(4)

เถาโจวเฟิงหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน

เขาฝันว่าตนเองพิจารณาคดี ตัดสินประหารจางผิง จางผิงกลายเป็นผีตนหนึ่ง ร่างชุ่มโชกด้วยเลือดจ้องเขาตาถมึงทึงลากเสียงระโหย “ข้า...ถูก...ปรักปรำ...”

เถาโจวเฟิงสะดุ้งพรวดขึ้นนั่ง เหงื่อแตกพลั่กทั้งตัว ไก่ตัวผู้ที่ภรรยาเขาเลี้ยงจนกึ่งเต็มวัยโก่งคอขัน ฟ้ายังไม่ทันสาง น่าจะใกล้เวลาเข้าเฝ้าแล้ว

ภรรยาของเถาโจวเฟิงพลิกตัวมา เกลี้ยกล่อมว่า “ท่านพี่ ท่านกราบทูลจักรพรรดิว่าขอลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมอาญาอันใดนี้เถิด ทั้งชีวิตกระทั่งเรื่องผีสางท่านยังไม่กล้าฟัง ไหนเลยเหมาะทำงานแบบนี้ เบี้ยหวัดเงินปีมิได้รับเพิ่มสักอีแปะ แต่ต้องฝันร้ายทุกวี่วัน อกสั่นขวัญแขวนจนหนวดเคราขาวโพลนสิ้นแล้ว สำนักราชบัณฑิตประเสริฐนัก ฉินฟูเหรินเล่าให้ข้าฟังว่าตาแก่บ้านนางวันๆ อยู่ว่างเหลือเกิน”

เถาโจวเฟิงลงจากเตียงโดยไม่เอ่ยกล่าวสักคำ ก้าวไปถึงข้างประตู ดึงเปิดออก ภายนอกมืดสนิทเป็นแผ่นผืน

 

ถึงที่ว่าการ เถาโจวเฟิงยังคงจิตใจไม่สงบ เขาคิดมาคิดไป รู้สึกว่าจางผิงผู้นี้อาจถูกปรักปรำ บัณฑิตที่กำลังจะเข้าสอบเคอจวี่ ละทิ้งอนาคตอันดีงาม สังหารหัวหน้าคณะงิ้วคนหนึ่ง นี่มิใช่พฤติกรรมของปัญญาชน

เขาเปิดอ่านเอกสาร เห็นว่าหลักฐานทุกอย่างล้วนชี้เป้าไปที่จางผิงอย่างชัดเจนเถาโจวเฟิงถอนหายใจ สาวเท้าเดินอย่างกลัดกลุ้ม

ยามเที่ยง เถาโจวเฟิงไปเยี่ยมจางผิงในที่คุมขังด้วยตนเอง จางผิงนั่งกินข้าวอยู่มุมหนึ่ง เขาวางหมานโถวครึ่งลูกที่เหลือลงในชามอย่างระมัดระวัง ก่อนลุกขึ้นยืนคารวะ

เถาโจวเฟิงลอบคิดในใจ นี่เป็นอนุชนรุ่นหลังผู้ประเสริฐโดยแท้

เถาโจวเฟิงกล่าวน้ำเสียงอบอุ่น “ในคุกนี้ออกจะลำบากสักหน่อย เจ้าอยู่ในนี้ไม่ว้าวุ่นใจ ไม่นึกแค้นเคืองข้าหรอกหรือ”

จางผิงตอบ “ข้าน้อยมิใช่คนร้าย เชื่อว่าต้องได้รับความยุติธรรม”

เถาโจวเฟิงน้ำเสียงอ่อนโยน “รองเสนาบดีหวังบอกข้าว่าเขารู้สึกว่าเจ้ามิใช่คนร้ายลอบทำร้ายจินหลี่ฟา แต่เมื่อรองเสนาบดีหวังมาพบเจ้าเพื่อสอบถามข้อน่าสงสัยอื่น เหตุใดเจ้าโยกโย้โต้แย้ง การช่วยรองเสนาบดีหวังเสาะหาข้อน่าสงสัยของผู้อื่น ไยมิใช่ยิ่งมีหวังหลุดพ้นข้อกล่าวหา”

จางผิงหลุบตาลง “สิ่งที่รองเสนาบดีหวังสงสัยนั้นมิได้น่าสงสัย ข้าน้อยไม่อาจกล่าวว่าน่าสงสัย”

เถาโจวเฟิงลูบเครา “เจ้าเหตุใดมั่นใจว่าไม่น่าสงสัย”

ในคุกมืดมัวสลัวราง พัศดีชูคบเพลิงส่องให้สว่าง จางผิงยืนอยู่กลางแสงไฟวูบไหว สีหน้าแววตาเป็นแบบเดียวกับผีถูกปรักปรำที่อยู่ในฝันของเถาโจวเฟิงอย่างไรอย่างนั้น “หากใต้เท้าเชื่อ ข้าน้อยสามารถเสาะหาหลักฐานและพยานได้”

 

นางจินหลี่ก็นอนฝันทั้งคืนเช่นกัน นางฝันเห็นหลีเหนียงลูกผู้น้องยืนอยู่หน้าเตียง ร้องเรียกนางว่า “ท่านพี่...ท่านพี่เซียงหวั่น”

นางจินหลี่จิตใจว้าวุ่น นั่งนอนไม่สงบ

กรมอาญาส่งคนมาแจ้งแก่นางว่าบนคมมีดของคนร้ายอาจมีพิษ หรืออาจเป็นเพราะขณะจินหลี่ฟาตกลงไปในหลุมส้วม สิ่งโสโครกเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป อาการบาดเจ็บสาหัสอันตรายอย่างยิ่ง แต่จินหลี่ฟาเปิดปากพูดสองสามคำ เป็นกุญแจสำคัญของคดี กรมอาญาจะพยายามรักษาชีวิตเขาไว้อย่างสุดความสามารถ โยกย้ายท่านหมอเลื่องชื่อมาช่วยรักษาแล้วไม่น้อย อีกทั้งยังติดประกาศ รับสมัครให้รางวัลท่านหมอที่สามารถรักษาจินหลี่ฟาให้หายได้มีท่านหมอคนบ้านเดียวกันกับจินหลี่ฟาเดินทางมาอยู่ในนครหลวงพอดี จึงสมัครเข้ารักษาจินหลี่ฟาด้วย นางจินหลี่ขอร้องเข้าเยี่ยมสามีสักหน แต่มิได้รับอนุญาต

ทั้งวี่ทั้งวันนางราวถูกเคี่ยวทอดด้วยน้ำมันกระนั้น ลูกศิษย์ลูกหาฝึกลูกคออยู่ในลานบ้าน ฟังแล้วจิตใจสับสนกระวนกระวายนั่งข้างหน้าต่างลูบคลำเข็มด้าย เพียงใจลอยก็คล้ายหวนกลับไปสู่อดีตเมื่อหลายปีก่อน นางตั้งครรภ์บุตรคนโต นั่งเย็บผ้าเอี๊ยมอยู่ข้างหน้าต่าง หลีเหนียงผลักประตูเข้ามายิ้มให้นาง “ท่านพี่”

หลีเหลียงหลายวันนั้นแตกต่างจากวันปรกติ ผู้อื่นไม่ทันสังเกต นางกลับมองออก

สีหน้าสดใสเปี่ยมชีวิตชีวากว่าเมื่อก่อน ราวกับแต่งแต้มขี้ผึ้งสีชาด แดงระเรื่อเปล่งปลั่ง ยามปรกติเซื่องซึมป่วยกระเสาะกระแสะบัดนี้มักกัดริมฝีปากอมยิ้ม หางตาตวัดโค้งขึ้น แววตาละล่องลอย มิรู้ว่าคิดอันใดอยู่

นางบีบมือของหลีเหนียงแล้วกระเซ้าว่า “น้องสาวของข้าคนนี้ คงมิใช่คบหาคนรู้ใจลับหลังพ่อแม่หรอกกระมัง”

สองตาของหลีเหนียงกระเพื่อมเป็นคลื่นน้ำ ถามว่า “พี่เซียงหวั่น ท่านเชื่อเรื่องเทพเซียนหรือไม่”

นางตอบว่า “เชื่อ เชื่อว่ามีเทพเซียนชราเคราขาวคล้องด้ายยาวในมือเจ้าเชื่อมต่อกับคุณชายรูปงามดั่งพานอัน*ที่อยู่ตรงปลายอีกด้าน”

[*หนึ่งในสี่บุรุษรูปงามแห่งประวัติศาสตร์จีน]

หลีเหนียงก้มหน้าแย้มยิ้ม “ท่านพี่จำตอนเด็กที่เราอธิษฐานกับเพียงพอนตัวนั้นได้หรือไม่”

