ตอน 1 เซียนเพียงพอน

(1)

นครหลวงปลอดโปร่งกระจ่าง พิรุณยังมิโปรยพรำ ท้องนภามีเมฆครึ้ม หลันเจวี๋ยรองเสนาบดีกรมพิธีการก้าวออกจากจวนทางประตูเล็ก

หลายวันมานี้หลันเจวี๋ยผู้รั้งตำแหน่งรองเสนาบดีกระวนกระวายใจยิ่งการสอบเคอจวี่*ระดับนครหลวงใกล้เข้ามา ผู้คนที่มายังจวนของเขาพร้อมด้วยของกำนัลมีมากมายขึ้นทุกที ในฎีการ้องเรียนซึ่งเขียนโดยข้าหลวงตรวจการกลุ่มชิงหลิว** ทุกม้วนทุกเล่มล้วนปรากฏชื่อเสียงเรียงนามของเขา หลีกลี้หนีไม่พ้นกล่าวหาว่าเขากินสินบาทคาดสินบน หลบเลี่ยงเล่นลูกไม้ ละโมบโลภมากละเมิดกฎหมายเข้ากมลสันดาน มากเล่ห์เพทุบายใช้อำนาจแสวงประโยชน์ส่วนตน หากให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ย่อมกระทำเรื่องระคายเคืองพระยุคลบาทและผิดต่อราชสำนัก ทำลายรากฐานแห่งแว่นแคว้น กัดกร่อนเสาบ้านคานเมืองแห่งราชสำนักจนสิ้น

[*การสอบเข้ารับราชการเป็นขุนนาง]

[**ชื่อกลุ่มการเมือง (แปลว่าน้ำดี มือสะอาด) คอยวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ยื่นฎีกากล่าวโทษขุนนางขันที ต่อต้านการโกงกิน เป็นตัวตั้งตัวตีให้ปฏิรูปกฎหมาย]

จักรพรรดิทรงให้คนคัดลอกฎีกาซึ่งเขียนอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนและตัดทอนนามกรของผู้ร้องเรียนออกมามอบให้หลันเจวี๋ย ด้านบนสุดวางทาบด้วยกระดาษลงลายลักษณ์หมึกแดงชาด—

‘เราเชื่อมั่นขุนนางหลันว่าจักช่วยคัดเลือกคนเก่งกาจเพื่อราชสำนัก ดำเนินการการสอบครานี้ให้ดี’

เส้นพู่กันคมชัด แฝงด้วยความอ่อนเยาว์แห่งวัยดรุณ เป็นลายพระหัตถ์แห่งองค์เหนือหัวเอง

หลันเจวี๋ยยกเทินกระดาษพับนี้ไว้ รู้สึกเพียงเจ็บข้อมือ

ข้อกล่าวหาในฎีกากล่าวโดยคร่าวๆคือเขาล้วนพัวพัน แต่หากพิเคราะห์โดยละเอียดก็ออกจะกล่าวหาเลยเถิด

ขอเพียงสวมชุดขุนนาง ผู้ใดบ้างไร้ซึ่งเรื่องราวทำนองนี้ แม้นบรรดาขุนนางผู้อวดอ้างว่าตนเองสูงส่งอย่างกลุ่มชิงหลิวก็ไม่แน่ว่าจะปราศจากมลทิน

เพียงทว่าได้รับฎีกากองนี้แล้ว การสอบเคอจวี่ในครานี้จักต้องสะอาดสุจริต มิอาจแปดเปื้อนคราบคาวสักกระผีก

ยุวจักรพรรดิทรงมีพระชนมพรรษาไม่เกินสิบห้าพรรษา พระราชปฏิภาณเปิดเผยให้เป็นที่ประจักษ์ทีละน้อย นับแต่นี้ยิ่งต้องตื่นตัวระแวดระวัง

รองเสนาบดีหลันวางฎีกาไว้บนหิ้ง สมองซีกขวาเริ่มปวดตุบ

ทรัพย์สินเงินทองของล้ำค่าทยอยส่งมาถึงเบื้องหน้าสายตาไม่ขาดสาย กลับไม่อาจรับไว้ได้ ทั้งยังต้องขอโทษขอโพยอย่างระวัง เสียน้ำใจกันไปมากมาย

รองเสนาบดีหลันอัดอั้นตันใจ จึงผลัดเปลี่ยนเป็นชุดลำลอง ออกจากประตูไปเดินเล่นเพียงลำพังเพื่อระบายความกลัดกลุ้ม

ออกจากตรอกยาว หลันเจวี๋ยเหลือบเห็นใต้ต้นไม้ใหญ่ริมถนนมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่กำลังจ้องจวนสกุลหลันเขม็ง

คนผู้นั้นอายุประมาณยี่สิบปี รูปร่างค่อนข้างสูง ผอมกระหร่อง สวมชุดคลุมยาวตัวเก่าสีเทาตุ่น ผิวสีเหลืองคล้ำ สองแก้มซูบตอบ คิ้วขมวดเป็นปม สองตาราวนกแร้งหิวโซจดจ้องประตูจวนใต้เท้าหลันไว้มั่น

ใต้เท้าหลันรู้สึกว่าคนผู้นี้ย่อมมิได้มาเพื่อมอบของกำนัล รีบหวนระลึกถึงเรื่องผิดบาปที่เคยกระทำหนึ่งเที่ยว คิดอย่างไรก็ไม่ตรงกับคนผู้นี้

เขานึกย้อนถึงเรื่องชู้สาวที่ลักลอบกระทำในวัยหนุ่มคำรบหนึ่งคิดคำนวณแล้ว แม้นเมื่ออายุสิบหกกระทำเรื่องพิศวาสรัญจวน คงไม่ทันมีบุตรชายเติบใหญ่เยี่ยงนี้

ทว่าท่าทีจดจ้องจวนสกุลหลันอย่างมุ่งมั่นไม่วางตาของหนุ่มผู้นั้นทำให้ใต้เท้าหลันหวาดหวั่นขนลุกขนพอง ให้พอดีแลเห็นริมถนนฝั่งตรงกันข้ามมีบัณฑิตสามสี่คนเดินมา หลายคนนั้นหันไปเห็นหนุ่มผู้นั้นก็หัวเราะเยาะและซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาหลายคำ

หลันเจวี๋ยเดินอ้อมไป บัณฑิตหลายคนนั้นเดินไปถึงนอกร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง กำลังอ่อนน้อมถ่อมตนหลีกทางให้คนอื่นๆ เข้าไปด้านในก่อน หลันเจวี๋ยสาวเท้าขึ้นหน้า ประสานมือคำนับ “พวกท่านต่างเป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่คราวนี้หรือ”

บัณฑิตเหล่านั้นต่างทักทายหลันเจวี๋ย เข้าไปในร้านน้ำชาร่วมดื่มในโต๊ะเดียวกัน พูดคุยสัพเพเหระเกี่ยวกับการสอบ 

บัณฑิตชุดน้ำเงินกล่าวว่า “ฟังว่าการสอบครานี้มีหลานชายของราชครูอาวุโสหลิ่วเข้าร่วมด้วย ดูท่าสามลำดับแรกในซานเจี่ย*ถูกจับจองไปแล้วหนึ่งตำแหน่ง เหลือเพียงสองตำแหน่งให้แย่งชิงเท่านั้น”

[*ผลการสอบเคอจวี่ระดับราชสำนักเรียกรวมว่า“ซานเจี่ย”(ขั้นเอกสามลำดับ) ได้แก่ 1.อีเจี่ย(ลำดับเอกขั้นหนึ่ง) มีสามตำแหน่ง ได้แก่จ้วงหยวน(จอหงวน) ปั่งเหยี่ยน ทั่นฮวา 2.เอ้อร์เจี่ย(ลำดับเอกขั้นสอง)มีหลายตำแหน่งแล้วแต่ยุคสมัย 3.ซานเจี่ย(ลำดับเอกขั้นสาม)มีหลายตำแหน่งแล้วแต่ยุคสมัย (ดูรายละเอียดในตารางท้ายตอน)]

บัณฑิตชุดครามอีกคนเอ่ยว่า “ข้ารู้จักเจียมตน ขอเพียงได้อยู่ในซานเจี่ย ต่อให้เป็นลำดับสุดท้ายก็เพียงพอแล้ว สามตำแหน่งแรกไม่บังอาจคาดหวัง สอบติดลำดับใดก็ได้”

บัณฑิตชุดน้ำเงินนั้นกล่าวพลางหัวเราะก็ไม่เชิง “เสียดายที่พวกเราเลือกเกิดมิได้ ไม่อาจเกิดมาแซ่หลิ่วแซ่หวัง ทั้งยังไม่มีเงินทองและบารมีมากพอจะก้าวข้ามธรณีประตูจวนสกุลหลันได้”

หลันเจวี๋ยเอ่ยว่า “รองเสนาบดีหลันท่านนั้นไม่แน่อาจมิได้เห็นแก่อำนาจผลประโยชน์ดังข่าวลือ เมื่อครู่ข้ายังเห็นหน้าประตูจวนมีชายผอมคล้ำคนหนึ่งยืนอยู่ ดูจากการแต่งกายไม่คล้ายมีเงินมีอิทธิพล”

บัณฑิตหลายคนนั้นต่างหัวร่อเกรียว บัณฑิตชุดน้ำเงินเอ่ยว่า “พี่เฉา ที่ท่านเห็นคงมิใช่ชายท่าทางดังชาวป่าชาวดอยรูปร่างผอมสูงกระมัง”

หลันเจวี๋ยพยักหน้าตอบ “เป็นเช่นนั้นๆ”

บัณฑิตชุดน้ำเงินแค่นหัวเราะสองเสียง “หากเขาอยากเข้าจวนรองเสนาบดี เกรงว่าสิงโตหินหน้าประตูยังไม่ยอม ดูท่าพี่เฉาคงเพิ่งมาถึงนครหลวง มิเคยได้ยินชื่อเสียงใหญ่โตของพี่ชายผู้นี้ เขามีนามว่าจางผิง เป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่จากเมืองซีชวนได้ยินว่าไร้บิดามารดา เติบใหญ่ในอารามเฉิงหวง ศึกษาในโรงเรียนที่บรรดาคหบดีบริจาคเงินช่วยเหลือ นึกไม่ถึงว่าจะสอบติดในรายชื่อที่ทางภูมิภาคเสนอให้เข้าสอบในนครหลวง ที่น่าขันที่สุดก็คือถึงกับเปิดแผงขายหมี่ในตลาด น่าเสียดายที่เพียงเรื่องเดียวทำลายชื่อเสียง สร้างความอับอายขายขี้หน้าแก่บัณฑิตเยี่ยงพวกเรา ผู้เข้าสอบในนครหลวง ต่อให้มาจากเขตเดียวกัน ก็ไม่มีผู้ใดคบค้าสมาคมกับเขา”

ใต้เท้าหลันได้ฟังปูมหลังรันทดของคนผู้นี้แล้ว รู้สึกพรั่นพรึงไม่สบายใจ อดประหวัดถึงเรื่องที่ลอบกระทำในทางลับมิได้

น่าจะมิได้ทำให้ครอบครัวใดบ้านแตกสาแหรกขาดหรอกนะ... ใต้เท้าหลันนึกทบทวนอย่างไม่ใคร่มั่นใจ

บัณฑิตชุดน้ำเงินเห็นเขาอึ้งงันใจลอย จึงกล่าวต่อไป “พี่เฉาเองก็คิดว่าเรื่องขายหมี่คาดไม่ถึงใช่หรือไม่”

หลันเจวี๋ยตอบ “คิดไม่ถึงอย่างแท้จริงว่าจะกระทำเช่นนี้”

บัณฑิตชุดน้ำตาลอีกคนเอ่ยต่อเนื่อง “เพราะจางผิงผู้นี้อับจนหนทาง เล่าลือกันว่าเมื่อเขาเพิ่งมาถึงนครหลวง พักในบ้านเก่าๆ ผุๆ เจ้าของบ้านเปิดร้านขายข้าวสารเลี้ยงชีพ รู้สึกว่าจางผิงซื่อสัตย์สุจริตจึงไม่เก็บค่าเช่าบ้าน ยังจุนเจืออาหารสามมื้อ เพียงให้เขาช่วยคิดบัญชีในร้าน เจ้าของร้านนั้นมีบุตรีเพียงคนเดียว เข้าออกร้านพร้อมจางผิง จึงมีเจตนาให้จางผิงเป็นเขยแต่งเข้า ผู้ใดจะคาดว่าจางผิงยืนกรานไม่ยินยอม จนนางผู้นั้นคิดสั้น”

หลันเจวี๋ยแสดงทัศนะ “เรื่องนี้ใครผิดใครถูกไม่สะดวกเอ่ยถึง แม้นเจ้าของร้านมีบุญคุณต่อบัณฑิตจาง แต่หากบัณฑิตจางไม่ชอบพอบุตรสาวของเขา ฝืนบีบคั้นให้แต่งก็ไม่ใคร่ดี”

บัณฑิตชุดน้ำเงินกล่าว “พี่เฉาใจกว้างเกินไปแล้ว จางผิงรังเกียจที่นางผู้นั้นแข้งขาไม่สะดวก เขาเห็นว่าตนเองยังมีวันสอบติดเป็นขุนนาง มีภรรยาเยี่ยงนี้ไม่ภูมิฐานเท่านั้นเอง สตรีนางนั้นคิดสั้น เขาก็มิได้ไปเยี่ยม เรื่องนี้แพร่สะพัดเป็นวงกว้างทุกคนนับแต่นั้นดูแคลนการวางตนของจางผิง ชื่อเสียงของเขานับว่าพังทลายแล้ว ยังมีพวกชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเอ่ยว่าหากจางผิงสอบติดเข้ารับราชการ ก็จะส่งเรื่องนี้ไปให้ไหวหวาง(ไหวอ๋อง) แค่ฟ้องว่าจางผิงถากถางเสียดสีคนขาเป๋ ทั้งชีวิตนี้จางผิงอย่าหวังจะได้โงหัวเลย”

หลันเจวี๋ยฟังพลางยิ้มชืดๆ

ไหวหวางเป็นพระปิตุลา(อา)ของจักรพรรดิ กุมอำนาจทางการทหาร สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ไหวหวางในวัยหนุ่มตกม้าขาหัก ขาขวากระเผลกเล็กน้อย

ในระหว่างผู้เข้าสอบกันเองแต่ไรมาบ่อนทำลายปัดแข้งปัดขาสารพัด ดูท่าจางผิงผู้นี้คงไปเหยียบตาปลาของผู้ใดเข้า จึงจงใจใช้เรื่องนี้โจมตีกำราบเขา

หลันเจวี๋ยนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “หรือว่าพี่จางท่านนี้อาจมีเรื่องลำบากใจอันใด มิกล้ามีครอบครัวให้เป็นห่วงพะวง ก็ไม่อาจรู้ได้”

บัณฑิตเหล่านั้นต่างหัวเราะ “ดูท่าพี่เฉาโปรดปรานอ่านเรื่องเล่าพิสดารของชนชั้นซีซันหงเยี่ยเซิง(บัณฑิตใบไม้แดงเขาประจิม) ถึงกับสันนิษฐานเป็นเรื่องปริศนาในยุทธภพออกมาแล้ว”

 

กล่าวอำลาบัณฑิตเหล่านั้นออกจากโรงน้ำชา หลันเจวี๋ยย่างเท้าเชื่องช้ากลับจวน ใคร่ครวญว่าจะให้คนสืบประวัติจางผิงผู้นี้ดีหรือไม่ แต่รู้สึกว่ากระทำเช่นนี้ออกจะระแวงเกินไป

จางผิงไม่อยู่ใต้ร่มไม้นอกจวนสกุลหลันแล้ว หลันเจวี๋ยมองไปทางต้นไม้ต้นนั้น ตัดสินใจรอสักครู่

กลับถึงในจวน หลันเจวี๋ยถามพ่อบ้านว่าระยะนี้มีบุคคลน่าสงสัยหรือไม่ พ่อบ้านตอบว่า ล้วนเป็นผู้คนที่มามอบของกำนัลเท่านั้น ไม่มีอันใดน่าสงสัย

เวรยามในจวนแต่ไรมาระแวดระวังแน่นหนา  กระทั่งแมลงวันตัวหนึ่งหากบินวนหน้าจวนหลายรอบ พวกเขาล้วนคิดไว้ก่อนขาของแมลงวันนั้นอาจถูกนักฆ่าลอบติดตั้งเข็มพิษ ด้วยเหตุนี้ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทันสังเกตเห็นจางผิง

