บทที่ 6  น้ำโอสถสร้างฐาน

 รุ่งสาง หมอกขาวเบาบางปกคลุมยอดดอยของทิวเขาด้านหลัง เนิ่นนานไม่สลาย ลมโชยอ่อน พลันนำมาซึ่งเสียงกระทบผิวเนื้อเป็นระลอก

กลางดงป่าเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งเหนือยอดเขา สองเท้าของเซียวเหยียนปักจมในโคลนเหมือนรากไม้ นิ้วเท้าจิกเกร็ง ฟันขบแน่น เหงื่อเย็นบนหน้าผากไหลริน บนร่างเปลือยเปล่าที่สวมแค่กางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง ปรากฏรอยเขียวช้ำเกลื่อนกล่น

ด้านหลังเซียวเหยียน เย่าเหล่าในสภาพดวงวิญญาณนั่งขัดสมาธิเหนือหินยักษ์ก้อนหนึ่ง ยามนี้ เขากำลังปั้นหน้าเคร่งเครียดจ้องมองเซียวเหยียนที่กัดฟันด้วยความทรหด พลางโบกมือเบาๆ

อากาศกระเพื่อมเล็กน้อยตามจังหวะโบกมือของเย่าเหล่า กระแสปราณยุทธ์สีแดงอ่อนสายหนึ่งพุ่งปราดจากกลางฝ่ามือเย่าเหล่า ประหนึ่งแส้ก็มิปาน ฟาดกระหน่ำบนหลังไหล่เซียวเหยียนสุดแรง พลันทิ้งรอยเขียวเข้มเป็นแนวยาว

มุมปากสั่นสะท้าน สูดไอเย็นผ่านไรฟัน เซียวเหยียนรู้สึกเหมือนหัวไหล่ตัวเองด้านชากะทันหัน ความแสบร้อนแล่นจับหัวใจเป็นระลอก ภายใต้ความเจ็บปวดอันรุนแรงนี้ ปลายเท้าเซียวเหยียนอ่อนระทวย จวนเจียนทรงตัวไม่อยู่

หลังความเจ็บปวดแสนสาหัส ปราณแห่งยุทธ์อันบางเบาที่ไหลเวียนในกาย ภายใต้แรงกระตุ้นของความเจ็บ คล้ายมีชีวิตชีวากว่าปกติ โลดแล่นคึกคักผ่านเส้นลมปราณและจุดชีพจรบริเวณหัวไหล่ กระแสความร้อนเย็นค่อยๆ แทรกซึมเข้าเนื้อหนังและกระดูก เสริมสร้างความแข็งแกร่งเงียบๆ

“เอาใหม่!” เมื่อความเจ็บเหนือหัวไหล่เริ่มทุเลา ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเซียวเหยียนกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นดันทุรัง

แลเห็นเซียวเหยียนที่กัดฟันยืนหยัด ใบหน้าเหี่ยวแห้งของเย่าเหล่าปรากฏรอยยิ้มปลาบปลื้ม ผงกศีรษะนิดหนึ่ง ปราณยุทธ์สีแดงอ่อนพลันพุ่งปราดจากฝ่ามืออีกครั้ง

ปึก ปึก ปึก… กลางดงไม้เล็กๆ เสียงทึบอันน่ากลัวผสานเสียงครางอย่างทนทุกข์ แว่วดังมาไม่ขาดสาย

เย่าเหล่าลงมืออย่างพอเหมาะพอเจาะ ทุกครั้งที่ฟาดกระหน่ำจะออกแรงถึงจุดที่ร่างกายเซียวเหยียนทานทนได้พอดี ทั้งไม่ทำให้เซียวเหยียนเจ็บหนัก และสามารถนำความรู้สึกเจ็บปวดแท้จริงมาให้เขา

ความเจ็บปวดถึงขั้วหัวใจชนิดที่เกิดจากการหวดฟาดด้วยปราณยุทธ์นี้ ทำให้ใบหน้าเซียวเหยียนทุกข์ทนจนเหยเก ตามเนื้อตัวมีรอยแผลมากขึ้นทุกทีตามการโบกสะบัดฝ่ามือของเย่าเหล่า

ปึก! 

เสียงฟาดของปราณยุทธ์ดังขึ้นอีกระลอก เซียวเหยียนที่ประหนึ่งไม้ยืนต้น ในที่สุดก็ลุถึงขอบเขตที่สามารถทานทนได้ สองเข่าอ่อนยวบ ทรุดฮวบลงไปอย่างหมดแรง

หอบหนักได้พักหนึ่ง เซียวเหยียนปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก เงยหน้าขึ้น ฉีกยิ้มอย่างยากเย็น “อาจารย์ เป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่เลว วันนี้รับการเฆี่ยนด้วยแส้ปราณยุทธ์แปดสิบสี่ครั้ง เทียบกับเก้าครั้งของหนึ่งเดือนครึ่งก่อนหน้านี้ แข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว” เย่าเหล่าผงกศีรษะแย้มยิ้ม ในสายตาชราภาพมีแววอัศจรรย์ใจที่ยากสังเกตเห็น 

หนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา ความทรหดอดทนของเซียวเหยียนเหนือการคาดหมายของเขา อย่างเช่นวันนี้ ตอนแรกเขาคิดว่าเจ็ดสิบครั้งก็ถึงจุดสูงสุดที่เซียวเหยียนจะรับได้แล้ว แต่เซียวเหยียนกลับยืนหยัดอยู่ได้ถึงแปดสิบสี่ครั้ง นี่ทำให้เขาไม่อาจไม่อัศจรรย์ใจต่อระดับความอดทนของเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้

สดับวาจาของเย่าเหล่า เซียวเหยียนผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง นั่งพักบนดินโคลนได้สักครู่ จนกระทั่งร่างกายเริ่มมีความรู้สึก จึงค่อยลุกยืนช้าๆ หยิบเสื้อผ้าบนก้อนหินด้านข้างมาสวมใส่

ขณะสวมใส่ เนื้อผ้าที่เย็นเฉียบกระทบถูกรอยแผล เซียวเหยียนเจ็บแสบจนแยกเขี้ยวยิงฟัน

ร่างโปร่งแสงบิดเบี้ยว เย่าเหล่ากลายเป็นลำแสงผลุบเข้าแหวนดำ กำชับทิ้งท้ายประโยคหนึ่งซึ่งเคยพูดหลายรอบแล้วว่า “รีบกลับไปแช่ตัวในน้ำโอสถสร้างฐาน ไม่อย่างนั้นเลือดคั่งที่ตกค้างในร่างกายจะทำให้เจ้าบอบช้ำสาหัส” 

พยักหน้ารับทราบ เซียวเหยียนที่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเดินลงเขาช้าๆ

……………………..

