บทนำ

อักษรเลือด

 

เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 

 

 

บทที่ 1 ล้างตระกูล

 

ดึกสงัด บนถนนกว้างใหญ่เวิ้งว้างร้างผู้คนของนครฉางอัน

ทหารม้าสังกัดหน่วยอู่โฮ่วเว่ย (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์สุยมีกองกำลังชื่ออู่โหว มีหน้าที่ลาดตระเวณในเขตพระราชวังและในเมืองหลวง รวมทั้งดูแลเส้นทางเสด็จด้วย สมัยสุยหยางตี้เปลี่ยนชื่อเป็นหน่วยโฮ่วเว่ย บ้างก็เรียกอู่โฮ่วเว่ยหรืออู่โหวเว่ย และเรียกกันอย่างนั้นเรื่อยมาจนถึงสมัยพระเจ้าถังเกาจง จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นจินอู๋เว่ย) กองหนึ่งถือโคมไฟเหยาะย่างมาถนนช้าๆ แต่ละคนกวาดตาสำรวจรอบข้างอย่างระมัดระวัง

สมัยราชวงศ์ถัง การออกจากเคหะสถานยามวิกาลถูกจำกัด ทั้งประตูเมือง ประตูเขตย่อย ล้วนปิดสนิทแน่นในเวลากลางคืน มาเปิดอีกครั้งตอนเช้า ทุกวันเมื่อถึงยามโหย่ว (หมายเหตุ: ช่วงห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) พร้อมๆ กับที่เสียงย่ำกลองยามพลบดังมาจากประตูเฉิงเทียนในเขตวังหลวง (หมายเหตุ: เมืองฉางอันในสมัยราชวงศ์ถังตอนนั้นแบ่งออกเป็นสามเขต คือเขตไว่เฉิงหรือเมืองชั้นนอก เป็นเขตที่อยู่อาศัย เขตหวงเฉิงหรือเมืองชั้นใน เป็นที่ตั้งของหน่วยงานต่างๆ และเขตกงเฉิงหรือเขตวังหลวง)‘กลองหกถนน’ ที่ตั้งอยู่บนถนนสายหลักทั้งหกสายจะลั่นตามแปดร้อยครั้ง ประตูทุกบานถูกปิด เริ่มต้นห้ามมิให้ออกจากบ้านเรือน กระทั่งถึงยามห้าข้อที่สอง (หมายเหตุ: จีนโบราณจะแบ่งช่วงกลางคืนออกเป็นห้ายาม ยามห้าคือใกล้รุ่ง ส่วนหนึ่งข้อของเวลามี 24 นาที ช่วงยามห้าข้อที่สอง คือราวตีห้าสี่สิบแปดนาที) กลองยามอรุณบนประตูเฉิงเทียนตีดัง กลองหกถนนจะลั่นรับสามพันครั้ง ประตูทุกบานเปิดออก

ช่วงที่ห้ามออกจากบ้านเรือนนั้น ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือชาวบ้านสามัญ ล้วนห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านโดยไม่มีกิจธุระ มิเช่นนั้นถือว่า ‘ฝืนกฎหมายฝ่าราตรี’ หากถูกหน่วยอู่โฮ่วเว่ยที่ลาดตระเวณพบเห็น สถานเบาต้องถูกเฆี่ยนตีจับกุม สถานหนักจะถูกโบยจนตายคาที่

ตอนนั้น เงาดำสายหนึ่งกำลังซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใบทึบของต้นไหว (หมายเหตุ: ต้น Japanese pagoda tree) ข้างทาง ประกายตาคมกริบทั้งคู่จ้องมองกองทหารม้าที่ชักแถวผ่านใต้ต้นไม้ไปอย่างเย็นชา

ไม่นาน ทหารม้าสังกัดหน่วยอู่โฮ่วเว่ยก็ค่อยๆ เคลื่อนขบวนห่างออกไป

เงาดำนั้นพลิกตัวกระโดดขวับลงมาจากต้นไม้ ปัดใบไม้ที่ติดอยู่ตามตัวทิ้งไป จากนั้นโบกมือเบาๆ เงาดำอีกหกเจ็ดสายก็กระโดดตามลงมาจากต้นไม้ใกล้เคียง พุ่งปราดเข้าหาอย่างรวดเร็ว แต่ละคนท่วงท่าแข็งแรงมีพลัง เคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียง

คนเหล่านี้ล้วนสวมชุดรัดกุมสีดำ ศีรษะคลุมด้วยหมวกดำ ใบหน้าคาดผ้าดำ โผล่มาแต่ดวงตาวาววับเป็นประกาย

คนชุดดำที่กระโดดลงมาคนแรกรูปร่างสูงโปร่ง สวมหน้ากากสำริดที่ทั้งโบราณทั้งประหลาดพิกลใบหนึ่ง เขาไพล่มือไว้ด้านหลัง มองกำแพงดินสีเหลืองเข้มที่อยู่ไม่ห่างไปนัก ถามเสียงทุ้มหนัก

“ที่นี่หรือ”

“อ้างอิงตามชื่อถนน ไม่มีทางผิดไปได้” ชายชุดดำรูปร่างผ่ายผอมที่อยู่ด้านข้างค้อมกายตอบ

ดวงตาของชายสวมหน้ากากทอประกายยะเยียบเย็นชา

“บุก!”

คนชุดดำหกเจ็ดคนพุ่งออกไปทันที กระโดดข้ามกำแพงสูงเท่าตัวคนไปอย่างว่องไวและเงียบงัน คนสวมหน้ากากนั้นยืนนิ่งอยู่ครู่ ก่อนจะสาวเท้าออกไปโดยไม่รีบร้อน ห่างจากกำแพงได้ราวหนึ่งจั้ง (หมายเหตุ: ประมาณสามเมตร) พลันออกแรงถีบเท้า ดีดตัวกระโดดข้ามสันกำแพง หายลับไปกับความมืด

 

ตอนที่กลองในวังย่ำเป็นสัญญาณบอกเวลายามสาม ห้องทรงอักษรในตำหนักลี่เจิ้งเตี้ยน วังตงกงยังคงมีแสงโคมส่ายไหวเช่นเดิม

หลี่ซื่อหมินยังไม่เข้านอน

หลี่ยวนสละราชสมบัติไปดำรงตำแหน่งไท่ซ่างหวง (หมายเหตุ: คำเรียกพระราชบิดาของฮ่องเต้) แล้ว แต่ยังพำนักอยู่ในวังไท่จี๋กงเหมือนเดิม ดังนั้นแม้หลี่ซื่อหมินจะขึ้นครองราชย์ ดำรงฐานะสูงส่งเป็นโอรสสวรรค์ แต่ทำได้แค่อาศัยอยู่ในวังตงกงไปก่อนชั่วคราว และตอนนี้ ในห้องทรงอักษรนั่งไว้ด้วยผู้คนห้าคน ไม่มีใครพูดจา บรรยากาศเงียบเชียบจนน่าหวาดหวั่น

หลี่ซื่อหมินนั่งอยู่บนตั่งบุผ้าปักทางทิศเหนือ ตรงหน้าเป็นโต๊ะเขียนหนังสือทำจากไม้ประดู่เคลือบน้ำยาสีดำ ด้านซ้ายถัดลงไปคือฝางเสวียนหลิงและจ่างซุนอู๋จี้ ส่วนทางขวาคืออวี้ฉือจิ้งเต๋อกับโหวจวินจี๋

บนโต๊ะไม้ประดู่นั้นมีแผ่นผ้าเก๋อม๋ากางหรา คืออักษรเลือดสี่ตัวที่หลี่ว์ซื่อเหิงเขียนขึ้นในวันยึดอำนาจ... หลาน ถิง เทียน กาน...

