บทที่ 7 ช่วงชิงเคล็ดวายุหมุน

“เคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นสูง” หลายคำพอออก ในโถงประมูล เงียบสงัดในบัดดล

เปรียบกับน้ำโอสถสร้างฐานก่อนหน้านี้ ความครึกโครมที่เคล็ดปราณยุทธ์นำมา ยิ่งสร้างความสะท้านสะเทือนโดยไร้ข้อกังขา

โอสถแม้ล้ำค่า กลับใช้ได้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่เคล็ดปราณยุทธ์ กลับใช้ได้ชั่วชีวิต ถึงขนาดยังสามารถตกทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง มองจากมุมใดก็ตาม เคล็ดปราณยุทธ์ระดับสูงย่อมสามารถสร้างความคลุ้มคลั่งแก่ผู้คนเหนือกว่าโอสถ

จะอย่างไร ขอเพียงครอบครองเคล็ดวิชาระดับสูง ต่อให้ปราศจากแรงหนุนของโอสถ ช้าเร็วย่อมสามารถกลายเป็นผู้แกร่งกล้า แต่หากปราศจากเคล็ดวิชา มีเพียงโอสถ เช่นนั้นต่อให้กินโอสถแทนเม็ดถั่ว ก็ยากจะกลายเป็นผู้แกร่งกล้าแท้จริง

หลังความตื่นตระหนกผ่านพ้น ยังคงมีคนทยอยคืนสติ สายตาร้อนเร่าแต่ละคู่จ้องเขม็งม้วนคัมภีร์สีเขียวบนเวที แม้แต่หย่าเฟยที่งามหยาดเยิ้ม เวลานี้คล้ายว่าก็ถูกหลงลืมไปแล้ว

เซียวเหยียนซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังระบายลมหายใจเบาๆ เคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นสูง? เคล็ดวิชาระดับนี้เปรียบกับสิงห์คลั่งวายุเดือดที่เป็นสุดยอดของพวกเขาตระกูลเซียว ยังล้ำกว่าหนึ่งขั้น มิน่าวันนี้ประมุขของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองอูถ่านจึงรุดมาด้วยตนเอง ที่แท้เพราะสนใจเจ้าสิ่งนี้เอง

“ชั้นนิลขั้นสูงเชียวหรือ…” สายตากวาดผ่านม้วนคัมภีร์สีเขียวอย่างเอื่อยเฉื่อย เซียวเหยียนเลียปากไม่รู้ตัว ไม่ว่าผู้ใดได้ครอบครองม้วนคัมภีร์นี้ ย่อมเสมือนมีใบผ่านทางสำหรับกลายเป็นผู้แกร่งกล้า หลายสิบปีให้หลัง เมืองอูถ่านอาจจะปรากฏผู้ทรงอิทธิพลที่ศักดิ์ศรีเทียบเท่าสามตระกูลใหญ่ขึ้นมาอีกตระกูลหนึ่ง

ก็แค่เคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นสูงเท่านั้น มีอะไรน่าตื่นเต้น’ ขณะเซียวเหยียนรำพึงในใจ เสียงเย่าเหล่ากลับก้องขึ้นในใจอย่างไม่รู้จักกาลเทศะ

“เท่านั้น…” กลอกตาปะหลับปะเหลือก เซียวเหยียนหมดปัญญาสื่อสารกับตาเฒ่าที่สายตาสูงส่งทะลุฟ้าคนนี้ ได้แต่เบะปาก รักษาความนิ่งเงียบ

‘หนุ่มน้อย ตั้งใจฝึกให้ดีเถอะ รอถึงวันที่เจ้าได้เป็นนักยุทธ์ ข้าจะให้เจ้าได้เปิดหูเปิดตาว่าอะไรคือสุดยอดเคล็ดวิชา!’ เย่าเหล่าพูดจบก็เงียบไป

เม้มปาก เซียวเหยียนพึมพำ “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

……………………….

“ทุกท่าน เคล็ดวิชาชั้นนิลม้วนนี้เป็นนายพรานท่านหนึ่งได้มาโดยบังเอิญจากในป่า น่าจะเป็นคนรุ่นก่อนหลงเหลือไว้ ประวัติใสสะอาด ย่อมจะไม่นำมาซึ่งความยุ่งยากอันใด ทุกท่านวางใจประมูลได้เต็มที่” หย่าเฟยยกม้วนคัมภีร์สีเขียวขึ้นเบาๆ ยิ้มพรายพลางกล่าว

“แม่นางหย่าเฟย รีบประกาศราคาเถอะ” ด้านล่างมีคนอดใจไม่อยู่ ตะโกนขึ้นมา

ดวงหน้าเฉิดฉายยังคงรักษารอยยิ้มอันยวนใจ หย่าเฟยยิ้มกล่าว “เคล็ดวายุหมุน ราคาประมูลเริ่มต้น ยี่สิบหมื่นเหรียญทอง!”

สิ้นเสียงประกาศ ทั่วโถงพลันเงียบเสียงลงมาก ชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังทรัพย์มากพอที่จะประมูลสินค้าชิ้นนี้

มุมลับตา เซียวเหยียนอดส่ายหน้ามิได้ สตรีนางนี้ฆ่าคนไม่เห็นโลหิตจริงๆ ยี่สิบหมื่นเหรียญทอง นั่นเท่ากับรายรับสองปีกว่าของบ้านตระกูลเซียวเลยทีเดียว

ประมุขตระกูลใหญ่ทั้งสามตรงแถวหน้า หลังสดับราคาที่สูงลิ่ว หนังหน้ากระตุกเล็กน้อย ทว่าพวกเขาจะทำอย่างไรได้ ของสิ่งนี้ คนหนึ่งยินดีทุบ คนหนึ่งเต็มใจให้ทุบ ท่านไม่ซื้อ มีคนมากมายใคร่ซื้อ

เผชิญกับความชะงักงันอันกระอักกระอ่วน หย่าเฟยกลับมิได้มีสีหน้าผิดแปลกไป รอยยิ้มยังคงหวานเยิ้ม นางกระจ่างแจ้งถึงแรงดึงดูดของเคล็ดวิชาชั้นนิลนี้ดี สำหรับคนบางคน ต่อให้ต้องทุ่มจนหมดตัวก็ต้องเอาเจ้าสิ่งนี้เก็บเข้าถุงหนังให้ได้

ดังคาด ความชะงักงันหามิได้ดำรงอยู่เนิ่นนาน บุรุษกลางคนศีรษะล้านคนหนึ่งตะโกนเสนอราคาเป็นคนแรกด้วยสุ้มเสียงสั่นๆ “ยี่สิบเอ็ดหมื่น!”