กลับถึงห้องพัก เซียวเหยียนที่ทนเจ็บไม่ไหวรีบปิดประตูหน้าต่าง จากนั้นถอดเสื้อผ้าอีกครั้ง กระโจนลงอ่างไม้ที่บรรจุของเหลวสีเขียวเข้มไว้ภายใน

น้ำสีเขียวที่เย็นเฉียบเอิบอาบผิวเนื้อที่เกลื่อนด้วยรอยช้ำ พริบตานั้นเซียวเหยียนโปร่งโล่งจนสูดไอเย็นลึกๆ หลายเฮือก ความรู้สึกลอยล่องประดุจเซียน ทำให้เขาปิดตาช้าๆ อย่างชื่นใจ ทอดกายในอ่างไม้ไม่ไหวติง

เซียวเหยียนนอนระทวยพิงขอบอ่าง ลมหายใจถี่รัวค่อยเปลี่ยนเป็นผ่อนช้า จนกระทั่งเสียงกรนแผ่วๆ ดังแว่วออกมา 

หลังความทรมานแสนสาหัสยกหนึ่ง เซียวเหยียนต้านทานความอ่อนล้าทางจิตใจและร่างกายไม่ไหวในที่สุด ผล็อยหลับไปในลักษณะนั้นเอง

ระหว่างที่เซียวเหยียนหลับใหล ของเหลวสีเขียวสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย พลังงานอ่อนนุ่มที่เบาบางสายหนึ่ง แทรกซอนเข้าสู่ภายในร่างตามรูขุมขนที่แผ่ขยายของเซียวเหยียน ขจัดรอยฟกช้ำอันน่ากลัวเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็เพิ่มชีวิตชีวาให้กล้ามเนื้อที่เขม็งตึงถึงขีดสุด รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งไม่หยุดยั้ง

การหลับลึกยังดำเนินต่อไป ปฏิบัติการซ่อมสร้างก็กำลังเดินหน้าอย่างเงียบเชียบ

ขณะที่เสริมสร้างและซ่อมแซมร่างกายของเซียวเหยียน ของเหลวสีเขียวในอ่างไม้เปลี่ยนเป็นซีดจางลงเรื่อยๆ เห็นได้ว่า ฤทธิ์ยาที่แฝงอยู่ในของเหลว กำลังถูกเซียวเหยียนใช้สอยหมดไป

ไม่ทราบคราวนี้หลับไปนานเท่าใด เซียวเหยียนจำได้แค่ว่าเมื่อเขาตื่นมา แสงอาทิตย์ร้อนแรงได้สาดส่องในห้องจนสว่างโร่แล้ว

บิดขี้เกียจคราหนึ่ง ข้อกระดูกทั่วร่างส่งเสียงดังลั่น เงยหน้าขึ้นซึมซับความรู้สึกเต็มเปี่ยมและสดชื่นที่บรรยายไม่ถูกนั้น เซียวเหยียนอดใจไม่อยู่ต้องร้องอุทาน “เบาสบายจริงๆ!”

ลุกขึ้นจากอ่างไม้ เซียวเหยียนพลันผงะ เขาพบว่าของเหลวสีเขียวเข้มในอ่าง บัดนี้กลายเป็นน้ำสีใสที่มองเห็นก้นอ่างไปแล้ว

“ฤทธิ์ยาถูกดูดซึมจนเกลี้ยงแล้วหรือ?” ถูไถจมูก เซียวเหยียนส่ายหน้าอ่อนใจ พลันคล้ายฉุกคิดอะไรขึ้นได้ จึงหลับตาช้าๆ ด้วยความปรีดา ตั้งอกตั้งใจรับรู้ถึงสภาวะของปราณแห่งยุทธ์ในกาย

อึดใจให้หลัง เซียวเหยียนลืมตา กุมสองมือหลวมๆ ในเสียงหัวเราะแผ่วเบามีความตื่นเต้นลิงโลดที่ปิดไม่มิด

“ในที่สุดก็บรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่ห้าแล้ว!”

………………………..

ครึ่งเดือนบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สี่ หนึ่งเดือนครึ่งผ่านไปบรรลุช่วงที่ห้า ความเร็วของการฝึกฌานที่ไม่มีอะไรเทียบได้นี้ ต่อให้เป็นเขาในอดีต เกรงว่าก็ยังไม่ติดฝุ่น

แม้กล่าวว่าทุกการเลื่อนระดับของปราณแห่งยุทธ์ ความยากจะยิ่งทวีคูณ แต่พิจารณาจากความเร็วในตอนนี้ เซียวเหยียนใคร่จะบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ดภายในเวลาหนึ่งปี คงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอันใด

แน่นอน ก่อนอื่นจำเป็นต้องมีน้ำโอสถสร้างฐานอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นเซียวเหยียนยังไม่ทันถึงช่วงที่เจ็ดก็คงเจ็บหนักจนตายเพราะการเฆี่ยนตีของเย่าเหล่าแล้ว 

เพราะหากไม่มีสรรพคุณซ่อมเสริมของน้ำโอสถสร้างฐาน ลำพังร่างกายที่อ่อนแอของเซียวเหยียน นอกจากจบชีวิตเพราะมีเลือดคั่งสะสมเกินควรแล้ว เกรงว่าไม่มีผลลัพธ์ประการที่สองอีก

ดังนั้น งานสำคัญที่สุดสำหรับเซียวเหยียนในเวลานี้ก็คือจับจ่ายวัตถุดิบอีกครั้ง จากนั้นหลอมกลั่นน้ำโอสถสร้างฐาน พูดขึ้นมาเหมือนง่าย แต่เซียวเหยียนกลับประสบกับโจทย์ยากประการหนึ่ง...เขามีเงินไม่พอ

นั่งอยู่บนเตียง เซียวเหยียนผุดยิ้มขมขื่น คิดไม่ถึงตัวเองจะถูกเงินตราบีบคั้นจนกลายเป็นสภาพนี้ ยื่นนิ้วออกมาคำนวณช้าๆ : เงินที่เหลือจากการซื้อวัตถุดิบคราวก่อน ยังมีอีกเก้าร้อยกว่าเหรียญทอง ใช้เงินจำนวนนี้ไปซื้อวัตถุดิบระดับเดียวกับครั้งที่แล้ว ชัดเจนว่าไม่เพียงพอ

