป็นบริกรในร้านอาหารด้วย?

น้าชายผมเคยบอกกับเขาว่า “อาชีพรับใช้คนอื่นที่ไหนกัน? นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว? ทำไมถึงมีความคิดล้าหลังแบบนั้น ตอนนี้ชนชั้นกรรมาชีพทุกคนถือว่าเป็นนายของตัวเอง ยังจะมีใครกล้าดูแคลนแรงงานอีก? งานเสิร์ฟอาหารก็ไม่ถือว่าเป็นงานชั้นต่ำอีกแล้ว ทุกสาขาอาชีพเป็นแค่การจัดสรรงานที่แตกต่าง ไม่มีการแบ่งแยกว่าอาชีพไหนสูงต่ำกว่ากัน ทั้งหมดถือเป็นงานบริการประชาชนทั้งนั้น แกลองไปเป็นบริกรดูก่อน วันหน้าถ้าได้ดิบได้ดี บางทีอาจจะได้ไปเป็นพ่อครัวถือตะหลิว ได้ค่าตอบแทนได้สวัสดิการที่ดีกว่า เป็นพ่อครัวอยู่ในครัว สามารถออกคำสั่งได้โดยไม่มีใครกล้าขัด แม้แต่ผู้จัดการร้านยังต้องไว้หน้า ถึงเวลานั้นก็นับว่าเรียกลมเรียกฝนได้ดั่งใจ ปีนป่ายขึ้นสวรรค์ในก้าวเดียวแล้ว!”

แต่จางเป่าชิ่งยังคงไม่สนใจ ซ้ำยังตอบกลับไปว่า “ดูพ่อพูดเข้า ผมมีความสามารถขนาดไหน จะให้ไปทำงานแบบนั้น? งานที่อย่างมากก็เป็นได้แค่พ่อครัวใหญ่?”

เมื่อจางเป่าชิ่งไม่ยอมเป็นบริกรในร้านอาหาร แล้วเขาจะทำอะไร? ในสมัยประถมกับมัธยมจางเป่าชิ่งเรียนมาทางงานช่าง ในยุคนั้นคนงานถือเป็นอาชีพที่ไม่เลว ถึงเวลาครบเดือนก็ได้ค่าแรง ไม่มาสายไม่หนีงานยังมีโบนัส มีสวัสดิการและเงินชดเชยต่าง ๆ ให้อย่างดี พอทำถึงอายุที่กำหนด เกษียณแล้วรัฐยังเลี้ยงดูยามแก่เฒ่ามีค่าทำศพเมื่อเสียชีวิต ถึงกับมีคำพูดว่า

“งานกลึง งานช่าง งานเครื่องจักรนั้นเป็นเลิศ  ช่างหมุด ช่างไฟ ช่างเชื่อมรองลงมา ถ้างานหลอมกลับบ้านไปเสียดีกว่า”

คำพูดนี้หมายถึงอะไร? การเป็นคนงาน งานที่ดีที่สุดก็คืองานช่าง งานกลึง หรืองานเครื่องจักร งานช่างอย่างเช่นงานใช้คีม ใช้ตะไบใช้สว่านถือเป็นงานใช้ฝีมือ สามารถไปไหนมาไหนได้ ถือเป็นงานค่อนข้างสบาย แถมฝีมือเหล่านี้ยังติดตัวไม่หายไปไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีประโยชน์ ส่วนงานกลึงงานเครื่องจักรวัน ๆ ต้องเฝ้าอยู่แต่กับเครื่องกลึงเครื่องจักร เสียเวลาแต่ไม่ต้องใช้สมองมากนัก มีงานก็ทำไป ไม่มีงานก็พักผ่อน นั่งอ่านหนังสือพิมพ์เล่นไพ่ดื่มชา ดังนั้นทั้งสามงานนี้จัดว่าเป็นงานสบาย เป็นงานที่คนทำงานในโรงงานต่างอยากทำ ส่วนงานของช่างหมุด ช่างเชื่อมเป็นงานที่เหนื่อยและลำบากกว่า เวลามีงานมาก็ต้องใช้แรงมากกว่าคนอื่น ช่างไฟก็เป็นงานด้านเทคนิค ในชีวิตประจำวันได้ใช้อยู่เสมอ บ้านไหนเกิดมิเตอร์ไฟหลอดไฟเสีย ก็ต้องรบกวนช่างไฟมาทำให้ จึงเป็นความสามารถที่ใช้ได้กว้างขวาง เพียงแต่สมัยก่อนคนส่วนใหญ่จะคิดว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าเป็นสิ่งอันตราย แม้จะมีการป้องกันด้วยการสวมถุงมือฉนวนป้องกันไฟฟ้า แต่ก็ยังมีโอกาสพลาดได้ หากวันใดเกิดพลาดพลั้งขึ้นมาก็อาจถึงตาย งานนี้จึงไม่เหมือนกับงานอื่น แขนหลุดเข้าไปในเครื่องกลึงอย่างมากก็แค่ตัดแขนทิ้งแต่ยังรักษาชีวิตไว้ได้ แต่งานไฟฟ้านี่ไม่เกิดเรื่องขึ้นก็แล้วไป เกิดเรื่องเมื่อไหร่เป็นเรื่องใหญ่ทันที ดังนั้นงานไฟฟ้าจึงจัดเป็นงานชั้นรอง ส่วนคำว่า “ถ้างานหลอมกลับบ้านไปเสียดีกว่า” คำพูดนี้ก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว งานที่เหนื่อยและหนักที่สุดในโรงงานคืองานหลอม ถ้าต้องทำงานนี้ไม่สู้กลับบ้านไปอยู่ว่างยังดีกว่า จางเป่าชิ่งเรียนงานช่างมา เดิมก็คิดจะทำงานนี้ไปตลอดชีวิต แต่เสียดายที่ทางครอบครัวไม่มีเส้นสาย ที่โรงงานก็ไม่สนใจเรื่องฝีมือ เอาแต่จะยัดเยียดงานหลอมมาให้ จางเป่าชิ่งทนทำไปได้สองสามเดือนก็รู้สึกแทบกระอักเลือด ทนความลำบากแบบนี้ไม่ไหว จึงเปลี่ยนไปทำงานโรงงานแป้ง แต่ทำไปได้ไม่นานก็รู้สึกว่าสถานที่แบบนี้มีแต่ฝุ่น กลัวว่าจะทำให้เป็นโรคปอด สุดท้ายจึงตัดสินใจกลับไปเป็นวัยรุ่นตกงานอยู่กับบ้านตามเดิม

ตัวเขาเองจะเฝ้าปลอบใจตัวเองว่า ทำงานในโรงงานไม่เห็นจะมีอะไรดี แต่ละวันถึงเวลาก็ทำงาน หมดเวลาก็เลิกงาน ฝนตกพายุเข้าก็ไม่กล้าไปสาย เหนื่อยแทบเป็นแทบตายก็ได้เงินเท่าเดิม วัน ๆ เหนื่อยยากแต่กับการทำมาหากิน อนาคตก็แต่งงานมีลูก พอเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ ลูกก็มาใช้ชีวิตเหมือนที่ตัวเองผ่านมา แบบนี้ต่างห่างเรียกว่าไม่มีอนาคต โบราณบอกว่า “ลูกผู้ชายไม่หาเงินที่มีจำกัด” ฉะนั้นเมื่อเกิดเป็นลูกผู้ชาย จะยอมเดินบนเส้นทางแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ใครอยากทำก็ทำไป แต่เขาจะไม่ทำ!

ในความคิดของน้าชายผม จางเป่าชิ่งจึงเป็นวัยรุ่นตกงานไม่เอาถ่าน แต่ในสายตาผม เขาเป็นคนมีไหวพริบ รู้จักพลิกแพลง แถมมีความใจกล้ามาตั้งแต่เล็ก กล้าที่จะทำ กล้าที่จะบุกฝ่า ไม่เคยยอมทำอะไรตามกฎตามเกณฑ์