เนื่องเพราะผ่านมาสองเดือนกว่า คราบเลือดบนผ้าเก๋อม๋าจึงกลายเป็นสีดำไปเรียบร้อย

“เป็นอย่างไร” หลี่ซื่อหมินกวาดตามองคนทั้งสี่ ทำลายความเงียบขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม “วันนั้นไม่ให้พวกเจ้าดู แต่ละคนล้วนลอบบ่นพึมอยู่ในใจ คืนนี้เรียกพวกเจ้าเข้าวังมาชมดูของสิ่งนี้ให้ละเอียด กลับไม่พูดไม่จากันแล้ว?”

ตั้งแต่หลี่ว์ซื่อเหิงทิ้งปริศนาประหลาดนี้ไว้ หลี่ซื่อหมินก็ขบคิดอยู่คนเดียวตลอดเช้าเย็น ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ไม่ได้ความใดมาเลย ฉะนั้นวันนี้เขาจึงตัดสินใจ เรียกผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสี่คนมาหา หวังว่าจะสามารถระดมสมอง ขบปริศนาแตกได้โดยมีคนรู้เห็นน้อยที่สุด

“กราบทูลฝ่าบาท...” จ่างซุนอู๋จี้ที่ใบหน้าสี่เหลี่ยม ผิวขาวซีดเป็นคนตอบขึ้นก่อน “คำ ‘หลานถิง’ สองพยางค์นี้ หมายถึงตัวหนังสือ ‘หลานถิงซวี่’ ของหวังอิ้วจวินแน่ไม่ต้องสงสัย ที่ประหลาดคือคำ ‘เทียนกาน’ สองพยางนี้ต่างหาก หลี่ว์ซื่อเหิงหมายถึงพวกเจี่ย อี่ ปิ่ง ติง...  ‘สิบอักษรเทียนกาน’ ใน ‘เทียนกานตี้จือ (หมายเหตุ: เทียนกานตี้จือหรือแผนภูมิสวรรค์ คือตัวอักษรสองชุด โดยมี ‘เทียนกาน’10 ตัวอักษร และ ‘ตี้จือ’12 ตัวอักษร รวมแล้วจับคู่กันได้หกสิบแบบ ใช้ในการนับวันเดือนปีแบบดั้งเดิมและการพยากรณ์)’ หรืออย่างอื่นกันแน่? หากหมายถึงอักษรเทียนกานในเทียนกานตี้จือ อย่างนั้นอักษรเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ‘หลานถิงซวี่’ อย่างไร? นี่กลับเป็นปริศนาที่ทำให้ผู้คนต้องเปลืองสมองแล้ว”

ตอนนี้จ่างซุนอู๋จี้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมพลเรือน แม้มีศักดิ์ต่ำกว่าฝางเสวียนหลิงที่เป็นราชเลขาธิการ (หมายเหตุ: ในสมัยต้นราชวงศ์ถัง ราชเลขาธิการหรือจงซูลิ่งรับหน้าที่เช่นเดียวกับมหาเสนาบดี หรือใกล้เคียงนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน) แต่เนื่องจากเป็นถึงพี่ชายของจ่างซุนฮองเฮา เป็นทั้งขุนนางผู้มีความดีความชอบยิ่งใหญ่ และพระญาติควบคู่กัน เวลาอย่างนี้ย่อมมีหน้ามีตากว่าผู้อื่น

“เนื่องเพราะต้องเปลืองสมอง จึงเรียกพวกเจ้ามา” หลี่ซื่อหมินเอ่ยเรียบๆ “ทิ้งคำว่า ‘เทียนกาน’ สองพยางค์นี้ไว้ก่อนยังไม่ต้องสนใจ เจ้าลองว่ามา ขุนพลที่ถือกำเนิดในกองทัพ กรำศึกสงครามมา เหตุใดอยู่ดีๆ ก่อนตายจึงพูดถึงลายมือตัวอักษรขึ้นมาได้ สองส่ิงนี้เกี่ยวข้องอะไรกัน”

“นี่แสดงว่า... เบื้องหลัง ‘หลานถิงซวี่’ น่าจะซุกซ่อนความลับสำคัญใดไว้...” จ่างซุนอู๋จี้เอ่ยอย่างครุ่นคิด

“เรื่องนี้ไม่ต้องคิดเลย” หลี่ซื่อหมินว่า “ต้องมีความลับแน่นอน ข้อสำคัญคือ เป็นความลับแบบไหนกันแน่”

จ่างซุนอู๋จี้ประดักประเดิกเล็กน้อย

“ฝ่าบาท กระหม่อมโง่เขลา ไม่ทราบจริงๆ”

“เรื่องใดผิดปกติวิสัยย่อมถือเป็นความชั่วร้าย!” อวี้ฉือจิ้งเต๋อที่ใบหน้าแดงคล้ำ ตอนนั้นรับตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่คุมหน่วยอู่โฮ่วฝ่ายขวา โพล่งออกมาเสียงดัง ท่าทางโผงผาง “ฝ่าบาท ลายมือตัวอักษรเป็นของเล่นของเหล่าปัญญาชน หลี่ว์ซื่อเหิงเห็นมันสำคัญปานนี้ ก็เป็นไปได้อย่างเดียว คือคำสั่งเสียของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับอักษรศาสตร์ แต่เกี่ยวข้องกับการทหาร”

การทหาร?!

หลี่ซื่อหมินใจสั่นสะท้าน ภาพหลี่ว์ซื่อเหิงคว้ากระบี่ของเขาตะปบไว้แน่นยามขาดใจผุดวาบขึ้นเบื้องหน้า

“ท่านแม่ทัพอวี้ฉือพูดถูกต้อง กระหม่อมเองก็คิดเช่นนี้” โหวจวินจี๋ที่ใบหน้าซูบผอม โหนกแก้มนูนสูง ส่งเสียงสนับสนุน “นักรบผู้ชืดชาต่อน้ำหมึกตัวอักษร ถนัดแต่วางกลหมากล้อม เกรงว่าความลับของหลี่ว์ซื่อเหิง คงเกี่ยวข้องกับการศึกการทหารมากกว่า”

ในบรรดาสี่คนที่นั่งอยู่ โหวจวินจี๋ที่เป็นแม่ทัพกององครักษ์ฝ่ายซ้ายมีตำแหน่งต่ำที่สุด ดังนั้นจึงออกจะเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุด เขาเป็นทหารออกทำสงครามตั้งแต่เล็ก แทบจะไม่มีความรู้เรื่องอักษรศาสตร์เลย ระยะหลังนี้หลี่ซื่อหมินเพิ่งชี้แนะให้หัดเขียนอ่าน จึงต้องจำใจอ่านอย่างทุกข์ทน ฉะนั้นวาจาประดานี้แม้เป็นเพียงถ้อยคำเออออส่งเสริม แต่นับว่าแสดงภูมิรู้ของผู้พูดเช่นกัน

หลี่ซื่อหมินครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็เล่าเรื่องหลี่ว์ซื่อเหิงตะปบกระบี่ของเขาก่อนตายให้คนทั้งหลายฟัง ฟังแล้วไม่มีผู้ใดไม่ตื่นตระหนกสงสัย อวี้ฉือจิ้งเจ๋อกลับหัวเราะ