เท้าคางครุ่นคิดได้ครู่หนึ่ง เซียวเหยียนกลอกตาไปมา พลันโพล่งถาม “อาจารย์ หญ้าจื่อเย่หลันหรือดอกล้างกระดูก ใช้ที่ชั้นต่ำลงมาหน่อยได้หรือไม่”

“ได้กระมัง แต่ฤทธิ์ยาก็จะอ่อนตาม น้ำโอสถสร้างฐานที่ข้าปรุงให้เจ้านั้นใช้ส่วนผสมของวัตถุดิบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”

กะพริบตาปริบๆ เซียวเหยียนหัวเราะ “ไม่เป็นไร คราวนี้ปรุงจากวัตถุดิบชั้นต่ำสุดแล้วกัน”

“ชั้นต่ำสุด? สรรพคุณก็ต่ำด้วย ถ้าทำอย่างนั้นเจ้าอาจต้องใช้เวลาครึ่งปีถึงจะบรรลุปราณแห่งยุทธ์ระดับต่อไปได้”

“เงินไม่พอหรือ? ไยไม่ขอจากแม่สาวน้อยคนนั้น ด้วยภูมิหลังของนาง เอาเงินให้เจ้าใช้หลายหมื่นเหรียญทองไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ถ้าไม่ได้ก็ไปขอจากบิดาเจ้า ไยต้องลดระดับฤทธิ์ยาให้การฝึกของตัวเองล่าช้าด้วยเล่า”

สดับคำแนะนำของเย่าเหล่า เซียวเหยียนส่ายหน้าอ่อนใจ “ท่านก็คิดเสียว่าศักดิ์ศรีในใจอันน่ารำคาญของข้ามันกำเริบขึ้นมาแล้วกัน ไหนเลยหยิบยืมเงินทองจากสตรีสามครั้งสี่ครั้งได้ ส่วนท่านพ่อนั่นแล้วไปเถอะ ข้าหลบหน้าเขามาสองเดือนแล้ว ถ้ายังไปแบมือขอเงินอีก เขาซักไซ้ไล่เลียงขึ้นมา นั่นไยมิใช่ต้องเปิดเผยเรื่องของท่านออกไป”

“อาจารย์ น้ำโอสถสร้างฐานนี้ ผู้อื่นสามารถปรุงขึ้นได้หรือไม่” คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ เซียวเหยียนพลันย่นคิ้วสอบถาม

“หึๆ พ่อหนุ่มน้อย บนมหาพิภพโต้วชี่มีตัวยาสมุนไพรนับไม่ถ้วน ใคร่จะปรุงโอสถที่สรรพคุณแตกต่างกันออกมา จำเป็นต้องคัดสรรสมุนไพรและผลึกอสูรในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมจากบรรดาวัตถุดิบที่มีอยู่มากมายมหาศาล เช่นนี้จึงจะหลอมกลั่นโอสถได้สำเร็จตามที่เจ้าคาดหวัง หากผสมตัวยาส่งเดช เตาระเบิดนั่นเรื่องเล็ก เกิดถูกมันแว้งกัดขึ้นมา หึๆ…” 

พูดถึงตรงนี้ เย่าเหล่าหัวเราะเสียงเย็น ก่อนพูดต่อ “น้ำโอสถสร้างฐานนี้ ข้าต้องทดลองอยู่หลายปีกว่าจะได้สูตรยาที่เหมาะสมออกมา แน่นอน อาจมีใครจับนั่นผสมนี่จนได้สูตรยาชนิดนี้ออกมาโดยบังเอิญ แต่อัตราความเป็นไปได้นั้นน้อยมาก”

“อีกอย่าง ระหว่างการหลอมกลั่น การผสมผสานของวัตถุดิบสามชนิด ปริมาณและกำลังไฟ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องผ่านการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนบวกกับญาณสัมผัสที่แข็งแกร่งเหนือมนุษย์จึงสามารถมั่นใจได้ ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าเพราะอะไรนักปรุงโอสถทุกคนถึงจำเป็นต้องมีอาจารย์คอยสอนสั่งแบบตัวต่อตัว? ใคร่จะเป็นนักปรุงโอสถที่เก่งกล้าสามารถคนหนึ่ง ไม่มีอาจารย์ชี้แนะ โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเฉพาะแค่ทดลองสูตรยาเหล่านั้นก็สามารถผลาญเวลาเจ้าทั้งชีวิตแล้ว

“ดังนั้น ทั่วทั้งมหาพิภพโต้วชี่ ข้าไม่กล้าพูด แต่เฉพาะจักรวรรดิเจียหม่า ข้ากลับรับประกันได้ว่า ไม่มีใครสามารถปรุงน้ำโอสถสร้างฐานที่เหมือนกับข้าออกมาได้แน่” กล่าวถึงตรงนี้ ในน้ำเสียงของเย่าเหล่าแฝงความภาคภูมิใจอยู่บ้าง

ค่อนข้างตกใจกับความซับซ้อนของน้ำโอสถสร้างฐาน เซียวเหยียนเลียริมฝีปากไม่รู้ตัว ตอนที่เห็นเย่าเหล่าปรุงยา รู้สึกเหมือนง่ายมาก บัดนี้ค่อยทราบว่าการหลอมกลั่นยาชนิดนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่ตาเห็น

โลกของนักปรุงโอสถ ช่างลึกล้ำสุดหยั่งจริงๆ มิน่าจึงกลายเป็นอาชีพที่สูงค่าที่สุดในมหาพิภพโต้วชี่

หลังความตื่นตระหนก เซียวเหยียนรู้สึกดีใจอยู่บ้าง เม้มปากนิดหนึ่งแล้วยิ้มกล่าว “อาจารย์ ข้าไม่ได้จะเอาน้ำโอสถสร้างฐานชั้นต่ำสุดมาใช้กับตัวเอง แต่ข้าตั้งใจจะเอาไปขายในสำนักประมูล ตอนนี้เงินตึงมือ รอให้ได้เงินมาก่อนพวกเราค่อยซื้อวัตถุดิบชั้นดี เพราะถึงอย่างไรการปรุงน้ำโอสถสร้างฐานก็เป็นเรื่องง่ายปานพลิกฝ่ามือสำหรับท่าน ท่านจะว่าอย่างไร?”