พ่อบ้านกล่าวอีกว่า “ตอนนายท่านออกไปข้างนอก พวกเราติดตามอยู่ข้างหลัง เห็นบัณฑิตยากจนคนหนึ่งยืนหน้าประตู จึงจับตามองเป็นพิเศษ คาดว่าเป็นพวกไส้แห้งมอบของกำนัลอันใดให้มิได้ ยืนอยู่พักหนึ่ง เขาก็จากไปแล้ว”

หลันเจวี๋ยอืมเสียงหนึ่ง ไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก

 

การสอบเคอจวี่งวดเข้ามา เจ้าหน้าที่ในกรมกองต่างมีภารกิจเพิ่มขึ้นมากมายเป็นธรรมดา ภายในราชสำนักจะจัดงานใหญ่ต่อเนื่องหลายครั้ง ไหวหวางจะอภิเษกชายา ไท่โฮ่ว(พระพันปี)จะทรงฉลองวันพระราชสมภพ หลันเจวี๋ยการงานรัดตัวจนมืดค่ำติดต่อกันหลายวันถึงได้กลับจวน

ยามโพล้เพล้วันนี้ เขากลับจวนค่อนข้างเร็วถอดชุดขุนนางออกเปลี่ยนเป็นชุดกลางเก่ากลางใหม่ ย่ำเท้าออกจากจวน

บนทางสัญจรที่ขวักไขว่ไปมาโดยมากเป็นชุดยาวสวมหมวกแบบบัณฑิตหรู(หมวกทรงกล่องสีดำ) อวลด้วยบรรยากาศใกล้สอบทุกแห่งหน หลันเจวี๋ยอ้อมมาถึงปากถนนสายเล็ก ใต้กำแพงเก่าโกโรโกโส สี่ลำไผ่ค้ำขึ้นเป็นเพิงอย่างง่าย ควันขาวโขมงพวยพุ่งจากเตาไฟใต้เพิง

ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งกำลังแง้มฝาหม้อ ใช้ตะบวยเหล็กขนาดใหญ่คนในหม้อ นอกเสื้อคลุมยาวสีเทาพันรัดด้วยผ้ากันเปื้อนขาดๆ ผืนหนึ่ง ละม้ายวิญญาณโดดเดี่ยวปีนป่ายออกมาจากนิยายผีสางภูตพราย

หลันเจวี๋ยเดินมาหยุดตรงหน้าแผงหมี่ “เจ้าของร้าน หมี่ชามหนึ่ง”

ชายหนุ่มเหลือบเปลือกตาขึ้น “เหลือเพียงหมี่เปล่าเท่านั้นแล้ว”

หลันเจวี๋ยกวาดตามองบนแผงนั้นแวบหนึ่ง เห็นบนตั่งวางตะกร้าใบหนึ่ง ด้านในเด่นชัดว่ามีไข่ไก่อยู่สี่ห้าฟอง

“ใส่ไข่เพิ่มหนึ่งฟอง ต้มสุกหน่อย”

ชายหนุ่มรับคำเสียงหนึ่ง ท่าทางไม่อยากเพิ่มไข่ให้กระนั้น แต่มิได้เอ่ยกล่าวอันใด

โต๊ะเตี้ยด้านข้างว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใด เห็นได้ว่ากิจการของแผงหมี่นี้ใช่ว่าจะดีนัก หลันเจวี๋ยนั่งข้างโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีโถน้ำส้มสายชู จานพริก ในจานเล็กใบหนึ่งยังมีกระเทียมดอง

หลันเจวี๋ยชวนสนทนา “เจ้าของร้านเป็นคนแถบซีเป่ย(ตะวันตกเฉียงเหนือ)สินะ ทางนั้นกินหมี่มักใส่น้ำส้ม ในนครหลวงน้อยนักจะกินด้วยวิธีนี้”

ชายหนุ่มอืมคำหนึ่ง หยิบแป้งหมี่กำหนึ่งสาดลงบนโต๊ะนวดแป้ง “คนเมืองซีชวนอำเภอหนันฉือ”

หลันเจวี๋ยยิ้มเล็กน้อย “อำเภอหนันฉือ ใช่แหล่งผลิตชาต้าเยี่ยหรือไม่ ฟังว่าชานั่นต้มในนมวัวโรยเกลือแล้วรสชาติโอชาที่สุด เดิมทีเป็นวิธีดื่มที่ชาวหู*ชื่นชอบยิ่งนัก”

[*เรียกชนเผ่าทางตอนเหนือโดยรวมว่าชาวหู]

ชายหนุ่มควงไม้นวดแป้งก้มหน้าก้มตารีดแป้ง เอ่ยเสียงแห้งผาก “ทางแถบนั้นอากาศหนาวเย็นมากในหน้าหนาว ลมแข็งกร้าวกว่ามีดดาบ ดื่มชาหูประเภทนี้ช่วยบรรเทาความหนาวได้ ยามหนาวเย็นที่สุด ยังต้องใส่สุราเพิ่มสองหยด” 

หลันเจวี๋ยประสมโรง “ใช่ สุราตะวันตกแรงได้ประเสริฐนัก ไม่เหมือนสุราเมืองหลวง ดีแต่หอมละมุน”

ชายหนุ่มไม่ต่อคำ ก้มหน้าหั่นหมี่ เสียงมีดกระทบเขียงดังกึกๆ

หมี่เพิ่งลงหม้อ บัณฑิตคนหนึ่งตาลีตาเหลือกตรงมายังแผงหมี่ ร้องเรียกพลางต่อว่าต่อขาน “พี่จางผิงของข้า ทำไมถึงยังขายหมี่อยู่อีก บอกแต่เนิ่นๆ แล้วว่าวันนี้มีเรื่องดีแนะนำให้ รีบเก็บของกลับไป อีกครึ่งชั่วยาม คนเขาจะมาถึงแล้ว”

จางผิงคว้าผักสดฉีกเป็นชิ้นใส่หม้อ เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน “พอดีขายชามนี้เสร็จแล้ว”

บัณฑิตผู้นั้นร้องโอดครวญเสียงหนึ่ง “เจ้านี่อดใจหาเงินน้อยลงสักครึ่งอีแปะมิได้เลยเชียวนะ”

จางผิงเอ่ยเนิบช้า “ไม่หาเงินก็ไม่มีกิน”

บัณฑิตนั่นทอดถอนใจพลางลากม้านั่งตัวเล็กมานั่งลง “หากเพราะเงินไม่กี่อีแปะ ปล่อยให้โอกาสดียิ่งหลุดลอย ถึงเรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย”

หลันเจวี๋ยนั่งมองอยู่ข้างๆ  จนบัณฑิตผู้นั้นนั่งมั่นแล้ว จึงเอ่ยสนทนากับเขา “พี่ชายท่านนี้...”

บัณฑิตผู้นั้นท่าทางชอบคบหามิตรสหาย รีบประสานมือคำนับ “ข้าน้อยเฉินโฉว ขอเรียนถามพี่ชายแซ่สูงส่งว่ากระไร เป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่ครั้งนี้ด้วยหรือไม่”

หลันเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “เป็นเช่นนั้น ข้าน้อยเฉาอวี้ มาจากเมืองหนันเพิ่งมาถึงนครหลวงไม่นาน”

ตัวหลันเจวี๋ยแท้จริงไม่นับว่าอ่อนเยาว์ แต่บำรุงดูแลเหมาะสม ขุนนางร่วมราชสำนักมักเอ่ยชมว่าเขาเหมือนชายหนุ่มอายุยี่สิบแปด ด้วยเหตุนี้ยามสนทนาพาทีกับรุ่นหลังเหล่านี้จึงแทนตนเองว่าข้าน้อยโดยหน้าไม่แดงหายใจไม่ติดขัด

เฉินโฉวมิได้สงสัยดังคาด เอ่ยอย่างยินอกยินดี “ประจวบเหมาะเสียจริง มิทราบพี่เฉาพักอยู่ที่ใด ข้าน้อยกับพี่จางผู้นี้เป็นผู้เข้าสอบที่มาจากซีชวน ภายภาคหน้าสนิทสนมกันให้มากหน่อย ปรึกษาเรื่องกฎเกณฑ์การประพันธ์กันได้”

หลันเจวี๋ยเอ่ยอย่างประหลาดใจ “หา? ที่แท้พี่ชายเจ้าของร้านนี้ก็เป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่หรอกหรือ”

เฉินโฉวชะงักไป มองไปทางจางผิง เผยสีหน้าละอายว้าวุ่น “อา...ใช่ คือ...ทางบ้านพี่จางยากจน จึงขายหมี่ไปพลางๆ ก่อน แท้จริงแล้วเขาทรงความรู้มากนัก การสอบเคอจวี่ในซีชวน เขาสอบได้ลำดับที่สาม บางคนมักใส่ร้ายป้ายสีเขา พี่เฉาฟังแล้วขออย่าได้เชื่อ”

หลันเจวี๋ยเอ่ยว่า “ปราชญ์ กสิกร กรรมกร วาณิชล้วนเป็นรากฐานแห่งสังคม เดิมไร้ซึ่งสูงล้ำต่ำต้อย ฟังว่าบรรดาขุนน้ำขุนนางในราชสำนัก ในวัยหนุ่มยังไม่ร่ำรวย ก็ขายอักษรศิลป์ริมทาง พักอาศัยในวัดวาอารามร้างผุพัง ขายหมี่และขายลายสือ มีอันใดแตกต่าง หลายคนเขียนอักษรได้ประเสริฐ กลับไม่เหมือนพี่จางที่ปรุงหมี่ได้ดี”

หลันเจวี๋ยเอ่ยวาจานี้ เกินครึ่งออกจากใจจริง เนื่องเพราะในบรรดาบุคคลที่เคยขายอักษรศิลป์ริมทางในวัยหนุ่มมีเขารวมอยู่ด้วย หลันเจวี๋ยในวัยหนุ่มเคยลำบากมาก่อน ยิ่งเข้าอกเข้าใจยุวชนเหล่านี้เป็นพิเศษ น่าเสียดายบัดนี้ส่วนมากล้วนเล่าลือว่าเขาเห็นแก่อำนาจผลประโยชน์ เป็นความเข้าใจผิดของคนทั่วไปอย่างแท้จริง

เฉินโฉวยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง “ถูกต้องแล้วๆ อย่างพี่เฉานี่สิถึงเป็นทัศนะในทางที่ถูกต้อง น่าเสียดายมิใช่ทุกคนจะมีเหตุมีผลเยี่ยงพี่เฉา”

หลันเจวี๋ยยิ่งกล่าวอย่างมีเหตุผลมากขึ้น “กระทั่งพระปฏิมาในอารามยังถูกผู้คนติฉิน นับประสาอันใดกับปุถุชนคนเดินดินอย่างเรา นินทาก็ปล่อยให้เขานินทาไป เราปฏิบัติของเราไป เรียกว่าต่างคนต่างสนใจเรื่องของตน”

เฉินโฉวถูมือไปมาพยักหน้าเห็นด้วย “พี่เฉากล่าวได้ประเสริฐนัก!” เห็นชามหมี่ส่งควันฉุยของจางผิงข้ามมาจึงเบี่ยงตัวหลีกทางให้ “น่าเสียดายวันนี้ข้าและพี่จางมีธุระสำคัญ มิอาจสนทนากับพี่เฉาให้ถึงใจ หากมีเวลาก็ไปตรอกเสี่ยวเฮ่าจื่อ(ตรอกหนู) ข้ากับจางผิงพักในเรือนเล็กด้านในสุดที่ประตูหันไปทางเหนือ”

หลันเจวี๋ยพยักหน้า คีบหมี่ขึ้นมา ย่อมไม่ส่งเข้าปาก

เฉินโฉวลุกขึ้นยืน ถูมือไปมา “พี่จาง เวลาไม่เช้าแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าไปรอก่อน โรงน้ำชาตรงปากตรอกที่หันไปทางตะวันออก จองห้องเหมาชั้นสองไว้แล้ว เจ้ากลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบตามไป”

จางผิงก้มหน้าก้มตาเก็บเขียง รับคำเสียงหนึ่ง

เฉินโฉวเอ่ยขอโทษขอโพยกับหลันเจวี๋ย “พี่เฉา ขออภัยด้วย มิได้มีเจตนาเร่งรัด ท่านค่อยๆ กิน ข้าขอไปก่อนหนึ่งก้าว หากท่านรู้สึกว่าหมี่นี้ดี ต่อไปมาอุดหนุนการค้าของพี่จางให้มากหน่อย...” หลังเอ่ยลาต่อเนื่องก็จากไปแล้ว

หลันเจวี๋ยลุกขึ้นยืนส่ง ขณะนั่งลงแสร้งพลั้งเผลอ เสียงดังเพียะหนึ่ง ปัดชามร่วงตก หมี่น้ำหกกระจายเต็มพื้น กระทั่งชามหมี่ก็แตกด้วย ไข่ฟองนั้นเปรอะดินโคลน นอนแอ้งแม้งอยู่บนเศษชามน้ำแกง

หลันเจวี๋ยถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “พลั้งมือได้อย่างไรกัน ย่ำยีหมี่ชั้นดีของพี่จางเสียแล้ว ยังทำชามของท่านแตกอีก ให้ละอายใจยิ่งนัก” ล้วงถุงเงินออกจากแขนเสื้อ ล้วงเปะปะได้เหรียญทองแดงออกมากำมือหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ

จางผิงใบหน้าไร้อารมณ์เดินมาข้างโต๊ะ หลุบตามองพื้น ค่อยๆ ยองลง ช้อนไข่ฟองนั้นขึ้น

เขาประคองไข่ฟองนั้น ก้าวไปยังถังน้ำสะอาด ตักน้ำหนึ่งกระบวยล้างไข่ต้มนั้นอย่างละเอียดจนสะอาดแล้ววางในชามใบหนึ่ง หยิบไม้กวาดกวาดเศษกระเบื้องและหมี่ใส่ที่โกย

หลันเจวี๋ยกำลังจะจากไป จางผิงถือที่โกยยืดตัวขึ้น พลันเอ่ยว่า “ใต้เท้าหลัน ในหมี่ชามนี้ไม่มียาพิษ”

หลันเจวี๋ยชะงักฝีเท้า หมุนตัวกลับมา ท่ามกลางแสงตะวันรอน จางผิงยันไม้กวาดยืนอยู่ เปรียบดังต้นพุทราเปรี้ยวขึ้นโดดเดี่ยวอยู่ข้างสุสานรกร้างห่างไกล ดูเวิ้งว้างเปล่าเปลี่ยวสุดพรรณนาสองตาจ้องมองหลันเจวี๋ยตรงๆ

“ใต้เท้าหลัน ข้าไปหน้าประตูจวนของท่าน มิใช่มีความคั่งแค้นกับท่าน ยามของจวนท่านกินหมี่ของข้า มิได้จ่ายเงิน วันนั้นข้าไปทวงหนี้”

หลันเจวี๋ยยืนนิ่งเงียบอยู่นานเนิ่น ก่อนเปิดปากถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้ามองเห็นเจ้า”

จางผิงตอบ “ใต้เท้าหลันมองเห็นข้า ข้าก็มองเห็นท่าน”

หลันเจวี๋ยถามอีก “เจ้าคาดเดาว่าข้าเป็นใครได้อย่างไร”

จางผิงตอบ “ระยะนี้ใต้เท้าถูกร้องเรียน ไม่กล้ารับของกำนัล ท่านสวมเสื้อผ้าธรรมดาสามัญออกจากจวนสกุลหลัน ทั้งไม่คล้ายพ่อบ้านคนรับใช้”

หลันเจวี๋ยชะงักงัน มิรู้ด้วยเหตุใด ถึงกับอยากหัวร่อ “วันนั้นเจ้าเดาออกว่าข้าเป็นใคร ไยไม่บอกกล่าวเรื่องนี้แก่ข้า”

จางผิงหลุบเปลือกตาลง “เดิมทีก็หาใช่เรื่องใหญ่อันใด เงินเพียงเล็กน้อย เป็นหนี้ระหว่างข้ากับยาม ไม่เกี่ยวกับใต้เท้าหลัน อีกอย่าง หากเพราะเรื่องนี้ฟ้องใต้เท้าหลัน พวกยามไม่พอใจ ก็จะหาเรื่องสั่งสอนข้า ที่ข้าทำเป็นเพียงการค้าเล็กน้อย”

หลันเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น มิรู้จะเอ่ยกล่าวอันใดไปชั่วขณะ

จางผิงวางที่โกยลง กลับมายังข้างโต๊ะอีกครั้ง หยิบเหรียญทองแดงแปดเหรียญจากบนโต๊ะ “หมี่สามอีแปะ ชามใบหนึ่งหกอีแปะ ของเก่าคิดห้าอีแปะ”

หลันเจวี๋ยมองเขาเก็บเงินเข้ากระเป๋าเสื้อ เอ่ยว่า “เมื่อครู่ตอนข้ามา เจ้าขายเพียงหมี่เปล่าให้ข้าเพราะคาดคะเนไว้แล้วว่าข้าไม่มีทางกินหมี่ของเจ้า?”