เซียวเหยียนมองตามต้นเสียงแวบหนึ่ง เขารู้จักบุรุษกลางคนศีรษะล้านผู้นี้ นี่คือพ่อค้าอาวุธรายใหญ่ของเมืองอูถ่าน แทบจะผูกขาดการขายอาวุธในเมืองอูถ่านไว้ทั้งหมด แม้บารมีไม่เทียบเท่าสามตระกูลใหญ่ หากก็นับเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งเช่นกัน

“ยี่สิบสามหมื่น!” หลังเสียงตะโกนของบุรุษกลางคน ผู้สูงวัยชุดเหลืองคนหนึ่งไล่หลังมาติดๆ

ผู้สูงวัยชุดเหลืองเป็นพ่อค้าสมุนไพรเจ้าใหญ่สุดของเมืองอูถ่าน ในมือมีร้านสมุนไพรหลายแห่ง ทุนทรัพย์นับว่าหนาหนักพอดู

ถลึงตาใส่ผู้สูงวัยแวบหนึ่ง บุรุษกลางคนศีรษะล้านตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ยี่สิบสี่หมื่น”

กลางโถง เสียงตะโกนดังขึ้นแบบกระจัดกระจาย เพราะถึงอย่างไร ราคายี่สิบหมื่นเพียงพอทำให้คนไม่น้อยหดถอยด้วยความขยาด

“สามสิบหมื่น” ขณะทั้งสองเริ่มแข็งนอกอ่อนใน เจียเลี่ยปี้ซึ่งอยู่แถวแรก เปล่งเสียงเยียบเย็นในที่สุด

ราคาของเจียเลี่ยปี้เพิ่งหลุดปาก สองคนแรกพลันห่อเหี่ยว หดคอถอยกลับไป

“สามสิบสามหมื่น” ในเมืองอูถ่าน สามารถประชันกับตระกูลเจียเลี่ย คงมีแต่ตระกูลเซียวและตระกูลเอ้าปาแล้ว และผู้เสนอราคานี้ก็คือเอ้าปาพ่า ประมุขตระกูลเอ้าปา

ปรายมองเอ้าปาพ่าอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง เจียเลี่ยปี้แค่นเสียง “สามสิบห้าหมื่น”

หางตากระตุกวูบ เอ้าปาพ่าฉีกยิ้ม “สามสิบเจ็ดหมื่น”

“สามสิบแปดหมื่น”

“สี่สิบหมื่น”

เผชิญกับราคาที่ขึ้นไม่หยุดของเอ้าปาพ่า เจียเลี่ยปี้ตามติดไม่ลดละอย่างเอาเป็นเอาตาย

ขณะราคาหยุดอยู่ที่สี่สิบสามหมื่น เอ้าปาพ่าไม่อาจไม่หยุดการแข่งขันสนามนี้ สี่สิบสามหมื่น เพียงพอทำให้ตระกูลเอ้าปาประสบวิกฤตทางการเงินได้เลยทีเดียว

“สี่สิบห้าหมื่น” เห็นเอ้าปาพ่าถอนตัว เจียเลี่ยปี้ยังไม่ทันได้ลิงโลด เสียงชืดๆ ของเซียวจั้นพลันทำให้เขาสีหน้าบูดบึ้งอีกครั้ง

สายตาเหี้ยมเกรียมกวาดมองเซียวจั้นแวบหนึ่ง ในใจเจียเลี่ยปี้เต็มไปด้วยเพลิงโกรธ ในสามตระกูลใหญ่ ตระกูลเซียวกับตระกูลเอ้าปาต่างมีเคล็ดวิชาปราณยุทธ์ชั้นนิลขั้นกลางอยู่ในครอบครอง และมีเพียงเขาตระกูลเจียเลี่ย ที่มีแค่เคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นต้น ดังนั้น คราวนี้เจียเลี่ยปี้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วจริงๆ

ภายใต้สายตาสมน้ำหน้าของเอ้าปาพ่า เจียเลี่ยปี้เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “สี่สิบหกหมื่น”

“ห้าสิบหมื่น” เซียวจั้นสีหน้าเฉยชา ประกาศราคาสูงลิ่วจนฮือฮาทั้งโถง

เหนือเวที แลเห็นทั้งสองแข่งกันดุเดือด รอยยิ้มหยาดเยิ้มของหย่าเฟย ยิ่งเพิ่มความเฉิดฉายหลายส่วน

“ห้าสิบห้าหมื่น” นัยน์ตามีริ้วแดงซ่านขึ้น หลังนิ่งเงียบไปอึดใจ เจียเลี่ยปี้แค่นเสียงตวาดแบบทุ่มสุดตัว

“ท่านชนะแล้ว” เหนือความคาดหมาย เมื่อเซียวจั้นได้ยินราคาครั้งนี้ของเจียเลี่ยปี้ กลับระบายยิ้มบางๆ เอ่ยกระเซ้าเจียเลี่ยปี้

เจียเลี่ยปี้ผงะวูบ พริบตาถัดมา สีหน้าพลันเครียดเขม็ง หลังตั้งสติได้ค่อยทราบว่า ตนตกหลุมพรางแล้ว

“เซียวจั้น ท่านโหด! ฝากไว้ก่อนเถอะ” ดวงตาวาวโรจน์ถลึงใส่เซียวจั้น เจียเลี่ยปี้แหงนมองหย่าเฟยที่ตกตะลึงเล็กน้อย เพลิงโทสะยิ่งลุกโชน แต่เขามิใช่นักเลงอันธพาลตามท้องถนน จึงรีบข่มโทสะอย่างสุดฤทธิ์ “แม่นางหย่าเฟย กล่าวปิดการประมูลได้แล้วกระมัง”