“อย่างนี้นี่เอง… แล้วแต่เจ้าเถอะ นักปรุงโอสถเอาโอสถของตัวเองไปเปิดประมูลก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร และน้ำโอสถสร้างฐานก็เป็นแค่ยาบำรุงร่างกายชั้นต่ำสุดเท่านั้นเอง ขายไปก็ไม่เป็นไร” หลังความเงียบงันเล็กน้อย เย่าเหล่าเอ่ยขึ้นอย่างไม่อินังขับขอบ

สดับคำตอบรับของเย่าเหล่า เซียวเหยียนหัวเราะชอบใจ จัดเก็บข้าวของเรียบร้อยก็ตะลีตะลานออกจากห้องไปเหมือนไฟลน

เนื่องจากคราวนี้ไม่จำเป็นต้องซื้อวัตถุดิบชั้นดี ดังนั้นเซียวเหยียนแค่เลือกซื้อหญ้าจื่อเย่หลันกับดอกล้างกระดูกที่อายุต่ำสุดจากร้านสมุนไพรทั่วไป ส่วนผลึกอสูรธาตุไม้ หลังผ่านการคัดออกหลายรอบ จึงได้ผลึกอสูรจากหนูไม้เขียวที่ราคาแสนถูกมาก้อนหนึ่ง 

เมื่อซื้อวัตถุดิบครบถ้วน เซียวเหยียนหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ซ่อนตัวอยู่ในนั้นให้เย่าเหล่าลงมือหลอมกลั่นน้ำโอสถสร้างฐานออกมา

น้ำโอสถสร้างฐานในครั้งนี้ ไม่เพียงฤทธิ์ยาค่อนข้างอ่อนกว่าครั้งก่อนมาก แม้กระทั่งสีสันก็เปลี่ยนจากเขียวหยกที่แวววาวสดใสกลายเป็นสีเขียวกระดำกระด่าง

นำน้ำโอสถสร้างฐานที่ใหญ่ประมาณครึ่งกำปั้นของเซียวเหยียนบรรจุใส่ขวดหยกขาวที่ซื้อเตรียมไว้แต่แรก เซียวเหยียนค่อยระบายลมหายใจโล่งอก 

จัดเก็บขวดหยกไว้กับตัวอย่างดี เซียวเหยียนออกจากโรงเตี๊ยม ซอยเท้าราวเหินบินมุ่งหน้าสู่สำนักประมูลที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองอูถ่าน

……………………

สำนักประมูลหมี่เท่อเอ่อร์ สถานที่จัดประมูลสินค้าขนาดใหญ่สุดของเมืองอูถ่าน และอยู่ในสังกัดของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดแห่งจักรวรรดิเจียหม่า...ตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์

ในจักรวรรดิเจียหม่า หากกล่าวถึงความมั่งคั่ง ตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์จัดเป็นอันดับหนึ่ง ตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งรกรากในจักรวรรดิเจียหม่าเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ความสัมพันธ์เรียกได้ว่าโยงใยซับซ้อน และจากข่าวซุบซิบวงใน ตระกูลที่ร่ำรวยล้นฟ้าตระกูลนี้ดูเหมือนยังมีสัมพันธ์ลึกล้ำกับราชสำนักแห่งจักรวรรดิเจียหม่าอีกด้วย

ในจักรวรรดิแห่งนี้ ตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ ตระกูลน่าหลันและตระกูลเท่อเอ่อร์เรียกรวมกันว่าสามยักษ์ใหญ่แห่งเจียหม่า ทั้งสามตระกูลใหญ่ล้วนมีเส้นสายอยู่ในวงการค้าและการทหารของจักรวรรดิ อิทธิพลบารมีไม่อาจดูแคลน 

ดังนั้น มีตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์ซึ่งภูมิหลังแข็งแกร่งเป็นผู้สนับสนุน มาตรว่าผลกำไรของสำนักประมูลจะชวนให้ผู้คนน้ำลายไหลปานใด หากก็หามีผู้ใดกล้าเกะกะระรานพวกเขาไม่

แลเห็นสำนักประมูลขนาดใหญ่ที่สุดปลายถนน เซียวเหยียนเลี้ยวเข้าตรอกเล็กที่เปลี่ยวร้างสายหนึ่ง จากนั้นสวมเสื้อคลุมศีรษะสีดำที่ซื้อเตรียมไว้ก่อนหน้าอย่างรวดเร็ว

ภายใต้การอำพรางของเสื้อคลุมตัวโคร่ง เซียวเหยียนไม่เพียงบดบังหน้าตาเอาไว้ กระทั่งรูปร่างที่ผอมบางก็พองหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากบุคลิกลักษณะของเขาในตอนนี้ เกรงว่าแม้แต่ซวินเอ๋อร์มาหยุดยืนตรงหน้ายังยากจะจดจำได้

พรางตัวเสร็จ เซียวเหยียนค่อยผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง นี่มิอาจตำหนิว่าเขาระแวดระวังเกินเหตุ เพราะน้ำโอสถสร้างฐานชนิดนี้ออกจะเป็นที่ดึงดูดใจสำหรับตระกูลผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย เพราะหากผู้ใดสามารถสร้างน้ำโอสถชนิดนี้ในปริมาณมากได้ เช่นนั้นพลังฝีมือของสมาชิกรุ่นหนุ่มสาวก็จะรุดหน้าอย่างรวดเร็ว สำหรับความยิ่งใหญ่ของตระกูลใดตระกูลหนึ่งแล้ว นี่คือยากระตุ้นสุดวิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย 

เพื่อมิให้เกิดความยุ่งยากต่อตนเองโดยไม่จำเป็น เซียวเหยียนได้แต่เลือกดำเนินการอย่างลับๆ ล่อๆ

ฝ่ามือลูบคลำขวดหยกขาวในอกเสื้อ เซียวเหยียนเดินออกจากตรอกช้าๆ จากนั้นมุ่งหน้าสู่สำนักประมูลที่อยู่สุดปลายถนน

ภายใต้สายตาระวังภัยของยามรักษาการณ์ที่อาวุธครบมือหลายคน เซียวเหยียนตรงดิ่งเข้าไปโดยมิได้หยุดเท้า

เมื่อเข้าสู่ด้านใน ความรู้สึกร้อนผ่าวหลุดลอกจากเนื้อตัว แทนที่ด้วยความเย็นฉ่ำชื่นใจ ชวนให้รู้สึกแปลกๆ เหมือนข้างในและข้างนอกคือคนละโลกกระนั้น

สายตากวาดมองภายในโถงกว้างที่อร่ามเรืองรอง เซียวเหยียนตรงเข้าไปยังห้องหนึ่งซึ่งอยู่ด้านข้าง เหนือประตูของห้องนั้น ประดับอักขระขนาดใหญ่ที่ส่องประกายสีทองวาววาม ‘ห้องประเมินทรัพย์’