ยกตัวอย่างเช่น คนสมัยก่อนจะมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องขี้หู เล่าลือกันว่า ถ้าใครกินขี้หูเข้าไปจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อน ผมก็ไม่รู้ว่าความเชื่อนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่คนส่วนใหญ่ก็บอกต่อ ๆ กันมาแบบนี้ หรืออาจเป็นเพราะเด็กสมัยก่อนมีนิสัยตะกละ มีอะไรก็กล้ายัดเข้าปากหมด ผู้ใหญ่ในบ้านจึงต้องขู่ไว้ก่อนแบบนี้ ช่วงที่จางเป่าชิ่งตกงานอยู่กับบ้าน พออยู่ว่างไม่มีอะไรทำก็ชอบออกไปเดิมพันกับคนในตรอก ครั้งหนึ่งพอมีคนพูดถึงเรื่องกินขี้หูแล้วปัญญาอ่อน ทันใดนั้นก็มีคนแคะขี้หูก้อนใหญ่ออกมา เจ้าหมอนี่ดูท่าตั้งแต่เกิดมาจะไม่เคยแคะขี้หูเลย ลองคิดดูว่าที่แคะออกมาจะก้อนมหึมาขนาดไหน ขี้หูก้อนนั้นเมื่อคาดคะเนด้วยสายตา คาดว่าน่าจะประมาณเท่าเล็บนิ้วก้อยได้ แถมไม่รู้ว่าเป็นขี้หูที่สะสมมาแล้วกี่ปี ขี้หูจึงเหลืองจนอมเขียวได้ขนาดนี้ เจ้าหมอนั่นเอาขี้หูวางลงบนมือ ยื่นให้จางเป่าชิ่งดูพร้อมท้าทายว่า “นายกล้ากินหรือเปล่า?” แม้จางเป่าชิ่งจะใจกล้าแค่ไหนก็ไม่กล้าเคี้ยว แต่ก็ยังกลั้นใจบอกกับตัวเอง ถือเสียว่ากินตั๊กแตนสักตัว หยิบขี้หูโยนเข้าปากแล้วกรอกน้ำเย็นตาม กลืนลงไปด้วยสีหน้านิ่งเฉย สุดท้ายเมื่อจางเป่าชิ่งไม่ได้กลายเป็นปัญญาอ่อน จึงได้ทำลายความเชื่องมงายที่ว่า กินขี้หูแล้วจะปัญญาอ่อนไปในที่สุด เรื่องนี้ได้กลายเป็นที่เลื่องลือไปทั้งตรอก แถมยังชนะเดิมพันได้ไอศกรีมแท่งมาอีกยี่สิบแท่ง

สุดท้ายน้าชายเริ่มทนดูจางเป่าชิ่งใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยแบบนี้ไม่ไหว เด็กหนุ่มอายุสิบแปด จะปล่อยให้อยู่ว่างไม่ทำการทำงานแบบนี้คงไม่ได้ งานนี้ก็ไม่อยากทำ งานนั้นก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา งานสูงไม่เอางานต่ำไม่ทำ ด้านบุ๋นก็ไม่มีความรู้ ด้านบู๊ก็ไม่เป็นหมัดมวย เป็นพวกไร้ประโยชน์ที่ก่อเรื่องไปวัน ๆ จึงตัดสินใจบากหน้าไปขอร้องที่ร้านอาหาร ให้จางเป่าชิ่งไปฝึกเป็นพ่อครัวในร้านเผิงไหลชุนดู

แต่จางเป่าชิ่งก็ยังไม่สนใจ ยืนกรานว่าถึงตายก็ไม่ยอมไปทำ น้าชายโมโหถึงขั้นเลือดขึ้นหน้า เมื่อพูดดีด้วยแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องมัวพูดจาไร้สาระกันอีก ไม่อ่อนไม่ได้ก็ใช้ไม้แข็ง คว้าไม้กวาดได้ก็ไล่ฟาดจนจางเป่าชิ่งไม่มีที่ให้หลบหนี จำต้องยอมไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพ่อครัวในร้าน ปกติพ่อครัวใหญ่ในร้านต่างก็มีฝีมือไม่ธรรมดาทั้งนั้น  พ่อครัวที่จางเป่าชิ่งไปกราบเป็นอาจารย์ เป็นพ่อครัวที่บรรพบุรุษทำงานในร้านอาหารมาสามรุ่น ตั้งแต่รุ่นปู่มาถึงรุ่นพ่อจนมาถึงเขา ถ่ายทอดเคล็ดลับความรู้สืบต่อกันมา พ่อครัวใหญ่คุมเตาห้าเตาด้วยตัวคนเดียว คนในวงการเรียก “เตาลูกโซ่แม่ลูก” มีเตาใหญ่ เตารอง เตาน้ำแกง เตานึ่ง เตาหม้อดิน มือถือทัพพีอันใหญ่สะบัดไปมา ทั้งสายตาท่าทางและฝีเท้าประสานเป็นหนึ่ง ปรุงอาหารโดยไม่เปื้อนสะเก็ดน้ำมัน แค่ได้มองดูเขาทำอาหารก็ถือว่าเป็นการเสพสุขประการหนึ่งแล้ว พ่อครัวระดับนี้ หนึ่งคนเท่ากับห้าคน ถูกยกเป็นระดับพิเศษ ได้รับเงินเดือนสูงกว่าพ่อครัวทั่วไปหลายเท่า น้าชายของผมต้องบากหน้าไปขอร้อง จนเขายอมรับจางเป่าชิ่งเป็นศิษย์ นึกไม่ถึงว่าจางเป่าชิ่งพอไปถึง ก็เกิดไม่อยากทำอีกแล้ว เหตุผลคืออะไร? ก็เพราะงานแบบนี้ต้องฝึกกันตั้งแต่พื้นฐาน เริ่มจากหั่นหอมหั่นกระเทียม เลือกผักล้างผัก ฝึกฝนกันไปสามปี ค่อยอนุญาตให้มาทำหน้าที่เตรียมผักบนถาด บริกรด้านหน้ารับรายการอาหารมา คนเตรียมก็ต้องเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างให้พร้อมสรรพ พ่อครัวที่ถือทัพพีไม่ดูรายการอาหาร ดูแค่ว่าเตรียมวัตถุดิบอะไรไว้ก็จะทำไปตามนั้น อย่างเช่นในถาดนี้เตรียมไก่หั่นเส้น  ปลิงทะเลสับเป็นเส้น แผ่นหน่อไม้อ่อน ต้นหอมสับละเอียด ก็รู้ว่าจะต้องผัดเส้นสามสหาย ส่วนถาดต่อไปถ้าวัตถุดิบเหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันแค่ต้นหอมหั่นเป็นท่อน พ่อครัวก็จะรู้ทันทีว่าจานนี้ต้องปรุงตุ๋นเส้นสามสหาย ถ้าทำอาหารผิดก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพ่อครัว แต่ต้องโทษคนเตรียมวัตถุดิบ เบาหน่อยก็ให้ทบทวนตัวเอง หนักหน่อยก็หักเงิน งานเตรียมวัตถุดิบใส่ถาดนี่ก็ต้องทำอีกสามปี จากนั้นค่อยมาฝึก “งานฆาตกรรมแดง” ได้แก่ฆ่าไก่ เชือดปลา แล่เนื้อ เรื่องคาวกับเหม็นนี่ไม่ต้องพูดถึง ยังมีโอกาสพลาดเฉือนโดนมือตัวเองได้ง่าย ๆ งานแบบนี้ก็ต้องฝึกทำไปอีกหนึ่งปี จากนั้นค่อยมาฝึกผสมแป้ง นวดแป้ง ทำอาหารแป้งอีกปี นี่เรียกว่า “งานคดีขาว” นับไปนับมา ถ้าฝึกไม่ถึงเจ็ดแปดปีคงยังไม่มีโอกาสได้ขึ้นเตา ก่อนจะได้คุมเตาจริงยังต้องฝึกการผัด สะบัดกระทะ ตวัดทัพพี ซึ่งทัพพีจะต้องผูกถุงทรายเอาไว้อย่างน้อยห้าถึงสิบกิโลกรัม ฝึกแต่ละวันเล่นเอาปวดเมื่อยไปทั้งตัว ยิ่งถ้าเกิดพลั้งมือ ทรายร้อน ๆ ในกระทะดีดใส่หน้าขึ้นมา คงได้กลายเป็นเจ้าหน้าลายไปอีกนาน

เตาลูกโซ่มีทั้งหมดห้าเตา แต่ละเตาต้องฝึกสองปี กว่าจะเรียนศาสตร์พวกนี้จบก็ปาเข้าไปครึ่งชีวิต จางเป่าชิ่งแค่คิดก็รู้สึกสิ้นหวังแล้ว คนอย่างเขามีหรือจะยอมรับชะตากรรมทำอาชีพนี้ต่อไป สุดท้ายจึงหันกลับไปเป็นเด็กหนุ่มตกงานอยู่กับบ้านตามเดิม

ในยุคนั้นมีแผงขายของข้างถนน คล้ายกับร้านสะดวกซื้อเล็ก ๆ ขายสินค้าจำพวกของเบ็ดเตล็ด เด็กหนุ่มตกงานสามารถไปฝึกงานตามร้านเหล่านี้ได้ หางานทำได้เมื่อไหร่ค่อยลาออก แต่จางเป่าชิ่งกลับไม่ยอมทำงานแบบนี้ เพราะกลัวจะถูกคนหัวเราะเยาะ น้าชายรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ เห็นหน้าทีไรเป็นโมโหทุกที วัน ๆ ไม่ใช่ตีก็ด่า ยิ่งนานก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา แต่จางเป่าชิ่งก็เล่นตีมึนหน้าด้านเข้าไว้ คิดว่า “ถึงอย่างไรก็เป็นลูกแท้ ๆ พ่อคงไม่มีวันตีถึงตายหรอก ไม่อย่างนั้นจะใช้ให้ใครสืบสกุล?” ช่างสมกับคำที่ว่า... “มีแค้นจึงมาเป็นพ่อลูก ผูกหนี้จึงเป็นสามีภรรยา” นัก!