หามิได้แสดงท่าทีไม่พอใจเพราะสายตาขุ่นขึ้งของเจียเลี่ยปี้ หย่าเฟยยิ้มชืดๆ ดวงตาที่หลุบต่ำเจือแววเยาะแกมขัน ค้อนเล็กในมือเคาะลงมาท่ามกลางสายตาจ้องเขม็งของเจียเลี่ยปี้

“เคล็ดวิชาวายุหมุน ผู้ชนะการประมูลได้แก่ประมุขตระกูลเจียเลี่ยปี้”

แลเห็นฉากนี้ เซียวเหยียนอดขำมิได้ ผุดลุกขึ้นช้าๆ แล้วเดินออกจากโถงประมูลไป

“เฮ่อ หลังจากได้เงินแล้วก็เริ่มฝึกหนักเสียที ปีหน้ายังต้องทำให้ท่านพ่อตื่นเต้นดีใจอีก” ขณะออกจากประตู เซียวเหยียนพึมพำยิ้มๆ

……………………

พ้นจากห้องประมูลหมายเลขหนึ่ง เซียวเหยียนกลับมายังห้องประเมินทรัพย์อีกครั้ง ก้มหน้ารอคอยเงียบๆ ภายใต้สายตาเคารพยำเกรงของบุรุษกลางคนเมื่อครู่ก่อน

พักใหญ่ เสียงฝีเท้าที่ค่อนข้างเร่งร้อนแว่วดังมาจากด้านนอก เงาคนสองสายผลักประตูเข้ามา

“เฮอะๆ ท่านนี้ก็คือเจ้าของน้ำโอสถสร้างฐาน? ท่านคงมาเมืองอูถ่านเป็นครั้งแรกกระมัง?”

เซียวเหยียนหลุบศีรษะเข้าในหมวกคลุม พยักหน้านิดหนึ่ง จังหวะเดียวกับเสียงแหบแห้งของเย่าเหล่าดังขึ้น “ประมูลสำเร็จแล้ว? นำเงินมาให้ข้าเถอะ ข้ายังมีธุระ”

คล้ายแปลกใจกับอายุของอีกฝ่ายซึ่งอยู่ใต้ชุดคลุมดำ มือเรียวสวยของหย่าเฟยบดบังริมฝีปากแดง ยิ้มพรายเมื่อกล่าวว่า “รบกวนท่านผู้เฒ่ารอคอยสักครู่ ตอนนี้กำลังจัดการเรื่องเอกสารอยู่”

พยักหน้านิดหนึ่ง เซียวเหยียนมิได้เปิดปาก ย้ายสายตาจากเรือนร่างสตรีตรงหน้า จากนั้นรักษาท่าทีเงียบขรึม

พินิจบุคคลประหลาดที่ห่อหุ้มกายาด้วยเสื้อคลุมสีดำ หย่าเฟยมุ่นคิ้วเบาๆ ดูท่ารูปโฉมซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจของตนกลับไม่บังเกิดผลอันใดต่อบุคคลลึกลับท่านนี้

หย่าเฟยเบะริมฝีปากแดงสดอย่างจนใจ สายตากังขากวาดผ่านบุคคลลึกลับตรงหน้า หมายแยกแยะฐานะของอีกฝ่ายจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

กวาดมองเสร็จ หย่าเฟยรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง สายตาประสานกับปรมาจารย์กู่หนีทางด้านข้างแวบหนึ่ง ขบริมฝีปากเบาๆ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านผู้เฒ่า หย่าเฟยน้อยนักจะเห็นนักปรุงโอสถที่มิได้ประดับตราประจำตัว ไม่ทราบแซ่อันสูงส่งของท่านผู้เฒ่า?”

“อย่างไร หรือมาที่นี่ยังต้องแจ้งชื่อเสียงเรียงนาม?” ใต้เสื้อคลุม เย่าเหล่าย้อนถามชืดๆ

“เฮอะๆ หย่าเฟยแค่สงสัยเท่านั้น หากท่านผู้เฒ่าไม่อยากพูด หย่าเฟยย่อมมิกล้าซักไซ้” หย่าเฟยหัวเราะแห้งๆ

สายตามองลอดผ่านขอบของหมวกคลุม แลเห็นสองเท้าขาวผ่องที่ซ่อนตัวอยู่ในกระโปรงสีแดงแนบเนื้อ เซียวเหยียนอดสะท้านใจมิได้

หย่าเฟยคนนี้สามารถกลายเป็นพิธีกรประมูลอันดับหนึ่งของสำนักประมูลหมี่เท่อเอ่อร์ได้ ย่อมมิใช่ตะเกียงพร่องน้ำมันเด็ดขาด ล้วนกล่าวว่าโฉมงามชักนำเภทภัย ในเมืองอูถ่าน คนที่แอบมองรูปโฉมโนมพรรณของนางไม่ทราบมีกี่มากน้อย ทว่าทุกวันนี้กลับยังไม่เคยได้ยินว่าผู้ใดสามารถลุล่วงเป้าหมายได้อย่างแท้จริงสักราย

แม้กล่าวว่า สำนักประมูลหมี่เท่อเอ่อร์มีส่วนช่วยส่งเสริมอยู่ไม่น้อย แต่ผู้ใดก็ไม่กล้ามองว่า สตรีนางนี้เป็นเพียงแจกันดอกไม้ที่งามวิจิตรใบหนึ่งเท่านั้น

อยู่กับสตรีที่เฉลียวฉลาดเช่นนี้ เซียวเหยียนรู้สึกเหมือนเดินบนน้ำแข็งบางเฉียบ เขาเกรงว่าสตรีที่สายตาแหลมคมนางนี้จะจับพิรุธอันใดได้ แต่ยังดี มีเย่าเหล่าส่งเสียงต้านทาน จิ้งจอกเฒ่าที่ไม่รู้ความเป็นมาคนนี้ไม่มีทางหวั่นไหวไปกับเสน่ห์เย้ายวนของนางปีศาจตนนี้เป็นแน่