ผลักบานประตูเข้าไป ในห้องค่อนข้างเวิ้งว้าง มีเพียงบุรุษกลางคนท่านหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างอย่างเบื่อหน่าย ยินเสียงเปิดประตู บุรุษกลางคนเงยหน้า แลเห็นเงาคนที่ห่อหุ้มด้วยชุดดำทั้งตัว มุ่นคิ้วนิดๆ ชนิดจับสังเกตมิได้ พลันฉีกยิ้มอย่างมืออาชีพในพริบตา “คุณชาย ท่านจะประเมินทรัพย์ใช่หรือไม่”

“อืม” ใต้เสื้อคลุมสีดำ สุ้มเสียงชราภาพที่แหบแห้งเล็กน้อยดังล่องลอยออกมา ถึงกับเป็นเสียงของเย่าเหล่า

เซียวเหยียนขึ้นหน้าสองก้าว พลางล้วงขวดหยกขาวในอกเสื้อ วางลงเหนือโต๊ะอย่างเบามือ

“นี่คือ…” กะพริบตาอย่างพิศวง บุรุษกลางคนหยิบขวดหยกขาวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง อังปากขวดที่จมูก อึดใจต่อมา สีหน้าแปรเปลี่ยน เงยมองสายตาของเซียวเหยียนอีกครั้ง ในแววตาเพิ่มรอยกริ่งเกรงขึ้นสายหนึ่ง “ท่าน...เป็นนักปรุงโอสถ?”

“อืม” เสียงแก่หง่อม แว่วขึ้นอีกครั้ง

“ขอเรียนถาม ขวดนี้...เป็นโอสถอะไร มีสรรพคุณใด” บุรุษกลางคนเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“น้ำโอสถสร้างฐาน สามารถยกระดับความเร็วของการฝึกปราณแห่งยุทธ์ แต่ใช้ได้แค่ระดับนักยุทธ์ลงมาเท่านั้น จึงจะเกิดผล”

“โอ้? สามารถยกระดับความเร็วของการฝึกปราณแห่งยุทธ์?” สดับวาจา บุรุษกลางคนเริ่มหวั่นไหว 

ปราณแห่งยุทธ์เพียงสามารถฝึกปรือตามลำดับ นี่แทบจะกลายเป็นความรู้ทั่วไปในหมู่ชน หนำซ้ำเส้นลมปราณในกายของผู้ฝึกปรือในระดับชั้นนี้อยู่ในช่วงอ่อนแอที่สุด หากฤทธิ์ยารุนแรงเกินควร อาจทำให้มีจุดจบอย่างน่าอนาถเพราะชีพจรขาดสะบั้นได้

“น้ำโอสถของข้าปราศจากผลข้างเคียง ฤทธิ์ยาก็นุ่มนวลที่สุด ไม่มีทางก่อให้เกิดผลลัพธ์ทำนองนั้น ท่านวางใจได้เต็มที่” คล้ายอ่านความคิดของอีกฝ่ายออก เย่าเหล่าจึงเอ่ยแจกแจงเนิบๆ

สีหน้าแปรเปลี่ยนอีกรอบ บุรุษกลางคนวางขวดหยกขาวกลับลงบนโต๊ะอย่างเบามือ กล่าวอย่างสุภาพ “ใต้เท้า กรุณารอสักครู่ได้หรือไม่ ข้าจำเป็นต้องไปเชิญปรมาจารย์กู่หนีของสำนักประมูลเรามาตรวจสอบน้ำโอสถนี้”

“อืม ช่วยเร็วหน่อย” โบกมือไปมา เซียวเหยียนก็ไม่เกรงใจ ทรุดนั่งบนเก้าอี้ด้านข้าง จากนั้นหลับตาทำสมาธิ

บุรุษกลางคนรีบผงกศีรษะ จากนั้นผลุนผลันออกจากห้องไป

นั่งบนเก้าอี้ เซียวเหยียนรักษาความสงบนิ่ง หามิได้เปิดปากสนทนากับเย่าเหล่า ที่นี่เป็นถิ่นของผู้อื่น ยังคงสำรวมกิริยาวาจาไว้เป็นดี ผู้ใดสามารถรับรองได้ว่าที่นี่มิได้ติดตั้งอุปกรณ์จับตาหรือดักฟัง

รอคอยอยู่กลางห้องสักพักใหญ่ บุรุษกลางคนจึงกลับมา แต่คราวนี้เขาพาผู้สูงวัยชุดเขียวที่ผมขาวประปรายมาด้วยคนหนึ่ง

สายตาของเซียวเหยียนกวาดผ่านผู้สูงวัย ก่อนหยุดลงบริเวณหน้าอกของอีกฝ่าย ตรงนั้นกลับไม่ปรากฏดาวทอง แต่วาดไว้ด้วยสิ่งของจำพวกเตากลั่นโอสถ บนผิวนอกของเตากลั่น ลายคลื่นสีเงินสองริ้ว ประกายแสงอันเลิศหรูส่องสะท้อนวิบวับ

“ใต้เท้า ท่านนี้คือปรมาจารย์กู่หนีของสำนักประมูลเรา ท่านเป็นมหาคุรุสามดาว และเป็นนักปรุงโอสถระดับสอง!” บุรุษกลางคนกล่าวแนะนำ

สดับฐานะของผู้สูงวัยด้านหลัง ปลายคิ้วใต้หมวกคลุมของเซียวเหยียนเลิกขึ้นตามสัญชาตญาณ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอนักปรุงโอสถที่นอกเหนือจากเย่าเหล่า ยามนั้นอดพินิจอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วนมิได้

ผู้สูงวัยใบหน้าแดงเรื่อ ชุดเขียวบนร่างแม้แลดูธรรมดา กลับงำประกายวูบไหว ชัดเจนว่าอาภรณ์สีเขียวชุดนี้ น่าจะเสริมผลึกป้องกันอะไรสักอย่าง 

บนใบหน้าชราภาพที่ธรรมดาสามัญมีแววถือดีที่ยากจะอำพรางเคลือบอยู่ นี่คือสีหน้าที่นักปรุงโอสถท่านหนึ่งพึงมี

ขณะที่เซียวเหยียนพิเคราะห์อีกฝ่าย กู่หนีก็สำรวจฝ่ายแรกอย่างเงียบเชียบเช่นกัน 

นักปรุงโอสถหามิใช่นักยุทธ์ เมื่อใดที่ปรากฏขึ้นคนหนึ่ง ล้วนจะถูกผู้ทรงอิทธิพลต่างๆ แย่งกันซื้อตัว ดังนั้น ขณะที่กู่หนีกำลังพินิจมอง ในใจก็แอบประเมินฐานะของเซียวเหยียนไปพร้อมกัน