“ฝ่าบาท ให้กระหม่อมพูดได้จริงใช่หรือไม่ เรื่องที่หลี่ว์ซื่อเหิงอยากบอกต้องเกี่ยวกับการทหารแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะคว้ากระบี่ของพระองค์ไปทำอะไร”

จ่างซุนอู๋จี้ถูกสองขุนพลชิงได้หน้า ก็ออกจะขุ่นเคือง จึงบอก

“แม่ทัพอวี้ฉือ แม่ทัพโหว พวกท่านอย่าลืม คำสั่งเสียของหลี่ว์ซื่อเหิงนั้นบอกเล่าต่อฝ่าบาท และสิ่งที่ฝ่าบาททรงแบกรับ ย่อมเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ในเมื่อเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ไหนเลยแบ่งแยกว่าเป็นธุระของการอักษรหรือการทหารอย่างคับแคบเช่นนั้นได้”

อวี้ฉือจิ้งเต๋อจนคำพูด ได้แต่ส่ายศีรษะไม่พูดไม่จาอีก

“คำพูดท่านเสนาบดีจ่างซุนมีเหตุผล” โหวจวินจี๋กลัวจะล่วงเกินจ่างซุนอู๋จี้ จึงรีบผงกศีรษะสนับสนุน “เมื่อเกี่ยวพันกับฝ่าบาท ล้วนเป็นธุระของใต้หล้าโดยแท้”

“เสวียนหลิง” หลื่ซื่อหมินตวัดสายตาจับจ้องฝางเสวียนหลิงแน่วนิ่ง “เจ้าคิดเห็นอย่างไร”

ฝางเสวียนหลิงเค้าหน้าผอมซูบ บุคลิกสง่ามีราศี เขาลูบเคราสั้นๆ บนคาง ครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่ ก่อนเอ่ยไม่ช้าไม่เร็ว

“กราบทูลฝ่าบาท เมื่อครู่ทุกท่านก็วิเคราะห์ไปแล้ว ล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น กระหม่อมเห็นว่า มิว่าเป็นอักษรศาสตร์หรือการทหาร ความลับเบื้องหลัง ‘หลานถิงซวี่’ นี้ต้องเกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ แต่เบาะแสที่มีอยู่น้อยนิดยิ่งนัก ยากยิ่งจะสืบหาความจริงมาได้ เกรงว่าต้องใช้เวลาขบคิดอย่างละเอียด เพียงแต่ว่าคำ ‘เทียนกาน’ สองพยางค์นี้ กระหม่อมกลับพอจะมีความเห็นเกี่ยวกับมันอยู่บ้าง”

“ความเห็นใดกัน” หลี่ซื่อหมินดวงตาวาววับ

ฝางเสวียนหลิงลุกขึ้นยืน เดินไปหน้าโต๊ะไม้ประดู่ หยิบผ้าสองชิ้นที่เขียนคำว่า ‘หลาน’ และ ‘ถิง’ มาวางเรียงกัน จากนั้นวางอักษร ‘เทียน’ และ ‘กาน’ ไว้ด้านล่าง

“ฝ่าบาท สหายทุกท่าน ไม่ทราบพวกท่านสังเกตเห็นหรือไม่ รูปร่างของอักษรสี่ตัวนี้มีที่ใดไม่เหมือนกันบ้าง”

จ่างซุนอู๋จี้ อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋พอได้ยิน ก็รีบตีวงล้อมเข้ามาดู พิจารณาผ้าทั้งสี่ผืนอยู่เนิ่นนาน แต่ไม่สังเกตเห็นอะไรเลย หลี่ซื่อหมินเองก็รวบรวมสมาธิเพ่งมองอยู่พักใหญ่ แต่ไม่ได้อะไรเช่นกัน ต้องหันไปมองฝางเสวียนหลิงอย่างงุนงง

“ฝ่าบาท ทอดพระเนตรให้ดี ตัว ‘กาน’ นี้เทียบกับอักษรอื่นอีกสามตัวแล้ว ออกจะผอมแคบกว่าบ้าง ใช่หรือไม่” ฝางเสวียนหลิงอธิบายอย่างอดทน “อีกประการ ขีดแนวตั้งของตัว ‘กาน’ นี้ ใช่เบี่ยงไปทางซ้ายหรือไม่”

“โอย คุณชายฝาง ข้าว่าท่านอย่าได้เล่นลูกไม้แล้ว ทำอย่างนี้มิเท่ากับกลั่นแกล้งให้ผู้คนร้อนใจตายหรือไร!” อวี้ฉือจิ้งเต๋ออดรนทนไม่ไหว “ท่านมองเห็นอะไรกันแน่”

หลี่ซื่อหมินพลันยกมือขึ้นปรามอวี้ฉือจิ้งเต๋อ สายตาจับจ้องที่อักษรเลือดนั้นเขม็งทีเดียว

“ข้าเข้าใจแล้ว”

จ่างซุนอู๋จี้ อวี้ฉือจิ้งเต๋อ และโหวจวินจี๋ล้วนหันไปมองหลี่ซื่อหมิน

ฝางเสวียนหลิงแย้มยิ้มไม่พูดจา

“ที่หลี่ว์ซื่อเหิงทิ้งไว้ มิใช่อักษรสี่ตัว แต่เป็นสามตัวครึ่ง” หลี่ซื่อหมินใช้นิ้วชี้ลากเป็นตัวอักษร ‘กาน’ “ตัวอักษรนี้เพิ่งเขียนไปได้ครึ่งเดียว ยังไม่ทันเขียนเสร็จ ฉะนั้นด้านขวาต้องยังมีขีดอักษรเหลืออยู่อีกแน่! นี่ก็แสดงชัดแล้ว ว่าหลี่ว์ซื่อเหิงไม่ได้ต้องการเขียนอักษร ‘เทียนกาน’ แต่ต้องการเขียนคำอื่น”

ฝางเสวียนหลิงประสานมือทั้งสอง “ฝ่าบาททรงปรีชา!”

จ่างซุนอู๋จี้ อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เข้าใจกระจ่างทันที

“หากเป็นอย่างนั้น ตัวอักษรที่ยังเขียนไม่เสร็จนี้คืออักษรใดกัน” อวี้ฉือจิ้งเต๋อเบิกตากว้างพลางถาม

พอเขาถาม ห้องก็เงียบกริบลงทันที

ตัวอักษรที่มีตัว ‘กาน’ รวมอยู่ด้วยคล้ายมีไม่มาก คนทั้งหลายเริ่มไล่เรียงตัวอักษรที่เกี่ยวข้องกันในใจเงียบๆ ตอนนั้นเอง นอกประตูห้องทรงอักษรที่ปิดสนิท พลันมีเสียงขันทีดังมาแผ่วเบา

“ต้าเจีย...”