ระหว่างเย่าเหล่าตอบคำด้วยน้ำเสียงชืดชา หย่าเฟยไม่สามารถตะล่อมถามอะไรออกมาได้แม้แต่น้อย ท้ายที่สุดสตรีนางนี้ได้แต่ล้มเลิกความคิด ยิ้มพรายเมื่อหยิบบัตรใสใบหนึ่งออกมา บนบัตรประทับตราสัญลักษณ์ของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์

“ท่านผู้เฒ่า นี่คือบัตรอาคันตุกะชั้นสูงของสำนักประมูลหมี่เท่อเอ่อร์ ไม่ว่าท่านผู้เฒ่าถือบัตรนี้ไปที่สำนักประมูลแห่งใดก็ตามของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ ล้วนจะได้รับการต้อนรับในระดับอาคันตุกะชั้นสูง ขณะเดียวกัน อัตราค่าธรรมเนียมที่ต้องถูกหักจากการนำสินค้ามาประมูล ก็จะลดลงจากร้อยละห้าเหลือร้อยละสอง”

สดับวาจา เซียวเหยียนเลิกคิ้ว เปรียบกับถ้อยคำพร่ำเพรื่อชุดใหญ่ก่อนหน้านี้ เขายิ่งชอบสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า ยามนั้นนิ่งงันเล็กน้อย ก่อนยื่นมือรับบัตรใสใบนั้น

แลเห็นฝ่ามือเนียนขาวที่ยื่นจากเสื้อคลุมดำออกมา หย่าเฟยกลอกตาอย่างแปลกใจ ‘สุ้มเสียงแหบพร่าชัดๆ กลับมีมือที่นวลเนียนราวกับหนุ่มน้อยก็มิปาน คนผู้นี้ ที่แท้มีฐานะใดกัน

จังหวะนั้น หญิงรับใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามา ยื่นบัตรสีเขียวใบหนึ่งส่งให้หย่าเฟยอย่างนอบน้อม

“ท่านผู้เฒ่า น้ำโอสถสร้างฐานประมูลได้ในราคาสี่หมื่นเหรียญทอง หักค่าธรรมเนียมร้อยละสอง ส่วนที่เหลืออยู่นี่แล้ว” หย่าเฟยระบายยิ้มเมื่อส่งบัตรสีเขียวมาให้

รับบัตรสีเขียวไว้ เซียวเหยียนค่อยโล่งอกในที่สุด ทุนรอนสำหรับการฝึกในภายหน้าล้วนอยู่ในนี้ทั้งหมด เงินจำนวนนี้เพียงพอให้ตนทุ่มเทการฝึกอย่างสบายใจได้ถึงระดับนักยุทธ์ทีเดียว

ในเมื่อเงินถึงมือแล้ว เซียวเหยียนก็ไม่คิดรั้งอยู่สืบไป โบกมือให้หย่าเฟย พร้อมเสียงแก่หง่อมเอ่ยขึ้นชืดๆ “ข้าไปได้แล้วกระมัง?”

“เฮอะๆ แน่นอน วันหน้าหากท่านผู้เฒ่าต้องการประมูลขายโอสถใด อย่าลืมมาอุดหนุนสำนักประมูลหมี่เท่อเอ่อร์” หย่าเฟยยิ้มหวาน

“อืม” รับคำสั้นๆ เซียวเหยียนลุกยืนขึ้น สืบเท้าออกจากห้องที่แฝงอันตรายถึงชีวิตโดยไม่เหลียวหน้ากลับมา

แลเห็นเงาหลังเซียวเหยียนลับไป รอยยิ้มบนใบหน้าหย่าเฟยค่อยๆ เลือนหาย คิ้วงามขมวดมุ่น เดินถึงข้างโต๊ะ ทรุดนั่งบนเก้าอี้อย่างชดช้อย เผยเห็นเส้นโค้งเว้าถนัดตา

“ท่านอากู่หนี เขาเป็นนักปรุงโอสถจริงหรือ?” เงียบงันได้ครู่หนึ่ง หย่าเฟยถามขึ้นเบาๆ

“อืม หนำซ้ำวิชาปรุงยายังเหนือกว่าข้าอีกด้วย น้ำโอสถสร้างฐานระดับสองนั่น ข้าปรุงออกมาไม่ได้แน่” กู่หนีค้อมกายต่อหย่าเฟย กล่าวเสียงสะท้อนใจ

“มีสูตรยาก็ไม่ได้?” หรี่ตาเล็กน้อย เรียวปากแดงสดของหย่าเฟยหยักยกขึ้น คล้ายถามไปอย่างนั้นเอง

สดับคำถามของหย่าเฟย กู่หนีสีหน้าตระหนก น้ำเสียงร้อนรน

“สูตรยาคือชีวิตจิตใจของนักปรุงโอสถทุกคน แม่นางอย่าได้คิดเล่นลูกไม้กับเขาเด็ดขาด อยู่ดีๆ ยั่วโทสะนักปรุงโอสถที่ไม่ทราบระดับชั้นคนหนึ่ง ต่อให้เป็นตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ก็ยากจะแบกรับผลที่ตามมาได้ หลายสิบปีก่อน ตระกูลเชี่ยเค่อที่เลื่องชื่อแห่งจักรวรรดิเจียหม่า ก็เพราะจับจ้องสูตรยาของราชาโอสถกู่เหอ สุดท้ายโดนอีกฝ่ายเชิญผู้แกร่งกล้าระดับราชันยุทธ์สี่คน ถล่มตระกูลจนราบเป็นหน้ากลอง แม้แต่ราชสำนักของจักรวรรดิเจียหม่ายังไม่กล้าก้าวก่าย