บุรุษกลางคนหยิบขวดหยกบนโต๊ะขึ้นมาอย่างเบามือ จากนั้นยื่นส่งให้กู่หนี

รับขวดหยกขาวไว้ กู่หนีสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ นั้น นัยน์ตาหรี่ลง ลูกตาทอประกาย เอียงปากขวดนิดหนึ่ง ของเหลวสีเขียวหยดหนึ่งค่อยๆ กลิ้งออกมาจากข้างใน ก่อนลอยคว้างอยู่เหนืออุ้งมือของกู่หนี

สองตาจับจ้องของเหลวสีเขียวเขม็ง กู่หนีจีบสองนิ้ว เข็มเงินเล็กจิ๋วพลันปรากฏขึ้นตรงกลาง เหนือปลายเข็มมีปราณยุทธ์ไหวระริก เข็มเล็กจิ๋วค่อยๆ จ่อเข้าไปในของเหลวสีเขียว  จากนั้นคนเบาๆ

คล้อยหลังการคนด้วยเข็ม สีหน้ากู่หนีเปลี่ยนจากราบเรียบเป็นเคร่งขรึม อึดใจให้หลัง นำของเหลวสีเขียวเก็บลงขวดหยก ขณะกวาดสายตามองดูเซียวเหยียนอีกครั้ง บนใบหน้าที่หยิ่งทะนงมีแววนับถือเพิ่มขึ้นสายหนึ่ง ก่อนหันไปกล่าวเสียงขรึมกับบุรุษกลางคน “น้ำโอสถนี้จัดเป็นโอสถระดับสอง ที่ใต้เท้าท่านนี้กล่าวไว้ ไม่เท็จ!”

สดับวาจา บุรุษกลางคนผ่อนลมหายใจโล่งอก ยิ้มกล่าวกับเซียวเหยียนอย่างกระตือรือร้น “ใต้เท้า ท่านจะให้จัดประมูลน้ำโอสถนี้ใช่หรือไม่”

“อืม ช่วยจัดเวลาการประมูลที่เร็วที่สุดให้ข้าได้หรือไหม”

“เฮอะๆ นี่ไม่มีปัญหา ใต้เท้านำมันไปยังห้องประมูลหมายเลขหนึ่งได้เลย ที่นั่นกำลังดำเนินการประมูลอยู่พอดี น้ำโอสถของท่าน อีกเดี๋ยวก็ขายออกแล้ว” บุรุษกลางคนยื่นป้ายเหล็กสีดำสนิทมาให้ด้วยรอยยิ้ม

“อืม” รับป้ายเหล็กไว้ เซียวเหยียนก็มิได้ร่ำไร เดินออกจากห้องไปท่ามกลางสายตาจับจ้องของทั้งสองคน

“ปรมาจารย์กู่หนี เขาเป็นนักปรุงโอสถใช่หรือไม่” เห็นเซียวเหยียนลับตา บุรุษกลางคนค่อยกระซิบถาม

“อืม เป็นนักปรุงโอสถท่านหนึ่งจริง ญาณสัมผัสอันแหลมคมนั้น ไม่ผิดแน่” กู่หนีผงกศีรษะ พลันมุ่นคิ้วเป็นปม พึมพำน้ำเสียงพิศวง “แต่เขาเป็นนักปรุงโอสถของผู้มีอิทธิพลฝ่ายใดกัน ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า เมืองอูถ่านมีนักปรุงโอสถที่สามารถหลอมกลั่นโอสถระดับสองออกมาได้นี่นา”

“ต้องสืบประวัติเขาหรือไม่?” บุรุษกลางคนถามเบาๆ

กู่หนีหรี่ตาครุ่นคิด ก่อนสั่นหน้าไปมา “ยังไม่ต้อง นิสัยของนักปรุงโอสถล้วนพิลึกพิลั่น ถ้าสืบจนเขารู้ตัวขึ้นมา เกรงว่าจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีต่อสำนักประมูล การล่วงเกินนักปรุงโอสถลึกลับที่ไม่ทราบระดับชั้นคนหนึ่งโดยไม่มีสาเหตุ กลับมิใช่การกระทำที่ชาญฉลาด”

เหลียวหน้าไปมองบุรุษกลางคนแวบหนึ่ง กู่หนีเอ่ยชืดๆ “ต้องทำเช่นไรให้เขาเกิดความประทับใจต่อพวกเรา เจ้าคงรู้กระมัง?”

“เฮอะๆ ทราบแล้ว”

“จำไว้ มาตรว่าไม่อาจสานไมตรี ก็อย่าได้ล่วงเกินเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น…” ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ค่อนข้างเยียบเย็น กู่หนีพลันพลิ้วร่างจากไป

………………………….

ภายใต้การนำทางของหญิงรับใช้คนหนึ่ง เซียวเหยียนรุดเข้าห้องประมูลที่กำลังดำเนินการประมูลสิ่งของอยู่

เมื่อล่วงเข้าภายใน สภาพโดยรอบที่ตอนแรกสว่างไสวก็มืดมัวลง  เสียงเอะอะอึกทึกดังสนั่นสองหู ทำให้เซียวเหยียนที่รักสงบอดขมวดคิ้วแน่นมิได้

ห้องประมูลโอ่โถงมาก บรรจุคนนับร้อยพันได้ไม่ยากเย็น ตำแหน่งกึ่งกลางของห้องประมูลภายใต้แสงโคม หญิงงามในชุดกระโปรงสีแดงนางหนึ่ง กำลังแจกแจงถึงสรรพคุณของสินค้าในมือต่อผู้คนทั่วห้องด้วยน้ำเสียงหยาดเยิ้ม 

ในสุ้มเสียงหวานหยดของหญิงสาว ราคาสินค้าที่ไม่นับว่าล้ำค่าหายากอันใด กำลังทะยานขึ้นด้วยระดับความเร็วอันร้อนแรง

แลหาตำแหน่งลับตา เซียวเหยียนนั่งลงอย่างเงียบเชียบ สายตากวาดมองหญิงงามที่อยู่กลางโถงนางนั้น ด้วยสายตาอันแหลมคมของเขา ย่อมสามารถมองออกได้ คนโดยส่วนใหญ่ในห้องนี้ล้วนมาที่นี่เพราะนาง

พิธีกรประมูลอันดับหนึ่งของสำนักประมูลหมี่เท่อเอ่อร์...หย่าเฟย โฉมสะคราญที่คนทั้งเมืองอูถ่านไม่มีใครไม่รู้จัก สุขุมเยือกเย็นและพราวเสน่ห์ บุรุษมากมายล้วนศิโรราบอยู่ใต้ชายประโปรงของนาง

เส้นสายตากวาดผ่านสินค้าในมือหย่าเฟยเพียงแวบ เซียวเหยียนก็หมดความสนใจแล้ว เขาไม่มีเงินทองมากพอให้ซื้อสิ่งของผุพังชิ้นหนึ่งกลับไป ต่อให้คนที่เปิดประมูลของชิ้นนี้คือสาวงามคนหนึ่งก็ตาม 

เซียวเหยียนเคลื่อนสายตาจากร่างหญิงสาว ก่อนกลอกมองไปทั่วๆ ห้องประมูล

“เอ๊ะ ท่านพ่อ?” สายตาพลันหยุดกึก เซียวเหยียนแลเห็นบุรุษกลางคนตรงที่นั่งแถวหน้าสุด ยามนั้นอดปั้นหน้าพิลึกมิได้ “หรือท่านพ่อก็สนใจสตรีนางนี้ด้วย?”