เซียงหวั่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คลับคล้ายว่ามีเรื่องทำนองนี้ ตอนยังเล็ก สวนหลังบ้านมีเพียงพอนตัวหนึ่งขโมยกินไก่ ถูกกับดักหนีบขาหลัง วิ่งตัวสั่นงันงกผ่านหน้านางและหลีเหนียงไป

พวกนางเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าว่าเพียงพอนผายลมเหม็นจนไม่อาจดมได้ ดังนั้นจึงถอยกรูดสามก้าว มองมันมุดลอดช่องสุนัขหนีไปตาปริบๆ

เซียงหวั่นตะลึงไปเล็กน้อย เย้าว่า “หรือเพียงพอนแปลงเป็นปีศาจมาเกาะแกะเจ้า”

หลีเหนียงบิดผ้าเช็ดหน้าไม่พูดไม่จา นางจึงคว้ามือหลีเหนียงมากำไว้ “น้องสาวคนดี เจ้าอย่าได้ทำให้ข้าตกใจ เพียงพอนเป็นสัตว์สกปรก  ผีสางเอยปีศาจเอยก็ไม่สมควรข้องเกี่ยว เป็นสาวเป็นนาง อย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด”

หลีเหนียงปล่อยหัวร่อพรวด “ท่านพี่ ข้ารู้แล้ว แต่เขามิได้ทำร้ายข้า เขาเป็นเซียน ข้ามองไม่เห็นใบหน้าของเขากลิ่นหอมบนตัวเขามีเพียงเทพเซียนบนชั้นฟ้าเท่านั้นที่มีในสายตาของเขา ปุถุชนสามัญเยี่ยงพวกเราต่างหากที่ทั้งเหม็นทั้งสกปรก”

ประตูดังปังๆๆ นางจินหลี่มือกระตุก เข็มแทงใส่มือ นางคว้าผ้ามาชิ้นหนึ่งพันนิ้วไว้ เจ้าหน้าที่กรมอาญาสองสามนายเข้ามาในห้อง

“นางจินหลี่ ใต้เท้าเสนาบดีจะเปิดศาลไต่สวนคดีนี้อีกครั้ง ไปกับพวกเราสักเที่ยวเถอะ”

 

เปิดศาลไต่สวนครั้งที่สอง บรรยากาศใกล้เคียงกับครั้งแรก เพียงทว่าผู้ที่ยืนข้างตัวใต้เท้าเถาเปลี่ยนเป็นขุนนางสวมชุดรองเสนาบดีสีแดงสด

นางจินหลี่จดจำคนผู้นี้ได้ เขาคือหวังเยี่ยน บุตรชายคนโตขององคมนตรีหวังในรัชกาลนี้ นางได้ฟังเสี่ยวอู่เล่าว่าขณะที่คณะงิ้วแสดงอยู่ที่จวนของรองเสนาบดีหลัน รองเสนาบดีหวังท่านนี้ก็อยู่ในที่นั้น เรียกหลี่ชี ฉิงซูและเซียงเหอไปสอบถามด้วย

ในใจนางจินหลี่เกิดลางสังหรณ์ไม่ดี ในโถงศาลมีเพียงนางเท่านั้นที่คุกเข่าอยู่ ทั้งจางผิงและเฉินโฉวต่างไม่อยู่ ใต้เท้าเถากระแอมล้างลูกคอ เอ่ยว่า “คดีนี้ไต่สวนอีกคราในวันนี้ เนื่องเพราะพบเบาะแสสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนางจินหลี่ ข้าขอถามเจ้า เจ้าว่าเจ้าได้ยินเสียงร้องจินหลี่ฟาสามีเจ้า ถึงได้ไปยังสุขา มีพยานหรือไม่”

นางจินหลี่ชะงักไปพักหนึ่ง ตอบเสียงสั่นว่า “ใต้เท้า นี่ท่านสงสัยว่าข้าน้อยวางแผนทำร้ายสามีตัวเองหรือ ข้าถูกปรักปรำ ท่านใต้เท้า! ข้าน้อยกับสามีอยู่กินกันมายี่สิบปี รักใคร่กันมาโดยตลอด เหตุใดถึงต้องทำร้ายเขา ขอใต้เท้าตรวจสอบให้กระจ่างด้วย! คนร้ายเป็นจางผิงคนนั้นชัดๆ!”

ใต้เท้าเถากล่าวว่า “บัดนี้ยังเสาะหาอาวุธทำร้ายไม่พบ แม้นว่าจางผิงต้องสงสัย แต่ไม่มีหลักฐานรัดกุม ข้าตัดสินคดีมาหลายคดี คนร้ายมักเป็นคนแรกที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าเองก็ไม่มีพยาน จึงไม่อาจตัดออกจากฐานะผู้ต้องสงสัย”

นางจินหลี่คลานเข่าขึ้นหน้าสองก้าว ร่ำไห้เอ่ยว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยรักใคร่กันดีกับสามี ทั้งคณะงิ้วต่างเป็นพยานได้ ข้าน้อยจะวางแผนทำร้ายสามีตนเองได้อย่างไร นี่ย่อมเป็นจางผิงผู้นั้นใส่ความข้าน้อย!”

ใต้เท้าเถาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง โบกมือขึ้น เจ้าหน้าที่นำตัวคนผู้หนึ่งข้ามธรณีประตูเข้ามา คุกเข่าข้างตัวนางจินหลี่ เป็นหลี่ชีนั่นเอง

หลี่ชีย้อนความ “ฟูเหริน สิบกว่าปีก่อน ตอนที่คุณหนูหลีเหนียงเสียชีวิต ท่านออกหน้าเป็นพยานว่าคุณหนูหลีเหนียงเคยเล่าให้ท่านฟังว่านางรู้จักปีศาจเพียงพอนตัวหนึ่ง นายท่านใหญ่และฟูเหรินใหญ่ถึงได้มั่นใจว่าคุณหนูหลีเหนียงถูกปีศาจเพียงพอนดูดคร่าวิญญาญจนตาย มิผิดกระมัง”

ใต้เท้าเถาเอ่ยว่า “นางจินหลี่ จากการตรวจสอบรูปคดีพบว่าหลีเหลียงน้องสาวของเจ้า ตอนนั้นถูกคนล่อลวงข่มขืน ต่อมาเสียชีวิต หาใช่ฝีมือปีศาจอันใดไม่ เจ้าไม่รู้เรื่องจริงหรือ”

ทั้งร่างนางจินหลี่สั่นราวกับกำลังร่อนตะแกรง “ใต้เท้า น้องสาวของข้าน้อยถูกปีศาจจิ้งจอกสูบคร่าวิญญาณจนตายจริงๆ อีกอย่างนางเสียไปเกือบยี่สิบปีแล้ว นี่เกี่ยวข้องกับการที่สามีข้าถูกทำร้ายอย่างไร”

ใต้เท้าเถาเอ่ยเนิบช้า “จากการตรวจสอบ หลีเหนียงน้องสาวผู้เป็นลูกท่านลุงของเจ้าถูกเลี้ยงอยู่ในหอนอนส่วนลึก ไม่มีโอกาสพบปะบุรุษใด มีเรื่องเช่นนี้หรือไม่”

นางจินหลี่พยักหน้า สะอื้นฮักเล่าเสียงขาดๆ ต่อๆ ว่า “ใต้เท้า...ดังนั้นการตายของหลีเหนียงจึงเป็นฝีมือของปีศาจ นางเคยเล่าให้ข้าฟังจริงๆว่าเพียงพอนตัวหนึ่งกลายเป็นเซียน มาหานาง...”

ใต้เท้าเถาย้อนถาม “เช่นนั้นไฉนเจ้าไม่แจ้งบิดามารดาของนาง”

นางจินหลี่ร่ำไห้ “ต่อมานางบอกข้าน้อยอีกว่านั่นเป็นเรื่องล้อเล่น...พวกเราพี่สาวน้องสาวมักเล่นสำราญด้วยกัน ข้าคิดว่ามิใช่เรื่องจริง...จนนางตายแล้ว...ข้าถึงได้รู้ว่าเป็นความจริง”

หวังเยี่ยนข้างกายเถาโจวเฟิงเอ่ยเสียงเย็น “สตรีวัยเยาว์ยังมิได้ตกแต่ง อยู่ภายในหอนอนส่วนลึก ยากพบเห็นบุรุษอย่างแท้จริง แต่บุรุษบางคนกลับพบเห็นนางได้โดยง่าย อย่างเช่นบิดาพี่ชาย หรือพี่เขย...”