“แม้กล่าวว่า เวลานี้บารมีของตระกูลเราเหนือกว่าตระกูลเชี่ยเค่อในตอนนั้นมากนัก แต่ยังคงอย่าได้สุ่มสี่สุ่มห้าไปล่วงเกินพวกนักปรุงโอสถลึกลับเป็นดีที่สุด พึงทราบว่า นักปรุงโอสถก็คือรังผึ้งดีๆ นี่เอง ท่านแค่กระทุ้ง เขาก็สามารถระดมพลเหล่าสหายมาได้ในพริบตา หนำซ้ำยังมีผู้แกร่งกล้าไม่น้อย ยินดีให้นักปรุงโอสถคนหนึ่งติดค้างน้ำใจพวกเขาอย่างยิ่ง”

แลเห็นท่าทางตื่นตกใจของกู่หนี หย่าเฟยคลึงขมับนวลเนียน ยิ้มขื่นๆ กล่าวว่า “ท่านอากู่หนี กล่าวอะไรเช่นนั้น ข้าไหนเลยจ้องจับตาเขา ท่านเห็นหย่าเฟยเป็นเด็กไม่ประสาหรือไร”

“ข้าแค่อยากเตือนไว้ก่อน” สดับคำพูดของหย่าเฟย กู่หนีค่อยใจชื้น เขากลัวสตรีนางนี้กระทำเรื่องโง่เขลาอันใดออกมาจริงๆ

เบะปากนิดหนึ่ง หย่าเฟยยกมือเท้าคาง ทอดถอนใจเบาๆ นักปรุงโอสถช่างเป็นบุคคลที่น่ากลัวจริงๆ เหตุไฉนตนจึงไม่มีพรสวรรค์ชนิดนี้บ้าง

…………………………..

ลับๆ ล่อๆ ดอดเข้าห้องตัวเอง เซียวเหยียนปิดประตูทันที จากนั้นผลุบเข้ามุมหนึ่งของห้อง ล้วงสมุนไพรหอบใหญ่และผลึกอสูรหลายก้อนจากอกเสื้อ จัดใส่ตู้อย่างเบามือ สูดกลิ่นสมุนไพรที่ติดมือ เขาหัวเราะคิกคักด้วยความชื่นใจ

เพื่อซุ่มฝึกได้อย่างเต็มที่ ครานี้เซียวเหยียนซื้อหาสมุนไพรในปริมาณที่ใช้ได้แปดเดือน ดูท่าทาง วันเวลาที่เหลือในปีนี้ของเขา คงหมดเปลืองไปกับการฝึกหนักเป็นแน่

ตบตู้อย่างทะนุถนอม เซียวเหยียนฉีกยิ้มมุมปาก เดินเอื่อยเฉื่อยถึงข้างเตียง ซุกหน้าลงไป วิ่งรอกมาทั้งวัน ทำให้เขาอ่อนเพลียจริงๆ

“เหยียนเอ๋อร์ อยู่ไหม?” ในห้วงเคลิ้ม เสียงเคาะประตูพลันดังมา

ลืมตาสะลึมสะลือ เซียวเหยียนลุกพรวดจากเตียง เมื่อเปิดประตู แลเห็นเซียวจั้นยืนอยู่ด้านนอก จึงเกาศีรษะถามยิ้มๆ ว่า “ท่านพ่อ มีธุระหรือ?”

“ไม่มีธุระมาหาเจ้าไม่ได้หรือไร เจ้าลูกชายตัวดี หลบหน้าข้ามาสองเดือนแล้ว” ใช้ฝ่ามือที่หยาบใหญ่ขยี้ผมเซียวเหยียนอย่างเอ็นดู เซียวจั้นเอ็ดยิ้มๆ

แลเห็นรอยยิ้มละมุนของเซียวจั้น เซียวเหยียนอดตื้นตันใจมิได้ สูดจมูกที่แสบเคืองเล็กน้อย กลับพูดอันใดไม่ออก

“ยังตำหนิตัวเองด้วยเรื่องนั้นอีกหรือ เฮอะๆ นางไม่ชอบลูกชายข้า เป็นความสูญเสียของนาง มีอะไรให้เศร้าใจเล่า ลูกผู้ชายอกสามศอก ไยต้องทำท่าเยี่ยงสาวน้อย ลูกชายข้าเซียวจั้น ไม่ใช่เศษสวะเด็ดขาด!” เซียวจั้นเอ่ยน้ำเสียงภาคภูมิ

“ท่านพ่อ สามปีจากนี้ เหยียนเอ๋อร์จะไปสำนักม่านเมฆาด้วยตนเอง” เซียวเหยียนเอ่ยเบาๆ

เซียวจั้นเก็บงำรอยยิ้ม ดวงตาจับจ้องเซียวเหยียนเขม็ง น้ำเสียงติดจะรวนเรอยู่บ้าง “พ่อกลับไม่เป็นไร เจ้า...จะไปจริงหรือ? พ่อมิได้หมายถึงเจ้าสู้น่าหลันเยียนหรานไม่ได้ แต่ขุมกำลังของสำนักม่านเมฆา…”

เซียวเหยียนแย้มยิ้ม ผงกศีรษะ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเป็นเส้นโค้งอย่างถือดี “ท่านพ่อ มีบางเรื่องไม่อาจหลบหลีก เป็นบุรุษย่อมต้องแบกรับ”

“เฮอะๆ นิสัยแบบนี้ช่างเหมือนข้าเหลือเกิน ถ้าพี่ชายทั้งสองของเจ้ารู้ว่าเจ้าคิดได้เช่นนี้ คงดีใจน่าดู” เซียวจั้นหัวเราะปลาบปลื้มกับความหยิ่งทะนงของเซียวเหยียน ถอนใจคำหนึ่งพลันผงกศีรษะแรงๆ “ดี ผู้เป็นบิดาจะรอดูวันที่ลูกชายกู้หน้าให้! สักวันข้าจะให้น่าหลันซู่ตาแก่บัดซบนั่นนำของขวัญมาขอร้องข้าให้ยกเลิกหนังสือหย่าฉบับนั้น”

เซียวเหยียนพยักหน้าหัวเราะ

“นี่ ให้เจ้า พ่อขอช่วยเจ้าอีกแรง!” เซียวจั้นล้วงขวดหยกขาวที่เซียวเหยียนสุดแสนจะคุ้นเคยออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้

