ตอน 2 ผีโถเสียบพู่กัน

 

(หนึ่ง)

หลันเจวี๋ยกินบ๊ะจ่างหมดแล้วก็จ่ายเงินกลับจวน มิได้เอ่ยกล่าวอันใดกับจางผิงอีก

จางผิงเก็บเงินเงียบๆ มิได้พูดอันใดกับเขาเช่นกัน

พลบค่ำ หลันฮุยกลับมาจากจวนสกุลหลิ่ว ร่ำไห้หน้าตาเหยเก บอกหลันเจวี๋ยว่า “ท่านพ่อ ต่อไปข้าไม่ไปบ้านท่านลุงแล้วได้หรือไม่”

แม้หลันเจวี๋ยเข้มงวดต่อหลันฮุย แต่ยุ่งกับการงานทั้งวี่ทั้งวัน มิได้อยู่ในจวนเป็นส่วนมากอู๋สื้อซินครูที่เชิญมาสอนในบ้านก็ใจดี หลันฮุยถูกเลี้ยงตามใจจนเคยตัว อึดอัดเป็นที่สุดเมื่ออยู่ในจวนสกุลหลิ่วซึ่งเคร่งครัดกฎระเบียบ กระจองอแงทุกวันว่าไม่อยากไป

หลันเจวี๋ยสั่งสอนเขาตามปรกติ “ท่านแม่เจ้าล่วงลับไปก่อนเวลาอันควร ท่านยายท่านลุงท่านน้าได้เห็นเจ้าก็เหมือนได้เห็นท่านแม่ของเจ้า พวกเขาล้วนรักเจ้ามาก ในเมื่อเจ้าเติบใหญ่แล้วก็ต้องแสดงความกตัญญูเคารพพวกเขา ลูกผู้พี่ถงของเจ้าความรู้ความสามารถดี เจ้าสมควรศึกษาเรียนรู้ตามอย่าง”

หลันฮุยเม้มปาก เงยหน้ามองหลันเจวี๋ยอย่างน้อยใจ ก่อนก้มหน้างุด สะอื้นฮักเดินจากไป

เที่ยงคืน หลันเจวี๋ยได้ยินเสียงร้องอย่างขวัญผวาขณะกำลังหลับสนิท รีบลุกพรวดพุ่งตัวไปยังห้องข้างๆ หลันฮุยกอดผ้าห่มขดตัวอยู่ที่มุมเตียง ตัวสั่นเทิ้มอย่างหวาดกลัว คนรับใช้หลายคนล้อมอยู่หน้าเตียงคอยปลอบประโลม

หลันเจวี๋ยมองใบหน้าเปรอะน้ำหูน้ำตาของหลันฮุย คว้าผ้าเช็ดหน้าจากมือของเด็กรับใช้มาจุ่มในอ่างน้ำอุ่นก่อนบิดแห้ง เดินมายังขอบเตียง

“ลูกผู้ชายองอาจห้าวหาญ ฝันร้ายถึงกับร้องตกใจเพียงนี้ ต่อไปจะทำงานใหญ่ได้อย่างไร”

หลันฮุยฝังหน้าลงในผ้าห่ม ไม่พูดอันใด

หลันเจวี๋ยขมวดคิ้วยื่นผ้าเช็ดหน้าส่งให้ “รับไป เช็ดหน้าเสีย แล้วนอนต่อ”

หลันฮุยไม่ขยับเขยื้อน ไม่ตอบรับ คิ้วของหลันเจวี๋ยขมวดแน่นขึ้น เด็กรับใช้ด้านข้างรีบเล่า “นายท่าน จะโทษนายน้อยมิได้ วันนี้นายน้อยฉลองเทศกาลที่จวนหลิ่ว ได้ฟังเรื่องภูตผีแปลกประหลาดจึงตกใจ กระทั่งนายท่านใหญ่ทางนั้นยังเอ่ยว่าเรื่องนี้น่าพิศวง นายน้อยยังเล็ก จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ กลางคืนฝันร้ายย่อมน่าเห็นใจ”

หลันเจวี๋ยหัวร่อ “โลกนี้ไหนเลยมีวิญญาณภูตผีอาละวาดมากมายเพียงนั้น เป็นเพียงความคิดเหลวไหลในใจคนเท่านั้น อีกอย่าง โกฐจุฬาลัมพาก็เสียบบนบานประตู ที่ตัวก็พกหรดาลแดง ยังกลัวภูตผีได้อย่างไร”

ไหล่ของหลันฮุยสั่นกระเพื่อม ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สองตาแดงก่ำ “ข้ามองเห็นมันคลานเข้ามา”

หลันเจวี๋ยเอ่ยอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นเจ้าตามพ่อไปนอนในหอนอน ให้พ่อได้ประจักษ์สักหน่อยว่าผีหน้าตารูปร่างเป็นอย่างไร”

หลันฮุยคลานลงจากเตียงเร็วรี่ รับผ้าเช็ดหน้าจากมือหลันเจวี๋ยมาเช็ดใบหน้า ติดตามหลันเจวี๋ยเข้าหอนอนหลัก ยืนอยู่ขอบเตียง มองหลันเจวี๋ยอย่างหวาดๆ

หลันเจวี๋ยพยักเพยิด “เจ้านอนด้านใน ถ้าผีนั่นมาก็ให้มันปีนข้ามตัวพ่อไป”

หลันฮุยตกใจมุดตัวเข้าไปด้านในเตียง แนบติดชิดผนัง

หลันเจวี๋ยนอนบนเตียง สั่งคนรับใช้ให้ดับไฟแล้วออกไป โคมไฟดับมอด ประตูห้องปิดลง หลันฮุยตัวสั่นเทา