สมัยราชวงศ์ถัง เหล่าขันที นางในทั้งหลายในวังล้วนเรียกฮ่องเต้ว่า ‘ต้าเจีย’

หลี่ซื่อหมินหน้าเคร่งเครียดลงทันที ส่งเสียงตอบไปทางประตู

“ข้าสั่งไว้ไม่ใช่หรือ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมารบกวนทั้งสิ้น”

“ต้าเจียโปรดทรงอภัย!” ขันทีด้านนอกเอ่ยเสียงสั่นสะท้าน “เดิมทีกระหม่อมไม่บังอาจรบกวน เพียงแต่... เพียงแต่ข้าหลวงผู้ปกครองเขตฉางอันรายงานมา ว่าบ้านเรือนราษฎรหลังหนึ่งในตรอกเจาสิงเกิด... เกิดเพลิงไหม้แล้ว”

การแบ่งเขตในนครฉางอันจะอาศัยถนนจูเชวี่ยเป็นหลัก แบ่งเมืองออกเป็นเขตตะวันออกและตะวันตกสองฝั่ง ฝั่งตะวันออกเรียกว่าเขตว่านเหนียน เขตตะวันตกเรียกว่าเขตฉางอัน ตรอกเจาสิง(หมายเหตุ: คำว่าตรอกในที่นี้จะมีลักษณะเป็นกำแพงล้อมอยู่รอบนอก บ้านเรือนอยู่ในกำแพง) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองฉางอัน อยู่ในเขตฉางอัน ข้าหลวงที่ปกครองเขตสำคัญในนครหลวงอย่างว่านเหนียน ฉางอันทั้งสองเขตนี้ ล้วนเป็นขุนนางขั้นห้า เทียบกับข้าหลวงขุนนางขั้นเจ็ดที่ปกครองเขตทั่วๆ ไปแล้ว ตำแหน่งจะสูงกว่ามาก อำนาจก็ยิ่งใหญ่กว่ามากตามไปด้วย หากประสบเหตุเร่งด่วน จะสามารถตรงเข้าประตูวังมารายงานเหตุได้เลย

“บ้านเรือนราษฎรหลังหนึ่งเกิดเพลิงไหม้ ถึงกับต้องเข้าวังกลางดึกมารบกวนให้ฝ่าบาททรงตระหนก คนผู้นี้เป็นข้าหลวงเขตฉางอันได้อย่างไร!” จ่างซุนอู๋จี้ไม่พอใจ หันไปทางประตูส่งเสียง “สั่งให้มันกลับไปทันที ส่งคนไปดับไฟ คำนวณมูลค่าความเสียหาย แล้วค่อยส่งขึ้นถวายรายงานในที่ประชุมขุนนางเช้าวันพรุ่งนี้!”

หลี่ซื่อหมินฝืนยิ้ม นึกในใจว่าข้าหลวงเขตฉางอันผู้นี้ออกจะไม่รู้จักกาละเทศะจริงๆ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรมิใช่เรื่องเล็ก ในเมื่อรายงานขึ้นมาแล้ว ตนเองก็ต้องสนใจไต่ถาม จึงส่งเสียงไปทางประตู

“ข้าหลวงเขตฉางอันห่วงใยราษฎร สมควรได้รับคำชมเชย เบิกตัวเข้าวังเถอะ”

“กระหม่อม” ขันทีที่อยู่นอกประตูขานรับ ขณะจะล่าถอยไปนั้นเอง…

“ช้าไว้!” จ่างซุนอู๋จี้ตวาด ก่อนหันไปเกลี้ยกล่อม “ฝ่าบาท ตอนนี้เลยยามจื่อ (หมายเหตุ: ตีหนึ่ง) ไปแล้ว ทรงรีบเข้าบรรทม รักษาพระพลานามัยไว้จึงประเสริฐ เหตุเพลิงไหม้เล็กน้อยเท่านี้ ให้กระหม่อมไปจัดการก็พอ”

“ชีวิตของราษฎรไม่ใช่เรื่องเล็ก...” หลี่ซื่อหมินโบกมือ เป็นความหมายว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก แต่แล้วก็คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้ามีแววตื่นตระหนก มือชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หันขวับไปหาฝางเสวียนหลิงโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นฝางเสวียนหลิงเองก็นึกอะไรขึ้นได้เช่นกัน หันมาทางหลี่ซื่อหมินเข้าพอดี

หนึ่งเจ้าหนึ่งขุนนางสบตากันวูบ พริบตาเดียวก็ฉุกคิดเข้าใจ

หลี่ซื่อหมินผุดลุกขึ้น สาวเท้าก้าวยาวๆ ไปทางประตู กระชากประตูเปิดผาง ส่งเสียงดังๆ

“ข้าหลวงเขตฉางอันบอกหรือไม่ ว่าเป็นบ้านผู้ใดที่เกิดเพลิงไหม้”

จ้าวเต๋อเฉวียน หัวหน้าขันทีอายุเกือบห้าสิบเดิมทีค้อมกายก้มศีรษะยืนอยู่หน้าประตู ถูกฮ่องเต้ที่ปรากฎตัวกะทันหันขู่ขวัญจนสะดุ้งเฮือก ตะกุกตะกักว่า

“กราบทูลต้าเจีย เป็น... เป็นบ้านของอดีตขุนพลผู้สละชีพเพื่อชาติ แม่... แม่ทัพหลี่ว์ซื่อเหิง”

หลี่ซื่อหมินสะท้านขึ้นทั้งร่าง

ส่วนผู้คนในห้องนอกจากฝางเสวียนหลิงที่พอจะเดาออกแล้ว ที่เหลืออีกสามคนล้วนปากอ้าตาค้าง

 

ตรอกเจาสิงเป็นหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัย อยู่ทางใต้สุดของนครฉางอัน ห่างจากกำแพงเมืองทิศใต้เพียงถนนเส้นเดียวคั่น ขณะที่บ้านของหลี่ว์ซื่อเหิงซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของตรอกพลันเกิดอัคคีภัย เงาร่างสีดำที่มือเท้าแคล่วคล่องทั้งเจ็ดแปดสาย ก็กำลังพลิกตัวข้ามกำแพงตรอกทิศใต้ออกมา

การเคลื่อนไหวของพวกเขายังคงรวดเร็วไร้สุ้มเสียง

เงาดำเจ็ดแปดสายนั้นพุ่งปราดอ้อมถนน แนบร่างย่อกายลงกับตีนกำแพงสูงใหญ่ แต่ละคนล้วงเอาตะขอบินตัวหนึ่ง เชือกเส้นหนึ่งออกมาจากถุงผ้าที่พกติดกับเอว ผูกเชือกเข้ากับตะขอบินจนมั่นคงดีแล้ว ก็ออกแรงโยนมันข้ามกำแพงเมือง

ตะขอบินเจ็ดแปดอันพุ่งขวับๆ ข้ามกำแพง เงี่ยงคมกริบเหมือนกรงเล็บเกาะเรียงเป็นแถวอยู่กับแนวกำบังบนกำแพง การเคลื่อนไหวของทุกผู้คนล้วนพร้อมเพรียงมีระเบียบ เห็นชัดว่าฝึกซ้อมกันมาอย่างดี

ขณะที่คนทั้งหลายเตรียมจะคว้าเชือกไต่ขึ้นกำแพง คนนำขบวนที่สวมหน้ากากพลันสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ก็ยกมือขึ้น คนอื่นๆ ชะงักพร้อมกัน หันไปมองเขาเงียบๆ

“สหายมาจากที่ใด หลบอยู่ในมุมมืดทำอะไร” คนสวมหน้ากากส่งเสียงเย็นชา จ้องมองไปยังที่แห่งหนึ่งไม่ห่างไปนัก

ใต้แสงจันทร์สลัวเลือนราง เงาร่างสายหนึ่งเดินออกจากมุมมืดของกำแพงด้านขวามาช้าๆ คนผู้นั้นเคลื่อนตัวเลียบเชิงกำแพง เห็นเค้าหน้าไม่ชัดเจน แต่มองออกรำไรว่าเป็นบุรุษอายุราวสามสิบกว่าปี

บุรุษผู้นั้นตรงเข้าหาคนสวมหน้ากาก จนห่างกันเพียงสองจั้งจึงหยุดลง ส่งเสียงแผ่วเบา

“อาจารย์ครองหมิงฉางคัมภีร์ (หมายเหตุ: หมิงฉางคือหนังสือตำราทางลัทธิเต๋า)”