เสียงร่ำไห้ของนางจินหลี่ชะงักกึก ใต้เท้าเถาทอดถอนใจ “นางจินหลี่ ฟังว่าแต่ก่อนจินหลี่ฟาสามีเจ้าที่ต้องการสมรสด้วยก็คือหลีเหนียงน้องสาวเจ้า ต่อมาเปลี่ยนมาตกแต่งเจ้า มีเรื่องนี้หรือไม่”

ในโถงศาลเงียบสนิทเป็นเป่าสาก ผ่านไปพักหนึ่งเจ้าหน้าที่หลายนายกุมตัวจางผิงเดินเชื่องช้ามาเบื้องหน้าโต๊ะตุลาการ เถาโจวเฟิงพยักหน้าเป็นสัญญาณให้หวังเยี่ยน หวังเยี่ยนหันเหสายตาไปทางด้านล่าง “นางจินหลี่ เจ้าบอกใต้เท้าเสนาบดีและข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าถึงให้จางผิงเขียนเรื่อง ‘บุรุษจิ้งจอก’ นี้”

ฟันของนางจินหลี่กระทบกันดังกึกๆ “ข้าน้อย...ข้าน้อยบังเอิญฝัน จึงบังเกิดความคิด...”

หวังเยี่ยนเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าให้จางผิงเขียนเรื่องนี้ก็เพื่อจินหลี่ฟาสามีของเจ้า!”

 

จินหลี่ฟาตะเกียกตะกายอยู่ในความมืด เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคย

เป็นเขา เขามาแล้ว

มือของจินหลี่ฟากระตุกเกร็งสองครา เสียงดังอึกอักในลำคอ หอบหายใจกระชั้น

เซียนพังพอน...เขา...

 

“นางจินหลี่ เจ้าตระหนักดีว่าการตายของหลีเหนียงในวันนั้นมีเรื่องเคลือบแคลงน่าสงสัย เจ้าพอคาดเดาได้รำไรว่าฆาตกรเป็นผู้ใด กลับเก็บงำเรื่องราวไว้ในใจเกือบยี่สิบปี ไม่ยอมเปิดเผยมาโดยตลอด เจ้ามีเจตนาให้จางผิงเขียนเรื่องคดีนี้ ขณะที่เขาเขียนบทงิ้วให้บังเอิญเปิดเผยความจริงของคดี ธูปมอมเมาและใบหน้าที่จงใจปกปิดล้วนแสดงว่าคดีนี้บุคคลที่หลีเหนียงรู้จักเป็นผู้กระทำ ปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อจินหลี่ฟาเห็นบทงิ้วยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเจ้า เจ้าจึงฉวยโอกาสนี้ ลงมือทำร้ายสังหารสามีด้วยความช้ำใจ โยนความผิดให้จางผิง!”

นางจินหลี่โขกศีรษะสุดกำลัง หน้าผากซึมเลือดรางๆ “ใต้เท้าเสนาบดี ใต้เท้ารองเสนาบดี ข้าน้อยมิได้สังหารทำร้ายสามี ยิ่งไม่รู้เรื่องเคลือบแคลงน่าสงสัยที่น้องสาวประสบ หากข้าน้อยพูดปด ขอให้โดนฟ้าลงทัณฑ์ห้าอสุนีบาต!”

จางผิงช้อนสายตาขึ้นมองหวังเยี่ยนแวบหนึ่ง หวังเยี่ยนหรี่ตา “จางผิง ดูจากสีหน้าเจ้า คล้ายในใจไม่ยอมรับการคาดการณ์ของข้า?”

จางผิงมองเขาอีกปราด ไม่เอ่ยสักคำ

หวังเยี่ยนหัวร่อเสียงเย็น เบือนสายตา “หลี่ชี เจ้าว่ามาการคาดการณ์ของข้าถูกต้องหรือไม่”

หลี่ชีฟุบหมอบกับพื้น “ใต้เท้าเสนาบดีปรีชาสามารถ รองเสนาบดีเก่งกาจหลักแหลม ข้าน้อยเป็นเพียงคนเล่นงิ้ว มิบังอาจวิพากษ์วิจารณ์คดีความ”

หวังเยี่ยนยกแขนเสื้อขึ้น “เจ้าไหนเลยแค่ไม่บังอาจวิพากษ์วิจารณ์ ในตอนนี้ในใจเจ้าคงลอบเอ่ยว่า รองเสนาบดีหวังผู้นี้ช่างโง่เขลาเสียนี่กระไร เอ่ยอันใดมาเขาล้วนเชื่อทั้งสิ้น เดินไปตามแผนที่ข้าวางไว้ทุกก้าว ใช่หรือไม่”

หลี่ชีตัวสั่นงันงก เงยหน้าขวับ หวังเยี่ยนหมุนตัวมาโค้งคำนับเถาโจวเฟิง “ใต้เท้าเสนาบดี”

เสนาบดีเถากระแอมเสียงหนึ่ง จัดกระชับเสื้อผ้า ตบไม้ปลุกสติลงกับโต๊ะทีหนึ่ง “หลี่ชี เหตุใดเจ้าต้องใส่ร้ายว่าจินหลี่ฟาและภรรยาสังหารคน สองคดีนี้มีความจริงอย่างไรแน่ รีบสารภาพมาแต่โดยดี!”

หลี่ชีระทดระทวยสั่นเทิ้มอยู่กับพื้น

หวังเยี่ยนทอดตามองเขา แค่นหัวร่อเย็นชาลึกล้ำ “หากจินหลี่ฟาและนางจินหลี่เกี่ยวพันกับการตายของหลีเหนียง ย่อมไม่นำเรื่องนี้มาให้คนเขียนเป็นบทงิ้วเด็ดขาด เจ้าเป็นเพียงข้ารับใช้ ถึงกับรู้ความลับมากมายเพียงนี้ คิดว่าคงเข้าไปที่หอนอนส่วนลึกได้ สิบกว่าปีก่อน เจ้าล่อลวงกระทำชำเราหลีเหนียง คงถูกจินหลี่ฟาจับได้โดยบังเอิญ ตอนนั้นเขาเองก็มิได้คิดว่าเรื่องที่พบจะเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรม คาดไม่ถึงว่าหลังบทงิ้วเขียนเสร็จแล้ว ถึงกับแตะต้องหัวใจสำคัญของคดีฆาตกรรม

เจ้ากลัวว่าจินหลี่ฟาจะประหวัดถึงเรื่องในวันนั้นแล้วค้นพบเรื่องมีลับลมคมใน เพื่อปิดปากเขา จึงฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์เท็จใส่ความว่าจางผิงสังหารคนเสียเลย จะได้กำจัดทั้งจินหลี่ฟา นางจินหลี่และจางผิงผู้เขียนบทงิ้วจนทะเล่อทะล่าไปแตะเข้ากับจุดสำคัญโดยไม่ตั้งใจทิ้งในคราวเดียว

ต่อมาจากหลักฐานที่มือปราบตรวจสอบได้ ขณะที่บทงิ้วเขียนแล้วเสร็จ เด่นชัดว่าจินหลี่ฟาและนางจินหลี่ล้วนมิได้อยู่ในนครหลวง เจ้ากลับจงใจดัดแปลงแก้ไข มาหว่านล้อมโน้มนำให้ข้าคิดว่าจินหลี่ฟามีพิรุธ ยิ่งกว่านั้นวางแผนในทุกวาจาทุกประโยค มีเจตนาหลอกใช้ข้าเป็นเบี้ยตัวหนึ่ง ช่างเจ้าเล่ห์เพทุพายถึงที่สุด น่าเสียดาย ฉลาดนักมักพลาดเสียเอง การกระทำทุกสิ่งอย่างของเจ้า กลับกลายเป็นหลักฐานว่าเจ้านั่นแหละเป็นฆาตกร!”

หลี่ชีหมอบราบแนบพื้น ร้องว่าถูกปรักปรำน้ำหูน้ำตานองหน้า

หวังเยี่ยนสอดมือเข้าแขนเสื้อก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าจางผิง “จางผิง ในตอนนั้นเจ้าพร่ำบอกว่าตัวข้าผิดไปแล้ว บัดนี้ยังจะพูดกับข้าด้วยประโยคนั้นหรือไม่”

จางผิงยังคงไม่เอ่ยคำ หวังเยี่ยนเดินวนรอบตัวเขาหนึ่งเที่ยว พลันมือปราบผู้หนึ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน คุกเข่าข้างหนึ่งหน้าศาล “ใต้เท้าเสนาบดี ได้ตัวแล้ว”

เถาโจวเฟิงโบกไม้โบกมือ “เร็ว รีบนำตัวขึ้นมาในศาล!”