อันที่จริงการตกงานอยู่กับบ้านก็ไม่ใช่เรื่องสนุกนัก จางเป่าชิ่งพอกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ ก็จะขี่จักรยานเตร็ดเตร่ไปเรื่อยเปื่อย ขี่เล่นไปทางตะวันออกบ้าง ตะวันตกบ้าง เพื่อหาอะไรใหม่ ๆ หรือหาเรื่องสนุก ๆ ทำ ปกติที่ชอบทำที่สุดคือไปฟังนิทานที่สวนสาธารณะ

ที่สวนสาธารณะมีนักเล่านิทานคนหนึ่งชื่อเกาหู่เย๋  ไม่ได้เล่าเพื่อเงินทอง แต่ทำไปเพราะความชอบส่วนตัว วันไหนอากาศดี ๆ ลมดีแดดดี ก็จะหนีบเก้าอี้ พร้อมน้ำชา ออกมานั่งตรงข้างทาง ตั้งโต๊ะไม้ตัวเล็ก ๆ ตรงหน้า เมื่อเคาะไม้กับโต๊ะ ก็เปิดฉากเล่านิทาน ถึงแม้เกาอู่เย๋จะไม่เคยกราบอาจารย์เรียนศิลปะแขนงนี้มาก่อน อาศัยเพียงแค่ครูพักลักจำ ปะติดปะต่อมา แต่ก็ถือว่าเล่าได้ดีไม่เบา มีทั้งการล้อเลียนภาษาท้องถิ่น เล่นมุกตลกขบขัน เรื่องที่เล่านอกจากตำนานเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว ยังเต็มไปด้วยคำหยาบโลนอีกสารพัด เล่าไปเล่ามา นอกจากเล่าจนน้ำลายแตกฟองแล้ว ยังทำหน้าทำตา ทำท่าทำทางประกอบเพื่อเร้าอารมณ์อีกต่างหาก ดังนั้นเมื่อเขาเปิดเล่านิทานเมื่อไหร่ อย่างน้อยต้องมีคนที่อยู่ว่างมาร่วมฟังสักสิบกว่าคน จางเป่าชิ่งชอบฟังเรื่องของฮั่นเกาจู่หลิวปัง (เชิงอรรถ - ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่น) ทำไมถึงชอบเรื่องนี้? เพราะจางเป่าชิ่งรู้สึกว่าหลิวปังก็เหมือนกับตนเอง คือไม่เป็นอะไรสักอย่าง ไม่มีอะไรติดตัว และไม่ทำอะไรเลย วัน ๆ เหมือนเอาแต่กินกับนอนรอวันตาย  แต่ในภายหลังเขาบังเอิญได้สังหารงูขาว จัดตั้งกองกำลังกบฏ สุดท้ายสามารถพิฆาตฉินกำราบฉู่ สถาปนาขึ้นเป็นปฐมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ จางเป่าชิ่งฟังแล้วรู้สึกหลงใหล ในใจก็คิดไปว่า “ฮั่นเกาจู่หลิวปังเริ่มต้นจากฆ่างูขาว สุดท้ายสำเร็จงานใหญ่ เมื่อไหร่เราถึงจะมีโอกาส ได้ฆ่างูขาวเช่นนี้บ้าง?”  จางเป่าชิ่งวัน ๆ เอาแต่คิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย นอกจากกินกับนอนก็ไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน กระทั่งวันหนึ่งพ่อของเขาทนไม่ไหว คว้าพลั่วเหล็กวิ่งไล่หวดไปตามถนน จางเป่าชิ่งวิ่งหนีอยู่ด้านหน้า น้าชายผมวิ่งไล่กวดตามด้านหลัง วิ่งวนไปเวียนนมาในตรอกราวกับการแสดงหุ่นเชิดกันอยู่หลายรอบ ชาวบ้านที่ออกมาดูต่างก็คิดว่าพ่อลูกคู่นี้คงเป็นคู่เวรคู่กรรมกันมาเกิด สุดท้ายน้าสาวกลัวว่าจางเป่าชิ่งจะไปคบหาพวกอันธพาล และกลัวว่าน้าชายจะล้มป่วยเอาเสียก่อน คิดไปคิดมาเมื่ออับจนหนทาง จึงตัดสินใจส่งจางเป่าชิ่งให้ไปอยู่กับลุงสี่ที่ภูเขาฉางไป๋ซาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือสักระยะ รอให้ทางบ้านหางานที่เหมาะสมกับเขาได้ค่อยกลับมา เพียงแต่พวกเขาคงคิดไม่ถึงว่า การไปของจางเป่าชิ่งในครั้งนี้ กลับไปเก็บสิ่งที่ไม่คาดคิดจากป่าในภูเขาลึกได้จนกลายเป็นเรื่องราวของ “คดีปริศนาหลุมฟ้า” ขึ้นมา!

 

(2)

ตอนก่อนเล่าถึงตอนที่จางเป่าชิ่งไม่อาจทนรับความลำบาก ไม่ยอมทำงานเป็นช่างหลอมในโรงงาน ฝากให้ไปเป็นลูกศิษย์พ่อครัวใหญ่ก็ไม่ไป วัน ๆ เอาแต่เตร็ดเตร่ไปมา ถ้าไม่ไปหาเรื่องเหลวไหลทำกับบรรดาเด็กหนุ่มในตรอก ก็ไปฟังคนเล่านิทานในสวนสาธารณะ ไม่ยอมทำงานทำการเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่พวกสัตว์ในสระน้ำ (เชิงอรรถ –ไม่ใช่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ต้องจมปลักอยู่ใต้น้ำตลอดไป) ต้องมีสักวันที่จะได้โจนทะยานขึ้นฟ้า น้าชายกับน้าสาวผมรู้สึกจนปัญญา ไม่อยากปล่อยให้จางเป่าชิ่งมีชีวิตเหลวไหลแบบนี้ ทั้งยังกลัวว่าสักวันอาจจะไปก่อเรื่องก่อราวขึ้น จึงตัดสินใจส่งเขาไปอยู่บ้านลุงสี่ที่ภูเขาฉางไป๋ซานสักระยะ

จางเป่าชิ่งไปที่ภูเขาฉางไป๋ซานทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปอยู่กับลุงสี่ที่เป็นพรานล่าสัตว์ มีบ้านตั้งอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขา ที่แวดล้อมด้วยป่าดึกดำบรรพ์ จางเป่าชิ่งมาถึงก็หลงใหลกับบรรยากาศแห่งขุนเขาและสายน้ำของที่นี่ รู้สึกว่าเพียงแค่สูดหายใจ ก็ปลอดโปร่งไปทั่วสรรพางค์กาย โล่งสบายกว่าอยู่ในเมืองมาก

หมู่บ้านแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่ มีกันอยู่เพียงสิบกว่าหลังคาเรือน ลุงสี่อาศัยอยู่กับป้าสี่ แม้จะไม่อัตคัดขัดสน แต่ลุงสี่มีอาชีพเป็นพรานล่าสัตว์มาชั่วชีวิต จนป่านนี้ก็ยังวางปืนล่าสัตว์ไม่ได้ ทุก ๆ สามถึงห้าวันจะต้องพาจางเป่าชิ่งขึ้นเขา ไปยิงไก่ป่า วางบ่วงดักกระต่าย จางเป่าชิ่งรู้สึกสนุกสนาน  จนคราวนี้ต่อให้เอาล่อหกตัวม้าแปดตัวมาลากก็อย่าหวังว่าจะยอมกลับบ้านง่าย ๆ

กระทั่งวันหนึ่ง ลุงสี่จูงสุนัขล่าสัตว์มาสามตัว  แบกปืนกับกรงเหล็กพาดบ่าเอาไว้ เรียกให้จางเป่าชิ่งตามขึ้นเขาไปจับ “เจ้าใบไม้ใหญ่”   จางเป่าชิ่งได้ยินว่าจะขึ้นเขา ทั้งยังพาสุนัขล่าสัตว์ไปด้วยก็ตื่นเต้นดีใจ โดยไม่รู้ว่า “เจ้าใบไม้ใหญ่” ที่ลุงสี่พูดถึงเป็นอะไร? งอกอยู่บนต้นไม้แบบไหน?