จางผิงไม่ตอบคำ หยิบผ้าเช็ดโต๊ะมาเช็ดโต๊ะ

หลันเจวี๋ยสอดมือในแขนเสื้อยืนอยู่ข้างๆ อดคิดมิได้ว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องขบขัน ด้วยเหตุนี้ได้ประจักษ์ถึงหนึ่งในชนรุ่นหลังที่น่าสนใจในการสอบเคอจวี่ครั้งนี้ นับว่าไม่เลวร้าย

หลายปีมานี้พบเห็นผู้คนมามากมาย ใต้เท้าหลันยังคงเชื่อมั่นในสายตาตนเองอยู่บ้าง

ดูวาจาการกระทำของจางผิงผู้นี้ หากสอบติดมีชื่อในประกาศผลสอบ เข้าสู่ราชสำนักแล้ว ท่ามกลางขุนนางผู้สุจริตเที่ยงธรรม ย่อมแตกยอดออกหน่อที่สูงตระหง่านเงื้อมง้ำ

เขายิ้มๆ พลางหมุนตัวจากไป ก่อนไปยังเอ่ยว่า “เอาเถิด ความเข้าใจผิดครั้งนี้ เป็นเพราะข้าหวาดระแวงเกินเหตุอย่างแท้จริง เจ้ามีชื่อว่าจางผิง? หากด้านความรู้ประเสริฐเฉกเช่นสายตาของเจ้า ไม่แน่อีกไม่นาน เจ้าคงเป็นขุนนางร่วมราชสำนักกับข้า แต่ก่อนหน้านั้น หากมีโอกาส ข้าจะกลับมาชิมหมี่ของเจ้าอีก”

จางผิงซ้อนม้านั่งแล้วเสร็จ เงาร่างของหลันเจวี๋ยก็เลี้ยวผ่านหัวมุมถนนไปแล้ว เหลือเพียงเงาหลังยืดยาวสายหนึ่งลากผ่านกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าไป

จางผิงเก็บแผง เข็นรถเข็นมุ่งตรงกลับบ้าน

 

(2)

กลับถึงที่พัก จางผิงจัดการโอ่งหมักกระเทียมดองอยู่พักหนึ่ง ก่อนล้างหน้าล้างตาลวกๆ แล้วเปลี่ยนเป็นชุดคลุมยาวเพียงตัวเดียวที่พอถือได้ว่าเรียบร้อย สาวเท้าไปยังโรงน้ำชาจี๋ชิ่ง(โชคดี)หน้าปากตรอก

เฉินโฉวเดินกระวนกระวายอยู่ตรงบันไดในโรงน้ำชา ทันทีที่เห็นจางผิงก็ถลันเข้ามา “เถ้าแก่จางของข้า มาได้เสียที เถ้าแก่ตัวจริงสองคนมาถึงแล้ว ด้านบนน้ำชาก็ชงไว้พร้อม เร็วเข้าเถอะ!”

ลากจางผิงขึ้นชั้นบนในรวดเดียว เข้าสู่ห้องเล็กด้านในสุดบนชั้นสอง

ภายในห้อง คนชงชากำลังรินน้ำชา หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนั่งอยู่ข้างโต๊ะ บุรุษอายุประมาณห้าสิบปี หน้ากลมตัวกว้าง ท่าทางละมุนละม่อมอ่อนโยน สตรีดูจากหน้าตาอายุไม่ถึงสี่สิบ ใบหน้าเหลี่ยมเห็นกราม ทาแป้งขาววอก ตุ้มหูหยกเลี่ยมทองห้อยต่องแต่งอยู่ข้างหู คิ้วโก่งเรียวยาวเสริมแต่งอย่างเฉียบแหลม

เฉินโฉวค้อมตัวขอโทษขอโพยต่อสองคนนี้ “นายท่านจิน จินฟูเหริน* ขออภัยอย่างยิ่ง พี่จางมาสายทำให้ทั้งสองท่านเสียเวลา ข้าขออภัยแทนเขา” พลางหันหน้ามากล่าวกับจางผิง “นายท่านจินท่านนี้ก็คือหัวหน้าคณะไหลสี่(มงคลกราย)อันเลื่องชื่อ รีบคารวะทักทายเสียสิ”

[*ภรรยาของนายท่านจิน]

นายท่านจินลุกขึ้นยืนหัวเราะเบาๆ “มิกล้า มิกล้า เปิดคณะงิ้วไม่อาจเทียบนักศึกษาเยี่ยงพวกท่าน”

จางผิงรู้ในทันทีว่าการค้าประเสริฐที่เฉินโฉวแนะนำคืออะไร

ราคาข้าวของในเมืองหลวงสูงมาก การเช่าห้องเตรียมสอบมีค่าใช้จ่ายมหาศาล ผู้เข้าสอบเคอจวี่ซึ่งฐานะทางบ้านมิได้ร่ำรวยโดยมากมักหาลู่ทางหาเงินให้เพียงพอค่าใช้จ่าย

ลู่ทางนั้นก็แบ่งเป็นหลายขั้น

ขั้นแรกขายกาพย์กลอน ขั้นสองขายอักษรภาพวาด สองอย่างนี้ล้วนแย่งชิงกันทำ แต่ต้องพอมีชื่อเสียงมีความสามารถจึงกระทำได้ หากกระทำได้ดี ชื่อเสียงเล็กน้อยเหล่านี้ขจรขจายเข้าสู่ราชสำนัก กาพย์กลอนเพียงสองประโยคอักษรศิลป์ภาพวาดไม่กี่ใบได้รับความสนใจของผู้คุมสอบก่อน ย่อมมีส่วนช่วยผู้เข้าสอบอย่างมาก

 กระทำขั้นหนึ่งขั้นสองไม่ดี ได้แต่เพียงเสาะหาลู่ทางในขั้นสามอย่างเงียบๆ

ก่อนการสอบเคอจวี่ทุกวาระ ร้านหนังสือในนครหลวงมักออกนิยายใหม่มากมาย เรื่องประโลมโลกวาบหวามใหม่เอี่ยมดังบุษบาหลากสีสันส่งกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจวางซ่อนอยู่ภายในช่องลับ คณะงิ้วใหญ่ๆ ในเมืองหลวงต่างแสดงเรื่องใหม่ได้ทุกเดือน บรรดาโฉมสะคราญในโรงงิ้วต่างร่ายร้องกลอนกวีสละสลวยเปี่ยมอารมณ์รสนิยม

จางผิงรู้ว่าช่วงนี้เฉินโฉวรับงานเขียนบทงิ้ว ประพันธ์เรื่องราวความรักของสตรีนางหนึ่งหนีตามบัณฑิตในคืนวันสารทฤดู นางกลับถูกแม่ทัพชิงตัวไปเป็นอนุ หลังให้กำเนิดบุตรสองคนได้พบบัณฑิตผู้นั้นอีกด้วยความบังเอิญ มิรู้ว่าสมควรทอดทิ้งลูกเต้าหนีตามบัณฑิตผู้นั้นไปดีหรือไม่

จางผิงยังเคยแนะนำเฉินโฉวว่าต้องใส่ใจรายละเอียดใดบ้างเมื่อเขียนถึงตอนปีนกำแพงยามวิกาล ใช้วิธีใดจึงจะปีนได้เร็วขึ้น

จางผิงซาบซึ้งยิ่งนักที่เฉินโฉวมีเจตนาดีหางานให้ แต่ไรมาจางผิงกระทำการใดล้วนอาศัยข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐาน เรื่องเกี่ยวกับความรัก เขาไร้ต้นทุนให้อ้างอิง ไม่อาจแต่งขึ้นมาส่งเดชโดยไร้ข้อมูลได้ ดังนั้นเขารู้สึกว่าตนเองไม่เหมาะสม

หลังทักทายแล้วเสร็จก็นั่งลง นายท่านจินไม่อ้อมค้อมเข้าสู่ประเด็นหลัก คณะงิ้วของเขาระยะนี้จะซ้อมละครเรื่องใหม่ ต้องการคนเขียนบทให้อย่างเร่งด่วน

นายท่านจินสำทับว่า “ต้องให้เร็ว! ทั้งเร็วและแรงพอด้วย!” สองตาส่องประกายวิบวับ จางผิงเดาว่าเขาต้องการความแรงประเภทนั้น จึงเอ่ยอย่างจริงใจว่า “ข้าน้อย ไม่...”

เฉินโฉวตาคมมือไวกดเขาไว้ ตัดบทว่า “บทงิ้วที่นายท่านจินต้องการ ข้ากล้าเอาหัวเป็นประกันว่าจางผิงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด! แต่ไรมาเขาถนัดเรื่องนี้ บางคืนข้านอนไม่หลับ ไปหาเขาให้เล่านิทานให้ฟัง ข้าฟังแล้วไม่กล้าหลับตานอนติดต่อกันสามคืน!”

นายท่านจินตบเข่าฉาด “ประเสริฐนัก ประเสริฐนัก! คุณชายจางเป็นอัจฉริยบุคคลหาได้ยากยิ่งโดยแท้! ต้องให้จับใจเช่นนี้ เบียดพวกเด็กเมื่อวานซืนอย่างคณะชิ่งหยวน(ฉลองเกลียวกลม)ให้พังไปเลย!”

จินฟูเหรินแทะเมล็ดแตง หรี่ตายิ้มชม้ายมาทางจางผิง “คุณชายจาง หากบทที่ท่านเขียนโด่งดังกว่าของคณะชิ่งหยวน นับว่าเหนือกว่าอัจฉริยะอย่างซีซันหงเยี่ยเซิง การสอบเคอจวี่ครานี้ ไม่แน่อาจสอบได้เป็นจ้วงหยวน!”

จางผิงกล่าวน้ำเสียงเรียบ “นิยายหลายเล่มของซีซันหงเยี่ยเซิง หลังจากเรื่อง‘ไฟสัญญาณชายแดน’ล้วนเป็นของปลอม ข้าน้อยสันนิษฐานว่าคนผู้นี้น่าจะเสียชีวิตไปนานแล้ว”

ซีซันหงเยี่ยเซิงเป็นอันดับหนึ่งแห่งเรื่องเล่าพิสดารในยุคนี้ เล่าขานกันว่าเรื่องที่เขารจนา กระทั่งจักรพรรดิและไหวหวางยังโปรดปราน ไท่โฮ่วหลังทรงอ่านตอนองค์หญิงเว่ยชางพลีชีพเพื่อรักให้กับจอมยุทธ์ในเรื่อง ‘จอมยุทธ์กลียุค’ อันเลื่องชื่อของเขาถึงกับหลั่งพระอัสสุชลกรรแสงไม่เป็นพระสุรเสียงศักดิ์ฐานะของคนผู้นี้เป็นปริศนามาโดยตลอด  หลายปีก่อนหลังเขียนเรื่อง ‘ไฟสัญญาณชายแดน’ เสร็จสิ้นแล้วก็ประกาศวางพู่กัน นับจากนั้นเร้นกายจากวงการ

นายท่านจินกล่าวว่า “ซีซันหงเยี่ยเซิงแน่นอนย่อมสิ้นไปนานแล้ว ทุกคนล้วนรู้ดี เด็กเมื่อวานซืนคณะชิ่งหยวนพวกนั้นก็รู้ ดังนั้นจึงหากินกับสมบัติคนตายอย่างโจ้งแจ้ง มารดามันเถอะไอ้พวกกากเดน!”

คณะไหลสี่และคณะชิ่งหยวนเป็นคณะงิ้วที่ค่อนข้างยอดเยี่ยมในนครหลวง แข่งขันกันเองมาโดยตลอด กระทำทุกวิถีทางเพื่อดึงตัวผู้แสดงแย่งชิงนิยายเรื่องเยี่ยม

นายท่านจินได้ข่าวว่าคณะชิ่งหยวนจะคัดเฉพาะช่วงความรักระหว่างองค์หญิงกับจอมยุทธ์ในเรื่อง “จอมยุทธ์กลียุค” ออกมาเรียบเรียงใหม่เป็นบทงิ้วเรื่องหนึ่ง จะเปิดแสดงในเร็ววัน

เรื่องรักนี้กระทั่งไท่โฮ่วได้ทอดพระเนตรยังกรรแสง คณะไหลสี่ตระหนักถึงการคุกคามอย่างลึกล้ำ ดังนั้นพวกเขาต้องเร่งหาเรื่องใหม่เพื่อสยบคณะชิ่งหยวน

“พวกเราต้องเขียนเรื่องรันทดทารุณจิตใจไม่เช่นนั้นสยบเขามิได้!” นายท่านจินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หากจะเสาะหาเรื่องรันทดทารุณจิตใจ อันที่จริงก็มากมี เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าดัดแปลงแก้ไข เช่นเรื่องหนุ่มอัจฉริยะกับสาวงาม เรื่องของใต้เท้าหลันแห่งกรมพิธีการกับฟูเหรินที่สิ้นไปก็มีให้เห็นอยู่แล้ว พี่สะใภ้ม่ายกับน้องชายสามี อย่างไหว...”

จินฟูเหรินรีบชักหน้าเขียวกระแอมไอสองเสียง ตัดบทนายท่านจิน “ดังนั้นพวกเราคิดมาคิดไป จึงเลือกเรื่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว คุณชายจางเขียนไปตามเค้าโครงเรื่องก็ใช้การได้ แต่ว่ายังมีเรื่องหนึ่ง ต้องเอ่ยไว้ก่อนล่วงหน้า...” สีหน้าจินฟูเหรินลำบากใจ “คุณชายก็รู้ เทียบกับชื่อเสียงของซีซันหงเยี่ยเซิงแล้ว ทุกคนย่อมสามัญไม่สูงส่ง พวกเราจึงไม่อาจ...”

เฉินโฉวกระแอมเสียงหนึ่ง “พี่จาง คือว่าอย่างนี้ พวกนายท่านจินบอกแก่คนภายนอกว่าเรื่องนี้ตงหูจวีสื้อ(อุบาสกทะเลสาบบูรพา)เป็นผู้เขียน ซึ่งก็คือหม่าเหลียน เขารับเงินตกลงแล้ว เจ้าว่า...”

หม่าเหลียนก็เป็นผู้เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ในครั้งนี้ ราษฎรจากเมืองสู่ มีชื่อเสียงขึ้นจากการเขียนบทงิ้วในนามตงหูจวีสื้อ บัดนี้เข้าสู่ขั้นขายกาพย์กลอน เคยประณามจางผิงอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่เหมาะเป็นนักศึกษา เป็นผู้เข้าร่วมสอบพร้อมจางผิงรู้สึกอับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก

จางผิงตอบเสียงราบเรียบ “สำหรับเรื่องนี้ข้าอย่างไรก็ได้ ขอเพียงพี่หม่าเห็นพ้องด้วย...”

นายท่านจินรอให้เขาเอ่ยจบก็ยิ้มกล่าวว่า “คุณชายจางช่างใจกว้างเสียจริง เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้! เรื่องที่เราเลือกมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ สมัยนี้ต้องเรื่องเทพเซียนผีสางถึงจะน่าดูชม พวกนั้นมีจอมยุทธ์กับองค์หญิง พวกเรามีคุณหนูและเทพเซียน!”

เฉินโฉวปรบมือ “ดูสิ พี่จาง ข้าบอกแล้วว่าเจ้าเหมาะสม เรื่องผีสาง เจ้าชำนาญที่สุด ขี้ขลาดอย่างข้าหากเขียนเรื่องแบบนี้ แค่เขียนอารัมภบทก็ตกใจตายเองก่อนแล้ว”

จางผิงกล่าวว่า “แต่ไรมาข้าก็รู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีภูตผีปีศาจ”

เฉินโฉวรีบกระตุกแขนเสื้อจางผิง เคราะห์ดีที่นายท่านจินและจินฟูเหรินมิได้สังเกต ไม่ก็อาจคิดว่าคนไม่เชื่อเรื่องผีจึงจะกล้าเขียนเรื่องผี ยังคงสนทนาเรื่องบทงิ้วกับจางผิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

จินฟูเหรินเอ่ยว่า “คุณชายจาง เรื่องภูตผีปีศาจแท้จริงแล้วยังมีอยู่  เนื่องเพราะเรื่องที่ข้าจะเล่าให้ท่านฟังนี้เป็นเรื่องจริง สิบยี่สิบปีก่อน ลูกผู้น้องทางบ้านมารดาข้าถูกปีศาจเพียงพอนล่อลวง...”