มือปราบเร่งร้อนจากไป ไม่นานนัก มือปราบสี่ห้านายผลักคนผู้หนึ่งเข้ามาในโถง

คนผู้นั้นอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างผอมสูง สีหน้าเหลืองเล็กน้อย หนวดเคราหร็อมแหร็ม บนศีรษะคาดผ้าสี่เหลี่ยม สวมเสื้อผ้ากลางเก่ากลางใหม่ พาดด้วยล่วมยา ดูท่าทางเป็นท่านหมอ

จางผิงขึ้นหน้าหนึ่งก้าว โค้งคำนับไปทางเหนือโถงศาล “ใต้เท้าเสนาบดี คนผู้นี้คือคนร้ายข่มขืนสังหารหลีเหนียงเมื่อสิบกว่าปีก่อน และลอบทำร้ายจินหลี่ฟาเมื่อหลายวันก่อน”

นางจินหลี่มองท่านหมอผู้นั้น เรียกเสียงสั่น “จะ....เจ้า”

ท่านหมอหน้าตาไร้อารมณ์ยอมให้มือปราบกดตัวคุกเข่าลงกับพื้นแต่โดยดี มือปราบอุ้มกระต่ายเป็นมาตัวหนึ่ง หลังจากขุนนางแพทย์แซ่หนิวผู้รักษาอาการจินหลี่ฟามาโดยตลอดแทงเข็มเงินเข้าไปที่หูกระต่ายแล้ว ไม่นานสองตากระต่ายก็หรี่ปรือ ฟุบหมอบกับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวราวกับหลับไปแล้วกระนั้น

ใต้เท้าเถากล่าวว่า “บนเข็มเงินเด่นชัดว่าฉาบยา เหตุใดเข็มไม่เปลี่ยนเป็นสีดำ”

แพทย์หนิวรายงานว่า “ที่ฉาบบนเข็มเงินมิใช่ยาพิษ แต่เป็นยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง ข้าน้อยไปขอคำชี้แนะจากสำนักแพทย์หลวงเป็นการเฉพาะ ใน ‘บันทึกตำรับเบ็ดเตล็ด’ กล่าวว่าแถบภูเขาลิ่วหนันมีตำรับพื้นบ้าน นำสมุนไพรในท้องถิ่นที่มีชื่อว่าเขี้ยวหมู หูม้า ปอแกะมาเคี่ยวผสมกัน ทำให้คนสัตว์สลบไสลไร้ความรู้สึก”

เถาโจวเฟิงถาม “เพียงแค่สลบไม่มีสติ ไม่ถึงแก่ชีวิต จะตัดสินได้อย่างไรว่าเขามีเจตนาสังหารจินหลี่ฟา”

แพทย์หนิวตอบ “หลังยาสมุนไพรที่ฉาบบนเข็มทำให้คนหมดสติแล้ว ชีพจรก็จะอ่อนแอมาก ลมหายใจแผ่วเบาประดุจคนตาย เขาใช้เข็มนี้แทงจุดปราณใหญ่เช่นจุดทงเทียนเฉิงกวง หากมิใช่พวกข้าน้อยช่วยไว้ทันกาล จินหลี่ฟาย่อมเสียชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย”

ท่านหมอผู้นั้นหมอบราบแนบพื้นไม่ขยับเขยื้อน นางจินหลี่ร้องบอกว่า “ใต้เท้า เขาคือหลัวหลิ่งคนบ้านเดียวกันกับข้าน้อยและสามี ประมาณสองเดือนก่อนเขามาถึงนครหลวง พักอาศัยที่ปากตรอก ด้วยคิดว่าเป็นคนบ้านเดียวกันก็สะดวกหน่อย คนในคณะกระทั่งข้าน้อยและสามีเกิดปวดหัวตัวร้อนก็ให้เขารักษา อุดหนุนเขาอยู่เนืองๆ กับเขาไร้ซึ่งความแค้น เหตุใดเขาจึง...”

ท่านหมอผู้นั้นเอาแต่ฟุบหมอบ ไม่เอ่ยกล่าววาจาสักคำ ใต้เท้าเถาตบไม้ปลุกสติลงกับโต๊ะ “หลัวหลิ่ง เจ้าเจตนาสังหารทำร้ายจินหลี่ฟา หลักฐานความผิดชัดแจ้ง คืนนั้นใช้มีดแทงจินหลี่ฟาบาดเจ็บ ผลักเขาลงหลุมส้วม อีกทั้งเรื่องข่มขืนสังหารหลี่หลีเหนียงเมื่อสิบกว่าปีก่อน เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่กันแน่”

หลัวหลิ่งค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเอ่ยว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยเพียงแต่รักษานายท่านจินตามใบปิดประกาศ เพื่อให้นายท่านจินทรมานน้อยลง จึงฉาบยาลงบนเข็ม ใต้เท้าแพทย์ก็กล่าวแล้วว่ายานั้นเพียงทำให้สลบ ข้าน้อยมิเคยพบเห็นสถานการณ์ใหญ่โต ตัวอยู่ในกรมอาญา สองข้างมีขุนนางมากมายเยี่ยงนี้ อดตกประหม่าเลอะเลือนไปชั่วขณะมิได้ แทงเข็มผิดตำแหน่ง เกือบทำร้ายจินหลี่ฟาจนตาย เป็นเพราะฝีมือการรักษาของข้าน้อยไม่แม่นยำ แต่ไม่เกี่ยวกับคำว่าลอบทำร้ายเป็นเด็ดขาด อีกทั้งเรื่องข่มขืนสังหารยิ่งทำให้ข้าน้อยงุนงง เป็นดังที่จินฟูเหรินว่าไว้ นายท่านจินและจินฟูเหรินมีบุญคุณต่อข้า ข้าน้อยไยต้องทำร้ายพวกเขา”

เถาโจวเฟิงลูบเคราไม่เอ่ยวาจา

หลัวหลิ่งกล่าวต่อเนื่อง “หากใต้เท้าเสนาบดีไม่เชื่อ ไปตรวจค้นในบ้านของข้าน้อยได้ ดูว่าค้นหาหลักฐานกระทำผิดได้หรือไม่ อีกประการหนึ่ง ข้าน้อยเป็นเพียงหมอยา มือไม้ไร้เรี่ยวแรงมัดไก่ บ้านของนายท่านจินเปิดคณะงิ้ว ในวัยหนุ่มฝึกฝนหมัดมวย ร่างกายกำยำแข็งแรงแม้นข้าน้อยหลบซุ่มในสุขาโจมตีนายท่านจิน ก็ไม่แน่ว่าจะสำเร็จ ห้องสุขาทั้งเล็กทั้งแคบ นายท่านจินถูกแทง ย่อมต้องดิ้นรน ไม่แน่อาจผลักข้าตกหลุมส้วมก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้นแสงจันทร์ส่องสว่าง บริเวณใกล้ๆ ห้องสุขาไร้ซึ่งที่เหมาะสมต่อการซ่อนตัว ทั้งคณะงิ้วต่างรู้จักข้า กระทำความผิดแล้วหลบหนี ย่อมถูกเปิดโปงร่องรอยและที่หลบซ่อนได้ง่ายที่สุด ข้าน้อยหากคิดทำร้ายนายท่านจิน วางยาพิษในยาของเขาก็ได้แล้ว จะใช้วิธีนี้ไปไยกัน”

ใต้เท้าเถาลูบเคราไม่หยุด ยังคงไม่เอ่ยวาจา

หวังเยี่ยนแค่นหัวร่อเสียงเย็นสองครา “จางผิง เจ้าบอกแก่ใต้เท้าเสนาบดีว่าหลัวหลิ่งเป็นคนร้ายตัวจริงที่ทำร้ายจินหลี่ฟาและข่มขืนสังหารหลีเหนียง ยังมีหลักฐานอื่นหรือไม่”

จางผิงค้อมตัว ไม่ตอบคำถาม

หวังเยี่ยนหัวร่อเย็นชาอีกครั้ง “นั่นก็คือไม่มี? ช่างน่าขันสิ้นดี! นี่รึผู้เข้าสอบเคอจวี่ที่อยากรับราชการในราชสำนัก กระทั่งข้อบังคับกฎเกณฑ์ของราชสำนักก็ยังท่องไม่ขึ้นใจ เพียงพลิกลิ้นอ้าปาก ก็กล้าตัดสินคดีพิพากษาอาชญากรแล้ว” หวังเยี่ยนประสานมือคำนับไปทางเหนือโถงศาล “ใต้เท้าเสนาบดี ตามความเห็นของข้าน้อย คำแก้ต่างของหลัวหลิ่งมีเหตุผล พยานหลักฐานไม่เพียงพอ อย่างมากตัดสินว่ารักษาไม่เหมาะสม มีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ จางผิงมีความผิดโทษฐานใส่ร้ายป้ายสีคนดี คนร้ายในคดีนี้ก็คือหลี่ชี!”