ต่อมาลุงสี่ค่อยอธิบายว่า “เจ้าใบไม้ใหญ่” เป็นคำเรียกของคนท้องถิ่น หมายถึงหมาไม้ต้นสน (เชิงอรรถ - เป็นสัตว์ท้องถิ่นในยุโรปเหนือ อยู่ในวงศ์เพียงพอน หรือที่คนรู้จักกันในชื่อของมิงก์ เพียงแต่ชื่อเรียกเป็นหมาไม้) เพราะเจ้าสัตว์ตัวนี้ชอบวิ่งมุดกระโดดขึ้นลงบนที่สูง ชำนาญการปีนป่าย ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ มองไกล ๆ จะดูคล้ายใบไม้ใหญ่ใบหนึ่ง ทำให้ถูกขนานนามแบบนั้น หมาไม้ต้นสนจัดเป็นสัตว์ที่ล่าเพื่อเอาหนังกับขน  สัตว์ที่ล่าเพื่อเอาหนังประเภทอื่น อย่างเช่นจิ้งจอกหรือเพียงพอนพวกนี้เนื้อจะเหม็นคาวกินไม่ได้ แต่หนังของมันขายได้ราคา แต่เจ้าหมาไม้ต้นสน นอกจากหนังและขนของมันจะได้ราคาดีแล้ว เนื้อก็ยังมีรสชาติที่ดี เรียกว่ามีประโยชน์สองต่อ หนังกับขนเพียงพอนหรือมิงก์ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีสองประเภท ประเภทแรกเป็นหนังเพียงพอนทั่วไปที่อาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ที่แม้ว่าจะมีราคาดี แต่ยังเทียบไม่ได้กับเจ้าใบไม้ใหญ่ในป่า ที่จัดว่าเป็นสุดยอดแห่งเครื่องนุ่งห่ม และมักจะพบแค่ในเขตพื้นที่ป่าผสมของภูเขาฉางไป๋ซานกับเขาอัลไตในซินเจียงเท่านั้น ส่วนสถานที่อื่นนั้นไม่พบเห็นอยู่เลย ที่สำคัญคือหมาไม้ต้นสนมีนิสัยกลอกกลิ้งดุร้าย จึงจับได้ยากเย็น อย่างแรกคือมันอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่มีรังที่แน่นอน ใช้วิธีวางกับดักก็ไม่ได้ เพราะหมาไม้ต้นสนมีจมูกที่เฉียบไว จึงได้กลิ่นของคนบนกับดักสัตว์ได้แต่ไกล ที่สำคัญคือไม่สามารถคำนวณเส้นทางการเคลื่อนไหวที่แน่นอนของมัน ทำให้ไม่รู้จะวางกับดักบริเวณไหน ความยากอย่างต่อมาก็คือใช้ปืนยิงไม่ได้ หมาไม้ต้นสนมีขนาดราวหนึ่งฟุตกว่า ๆ หากใช้ปืนล่าสัตว์ยิงจะทำให้หนังเป็นรูจนเสียราคา แต่ก็เพราะว่ามันจับเป็นยากมาก จึงไปพ้องกับคำว่าสิ่งที่มีน้อยจึงล้ำค่า

การที่หนังกับขนของหมาไม้ต้นสนมีราคาสูง ยังเป็นเพราะมันมีข้อดีสามอย่างที่สิ่งอื่นเทียบไม่ได้ อย่างแรกก็คือในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ พอถึงฤดูหนาวอุณหภูมิจะติดลบราวสามสิบถึงสี่สิบเป็นปกติ ในพื้นที่อากาศหนาวเย็นขนาดนี้ เพียงแค่ถ่มน้ำลายออกมา พอกระทบพื้นก็กลายเป็นลูกน้ำแข็งแล้ว แต่อันที่จริงอุณหภูมิจะต่ำแค่ไหน ถ้าไม่มีลมพัดจะยังไม่รู้สึกหนาวมาก แต่พอมีลมหิมะม้วนมา เป็นเสียงกรีดหวีดหวิวราวกับปีศาจคร่ำครวญ พอกระทบถูกตัวก็แทบไม่ต่างกับถูกมีดกรีดธนูทิ่มแทง ไม่ว่าจะใส่ชุดคลุมหนังสัตว์หนาแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ เพราะสายลมจะคล้ายกับทะลุทะลวงผ่านเข้าไปได้หมด แต่หากเป็นชุดที่ทำจากหนังกับขนหมาไม้ต้นสน ยามสัมผัสถูกลมนอกจากจะไม่รู้สึกหนาวแล้ว ยังทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นอีก นี่เป็นข้อดีประการแรก ข้อที่สองก็คือเมื่อเกล็ดหิมะตกกระทบกับขนหมาไม้ต้นสน หิมะก็จะหายไป หากเป็นหิมะชิ้นใหญ่กระทบถูกก็จะละลาย ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ข้อที่สามคือเมื่อฝนตกลงขนขนไม่เปียก  หนังของหมาป่าไม้สนจะมีไขมันมาก ต่อให้เอาไปล้างในแม่น้ำ พอเอาขึ้นมาสะบัดไม่กี่ทีไม่นานก็แห้ง ด้วยเหตุนี้หากสวมไว้เจอฝนก็จะไม่เปียก สามารถเอามาใช้แทนชุดกันฝนได้ พอเข้าบ้านสะบัดสักสองสามทีก็แห้งแล้ว แน่นอนว่านี่เป็นแค่การบอกคุณสมบัติ เพราะไม่เคยเห็นมีใครสวมชุดขนมิ้งก์หรือหมาไม้ต้นสนออกไปเดินเล่นกลางสายฝนมาก่อน ถ้าคิดจะทำเสื้อคลุมสักตัว อย่างน้อยต้องใช้หนังกับขนของเจ้าใบไม้ใหญ่สิบกว่าตัว สมัยโบราณเล่ากันว่า เสื้อคลุมหมาป่าไม้สน จ่ายพันตำลึงยังยากได้ครอบครอง หากมิใช่ระดับอ๋องผู้ครองเมือง ก็ยากที่จะมีให้สวมใส่ สมัยนี้มีการล่าน้อยลง แต่นิสัยของหมาไม้ต้นสนยังไม่เคยเปลี่ยน ทำให้หาได้ยากยิ่ง หากบังเอิญจับได้สักตัวก็ทำได้แค่ผ้าพันคอ แต่นั่นก็สามารถมีรายรับเท่ากับรายได้ทั้งปีของนายพรานทั่วไปแล้ว!   อันที่จริงคำว่า “เจ้าใบไม้ใหญ่” ก็ไม่ได้เป็นแค่ภาษาพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นภาษาของพวกโจรนอกด่านด้วย ใบไม้หมายถึงเสื้อผ้า เปลี่ยนใบไม้หมายถึงเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบไม้เหลืองหมายถึงหนังเพียงพอนไซบีเรีย เจ้าส่วนใบไม้ใหญ่ย่อมหมายถึงชุดหนังหมาไม้ต้นสนอันเลอค่า ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่า “ใหญ่” ได้หรือ?

ที่นอกด่านยังมีคำกล่าวถึงสามยากจนเอาไว้ สามยากจนมีอะไรบ้าง? ก็ได้แก่บนบ่าแบกท่อเหล็ก บนโต๊ะนกเรียงเป็นกำแพง บนเตียงจุดควันไฟ  “บนบ่าแบกท่อนเหล็ก” หมายถึงนายพรานที่ต้องคอยแบกปืนออกไปล่าสัตว์ในป่า นี่เป็นจนแรกในสามยากจน ส่วนที่เหลืออีกสองก็เข้าใจไม่ยาก บนโต๊ะนกเรียงเป็นกำแพง หมายถึงเล่นไพ่นกกระจอก พนันสิบเสียเก้า ไม่ว่ามีทรัพย์สินเท่าใดก็ต้องเสียพนันจนยากจน บนเตียงจุดควันไฟหมายถึงสูบฝิ่น นั่นก็เป็นหลุมบ่อที่เติมไม่เต็ม สามารถทำให้สิ้นเนื้อประดาตัวได้เหมือนกัน มีเงินเท่าไหร่ก็เหมือนโดนเผาไปหมด  แต่ทำไมนายพรานถึงได้กลายเป็นยากจนที่หนึ่ง? เพราะการล่าสัตว์ต้องพึ่งพาธรรมชาติ สัตว์ป่าเป็นเสมือนเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ผ่านมา หากวันนี้เป็นทีของเรา ยกปืนกี่ทีก็ไม่มีเสียกระสุนเปล่า แต่เมื่อไม่ใช่วันของเรา จะยิงยังไงก็ยิงไม่โดน ต้องแบกกระบอกปืนเดินวนเสียเวลาเปล่าทั้งวัน มาตัวเปล่าแบบไหนก็กลับไปแบบนั้น มันขึ้นอยู่กับดวง อีกอย่างฟ้านั้นมีเมตตาต่อสรรพชีวิต อาชีพพรานคือการฆ่าสัตว์ ทำอาชีพนี้ย่อมขัดต่อครรลองของฟ้า จึงไม่มีใครที่ล่าสัตว์จนรวยได้ นี่เป็นคำอธิบายอีกมุมหนึ่งที่ว่าทำไมหมาไม้ต้นสนถึงได้จับยากจับเย็นนัก ถ้ามันจับง่ายป่านนี้นายพรานก็ไม่ต้องยากจนกันแล้ว