 

วันที่หนึ่งเดือนห้า หลันเจวี๋ยมีภารกิจเร่งด่วนในมือต้องไปสืบค้นเอกสารเก่าที่กรมอาญา

เขานั่งเกี้ยวมาถึงกรมอาญาด้วยตนเอง เพิ่งเข้าประตูมาก็เห็นมือปราบหลายนายจับกุมผลักดันคนสองคนไปยังอีกฟาก ใต้เท้าหลันรู้สึกว่าสองคนนี้ช่างคุ้นตา

คนหนึ่งเหมือนเป็นจางผิง อีกคนคลับคล้ายว่าเป็นเฉินโฉว

เขาสอบถามเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หลิวที่อยู่ข้างกาย “นี่มีคดีอันใดอีกหรือ”

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หลิวตอบว่า “คดียังไม่ไต่สวน เรื่องคร่าวๆ ข้าน้อยก็ไม่กระจ่างนัก ฟังว่าหนึ่งในนั้นคือบัณฑิตจางวางแผนประทุษร้ายหัวหน้าคณะงิ้วแห่งหนึ่ง”

คิดไม่ถึงว่าไม่ทันพ้นหนึ่งเดือน จางผิงผู้นี้ถึงกับก่อคดีเลวร้าย หลันเจวี๋ยออกจะประหลาดใจ เขาสอบถามอีกว่าวางแผนประทุษร้ายอย่างไรกันแน่

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หลิวไม่ใคร่ชัดเจนนัก เพียงเอ่ยคลุมเครือว่าน่าจะใช้อาวุธ หัวหน้าคณะงิ้วผู้นั้นบัดนี้เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย มิทราบว่าจะรอดหรือไม่หากทนพิษบาดแผลไม่ไหว คดีนี้ก็จะกลายเป็นคดีฆาตกรรมอย่างแท้จริง

สนทนากันไปเยี่ยงนี้ก็ถึงหน้าหอที่ทำการ หวังเยี่ยนรองเสนาบดีกรมอาญาคอยต้อนรับที่หน้าประตู ประสานมือคำนับหลันเจวี๋ย “ใต้เท้าหลัน อาคันตุกะยากพบเห็น วันนี้มีเรื่องเร่งด่วนสำคัญประการใด ถึงกับมาเยือนที่นี่ด้วยตนเอง”

หลันเจวี๋ยคารวะตอบ “ยังมิใช่เพราะเรื่องอวยยศของหลิวจือฮุ่ยหรอกหรือ กรมปกครองว่าแฟ้มของกรมพระคลังสังกัดพวกเขา จึงโยนเรื่องสืบค้นเอกสารของกรมอาญามาบนศีรษะของกรมพิธีการของพวกข้า แม้ว่าเป็นเรื่องตามกฎระเบียบ แต่หากส่งอาลักษณ์มากระทำโดยขอไปที ก็เด่นชัดว่าเพิกเฉยต่อใต้เท้าหลิว ดังนั้นข้าจึงมาเองสักเที่ยว รบกวนพี่โม่เหวิน*ช่วยเปิดคลังเอกสารให้ข้าสักหน”

[*ชื่อรองของหวังเยี่ยน]

ตามระเบียบแบบแผนแห่งราชวงศ์ยง หากมีขุนนางได้อวยยศปูนบำเหน็จ ล้วนต้องตรวจสอบประวัติชาติกำเนิด 

ระยะนี้หลิวจือฮุ่ยหัวหน้ากองสำนักราชเลขาธิการได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเลขาธิการสำนักตรวจการ ได้รับปูนบำเหน็จบางส่วน ร่างเลื่อนตำแหน่งและร่างปูนบำเหน็จถูกส่งมายังกรมปกครองและกรมพิธีการ รอให้ตรวจสอบแฟ้มเอกสาร มั่นใจว่าปูมหลังของใต้เท้าหลิวไม่มีมลทิน มิใช่เชื้อสายนักโทษผู้ต้องอาญาเล็ดลอดเข้าราชสำนัก จึงจะเลื่อนตำแหน่งให้อย่างเป็นทางการ

หลันเจวี๋ยรู้สึกว่าระเบียบการนี้ออกจะเกินจำเป็น หากเพิ่งรับลาภยศหรือเพิ่งเลื่อนตำแหน่งจะตรวจสอบสักหน่อยก็พอว่า นี่กลับต้องตรวจสอบทุกครั้งที่ได้เลื่อนตำแหน่ง สุดท้ายกลับกลายเป็นแบบแผน ประดาขุนนางที่เลื่อนขั้นรวดเร็ว ประวัติปูมหลังของพวกเขานั้นกรมพิธีการกรมปกครองล้วนท่องถอยหลังได้ ไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ

แต่หลันเจวี๋ยมิใช่คนชอบเสนอความคิดเห็น ทำงานในกรมพิธีการเน้นย้ำความกลมเกลียวเป็นที่ตั้ง ความคิดเห็นให้ขุนนางทัดทานเป็นผู้เสนอ สิ่งที่เขาคิดว่าไม่สมเหตุสมผล เพียงแต่คิดในใจเท่านั้น

หวังเยี่ยนเอ่ยยิ้มๆ “ข้าก็คาดว่าเป็นเรื่องนี้ ทว่ากรมกองระดับเดียวกันตรวจสอบเอกสารจำต้องมีลายลักษณ์อนุมัติจากใต้เท้าเสนาบดี ข้าเองมิอาจเปิดคลังเอกสารให้โดยพลการ บังเอิญใต้เท้าเถาของพวกเราวันนี้ยากนักจะได้พบกับคดีฆาตกรรม เกรงว่าท่านต้องรอเขาไต่สวนให้แล้วเสร็จเสียก่อน”

กำลังเอ่ยกล่าว ภายนอกบังเกิดเสียงลั่นกลองดังตูมๆ หวังเยี่ยนพยักเพยิด “ดูเอาเถิด ใต้เท้าเสนาบดีจะขึ้นนั่งบัลลังก์แล้ว คราวนี้คงมีอะไรให้ไต่สวนเป็นแน่ ที่ข้าทางนี้มีชาที่ชงไว้แล้ว เพ่ยจือ*ท่านก็นั่งดื่มรอไปพลางๆ ข้าขอตัวสักครู่ ใต้เท้าเถาสืบสวน พวกเราต้องอยู่ข้างๆ คอยศึกษา”

[*ชื่อรองของหลันเจวี๋ย]

หลันเจวี๋ยนึกขันในใจ เถาโจวเฟิงเสนาบดีกรมอาญาเป็นลูกศิษย์ของหลิ่วเซี่ยนพ่อตาของหลันเจวี๋ย เป็นขุนนางน้ำดีสุจริตขนานแท้ นิสัยใจคอมิรู้ร้อนหนาว ออกจะคร่ำครึล้าหลัง หากรั้งอยู่ในกรมพระคลังหรือสำนักราชบัณฑิต ปล่อยให้เขาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยด้วยความอ่อนโยนละมุนละม่อมไปตามประสา ย่อมเป็นขุนนางที่ประเสริฐผู้หนึ่ง แต่เขาไพล่เป็นเสนาบดีกรมอาญา

เล่าขานว่าเถาโจวเฟิงได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมอาญาเนื่องเพราะความตั้งใจก่อนตายของหลิ่วเซี่ยน หลันเจวี๋ยนึกสงสัยว่าท่านพ่อตาอาจจะเปล่งวาจาไม่ชัดเจนก่อนตาย เป็นเหตุให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาฟังคำสั่งเสียว่า “เถาโจวเฟิงเข้าได้เพียงกรมว่าง*” เป็น “เถาโจวเฟิงเข้าได้เพียงกรมอาญา” 

[*คำว่า “กรมว่าง” ออกเสียงภาษาจีนว่า “เสียนปู้” คล้ายกับเสียงของคำว่า “สิงปู้”(กรมอาญา)]

จักรพรรดิในขณะนั้นทรงพระประชวรสาหัสยากเยียวยา ทรงอนุมัติทั้งพระหัตถ์สั่นเทิ้ม เถาโจวเฟิงจึงรั้งตำแหน่งเสนาบดีกรมอาญาด้วยประการฉะนี้

หลายปีต่อมาคดีนองเลือดของกรมอาญาน้อยลงไปมาก ถ้ามิใช่คดีแขวนค้างยังไม่ตัดสิน ก็ถูกสำนักศาลยุติธรรมยื่นขอคดีไปจัดการไต่สวนใต้เท้าเถาเขียนทูลอย่างปลาบปลื้มว่า “ระยะนี้มีคดีหนึ่งเกิดขึ้น สืบเนื่องจากการยื้อแย่งมรดก กระหม่อมใช้วาจาแห่งปราชญ์เมธีและพระมหากรุณาธิคุณแห่งรัชกาลก่อนรวมถึงฝ่าพระบาทเข้าโน้มน้าว ผู้กระทำผิดสำนึกผิดเสียใจหลั่งน้ำตา เห็นได้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งความเจริญรุ่งเรือง คนโลภโมโทสันยังสั่งสอนได้...”

แท้จริงแล้วจักรพรรดิยังมิได้ว่าราชการด้วยองค์เอง  ไหวหวางและอวิ๋นถังราชครูผู้สำเร็จราชการแทนได้อ่านรายงานนี้แล้วก็ถวายต่อให้องค์จักรพรรดิ ทรงให้ราชเลขาธิการแทงหนังสือแทนพระองค์สอบถามว่า “ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ใด ตัดสินโทษใด”

ใต้เท้าเถาถวายรายงานตอบ “ก่อนไต่สวนผู้กระทำผิดก็ยอมรับผิดแล้ว เป็นบุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย แท้จริงแล้วเป็นบุตรที่ถือกำเนิดจากการลักลอบคบชู้ของอนุผู้ตาย ชาติกำเนิดไม่กระจ่าง ทั้งยังถูกมารปีศาจครอบงำจิตใจ จึงกระทำเรื่องเลวร้ายนี้ ช่างน่าเวทนานัก เมื่อกระหม่อมยกพู่กันจะเขียนคำตัดสินบั่นคอประหาร ยังอดน้ำตาคลอมิได้ หากจิตใจดำรงด้วยคำสอนแห่งปราชญ์ ไหนเลยจักถึงขั้นนี้ อนิจจา...”

ไม่นาน ทรงตอบกลับด้วยอักษรสีแดงชาดราวมังกรเหินหงส์ร่าย “อนิจจา คนร้ายกระทำปิตุฆาต สิบบาปมิอาจอภัย ไม่ประหารเขา ปราชญ์ก็คงหลั่งน้ำตา ประหารทันที!”

ใต้เท้าเถาตัดสินประหารคนร้ายสังหารบิดาทั้งน้ำตา ผ่านไปไม่นาน ใต้เท้าเถาก็ถวายหนังสือขอพระบรมราชานุญาตปลูกต้นหลิวดอกเบญจมาศนอกทัณฑสถาน เพื่อให้ผู้กระทำความผิดสิบบาปไม่อาจอภัยได้ยินยลเสียงฝนพรำสกุณาขับขาน ตระหนักถึงความรักอันยิ่งใหญ่แห่งมนุษยชาติ ทั้งยังคัดลอกตำราคำสอนให้กระทำความดีแจกจ่ายแก่บรรดานักโทษในคุกหลวงคนละเล่ม นัยว่าเพื่อกล่อมเกลาจิตใจสัตว์โลก

ผู้สำเร็จราชการเช่นไหวหวาง อวิ๋นถังราชครูและหวังฉินองคมนตรีต้องอดทนกับเถาโจวเฟิงมาเนิ่นนานแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดอยากถูกตราหน้าว่าขัดราชโองการของรัชกาลก่อนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเสียของหลิ่วเซี่ยนราชครูอาวุโส ต่างรอคอยให้จักรพรรดิทรงออกว่าราชการเองก่อนแล้วค่อยจัดการเขา 

ใต้เท้าเถาเองอาจรู้ระแคะระคายมาบ้าง ช่วงเวลาหลังจักรพรรดิทรงออกว่าราชการด้วยองค์เอง เถาโจวเฟิงกระตุ้นตนเองให้กระฉับกระเฉง พยายามว่าความสุดความสามารถ ทุกคดีล้วนมีเขาออกนั่งบัลลังก์ศาล ให้ขุนนางผู้ใต้บังคับบัญชาคอยฟังและช่วยเสนอแนะความคิดเห็นอยู่ข้างๆ

ขุนนางใต้บังคับบัญชาแห่งกรมอาญาแอบขนานนามใต้เท้าเถาลับหลังว่า “เถาคนดี” 

หวังเยี่ยนได้ยินหวังฉินบิดาของตนพร่ำบ่นเรื่องเถาโจวเฟิงมิได้ขาด จึงไม่เคารพเลื่อมใสใต้เท้าเถาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลันเจวี๋ยเอ่ยว่า “ตอนข้าเพิ่งเข้ามา เห็นมือปราบจับกุมสองบัณฑิต ดูเหมือนเป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่ครั้งนี้ จะไต่สวนผู้ต้องสงสัยในคดีนี้สินะ น่าเสียดาย กรมอาญาของพวกท่านทำคดี ข้าคงไม่อาจเข้าไปร่วมฟังด้วย”

หวังเยี่ยนเลิกคิ้วกล่าวว่า “ท่านอยากฟังข้าจะพาท่านไปด้วยก็ได้ มิใช่คดีเกี่ยวพันถึงราชสำนักอันใด ฟังก็หาเป็นไรไม่ ใต้เท้าเถาไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยนี้ อีกทั้งสองคนนี้เหมือนเป็นผู้เข้าสอบเคอจวี่ครั้งนี้จริง ท่านร่วมฟังก็ดี”

หลันเจวี๋ยยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าก็ไปฟังด้วย รับราชการมาหลายปี การไต่สวนในศาลไม่ใคร่ได้เห็นสักเท่าใด”

หวังเยี่ยนเดินนำเขาผ่านทางลัดตัดเข้าประตูเล็กด้านข้างมาถึงโถงใหญ่กรมอาญา บนโถงเริ่มการไต่สวนแล้ว หลันเจวี๋ยยืนหลังฉากบังตา เห็นเพียงใต้เท้าเถานั่งหลังตรงอยู่เหนือโถงศาล ถามด้วยสีหน้าปวดร้าวใจ “เจ้าสองคนในฐานะผู้เข้าสอบเคอจวี่ครั้งนี้ ในเมื่ออ่านตำราแห่งปราชญ์เมธี ไยจึงกระทำเรื่องชั่วร้ายอีกเล่า”

เฉินโฉวเสียงสั่นปนสะอื้น“ใต้เท้า ข้าน้อยถูกปรักปรำ! เมื่อคืนพวกเรานอนหลับอยู่ในบ้าน มิได้ไปที่ใดเลย ยิ่งมิได้ไปทำร้ายนายท่านจิน!”

ใต้เท้าเถาถอนหายใจ “หากมิใช่ฝีมือพวกเจ้า เหตุใดนางจินหลี่*จึงยืนกรานว่าเป็นพวกเจ้า”

[*เรียกหญิงแต่งงานแล้วด้วยแซ่ของสามีตามด้วยแซ่เดิม ในที่นี้แซ่ของสามีคือแซ่จิน แซ่เดิมคือแซ่หลี่]

เฉินโฉวแย้งเสียงสูง “มิอาจเนื่องเพราะนางกล่าวว่าเป็นพวกข้า ก็หมายความว่าพวกข้าลงมือ ขอใต้เท้าตรวจสอบให้กระจ่างด้วย มิใช่พวกข้ากระทำจริงๆ!”

ใต้เท้าเถาถามว่า “ผู้ต้องสงสัยที่กล่าววาจาอยู่นี้ เจ้าคือเฉินโฉวใช่หรือไม่ จากคำบอกเล่าของนางจินหลี่ มิใช่พวกเจ้ากระทำที่นางกล่าวก็คือจางผิงที่อยู่ข้างตัวเจ้าเป็นตัวการ เจ้าน่าจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด”

เฉินโฉวเถียงเสียงสั่น “ข้าน้อยก็มิใช่ผู้สมรู้ร่วมคิด! จางผิงยิ่งมิใช่ตัวการ! เมื่อคืนพวกเราต่างนอนอยู่ในบ้าน จะแจ้นไปทางตะวันตกของเมืองสังหารทำร้ายนายท่านจินได้อย่างไร”

ใต้เท้าเถาถอนหายใจเฮือกอีกครั้ง “เจ้าว่าเจ้าสองคนล้วนนอนอยู่ในบ้าน พวกเจ้านอนห้องเดียวกันหรือแยกนอนสองห้อง หากนอนห้องเดียวกัน นอนเตียงเดียวกันหรือแยกนอนสองเตียง หากนอนเตียงเดียวกัน ใครนอนด้านใน ใครนอนด้านนอก นอนหลับสนิทหรือไม่ รับประกันได้หรือไม่ว่าเจ้าออกไป เขาก็จะตื่น เขาออกไป เจ้าก็จะตื่น”

เฉินโฉวตอบเสียงสั่นเทา “เรียนใต้เท้า ข้าและจางผิงคนหนึ่งนอนเรือนตะวันตก คนหนึ่งนอนเรือนตะวันออก ทว่าบ้านข้างนอกนั่นเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่ง กลางค่ำกลางคืนขอเพียงมีเสียงฝีเท้า มันก็จะเห่าหอน เมื่อคืนมันมิได้เห่าหอน ใต้เท้าหากไม่เชื่อก็เรียกเพื่อนบ้านมาสอบได้!”