ความคิดแผลงๆ เพียงดำรงอยู่วูบหนึ่งก็ถูกโยนทิ้ง เพราะเซียวเหยียนพบว่า สายตาของบิดามิได้หยุดอยู่บนร่างหย่าเฟย แต่สีหน้าเงียบขรึมนั้นคล้ายกำลังเฝ้ารอบางสิ่ง

‘ท่านพ่อมาที่นี่ทำอะไร’ งึมงำในใจ เซียวเหยียนเคลื่อนสายตา กลับค้นพบอย่างตื่นตระหนก อีกสองตระกูลที่ชื่อเสียงตีคู่กันมากับตระกูลเซียว ประมุขตระกูลสองท่านของตระกูลเจียเลี่ยและตระกูลเอ้าปาก็อยู่ที่นี่ด้วย

‘ที่นี่กำลังเปิดประมูลสิ่งของที่ดึงดูดความสนใจของพวกเขา!’ ความคิดหนึ่งวาบขึ้นในใจ ปลายคิ้วกระตุกเบาๆ เซียวเหยียนถูจมูกอย่างใคร่รู้ ที่แท้เป็นสิ่งใดกันถึงกับดึงดูดประมุขของทั้งสามตระกูลมาที่นี่ได้?

ไม่อาจไม่กล่าวว่า หญิงงามที่ชื่อหย่าเฟยนางนี้คือมือดีในการปรุงแต่งบรรยากาศผู้หนึ่ง อาการมุ่นคิ้วผสานรอยยิ้มของนาง ส่งผลให้ราคาในห้องประมูลพุ่งสูงพรวดพราด และทุกครั้งในเวลานี้ นางยังส่งยิ้มอันพราวเสน่ห์ไปยังบริเวณที่เสนอราคาสูงขึ้น ทันใดนั้น ผู้เสนอราคาที่ตอนแรกยังปวดใจไม่หาย พลันเหิมฮึกคึกคักขึ้นมา

บรรยากาศในห้อง ภายใต้การปิดปากหัวเราะเบาๆ ของโฉมสะคราญ อึกทึกขึ้นมาโดยพลัน

“เฮอะๆ ทุกท่าน เมื่อสักครู่สำนักประมูลเพิ่งได้รับสินค้าชิ้นใหม่ ข้าคิดว่า ทุกคนต้องสนใจมากเป็นแน่” ดำเนินการประมูลสินค้าในมือเสร็จ หย่าเฟยพลันกล่าวกลั้วหัวเราะ มือเรียวผ่องโบกวูบ ผู้รับใช้คนหนึ่งรีบประคองถาดหยกใบหนึ่งออกมา เหนือถาดวางอยู่ด้วยขวดหยกสีขาวใบหนึ่ง

“นี่เป็นโอสถระดับสอง” มือเรียวงามหยิบขวดหยกขึ้นมาอย่างทะนุถนอม สำเนียงหวานหยดของหย่าเฟยทำให้ทั่วโถงเงียบลงเล็กน้อย เพียงอึดใจก็ฮือฮาขึ้นอีกครั้ง ในมหาพิภพโต้วชี่ สิ่งที่เป็นที่เทิดทูนสูงสุดของผู้คนก็คือโอสถแต่ละชนิดที่ปรุงขึ้นโดยนักปรุงโอสถ

“สิ่งนี้มีนามว่าน้ำโอสถสร้างฐาน เพียงมีผลกับคนที่ระดับนักยุทธ์ลงมา เมื่อแช่ร่างด้วยโอสถวิเศษนี้ สามารถทำให้คนที่อยู่ในระดับต่ำกว่านักยุทธ์ ยกระดับการฝึกฌานได้เร็วขึ้น เฮอะๆ หากทุกท่านต้องการให้ลูกหลานตนเองกลายเป็นหนุ่มสาวอัจฉริยะ เช่นนั้นจงอย่าปล่อยให้หลุดมือ”

“น้ำโอสถสร้างฐาน? สามารถยกระดับการฝึกปราณแห่งยุทธ์ได้? แม่นางหย่าเฟย คนที่อยู่ในระดับนั้น คล้ายว่าต้านทานการกระตุ้นของฤทธิ์ยาไม่ได้กระมัง?” แม้หย่าเฟยงดงามหยาดเยิ้มก็จริง แต่ในโถงก็ไม่ขาดคนที่เยือกเย็นรอบคอบ หลังความเงียบงันชั่วครู่ จึงมีคนโพล่งถามขึ้น

“เฮอะๆ น้ำโอสถนี้ผ่านการตรวจสอบจากปรมาจารย์กู่หนีของสำนักประมูลเราเรียบร้อยแล้ว จัดเป็นโอสถระดับสอง รับรองไม่มีปัญหาแน่นอน ทุกท่านวางใจได้” หย่าเฟยยิ้มกล่าว

ฟังว่าโอสถนี้เป็นปรมาจารย์กู่หนีตรวจสอบเองกับมือ เสียงอึงอลพลันค่อยลงเป็นอันมาก 

ผู้ใดล้วนทราบ ปรมาจารย์กู่หนีคือนักปรุงโอสถระดับสอง ทั่วทั้งเมืองอูถ่าน ต่อให้ผู้อาวุโสของสามตระกูลใหญ่ประสบพบเจอเขา ก็ยังไม่กล้าเสียมารยาทแม้แต่น้อย

เซียวเหยียนนั่งพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ แลเห็นบรรยากาศอันร้อนแรงภายในโถง อดโล่งใจมิได้ ดูท่าน้ำโอสถสร้างฐานนี้ น่าจะนำมาซึ่งผลกำไรแก่ตนมิใช่น้อย สายตาชำเลืองบิดาตนเองแวบหนึ่ง กลับพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายคล้ายลิงโลดขึ้นมาฉับพลัน