หลันฮุยแนบติดผนังไม่ขยับ ไร้สุ้มไร้เสียง หลันเจวี๋ยหลับตาลง หายใจสม่ำเสมอ ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงสวบสาบ หลันฮุยพลิกตัวมา ค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้ยื่นมือมาคว้าแขนเสื้อหลันเจวี๋ยไว้ จากนั้นลมหายใจก็ยาวสม่ำเสมอ นอนหลับฝันหวานไปแล้ว

หลันเจวี๋ยกลับนอนไม่ใคร่หลับ ปิดตาอยู่ครู่หนึ่ง ประเมินว่าถึงเวลาเข้าเฝ้าแล้วจึงลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา หลันฮุยกำลังหลับสนิท หลันเจวี๋ยดึงแขนเสื้อจากมือหลันฮุย เด็กน้อยเพียงขยับเล็กน้อย มือกำผ้าห่มก่อนหลับต่อไป

 

หลันเจวี๋ยออกจากท้องพระโรง ตรงไปยังที่ว่าการกรมพิธีการ กินอาหารเช้าในกรมกอง ยุ่งอยู่ทั้งวันจนพลบค่ำถึงกลับจวน

เข้ามาถึงห้องโถง หลันฮุยหมุนตัวออกมาจากฉากบังตา คำนับคารวะ หลันเจวี๋ยเลิกคิ้วมองเขา “ไม่กลัวผีแล้ว?”

หลันฮุยก้มหน้างุดไม่ตอบคำ

หลันเจวี๋ยนั่งเก้าอี้ “เมื่อวานเจ้าได้ฟังเรื่องอันใดกันแน่ที่บ้านท่านลุง เล่าให้พ่อฟังได้หรือไม่”

หลันฮุยเงยหน้ามองหลันเจวี๋ย เอ่ยเสียเล็ก “ท่านลุงซื้อโถเสียบพู่กันมา ท่านว่าเผาขึ้นมาจากกระดูกคนตาย มีผี”

หลันเจวี๋ยนิ่วหน้า หลิ่วเซี่ยนท่านพ่อตาผู้ดำรงตำแหน่งราชครูในอดีตไม่เชื่อเรื่องผีสาง ในจวนสกุลหลิ่วไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำว่าผีสาง บรรดาสตรีในจวนไปจุดธูปที่อารามยังต้องลอบไปอย่างระแวดระวังเสียยิ่งกว่าเป็นโจร แม้หลิ่วเซี่ยนเสียชีวิตไปแล้วหลายปี ความน่าเกรงขามยังคงเวียนวนภายในจวน จัดงานเซ่นไหว้จุดธูปเผากระดาษให้หลิ่วเซี่ยนในเทศกาลยังต้องเอ่ยก่อนว่า “รู้ว่านายท่านมิชอบเรื่องนี้ แต่กรุณารับจิตใจกตัญญูของลูกหลานไว้ด้วยเถิด” สามารถทำให้ท่านลุงที่ท่านพ่อตาอบรมสั่งสอนมากับมือเอ่ยคำว่าผีออกมาได้ เห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่สามัญธรรมดา

หลันเจวี๋ยถาม “เจ้าเห็นโถเสียบพู่กันนั่นหรือ”

หลันฮุยพยักหน้า ขอบตารื้นแดง“ข้าเห็นโถนั่นวางอยู่บนโต๊ะของท่านลุง จึงเข้าไปลูบคลำ ปรากฏว่าป้าสะใภ้ร้องไห้ บอกว่าวิญญาณอาฆาตมาหาท่านลุงเพื่อแก้แค้น ยังบอกให้ข้าไปวัดแล้วเอาขี้เถ้าธูปมาเช็ดมือ หลายวันมานี้อย่าเพิ่งกินเนื้อ”

หลันเจวี๋ยถามอีก “โถเสียบพู่กันนั้นมีรูปร่างอย่างไร”

หลันฮุยอธิบาย “เป็นโถกระเบื้องสีขาว ไม่มีลวดลาย มีรอยแตกเป็นลาย”

หลันเจวี๋ยถามต่อ “เป็นลายกิ่งไม้หรือ”

หลันฮุยเบ้ปากพยักหน้า

หลันเจวี๋ยขยี้ศีรษะบุตรชาย “รู้แล้ว ผีตัวนี้ พ่อต้องสืบที่มาที่ไปของมันแน่ เจ้าไปห้องตำราเรียนหนังสือไปก่อน”

หลันฮุยกระพริบตาสุกใสราวกระต่าย “ท่านพ่อ ข้าเรียนมาทั้งวันแล้ว ข้ากลัว”

หลันเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งว่า “เหตุใดพ่อจึงย้ำต่อเจ้านักหนาว่าโลกนี้ไม่มีผีสาง งมงายเรื่องผีสางเป็นเสนียดจัญไร หากในใจเจ้าไร้เรื่องผิดบาป ไม่เชื่อไม่คิดไม่ฟังไม่ถาม มันก็ไม่อาจสิงเจ้าทำร้ายเจ้า บัดนี้เจ้าไม่เชื่อฟังคำสอน แปดเปื้อนอาคมนอกรีต กระทั่งท่านลุงเจ้ายังกลัว พ่อไม่อาจสยบได้ในชั่วขณะ มีเพียงต่อหน้าภาพปราชญ์บัณฑิต อ่านท่องตำราเมธี ใช้รังสีอันสัตย์ซื่อจริงใจสยบมัน จงตัดขาดไม่อาจมีความคิดสับสนอีก มิฉะนั้น...”