ใต้เท้าเถานิ่งเงียบครู่หนึ่งก่อนบอกว่า “สุนัขเห่าหอนหรือไม่ ข้าย่อมตรวจสอบ”

ข่งโยวผู้ช่วยเสนาบดีซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แอบกระซิบกระซาบกับอาลักษณ์หลายประโยค อาลักษณ์ค่อยกระซิบข้างหูใต้เท้าเถา 

ใต้เท้าเถาเอ่ยต่อไปว่า “ต่อให้สุนัขไม่ได้เห่าก็ไม่ได้หมายความว่ากระไร ข้ารู้ดีว่าบนโลกนี้มียาชนิดหนึ่ง เรียกว่ายามอมเมาวิญญาณ หรืออีกชื่อว่ายาเหมิงฮั่น ผสมในไส้ซาลาเปาโยนให้สุนัขกิน สุนัขก็สลบไสล ไม่เห่าหอน”

อาลักษณ์กระซิบกระซาบต่อใต้เท้าเถาอีกหลายประโยค 

ใต้เท้าเถาจึงเอ่ยต่อไปอีกว่า “อีกทั้งยานี้ ก่อนที่จะวางยาสุนัข ก็วางยาคนได้ นั่นก็หมายความว่าเจ้านอนหลับสนิท เขาอาจจะยังตื่นอยู่ ในทางกลับกันก็เป็นเช่นนี้”

เฉินโฉวร้อนรนขึ้นฉับพลัน “ใต้เท้า ไม่ว่าเรื่องใดล้วนต้องอาศัยหลักฐาน มีหลักฐานใดพิสูจน์ว่าข้าน้อยหรือจางผิงมียามอมเมาวิญญาณ”

ใต้เท้าเถานิ่งเงียบพักหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “ก็ไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์ได้อีกว่าพวกเจ้าไม่มียา”

หลันเจวี๋ยแทบจะปล่อยหัวร่อพรวดอยู่หลังฉากบังตา 

อาลักษณ์กระแอมเสียงหนึ่ง เอ่ยแทรกว่า “ใต้เท้า มิสู้เบิกตัวนางจินหลี่ก่อน”

ใต้เท้าเถาเงื้อง่าราคาแพงกว่าจะเคาะท่อนไม้ปลุกสติ*ลงกับโต๊ะ “เบิกตัวนางจินหลี่”

[*ไม้ที่ตุลาการใช้ตบโต๊ะในศาล]

หลันเจวี๋ยมองจางผิงจากซอกฉากบังตา เห็นเพียงเขายืนนิ่งไม่เปล่งวาจาสักคำ เปลือกตาหลุบต่ำ สีหน้าไร้อารมณ์ กลับดูคู่ควรกับโถงศาลแห่งกรมอาญายิ่งนัก หลันเจวี๋ยอดคิดในใจมิได้...

เขาเป็นคนร้ายหรือไม่กันแน่

 

เพียงไม่นาน สตรีมีอายุผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาในโถงศาล หมอบฟุบกับพื้นน้ำหูน้ำตาไหลพรากโอดครวญเศร้าโศก “ขอใต้เท้าผู้ดำรงความยุติธรรมช่วยข้าน้อยด้วยคนที่ชื่อจางผิงคิดร้ายต่อสามีข้า ข้าเกือบกลายเป็นม่าย ฮือๆๆ...ใต้เท้าต้องให้เขาชดใช้หนี้เลือดด้วยเลือด ฮือๆๆ”

ใต้เท้าเถาเอ่ยเสียงอบอุ่น “นางจินหลี่เอ๋ย สังหารคนมิใช่ความผิดเล็กๆ หากตัดสินผิดพลาด เสาหลักในอนาคตแห่งราชสำนักถึงสองคนก็ถูกหักโค่นในศาลนี้แล้ว จินหลี่ฟาสามีเจ้าถูกลอบทำร้ายตอนดึกดื่นเที่ยงคืน เหตุใดเจ้าจึงยืนกรานว่าคนร้ายเป็นจางผิง มีพยานหลักฐานหรือไม่ ยามค่ำคืนมืดมัวสลัวราง พยานผู้นั้นเห็นชัดเจนหรือ”

นางจินหลี่สูดน้ำมูก “เรียนใต้เท้า สามีข้าแต่ไรมาเป็นคนสุภาพอ่อนโยน ไม่เคยล่วงเกินผู้ใดมาก่อน คณะงิ้วนับจากบนลงล่าง เพื่อนบ้านซ้ายขวาล้วนเป็นพยานให้ได้ มีเพียงสองสามวันก่อน เฉินโฉวผู้นี้แนะนำจางผิงให้เขียนบทงิ้วให้คณะเรา ไม่อาจใช้แสดงได้ จึงมิได้จ่ายเงินให้เขาตามจำนวนที่ตกลงกัน เขาจึงคิดแค้นในใจ ลงมืออำมหิตกับสามีข้า”

นางจินหลี่กำผ้าเช็ดหน้าแน่น ร่ำไห้ไปพลางเล่าไปพลาง คืนวันก่อนจินหลี่ฟาสามีนางท้องเดิน วิ่งเข้าสุขาติดต่อกัน เวลาประมาณยามสาม จินหลี่ฟาไปเข้าสุขาอีกครั้ง นางอยู่ในห้องได้ยินเสียงร้องอนาถ วิ่งไปยังสุขาก็เห็นจินหลี่ฟาจมอยู่ในหลุมส้วม หลังช้อนขึ้นมาคนสลบไสล ยังคิดว่าคงเพราะถูกรมด้วยกลิ่นอาจมจนสลบ จนกระทั่งตักน้ำมาชำระล้าง ถึงพบบาดแผลตรงหน้าอก เคราะห์ดีที่บาดแผลใกล้แอ่งกระดูกไหปลาร้า จึงไม่ถึงแก่ชีวิต แต่บาดแผลเปรอะด้วยของโสโครก ผนวกกับเสียเลือดมากเกินไป จนถึงบัดนี้สลบยังไม่ฟื้น ครึ่งขาพาดอยู่ในวังพญายม

ใต้เท้าเถาเอ่ยอย่างปลดปลง “ดูท่าคนร้ายคงซุ่มตัวอยู่ในสุขา รอจนจินหลี่ฟาเข้าไปแล้วจึงลงมือ ซุ่มซ่อนในสถานที่โสโครกเนิ่นนาน คนร้ายช่างมีน้ำอดน้ำทนเหลือเกิน”

มือปราบนำตัวเสี่ยวอู่ศิษย์ในคณะงิ้วมาเป็นพยาน 

เสี่ยวอู่เล่าว่า ตอนนั้นเขาถูกอาจารย์ลงโทษให้ยืนท่านั่งม้าใต้ต้นไม้ใหญ่ หลังจากได้ยินเสียงร้องโหยหวนของจินหลี่ฟาแล้ว เขาก็เห็นเงาคนสายหนึ่งแฉลบผ่านไป แต่ภายใต้แสงจันทร์มองไม่ถนัดถนี่ จำได้แต่เพียงว่าคนผู้นั้นรูปร่างผอมสูง

หัวหน้ามือปราบรายงานว่าได้ส่งคนไปตรวจสอบบาดแผลของจินหลี่ฟา พบว่าอาวุธน่าจะเป็นมีดแหลมยาวเล่มหนึ่ง นางจินหลี่เล่าว่าตอนนี้มีเรื่องบาดหมางก็แต่เพียงกับจางผิง มือปราบจึงรีบไปสืบค้นทางจางผิง พบว่าแผงหมี่ของเขาเพิ่งเปลี่ยนมีดเล่มใหม่ จากคำบอกเล่าของลูกค้าประจำของแผงหมี่ได้ความว่า ก่อนหน้านั้นมีมีดหั่นผักแหลมยาวสำหรับหั่นปอกผักผลไม้เล่มหนึ่งอยู่จริง

มือปราบไปตรวจสอบที่บ้านของจางผิงอีกครั้ง พบว่าภายในห้องมีเสื้อตัวในและกางเกงเก่าตัวหนึ่งส่งกลิ่นเหม็นตุ

ใต้เท้าเถาปรือตา “ก็หมายความว่าผู้ต้องสงสัยจางผิง หลังก่อคดีอุกอาจแล้ว อาจทิ้งเสื้อตัวนอกและอาวุธที่เลอะคราบเลือด เหลือแต่เสื้อผ้าที่ไม่เปรอะเลือด เนื่องเพราะเขาหลบซุ่มในสุขาเนิ่นนาน จึงมีกลิ่นเหม็นติดอยู่ กลายเป็นเบาะแส...เฮ้อ จางผิง พยานหลักฐานมีพร้อม เจ้ายังมีอันใดแก้ตัว”

จางผิงช้อนเปลือกตาขึ้น เอ่ยเชื่องช้าว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยคิดว่าหลายๆ อย่างล้วนไม่นับเป็นหลักฐานที่รัดกุม ยิ่งกว่านั้นวาจาของจินฟูเหรินก็ไม่เป็นความจริง พวกเขามิได้ไม่จ่ายเงินตามจำนวนที่ตกลงแต่เดิม แต่ไม่ได้จ่ายเงินให้เลยต่างหาก บทงิ้วนั้นหาใช่ว่าแสดงไม่ได้ คณะงิ้วของนายท่านจินนำไปฝึกซ้อมแล้ว”

ใต้เท้าเถาหรี่ตา “หากเป็นดังที่เจ้าว่า เจ้าไยมิใช่ยิ่งมีเหตุผลลอบทำร้ายจินหลี่ฟา”

จางผิงตอบ “เรียนใต้เท้า มีดหั่นผักของข้าน้อย ก่อนเกิดเหตุสองวันก็หายไปแล้ว มีคนเป็นพยานได้”

เฉินโฉวพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้างๆ “ใช่ๆ ลูกค้าเก่าที่แผงหมี่น่าจะรู้ มีดใหม่เป็นจางผิงไหว้วานให้ข้าซื้อจากช่างเหล็กหวง ช่างหวงก็เป็นพยานได้ ไข่เค็มที่จางผิงดองไว้มีกลิ่นเหม็นบูดหลายฟอง จึงกินเอง ข้ายังกินไปสองฟองเติ้งชิว เฉาฉินที่พักในลานบ้านเดียวกับพวกเราต่างก็กินด้วย ล้วนเป็นพยานได้ จางผิงกินเสร็จยังเทโอ่งไข่เป็ดนั้น ยังมีโอ่งดองกระเทียม เสื้อผ้าจะไม่เหม็นได้อย่างไร...อีกอย่างจางผิงไม่เคยไปบ้านของนายท่านจิน ต่างรู้กันถ้วนทั่ว นายท่านจินพักอาศัยกับคณะงิ้ว คณะงิ้วไหลสี่มักซ้อมบทฝึกยุทธ์กันตลอดทั้งคืน จางผิงจะเข้าไปในลานบ้าน ซุ่มตัวในสุขาลอบทำร้ายนายท่านจินแล้วออกมาอย่างราบรื่นได้อย่างไร”

เสี่ยวอู่ผู้นั้นโก่งคอยืดยาวร้องว่า “เพราะเจ้าเป็นคนช่วยจางผิงกระทำความผิด! เรียนใต้เท้าเสนาบดี เฉินโฉวผู้นี้มักเตร็ดเตร่ในคณะงิ้วของพวกเรา เขายังเคยชอบพี่เซียงเหอของคณะเรา ต้องเป็นเขาคอยชี้ทางให้จางผิง!”

เฉินโฉวตวาดแย้ง “เจ้าใส่ร้ายสาดโคลนผู้อื่น”

เสี่ยวอู่ตะโกนต่อเนื่อง “เจ้านั่นแหละๆ!” กอปรกับเสียงร่ำไห้ของนางจินหลี่ เสียงตะคอกของมือปราบ ในโถงศาลยุ่งเหยิงชุลมุน หลันเจวี๋ยนวดขมับอยู่หลังฉากบังตา

 

สีเหลือง เบื้องหน้าสายตาล้วนเป็นสีเหลือง...

จินหลี่ฟาตะเกียกตะกายในความพร่าเลือน

สีเหลืองจางไป ปลายจมูกได้กลิ่นหอมรวยริน

วสันตฤดู ยามพื้นที่รกร้างทั่วภูผาผลิบานด้วยดอกไม้ป่า ในสายลมมักกำจายด้วยกลิ่นนี้

เขาอยู่ท่ามกลางป่าเขาแห่งนั้น ดินโคลนใต้ทุ่งหญ้ากักน้ำค้างชื้นแฉะไปทั่ว พื้นรองเท้าส้นรองเท้าล้วนเปื้อนไปด้วยโคลนเปียก

เขาเร่งร้อนสาวเท้า เพราะต้องรีบเร่งไป...

ดวงอาทิตย์สาดแสงแยงตา พอหรี่ตาก็เห็นบางอย่างตะคุ่มรำไร...

คิดยกมือบังแสง อยากเห็นให้ชัดแจ้ง อ้าปากพะงาบ...

นั่นคือ...นั่นคือ...

เขาเอ่ยถ้อยคำอันใดไม่ออก

 

ปัง! ใต้เท้าเถากระแทกท่อนไม้ปลุกสติลงกับโต๊ะ “อยู่ในความสงบ ในโถงศาล ห้ามเอะอะโวยวาย” เขาเพ่งมองสองหนุ่มในศาลที่แต่เดิมควรมีอนาคตไร้ขีดจำกัด ส่ายศีรษะอย่างเสียดมเสียดาย “ข้าเองก็อยากจะเชื่อคำแก้ต่างของพวกเจ้า แต่เหตุผลเพียงแค่พอถูไถคำให้การของพยานเพียงไม่กี่ข้อนี้ดูเผินๆ เหมือนไม่เพียงพอก็จริง แต่เหตุใดล้วนเกี่ยวข้องพัวพันกับเจ้า  เจ้าไพล่มีเรื่องขัดแย้งกับจินหลี่ฟาและภรรยาอีก ข้าไม่อาจไม่...”

ด้านข้าง เจ้าหน้าที่ศาลรีบอ้อมออกไปจากหลังฉากบังตา กระซิบข้างหูผู้ช่วยข่งหลายประโยค ผู้ช่วยเสนาบดีข่งรีบขึ้นหน้าหนึ่งก้าว เอ่ยว่า “ใต้เท้าเสนาบดีโปรดช้าก่อน ข้าน้อยมีเบาะแสใหม่รายงาน จินหลี่ฟาผู้นั้นเมื่อครู่พูดละเมอขณะสลบ อาจเป็นเบาะแสในคดีนี้”

ใต้เท้าเถาถาม “หืม? เขาพูดว่ากระไร”

สีหน้าของผู้ช่วยข่งออกจะชอบกล “จินหลี่ฟาผู้นั้นเอาแต่พูดสามคำไม่หยุดว่า—เซียนเพียงพอน”

ใต้เท้าเถาขมวดคิ้วมุ่น “เซียนเพียงพอนก็คือตำนานในหมู่ราษฎร เพียงพอนที่กลายเป็นปีศาจ? นี่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร”

ในโถงศาล จางผิงเอ่ยเสียงทุ้ม “ใต้เท้า เซียนเพียงพอนและหัวหน้าคณะงิ้วจินเกี่ยวข้องกับบทงิ้วที่ให้ข้าน้อยเขียน จินฟูเหรินเล่าว่าสิบยี่สิบปีก่อน ลูกผู้น้องของนางเสียชีวิตกะทันหัน ตอนนั้น ทุกคนต่างคิดว่าสาเหตุการตายของนางผู้นั้นเกิดขึ้นเพราะถูกเพียงพอนที่กลายเป็นปีศาจสูบคร่าวิญญาณ จินฟูเหรินให้ข้าน้อยดัดแปลงเรื่องนี้เป็นบทงิ้ว แต่กล่าวว่าเพียงพอนออกจะไม่น่าฟัง ให้ข้าน้อยเปลี่ยนเป็นจิ้งจอก”

ใต้เท้าเถานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนทำหน้ารู้แจ้ง “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ามิได้แก้ไขดัดแปลงตามที่หัวหน้าคณะจินร้องขอใช่หรือไม่ เป็นเหตุให้เขายังค้างคาใจทั้งๆ ที่ยังสลบไสล เซียนเพียงพอนสามคำนี้หมายถึงเจ้า จางผิงเอ๋ย ตอนนี้ดูแล้วคำให้การทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนไม่เป็นผลดีต่อเจ้า ยังมีข้อแก้ต่างอื่นใดอีก”

จางผิงหลุบเปลือกตาลงต่ำอีกครั้ง “ข้าน้อยไร้วาจาจะเอ่ยกล่าว”

จินฟูเหรินเงยหัวขึ้นขวับ “ขอใต้เท้าจบคดีโดยเร็วด้วยเถิด คืนความเป็นธรรมให้สามีของข้าน้อย!”