หลี่ชีคอยฟังเงียบๆ มาโดยตลอด ได้ยินคำนี้ถึงกับเงยหน้าขวับ “ใต้เท้า ข้าน้อยถูกปรักปรำ ใต้เท้ากล่าวหาว่าข้าน้อยเป็นฆาตกรทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานแน่ชัด”

หวังเยี่ยนอธิบาย “ข้าได้คาดคะเนถึงสาเหตุที่เจ้าก่อคดีแล้ว ไยจะหาหลักฐานไม่พบ มือปราบตรวจสอบพบว่าระยะนี้เจ้าขอขึ้นเงินค่าจ้างกับหัวหน้าคณะจินและฟูเหริน เรื่อง ‘บุรุษจิ้งจอก’ นี้หน้าหลังฝึกซ้อมไปแล้วสองหน หัวหน้าคณะจินสั่งให้พวกเจ้าเร่งฝึกซ้อมร้องรำ เจ้าเองไม่พอใจอยู่มาก เมื่อครู่คำแก้ต่างของหลัวหลิ่ง ยิ่งตอกย้ำว่ามือสังหารที่คิดฆ่านายท่านจินเป็นคนในคณะงิ้ว”

ใต้เท้าเถาเห็นด้วย “มิผิด จากประสบการณ์พิจารณาคดีมาหลายปีของข้า คนที่ถูกโจมตีซึ่งหน้าส่วนมากล้วนเป็นการกระทำของคนรู้จักมักคุ้น คนทั่วไปมักป้องกันตัวเมื่อมีคนแปลกหน้าจู่โจม”

หวังเยี่ยนเอ่ยชม “ใต้เท้าปราดเปรื่อง นอกจากนี้ ข้าน้อยเสาะหาอาวุธสังหารทำร้ายจนพบแล้ว”

เขาขยิบตาส่งสัญญาณ มือปราบยื่นถาดส่งกลิ่นเหม็นโชยคลุมด้วยผืนผ้าให้ใต้เท้าเถา ใต้เท้าเถาเลิกผ้าคลุมออก ด้านในเป็นมีดเล่มหนึ่ง ตัวมีดแคบยาว ด้ามมีดเก่าคร่ำคร่า

หวังเยี่ยนรายงานว่า “มีดเล่มนี้ข้าน้อยสั่งคนให้ค้นหาในหลุมส้วมจนพบ ได้ตรวจสอบแล้วน่าจะเป็นมีดที่ใช้เป็นอาวุธสังหารทำร้าย”

ใต้เท้าเถาทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง “จางผิงเอ๋ย นี่คือมีดของเจ้าหรือไม่”

จางผิงตอบ “เป็นมีดเล่มที่ข้าน้อยทำหาย”

หลี่ชีร้องเสียงแหบแห้ง “มีดเป็นของเขา เหตุใดกล่าวว่าคนร้ายเป็นข้าน้อยด้วยเล่า”

สีหน้าหวังเยี่ยนเปลี่ยนไป ตวาดว่า “บังอาจ เจ้าคนมากเล่ห์ปลิ้นปล้อน ขโมยมีดมากระทำความผิด คิดว่าจะปิดบังอำพรางได้หรือ ยังเถียงข้างๆ คูๆ! ข้าได้สอบถามแล้ว ก่อนจินหลี่ฟาถูกทำร้าย มีลูกศิษย์เห็นเจ้าออกจากห้อง จินหลี่ฟาจะฟื้นแล้ว คนร้ายเป็นผู้ใด เขาน่าจะรู้ ข้าแนะนำให้เจ้ารีบสารภาพ มิต้องรอให้ถูกลงโทษสถานหนัก!”

หลี่ชีคุกเข่าตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า เหงื่อกาฬผุดไหลเป็นเม็ดๆ ลงมา เขาย่อมตระหนักดี ในศาลแห่งนี้ เสนาบดีเถายังเป็นรอง ที่ยากรับมือโดยแท้จริงก็คือรองเสนาบดีหวังบุตรชายคนโตขององคมนตรีในรัชกาลนี้ ต่อให้รองเสนาบดีหวังลากซากศพมาระบุส่งเดชว่าเขาสังหารแล้วบั่นคอเขาทันที เกรงว่าเขาคงได้แต่เพียงก้มหน้ายอมรับแล้ว

เรื่องถึงคราวคับขัน ไม่อาจไม่สารภาพความจริง หลี่ชีกัดฟัน สองตาปิดลง เอ่ยเสียงสั่นเทิ้มว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยขอสารภาพ เรื่องนี้มิใช่ข้าน้อยเป็นตัวต้นคิด ตัวการคือหลัวหลิ่งผู้นั้น!”

หลัวหลิ่งถามเสียงตระหนก “พี่หลี่ชี ท่านข้าแต่ไรมาไร้ความแค้นเคืองไยถึงใส่ร้ายป้ายสีดึงข้าเข้าไปพัวพัน”

หลี่ชีหัวร่อเสียงเย็น “เจ้าเห็นว่าข้าโง่เง่ารึ เรื่องที่เจ้าบงการข้า ข้าย่อมต้องเก็บหลักฐานทิ้งไว้ สุดท้ายจะให้ข้าแบกรับโทษทัณฑ์ เจ้ากลับหลุดรอดลอยนวลอย่างนั้นรึ” พูดพลางโขกศีรษะไปยังเหนือโถงศาล “ใต้เท้าเสนาบดี ใต้เท้ารองเสนาบดี ภายในห้องข้าน้อยมีที่หนึ่งซ่อนสารหลายฉบับที่หลัวหลิ่งเขียนให้ข้าน้อย เขาให้ข้าน้อยคัดลอกเลียนแบบลายมือของจินหลี่ฟา หาวิธีทำให้เก่า กลายเป็นหลักฐานว่าในอดีตจินหลี่ฟาล่อลวงหลีเหนียง”

 

มือปราบมาถึงภายในห้องของหลี่ชี ค้นพบสารหลายฉบับนั้นจริง

หลี่ชีก็มิใช่คนต่อกรได้โดยง่าย เพื่อป้องกันว่าสารที่หลัวหลิ่งมอบให้มิใช่หลัวหลิ่งเขียนด้วยตนเอง จึงปดว่าจดจำรายละเอียดขั้นตอนมิได้ ให้หลัวหลิ่งเขียนขั้นตอนบนกระดาษจดหมายต่อหน้าเขา

ลายมือกระจ่างชัดแจ้ง มิอาจถกเถียงโต้แย้ง

หลักฐานขึ้นมาถึงโถงศาล ส่งให้ใต้เท้าเถาพินิจ เถาโจวเฟิงถอนหายใจเฮือกเอ่ยว่า “หลัวหลิ่งเอ๋ย ดูท่าคนร้ายก็คือเจ้า ผู้ที่สังหารหลีเหนียงในตอนนั้นก็เป็นเจ้าเช่นกันใช่หรือไม่ ดังนั้นเจ้าถึงต้องสังหารจินหลี่ฟาเพื่อปิดปาก เหตุใดต้องกระทำเรื่องมากมายเช่นนี้กระหายใคร่อยากความสวยสดงดงามแห่งอิสตรี กระทำความผิดมหันต์ เจ้ามิได้ละอายต่อฟ้า ละอายต่อโลก ละอายต่อบิดามารดาเจ้าเลยหรือ”

ใบหน้าหลัวหลิ่งซ่านสีเขียวม่วง สองตากระจายด้วยเส้นเลือดแดง เอ่ยเสียงสูงว่า “ข้ามิได้สังหารหลีเหนียง! ข้าทำเพื่อแก้แค้นให้หลีเหนียง! เป็นพวกเขาสังหารนาง ยังนำเรื่องนี้มาเขียนเป็นบทงิ้วอีก!” พลันกระโจนใส่จางผิง “บัณฑิตเยี่ยงเจ้า ข้ากลับต้องขอบคุณหากมิใช่เจ้า ข้าคงยังไม่รู้ว่าตัวการก่อกรรมทำชั่วสังหารทำร้ายหลีเหลียงเป็นนางจินหลี่ ข้าคิดมาตลอดว่าเป็นมารดาปากร้ายผู้นั้นของนาง!”