ใบหน้าเยาว์วัยของหลันฮุยเหลืองซีด หมุนตัวห้อตะบึงไปห้องตำราทันที

 

หลันฮุยนอนในห้องตำราทั้งคืน กระทั่งข้าวก็กินในนั้น วันถัดมา หลันเจวี๋ยออกจากท้องพระโรง ปะกับหวังเยี่ยนเข้า หวังเยี่ยนกระเซ้ายิ้มๆ “ฟังว่าท่านลุงใหญ่ของใต้เท้าหลันถูกวิญญาณอาฆาตเล่นงาน”

หลันเจวี๋ยกล่าวอย่างอับจนหนทาง “อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ กระทั่งบุตรชายข้ายังถูกหลอกให้ตกใจ ร่ำไห้ว่ามีผีอยู่นั่นแล้ว ข้ากำลังคิดว่าจะซื้อเครื่องรางใดกลับไปปลอบเขาดี”

หวังเยี่ยนหัวร่อเอ่ยว่า “ท่านลุงใหญ่ของท่านมิได้กระทำเรื่องผิดบาปใด แค่ตัดสินคดีที่มิได้รับความเป็นธรรมคดีเดียวก็ลืมไม่ลงไปทั้งชีวิตแล้ว ข้าว่าหากมิใช่เขาคิดมาก ก็มีคนปลอมเป็นผีอาละวาด”

หลันเจวี๋ยกล่าวว่า “หกปีก่อนข้ายังเป็นเพียงเจ้าหน้าที่เล็กๆ ในสำนักเลขาธิการ ได้ยินได้ฟังมาคร่าวๆ ว่าผู้เข้าสอบเคอจวี่คนหนึ่งถูกปรักปรำ ราชสำนักมิได้ตรวจสอบ ตัดสินคดีนี้ผิดพลาด แต่ไม่รู้รายละเอียด ข้านึกฉงนอยู่เสมอว่าคนที่รับผิดชอบคดีนี้ในตอนนั้นต่างละเอียดรอบคอบ จะตัดสินคดีผิดพลาดได้อย่างไร”

หวังเยี่ยนไพล่หลังถอนหายใจเฮือก “เฮ้อ คดีนั้น ข้าเคยอ่านเอกสารผ่านตา หากเป็นปัจจุบัน ไม่มีตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์ ตกเข้าสู่เงื้อมมือตาแก่คร่ำครึเหล่านั้น ไม่แน่อาจตัดสินผิดพลาดอีก แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นคดีธรรมดาสามัญ จุดเริ่มต้นก็คืองานชุมนุมอักษรเพื่อหาทุนบริจาคสำหรับบรรเทาทุกข์ เรื่องนี้ท่านน่าจะรู้”

หลันเจวี๋ยผงกศีรษะ งานชุมนุมอักษรเมื่อหกปีก่อนนั้นไม่มีผู้ใดไม่ล่วงรู้ ตอนนั้นหลายเมืองใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเกิดภัยแล้ง ราชสำนักถือโอกาสขณะที่บรรดาบัณฑิตทั้งหลายมาชุมนุมในนครหลวงเพราะการสอบเคอจวี่ใกล้มาถึง ให้กรมพระคลังเป็นตัวตั้งตัวตีร่วมมือกับสมาคมพ่อค้าใหญ่จัดงานชุมนุมอักษรกึ่งทางการขึ้นงานหนึ่ง ใช้สถานการณ์ทุพภิกขภัยเป็นห้วข้อ เกณฑ์บัณฑิตทุกคนให้เขียนกาพย์กลอนกวีศิลป์คนละหนึ่งบท เลือกเอาที่ดีเลิศที่สุดให้สมาคมพ่อค้าประมูล เงินประมูลที่ได้ให้บริจาคเพื่อบรรเทาทุกข์

ผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสิน บ้างเป็นคหบดีคุณธรรมสูงส่งมากบารมี บ้างเป็นปราชญ์เมธีเก่งกาจสามารถชื่อเสียงระบือไกล

หากชนะในงานชุมนุมครั้งนี้ เท่ากับเพิ่มโอกาสมีชื่อติดประกาศสอบเข้ารับราชการอีกหนึ่งส่วน ถึงขั้นอาจถูกเลือกเป็นซานเจี่ยเป็นการภายใน บรรดาบัณฑิตต่างเข้าร่วมอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

สุดท้าย เฉินจื่อซาง นักศึกษาจากเจียงซีได้รางวัลชนะเลิศจากการรจนา “โศลกดอกเหมย”

ทว่า ในวันถัดมานั่นเอง บัณฑิตกลุ่มหนึ่งร่วมลงชื่อกล่าวร้องว่า “โศลกดอกเหมย” มิใช่เฉินจื่อซางประพันธ์ขึ้นเอง แต่เป็นบัณฑิตยากจนอีกผู้หนึ่งนามว่าหม่าหงแต่งขึ้น

หม่าหงเล่าว่าเขาครุ่นคิดอย่างยากลำบากหลายวัน พลันได้ถ้อยคำอันเลิศล้ำจากในฝัน จึงรจนาโศลกบทนี้ทั้งคืน จนจิตใจอ่อนล้า ล้มป่วยอยู่กับเตียง พลาดกำหนดส่งผลงาน คาดไม่ถึงว่าขณะที่เฉินจื่อซางมาเยี่ยมได้ขโมยผลงานของเขาไป

“เนื่องจากเวลากระชั้น ไม่อาจวินิจฉัยจากลายมือบนกระดาษต้นฉบับว่าผู้ใดร้อยเรียงขึ้นก่อนกันแน่ กรมอาญาจึงร่วมกับกรมพิธีการตรวจสอบผู้เข้าสอบสองคนนี้โดยละเอียด ผู้ตัดสินคดีนี้คือโต้วฟางเสนาบดีกรมอาญาและหลิ่วหย่วนท่านลุงของท่านซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมพิธีการ”