คนสวมหน้ากากพอได้ยิน แววระแวดระวังในดวงตาก็ลดลงทันที ตอบกลับไปประโยคหนึ่ง

“คุมธรณีโลกไว้ใต้บังเหียน”

บุรุษนั้นประสานมือคารวะ

“น้อมพบหมิงฉางเซียนเซิง (หมายเหตุ: เซียนเซิงหรือซิงแซ เป็นคำเรียกปัญญาชนในเชิงยกย่อง)”

“เสวียนเฉวียน (หมายเหตุ: เสวียนเฉวียนอาจหมายถึงน้ำตก ธารน้ำลึก หรือดินแดนปรโลกก็ได้)” ประกายตาคนสวมหน้ากากทอแววสงสัย “เจ้ามาที่นี่ทำอะไร”

ผู้ที่ถูกเรียกหาว่าเสวียนเฉวียนคล้ายจะฝืนยิ้ม แต่ไม่ตอบอะไร แค่ตวัดสายตาไปทางตรอกเจาสิง ตอนนั้นไฟค่อยๆ ลุกแรงแผดเผา เสียงผู้คนวิ่งพล่านร้องขอให้ช่วยดับไฟกันอลม่านแว่วมาจากในตรอก

“เซียนเซิง สุดท้ายท่านยังคงทำลงไปจนได้” สุ้มเสียงของเสวียนเฉวียนคล้ายมีร่องรอยเจ็บปวดเสียใจ

“ข้าลงมือแทนสวรรค์” หมิงฉางเซียนเซิงเอ่ยราบเรียบ

“ใช่แล้ว พวกเราทุกคนล้วนเข้าใจว่าตนเองลงมือแทนสวรรค์ ‘อู๋หยา (ไร้ขอบเขต)’ เองไหนเลยมิใช่เช่นกัน”

“คนต่ำช้านั่น ตายไปยังไม่สาสมความผิด!” ชายชุดดำรูปร่างซูบผอมสาวเท้าก้าวขึ้นมายืนเคียงหมิงฉางเซียนเซิง หันไปกล่าวกับเสวียนเฉวียนอย่างขุ่นเคือง “อย่าได้พูดถึงมันต่อหน้าเซียนเซิงอีก!”

“ตายยังไม่สาสมความผิด? ชีวิตครอบครัวเขาหลายสิบชีวิต ก็ล้วนตายไปยังไม่สาสามกับความผิดหรือไร”

“ตอนที่อู๋หยาทรยศเซียนเซิง ก็ควรทราบว่าต้องมีวันนี้”

“โทษทัณฑ์ไม่ลามถึงบิดามารดา เภทภัยไม่พาลไปถึงบุตรภรรยา นี่เป็นคุณธรรมพื้นฐานที่สุดของยุทธจักร!” เสวียนเฉวียนส่งเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว เห็นชัดว่าเริ่มขุ่นเคืองบ้างแล้ว”

“เจ้า!” ชายชุดดำรูปร่างซูบผอมจะโต้เถียง แต่หมิงฉางเซียนเซิงโบกมือปรามไว้ หันไปหาเสวียนเฉวียน

“เสวียนเฉวียน ฟังจากน้ำเสียงเจ้า กำลังโทษว่าตำหนิข้าใช่หรือไม่”

“บริวารไม่กล้า” เสวียนเฉวียนประสานมือ แต่ยังคงปกปิดความขุ่นเคืองใจไม่มิด

“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอู๋หยาเองก็เข้าใจว่าตัวเองลงมือแทนสวรรค์ ในความหมายของเจ้า หลี่ซื่อหมินเองก็ต้องเข้าใจว่าตัวเองลงมือแทนสวรรค์เหมือนกัน อย่างนั้นข้าถามเจ้า ตำแหน่งฮ่องเต้ของหลี่ซื่อหมินได้มาอย่างไร ไหนเลยมิใช่ฆ่าพี่สังหารน้อง กักขังบิดาบีบบังคับให้สละราชสมบัติ ยึดเอาน้องสะใภ้มาครอบครอง ทั้งยังตัดศีรษะหลานชายทั้งสิบคน หรือเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นการลงมือแทนสวรรค์”

เสวียนเฉวียนจนคำพูดไปทันที

“เมื่อครู่เจ้าพูดถึง ‘คุณธรรม’ อย่างนั้นข้าขอถามเจ้าอีก ในเมื่อสิ่งที่หลี่ซื่อหมินทำ ล้วนขัดต่อคุณธรรม อย่างนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่อู๋หยาทรยศข้าชั่วคราว เพียงแค่เรื่องที่เขาขายชีวิตให้หลี่ซื่อหมินเรื่องเดียว ไหนเลยมิเท่ากับเป็นกรงเล็บให้พยัคฆ์ร้าย ยังต้องพูดถึงคุณธรรมใดกัน? เหตุใดตอนอู๋หยาไม่คำนึงถึงคุณธรรม เจ้าไม่ไปเกลี้ยกล่อมเขา วันนี้ค่อยมาโทษว่าข้าไม่เห็นแก่คุณธรรม?”

เสวียนเฉวียนถูกยันมาจนไร้วาจาตอบโต้ ได้แต่ตะลึงตะลานกับที่

ตอนนี้ไฟทางทิศตะวันออกของตรอกเจาสิงกำลังลุกโชน อาบไล้จนท้องฟ้ายามกลางคืนกลายเป็นสีแดงฉานไปทั้งแถบ แม้แต่เสียงคานไม้ของคฤหาสน์ตระกูลหลี่ว์หักพังร่วงลงมายังได้ยินชัดเจน ตอนนั้นเอง ฝั่งตะวันตกของถนนก็มีเสียงฝีเท้าม้าแว่วดังสับสน เป็นหน่วยลาดตระเวณอู่โฮ่วเว่ยนั่นเองที่รีบเดินทางมา ตระเตรียมจะเข้าประตูตรอกทางทิศใต้ไปช่วยดับไฟ

นัยน์ตาของชายชุดดำรูปร่างซูบผอมฉายแววแตกตื่นหวาดหวั่น

“เซียนเซิง พวกเราควรไปกันได้แล้ว”

หมิงฉางเซียนเซิงสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เพียงจ้องมองเสวียนเฉวียนแน่วนิ่ง

“เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามเมื่อครู่ของข้า”

เสวียนเฉวียนได้สติคืนมา

“คำ... คำถามอะไร”

“เจ้ามาที่นี่ทำอะไร หรือที่เจ้าอุตส่าห์มารอที่นี่คืนนี้ ก็เพื่อกล่าวโทษตำหนิข้า?”

เสวียนเฉวียนหน้าแดงวูบ ประสานหมัดคารวะ

“เซียนเซิงโปรดพิจารณา! บริวารไม่มีเจตนากล่าวโทษเซียนเซิง ที่บริวารมาในคืนนี้ เพราะคิดจะออกจากฉางอันไปพร้อมเซียนเซิง”

“ออกจากฉางอัน?”

“ใช่แล้ว อย่างที่เซียนเซิงเพิ่งกล่าวไป หลี่ซื่อหมินแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้โดยไม่เลือกวิธีการ บริวารกลับต้องกล้ำกลืนความอัปยศเป็นขุนนางอยู่ในราชสำนักของเขา รู้สึกอับอายยิ่งนัก จึงคิดจะติดตามเซียนเซิงออกพเนจรให้สุดขอบฟ้า ท่องเที่ยวไปให้ทั่วยุทธภพ ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีตามประสาปุถุชนทั่วไป!”