เจ้าหน้าที่สองสามนายขึ้นหน้ากดตัวหลัวหลิ่งไว้ จางผิงปรายตามองหลัวหลิ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์ แววตากลับฉายแววเวทนา

“ผู้ที่สังหารหลีเหนียงแท้จริงแล้วยังคงเป็นท่าน หากข้าน้อยมิได้เดาผิด ท่านเกรงว่านางจะไม่ยอมไปกับท่าน จนถึงสุดท้ายก็มิได้พูดความจริงกับนาง นางถูกท่านวางยาสลบโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ถูกคนในครอบครัวคิดว่าปีศาจดูดคร่าวิญญาณนางไปจริงๆ จึงเผาร่างกายนางเสีย ฟังจากวาจาเมื่อครู่ของท่าน การตายของน้องชายและมารดานางจินหลี่เกี่ยวข้องกับท่านด้วยใช่หรือไม่”

หลัวหลิ่งเงียบงันไปครู่ใหญ่ สีหน้าล่องลอย พลันหัวร่อเสียงยะเยือก “ฮ่าๆ มิผิด เป็นข้ากระทำเอง! นังแก่นั่น นางนั่นแหละ ออกหน้าไปเชิญแม่หมอ กล่าวว่าร่างบาปถูกผีสางปีศาจมอมเมาไม่อาจเหลือไว้ได้...พวกเขาเผาหลีเหนียงทั้งเป็น! ข้าจึงทำให้บุตรชายนางตายก่อน แล้วทำให้นางตายทีหลัง! ต้องโทษที่ข้าใจอ่อนไปชั่วขณะ ถึงกับปล่อยคนที่สมควรตายตัวจริงให้ลอยนวล! อีกยี่สิบปี ข้าก็จะต้องแก้แค้นให้จงได้!”

 

(ห้า)

คดีไต่สวนจบสิ้นก็ผ่านพ้นไปหนึ่งราตรี

หลัวหลิ่งรับสารภาพโดยไม่สะทกสะท้าน เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบอย่างชัดแจ้ง

ขณะเขายังเป็นศิษย์ฝึกหัด เรียนรู้การรักษาจากอาจารย์ ได้พบเห็นโฉมหน้าของหลีเหนียงโดยมิได้ตั้งใจ นับจากนั้นก็ตราตรึงไม่ลืมเลือน แต่ด้วยฐานะเยี่ยงเขาคิดแต่งหลีเหนียงเป็นภรรยาเท่ากับเพ้อเจ้อหลงละเมอ เขาเติบโตในตลาดมาตั้งแต่เล็ก เคยฝึกฝนการสะเดาะกลอนเข้าชานเรือน จึงปลอมตัวเป็นปีศาจ ลักลอบพบปะกับหลีเหนียงทุกค่ำคืน

ต่อมา เขาพบว่าหลีเหนียงตั้งครรภ์ เรื่องนี้ช้าเร็วย่อมเปิดเผย คิดหลบหนีไปพร้อมหลีเหนียง แต่ก็เกรงว่าหากนางรู้ฐานะที่แท้จริงของตนกะทันหันจะโวยวายขึ้นมา คงโน้มน้าวจัดการได้ยาก จึงวางยาหลีเหนียง คิดรอจนกระทั่งดึกดื่นมืดค่ำไร้ผู้คน ค่อยขุดหลีเหนียงขึ้นมาจากหลุมศพ

ผู้ใดจะคาดว่าหลีเหนียงเคยเล่าเรื่องพบเซียนเพียงพอนให้หลี่เซียงหวั่นลูกผู้พี่ฟัง หลี่เซียงหวั่นได้ทราบว่าหลีเหนียงสิ้นชีวิตแล้วให้ตกใจเหลือกำลัง มิกล้าเล่าเรื่องนี้ให้ท่านลุงและป้าสะใภ้ฟังเพียงบอกเล่าให้มารดาตนเองรู้ แต่มารดาของนางกลับบอกพี่ชายและพี่สะใภ้ ทั้งเชิญแม่หมอมาตรวจสอบ พบว่าหลีเหนียงตั้งครรภ์ ผนวกกับวาจาเหลวไหลของแม่หมอ ตระกูลหลี่ถึงกับรีบร้อนหามหลีเหนียงไปเผาในคืนนั้น

ตระกูลหลี่เนื่องเพราะเรื่องนี้โกลาหลยุ่งเหยิง งานศพลับๆ โดยมากดำเนินการโดยจินหลี่ฟาผู้เป็นบุตรเขย ขณะเร่งรุดไปจัดการเรื่องแท่นดวงวิญญาณเงินกระดาษในตอนเช้าตรู่ จินหลี่ฟาก็เห็นหลัวหลิ่งจุดธูปเผาเงินกระดาษที่ริมแม่น้ำ

บิดามารดาของหลัวหลิ่งเสียชีวิตไปนานแล้ว อาจารย์แม้แก่ชรามากโรค แต่ยังมีชีวิตอยู่ จินหลี่ฟาเผอิญพบเรื่องนี้มีเพียงความฉงนสงสัย แต่มิทันได้ใคร่ครวญละเอียด

จากนั้นหลัวหลิ่งอ้างว่าคิดถึงสหายเก่าเชิญจินหลี่ฟามาดื่มสุรา โป้ปดว่าวันนั้นกำลังเซ่นไหว้บิดามารดาผู้ล่วงลับ หลังจากกรอกสุราจินหลี่ฟาจนเมามายแล้ว ก็หลอกถามจากปากจินหลี่ฟาว่าผู้ใดเป็นตัวต้นคิดเผาร่างหลีเหนียง

หลี่เซียงหวั่นเพื่อเก็บงำความลับให้หลีเหนียง มิได้บอกกล่าวความจริงแก่จินหลี่ฟาจนแล้วจนรอด ดังนั้นจินหลี่ฟาจึงเอ่ยเพียงว่าเป็นแม่ยายให้เชิญแม่หมอ แม่หมอเป็นคนต้นคิด

หลัวหลิ่งจึงตัดสินใจแก้แค้นให้หลีเหนียง ประจวบกับน้องชายของหลี่เซียงหวั่นเป็นไข้ เขาจึงเล่นลูกไม้ในยา ทำให้เด็กชายผู้นั้นเหมือนตายเพราะทรพิษ

หลัวหลิ่งระแวดระวังยิ่งเขาเก็บเนื้อเก็บตัวระยะหนึ่ง หลังชื่นชมสาสมใจกับความเศร้าโศกที่ต้องเสียบุตรชายไปของมารดาหลี่เซียงหวั่นจนกระทั่งอาจารย์ป่วยสิ้นลม ก็วางยานางหลี่จนมอดม้วยไปอีกคนโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้

จากนั้นหลัวหลิ่งก็ออกจากเมืองไป ระเหเร่ร่อนอยู่ภายนอกเกือบยี่สิบปี

เขามาถึงนครหลวงด้วยความผิดพลาดโดยบังเอิญ ได้พบจินหลี่ฟาและนางจินหลี่เข้า ทั้งสองคนนี้ให้พอดีหาคนเขียนเรื่องของหลีเหนียงเป็นบทงิ้ว

“ข้าคิดว่าวิญญาณหลีเหนียงบนสรวงสวรรค์ต้องการบอกข้าว่าผู้ที่ทำร้ายนางที่แท้จริงคือใคร”

ขณะที่หลัวหลิ่งรักษาโรคให้คนในคณะไหลสี่ก็เห็นบทงิ้ว เขาตระหนกผวาในบทงิ้ว ถึงกับคาดเดาความจริงซึ่งเขากระทำในตอนนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เขาเริ่มสงสัยว่าในปีนั้นหลี่เซียงหวั่นจงใจทำให้หลีเหนียงตายหรือไม่ จินหลี่ฟาหากได้เห็นบทงิ้วเล่มนี้ ไม่แน่อาจประหวัดถึงสิ่งที่ได้เห็นในขณะนั้น

จินหลี่ฟาเมื่อเห็นบทงิ้วเล่มนี้ก็โมโหโกรธายกใหญ่ หาคนมาเขียนใหม่ หลัวหลิ่งยิ่งรู้สึกว่าสองสามีภรรยามีชะนักปักหลัง

จินหลี่ฟาและหลี่เซียงหวั่นล้วนไม่อาจปล่อยไว้ได้

ให้พอดีเนื่องเพราะเรื่องเงินค่าจ้างเขียนบท จางผิงมีความขัดแย้งกับจินหลี่ฟา จางผิงมีรูปร่างใกล้เคียงหลัวหลิ่ง หลัวหลิ่งจึงคิดให้จางผิงเป็นแพะรับบาป

หลี่ชีซึ่งอยู่ในคณะไม่พอใจจินหลี่ฟาและภรรยามาเนิ่นนานแล้ว หลังได้อ่านบทก็เกิดความสงสัยต่อเรื่องในปีนั้น ถึงขั้นมาปรึกษาหารือกับหลัวหลิ่ง หลัวหลิ่งมีเจตนาชี้นำให้หลี่ชีคิดว่าจินหลี่ฟาเป็นฆาตกรตัวจริงเพราะมีแผนฮุบทรัพย์สมบัติของตระกูลหลี่

เขาขโมยมีดของจางผิง ปรุงยาถ่าย ให้หลี่ชีไปลงมือ ทั้งยังจงใจปรากฏตัวต่อหน้าลูกศิษย์คณะไหลสี่ในยามค่ำคืน คาดไม่ถึงว่าจินหลี่ฟาดวงแข็ง ถึงกับไม่ตาย