หม่าหงเป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่จากกันเหลียงเขตซีเป่ย ฐานะทางบ้านยากจน ครอบครัวกระทำทุกอย่างเพื่อส่งเสียให้เล่าเรียน เป็นคนขยันขันแข็งสมถะ ระมัดระวังตัวอ่อนน้อมอ่อนโยน 

ส่วนเฉินจื่อซางฐานะทางบ้านร่ำรวย ปู่เคยเป็นเจ้าเมือง บิดาเป็นคหบดีร่ำรวยที่สุดในเจียงซี มารดาเขาก็เป็นธิดาของตระกูลมีชื่อ เฉินจื่อซางเป็นคนเย่อหยิ่งทะนงตน หลังมาถึงนครหลวง ก็เช่าบ้านพักหรูหราอยู่อาศัย ร่ำสุราหาความสำราญตลอดวัน ผู้เข้าสอบที่ซื่อสัตย์สมถะรุ่นเดียวกันล้วนไม่ไปมาหาสู่กับเขา เขายังเคยเอ่ยปากถากถางคนที่มีชาติกำเนิดยากจน

ผู้เข้าสอบสิบกว่าคนร่วมลงชื่อยื่นหนังสือเป็นพยานให้หม่าหง เล่าว่าขณะหม่าหงเขียนโศลกบทนี้ยังเคยปรึกษาหารือเรื่องการใช้ถ้อยคำกับคนอื่นหลายครั้งหลายหน ทุกคนต่างเป็นพยานได้ว่าโศลกนี้เขียนโดยหม่าหงอย่างแท้จริง ก่นประณามว่าเฉินจื่อซางขโมยผลงาน

“โศลกดอกเหมย” บทนั้นพรรณนาถึงประสบการณ์การฝึกฝนตนเอง จิตใจมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ แสวงหาความก้าวหน้า ขุนนางหลายท่านที่ตัดสินคดีนี้ต่างรู้สึกว่าเฉินจื่อซางมิคล้ายคนที่จะเขียนบทประพันธ์ประเภทนี้ได้

กรมอาญายังเรียกสอบบทความในอดีตและกระดาษคำตอบระดับมณฑลระดับเขตของเฉินจื่อซาง พบว่าเมื่อก่อนบทความของเฉินจื่อซางเขียนได้ธรรมดาสามัญ  แตกต่างจาก “โศลกดอกเหมย” หน้ามือเป็นหลังมือ

กระดาษคำตอบระดับเขตระดับมณฑลยิ่งมีที่สะเพร่าตกหล่นมากมาย ผ่านการตรวจสอบก็พบว่าขณะสอบระดับเขตและระดับมณฑล บิดาของเฉินจื่อซางเคยมอบของกำนัลให้ผู้คุมสอบ

หวังเยี่ยนเล่าต่อ “ตอนนั้นราชครูอวิ๋นยังเป็นอัครเสนาบดี สงสัยมาตลอดว่าคดีนี้มีข้อพิรุธ เรื่องขโมยผลงานของเฉินจื่อซาง อย่างไรเสียหลักฐานไม่เพียงพอ บิดาเขามอบของกำนัลให้ผู้คุมสอบ ถึงแม้จะผิดกฎหมาย แต่อาจมิใช่สินบน อาจเป็นการขอบคุณ เป็นการทุจริตหรือไม่ ยังต้องรอตรวจสอบกระดาษคำตอบของการสอบทั้งสองครั้งจึงจะสรุปได้”

หลันเจวี๋ยเอ่ย “หากฟังใต้เท้าอวิ๋น ก็ไม่มีการถูกใส่ร้ายกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว”

หวังเยี่ยนแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา “นั่นน่ะสิ แต่ตอนนั้นหลายท่านที่ตัดสินคดี รวมทั้งท่านลุงของท่าน กล่าวว่าลูกผู้ดีมีเงินที่อาศัยติดสินบนผู้คุมสอบจนได้ลาภยศ จะเขียน‘โศลกดอกเหมย’ ซึ่งทรนงยืนหยัดท้าทายน้ำค้างแข็งอันหนาวเหน็บได้อย่างไรกัน ทั้งเล่าลือว่ามีคนรู้มาว่าบิดาของเฉินจื่อซางเคยไหว้วานคนให้เข้าทางใต้เท้าอวิ๋น จักรพรรดิรัชกาลก่อนจึงรับสั่งมิให้ใต้เท้าอวิ๋นยื่นมือเข้าแทรกเรื่องนี้”

ดังนั้นกรมพิธีการจึงยกเลิกคุณสมบัติการเป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่ของเฉินจื่อซาง เฉินจื่อซางชื่อเสียงฉาวโฉ่ย่อยยับป่นปี้ ในชั่วพริบตาถูกผู้คนประณามปรามาสว่าเป็นโจรขโมยอักษร กรมอาญาออกคำสั่งให้ทางเจียงซีตรวจสอบคดีทุจริตในการสอบระดับเขตและมณฑลจนถึงที่สุด บิดาของเฉินจื่อซางถูกกุมตัวเข้ามาสอบสวนในจวนขุนนาง ถึงขนาดตรวจสอบย้อนไปถึงปู่ของเฉินจื่อซางว่าขณะที่เป็นเจ้าเมืองเคยต้องสงสัยว่ารับสินบน จวนสกุลเฉินเสื่อมโทรมภายในวันเดียว

แน่นอน ฉายายอดอักษรผู้รจนา “โศลกดอกเหมย”เปลี่ยนมามอบให้หม่าหง ผู้คนในนครหลวงต่างตบมือโห่ร้องถูกอกถูกใจ

หลายวันให้หลัง เฉินจื่อซางกระโดดทะเลสาบฆ่าตัวตาย ก่อนตายเขียนคำว่า “ถูกปรักปรำ” ด้วยเลือดเต็มศาลาหูซิน(หทัยทะเลสาบ)