พรานเก่าทั้งหลายต่างก็รู้เรื่องนี้กันดี ปกติหมาไม้ต้นสนมีร่องรอยไม่แน่นอน ส่วนใหญ่แม้แต่เงายังไม่ได้พบเห็น มีแต่ในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้นที่พอจะพบเจอได้บ้าง เพราะฤดูนี้เป็นฤดูผสมพันธุ์ของมัน พวกมันจึงต้องกระโดดออกมาทำการสืบพันธุ์ ในแต่ละปีจึงมีแค่ช่วงเวลานี้เท่านั้น หมาไม้ต้นสนตั้งท้องเจ็ดแปดเดือนถึงคลอดลูกออกมา เรียกว่าใช้เวลาเกือบเท่าคนทีเดียว ดังนั้นเผ่าพันธุ์ของมันจะมีน้อยขนาดไหนจึงเป็นที่ทราบได้ ในช่วงเวลานี้ หมาไม้ต้นสนตัวผู้จะติดสัด แม้แต่ยามกลางวันก็ยังปรากฏตัว ออกตามหาตัวเมียมาผสมพันธุ์ เมื่อในหัวของมันมีแต่เรื่องพรรค์นี้ ทำให้การระวังภัยของมันลดลง พอถูกสุนัขล่าสัตว์เห่าใส่จะเกิดอาการมึนงง จึงมีแต่เวลานี้เท่านั้นที่นายพรานจะจับเป็นมันได้ จางเป่าชิ่งติดตามลุงสี่เดินเข้าป่าไปครึ่งค่อนวัน เดินตัดข้ามเนินเขาไปทางตะวันตก ยามนี้ดวงตะวันเริ่มคล้อยจมเหลี่ยมเขาแล้ว แต่ก็ยังไม่พบเจออะไรแม้แต่น้อย จนคิดว่าวันนี้คงต้องกลับบ้านกันมือเปล่า ทันใดนั้นขณะที่กำลังเตรียมหันหลังกลับ จู่ ๆ สุนัขล่าสัตว์ก็เห่ากันอย่างบ้าคลั่ง จนเสียงดังก้องสะท้อนไปทั้งป่า

จางเป่าชิ่งได้ยินเสียงเห่าของสุนัข ก็รู้สึกประหลาดใจ รีบวิ่งห้อตะบึงตามไปทันที พอเข้าใกล้ก็เห็นว่าบนกิ่งไม้ดกครึ้มนั้น มีเจ้าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ปากเรียวแหลมหางยาว ขาทั้งสี่เล็กสั้น ขนสีดำทอประกายม่วงแวววาว  หน้าเล็ก ๆ ของมันดูคล้ายกับเพียงพอน แต่รูปร่างสั้นกว่าหน่อย มันก็คือ “เจ้าใบไม้ใหญ่” ที่ลุงสี่พูดถึง!! เจ้าตัวนี้มีขนาดราวสองฝ่ามือครึ่ง  ในอุ้งเท้ามันกุมไข่เอาไว้ใบหนึ่ง น่าจะเป็นไข่นกที่มันเพิ่งขโมยมา ขณะกำลังจะกินไข่กลับถูกสุนัขล่าสัตว์เห่าใส่ เจ้าตัวเล็กกลอกลูกตาทั้งสองไปมา ถ้าตรงหน้ามันมีสุนัขล่าสัตว์แค่ตัวเดียว มันคงสะบัดหน้า กระโดดปีนป่ายขึ้นลงตามกิ่งไม้มุดหนีหายไปแต่แรก แต่เมื่อเจอกับสุนัขล่าสัตว์สามตัว เจ้าหมาไม้ต้นสนจึงได้แต่ตะลึงอยู่กับที่ ในที่สุดมันตัดสินใจขว้างไข่นกออกไป แล้ววิ่งหนีเข้าไปในป่า สุนัขล่าสัตว์ทั้งสามตัวรีบวิ่งไล่ตามอย่างไม่ลดละ ขณะที่วิ่งตาม จางเป่าชิ่งก็คว้าไข่นกมาเก็บไว้ ในเวลานั้นจางเป่าชิ่งกำลังดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอกับเจ้าใบไม้ใหญ่จริง ๆ ในหัวคิดแต่จะไล่จับเจ้าใบไม้ใหญ่ ไม่ได้คิดอะไรมาก กระทั่งกลับไปหมู่บ้านแล้ว พอตกดึกค่อยรู้สึกตื่นตกใจ

จางเป่าชิ่งมาพักอยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขาสักพักหนึ่งแล้ว จึงไม่ประหลาดใจกับสิ่งต่าง ๆ ในป่าที่พบเห็น อย่างปกติถ้าเก็บไข่นกหรือไข่งูได้ ก็จะยกขึ้นส่องกับแสงตะวันตามที่ลุงสี่เคยทำ จากนั้นเคาะให้แตกเป็นรูเล็ก ๆ แล้วก็ดูดกินจนหมดเกลี้ยง เก็บได้ที่ไหนก็ดูดกินมันที่นั่น ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมต้องส่องกับแสงตะวันนั้น ในตอนแรกจางเป่าชิ่งเองก็ไม่รู้ และไม่ได้คิดมาก เห็นลุงสี่ทำอะไรก็ทำตามไป  คาดว่าคงเป็นความเคยชินของคนเป็นพราน ทำ ๆ ตามไปก็สนุกดี ภายหลังลุงสี่ค่อยอธิบายให้ฟังว่า นั่นเป็นการส่องดูว่าในไข่มีตัวอ่อนหรือเปล่า พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าในไข่มีตัวอ่อน ก็แปลว่าเป็นไข่ที่ได้รับผสมแล้ว สามารถฟักเป็นลูกนกได้เหมือนไข่ไก่ นายพรานเวลาเก็บไข่นกได้ในป่า ก็จะยกขึ้นส่องกับแสงตะวัน ถ้าไม่โปร่งแสง หมายความว่าในไข่มีตัวอ่อนอยู่ จะต้องเอากลับไปวางไว้เหมือนเดิม เพราะพรานต้องหากินกับป่า อาศัยสิ่งนี้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แม้จะฆ่าสัตว์ แต่ก็ไม่ใช่ฆ่าพร่ำเพรื่อไปหมด อะไรควรล่าอะไรไม่ควรล่า สิ่งไหนควรกินสิ่งไหนไม่ควรกิน มันมีกฎมีเกณฑ์อยู่ อย่างเช่นธรรมเนียมที่ว่า “ล่าตัวผู้ไม่ล่าตัวเมีย” สิ่งนี้มีสาเหตุมาจากอะไร? การฆ่าตัวเมียก็จะเท่ากับฆ่าทั้งรัง หากทำแบบนี้นานเข้า สัตว์ก็มีแต่จะน้อยลงเรื่อย ๆ เท่ากับเป็นการตัดทางทำมาหากินของตัวเอง เหมือนที่โบราณสอนว่า “ในเดือนสามอย่าได้ล่าวิหค เหล่าลูกนกในรังรอแม่หวน” การยิงในช่วงเวลานี้จึงถือว่าไร้คุณธรรม หากว่ากันตามทัศนะที่งมงายแบบโบราณ ก็คือว่าเป็นการก่อเวรสร้างกรรม สักวันจะต้องได้รับกรรมตามสนอง

แต่ถ้าเป็นไข่ที่ยังไม่ได้ผสม พวกพรานก็ดูดกินได้เต็มที่ นอกจากสนุกแล้วยังบำรุงดีอีกต่างหาก กินไข่นกป่าเพิ่มพูนกำลัง ขึ้นเนินขึ้นเขาได้อย่างกับทางเรียบ ยังมีประโยชน์กว่าพวกเครื่องดื่มสมุนไพร หรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังสมัยนี้เยอะ เพราะมาจากธรรมชาติแท้ ๆ จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีสิ่งปนเปื้อน ไม่มีการดัดแปลงพันธุกรรม เก็บไข่งูก็เอามาดูดกินได้ ต่อให้เป็นไข่งูพิษก็ไม่ต้องห่วง นอกจากกินเพื่อบำรุงแล้วยังเอาไปประกอบยา มีสรรพคุณช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี ถ้าเป็นไข่นกป่าทั่วไปเปลือกจะค่อนข้างหยาบ มีจุดแต้มหลากสีสัน ขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่ ส่วนไข่นกที่จางเป่าชิ่งเก็บได้ เมื่อวางบนมือแล้วกลับรู้สึกหนักเล็กน้อย ขนาดก็ค่อนข้างใหญ่ ประมาณสักไข่ไก่เห็นจะได้ เปลือกไข่ด้านนอกเรียบลื่นไม่มีจุดลาย  คาดว่าคงเป็นไข่ของไก่ป่า จางเป่าชิ่งพอคว้าได้ก็โยนใส่ในย่าม คิดไว้ว่าจะกลับไปผัดกับต้นหอม ให้ลุงสี่เอาไว้แกล้มเหล้าคืนนี้ จากนั้นก็เร่งฝีเท้า วิ่งตามสุนัขล่าสัตว์ที่กำลังวิ่งไล่หมาไม้ตนสนไป