นางจินหลี่น้ำหูน้ำตาไหลพรากโขกศีรษะขอบคุณในโถงศาล ขอบคุณใต้เท้าผู้ทรงธรรมจับคนร้ายที่ทำร้ายสามีนาง ทั้งยังคลี่คลายคดีไม่เป็นธรรมเกือบยี่สิบปีของหลีเหนียง

“น้องหลีเหนียงชะตาอาภัพ หลังจากไปแล้ว อาจกลายเป็นเทพเซียนจริงๆ ก็เป็นได้ หลายคืนนั้น ไม่รู้ด้วยเหตุใด ข้ามักฝันเห็นนาง จึงทำให้ข้าจ้างคนเขียนบทงิ้วเรื่องนี้ คงเป็นเพราะนางรู้ว่าหลัวหลิ่งผู้นี้มาแล้ว ให้ข้าน้อยช่วยทวงคืนความเป็นธรรมให้นาง”

 

ท่ามกลางแสงอรุโณทัย จางผิงเดินออกจากประตูใหญ่กรมอาญา มีคนเรียกเขาจากด้านหลัง “ช้าก่อน”

จางผิงหันกลับไป เห็นเพียงหวังเยี่ยนอยู่ห่างออกไปหนึ่งจั้ง มือไพล่หลังขมวดคิ้วมุ่นเรียก “เจ้า...มานี่”

จางผิงตามหวังเยี่ยนเข้าไปในห้องเงียบสงัดแห่งหนึ่ง หวังเยี่ยนให้คนยกน้ำชาเข้ามา สั่งคนรับใช้ถอยออกไป งับปิดประตูห้อง

“คดีนี้ ความเข้าใจและทัศนะต่อคดีของข้ามิสู้เจ้า อย่างไรเสียเจ้าก็รู้เส้นสนกลในมากกว่าข้า แต่ทว่า คนร้ายที่เจ้าเสาะหาออกมาได้กับคนร้ายที่ข้าเสาะหาออกมาได้ นับว่าห่างไกลกันไม่มากนัก”

จางผิงเอ่ย “วันนี้ในโถงศาล หากมิใช่ใต้เท้าเค้นเอาความจริงจากหลี่ชี คดีนี้คงต้องรอจินหลี่ฟาฟื้นขึ้นถึงจะคลี่คลายได้”

หวังเยี่ยนสาวเท้าสองก้าว “เป็นเช่นนั้น แท้จริงแล้วหลักฐานคำให้การของหลี่ชีไม่เพียงพอหรอก แต่ข้าก็ฝืนบีบคั้นเอาออกมาจนได้”

จางผิงกล่าวว่า “เสื้อที่สวมขณะกระทำผิดน่าจะอยู่บนคานห้องหรือใต้กระเบื้องปูพื้นห้องเขา”

หวังเยี่ยนนิ่วหน้าจ้องมองจางผิง “เจ้าหมายความว่าเจ้าก็เดาได้ว่าหลี่ชีเป็นคนร้าย?”

จางผิงเอ่ยเนิบช้า “จินหลี่ฟาถูกแทงซึ่งหน้า ข้าน้อยเพียงเดาได้ว่า ผู้ลงมือเป็นคนในคณะงิ้ว หลี่ชีเป็นใต้เท้าตรวจสอบออกมาได้”

หวังเยี่ยนแค่นฮึเสียงหนัก ลากเก้าอี้มานั่งลง “เจ้าไม่ต้องไว้หน้า ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก เจ้ารู้ฐานะของตัวการได้อย่างไร ว่ามาให้ข้าฟังสักหน่อย”

หวังเยี่ยนรวบแขนเสื้อขึ้นรินน้ำชา ท่ามกลางไอน้ำชาลอยกรุ่น จางผิงหลุบตาลง

“ข้าน้อยเพียงคิดว่า บนโลกนี้ผู้ที่รู้เรื่องยามีไม่มาก”

หากมีผู้ใดเข้าร้านขายยาเพื่อปรุงยาสลบหรือซื้อตัวยาน่าสงสัย ย่อมต้องถูกจับตามอง

และในคดีหลีเหนียง หัวใจสำคัญอยู่ที่ยา นางถูกยามอมเมา และถูกทำร้ายเพราะยา

มือของหวังเยี่ยนชะงักไปเล็กน้อย “ที่แท้แบบนี้ ใช่แล้ว บนโลกนี้ผู้ที่ปิดบังใบหน้าก่อคดี ทั้งยังรู้เรื่องเครื่องหอม น่าจะเป็นบุคคลสองประเภท ประเภทแรกคือโจรเด็ดบุปผา*บ้ากามตระเวนในยุทธภพเป็นนิจ แต่คนผู้นี้มีสัมพันธ์อันดีกับหลีเหนียงหลายเดือน มิคล้ายท่าทีของโจรเด็ดบุปผา ยังมีบุคคลอีกประเภทคือท่านหมอ ท่านหมอเข้าสู่ส่วนลึกในเรือนชานจนได้เห็นรูปโฉมของหลีเหนียง เนื่องเพราะบนตัวเขามีกลิ่นยาสมุนไพร จึงต้องใช้กลิ่นหอมฉุนมากลบเกลื่อน”

[*โจรบ้ากาม โจรคร่าพรหมจรรย์สตรี]

คดีนี้ประหนึ่งใยแมงมุมปิดคลุมด้วยเถ้าธุลี จางผิงเพียงมองเห็นเส้นใยที่สำคัญโดยบังเอิญเท่านั้นมิใช่เรื่องวิเศษวิโสใหญ่โตอันใด

หวังเยี่ยนยกจอกขึ้น “จินหลี่ฟาถูกทำร้าย เนื่องเพราะบทงิ้วเล่มนั้นของเจ้า เจ้ากลับคาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของฆาตกรสังหารหลีเหนียงอย่างนั้นหรือ ทั้งที่จริงอาจเป็นการสังหารด้วยความแค้นก็เป็นได้ ด้วยประสบการณ์นานปีของข้า บางเรื่องแม้ดูคล้ายเกี่ยวพันกับคดี แต่ก็เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมาก คราวนี้ให้พอดีเจ้าจับทางถูก”

จางผิงเอ่ย “ใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้องที่สุด สองคดีนี้เริ่มแรกไม่อาจคาดเดาได้ว่าเกี่ยวพันกัน เนื่องเพราะไม่มีหลักฐาน คนร้ายมุ่งหวังสังหารทำร้ายจินหลี่ฟามีสองคนอย่างเห็นได้ชัด ผู้ลงมือย่อมต้องเป็นคนในคณะงิ้ว อีกหนึ่งคนรับผิดชอบจัดฉากลวง แต่ใครเป็นตัวต้นคิด ใครเป็นผู้ลงมือ และเหตุผลในการกระทำผิด ล้วนไม่กระจ่างชัด”

หวังเยี่ยนหมุนจอกชาเอ่ยว่า “ในเมื่อไม่กระจ่างชัด เหตุใดเจ้าลากเข้าไปเกี่ยวพันกับคดีของหลีเหนียง”

จางผิงยังคงทำหน้าราวซากศพที่ทำให้ใต้เท้าหวังขัดหูขัดตาเป็นที่สุด “ข้าน้อยมีหลักฐานสองอย่าง อย่างแรก ขณะนายท่านจินสลบไสล ละเมอว่าเซียนเพียงพอน”

“เขาจมอยู่ในหลุมส้วมจนสลบไป วาจาละเมอนั้นไม่อาจเชื่อถือได้”

“อย่างที่สอง ขณะที่ใต้เท้ามาไต่สวนข้าน้อย ได้สอบถามเรื่องราวในอดีต ซึ่งก่อนหน้าไม่ได้ถาม แต่จู่ๆ กลับถามขึ้น เด่นชัดว่าคนร้ายมีเจตนาเปิดเผยเบาะแสบางอย่างให้ใต้เท้ารู้”

หวังเยี่ยนกระแทกจอกชาลงโดยแรง “ความหมายของเจ้าก็คือ ข้าเชื่อคำโป้ปดของคนร้ายจนทำให้เจ้าได้เบาะแส?”

จางผิงตอบอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ข้าน้อยเพียงแต่รู้สึกว่าคนร้ายรู้เรื่องของหลีเหนียงมากเกินไป สนใจจนเกินเหตุ หากมิได้เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ ก็คงไม่ถึงขนาดนี้ ผนวกกับข้าน้อยรู้มาว่าในคณะงิ้วเคยเชิญท่านหมอมารักษาลำคอ จินหลี่ฟาท้องเดินย่อมเกิดเพราะยาถ่าย...”