ผงะนิดหนึ่ง คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ ในใจเซียวเหยียนอุ่นวาบอย่างตื้นตัน

“ราคาเริ่มต้นของน้ำโอสถอยู่ที่แปดพันเหรียญทอง เชิญทุกท่านเสนอราคาได้” หย่าเฟยประกาศด้วยรอยยิ้ม สายตากลอกมองโดยรอบ สุดท้ายหยุดลงบนร่างของประมุขตระกูลทั้งสามซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุด นางชัดเจนอย่างยิ่ง สามท่านนี้ต่างหากคือบุคคลสำคัญของการแข่งขัน

“แปดพันห้า!” สิ้นเสียงหย่าเฟย พลันมีคนตะโกนราคาขึ้นมา

“เก้าพัน!” เสียงที่เสนอราคาเพิ่ม ไล่หลังมาติดๆ

ราคาในห้องโถงพุ่งพรวดไม่หยุด เพียงไม่กี่อึดใจก็บรรลุถึงหนึ่งหมื่นสามพัน

บิดาของเซียวเหยียนแม้สีหน้าตื่นเต้น แต่เขากลับมิได้ตะโกนเสนอราคาในทันที ดวงตาปิดปรือ รอคอยเสียงเอะอะอึกทึกของพวกกุ้งฝอยเหล่านั้นยุติลง

การแข่งขันดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง เสียงพลันค่อยลง จังหวะนั้น ผู้สูงวัยท่านหนึ่งซึ่งนั่งแถวเดียวกับเซียวจั้น กลับเปล่งเสียงเรียบๆ “สองหมื่น!”

เพิ่งขาดคำ ทั่วโถงเงียบกริบ คนจำนวนหนึ่งเพ่งมองผู้สูงวัยที่สีหน้าไร้ความรู้สึก ได้แต่นั่งกลับลงไปอย่างห่อเหี่ยว พวกเขาไม่มีกำลังความสามารถไปประชันขันแข่งกับตระกูลเจียเลี่ย

“เฮอะๆ เจียเลี่ยปี้ บุตรชายท่านมิใช่เข้าสู่ระดับนักยุทธ์แล้วหรือ ไฉนยังสนใจน้ำโอสถสร้างฐานนี้อีกเล่า” บุรุษกลางคนผู้หนึ่ง หันมากล่าวแบบหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม

“เอ้าปาพ่า ข้าซื้อเก็บไว้ให้หลานในอนาคตของข้าไม่ได้หรือ” เจียเลี่ยปี้ไม่ลงรอยกับบุรุษกลางคนผู้นี้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อแค่นหัวเราะออกมาอย่างเปิดเผย

‘นั่นก็ต้องรอดูว่าท่านมีวาสนาปานนั้นหรือไม่ ดีไม่ดีบุตรชายท่านอาจถูกสะบั้น...เสียก่อน’ สาปแช่งในใจเสร็จ เอ้าปาพ่าก็ส่งเสียงตะโกน “สองหมื่นสาม!”

“สองหมื่นห้า!” 

เวลาไม่ถึงสิบนาที ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของผู้คนทั้งโถง สองฝ่ายราวกับสุนัขยื้อแย่งอาหารก็มิปาน ถึงกับเสนอราคาอย่างดุเดือดจนพุ่งถึงสามหมื่นหนึ่ง

“สี่หมื่น!” เซียวจั้นที่หลับตามาตลอด พลันส่งเสียง

โถงใหญ่เงียบกริบ สายตาทุกคู่เคลื่อนมาทางเซียวจั้น แม้แต่เอ้าปาพ่าและเจียเลี่ยปี้ก็ตกใจสะดุ้งกับการเสนอราคาที่สูงลิบลิ่วในคำเดียว

“หึๆ ดูท่าประมุขเซียวจะต้องเอาน้ำโอสถสร้างฐานนี้ให้ได้แน่แล้ว” เจียเลี่ยปี้หัวเราะกล่าว

เซียวจั้นชำเลืองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยชืดๆ “ท่านต้องการก็เสนอราคาออกมา ข้ารับรองจะไม่ตามอีกเด็ดขาด”

เจียเลี่ยปี้หนังหน้ากระตุก คล้ายพิเคราะห์คำพูดของเซียวจั้นว่าจริงหรือลวง อึดใจให้หลัง เขาส่ายหน้าไปมา เป้าหมายในการประมูลครั้งนี้ของเขาอยู่ที่ของชิ้นนั้น หามิใช่น้ำโอสถสร้างฐาน เวลานี้ใช้จ่ายเงินทองสุ่มสี่สุ่มห้า ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาดสักนิด

เอ้าปาพ่าที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เห็นเจียเลี่ยปี้ถอยกลับไปจึงพลอยยักไหล่ น้ำโอสถสร้างฐานแม้ดึงดูดใจก็จริง หากมิใช่เป้าหมายของเขาเช่นกัน ดังนั้น ถอย!

“ประมุขเซียวจั้นเสนอราคาสี่หมื่นเหรียญทอง ยังมีผู้ใดให้เพิ่มหรือไม่” ทอดสายตาทั่วโถงที่เงียบงัน หย่าเฟยกล่าวยิ้มๆ

“ในเมื่อไม่มีผู้ใดเสนอราคา เช่นนั้นน้ำโอสถสร้างฐานนี้ก็เป็นของประมุขเซียวจั้นแล้ว!” เห็นไม่มีใครส่งเสียง หย่าเฟยก็มิได้ยืดเยื้อ ค้อนเล็กในมือเคาะบนโต๊ะเบาๆ เป็นอันจบการประมูลสินค้าชิ้นนี้

มุมลับตา เซียวเหยียนไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายกลายเป็นต้มตุ๋นบิดาตนเองเสียได้

“ต่อไปก็คือการประมูลสินค้าชิ้นสุดท้ายในครั้งนี้!” วางขวดหยกลง หย่าเฟยโบกมือวูบหนึ่ง แสงโคมเหนือเวทีพลันสลัวลง นางโค้งกายเล็กน้อย นำถาดเงินออกมาจากกลางเวที กลางถาดเงิน วางเด่นอยู่ด้วยม้วนคัมภีร์เก่าแก่สีเขียวม้วนหนึ่ง

ม้วนคัมภีร์เปล่งประกายสีเขียวจางๆ ภายใต้การขับเน้นของถาดเงิน แลดูลี้ลับอยู่บ้าง

“เคล็ดวิชาชั้นนิลขั้นสูง : เคล็ดวายุหมุน!”