หมู่บ้านที่เชิงเขาฉางไป๋ซานมีสุนัขกันทุกบ้าน บ้านที่มีน้อยก็หนึ่งถึงสองตัว มากหน่อยก็มีเป็นฝูงใหญ่ เวลาพาสุนัขขึ้นไปล่าสัตว์บนเขาเรียกว่า “ต้อนภูเขา” สัตว์ป่าเขาไม่ได้รออยู่ในที่โล่งกว้างให้เราไปล่า บางตัวก็หลบซ่อนในป่าทึบ บางตัวก็หมอบซุ่มในพงหญ้า ไม่ยอมโผล่ออกมาเองง่าย ๆ แน่   เมื่อนายพรานออกคำสั่งฝูงสุนัขล่าสัตว์จะพุ่งออกไปราวกับลมมฤตยูดำ พวกมันจะวิ่งไล่ไปเห่าไป สุนัขเป็นสัตว์ที่มีธาตุหยางรุนแรง ในตัวมีปราณอันเร่าร้อน พื้นที่แถบตะวันออกเฉียงเหนือ พอย่างเข้าต้นฤดูหนาวก็จะตุ๋นสุนัขไว้หนึ่งหม้อ คนเก่าคนแก่จะบอกกันมาว่า “ดื่มน้ำแกงเนื้อสุนัข หีบผ้าห่มไม่ต้องเปิด” ยิ่งทำให้เห็นได้ว่ามีความร้อนขนาดไหน   ต่อให้สุนัขล่าสัตว์ไม่เห่า ก็ยังทำให้สัตว์ป่าที่ซุกซ่อนอยู่เกิดแตกตื่นได้   ในเวลานั้นเมื่อนายพรานพาดปืนยิง จะมีโอกาสได้สัตว์ค่อนข้างมาก เวลาที่เจอกับสัตว์เล็ก ๆ อย่างหมาไม้ต้นสน ไม่ต้องรอให้นายพรานลงมือ แค่สุนัขล่าสัตว์คอยไล่ต้อน ดักหน้าล้อมหลังเอาไว้ นายพรานก็จับเป็นมันได้แล้ว

ในยามนี้ หมาไม้ต้นสนตัวนั้นราวกับติดลมไว้ใต้อุ้งเท้า วิ่งหนีเข้าป่าอย่างไม่คิดชีวิต ในเวลาแบบนี้เป็นใครก็คงต้องหนีตายไว้ก่อน เพราะถ้าหนีไม่รอดก็ต้องกลายไปเป็นผ้าพันคอ! หมาไม้ต้นสนรูปร่างเล็กกะทัดรัด  แคล่วคล่องว่องไว  เดี๋ยวกระโดดขึ้นกิ่งนั้น เดี๋ยวกระโดดลงเกาะกิ่งนี้ มุดไปวนมา ทั้งยังรู้จักวิ่งอ้อมต้นไม้ ทำให้จับตัวได้ยาก แต่สุนัขสามตัวนี้ก็ติดตามลุงสี่มานานย่อมไม่ใช่พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก รู้จักทำงานสอดประสานกันอย่างดี กระจายตัวกันตีวงล้อมเอาไว้ ทำให้เจ้าหมาไม้ต้นสนต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง วนไปวนมาได้สักห้ารอบ ในที่สุดก็กระโจนเข้างับหมาไม้ต้นสนได้ สุนัขล่าสัตว์พวกนี้ย่อมรู้ใจเจ้านาย รู้ว่าหากงับจนเป็นรูจะทำให้หนังกับขนไม่ได้ราคา จึงไม่กล้าออกแรงกัด แค่งับไว้ในปากไม่ให้หมาไม้ต้นสนหลุดรอดได้เท่านั้น เมื่อลุงสี่กับจางเป่าชิ่งไล่ตามมาถึง สุนัขล่าสัตว์ทั้งสามค่อยเดินส่ายหางเข้ามาแสดงผลงาน เจ้าหมาไม้ต้นสนมีนิสัยเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก ชอบทำเป็นแกล้งตาย จัดเป็นวิชาเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมัน พอโดนสุนัขงับเข้าที่ท้ายทอย มันก็ปล่อยเท้าห้อยตกลง ทำตัวแข็งทื่อแกล้งตายทันที

ลุงสี่เข้าป่าล่าหมาไม้ต้นสนมาหลายปี ย่อมรู้ว่านี่เป็นแผนแกล้งตายเพื่อเอาชีวิตรอด จึงตวาดสั่งสุนัขล่าสัตว์ไม่ให้อ้าปาก จากนั้นรีบปลดเอากรงที่สะพายไว้ข้างหลังลงมา มือขวาสวมถุงมือตาข่ายเหล็กไว้ จับเจ้าหมาไม้ต้นสนยัดเข้าไปในกรง ถุงมือนี้ประกอบขึ้นจากห่วงเหล็กเล็ก ๆ เป็นการประสานกันระหว่างแข็งกับอ่อน สามารถสวมใส่และใช้ป้องกันการถูกสัตว์เล็ก ๆ กัดมือได้ เป็นเครื่องมือป้องกันตัวในการจับตัวแบดเจอร์จับเพียงพอนโดยเฉพาะ ถึงแม้หมาไม้ต้นสนจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีฟันที่แหลมคม หากถูกมันกัดเข้าอาจถึงขั้นนิ้วขาดได้

กลับมาที่เจ้าหมาไม้ต้นสน เมื่อรู้ว่าการแกล้งตายไม่ได้ผล ก็คล้ายจะรู้ตัวว่ายากจะรอดชีวิตได้ พอถูกยัดใส่กรงก็แยกเขี้ยวร้องขู่ วิ่งวนกระแทกซ้ายขวา แต่ลุงสี่ก็ไม่สนใจการอาละวาดของมัน วันนี้ได้ผลลัพธ์ไม่น้อย ถือว่าไม่มาเสียเที่ยว หลังจากคล้องห่วงกรงเสร็จแล้วก็เดินลงเขาทันที

พอกลับถึงบ้าน ลุงสี่ก็ทำการลับมีดแหวกอก แล้วใช้มีดเล็กค่อย ๆ แล่หนังของหมาไม้ต้นสนออกมาทีละน้อย จากนั้นใช้น้ำล้างคราบเลือดให้สะอาด ใช้กิ่งไม้มาขึ้นเป็นโครงสี่เหลี่ยม เอาหนังพร้อมขนของหมาไม้ต้นสนพาดไว้ เอาไปแขวนไว้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้หนังหมาไม้ต้นสนเกิดรอยฉีกขาด นี่เรียกว่าหนังร้อน ต้องเอาไปตากลมให้แห้งเป็นเครื่องหนัง อวัยวะภายในกับเนื้อที่เหลือของหมาไม้ต้นสนก็เอามาหั่นเป็นเส้นยาว ทาเครื่องเทศนำเอาไปต้มให้สุก แล้วเอามาแขวนบนโครงไม้อีกอัน เพื่อนำไปตากทำเนื้อตากแห้งเก็บไว้สำหรับฤดูหนาว พอถึงเวลาก็จะออกมาต้มกับผัก เติมเกลือเพื่อปรุงรส รับรองว่าหอมอร่อยอย่าบอกใคร ส่วนเศษอวัยวะอย่างสมองกับอุ้งตีนก็ส่งไปเป็นอาหารให้กับสุนัขล่าสัตว์สามตัว ไม่ปล่อยให้เสียเปล่าแม้แต่น้อย จางเป่าชิ่งคอยเป็นผู้ช่วยอยู่ข้าง ๆ ลุงสี่ แต่พอถึงตอนแล่หนังทั้งเป็นยังอดยกมือขึ้นปิดตาไม่ได้ เรื่องไข่ที่เก็บกลับมาจากบนเขา ในเวลานี้กลับลืมเลือนไปหมดสิ้น ลุงสี่จับเจ้าใบไม้ใหญ่ขนาดสองฝ่ามือครึ่งได้ ทำให้ดีอกดีใจไม่น้อย ล่าสัตว์มาชั่วชีวิต ยังไม่เคยเจอหมาไม้ต้นสนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ที่ผ่านมาได้แค่ขนาดฝ่ามือกว่า ๆ ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว ตอนนี้ยิ่งคิดก็ยิ่งอารมณ์ดี คาดว่าคงจะขายได้เงินมาไม่น้อย ปีนี้คงได้อยู่สบายมากขึ้น ลุงสี่หรี่ตาล้วงซองบุหรี่ออกมา ใบยาสูบทางตะวันออกเฉียงเหนือจะค่อนข้างหนา มีกลิ่นฉุน เวลาสูบแล้วได้อารมณ์กว่า แต่ข้อเสียคือมีควันมากไปหน่อย พอสูบทีควันจะลอยตลบไปทั่วบ้าน แสบตาจนลืมตาไม่ขึ้น หลังสูบบุหรี่เสร็จพักผ่อนครู่หนึ่งแล้ว ลุงสี่ก็ให้ภรรยาไปห่อเกี๊ยว อุ่นเหล้าหนึ่งกาพร้อมจัดหากับแกล้มมา แต่อย่างหมู่บ้านในแถบตะวันออกเฉียงเหนือจะมีกับแกล้มอะไรได้ อย่างมากก็พวกเห็ดตุ๋นไก่บ้าน เห็ดหูหนูผัดกะหล่ำดอก ต้มหมูผักกาดดอง เคี่ยวเนื้อกวางโร วิธีการปรุงก็คือวางเนื้อกวางโรชิ้นใหญ่ลงในกระทะ จากนั้นทำการต้มเคี่ยวด้วยไฟอ่อนสองสามวันโดยไม่ให้ไฟดับ เวลาจะกินก็เฉือนแบ่งออกมาชิ้นหนึ่ง โรยเกลือแล้วเอาไปต้มกับกุยช่าย ดอกกะหล่ำ ต้นหอม กรรมวิธีอาจดูเรียบง่าย แต่ว่าวัตถุดิบล้วนเป็นของดี ถ้าไม่ได้มาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ต่อให้อยากกินก็ไม่มีให้กิน อย่างกวางโรนี่สมัยก่อนมีคำพูดที่ว่ากินแล้วจะอายุยืน จางเป่าชิ่งเองก็ชอบกินเนื้อกวางโรมาก ยิ่งเขาอยู่ในวัยกำลังกินกำลังโต กินมากหิวเร็ว เมื่อไหร่ที่เห็นของอร่อยก็ตะบี้ตะบันกิน สองเดือนแรกที่มาถึงเขาฉางไป๋ซานน้ำหนักจึงขึ้นไปหลายกิโลกรัม