หมิงฉางเซียนเซิงแค่นเสียงเย็นชา

“นี่คือวาจาจากใจจริงของเจ้า?”

“ย่อมเป็นวาจาจากใจจริง หมวกขุนนางที่หลี่ซื่อหมินมอบให้ บริวารไม่คิดจะสวมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!”

“เกรงว่า... เจ้ายังมีความคิดอีกประการหนึ่งไม่สะดวกบอกออกมา ใช่หรือไม่”

เสวียนเฉวียนนิ่งอึ้งไป

หมิงฉางเซียนเซิงเบือนศีรษะหันไปมองท้องฟ้าที่สว่างไสวด้วยเปลวไฟ เปลวนั้นก็แลบปลาบคุโชนอยู่ในดวงตาเขาเช่นกัน

“อู๋หยาก็เหมือนกับเจ้า เดิมทีมอบชีวิตให้ข้า ภายหลังหันไปเป็นขุนนางในราชสำนัก แต่วันนี้กลับต้องมามีจุดจบอเน็จอนาถปานนี้! เจ้าจึงทั้งเคว้งคว้างหวาดกลัว ทั้งเหมือนสุนัขจิ้งจอกที่โศกเศร้ากับการตายของกระต่าย เมื่อสองประการรวมกัน จึงทำให้หวั่นผวาไม่อาจสงบใจ ข่มตาหลับไม่ลง เจ้ากลัวนักว่าวันหนึ่งจะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับเขา ข้าพูดถูกต้องหรือไม่”

เสวียนเฉวียนศีรษะตกห้อยอย่างอับจนปัญญา เขาไม่อาจไม่ยอมรับ ว่าหมิงฉางเซียนเซิงสายตากระจ่างแจ้งดั่งคบไฟ มองปราดเดียวก็อ่านเขาออกทะลุปรุโปร่ง จังหวะนั้น ทหารม้าของหน่วยอู่โฮ่วเว่ยที่อยู่อีกฟากถนนก็มุ่งหน้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ชายชุดดำรูปร่างซูบผอมกับพรรคพวกหันไปสบตากัน ทุกคนล้วนมีท่าทางร้อนใจ

“เซียนเซิง รีบไปเถอะ หากยังไม่ไปจะไม่ทันแล้ว!” ชายชุดดำร่างซูบผอมรบเร้าอีกรอบ

หมิงฉางเซียนเซิงไม่สนใจเขา ยังคงจ้องมองเสวียนเฉวียน

“เสวียนเฉวียน เจ้าทำงานให้ข้ามานานปี เรื่องอื่นๆ ไม่ต้องว่ากล่าวให้มากความ ข้าเพียงคิดบอกกับเจ้าประโยคเดียว... ข้า เชื่อในความจงรักภักดีของเจ้า! ฉะนั้นข้าเชื่อเช่นกัน ว่าเจ้าจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยอู๋หยา”

เสวียนเฉวียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาทอแววซาบซึ้งตื้นตัน

“ฉะนั้น หมวกขุนนางที่หลี่ซื่อหมินมอบให้เจ้า เจ้าจำเป็นต้องสวมไว้ และยังต้องสวมต่อไป!”

“อย่างนั้น... อย่างนั้นบริวารควรทำอย่างไรต่อ”

“เจ้าคิดแต่เรื่องเป็นขุนนางของเจ้าต่อไปอย่างสบายใจก็พอ ยิ่งตำแหน่งใหญ่โตเท่าไหร่ก็ยิ่งดี!”

“เพียงเท่านี้หรือ” เสวียนเฉวียนประหลาดใจ

“ใช่ หน้าที่ของเจ้า ก็คือแฝงตัว”

“ต้องแฝงตัวไปถึงเมื่อใด”

“เมื่อโอกาสมาถึง ข้าย่อมบอกเจ้าเอง และย่อมบอกเจ้าด้วยว่าควรทำอะไรต่อไป”

เสวียนเฉวียนคล้ายจะเข้าใจ จึงพยักหน้า

“บริวารทราบแล้ว เซียนเซิงรีบไปเถอะ!”

หมิงฉางเซียนเซิงมองเขาอีกแวบหนึ่ง ก่อนหันไปคว้าเชือกที่ห้อยลงมาจากกำแพง แต่แล้วกลับนึกอะไรขึ้นได้ หันกลับมาบอก

“ใช่แล้ว มีเรื่องหนึ่ง ข้าต้องการบอกเจ้าเอาไว้”

ชายชุดดำรูปร่างซูบผอมเพิ่งจะคลายใจ พอได้ยินประโยคนี้ ก็อดขยี้เท้าแรงๆ ไม่ได้ เนื่องเพราะกองทหารม้าของหน่วยอู่โฮ่วเว่ยใกล้เข้ามาอีกแล้ว ชายชุดดำรูปร่างซูบผอมนั้นเห็นตัวอักษร ‘อู่โฮ่วเว่ย’ บนโคมของพวกเขาแล้วด้วยซ้ำ

“เซียนเซิงต้องการบอกเรื่องใด” เสวียนเฉวียนไม่เข้าใจ

“เหตุการณ์คืนนี้ เป็นเพียงอุบัติเหตุ” หมิงฉางเซียนเซิงคล้ายจะถอนหายใจ “เจตนาดั้งเดิมของข้ามิใช่ต้องการฆ่าล้างตระกูลหลี่ว์ เพียงต้องการมอมพวกเขาสลบไสล จากนั้นหา ‘อวี่ซาง’...”

อวี่ซาง (หมายเหตุ: อวี่แปลว่าขนนก ซางคือจอกสำหรับดื่มสุรา) คืออุปกรณ์ในการดื่มสุราชนิดหนึ่ง รูปร่างยาวรี สองข้างมีหูจับรูปจันทร์เสี้ยว หน้าตาเหมือนปีกนก ดังนั้นจึงได้นามนี้ อวี่ซางมีกำเนิดในสมัยจ้านกว๋อ มาได้รับความนิยมในช่วงราชวงศ์เหนือใต้ แต่พอถึงช่วงราชวงศ์สุยและถังกลับแทบจะหายสาบสูญ ดังนั้นที่หมิงฉางเซียนเซิงพูดถึง ย่อมมิใช่จอกใส่สุรา แต่เป็นคำที่ใช้แทนของบางสิ่งที่พิเศษและสำคัญ เสวียนเฉวียนย่อมทราบว่าของนั้นคือสิ่งใด จึงรีบถาม

“อย่างนั้นท่านหาเจอแล้วหรือไม่”

หมิงฉางเซียนเซิงส่ายศีรษะ

“เนื่องเพราะหาแล้วไม่เจอ พวกเราจึงปลุกคนในบ้านสกุลหลี่ว์ขึ้นมา จะซักถามเอาความกระจ่าง ไม่นึกว่าพี่น้องสกุลหลี่ว์ทั้งหลายจะมีวิชาฝีมือ ทั้งฝีมือยังมิใช่ชั่วด้วย สองฝ่ายต่อยตีกันขึ้นมา ก่อกวนจนเหล่าสตรีและบริวารในบ้านพลอยตกใจตื่น ในเมื่อเปิดเผยร่องรอยไปแล้ว ข้ากับเหล่าพี่น้องจึงได้แต่...”