บิดาของเฉินจื่อซางตอนนั้นถูกจองจำในคุกหลวง นางเฉินไป๋มารดาของเขาขึ้นเมืองหลวงมาเก็บศพ เมื่อมาถึงเมืองหลวง ก็ร่ำไห้จนสองตามืดบอดแล้ว

ศพของเฉินจื่อซางเน่าเปื่อยในทะเลสาบ ถูกนำไปเผา ผู้ที่คบหาเป็นสหายกับเขา ด้วยสถานการณ์บีบคั้น ไม่กล้าเก็บศพให้เขาอย่างเปิดเผย ได้แต่เพียงแอบเก็บเถ้ากระดูกของเขาไว้บางส่วน ซ่อนไว้ในโถกระเบื้องเสียบพู่กัน

นางเฉินไป๋ตีกลองร้องทุกข์ให้บุตรชาย ถูกเจ้าหน้าที่ขับไล่ จึงพุ่งชนเสาจนตัวตายหน้าประตูที่ว่าการกรมอาญา บิดาเฉินจื่อซางป่วยไข้ในคุก ไม่นานก็ล้มตายตามไป

ในตอนนี้เอง ผลเปรียบเทียบการสอบทั้งสองครั้งเพิ่งออกมา พบว่าบทความของเฉินจื่อซางแม้มีที่สะเพร่า แต่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการสอบเคอจวี่อย่างแท้จริง

จึงมีคนไม่อาจทนดูได้ต่อไปออกมาเป็นพยานให้เฉินจื่อซาง เล่าว่าขณะที่เฉินจื่อซางไปเยี่ยมหม่าหง เป็นช่วงเวลาหลังจากที่เฉินจื่อซางส่ง “โศลกดอกเหมาย” แล้ว อีกทั้งมิได้เข้าไปในห้องหม่าหงเลยเสียด้วยซ้ำ วางของเยี่ยมที่โถงเรือนแล้วก็จากไป

ราชสำนักรื้อคดีนี้ขึ้นใหม่ คราวนี้เปลี่ยนเป็นอวิ๋นถังอัครเสนาบดีเป็นผู้สอบสวน ผ่านการสืบสวนหลายเดือน เปรียบเทียบหลักฐานต่างๆ นานาแล้ว พบว่าเฉินจื่อซางถูกปรักปรำอย่างแท้จริง

ผู้เข้าร่วมสอบสิบกว่าคนที่เป็นพยานให้หม่าหงในตอนแรกต่างรับสารภาพ พวกเขาล้วนมีไมตรีอันดีกับหม่าหง และขัดหูขัดตาเฉินจื่อซางมาโดยตลอด จึงยอมเป็นพยานเท็จให้

“โศลกดอกเหมย” บทนี้ เฉินจื่อซางเป็นผู้ประพันธ์จริงแท้แน่นอน เขาประพันธ์ขึ้นเพื่อมารดาของเขา

เฉินจื่อซางเป็นบุตรโทน โอหังกำเริบเสิบสานมาตั้งแต่เล็ก ทว่าเขาเป็นคนกตัญญู หลังมารดาเขาแต่งเข้าตระกูลเฉินแล้ว เนื่องเพราะมิได้รับการศึกษา จึงถูกเยาะเย้ยถากถางจากแม่สามี พี่สาวน้องสาวต่างก็หัวเราะเยาะนาง ต่อมาให้กำเนิดบุตรชาย จึงมีความเป็นอยู่ที่ดีในบ้านสามี เฉินจื่อซางร่ำเรียนสอบได้ชื่อเสียง หวังให้มารดาได้รับบรรดาศักดิ์ เงยหน้าอ้าปากต่อหน้าพี่สาวน้องสาวที่บ้านมารดาได้

เมื่อก่อนทุกครั้งที่นางเฉินไป๋ถูกเยาะเย้ยถากถาง นางจะปักผ้าเป็นลายดอกเหมย นางเป็นบุตรีตระกูลมีชื่อเสียง มีพรสวรรค์อยู่บ้าง เคยแต่งกลอนดอกเหมย บางคำใน “โศลกดอกเหมย” ของเฉินจื่อซางก็ประยุกต์ใช้ถ้อยคำจากกลอนของมารดา

หลังคดีกระจ่างชัดแจ้ง การสอบเคอจวี่ก็ผ่านพ้นไปแล้ว หม่าหงสอบได้ระดับจิ้นสื้อ* ได้รับยศทางราชการ กรมอาญาตัดสินประหารหม่าหงทันที เขายืนกรานจนกระทั่งตอนสิ้นชีวิตว่าเฉินจื่อซางขโมยผลงานของเขา

[*บัณฑิตขั้นสูงสุดในการสอบระดับราชสำนัก]

“หลังจบคดีแล้ว บารมีของใต้เท้าอวิ๋นยิ่งสูงส่ง โต้วฟางฆ่าตัวตายเพื่อลบล้างความผิด ท่านลุงของท่านลาออก ละอายแก่ใจจนถึงทุกวันนี้  ที่เรียกว่ากลุ่มชิงหลิวก็สะท้านสะเทือน ราชสำนักถึงได้เกิดสถานการณ์เยี่ยงทุกวันนี้ แท้จริงแล้วพวกหม่าหงใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น เดิมเป็นคดีที่แสนปรกติธรรมดา เห็นบ่อยในทุกยุคทุกสมัย ลูกเล่นมิได้สูงล้ำ แต่เพราะเฉินจื่อซางเป็นคุณชายตระกูลร่ำรวย หม่าหงยากจนข้นแค้น จึงมีผู้คนไม่น้อยรู้สึกว่าคนรวยย่อมรังแกคนจน กอปรกับเฉินจื่อซางผู้นั้นมิใคร่รู้จักวางตน บัณฑิตที่ปรักปรำเขามีมาก เรียกได้ว่าสามคนกลายเป็นเสือ* ปากคนละลายทอง ทั้งยังเก่งเรื่องสร้างสถานการณ์ กุข่าวให้ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เล่าลือกระพือสะพัดว่าเฉินจื่อซางมีความผิด ส่วนราชสำนักคิดว่าได้ทำตามใจราษฎร กลายเป็นตัดสินคดีไม่เป็นธรรม”