ใต้เท้าเถาลูบเครา ส่ายหน้า ทอดถอนหายใจ 

หวังเยี่ยนในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว “ใต้เท้า ข้าน้อยคิดว่าคดีนี้ยังมีข้อน่าสงสัยมากมาย มิสู้ตรวจสอบอีกวันสองวัน ไม่แน่อาจมีหลักฐานที่รัดกุมแม่นยำกว่านี้”

ใต้เท้าเถาพยักหน้าเล็กน้อย “ก็เอาเถิด วันนี้เลิกศาลชั่วคราว นางจินหลี่ เจ้าวางใจ ข้าต้องคืนความเป็นธรรมให้เจ้าแน่”

สั่งคนให้กุมตัวจางผิงเข้าสู่ที่คุมขัง เฉินโฉวนั้นเพราะหลักฐานการกระทำผิดไม่เพียงพอ ให้ปล่อยตัวในศาล นางจินหลี่ร้องกระซิกจากไปพร้อมคนของคณะงิ้ว

ใต้เท้าเถากระชับเสื้อผ้าก่อนเลิกศาล หลันเจวี๋ยฉวยโอกาสขึ้นหน้าบอกกล่าวเจตจำนงในการมา ได้รับอนุญาตจากใต้เท้าเถาให้ค้นหาเอกสารในคลังเอกสาร

แม้นการตรวจสอบครั้งนี้กระทำไปตามแกน แต่ก็ไม่อาจกระทำแบบขอไปที จนฟ้าใกล้ย่ำค่ำ หลันเจวี๋ยถึงออกจากคลังเอกสาร ไปรายงานหวังเยี่ยนเรื่องผลการตรวจสอบ

หลันเจวี๋ยนั่งข้างตั่งเขียนบันทึกการตรวจสอบ หวังเยี่ยนอยู่ข้างๆ จับจ้องน้ำชาจอกหนึ่งพลางนวดขมับ

หลันเจวี๋ยอดถามยิ้มๆ มิได้ “รองเสนาบดีหวังไยถึงทอดถอนใจอยู่นั่นแล้ว”

หวังเยี่ยนเอ่ยอย่างอ่อนระโหยโรยแรง “เฮ้อ ข้ากับขุนนางร่วมกรมอยู่สนทนากับใต้เท้าเสนาบดีเรื่องคดีความทั้งบ่าย เวียนศีรษะยิ่ง”

หลันเจวี๋ยแตะน้ำหมึก “ใต้เท้าเสนาบดีเหมือนตัดสินแล้วว่าจางผิงผู้นั้นเป็นคนร้าย ไยทำให้ท่านเวียนศีรษะได้เล่า”

หวังเยี่ยนเอ่ยว่า “ใต้เท้าเถาของพวกเรานี้แต่ไรมาระมัดระวัง เวทนาคนมากความสามารถสงสารคนอ่อนแอ เขาเกรงว่าตนเองจะตัดสินผิดพลาด ดังนั้นจึงลังเลไม่ยอมตัดสิน”

หลันเจวี๋ยไม่กล่าวอันใด วันนี้การไต่สวนของเสนาบดีเถาทำให้เขาเปิดหูเปิดตาโดยแท้ น่าสงสารจางผิงที่ตกเข้าสู่เงื้อมมือคนผู้นี้ มิทราบจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนหาเรื่องเคราะห์ร้ายใส่ตัวอีกดวงในลานประหารหรือไม่

หวังเยี่ยนจิบชาคำหนึ่ง “ข้ารู้สึกว่าคดีนี้มีเงื่อนงำอื่น คนร้ายอาจมิใช่จางผิงผู้นั้น”

หลันเจวี๋ยยังคงไม่ต่อคำ จนเขียนบันทึกแล้วเสร็จ น้ำหมึกแห้งสิ้นแล้ว หวังเยี่ยนประทับตราเก็บกลับเข้าแฟ้ม จู่ๆ ถามว่า “เพ่ยจือ คืนนี้ว่างหรือไม่”

หลันเจวี๋ยตอบ “กลับกรมเก็บเอกสารก็หมดเรื่องแล้ว หรือโม่เหวินอยากเชิญข้ากินข้าว”

หวังเยี่ยนซ่อนมือในแขนเสื้อเอ่ยยิ้มๆ “ดีกว่ากินข้าวเสียอีก ฟังงิ้วสักเรื่อง ไปหรือไม่”

หลันเจวี๋ยดักคอ “รองเสนาบดีหวัง หากท่านจะสืบเรื่องคดีในวันนี้ ข้าไปด้วยออกจะไม่ถูกขนบธรรมเนียม”

หวังเยี่ยนเย้า “เอ่ยราวกับรองเสนาบดีหลันอย่างท่านยึดขนบธรรมเนียมกระนั้น วางใจเถิด ข้าย่อมไม่ก่อเรื่องให้ท่านยุ่งยาก ขอเพียงท่านช่วยเหลือ งิ้วในคืนนี้ข้าเลี้ยง แต่...ให้แสดงในจวนท่านได้หรือไม่”

 

(3)

รัตติกาล ศาลาริมน้ำจวนรองเสนาบดีหลันแขวนแพรประดับไหม โคมไฟสว่างเรื่อเรือง ลมอ่อนโชยปะทะผืนม่าน เย็นชื่นสงัดเงียบตามธรรมชาติ บนเวทีที่ประกอบขึ้นชั่วคราว บัณฑิตผู้หนึ่งกำลังยื้อยุดฉุดกระชากสตรีนางหนึ่งพลางร้องว่า “แม่นางที่ประเสริฐของข้า หลายวันนี้คะนึงหาแทบขาดใจ ไม่นึกกระหายน้ำชา ไม่เจริญอาหาร เฝ้าชะแง้แลมองเจ้าจากหอห้องทุกวี่วัน มิทราบเจ้าถวิลถึงข้าบ้างหรือไม่”

หลันเจวี๋ยได้ฟังแล้วปวดเสียวฟันกราม หวังเยี่ยนโบกพัดเอ่ยว่า “โอ ช่างเป็นสถานที่ชมงิ้วอันประเสริฐเสียนี่กระไร”

สาวใช้ค้อมตัวเติมน้ำชา สายตาของหลันเจวี๋ยตวัดไปยังที่ไม่ไกล เหลือบเห็นชายเสื้อไหวๆหลังเสาระเบียงหลันเจวี๋ยสั่งเสียงทุ้ม “ออกมา”

เงาร่างเล็กแข็งทื่อก้าวออกจากเสาระเบียง ก้มหน้างุด “ท่านพ่อ” ก่อนหันไปคารวะหวังเยี่ยน

หวังเยี่ยนยิ้มเอ่ยว่า “มิได้มาเยี่ยมเยือนที่จวนนี้เสียนาน บุตรชายท่านสูงขึ้นอีกไม่น้อย ข้าจำได้ ชื่อว่าหลันฮุยสินะ มาๆ มาชมงิ้วทางนี้”

หลันฮุยดีใจเงยหน้าขึ้น แต่แลเห็นสีหน้าของหลันเจวี๋ยจึงรีบหลบตา

หลันเจวี๋ยกล่าวเชื่องช้า “ตอนนี้เจ้ายังเด็ก ชมงิ้วรักใคร่ระหว่างชายหญิงยังไม่เหมาะ กลับห้องไปทบทวนตำรา ถึงเพลาก็เข้านอนเสีย”

หลันฮุยรับคำ ขยับตัวอย่างไม่ใคร่ยินยอม หลันเจวี๋ยเอ่ยถามอีกว่า “กินข้าวเย็นหรือยัง”

หลันฮุยตอบเสียงเบา “กินแล้วขอรับ” ช้อนสายตาขึ้นมองหลันเจวี๋ยอีกครั้ง “ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่กล่าวว่าเทศกาลตวนอู่*ให้ข้าไปกินบ๊ะจ่าง”

[*เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างเพื่อระลึกถึงชวีหยวนขุนนางผู้ซื่อสัตย์ตรงกับวันที่ 5 เดือน5 ตามปฏิทินจันทรคติ]

หลันเจวี๋ยกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไปเถิด ลูกผู้พี่ถงของเจ้าปีนี้สอบเคอจวี่เข้ารับราชการ พ่อเองต้องหลบเลี่ยง ไม่ไปพร้อมกันกับเจ้าแล้ว”

หลันฮุยรับคำอีกเสียงหนึ่ง คารวะหลันเจวี๋ยและหวังเยี่ยน ถูกพ่อบ้านนำตัวกลับห้อง

หวังเยี่ยนแค่นหัวร่อ “เพ่ยจือ ท่านควบคุมบุตรเข้มงวดนัก บุตรท่านปีนี้ก็เจ็ดแปดขวบแล้ว ชมดูงิ้วจักเป็นไรไป วานรสามตัวที่บ้านข้านับแต่จำความได้ก็ชมดูงิ้วไปกับท่านย่าของพวกเขา มีอันใดไม่เคยชมดู กระโดดโลดเต้นวิ่งเพ่นพ่านทั้งวัน เกือบจะพังกำแพงลานสวนของข้าเข้าให้ ไม่คล้ายบุตรชายท่านที่สุภาพเรียบร้อยเช่นนี้หรอก”

หลันเจวี๋ยยกจอกชาขึ้นเขี่ยใบชาที่ลอยบนผิวออก “ข้าไม่เคยห้ามมิให้เขาดูงิ้ว แต่คณะงิ้วนี้ งิ้วเรื่องนี้ หรือท่านอยากจ้างกลับไปที่จวนเล่นให้บุตรชายท่านชม”

หวังเยี่ยนประสานมือคำนับปลกๆ “ถือว่าข้าผิดไปแล้ว ครานี้ขออภัยรองเสนาบดีหลันจริงๆ หากคดีนี้พลิกผันดีขึ้น ข้าน้อยจะขอบคุณให้จงหนัก”

สนทนากันไปเยี่ยงนี้ งิ้วบนเวทีก็ร้องจบแล้ว เด็กรับใช้คณะงิ้วเข้ามาคุกเข่าข้างหนึ่งแขนยันพื้นคำนับหน้าที่นั่ง “ข้าน้อยคารวะใต้เท้าหลันและนายท่านท่านนี้ มิทราบงิ้วเรื่องสั้นเมื่อครู่ทั้งสองท่านพึงใจหรือไม่ พร้อมเรียนสองท่านว่าเรื่องต่อไปคือ ‘ลอบพบยามวิกาล’”

หลันเจวี๋ยนิ่วหน้า “เรื่องเมื่อครู่สามัญธรรมดา เรื่องต่อไปมิต้องร้องแล้ว เอารายชื่องิ้วมา เลือกใหม่เถิด”

เด็กรับใช้ถอยกลับไปอย่างตระหนก สักครู่หลังจากนั้นก็กลับมาพร้อมชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เขาผู้นั้นรับบทตลก แต่งหน้าแต่งตาแล้ว ทาสีขาวหิมะที่จมูก มอบสมุดรายชื่องิ้วให้ เอ่ยอย่างเคารพนบนอบว่า “นายท่านทั้งสอง หากไม่โปรดปรานเรื่องบุ๋น พวกข้าน้อยเล่นเรื่องบู๊ให้ชมได้”

หลันเจวี๋ยพลิกสมุดรายชื่องิ้วช้าๆ “ข้ากลับชอบเรื่องบุ๋น กลางค่ำกลางคืนชมเรื่องบู๊เอะอะมะเทิ่งเกินไป ทว่า...ล้วนเป็นเรื่องอัจฉริยบุรุษกับสาวงาม ฟังจนเลี่ยนแล้ว มีเรื่องสดใหม่หรือไม่”

กระทาชายผู้นั้นรีบพยักหน้า “มี! มีขอรับ! มิทราบใต้เท้าชอบเรื่องเทพเจ้าภูตผีหรือไม่ มีเรื่องหนึ่งคือ ‘นางในบ่อ’ เป็นเรื่องของบัณฑิตกับนางพราย ยังมีอีกเรื่องคือ ‘พิโรธนางเซียน’ เป็นเรื่องของชายเลี้ยงวัวกับหญิงทอผ้า ยังมีเรื่อง ‘เสน่ห์นาง’ เป็นนางเซียนจิ้งจอก...”

หลันเจวี๋ยตัดบท “คิดว่าคงเป็นเรื่องของนางเซียนจิ้งจอก บัณฑิตพบนางเซียนจิ้งจอก เค้าโครงเก่าไปสักหน่อย มีแปลกใหม่อีกหรือไม่ อย่างเช่นคุณหนูพบพานเซียนจิ้งจอก...”

สีหน้าของคนผู้นั้นสว่างวาบขึ้น อึกอักกล่าวว่า “มีก็พอมีเรื่องหนึ่ง แต่ว่า...”

หลันเจวี๋ยเลิกคิ้ว “หรือไม่สะดวกจะแสดงในจวนข้า”

บุรุษรีบตอบ “ไหนเลยจะกล้าๆ มีบุญมาแสดงในจวนของใต้เท้าหลันเป็นวาสนาหลายชาติของข้าน้อย เพียงแต่นี่เป็นเรื่องใหม่ ยังไม่มีบันทึกในสมุด เพิ่งซ้อมได้ไม่กี่วัน เกรงว่ายังไม่แม่นบท ร้องได้ไม่ดี ใต้เท้าจะตำหนิ”

หวังเยี่ยนเอ่ยขึ้นจากด้านข้าง “ไม่ตำหนิๆ มีเรื่องใหม่ให้ชมก็ใช้ได้แล้ว”

หลันเจวี๋ยประกบสมุดรายชื่องิ้ว “ร้องมาให้ฟังเถิด แม้ร้องผิดก็ไม่เป็นไร”

ชายผู้นั้นรีบพยักหน้าต่อเนื่อง พาเด็กรับใช้ถอยออกไป

ผ่านไปไม่นาน งิ้วจะเริ่มแสดง งิ้วเรื่องนี้มีชื่อว่า “บุรุษจิ้งจอก”

หวังเยี่ยนรำพัน “บุรุษจิ้งจอกหนอบุรุษจิ้งจอก เดิมทีควรเรียกว่าเพียงพอน”

บนเวทีสตรีนางหนึ่งแต่งกายเป็นคุณหนูนอนตะแคงอยู่บนตั่ง ถือพัดด้ามหนึ่ง ร้องเอื้อนแอ่วแผ่วโผย “ถึงวสันต์อีกปีแล้ว กลิ่นอายแลพฤกษานานาพันธุ์ท่วมท้นล้นอุทยาน ข้าทัศนาสีสันใบไม้ผลิอย่างระทดท้อ ยกคันฉ่องขึ้นส่อง กัลยาในนั้นมิเคยประสบวสันต์รัญจวนที่หางคิ้ว...”

หลันเจวี๋ยเริ่มปวดเสียวฟันอีกครั้ง จางผิงผู้นั้นท่าทางทึ่มทื่อ ถึงกับเขียนอารมณ์คนึงรักของอิสตรีออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวาเยี่ยงนี้ ช่างไม่อาจตัดสินคนจากภายนอกจริงเสียด้วย

คุณหนูในเรื่องนามว่าอวี้เตี๋ย นางถวิลหาความรัก ไปจุดธูปขอพรในอาราม พระปฏิมาในอุโบสถพลันเอ่ยวจีว่า “...เดิมทีข้าเป็นซ่านเซียน*บนชั้นฟ้า จุติมายังโลกมนุษย์ เห็นว่าเจ้าบริสุทธิ์ใจมั่นในปณิธาน จึงดลบันดาลวาสนาคู่ครองอันประเสริฐให้เจ้า จงมาอุทยานด้านหลังในยามสาม...”

[เทพเซียนที่ยังไม่ได้รับหน้าที่บนสรวงสวรรค์]

หลังจากอวี้เตี๋ยกลับถึงบ้านก็ลอบตรึกตรอง “พระพุทธรูปแกะสลักจากไม้ วจีวาจาไม่สำรวม  เกรงเพียงโลกนี้ไร้เทพเซียน มีคนแสร้งทำภูตผีหลอกลวงข้า”

หวังเยี่ยนนึกฉงน “สตรีนางนี้ไยจู่ๆ ก็นึกเฉลียว งิ้วคงแสดงต่อไปมิได้แล้วกระมัง”

เพิ่งกล่าวจบ พลันบทร้องของอวี้เตี๋ยบนเวทีผันแปรไป “ข้าคิดเช่นนี้ ช่างไม่สมควรโดยแท้ เทพเซียนล้วนเปี่ยมมหากรุณาช่วยเหลือสัตว์โลก ในเมื่อดลจิตดลใจข้า ข้าไยมิไปพบบุรุษให้สมปรารถนาฟ้าประทาน...”