ไปๆ มาๆ สุดท้ายน้ำโอสถสร้างฐานก็วนกลับมาอยู่ในมือตนอีกครั้ง เซียวเหยียนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี หากยังคงปั้นหน้าสงสัย “ท่านพ่อ นี่คือ…”

“น้ำโอสถสร้างฐาน สามารถเพิ่มระดับความเร็วของการฝึกปราณแห่งยุทธ์ได้ เพิ่งประมูลได้มาวันนี้” เซียวจั้นคลี่ยิ้ม

“หมดเงินไปไม่น้อยกระมัง” รับขวดหยกขาว เซียวเหยียนอุ่นวาบในทรวง

“สี่หมื่นเหรียญทอง แต่ตราบใดที่มีประโยชน์ต่อเจ้า ก็นับว่าคุ้มค่า” เซียวจั้นยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ท่านพ่อจ่ายเงินสี่หมื่นเหรียญทองเพื่อซื้อน้ำโอสถสร้างฐานให้ข้า พวกผู้อาวุโสทั้่งหลายคงอาศัยเรื่องนี้เป็นข้ออ้างหาเรื่องท่านพ่ออีก”

“ข้าต่างหากคือประมุขตระกูล พวกเขาอย่างดีก็แค่เอะอะโวยวายเท่านั้น” เซียวจั้นแค่นเสียงเย็นชา

“ท่านพ่อ ขอบคุณท่านมาก ในพิธีโตเต็มวัยของปีหน้า ข้าจะทำให้พวกเขาหุบปากทุกคน” เซียวเหยียนกล่าวยิ้มๆ

“ดี ข้าจะรอดูวันที่ลูกชายข้าพลิกโฉมอีกครั้ง!” แม้ไม่ทราบเซียวเหยียนเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่เซียวจั้นกลับปลื้มปีติอย่างยิ่งกับท่าทางมั่นใจเต็มร้อยของบุตรชายตนเอง ยามนั้นถึงกับหัวเราะร่า

“เอาล่ะ เจ้าพักผ่อนเถอะ มีเรื่องอะไรก็มาหาพ่อ คนบ้านเดียวกัน มีอะไรต้องอายเล่า” โบกมือไปมา เซียวจั้นหมุนตัวสืบเท้าไปทางเขตตึกหน้า

“มารดาเถอะ ยังต้องไปรับมือตาแก่หลายคนนั้นอีก ก็แค่ใช้เงินไปสี่หมื่นเหรียญทองเท่านั้นเอง แต่ละคนตื่นเต้นราวกับเอาเงินค่าโลงศพพวกเขาไปใช้กระนั้น” เสียงบ่นพึมพำของเซียวจั้น ลอยลมมาแว่วๆ

มองดูเซียวจั้นลับหายไปกับความมืด เซียวเหยียนถูไถจมูก ยิ้มกล่าวเบาๆ “วางใจเถอะ ท่านพ่อ ข้าจะใช้ความจริง ทำให้ตาแก่พวกนั้นหุบปาก สามปีก่อน ข้าทำให้พวกเขาแหงนมองได้ สามปีหลัง ข้ายังคงทำได้เช่นกัน”

ยืนอยู่หน้าประตูได้สักพัก เซียวเหยียนนำขวดหยกขาวในมือไปเก็บ ปรายตาไปทางมุมตึก โพล่งกระเซ้าว่า “สาวน้อย แอบฟังคนอื่นสนทนา สนุกมากไหม”

“พี่เซียวเหยียน ความรู้สึกไวจริงๆ…” ตรงมุมตึก สาวน้อยกระโปรงม่วงโดดพลิ้วออกมา เอียงคอเล็กน้อย บนดวงหน้างามงดประดับรอยยิ้มพริ้มพราย

“พี่เซียวเหยียนตอนบ่ายไปไหนมา” ฝีเท้าเบาหวิว ซวินเอ๋อร์เดินขึ้นหน้า ยิ้มถาม

“ออกไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อย”

“เช่นนั้นหรือ?” ดวงตาหวานฉ่ำกลอกมองขึ้นลง ซวินเอ๋อร์พลันถลันขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ก้มตัวเล็กน้อย ก่อนย่นจมูกงอนงาม “มีกลิ่นสตรีด้วย”

“แค่ก เหลวไหล มีกลิ่นสตรีอะไรกัน” เซียวเหยียนหน้าแดง ดีที่ฟ้ามืด สาวน้อยมองเห็นไม่ชัด

“คิกๆ” คล้ายชื่นชอบท่าทางกระดากอายของเซียวเหยียน ซวินเอ๋อร์หัวเราะเสียงใสปานกระดิ่งเงิน อึดใจถัดมา เสียงหัวเราะหยุดลง ท่าทีเคร่งขรึมเมื่อเอ่ยเสียงนุ่ม “คำพูดของท่านอาเซียวเมื่อครู่นี้ ข้าได้ยินเช่นกัน ข้าเชื่อมั่นในตัวพี่เซียวเหยียน อืม...หากวันหน้าจะขึ้นสำนักม่านเมฆาจริง ซวินเอ๋อร์ก็ช่วยท่านได้เช่นกัน!”