หวังเยี่ยนตัดบท ยกมือขึ้นกล่าวว่า “พอแล้วๆ เจ้าไปเถิด”

นับว่าเป็นคดีไม่เล็กชัดๆ ถูกจางผิงอธิบายเยี่ยงนี้จนคลับคล้ายเป็นเรื่องไม่ใหญ่โตอันใดเลยกระนั้น

หวังเยี่ยนขบคิดละเอียด มิใช่เรื่องสลับซับซ้อนอย่างแท้จริง แต่คดีนี้เขาถึงกับมองไม่ปรุโปร่ง ภายในใจใต้เท้าหวังอึดอัดคับข้อง เขามองจางผิงผู้นี้ ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองเหลือคณานับ

แม้จะขุ่นข้องหมองใจ ขณะที่ขาข้างหนึ่งของจางผิงจะก้าวออกจากธรณีประตู หวังเยี่ยนกลับเอ่ยว่า “จริงสิ การสอบครั้งนี้ของเจ้า ทางที่ดีตะกายให้มีรายชื่อติดในประกาศ ข้าอยากชมดูนักว่าเจ้าเข้าสู่ราชสำนักแล้วจะมีบทบาทอย่างไร”

จางผิงตอบ “ข้าน้อยจะไม่ทำให้ใต้เท้าผิดหวังที่รอคอย จะพยายามตะกายขึ้นไป” ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมก่อนถอยออกจากประตูห้องไป

ออกจากกรมอาญา ในตลาดผู้คนขวักไขว่จอแจ จางผิงลูบคลำเสื้อคลุมยาว ควักเหรียญทองแดงหลายอันที่รีบร้อนซ่อนไว้ขณะถูกจับกุมเข้ากรมอาญาออกจากชายเสื้อ เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดนักโทษ เสื้อคลุมยาวถูกดึงกระชากจนขาดออก แต่เงินยังคงอยู่

จางผิงกำเงินไม่กี่เหรียญไปยังร้านรวงริมทาง ดื่มโจ๊กชามหนึ่ง กินเปี๊ยะไปครึ่งแผ่น

ข้อดีของนครหลวงก็คือพื้นที่กว้างขวางมาก ผู้คนมากมี ไม่มีผู้ใดสนใจใคร แม้คนเพิ่งออกจากคุกมาก็ตามที

หลังกินอาหารเช้าแล้วเสร็จ จางผิงก็ไหลไปตามกระแสผู้คนออกจากประตูคูเมืองไป กอกกริมคลองส่งน้ำนอกคูเมืองถูกกำจัดสิ้นแล้ว คงเหลือแต่ก้านกกโล่งๆ เป็นท่อนๆ โผล่ขึ้นให้เห็นภายใต้แสงแดดแรงกล้า

จางผิงเดินเลียบแม่น้ำไปทางตะวันออก เขารู้ดีว่าที่ลุ่มริมน้ำตรงภูเขารกร้างไกลออกไปมีต้นกกขึ้นมากมาย น่าจะยังไม่มีผู้ใดหักถาง

ยามเที่ยง จางผิงหอบใบกกกลับมาที่พัก เฉินโฉวได้ข่าวว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ดีใจเป็นที่สุดจับจ่ายสุรากับแกล้มจากตลาดมาเพื่อแสดงความยินดี

หลังจางผิงอาบน้ำชำระล้างเนื้อตัวแล้ว กลับไม่ได้ดื่มสุรา แต่ยุ่งวุ่นวายอยู่ในลานบ้าน นำใบกกแช่น้ำ หยิบไข่เค็มออกจากโอ่งทีละใบ คัดเลือกอย่างพิถีพิถัน

พลบค่ำ หลันเจวี๋ยกลับมาจากที่ว่าการ เกี้ยวเพิ่งถึงหน้าจวน ความเร็วของขบวนเกี้ยวพลันผิดปรกติ

ผู้ติดตามรายงานว่า “มีบัณฑิตคิดประจบประแจงใต้เท้าอีกแล้ว ถึงกับขวางหน้าประตูเพื่อมอบของกำนัล ด้านหน้ากำลังขับไล่เขา สร้างความรำคาญใจให้ใต้เท้าแล้ว”

หลันเจวี๋ยเลิกม่านเกี้ยวเป็นซอกแคบๆ แต่ไกลๆ ก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคย จึงเอ่ยว่า “นำของที่เขาให้มาให้ข้าดู”

ผู้ติดตามชะงักไป ก่อนรับคำว่าขอรับ ไม่นานก็ยกของสิ่งหนึ่งมา เป็นตะกร้ามีหูหิ้วพร้อมฝาปิดสานจากตอก

หลันเจวี๋ยเปิดฝาออก ด้านในมีบ๊ะจ่างครึ่งตะกร้าวางเรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้อนอุ่นหอมกรุ่นด้วยกลิ่นใบกก

หลันเจวี๋ยปิดฝาตะกร้า ส่งให้ผู้ติดตาม เอ่ยเสียงเรียบว่า “โยนทิ้งไป”

 

วันถัดมาเป็นวันเทศกาลตวนอู่ ไม่ต้องเข้าเฝ้าในท้องพระโรง เช้าตรู่ หลันฮุยก็ถูกรับตัวไปยังจวนสกุลหลิ่ว จวนอันใหญ่โตมโหฬารเหลือเพียงหลันเจวี๋ยและคนรับใช้กลุ่มหนึ่ง

หลันเจวี๋ยรู้สึกหมดสนุก หลายปีมานี้เขามักฉลองปีใหม่หรือเทศกาลเพียงลำพัง บ๊ะจ่างที่ทางโรงครัวทำขึ้นต่อให้ดีเพียงใด กินตามลำพังก็ไร้รสชาติ

หดหู่น่าเบื่อเต็มกำลัง เขาจึงผลัดเปลี่ยนเป็นชุดบาง ซ่อนพัดในแขนเสื้อ ออกจากจวนไป

สั่งให้เกี้ยวเล็กหยุดบริเวณใกล้ตลาด หลันเจวี๋ยลงจากเกี้ยวมองไปโดยรอบ แสงแดดแผดกล้า เขาเดินลัดเลาะไปตามร่มเงาริมทาง ตัดผ่านแผงขายถุงหอมหลากสีสัน ใต้กำแพงเก่าคร่ำคร่าเบื้องหน้า แผงนั้นยังคงตั้งอยู่ โต๊ะเก้าอี้ใต้เพิงว่างเปล่าไม่มีลูกค้าสักครึ่งคน บัณฑิตขายหมี่ผู้นั้นมิได้ยืนอยู่ข้างเตา แต่หลบในร่มเงาใต้เพิง ถือตำราเล่มหนึ่งอ่านอยู่

หลันเจวี๋ยเดินมาถึงหน้าแผง จางผิงเงยหน้าขึ้น ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน

หลันเจวี๋ยเอ่ยว่า “ยังมีหมี่หรือไม่”

จางผิงตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ไม่มีหมี่ มีโจ๊ก บ๊ะจ่าง”

หลังเจวี๋ยก้าวเข้ามาใต้เพิง นั่งลงที่โต๊ะว่างตัวหนึ่ง จางผิงตักโจ๊กหนึ่งชาม บ๊ะจ่างสองลูก วางไว้บนโต๊ะ

โจ๊กเป็นโจ๊กข้าวฟ่าง เคี่ยวจนเหนียวข้นผสมด้วยแผ่นขาวๆ ชิ้นเล็กๆ หลันเจวี๋ยตักชิม เป็นไข่ขาวของไข่เค็ม

หลันเจวี๋ยโพล่งถามว่า “จริงสิ เฉินโฉวผู้นั้นสบายดีหรือไม่”

จางผิงตอบเสียงอึมครึม “ไม่ใคร่ดี กินบ๊ะจ่างมากไป ท้องอืด นอนหลับอยู่บนเตียง”

หลันเจวี๋ยแกะบ๊ะจ่างลูกหนึ่ง เป็นไส้พุทราแดง

“ในโจ๊กมีไข่ขาว เหตุใดไส้บ๊ะจ่างมิใช่ไข่แดง”

จางผิงเอ่ยเสียงอู้อี้ “บ๊ะจ่างไข่แดง กินไปหมดแล้ว”

เมื่อครู่หลันเจวี๋ยกวาดตาเห็นในตะกร้าบนโต๊ะมีไข่เป็ดอยู่หลายฟอง

“เช่นนั้นเอาไข่เค็มสักฟอง ขอเปลือกเขียวหน่อย”

จางผิงรับคำเสียงหนึ่งก่อนหมุนตัว บนโต๊ะปรากฏเสียงของตอกไข่

สักพักจากนั้น จานกระเบื้องสีขาวใบเล็กก็วางตรงหน้าหลันเจวี๋ย เขาอดยิ้มมิได้

ไข่แดงเค็มเป็นมันเยิ้มสีเหลืองส้มสองฟองวางอยู่ในจาน