ดังนั้นอวี้เตี๋ยจึงไปยังลานอุทยานส่วนหลัง ประสบกับชายหนุ่มสวมหน้ากากผู้หนึ่ง ทั้งเนื้อทั้งตัวอวลด้วยกลิ่นหอมผิดแผกแตกต่าง อวี้เตี๋ยมองไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่ถูกกลิ่นหอมนี้มอมเมาจนชาวูบวาบ จึงมอบกายให้ชายผู้นั้น

หลังอภิรมย์สมสุขแล้ว อวี้เตี๋ยก็กลับเข้าห้องนอน เริ่มร้องอีกว่า “สงบใจ ใคร่ครวญพินิจคิดมิถึงว่าจะเย็นวาบทั่วกายามนุษย์มนาหรือผีสางยังไม่อาจมั่นใจ จริงเท็จอันใดไม่อาจแยกแยะ กลิ่นหอมนั้นละม้ายธารามอมเมาวิญญาณ ทำให้ความบริสุทธิ์แห่งข้ามัวหมอง ข้าแท้จริงแล้ว...”

หลังฉากม่าน มีศีรษะโผล่ออกมา ร้องเตือนเสียงต่ำว่า “ผิดแล้ว ผิดแล้ว...”

หลันเจวี๋ยยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หยุดการแสดง ตะโกนถามไปทางคนในคณะงิ้ว “เหตุใดจึงว่าผิดแล้ว”

ชายจมูกขาวกลืนน้ำลายลงคออยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบตะกุกตะกัก “ใต้เท้า ไม่ขอปิดบัง บทงิ้วเรื่องนี้ต่อมามีการแก้ไข หัวหน้าคณะเรากล่าวว่าบทในคราวแรกล้มเหลว จึงหาคนแก้ไข บทที่ร้องผิดไปเมื่อครู่เป็นบทที่ยังมิได้แก้ไข พวกข้าน้อยสมควรตาย!”

หลันเจวี๋ยเอ่ยว่า “ก่อนหน้าช่วงที่อวี้เตี๋ยกลับจากอารามก็ร้องผิดแล้ว ร้องด้วยบทเก่า ช่วงต่อมาและช่วงเริ่มต้นจึงจะเป็นบทที่แก้ไขแล้วใช่หรือไม่”

ชายจมูกขาวหมอบอยู่กับพื้น “ใช่ขอรับ ใช่...”

หลันเจวี๋ยสังเกตเห็นแต่แรกแล้วว่าพัดที่อวี้เตี๋ยถือโบกอยู่ในมือดำเป็นปื้นด้วยบทงิ้ว คงคัดลอกมาผิดถึงได้ร้องพลาด หลันเจวี๋ยพูดยิ้มๆ “ช่างเถอะ เดิมทีก็เป็นข้าฝืนให้พวกเจ้าร้อง ออกจะบีบคั้นให้กระทำเรื่องลำบากผิดพลาดไปแล้วก็ไม่เป็นไร ร้องต่อไปเถอะ”

ชายจมูกขาวขอบคุณก่อนถอยฉากออกไป อวี้เตี๋ยบนเวทีเปลี่ยนพัดด้ามใหม่ เริ่มร้องงิ้ว ท่วงทำนองยังคงเป็นทำนองเมื่อครู่ แต่บทเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

“สงบใจ ใคร่ครวญพินิจ คะนึงคิดแต่เพียงบุรุษแห่งข้าบุรุษไร้ที่มาที่ไป ท่านคือเซียนเป็นแน่แท้ จึ่งได้โน้มนำจิตใจข้า บุรุษแห่งข้าเอ๋ย ข้าแทบปรารถนาให้เช้าวันพรุ่งแปรเป็นราตรีกาล หวังได้พบพานท่านอีกครา...”

อวี้เตี๋ยและบุรุษไร้แหล่งลักลอบอภิรมย์อยู่หลายวัน อวี้เตี๋ยพลันพบว่าบุรุษนั้นผิดปรกติ

ในนิศากาลภิรมย์รักรัญจวนคืนหนึ่ง อวี้เตี๋ยถามว่า “สามีข้า เหตุใดท่านจึงมีหาง”

ในที่สุดบุรุษนั้นก็ยอมรับ “ข้าไม่ควรหลอกลวงเจ้า แท้จริงแล้วข้าคือจิ้งจอก มิใช่เซียน”

บุรุษเล่าว่าเขาคือจิ้งจอกกำลังจะกลายเป็นเซียน มีใจปฏิพัทธ์ต่อหน้าตาสะสวยของอวี้เตี๋ย จึงลักลอบพบปะกับนางทุกค่ำคืน ทั้งยังกล่าวว่ากลิ่นหอมฉุนเข้มบนตัวนั้นมีเพื่อกลบกลิ่นสาบจิ้งจอก

อวี้เตี๋ยยกพัดด้ามนั้นขึ้นมาเบื้องหน้าสายตา ร้องเสียงต่ำ “...กลิ่นหอมมอมเมาวิญญาณ ใช้เหตุผลนี้ก็สมควร แต่ด้วยเหตุใดมิให้ข้าได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของท่านอยู่นั่นแล้ว หากมิใช่ยังคงหลอกลวงข้าอยู่...”

อวี้เตี๋ยชะงักกึกกะทันหัน ถอยหลังสองก้าวไปอยู่ข้างม่านฉาก ทำท่าสะบัดสะบิ้งแง่งอน บุรุษนั้นรั้งบ่านางให้หันกลับมา พัดรูปผีเสื้อบินล้อดอกโบตั๋นกลายเป็นรูปแมลงปอเกาะยอดปทุม

หลันเจวี๋ยอดยิ้มมิได้

อวี้เตี๋ยร้องตอบบุรุษจิ้งจอกด้วยรักอันลึกล้ำ “ท่านไม่จำเป็นต้องหลอกข้า แม้นท่านเป็นจิ้งจอก มิใช่เซียน หัวใจที่ข้ามีต่อท่านยังคงไม่เปลี่ยนแปลง”

วันถัดมา บุตรสาวของท่านอาซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่สาวและออกเรือนไปแล้วของอวี้เตี๋ยกลับมาเยี่ยมมารดาอวี้เตี๋ยเล่าให้นางฟังว่ารักชอบกับเซียนผู้หนึ่ง จะจากไปพร้อมเขา อวี้เตี๋ยเอ่ยราวสั่งเสียว่า “ท่านพี่ หากข้ามิอาจปรนนิบัติกตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่ ท่านพี่ช่วยขออภัยให้ข้าด้วย อย่าได้เคืองแค้นข้า”

พี่สาวได้แต่เพียงคิดว่าอวี้เตี๋ยละเมอเพ้อพก หลายวันหลังจากนั้น คนทางบ้านพลันพบว่าอวี้เตี๋ยหายตัวไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงสารหนึ่งฉบับและถุงหอมหนึ่งใบ

ท่ามกลางภูไพร อวี้เตี๋ยและบุรุษจิ้งจอกอิงแอบแนบชิดกันเบื้องหน้ามวลพฤกษชาติ

งิ้วแสดงจบแล้ว เวลาล่วงเข้าเกือบยามสี่ หลันเจวี๋ยสั่งคนให้ตบรางวัลคณะงิ้วอย่างหนัก สำทับพ่อบ้านว่า “เรียกผู้ดูแลคณะงิ้วมา กล่าวว่าข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ดีมาก อยากชมดูบทที่ยังมิได้แก้ไขดัดแปลงสักหน่อย”

พ่อบ้านรับคำเสียงหนึ่ง กำลังจะเดินจากไป หลันเจวี๋ยก็เรียกเขาไว้อีก “ช่างเถอะ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องบท บอกเพียงว่าเรื่องนี้เมื่อครู่ร้องได้ไม่เลว ลำบากพวกเขาแล้ว ให้นักแสดงอีกทั้งผู้ดูแลไปรับรางวัลที่โถงบุปผา”

พ่อบ้านรับคำสั่งรีบร้อนจากไป หลันเจวี๋ยและหวังเยี่ยนไปถึงโถงบุปผาเล็กก่อน ผ่านไปเนิ่นนาน ชายผู้แต่งตัวเป็นตัวตลกเมื่อครู่นำตัวผู้แสดงเป็นอวี้เตี๋ยและบุรุษจิ้งจอกเข้ามายังโถงบุปผา หน้าตาของชายสวมบทตลกชำระล้างสะอาดแล้ว ส่วนชายหญิงสวมบทอวี้เตี๋ยและบุรุษจิ้งจอกยังฉาบแป้งแต่งแต้มสีหน้าอยู่

หลันเจวี๋ยให้คนรับใช้มอบซองแดงให้ หลายคนนั้นรับพลางกล่าวขอบคุณ หลันเจวี๋ยถามขึ้น “เมื่อครู่ฟังบทสองแบบร้องผสมกัน กลับผิดพลาดปนเปได้น่าสำราญ มิทราบจะขอชมดูบทก่อนแก้และหลังแก้ไขได้หรือไม่”

สามคนในคณะงิ้วมองหน้ากันแวบหนึ่ง ยังคงเป็นชายรับบทตลกยิ้มปะเหลาะเอ่ยปากว่า “ใต้เท้าหลัน ขออภัย หัวหน้าคณะเรากำชับไว้ว่าบทงิ้วไม่อาจให้ผู้อื่นชมดูได้โดยง่าย”

หลันเจวี๋ยยกมือขึ้น บรรดาคนรับใช้ซ้ายขวาต่างถอยออกไป ประตูโถงงับปิด ภายในโถงบุปผาเหลือเพียงหลันเจวี๋ย หวังเยี่ยนและนักแสดงสามคน

หลันเจวี๋ยเอ่ยว่า “เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าและใต้เท้าหวังยังต้องเข้าเฝ้าพูดสั้นๆ ไม่อ้อมค้อมแล้วกัน พวกเจ้าจงใจร้องบทเก่าใหม่ผสมปนเป เนื่องเพราะจดจำได้ว่าใต้เท้าที่ข้าเชิญมาท่านนี้คือรองเสนาบดีหวัง จงใจร้องให้เขาฟังเท่านั้นใช่หรือไม่ บัดนี้มีวาจาอันใดก็เอ่ยออกมาตรงๆ ได้แล้ว”

สีหน้าของทั้งสามคนที่กำลังก้มหน้าแปรผันไป ชายวัยกลางคนนั้นคุกเข่าผลุบลงกับพื้น เงยศีรษะเอ่ยว่า “ลูกไม้ตื้นๆ ของข้าน้อยนี้มิอาจเล็ดลอดสายตาอันแหลมคมของใต้เท้าทั้งสองอย่างแท้จริง ใต้เท้า หัวหน้าคณะของพวกเราถูกลอบทำร้ายนั้นมีเงื่อนงำ การตายของคุณหนูหลี่ในปีนั้นก็มีเงื่อนงำ เมื่อครู่ที่ข้าน้อยกล้ากระทำเพราะหวังให้ใต้เท้าผู้เที่ยงธรรมช่วยตรวจสอบให้กระจ่างด้วย!”

หวังเยี่ยนกระชับเสื้อผ้า นั่งหลังตรง “คุณหนูหลี่คือใคร หัวหน้าคณะของพวกเจ้าถูกทำร้ายมีเงื่อนงำอันใดอีก”

ชายวัยกลางคนตอบว่า “เรียนใต้เท้า เรื่องราวนั้นเล่าแล้วยืดยาว คณะไหลสี่เดิมชื่อคณะสกุลหลี่ ข้าน้อยมีนามว่าหลี่ชี ที่แสดงเป็นบุรุษจิ้งจอกเป็นหลานใน*ของข้า มีนามว่าฉิงซู อีกคนเล่นเป็นคุณหนูอวี้เตี๋ยเป็นหลานนอก** ชื่อเซียงเหอ ล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของคณะงิ้วสกุลหลี่”

[*หลานที่ใช้แซ่เดียวกันกับผู้พูด]

[**หลานที่ใช้แซ่ต่างจากผู้พูด]

 

ที่แท้ คณะงิ้วนี้เดิมเป็นของตระกูลนางจินหลี่ ท่านตาหลี่ของนางจินหลี่แต่เดิมเล่นงิ้ว ต่อมาออกมาตั้งคณะงิ้วนี้เป็นของตนเอง

ท่านตาหลี่มีบุตรธิดาสองคน บุตรชายคนโตซึ่งก็คือท่านลุงของนางจินหลี่มิได้รักชอบการเล่นงิ้ว จึงออกไปค้าผ้า ท่านตาหลี่จึงให้ลูกศิษย์ที่ตนเองภูมิอกภูมิใจคนหนึ่งแต่งเข้า โดยแต่งกับมารดาของนางจินหลี่  บุตรธิดาที่ถือกำเนิดออกมาต่างแซ่หลี่ ยังคงเป็นกิจการของสกุลหลี่

ไม่คาดคิดว่าคนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต เดิมทีนางจินหลี่มีน้องชาย อายุสิบกว่าปีก็ติดไข้ทรพิษเสียชีวิต บิดาของนางก็ติดไข้ไปด้วย ไม่นานก็มอดม้วย จินหลี่ฟาสามีของนางจินหลี่เคยตั้งคณะงิ้วเล็กๆ เมื่อหลายปีก่อน จึงถือโอกาสดูแลคณะสกุลหลี่ ด้วยเกรงว่าเปลี่ยนชื่อจากคณะสกุลหลี่มาเป็นคณะสกุลจินจะเป็นที่ขุ่นข้องหมองใจแก่คนในสกุลหลี่ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นคณะไหลสี่ ค่อยๆ เติบโต ออกแสดงหากินมาถึงเมืองหลวง

หวังเยี่ยนกล่าวว่า “เช่นนี้ก็น่าสนใจ ต่อให้น้องชายและบิดาของนางจินหลี่ล้วนเสียชีวิตไปสิ้นแล้ว มารดาม่ายดูแลคณะงิ้วไม่ไหว แต่นางจินหลี่ยังมีท่านลุง คณะงิ้วเดิมทีก็ควรเป็นของท่านลุงของนาง จะเป็นแซ่จินได้อย่างไรกัน”

หลี่ชีเล่าว่า “เรื่องนี้พูดขึ้นมาแล้วก็น่าปลดปลงนัก ท่านตาหลี่เป็นคนดีอย่างแท้จริง แต่ตระกูลหลี่ของท่านมิรู้ว่าเป็นอย่างไร ขาดแคลนทายาทสืบทอด ท่านลุงใหญ่ตบแต่งภรรยาและอนุหลายคน จนแล้วจนรอดก็มีธิดาเพียงคนเดียว สิบยี่สิบปีก่อนนางก็เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมารับบุตรชายมาเลี้ยงอีกหนึ่งคนก็เพื่อให้สืบทอดกิจการค้าผ้านั้น แต่อย่างไรเสียก็มิใช่ให้กำเนิดเองและไม่ใส่ใจคณะงิ้วนี้ ดังนั้นจึงตกเป็นของจินหลี่ฟาสามีของหลานสาว”

หวังเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย “คุณหนูที่เสียชีวิตไปแล้วก็คืออวี้เตี๋ยในเรื่องนี้สินะ เหตุใดเจ้าจึงกล่าวว่านางเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ”

หลี่ชีตอบ “เรียนใต้เท้า หลังแยกบ้านแล้ว นายท่านจินก็อยู่อาศัยข้างบ้านเก่าของบ้านสกุลหลี่ ดังนั้นเรื่องในบ้านเขาข้าน้อยรู้กระจ่างไม่มีใดเกิน คุณหนูหลี่ที่เสียชีวิตไปแล้วมีชื่อว่าหลีเหนียง ถูกเลี้ยงดูอยู่ในหอห้องมิดชิดซึ่งตั้งอยู่ในส่วนลึกตั้งแต่เล็ก ประหนึ่งคุณหนูของตระกูลใหญ่เยี่ยงไรเยี่ยงนั้น เคร่งครัดประเพณีไม่มีใดเปรียบแล้ว”

หลีเหนียงนับแต่เล็กไม่ก้าวออกจากประตูบ้าน เว้นเสียแต่ข้ามมาทักทายมารดาของนางจินหลี่ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของนาง แทบจะไม่เคยพบปะคนนอกเลย

แต่ในวันหนึ่ง หลีเหนียงก็เสียชีวิตกะทันหัน เสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่เรียบร้อย นอนตายบนเตียงด้วยสีหน้าสงบราวกับนอนหลับไป

คนในบ้านไม่ชัดแจ้งในการตายของนาง แอบเชิญแม่หมอมาสอบถาม แม่หมอกล่าวว่า คุณหนูหลีเหนียงถูกปีศาจพรากวิญญาณไป

หวังเยี่ยนเคาะโต๊ะเบาๆ “เหลวไหล เหลวไหล เสียชีวิตโดยไม่มีสาเหตุ ไยถึงไม่แจ้งทางการ”

หลี่ชีก้มหน้างุดตอบว่า “...เดิมทีข้าน้อยก็ไม่สมควรเอ่ยวาจาเยี่ยงนี้ ตอนนั้น ข้าน้อยเคยได้ยินมาว่า...ที่ไม่แจ้งทางการเนื่องเพราะตรวจสอบศพของคุณหนูหลีเหนียงแล้วพบว่านางตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้ว”

หวังเยี่ยนตบเท้าแขนเก้าอี้อย่างรุนแรง “นี่ข่มขืนแล้วฆาตกรรมชัดแจ้ง ยิ่งต้องแจ้งทางการ ชาวบ้านโฉดเขลา เพียงเพื่อรักษาหน้าตา ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลเหนือกฎหมายเกือบยี่สิบปี!”