สดับวาจา เซียวเหยียนกะพริบตา จับจ้องดวงหน้างามแฉล้มของสาวน้อยเขม็ง

ภายใต้สายตาอันเปิดเผยของเซียวเหยียน ดวงหน้าหมดจดของซวินเอ๋อร์ค่อยๆ แดงซ่านเอียงอาย พึมพำเสียงแผ่ว “พี่เซียวเหยียน ท่านมองอะไร”

“คิกๆ ซวินเอ๋อร์ก็หน้าแดงเป็นด้วย หาดูยากจริงๆ” ไม่ถึงอึดใจ เซียวเหยียนหัวเราะออกมา

ซวินเอ๋อร์ค้อนใส่วงหนึ่ง นึกในใจ ‘มีแต่ท่านนั่นแหละที่จ้องมองผู้อื่นแบบนี้’

“เอาล่ะ เอาล่ะ มั่นใจในตัวพี่เซียวเหยียนหน่อย สำนักม่านเมฆาใหญ่โตก็จริง แต่ข้ายังหนุ่มแน่น มีเวลาอีกมาก หยุนยุ่นนั่นสั่งสอนจนน่าหลันเยียนหรานมีนิสัยเช่นนี้ คิดว่าก็คงไม่ดีเลิศไปถึงไหน” เซียวเหยียนยิ้มพลางขยี้ผมสาวน้อย

“เอาล่ะ ดึกแล้ว กลับไปนอนเถอะ”

แลเห็นเซียวเหยียนโบกมือ ซวินเอ๋อร์ได้แต่พยักหน้า จากนั้นค่อยๆ นวยนาดเข้าสู่ความมืดท่ามกลางสายตามองส่งของเขา

เลี้ยวผ่านระเบียงทางเดินสายหนึ่ง แว่วเสียงวิวาทะของเซียวจั้นกับผู้อาวุโสหลายท่านดังมาจากในห้อง และสาเหตุของการโต้เถียง ก็คือที่ไปของเงินสี่หมื่นเหรียญทองนั้น

ฝีเท้าชะงักกึก ซวินเอ๋อร์มุ่นคิ้วเล็กน้อยพลางทอดถอนใจ ชูสองนิ้วคีบวูบ บัตรม่วงทองใบหนึ่งพลันปรากฏบนหว่างนิ้ว

ดีดปลายนิ้วบนบัตรเบาๆ บัตรทองกลายเป็นลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งปราดเข้าสู่กลางห้องที่กำลังถกเถียงไม่หยุด

ชำเลืองห้องที่เงียบลงฉับพลันแวบหนึ่ง ซวินเอ่อร์เอ่ยชืดๆ “เงินค่าน้ำโอสถสร้างฐานนั่น ถือว่าข้าเป็นคนออกแล้วกัน ในบัตรมีสิบหมื่นเหรียญทอง ผู้อาวุโสหลายท่านอย่าได้กดดันท่านอาเซียวอีกเลย”

กลางห้องเงียบกริบ อึดใจถัดมาค่อยปรากฏเสียงรับคำพลางหัวเราะแห้งๆ ของผู้อาวุโสทั้งสามดังลอดออกมา

…………………..

“แปดสุดยอดพิฆาต!”

กลางป่าน้อยเหนือยอดดอย เสียงตวาดอันเยียบเย็น ก้องขึ้นกะทันหัน

เงาร่างปราดเปรียวสายหนึ่งกระโจนอย่างคล่องแคล่ว หนามแหลมที่เกลื่อนกลาดทั่วดงไม้ หามิได้เป็นอุปสรรคต่อเขาแม้แต่น้อย

ชั่วครู่ต่อมา เงาร่างพลันหยุดกึกที่เบื้องหน้าต้นไม้ใหญ่กว้างราวครึ่งเมตรต้นหนึ่ง สองเท้าสลับไขว้ ลำตัวหันข้าง หักศอกกระแทกใส่ต้นไม้เต็มแรง

ปึก!

หนึ่งเสียงดังทึบ เปลือกไม้ปลิวว่อน รอยแตกเหมือนไยแมงมุม ลามจากจุดที่ศอกกระแทก แผ่ขยายเป็นวง

ครืด…

ต้นไม้ใหญ่ที่โดนจู่โจมด้วยศอกจนแหว่งไปกว่าครึ่ง ส่งเสียงสั่นไหวดังครืด พริบตาถัดมาพลันล้มฟาดเสียงดังสนั่น

ขณะต้นไม้ใหญ่ล้มครืน เงาร่างที่ฉับไวประหนึ่งวานรชิงถอยหลังก่อนก้าวหนึ่ง จากนั้นพลิ้วลงเหนือหินยักษ์สีเขียวก้อนหนึ่ง

แลเห็นผลงานตนเอง ใบหน้าอ่อนใสของเซียวเหยียนผุดเต็มด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม สามเดือนที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่เขาประสบความสำเร็จในการใช้ออกด้วยทักษะยุทธ์ชั้นนิลขั้นสูงอย่างแปดสุดยอดพิฆาต และแปดสุดยอดพิฆาตที่เทียบเคียงได้กับทักษะยุทธ์ชั้นดินนี้ก็มิได้สร้างความผิดหวังแก่เซียวเหยียนจริงๆ เฉพาะแค่พลังทำลายล้างที่ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่หกสำแดงออกมา ก็เพียงพอเทียบเทียมกับปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่แปดแล้ว!

ปราณแห่งยุทธ์ยิ่งฝึกถึงช่วงท้าย ระดับความเร็วยิ่งชะลอช้า ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ซื้อหาเครื่องยาได้ครบครัน เซียวเหยียนเก็บตัวฝึกหนักเป็นเวลาสามเดือน ไม่กี่วันสุดท้ายของเดือนที่สาม เซียวเหยียนกระโดดจากปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่ห้าขึ้นสู่ช่วงที่หก

ปราณแห่งยุทธ์เพิ่มขึ้นหนึ่งระดับภายในสามเดือน แม้เทียบกับสองเดือนของช่วงแรกคล้ายว่าช้ากว่ามาก แต่เซียวเหยียนกลับพึงใจยิ่ง คิดถึงปีนั้น เขาฝึกปรืออยู่ครึ่งปีเต็ม ถึงสามารถขึ้นจากช่วงที่ห้าเป็นช่วงที่หกได้ ดังนั้นคราวนี้ถือว่าเร็วมากแล้ว

สำแดงแปดสุดยอดพิฆาตออกไปคราหนึ่ง ตลอดทั้งร่างของเซียวเหยียนราวกับฟองน้ำที่โดนบีบน้ำออกจนแห้ง ความรู้สึกปวดๆ ชาๆ รุกรานเส้นประสาทไม่หยุดยั้ง เอ็นเขียวบนต้นแขนเต้นตุบๆ เหมือนเป็นตะคริว นั่นคืออาการของการใช้กำลังเกินควร