[*เรื่องไม่จริง หลายคนลือมากเข้าจนผู้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง]

หลันเจวี๋ยถามขึ้น “ผู้ที่ร่วมฟ้องร้อง ต่อมาถูกตัดสินอย่างไร”

หวังเยี่ยนตอบ “ตัวการต้นคิดหลายคนถูกบั่นคอไม่ก็ถูกสักหน้าเนรเทศ หลายๆ คนต่อมาเปลี่ยนมาซ้ำเติมตัวการต้นคิดตามกระแสคนส่วนใหญ่ จึงถูกตัดสินค่อนข้างเบา หรือไม่ก็ไม่อาจมียศมีตำแหน่งตลอดชีวิต ที่เบาหน่อยก็ริบยศริบตำแหน่ง ออกคำสั่งห้ามมิให้เข้าร่วมสอบเคอจวี่หลายปีราชสำนักยังตั้งศาลริมทะเลสาบที่เฉินจื่อซางฆ่าตัวตาย อวยบรรดาศักดิ์ให้บิดามารดาของเขา  บ้านสกุลเฉินที่เจียงซีก็สร้างเป็นศาลเจ้า คนก็ตายไปแล้วทำเรื่องเหล่านี้ไปเพื่อเอาหน้าเท่านั้น”

เล่าเรื่องนี้แล้วเสร็จ ให้พอดีถึงหน้าประตูตวนรุ่ย(มงคลตระหง่าน) หลันเจวี๋ยประสานมืออำลาหวังเยี่ยน เดินทางต่อไปยังที่ทำการ ท้องฟ้าสีเทาครึ้มสลัวพาดด้วยเมฆดำ ประหนึ่งวิญญาณอาฆาตที่ไม่ยอมซ่านสลาย

เมื่อมาถึงประตูที่ทำการ ลูกน้องรายงานหลันเจวี๋ยว่าที่ทำการกรมพิธีการได้รับจดหมายนิรนาม

จดหมายฉบับนี้ส่งมาอย่างมีเงื่อนงำยิ่งนัก เมื่อวานหลันเจวี๋ยออกจากที่ทำการเป็นคนสุดท้าย แต่ก็ไม่เห็นจดหมายฉบับนี้ เช้าตรู่วันนี้ อาลักษณ์เห็นจดหมายเสียบอยู่บนดาลของคูหาชั้นใน

กระดาษจดหมายเป็นกระดาษหยาบอย่างธรรมดา ลายมือหยาบกระด้าง น้ำหมึกเริ่มเลือนแล้ว เขียนเรี่ยราดกระจัดกระจายว่า

“ผู้เข้าสอบหม่าเหลียนเป็นโจรขโมยอักษร ขโมยผลงานปล้นชิงชื่อเสียง ไม่คู่ควรเข้าร่วมการสอบเคอจวี่”

ลูกน้องถามหลันเจวี๋ยว่าจะจัดการจดหมายฉบับนี้อย่างไร

หลันเจวี๋ยโยนจดหมายใส่ลิ้นชัก “ถือเสียว่าไม่เห็นแล้วกัน”

ลูกน้องเอ่ยว่า “แต่จดหมายฉบับนี้ไยถึงมาอยู่บนประตู จะให้กรมอาญาช่วย...”

หลันเจวี๋ยโบกมือ “ไม่แน่อาจแค่ล้อเล่น ไม่ต้องกระต่ายตื่นตูม ผู้ที่มีความสามารถนำจดหมายมาเสียบไว้บนประตูกรม จะไม่เข้าใจเชียวหรือว่าผู้เข้าร่วมสอบคนหนึ่งจะขาดคุณสมบัติจนไม่อาจเข้าร่วมการสอบได้ มิใช่ด้วยเหตุผลเล็กจ้อยเพียงแค่นี้เท่านั้น พวกเรารับราชโองการให้จัดการสอบเคอจวี่ ถึงแม้เป็นใต้เท้าเสนาบดี ก็ไม่อาจตัดสินใจเรื่องใหญ่อย่างการริดลอนสิทธิ์ผู้เข้าสอบ”

 

หลันฮุยหลับในห้องตำรามาสองวัน คืนวันที่สาม หลันเจวี๋ยกลับจวน ก็ยื่นกล่องเหลี่ยมบุแพรให้บุตรชาย “นี่คือเครื่องรางที่พ่อเตรียมให้เจ้า พกติดตัวไว้ก็ไม่ต้องกลัวผีสางแล้ว”

หลันฮุยเปิดออกอย่างยินดี ในกล่องบุแพรเป็นหมูป่าแกะจากหยกขาว มุมปากงอกเขี้ยวยาวโง้งที่สันหลังเจาะรูร้อยด้วยเชือกสีแดง

หลันเจวี๋ยสวมสร้อยหมูป่าบนลำคอหลันฮุย ขยี้ผมเขาแผ่วเบาเอ่ยด้วยวาจาอัดแน่นด้วยน้ำใสใจจริง “ปีศาจที่เจ้าพบในบ้านท่านลุงเป็นเพียงรุกขภูต หมูป่าเก่งเรื่องพุ่งชนกระแทกต้นไม้ เป็นดาวพิฆาตของมัน”