หลี่ชีแย้งว่า “แต่คุณหนูหลีเหนียงไม่มีโอกาสพบปะบุรุษใด ถึงแม้นางมาบ้านนี้ ก็เข้าประตูเล็กมายังเรือนส่วนหลัง คนที่มิได้ทำงานข้องเกี่ยวไม่มีโอกาสเข้าใกล้ แม่หมอว่า คุณหนูถูกปีศาจดูดคร่าวิญญาณเป็นแน่ จึงจัดการงานศพลับๆ กระทั่ง...ศพก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านก่อนฝัง”

หวังเยี่ยนขมวดคิ้วไม่เอ่ยวาจา พักหนึ่งจึงถามว่า “ต่อมาเล่า”

หลี่ชีตอบ “ต่อมา...เรื่องนี้ก็ไม่เอ่ยถึงอีก เรื่องนี้เดิมทีก็ผ่านพ้นไปนานแล้ว คาดไม่ถึงว่าหัวหน้าคณะจะหาคนมาเขียนบทงิ้ว ฟูเหรินถึงกับให้คนเขียนบทงิ้วโดยอ้างอิงจากเรื่องนี้ หลังบทงิ้วเขียนจบแล้ว หัวหน้าคณะไม่พอใจมาก สั่งให้พวกเราไม่ต้องฝึกซ้อม ทั้งหาคนมาเขียนบทใหม่”

หวังเยี่ยนเลิกคิ้วโก่ง “เป็นหัวหน้าคณะของพวกเจ้าไม่พอใจ?”

หลี่ชีตอบว่าใช่ เมื่อบทเรื่องนี้เขียนแล้วเสร็จ หัวหน้าคณะจินเกิดติดธุระมิได้อยู่ในนครหลวง จินฟูเหรินสั่งการให้พวกเขาซ้อมบทปรากฏว่าอีกวันหัวหน้าคณะกลับมา ได้ชมการแสดงก็ไม่พอใจยิ่งนัก เอ่ยว่ามิได้เป็นเด็ดขาด ทั้งยังหาคนมาเขียนใหม่ ดังนั้นในมือพวกเขาจึงมีบทสองเล่ม

“ข้าน้อยพอได้อ่านบทเล่มแรก พลันประหวัดถึงเรื่องมีเงื่อนงำนั้น หัวหน้าคณะก็ถูกทำร้ายกะทันหัน ข้าน้อยรู้สึกว่ามีลับลมคมในโดยแท้ เมื่อมาแสดงที่จวนใต้เท้าหลัน เสี่ยวอู่จดจำใต้เท้าหวังได้ ข้าน้อยบังอาจ จงใจให้พวกเขาร้องบทสองเล่มผสมปะปนกัน เพื่อให้ใต้เท้าจับสังเกตได้ ขอใต้เท้าโปรดอภัย”

หลันเจวี๋ยสนใจเพียงดื่มชาคอยฟัง 

หวังเยี่ยนเอ่ยขึ้น “จริงสิ เจ้ายอมรับเช่นนี้ ข้าก็คิดได้ ถึงแม้พวกเจ้าจะจำบทไม่ได้ก็ตาม ก็ไม่ควรสลับบทที่คัดลอกไว้บนพัด การเสแสร้งแกล้งทำเยี่ยงนี้กลับเผยพิรุธ”

หลี่ชีเงยหน้า “ใต้เท้าเปี่ยมปรีชาเฉียบแหลม! สายตาคมคริบมองทะลุปรุโปร่งแม้เรื่องเล็กน้อย”

หวังเยี่ยนคลี่พัด หัวเราะหึๆ “พอแล้วๆ ข้าไม่ชอบฟังถ้อยคำยกยอปอปั้นเป็นที่สุด เจ้าคิดว่าการตายของคุณหนูหลี่เมื่อหลายปีก่อนและหัวหน้าคณะจินถูกทำร้ายในครานี้เกี่ยวข้องกันอย่างยิ่ง บังเกิดขึ้นเนื่องเพราะบทที่จางผิงเขียน แต่ก็ไร้หลักฐานแน่นหนา เรื่องนี้จำต้องสืบเสาะค้นหาพยานหลักฐาน แต่เจ้าวางใจเถิด หากเกิดการใส่ร้ายกลั่นแกล้งไม่เป็นธรรม ย่อมถูกเปิดโปงหมดเปลือก ตระกูลหลี่มีคนเยี่ยงเจ้านับว่ามีข้ารับใช้ผู้ทรงคุณธรรมแล้ว”

หลี่ชีโขกพื้นคำนับต่อเนื่อง

ก่อนที่เขาจะจากไปพร้อมอีกสองคน หวังเยี่ยนเรียกหลี่ชีไว้ ถามราวกับไม่ได้ตั้งใจ “จริงสิ ตอนที่คุณหนูหลี่เสีย นางจินหลี่และจินหลี่ฟาสมรสกันหรือยัง”

หลี่ชีตอบว่า “เพิ่งสมรสกันไม่นาน ตอนนั้นฟูเหรินตั้งครรภ์กลับมาอยู่ดูแลครรภ์ที่บ้านมารดา คุณหนูหลีเหนียงมักมาสนทนาเป็นเพื่อนนาง เล่ากันว่า...”สีหน้าของหลี่ชีวาบประกายสายหนึ่ง

หวังเยี่ยนถาม “เล่ากันว่าอย่างไร”

หลี่ชีลังเล “นี่เป็นวาจานินทากาเลไม่ข้องเกี่ยวอันใดแล้ว เล่ากันว่าคนที่นายท่านหัวหน้าคณะอยากสมรสด้วยในตอนนั้นเดิมทีเป็นคุณหนูหลีเหนียง หามิใช่จินฟูเหริน แต่เนื่องเพราะทางบ้านของนายท่านจินเป็นคณะงิ้ว จึงเปลี่ยนมาสู่ขอจินฟูเหริน”

หวังเยี่ยนหัวเราะเอ่ยว่า “หากมิได้แต่งกับจินฟูเหรินของพวกเจ้า เกรงว่าคงไม่มีคณะงิ้วนี้ นี่เป็นชะตาฟ้าลิขิต”

หลี่ชีเอ่ย “ขอรับ หลังจินฟูเหรินคลอดไม่นาน น้องชายของฟูเหรินก็เป็นไข้ทรพิษเสียชีวิต มิใช่เพราะโชคชะตาหรอกหรือ” ทอดถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง

หลังสามคนแห่งคณะงิ้วจากไปแล้ว หวังเยี่ยนก็ถือจอกชาใจลอยอยู่เนิ่นนาน ถามว่า “เพ่ยจือ คดีนี้ท่านเห็นอย่างไร”

หลันเจวี๋ยหาวหวอด “ข้ามิได้ทำงานในกรมอาญา จะเห็นอย่างไรได้ ชมดูความครึกครื้นไปด้วยเท่านั้น ใต้เท้าหวังอย่าได้ง่วนอยู่กับการไตร่ตรองคดีเลย รีบเร่งล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า ได้เวลาเข้าเฝ้าแล้ว”

หวังเยี่ยนลุกขึ้นยืน “เป็นเช่นนั้นๆ เคราะห์ดีข้าเล็งเห็นการณ์ล่วงหน้า นำชุดขุนนางและเกี้ยวมายังจวนของท่านด้วย มิเช่นนั้นคงไปเข้าเฝ้าสายเป็นแน่”

หลันเจวี๋ยสั่งคนชงชาเข้มข้น ตระเตรียมห้องหับให้หวังเยี่ยนล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนชุด ตนเองก็เร่งมือล้างหน้าบ้วนปาก กินข้าวไปเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนเป็นชุดขุนนาง เดินทางไปเข้าเฝ้า

 

หลังเข้าเฝ้าแล้ว หลันเจวี๋ยมิกล้าโอ้เอ้ ไปยังที่ว่าการอีกครั้ง ง่วนถึงบ่ายคล้อย เกิดเวียนศีรษะแข้งขาไร้เรี่ยวแรงโดยไม่ทันตั้งตัว จึงกลับจวนก่อนเวลา ขณะออกจากกำแพงพระราชวัง เห็นเพียงหวังเยี่ยนรีบร้อนข้ามมาจากอีกฟาก สาวเท้ายาวเร็วรี่ ท่าทางกระปรี้กระเปร่า

หวังเยี่ยนคว้าแขนเสื้อของหลันเจวี๋ย ลากเขาไปยังใต้ร่มไม้ กล่าวเสียงต่ำด้วยแววตาประกายพรึก “เพ่ยจือ ข้าพอเดาเส้นสนกลในคร่าวๆ ของคดีนี้ได้แล้ว แต่กลัวว่าข่าวคราวแพร่งพราย ไม่สะดวกไปสอบปากคำนางจินหลี่ รอข้าสอบปากคำจางผิงอีกครั้ง ความจริงก็จะกระจ่างเอง”

หลันเจวี๋ยอมยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดี”

หวังเยี่ยนตบบ่าเขาแล้วกล่าวว่า “โชคดีที่มีท่านโดยแท้ เพ่ยจือ! คำบอกเล่าของหลี่ชีในวันนี้ช่างเป็นข่าวดีที่คาดไม่ถึง!”

หลันเจวี๋ยเอ่ย “มิได้เหนื่อยแรงอันใดเลย ไม่บังอาจถือเป็นความชอบ คดีนี้เสร็จสิ้น ใต้เท้าหวังจดจำว่าต้องชดใช้สุรามื้อหนึ่งให้ข้าก็ใช้ได้แล้ว”

หวังเยี่ยนรับคำ “แน่นอนๆ! ข้ารีบไปจัดการก่อน ขออำลา”

หลันเจวี๋ยในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากเตือน “วาจาของหลี่ชี สำหรับข้าฟังแล้วยังออกจะ...สรุปแล้ว ดูท่าใต้เท้าหวังท่านต้องเหนื่อยล้ามากหน่อย”

หวังเยี่ยนหรี่ตายิ้มเอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ววาจาของหลี่ชีไม่ละเอียดพอ ยังคงมีหลายแห่งที่ไม่กระจ่างชัดแจ้ง เฮ้อ...ไม่พูดแล้ว ข้าไปที่ว่าการก่อน” ประสานมือกล่าวอำลา

หลันเจวี๋ยมองส่งจนเขาจากไป ค่อยๆ ก้าวออกจากพระราชวัง

 

ระหว่างทางกลับจวน หลันเจวี๋ยเลิกม่านเกี้ยวขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เหลือบเห็นเฉินโฉวหิ้วตะกร้าไม้ไผ่เดินไปทางกรมอาญา

หลันเจวี๋ยกลับถึงจวน มิได้นอนชดเชย เปลี่ยนเป็นชุดเก่าเรียบง่ายสมถะทั้งตัว นั่งเกี้ยวเล็กออกจากจวน ลงจากเกี้ยวตรงปากทางเปลี่ยวห่างไกลจากกรมอาญาไม่มากนัก เสาะหาโรงน้ำชา เลือกนั่งในห้องมาตรฐานที่หน้าต่างติดถนน สั่งน้ำชาหนึ่งกา ละเลียดดื่มเชื่องช้า

ดื่มชาไปพลาง เขาเองรู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง มีกี่ปีแล้วที่มิได้กระทำเรื่องคึกคักน่าสำราญเช่นนี้ สันดานมนุษย์โปรดปรานการสืบสาวราวเรื่องจนถึงที่สุดคดีเล็กๆ เยี่ยงนี้ เขาถึงกับใส่ใจเสียด้วย

เป็นเพราะคดีความหรือเป็นเพราะจางผิงกันแน่ หลันเจวี๋ยเองก็ไม่กระจ่างนัก

ผ่านไปประมาณสองเค่อ(30 นาที) แต่ไกลๆก็เห็นเฉินโฉวหิ้วตะกร้าเดินข้ามมาจากทางกรมอาญาหลันเจวี๋ยจ่ายเงินค่าน้ำชา เดินออกมาปะกับเฉินโฉวที่หน้าประตูพอดี เฉินโฉวฝืนยิ้มให้เขาแล้วทักทายว่า “พี่เฉา บังเอิญนัก ท่านไฉนจึงอยู่ที่นี่”

หลันเจวี๋ยพิจารณาสีหน้าของเฉินโฉว ดูออกว่าที่ตนเองคาดคิดไม่ผิดไปเลย จางผิงมิได้บอกเล่าฐานะที่แท้จริงของตนให้เฉินโฉวรู้

เฉินโฉวกล่าวยิ้มๆ “มาเยี่ยมเยียนเพื่อนคนหนึ่งแถวนี้ ก็เลยเข้ามาดื่มชาสักถ้วย พี่เฉาท่าน...หรือว่ามาเยี่ยมพี่จาง” เฉินโฉวหน้าสลด ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง “เฮ้อ...ที่แท้พี่เฉาก็ได้ยินข่าวแล้ว ช่างเป็นเรื่องร้ายแพร่สะพัดพันลี้เสียจริง เป็นความผิดของข้าทั้งสิ้น ช่วยหางานให้จางผิง กลับชักนำเคราะห์ร้ายใส่ตัว”

หลันเจวี๋ยพูดว่า “ข้าได้ฟังว่าใต้เท้าเถาแห่งกรมอาญาเป็นขุนนางน้ำดี เขาไต่สวนคดีนี้ด้วยตนเอง ย่อมคืนความเป็นธรรมให้จางผิงได้”

เฉินโฉวบอก “หวังว่าจะเป็นดั่งคำมงคลของพี่เฉา ข้ามักรู้สึกว่า...” 

เขาเหลียวซ้ายแลขวา กดเสียงต่ำ “ข้ามักรู้สึกว่าจางผิงเหมือนรู้ว่าคนร้ายตัวจริงเป็นใคร วันนี้รองเสนาบดีหวังแห่งกรมอาญาเข้าไปไต่สวนเขาในเรือนจำ ถามเขาเรื่องวาจาของหัวหน้าคณะจินและภรรยา จางผิงตอบคำถามแต่โดยดี แต่ถึงกับบังอาจบอกใต้เท้ารองเสนาบดีว่าใต้เท้าผิดไปแล้ว 

รองเสนาบดีหวังหน้าเขียวปั้ด รีบจากไปทันที นักโทษในคุกล้วนตำหนิว่าจางผิงมิรู้จักชั่วดี ใต้เท้ารองเสนาบดีเด่นชัดว่ามาช่วยเหลือเขาแท้ๆ เขากลับกล่าวว่าใต้เท้าผิดไปแล้ว ข้าขบคิดอยู่เป็นนาน หรือจางผิงรู้ว่าคนร้ายตัวจริงเป็นใคร แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด เขาไม่ยอมบอก”

นี่กลับน่าสนใจนัก หลันเจวี๋ยรู้สึกว่ามิเสียเปล่าที่มาสักเที่ยวเขาตรึกตรองอยู่พักหนึ่งก่อนเอ่ยว่า “พี่เฉิน เมื่อท่านไปพบจางผิงอีกครั้งช่วยบอกเขาสักประโยค ระบุว่าข้าเฉาอวี้ฝากบอก ขอให้เขาจดจำเพียงว่าหากเขารู้ว่าคนร้ายตัวจริงเป็นผู้ใด ห้ามบอกแก่คนอื่นๆ เป็นเด็ดขาด ก่อนจะมีหลักฐาน ก็ไม่อาจบอกแก่ใต้เท้าเถา จำให้มั่น จำให้มั่น”