ในที่สุดเสวียนเฉวียนก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เขาถอนหายใจยาว

“เซียนเซิง บริวารทราบแล้ว ท่านทำไปเพราะไม่มีทางเลือกจริงๆ รีบไปเถอะ หน่วยอู่โฮ่วเว่ยใกล้จะมาถึงอยู่แล้ว”

หมิงฉางเซียนเซิงผงกศีรษะ

“ประเสริฐ อย่างนั้นพวกเราจากกันตรงนี้ รักษาตัวด้วย!”

เสวียนเฉวียนยกหมัดขึ้นกุมเป็นการคารวะ

“เซียนเซิงรักษาตัวด้วย!”

คนทั้งเจ็ดแปดคนนั้นต่างคว้าเชือกไต่กำแพงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็ข้ามเชิงเทิน จากนั้นเก็บตะขอบินกับเส้นเชือกอย่างว่องไว เสวียนเฉวียนถอยออกมาหลายก้าว เงยหน้ามองส่งด้วยสายตา จนพวกเขาหายลับไปจากแนวป้องกันบนกำแพง จึงได้ถลันกายหลบไปด้านหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง

ทหารหน่วยอู่โฮ่วเว่ยห้อม้าวิ่งตะบึงเข้ามา ควบผ่านต้นไม้ใหญ่ที่เสวียนเฉวียนใช้ซ่อนกายไป

 

กองเพลิงถูกดับลงแล้ว คฤหาสน์ใหญ่โตหลังหนึ่งเหลือเพียงซากปรักหักพังดำเกรียม

หลี่ซื่อหมินกับพวกจ่างซุนอู๋จี้ทั้งสี่จ้องมองความพินาศตรงหน้าท่าทางเคร่งเครียด เซียวเฮ่อเหนียนข้าหลวงเขตฉางอันประสานมือยืนอยู่ด้านข้าง หน้าผากมีหยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพราย บนพื้นไม่ไกลออกไปนัก มีซากศพน้อยใหญ่สิบกว่าซากวางเรียง ส่วนใบหน้าคลุมด้วยผ้าขาว มีหนึ่งหรือสองซากที่เท้าโผล่ยื่นออกมา สภาพแห้งเกรียมราวกับถ่าน

“แม้แต่คนเป็นๆ สักคนเดียวก็ไม่เหลือเลยหรือ” หลี่ซื่อหมินถาม

เซียวเฮ่อเหนียนปาดเหงื่อ “กราบทูลฝ่าบาท สกุลหลี่ว์ทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำสิบห้าชีวิต ไม่มี… ไม่มีผู้ใดรอด”

“เจ้าเพิ่งเข้าวังไปรายงาน บอกว่ามีเพลิงไหม้ แต่เมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นบอกว่ามีคนวางเพลิง ข้าควรเชื่อข่าวใดกันแน่”

“กราบทูลฝ่าบาท ควรเป็นวางเพลิง”

“ควร?” หลี่ซื่อหมินหน้าเครียดลงทันที

“ไม่กระหม่อม เป็น… เป็นวางเพลิงแน่นอน” เหงื่อเย็นเยียบของเซียวเฮ่อเหนียนซึมออกมาอีกรอบ “เชื่อได้แน่นอนว่าเป็นการวางเพลิง”

“เห็นได้จากที่ใด”

“เมื่อครู่กระหม่อมให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว พบว่าในโพรงจมูก ช่องปาก หลอดลมของผู้ตายล้วนไม่ได้สูดเอาเขม่าควันไฟเข้าไป แสดงว่าช่วงที่ไฟลุกก็ไม่มีลมหายใจอยู่แล้ว ดังนั้นจึงระบุได้ชัดเจนว่าทุกคนต้องประสบเคราะห์กรรมก่อนไฟไหม้”

หลี่ซื่อหมินพริ้มตาลง

“เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าคนร้ายฆ่าพวกเขาตายอย่างโหดเหี้ยมก่อน แล้วค่อยจุดไฟเผาศพกลบร่องรอย?”

“ฝ่าบาททรงปรีชา!”

“นอกจากนี้แล้ว ยังพบอะไรอีกหรือไม่”

“กระหม่อมไร้ความสามารถ ตอนนี้… ตอนนี้ยังไม่พบชั่วคราว”

หลี่ซื่อหมินหลับตา ลมหายใจทั้งหนักหน่วงทั้งกระชั้นถี่เร็ว ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลง จ่างซุนอู่จี้กับฝางเสวียนหลิงสบตากัน พวกเขาติดตามหลี่ซื่อหมินมานานปี ล้วนทราบดีว่านั่นเป็นลักษณะยามเขาคับข้องด้วยโทสะ

“ฝ่าบาท” จ่างซุนอู๋จี้เอ่ยอย่างระมัดระวัง “ดึกดื่นน้ำค้างพรมหนัก ยังคงเสด็จกลับวังพักผ่อนก่อนเถิด ส่วนเรื่องงานศพและการไล่ตามตัวคนร้าย ล้วนเป็นหน้าที่พวกกระหม่อมจัดการเอง”

ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ และโหวจวินจี๋ทั้งสามก็พากันสนับสนุนเป็นเสียงเดียว หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่ครู่ ลมหายใจจึงค่อยๆ สงบลง

“ประกาศราชโองการของข้าออกไป เหล่าขุนนางราษฎรแห่งต้าถังของข้าทั้งราชอาณาจักร ล้วนไม่อยู่ร่วมฟ้าเดียวกับฆาตกรคดีนี้ ผู้ใดจับมันได้ล้วนสามารถลงทัณฑ์ทำร้าย! จะประทานทองคำของรางวัล ล้วนไม่เกี่ยงค่าตอบแทนทั้งสิ้น ขอเพียงจับคนร้ายสุดโฉดชั่วนี้มารับโทษตามกฎหมายได้ก็พอ ถือเป็นการปลอบประโลมดวงวิญญาณบนสวรรค์ของผู้เฒ่าผู้เยาว์ตระกูลหลี่ว์ทั้งตระกูล!”

“กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ!” คนทั้งหลายในที่นั้นประสานเสียงตอบรับก้องกังวาน

 

หลี่ซื่อหมินควบม้ามาตามถนนจูเชวี่ยที่ตัดเป็นแนวตรงราวกับด้ามพู่กัน หัวใจเหมือนกระแสน้ำในมหาสมุทรที่พลุ่งพล่านปั่นป่วน

แผ่นผ้าเขียนอักษรเลือดสี่ชิ้น ท่าทางของหลี่ว์ซื่อเหิงที่คว้ากระบี่ของเขาก่อนตาย ซากไหม้ดำเป็นตอตะโกของคฤหาสน์สกุลหลี่ว์ ยังมีศพที่เกรียมเป็นถ่านอีกสิบห้าซากนั่น ล้วนฉายวาบสลับไปมาเบื้องหน้าเขาไม่หยุดยั้ง

หลี่ว์ซื่อเหิงต้องการบอกอะไรกันแน่? เบื้องหลัง ‘หลานถิงซวี่’ ที่แท้ซุกซ่อนความลับใดไว้? ความลับนั้นเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าล้างตระกูลตรงหน้านี่อย่างไร? ผู้ใดเป็นคนสังหารครอบครัวหลี่ว์ซื่อเหิงทั้งบ้าน? ยังมี… ตัวอักษรที่หลี่ว์ซื่อเหิงเขียนไม่เสร็จนั้น ที่แท้เป็นอักษรใดกันแน่?