เลียริมฝีปาก เซียวเหยียนเอี้ยวคออย่างยากเย็น สำรวจบริเวณข้อศอกขวาของตัวเอง ตรงนั้นบวมแดงเป็นปื้น

แยกเขี้ยวยิงฟัน เซียวเหยียนสูดไอเย็นคำหนึ่ง ยิ้มขื่นพึมพำว่า “มิน่าถึงต้องผ่านการถูกทุบตีหนักหน่วงปานนั้น ไม่อย่างนั้น จู่โจมท่านี้ออกมา ที่หักคงไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็นแขนข้ากระมัง จะฝึกแปดสุดยอดพิฆาตต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนอื่นจริงๆ”

เอนกายอย่างหมดแรงเหนือก้อนหินเย็นเฉียบ ลมหายใจที่หอบถี่เล็กน้อยของเซียวเหยียนค่อยๆ สงบลง แต่ความรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว ทำให้เขาไม่อยากแม้แต่จะกระดิกนิ้ว

ด้วยปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่หกของเซียวเหยียนในตอนนี้ อย่างมากเพียงใช้แปดสุดยอดพิฆาตได้เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นเขาจะอ่อนระทวยไปทั้งตัว จนกว่าพลังปราณจะกลับคืนมา

เซียวเหยียนแหงนเงยหน้า หรี่ตานิดหนึ่ง มองดูปุยเมฆที่ลอยล่องบนท้องฟ้าสีคราม ลมโชยอ่อนๆ เส้นผมสีดำปอยหนึ่งตกใส่หน้าผาก

น้ำโอสถสร้างฐานที่ดูดซับมาเป็นเวลาหลายเดือน ยามนี้กำลังไหลเวียนไปทั่วกายา ซ่อมแซมเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า เพื่อให้พวกมันสามารถฟื้นฟูพลังปราณด้วยระดับความเร็วสูงสุด

“อาจารย์ ข้าต้องใช้เวลาอีกเท่าไรจึงสามารถบรรลุช่วงที่เจ็ด” หลับตาพริ้ม เซียวเหยียนพลันโพล่งถามเบาๆ

ขอเพียงบรรลุช่วงที่เจ็ด เขาก็มีคุณสมบัติที่จะค้นหาเคล็ดวิชาในหอปราณยุทธ์ได้ ถึงตอนนี้เขาจะไม่เห็นเคล็ดวิชาต่างๆ ของตระกูลเซียวอยู่ในสายตา แต่ตนจำเป็นต้องมีคุณสมบัตินี้ให้ได้ เพราะนั่นเกี่ยวพันถึงหน้าตาของท่านพ่อ

ลมเย็นหอบหนึ่งพัดผ่าน ร่างโปร่งแสงของเย่าเหล่าปรากฏขึ้นด้านข้างก้อนหิน

สายตาอาบรอยยิ้ม เย่าเหล่าพินิจต้นไม้ใหญ่ที่หักโค่นบนพื้น ผงกศีรษะนิดหนึ่งพลางยิ้มกล่าว “ความเร็วในการฝึกของเจ้าออกจะเหนือความคาดหมายของข้าอยู่บ้าง เดิมข้าคิดว่าต่อให้มีน้ำโอสถช่วยหนุน เจ้าก็ต้องใช้เวลาหนึ่งปีจึงสามารถบรรลุช่วงที่เจ็ดได้… อาจเพราะในอดีตเก็บกดเกินไป ทำให้เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ เจ้าจึงบ้าระห่ำทวีคูณ ด้วยความเร็วระดับนี้ ภายในสองเดือน สามารถเข้าสู่ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดได้แน่”

สดับวาจา มุมปากเซียวเหยียนหยักยกเป็นเส้นโค้งจางๆ เขาอยากรู้เหลือเกิน พวกที่เคยเหยียดหยันดูแคลนเขาเมื่อสามปีก่อน ขณะเห็นตนสำแดงพลังฝีมือจะมีสีหน้าเช่นไร คำพูดที่ตนประกาศต่อน่าหลันเยียนหรานในโถงใหญ่วันนั้น ไยมิใช่เป็นการประกาศต่อคนเหล่านี้เช่นกัน

“ข้าเซียวเหยียน สามปีก่อนสร้างปาฏิหาริย์ได้ สามปีหลังก็ทำได้เช่นกัน!” แววตาเป็นประกาย เซียวเหยียนหวนนึกถึงครึ่งปีก่อนหน้า สายตาสบประมาทของแต่ละคนในโถงใหญ่ เงาหลังอันเดียวดายของตน เด็ดเดี่ยวและถือดี!

“น่าหลันเยียนหราน ข้ากำลังเดินไปหาเจ้าทีละก้าว เจ้าคอยดู! อีกสามปี พวกเราเจอกันที่สำนักม่านเมฆา!”

มุมปากพลันผุดยิ้มเหี้ยมเกรียม หนุ่มน้อยกระโดดลุกพรวดพราด แหงนหน้าแผดคำรามกับท้องฟ้า

แลเห็นหนุ่มน้อยกู่ก้องเช่นนั้น เย่าเหล่ายิ้มน้อยๆ กลับมิได้ห้ามปราม คนเราต้องกดดันจึงจะสุกงอม เซียวเหยียนในเวลานี้ พรสวรรค์เต็มเปี่ยมแล้ว ที่ต้องการ คือความกดดันซึ่งเป็นแรงกระตุ้นชนิดหนึ่ง

การปรากฏตัวของน่าหลันเยียนหราน มอบความกดดันที่ดีที่สุดแก่เขา

“ใช้นางเป็นหินซ้อมมือของเจ้าเถอะ เส้นทางสู่ผู้แกร่งกล้า เจ้ายังต้องเดินอีกนาน!”

“ไป กลับบ้านฝึกฌาน!”

หลังแผดคำรามหลายคำ รอยยิ้มบนหน้าเซียวเหยียนยิ่งเด่นชัด โดดลงจากก้อนหิน กวักมือเรียกเย่าเหล่า ก่อนมุ่งหน้าสู่เชิงเขาพร้อมเสียงหัวเราะเริงร่า