เมื่อเพิ่งเห็นหมูป่า สีหน้าของหลันฮุยฉงนสงสัย แต่พอได้ฟังวาจาของหลันเจวี๋ย ก็ดีใจขึ้นมาทันที พลิกหมูป่าเพ่งพินิจไปมาหลายรอบ ลูบคลำเขี้ยวโง้งของมัน “ท่านพ่อ กินเนื้อหมูมากๆ ก็ให้ผลเช่นเดียวกันหรือไม่”

หลันเจวี๋ยเอ่ยเสียงเข้ม “มิผิด แต่กินหมูบ้านธรรมดาไม่มีประโยชน์ ต้องกินเนื้อหมูป่า เจ้าเชื่อฟังวาจาป้าสะใภ้เจ้า กินเจมาหลายวันแล้ว พ่อให้โรงครัวปรุงขาหมูป่าทรงเครื่องให้เจ้า กินหลายคำหน่อย อย่าได้เลือกกินอีกเลย”

หลันฮุยออกแรงพยักหน้า ออกจากโถงส่วนหน้าได้ก็วิ่งเข้าไปผ่อนคลายจิตใจในอุทยานแล้ว

 

หลังเทศกาลตวนอู่ จางผิงก็มิได้ทำการค้าอีก จินฟูเหรินนำของกำนัลมากค่ามาขอบคุณตอบแทนเขา จางผิงปัดไปบางส่วน ที่เหลือปัดไม่ได้ เพียงพอให้เขากินอยู่ไร้กังวลไปจนถึงประกาศผลสอบ เฉินโฉวพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

ผ่านคดีตระกูลจินมาแล้ว ชื่อเสียงของจางผิงก็เลื่องลือสนั่น แม้เป็นผู้เข้าสอบสูงส่งล้ำเลิศที่ออกปากว่าไม่ขอเป็นกลุ่มเดียวกับเขายังยอมรับว่าจางผิงมีความสามารถหลายส่วน น่าเสียดายคุณสมบัติส่วนตัวอ่อนด้อยเหลือเกิน สวรรค์ถึงกับประทานความสามารถเยี่ยงนี้ให้คนนิสัยใจคอเลวร้ายย่ำแย่ ช่างน่าเสียดายโดยแท้

เฉินโฉวเอ่ยกระฟัดกระเฟียด “หม่าเหลียนผู้นั้นตอนนี้เจอใครก็บอกว่าเสียดายความสามารถและนิสัยใจคอของเจ้า ยังมีพวกเด็กอมมือแสร้งทำตัวสูงส่ง แท้จริงก็คือตาร้อน ไม่อยากเห็นผู้อื่นได้ดี ยังคงใส่ความทำให้ได้อายทางอ้อม แท้จริงแล้วที่หน้าไม่อายมากที่สุดก็คือพวกเขา วันๆ เอาแต่ตำหนิว่าคนอื่นนิสัยไม่ดี แต่ตนเองลักลอบกระทำต่ำช้านับไม่ถ้วน เพียงแต่ผู้อื่นไม่เหมือนพวกเขาที่สองตาเอาแต่จับจ้องผู้อื่น กระทำเรื่องไร้คุณธรรมใส่ร้ายใส่ความคนไปทั่วเท่านั้นเอง ช้าเร็วย่อมมีสักวัน จะได้เห็นสุนัขกัดกันเอง จะว่าไปหม่าเหลียนผู้นั้น ฝีมือเล็กน้อยนั่นก็ล้วนคัดลอกมาทั้งสิ้น ตอนนี้เรื่องรับเงินขายชื่อหลอกชาวบ้านว่าเขียนบทงิ้วถูกเปิดโปง ยังกระโดดโลดเต้นหน้าด้านไร้ยางอาย ฟ้าไยไม่จัดการเก็บมันเสีย!”

จางผิงไม่เอ่ยวาจาสักคำ มุดเข้าไปในเล้าไก่ เดิมเขาอยากกล่าวกับเฉินโฉวว่าเรื่องในครานี้ไม่อาจตำหนิหม่าเหลียน นายท่านจินและจินฟูเหรินเป็นฝ่ายไปหาหม่าเหลียน ให้เขาขายชื่อ และมิใช่หม่าเหลียนที่หาคนเขียนบทแทน หม่าเหลียนตกปากรับคำให้จางผิงสวมชื่อ กล่าวได้เพียงว่าเขาละโมบในเงินทองเท่านั้น

แต่เฉินโฉวแต่ไรมาขัดหูขัดตาหม่าเหลียนเป็นพิเศษ กล่าวไปเกรงเพียงเฉินโฉวจะยิ่งซอยเท้า จางผิงจึงเลือกนิ่งเงียบ ช่วยน้าฟางตรวจสอบอย่างตั้งอกตั้งใจว่าที่เขมือบลูกเจี๊ยบของนางไปเป็นเจ้านิลแมวดำของบ้านลุงหวังหรือเจ้าสามแต้มหมาของบ้านตาเป๋หม่า

เฉินโฉวกระทืบเท้าในเล้าไก่ไปพลางเล่าไปพลาง “แต่ว่า ตอนนี้หม่าเหลียนคงแค้นพวกเราแทบตาย เรื่องนั้นเปิดโปงออกมาแล้ว บีบให้เขาต้องยอมรับว่าบทงิ้วเป็นเจ้าเขียนแทนเขา ต่อให้เขาเที่ยวโพนทะนาไปทั่วว่าเจ้าสวมรอยปลอมแปลงชื่อ เขาไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิง คาดว่าคนตาแหลมล้วนไม่เชื่อเขา หึๆ”

 