หลี่ซื่อหมินทางหนึ่งขบคิด ทางหนึ่งสะบัดแส้หวดตะโพกม้า ม้านั้นเจ็บปวด ก็ยืดคอตะกุยเท้าวิ่งตะบึงไปด้านหน้าไม่คิดชีวิต พวกอวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ กับเหล่าทหารม้าองครักษ์ก็ไล่กวดตามติดไปเบื้องหลัง แต่สุดท้ายยังคงถูกหลี่ซื่อหมินสลัดทิ้งห่าง

ตอนที่คนทั้งขบวนห้อมาเกือบถึงประตูจูเชวี่ยที่เชื่อมสู่เขตเมืองชั้นใน หลี่ซื่อหมินยังคงไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย ม้าที่ควบขับก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้าลงเลยสักนิดเดียว องครักษ์สวมเกราะที่เฝ้าประตูทั้งหลายพอเห็นฮ่องเต้ควบม้ามารวดเร็วปานนั้น ก็รีบวิ่งไปผลักประตูเมืองหนักอึ้งทั้งสองบาน

ประตูวังค่อยๆ เปิดออกช้าๆ ดาบแต่ละเล่มสะท้อนแสงวาววับอยู่กับเอวของเหล่าองครักษ์สวมเกราะที่กำลังก้มหน้าผลักประตู

พริบตานั้นเอง อะไรบางอย่างก็วาบเข้ามาในห้วงสมองของหลี่ซื่อหมิน

ตัวอักษรที่ครุ่นคิดจนเคร่งเครียดก็ยังคิดไม่ออกตัวนั้น ปรากฎเรืองรองส่องสว่างอยู่เบื้องหน้าสายตา

ในที่สุดตอนนี้เขาก็ทราบแล้ว ว่าเหตุใดก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงจึงต้องคว้ากระบี่ที่เคียนเอวเขาไว้แนบแน่น

 

ส่าวหลิงหยวน นอกเมืองฉางอัน

ส่าวหลิงหยวนเป็นเนินสูง ทางเหนือติดกับฉางอัน ทางใต้เชื่อมกับเทือกเขาฉินหลิ่ง มีลำน้ำฉ่านสุ่ยและเจวี๋ยสุ่ยไหลรินขนาบสองข้าง

หมิงฉางเซียนเซิงกับบริวารหกเจ็ดคนของเขาขี่ม้าออกมาจากป่า ชุดดำบนร่างถูกผลัดเปลี่ยนไปแล้ว แต่ละคนแต่งกายอย่างพ่อค้าวาณิช หมิงฉางเซียนเซิงเองก็เปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ใบหน้ายังคงสวมหน้ากากสำฤทธิ์อันนั้นอยู่เช่นเดิม ตอนนั้นฟ้าเริ่มสว่างรำไร เขากระตุ้นม้าเดินไปบนเนินสูง ก่อนจะรั้งบังเหียน จ้องมองนครฉางอันที่อยู่ห่างออกไปเงียบๆ ผู้ช่วยรูปร่างซูบผอมบังคับม้าเคลื่อนเข้าใกล้ หยุดยืนเคียงข้างกัน หันไปมองเขาอยู่หลายรอบ คิดจะกล่าวอะไร แต่ยังคงสะกดกลั้นไว้

สายลมรุนแรงจากท้องทุ่งโหมพัดเส้นผมหนวดเคราและเสื้อผ้าของพวกเขา

“เหล่าลิ่ว (พี่น้องลำดับที่หก) เจ้ามีเรื่องคิดถามใช่หรือไม่” สายตาหมิงฉางเซียนเซิงยังคงจ้องมองไปข้างหน้า ปากก็ส่งเสียงถามราบเรียบ

เหล่าลิ่วแซ่เหวย ติดตามหมิงฉางเซียนเซิงมาหลายปี เป็นเหมือนแขนซ้ายขวาที่พึ่งพาได้มากที่สุดของหมิงฉาง เขาหัวเราะ

“มิว่าสิ่งใดล้วนปิดเซียนเซิงไม่ได้”

“เจ้าอยากถามว่าทำไมเมื่อครู่ถึงได้หลอกลวงเสวียนเฉวียน บอกว่าข้ามิอาจไม่ฆ่าคนสกุลหลี่ว์ ใช่หรือไม่”

“บริวารไม่เข้าใจอยู่บ้างจริงๆ”

“เจ้าทราบหรือไม่ จุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนอย่างเสวียนเฉวียนคืออะไร”

เหวยเหล่าลิ่วส่ายศีรษะ

“คนอย่างเขา ทั้งซื่อสัตย์จงรัก เก่งกาจสามารถ ปราดเปรียวระแวดระวัง แต่ให้ความสำคัญกับคุณธรรมน้ำมิตรมากเกินไป กล่าวอย่างไม่น่าฟัง คืออ่อนไหวราวสตรี”

เหวยเหล่าลิ่วไม่พูดจา เพียงสงบนิ่งรอฟัง

“ฉะนั้น ข้าจึงจำเป็นต้องให้เขาเชื่อ ว่าข้าถูกบีบจนอับจนสิ้นหนทาง ต้องหักใจลงมืออำมหิตกับตระกูลหลี่ว์ทั้งตระกูล หากไม่ทำเช่นนั้น เขาจะต้องเข้าใจว่าข้าโหดเหี้ยมไร้ไมตรีเกินไป จากนั้นก็จะชิงชังข้า หวาดกลัวข้า...”

“ให้เขาหวาดกลัวไปมีที่ใดไม่ดี?” เหล่าลิ่วอดสอดปากมิได้ “ต้องให้เขาหวาดกลัวเซียนเซิง เขาจึงไม่เดินซ้ำรอยเดียวกับหมาป่าตาบอดหลี่ว์ซื่อเหิง”

“เจ้าผิดแล้ว เหล่าลิ่ว ความซื่อสัตย์จงรักที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความกลัว ไม่มีทางยั่งยืน”

เหวยเหล่าลิ่วเริ่มงุนงงบ้างแล้ว

“อย่างนั้นในสายตาเซียนเซิง ความซื่อสัตย์จงรัก... ควรตั้งอยู่บนรากของอะไร”

“ความเชื่อถือ หากคนผู้หนึ่งเชื่อถือเจ้าจากใจจริง เจ้ายังต้องกลัวเขาจะไม่จงรักภักดีต่อเจ้าอีกหรือ”

เหวยเหล่าลิ่วคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ

“คำพูดเซียนเซิง ดูไปเหมือนง่ายดาย ความจริงเข้าใจยากอย่างยิ่ง...”

หมิงฉางเซียนเซิงมองตรงไปข้างหน้า คล้ายกล่าวกับตัวเอง

“แต่เดิมใจคนก็เป็นของที่เข้าใจได้ยากที่สุดในโลกอยู่แล้ว หากเจ้าต้องการความง่ายดาย มีแต่ต้องคบหากับคนตาย”

“เซียนเซิงเปรื่องปราด!” เหวยเหล่าลิ่วหัวเราะ

เมื่อไม่ทราบว่าควรตอบอย่างไร คำเยินยอเป็นถ้อยคำที่เหมาะสมที่สุดตลอดกาล

“ไป!” หมิงฉางเซียนเซิงพลันหันหัวม้า แส้สะบัดขวับ อาชาที่ขับขี่ร้องก้องยาวนาน วิ่งตะบึงลงจากเนิน เหวยเหล่าลิ่วกับบริวารคนอื่นๆ ล้วนบังคับม้าติดตามไปเบื้องหลังอย่างกระชั้นชิด

ขอบฟ้าฝั่งตะวันออกกลายเป็นสีขาวราวท้องปลา ดวงอาทิตย์วันใหม่กำลังจะโผล่ขึ้นมาแล้ว...