อาหารในวันนี้ยังดีกว่าช่วงตรุษจีนเสียอีก จางเป่าชิ่งเห็นแล้วดีใจออกนอกหน้า เหลียวหน้าหันคางไปมา ฉีกกินจนเต็มปาก ตอนกินข้าวลุงสี่ยังบอกให้เปิดเหล้าเซาจิ่ว (เชิงอรรถ - โซจู) ไหหนึ่ง เหล้าเซาจิ่วของฉางไป๋ซานมีดีกรีค่อนข้างสูง พอดื่มเข้าปากจะรู้สึกร้อนแรงเหมือนดาบที่เผาจนแดง ดังนั้นจึงมีอีกชื่อเรียกว่าเหล้าเผาดาบ ลุงสี่เก็บเหล้าที่มีฤทธิ์ร้อนแรงจนติดไฟได้ไหนี้มานานหลายปี พอตบดินที่ปิดผนึกไหออกกลิ่นหอมหวนก็โชยออกมา วันนี้ลุงสี่อารมณ์ดี กระดกดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า ทั้งยังชวนให้จางเป่าชิ่งร่วมดื่มด้วย จางเป่าชิ่งไม่เคยดื่มเหล้าขาวมาก่อน แต่เมื่อหลบไม่ได้เลี่ยงไม่พ้น กอปรกับวิ่งบนเขามาทั้งวัน รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไม่เบา จึงยกดื่มไปสองแก้ว พอเหล้าเผาดาบลงท้อง ก็เริ่มมีอาการเมาเล็กน้อย เริ่มรู้สึกวิงเวียนหัวหมุน  จนแยกเหนือใต้ออกตกไม่ออก สุดท้ายจึงกลับไปนอนคลุมโปงบนเตียงคั่ง (เชิงอรรถ –เตียงนอนที่ก่อขึ้นด้วยอิฐ ด้านบนปูที่นอนไว้ ด้านล่างมีท่อเชื่อมกับเตาไฟที่จุดให้ความอบอุ่น) หลับใหลราวกับหมูตายตัวหนึ่ง ยามนี้ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมาก็ไม่สนใจอะไรแล้ว ย่ามที่พกติดตัวก็วางอยู่บนเตียงคั่งด้วย

เตียงคั่งในหมู่บ้านแถบตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคั่งแบบเชื่อมโยงถึงกัน ใช้ท่อดินเชื่อมต่อเตียงของแต่ละห้อง ใต้คั่งมีโพรงเตา ด้านบนปูฟูกหรือพรมเอาไว้ ในช่วงอากาศหนาวเย็น ถ้าในบ้านไม่มีเตียงคั่งแบบนี้คงทนอยู่ไม่ได้ ช่วงต้นของปล่องจะค่อนข้างร้อน ช่วงปลายจะเย็น เวลามีแขกมาเยือนที่บ้าน ก็จะให้แขกพักในห้องที่เป็นส่วนต้นของคั่ง ถือว่าเป็นการให้เกียรติ แต่ละปีพอถึงเดือนเก้า อากาศจะค่อย ๆ หนาวเย็นขึ้น ก็จะเริ่มทำการจุดไฟในเตาคั่ง เมื่อไข่นกที่จางเป่าชิ่งใส่ไว้ในย่ามถูกวางอยู่บนคั่งอุ่น ๆ เจ้าตัวที่อยู่ในไข่จึงได้รับการฟักตัวไปด้วย  นี่เป็นครั้งแรกที่จางเป่าชิ่งได้ดื่มเหล้าร้อนแรง จึงหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ ในกระเพาะรู้สึกคล้ายมีความร้อนแผดเผาจนพวยพุ่งขึ้นมาถึงลำคอ ปวดแสบกลางหน้าอกจนอึดอัด ขณะที่กำลังงัวเงีย ท้องฟ้ามืดมิด จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่มีขน ตัวอุ่น ๆ กำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้าง ๆ มันเป็นอะไรกันแน่?

เมื่อครู่บอกแล้วว่าเป็นกลางดึก ในยุคสมัยนั้นหมู่บ้านแถบภูเขาฉางไป๋ซานจัดเป็นถิ่นกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ หลอดไฟก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง  กลางคืนในบ้านจึงมืดมิดจนไม่เห็นนิ้วของตัวเอง ลืมตาก็มองไม่เห็นข้างหน้า มืดมิดไม่ต่างอะไรกับก้นหม้อ  จางเป่าชิ่งดื่มเหล้าเข้าไปจึงหลับไม่สนิท คล้ายหลับคล้ายไม่หลับ กึ่งหลับกึ่งตื่น ขณะกำลังสลึมสลือ จู่ ๆ ก็ฝันว่าถูกเจ้าใบไม้ใหญ่ที่จับได้เมื่อกลางวันกัดเข้า จางเป่าชิ่งตกใจจนรีบร้องออกมาว่า “คนที่จับแกไม่ใช่ฉัน คนที่แหวะอกถลกหนังแกก็ไม่ใช่ฉัน  เนื้อที่ตากอยู่ฉันก็ไม่ได้กินสักคำ ถ้าวิญญาณแกคิดจะมาหลอกหลอนก็ไปหลอกลุงสี่นั่น แกกับฉันไม่มีความแค้นอะไรต่อกัน จะมาหาเรื่องฉันทำไม?” เจ้าใบไม้ใหญ่เหมือนไม่สนใจคำแก้ตัว อ้าปากแยกเขี้ยววิ่งไล่กัดจางเป่าชิ่งเป็นการใหญ่  หนึ่งคนหนึ่งสัตว์ต่อสู้กันในฝัน หลังพัวพันกันหลายรอบ จู่ ๆ เจ้าใบไม้ใหญ่ก็ถอยฉาก จากนั้นพลิกกระโดดพุ่งเข้ากัดมือของจางเป่าชิ่ง ทำเอาเขาตกใจจนสะดุ้งตื่น ค่อยรู้สึกตัวว่าเป็นแค่ความฝัน และรู้สึกว่ามีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างตัวจึงเอามือปัดไปแล้วนอนต่อ ผ่านไปสักพักเจ้าสิ่งนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหวอีก จางเป่าชิ่งก็เอามือปัดออกอีก สลับไปสลับมาเช่นนี้หลายรอบ จางเป่าชิ่งค่อยนึกได้ว่าในย่ามมีไข่ใบหนึ่ง ที่เก็บมาจากบนเขาเมื่อตอนกลางวัน  เป็นไข่ที่เกือบจะถูกเจ้าหมาไม้ต้นสนกินไป ค่อยคิดขึ้นว่าหรือไข่นกใบนั้นจะได้รับความร้อนบนเตียงคั่งจนฟักออกมาเป็นตัวแล้ว?

จางเป่าชิ่งรีบลืมตาโพลง แต่เพราะในห้องนี้มืดเกินไปจึงมองอะไรไม่เห็น เขาคลำหาตะเกียงน้ำมันเอามาจุด ก้มหน้าส่องหาบนเตียงคั่ง ในที่สุดก็เจอกับลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่ มันมีขนสีขาวปลอด ลูกตากลมโตทั้งคู่จ้องมองเป็นประกาย อ้าปากเหมือนกำลังขออาหารกิน ข้างตัวมันยังมีเปลือกไข่ที่มันเพิ่งกะเทาะออกมา เจ้าไข่นกที่เกือบจะถูกจางเป่าชิ่งเอาไปผัดต้นหอม นึกไม่ถึงว่าจะถูกฟักออกมาเป็นลูกนกแบบนี้ เจ้าไข่นกที่ตกลงมาจากรัง หล่นบนกอหญ้า จนเกือบจะถูกเจ้าหมาไม้ต้นสนเขมือบไป นึกไม่ถึงว่าตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลัง เจ้าหมาไม้ต้นสนถูกสุนัขล่าสัตว์ของลุงสี่จับ จางเป่าชิ่งจึงเก็บไข่กลับมาที่หมู่บ้าน สุดท้ายหมาไม้ต้นสนถูกถลกหนังแขวนอยู่บนกำแพง เจ้านกน้อยตัวนี้กลับดวงแข็ง ผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบาก สุดท้ายยังได้ฟักเป็นตัวออกมา รอดจากการเป็นอาหารของหมาไม้ต้นสนแล้วยังรอดจากการเป็นไข่ผัดต้นหอมอีก จางเป่าชิ่งเห็นลูกนกน้อยแลดูน่าสงสาร จะทอดทิ้งมันก็คงทำไม่ลง จึงตัดสินใจว่าจะเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงแทน

อันที่จริงนี่ก็เป็นเรื่องของโชคชะตา ที่แม้แต่เจ้าใบไม้ใหญ่ที่ขโมยไข่มาก็คงไม่คาดคิดว่าตัวเองจะต้องจบชีวิตก่อนไข่ที่เกือบเป็นอาหารของมัน ในขณะที่ไข่ใบนี้ร่วงหล่นจากรัง พลัดพรากจากพ่อแม่ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว มีชะตาชีวิตคล้ายกับจางเป่าชิ่งที่ถึงแม้มาขออาศัยอยู่บ้านลุงสี่จะมีอิสระ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่ไปได้ตลอดชีวิต เจ้านกน้อยบังเอิญได้มาเจอกับคนดี จึงไม่ถึงกับต้องตกไปอยู่ในหม้อ แต่ชีวิตของจางเป่าชิ่งจะดำเนินต่อไปอย่างไร ภายใต้ฟ้าดินอันกว้างใหญ่ จะมีที่ใดให้พักพิง? หรือจะต้องไปฝากตัวเป็นศิษย์ในร้านอาหาร ถือชามข้าวเหล็กแบบพ่อแม่ไปจนตาย? เพียงแค่นึกถึงก็อึดอัดแทบแย่แล้ว แต่พอย้อนกลับมาดูตัวเอง ทางบุ๋นก็ไม่เก่งทางบู๊ก็ไม่เอาไหน ยังจะทำอะไรได้? เฮ้อ! ตัวเองในตอนนี้ยังแย่เสียยิ่งกว่าเจ้านกน้อย  ในหัวของมันมีแต่เรื่องกินไหนเลยมีความกลุ้มใจเหมือนกับคน!

จางเป่าชิ่งนิ่งคิดอยู่นานค่อยเรียกสติกลับมา สวมรองเท้าออกไปหาอาหารมาป้อนนก เมื่อก่อนเขาเคยเลี้ยงนกมาก่อน รู้ว่าลูกนกเพิ่งฟักออกจากไข่ ลำคอยังอ่อนนิ่มกินพวกข้าวสารหรือธัญพืชไม่ไหว กินลงไปอาจติดคอตายได้ พอเดินออกมาเจอกระทะตั้งเคี่ยวเนื้อกวางโร จึงหยิบชามใบเล็กตักน้ำแกงออกมาแช่หมั่นโถวครึ่งลูก พอแช่จนนิ่มแล้วค่อยเอาไปป้อนนก อย่าได้เห็นว่ามันเป็นแค่ลูกนกตัวหนึ่งทีเดียว เจ้าลูกนกตัวนี้เวลาที่ยืนอยู่บนคั่ง กลับดูมีสง่าราศีไม่เบา จึงให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากนกธรรมดาทั่วไป แถมยังไม่ยอมกินหมั่นโถว ตั้งแต่เกิดมานอกจากจะกินแต่เนื้อแล้ว ยังกินในปริมาณไม่น้อยอีกต่างหาก แต่ละวันพอลืมตาขึ้น ก็อ้าปากจะกิน แต่ขอแค่เป็นเนื้อมันก็กินได้หมด แม่น้ำแถบนี้จะมีปลาแซลมอนเนื้อสดดีมีคุณภาพ เอามาแล่เป็นแผ่น ๆ สามารถกินดิบได้ มักจะปรากฏตัวขึ้นในแถบน้ำตื้น ไม่ต้องใช้เบ็ดตกไม่ต้องใช้แหหว่าน แค่ใช้ก้อนหินมาเรียงเป็นรูปกรวยสามเหลี่ยม พอปลามุดผ่านมาก็ใช้มือจับได้ เสร็จแล้วนำมาเลาะกระดูกเอาไปตากลมหน้าบ้านให้แห้ง เวลาหั่นเป็นชิ้น ๆ รสชาติยังอร่อยกว่าปูอีก ในหมู่บ้านมีปลาที่เพิ่งจับจากแม่น้ำให้กินได้บ่อย ๆ เจ้าลูกนกตัวนี้กินจุขนาดกินปลาแซลมอนได้มื้อละตัวทีเดียว ผ่านไปสองสามวัน พอลุงสี่มาเจอเจ้าหมอนี่ก็ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง นี่มันนกเสียที่ไหน มันเป็นเหยี่ยวขาวไซบีเรียชัด ๆ!

แถบภูเขาฉางไป๋ซานมีการเลี้ยงเหยี่ยวล่าสัตว์มาแต่โบร่ำโบราณ เหยี่ยวล่าสัตว์คือเหยี่ยวที่ถูกฝึกมาเพื่อการล่าจับสัตว์ เพียงแต่เหยี่ยวยังหายากกว่าสุนัขเป็นสิบเท่า ดังนั้นหากใครมีเหยี่ยวเกาะแขนขึ้นเขาไปล่าสัตว์สักตัว ก็จะดูมีสง่าราศีกว่าพาสุนัขล่าสัตว์ไปด้วย เพียงแต่การฝึกเหยี่ยวล่าสัตว์จะค่อนข้างยาก โบราณจึงมีคำว่า “เก้าตายหนึ่งรอด ยากได้หนึ่งเหยี่ยว” ซึ่งเหยี่ยวในที่นี้ก็คือเหยี่ยวล่าสัตว์นี่เอง ก่อนอื่นการจับเหยี่ยวก็มีขั้นตอนและกลวิธีมากมาย คนสมัยก่อนมีความเชื่องมงาย บอกว่าก่อนออกจับเหยี่ยวจะต้องมีการจุดธูปเซ่นไหว้ จากนั้นค่อยขึ้นเขาไปวางตาข่ายบนชะง่อนผาสูงอันตราย บนตาข่ายต้องผูกกระต่ายหรือไก่ป่าเป็น ๆ ไว้ วางเสร็จก็หาที่หลบซ่อน จับจ้องตาข่ายไว้โดยไม่ละสายตา คอยเฝ้าดูว่าเมื่อไหร่ที่เหยี่ยวลงมาบนตาข่าย ก็ต้องรีบพุ่งเข้าไปรวบตาข่ายขึ้น เพื่อไม่ให้ปีกของมันบาดเจ็บ หลายครั้งเฝ้ารอเป็นเวลาสิบวันครึ่งเดือน  พอเหยื่อตายก็ต้องรีบเปลี่ยนเหยื่อเป็น ๆ ตัวใหม่ ขั้นตอนนี้เรียกว่า “เฝ้าเหยี่ยว” หากบังเอิญเฝ้าแล้วได้เหยี่ยวมาสักตัว ก็ต้องรีบกลับไปจุดธูปขอบคุณเจ้าป่าเจ้าเขากันยกใหญ่ จากนั้นก็บรรจงใช้ผ้ารัดลำตัวเหยี่ยวไว้ ไม่ให้ขนเสียหายแม้แต่เส้นเดียว ต่อมาจึงสวมที่ครอบหนังคลุมศีรษะที่เรียกว่า “หมวกเหยี่ยว” ให้ เพื่อปิดดวงตาทั้งคู่ของมันไว้ ไม่ให้มองเห็น พอกลับมาบ้านก็จับชั่งน้ำหนัก จดบันทึกว่าเหยี่ยวหนักเท่าไหร่ ช่วงต่อมาก็เป็นช่วง “เหยี่ยวตาค้าง” เหมือนกับการที่คนอดหลับอดนอน ช่วงเวลานี้ก็คือไม่ปล่อยให้เหยี่ยวได้หลับ เหยี่ยวที่เพิ่งจับกลับมาจะต้องให้มันอดนอนยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่ยอมให้มันได้สัปหงก กระทั่งมันอดนอนจนเหนื่อยล้าหมดแรง ค่อยผูกสายหนังรัดขาคล้องเชือกเอาไว้ จากนั้นค่อยฝึกให้มันเกาะแขน ฝึกสะบัดให้บินออก แล้วเรียกกลับมา ทั้งหมดนี้อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลากันเป็นปี ปกติรังเหยี่ยวจะอยู่บนชะง่อนผาสูงที่ปราศจากผู้คน การจะปีนขึ้นไปจับลูกเหยี่ยวจึงแทบเป็นไปไม่ได้ อย่างดีก็ได้แค่เหยี่ยวที่ขนเพิ่งงอกจนเต็ม ยังบินไม่ค่อยเก่งแล้วร่วงตกมาจากรัง แค่นี้ก็ถือว่าได้ของล้ำค่าแล้ว ด้วยเหตุนี้ลุงสี่ถึงบอกว่าจางเป่าชิ่งมีวาสนามากที่ได้เจอกับลูกเหยี่ยวเพิ่งออกจากไข่ ซึ่งฝึกง่ายกว่าเหยี่ยวที่จับมามาก

ลูกเหยี่ยวตัวนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว แค่ไม่นานขนปีกก็เริ่มงอกจนเต็มและเริ่มบินได้แล้ว ขนของมันเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ยามเกาะอยู่บนบ่าจางเป่าชิ่ง สองตาของมันจะเป็นประกายสีทองแวววาว จนลุงสี่ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม เพราะสำหรับคนแถบนี้ เหยี่ยวขาวก็คือเทพ!