วันสอบเคอจวี่เพียงพริบตาก็มาถึง ตามกฎระเบียบแล้ว หลังจากกำหนดหัวข้อคำถาม หลันเจวี๋ยและขุนนางผู้ร่วมออกข้อสอบรวมถึงผู้รู้เรื่องข้อสอบล้วนต้องถูกกักตัว จนกระทั่งการสอบเสร็จสิ้นจึงจะปล่อยตัวออกมาได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลันเจวี๋ยจึงมิอาจกลับจวนหลายวัน เขาไม่วางใจปล่อยให้หลันฮุยอยู่ในจวนเพียงลำพัง 

หลิ่วถงอี่ หลานชายคนโตของตระกูลหลิ่วเข้าร่วมการสอบครั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหา จวนสกุลหลิ่วไม่อาจรับหลันฮุยไปดูแล หลันเจวี๋ยจึงไปขอร้องหวังเยี่ยน

หวังเยี่ยนตอบรับอย่างเต็มใจและยินดี หลันเจวี๋ยสั่งให้คนจัดสัมภาระให้หลันฮุยทันที ไปส่งบุตรชายถึงจวนสกุลหวังด้วยตนเอง

หลันเจวี๋ยรู้สึกมาโดยตลอดว่านิสัยใจคอของหลันฮุยดูห่อเหี่ยวอัดอั้น ที่จงใจส่งหลันฮุยมาบ้านสกุลหวังเพื่อทำให้หลันฮุยสดชื่นขึ้น แม้บุตรชายของหวังเยี่ยนจะซุกซน แต่ดีที่สดใสร่าเริง

จวนรองเสนาบดีของหวังเยี่ยนตั้งอยู่บนถนนหรงอันทางเหนือของเมือง หลันเจวี๋ยส่งหลันฮุยเข้ามาถึงจวน ทันทีที่เข้ามาในลานอุทยาน ก็เห็นหัวของหลายคนผลุบโผล่ออกมาจากกิ่งไม้ใหญ่ ทำหน้าผีแลบลิ้นปลิ้นตาและเขวี้ยงหินใส่หลันเจวี๋ยและหลันฮุย

ไม้ใหญ่ต้นนั้นไม่นับว่าอวบหนานัก กิ่งไม้สั่นไหว

หวังเยี่ยนตวาดไปทางต้นไม้ใหญ่อย่างทรงพลัง สั่งให้พวกเขาลงมาคารวะทักทายท่านลุงหลัน เด็กหลายคนหน้านิ่วคิ้วขมวดปีนลงมาจากต้นไม้ บิดซ้ายบิดขวาแหกปากร้องทักว่า “คารวะท่านลุงหลัน”

หวังเยี่ยนบิดหูเด็กสองคนที่โตหน่อยในนั้น กล่าวกับหลันเจวี๋ยอย่างขออภัย “วานรหลายตัวบ้านข้าแต่ไรมาไร้ระเบียบวินัย เห็นขันแล้ว”

หลันเจวี๋ยอมยิ้มกวาดตามองเด็กห้าคนตรงหน้า “พี่โม่เหวิน ท่านมีบุตรชายสามคนมิใช่หรือ อีกสองคนนี่...”

หวังเยี่ยนกระแอมเสียงหนึ่ง คลายมือจากใบหูข้างหนึ่ง ชี้ไปที่สองคนหน้าแป้นแล้น “ยังมีอีกสองคนเป็นบุตรี”

หลันฮุยได้ฟังว่ามีเด็กหญิง หน้าก็แดงซ่าน เอ่ยทักทายตะกุกตะกัก สองเด็กหญิงเบะปากยื่น คนโตหน่อยปาเศษหินใส่เขา

หวังเยี่ยนตวาดหน้าเครียด “นี่ เหลวไหล!” ทั้งยังตำหนิไปทางระเบียงด้านใน “พวกเจ้าประดาแม่ๆ ทั้งหลายก็ไม่รู้จักอบรมลูกเต้า ทำข้าขายหน้าต่อหน้าแขก!”

ศาลารับลมสุดระเบียงด้านในแว่วเสียงสับไพ่และเสียงหัวร่อต่อกระซิกของอิสตรี เสียงสับไพ่ชะงักลง เสียงแม่นางคนหนึ่งเอื้อนเอ่ยเอ้อระเหย “นายท่านว่าเช่นนี้ ราวกับว่ายามปรกติคนที่ห้ามปรามมิให้กวดขันลูกเต้าเป็นพวกเรากระนั้น”

สีหน้าของหวังเยี่ยนอมเขียวอมม่วง หลันเจวี๋ยรีบหาหัวข้อเบี่ยงประเด็น พลันเหลือบเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ไกลออกไปบนระเบียงยาว สวมชุดสีคราม คิ้วตาสง่างาม ดูหล่อเหลาไร้เปรียบปาน ชายหนุ่มยิ้มให้หลันเจวี๋ยแต่ไกล ประสานมือคำนับก่อนหันกลับเข้าห้อง หลันเจวี๋ยคำนับตอบ เอ่ยกับหวังเยี่ยนว่า “ที่แท้น้องชายท่านอยู่ที่จวนด้วย หลายปีก่อนเคยพบหนหนึ่ง ตอนนั้นยังเล็ก บัดนี้หล่อเหลาสง่างามเพียงนี้แล้ว”

หลังเยี่ยนเอ่ยว่า “อาเซวียนเจ้าหมอนั่นยิ่งโตยิ่งเหมือนท่านพ่อข้า ไหนเลยจะโดดเด่นเช่นนี้ นี่คืออวิ๋นอวี้ บุตรชายคนรองของราชครู อาเซวียนสองวันมานี้พักอยู่ที่นี่ จึงนัดเขามาดื่มชา”

หลันเจวี๋ยกระจ่างโดยพลัน “ที่แท้บุตรคนรองของราชครูอวิ๋น เป็นยุวชนสง่างามโดยแท้ ดูท่าอีกไม่นานคงได้เข้าสู่ราชสำนัก ชนรุ่นหลังน่ายำเกรง”