บทที่ 5 ฝึกฌาน

แสงแดดอบอุ่นส่องทะลุผ่านรอยแยกของหน้าต่าง จุดแสงเล็กละเอียดแตะแต้มภายในห้องที่สะอาดเรียบร้อย

กลางห้อง หนุ่มน้อยเปลือยกาย ขัดสมาธิอยู่ในอ่างใหญ่ สองมือสอดผสาน วางอยู่เบื้องหน้าในลักษณะเงื่อนปมอันพิสดาร สองตาปิดแน่น ลมหายใจสม่ำเสมอมีพลัง 

ในอ่างใหญ่ บรรจุเต็มด้วยของเหลวสีเขียวเข้ม ในห้วงกระเพื่อมเล็กน้อย ถึงกับสะท้อนประกายแปลกๆ ออกมา แลดูน่าพิศวง

ทรวงอกหนุ่มน้อยสั่นไหวเบาๆ ห้วงหายใจเข้าออกให้ความรู้สึกเป็นจังหวะหนักแน่น 

ของเหลวสีเขียวเข้มในอ่างใหญ่ค่อยๆ แผ่ซ่านกระแสปราณที่อ่อนจางออกมาตามความยืดยาวของช่วงเวลาแห่งการฝึก 

กระแสปราณค่อยๆ ลอยสูง สุดท้ายหลั่งไหลตามการหายใจของหนุ่มน้อย แทรกซึมเข้าสู่ในกาย

ใบหน้าอ่อนใสของหนุ่มน้อย คล้ายในห้วงฉับพลันนั้น ฉายความนวลผ่องประดุจหยกออกมา

เหมือนสัมผัสได้ถึงปราณแห่งยุทธ์ในกายที่ยิ่งมายิ่งเต็มเปี่ยม บนหน้าหนุ่มน้อยผุดรอยปลื้มปีติจางๆ ขึ้น 

ได้ลิ้มรสของหวาน หนุ่มน้อยกลับมิได้ยุติเพียงนี้ สองตายังปิดสนิท ปลายนิ้วไม่กระดิก ตั้งมั่นสมาธิ รักษาสภาวะเข้าฌานอันประเสริฐสุดไว้ ดูดซับพลังงานอ่อนนุ่มจากของเหลวสีเขียวอย่างกระหายต่อไป

ของเหลวสีเขียวเอิบอาบผิวหนังของหนุ่มน้อย แทรกซึมไปทุกรูขุมขนเข้าสู่กายา หล่อเลี้ยงกระดูก ชะล้างเส้นลมปราณ

ภายใต้การตักตวงไม่หยุดหย่อนของหนุ่มน้อย กระแสปราณที่หนาแน่นขึ้นทุกที ลอยวนออกมาจากในอ่าง สุดท้ายถึงกับปกคลุมร่างเปลือยของหนุ่มน้อยรำไร

กาลเวลา ไหลเอื่อยๆ ไปกับการฝึกหนักชนิดลืมกินลืมนอน แสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่างอ่อนแรงลงเรื่อยๆ อุณหภูมิที่ร้อนระอุก็ค่อยๆ ลดลงเช่นกัน

กลางอ่างไม้ หนุ่มน้อยที่สองตาปิดสนิทดูดซับกระแสปราณระลอกสุดท้ายเข้าสู่ในกาย ขนตาไหวระริก อึดใจให้หลัง ลูกตาดำจัดพลันเบิกขึ้น

ในดวงตาสีดำ ไอขาววูบผ่านเช่นเคย แต่ครั้งนี้กลับมีสีเขียวอ่อนเจือปนเล็กน้อย

ระบายปราณพิษในโพรงอกออกมาทางลมหายใจช้าๆ หนุ่มน้อยกะพริบตาอย่างอิ่มเอิบสดใส จากนั้นลุกพรวดขึ้นมา ปล่อยให้หยาดน้ำที่เย็นจัดร่วงพรูจากเรือนกาย 

เขาบิดขี้เกียจคราหนึ่ง รับรู้ถึงปราณแห่งยุทธ์อันเปี่ยมล้นที่ห่างหายไปสามปี พึมพำอย่างเคลิบเคลิ้ม “ด้วยความรุดหน้าระดับนี้ คิดว่าอีกสองเดือนก็สามารถทะลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่ห้าได้แล้วกระมัง…”

หลังจากครั้งก่อนตระเตรียมสิ่งของอย่างครบครัน เซียวเหยียนหมกตัวอยู่ในห้องตัวเองเป็นเวลากว่าครึ่งเดือน ในครึ่งเดือนเศษนี้ เว้นแต่กินดื่มและขับถ่ายแล้ว แทบไม่เคยใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายเลย 

แม้วันเวลาของการฝึกหนักออกจะแห้งแล้งอยู่บ้าง แต่สำหรับเซียวเหยียนที่ประสบกับการหยามหมิ่นตลอดสามปี สิ่งเหล่านี้กลับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

คำสบประมาทที่ได้รับมาสามปี ทำให้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ พลังฝีมือในมหาพิภพผืนนี้มีความสำคัญปานใด

ชีวิตแม้ทนทุกข์ แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากการฝึกหนัก กลับสร้างความปีติยินดีเต็มหัวใจ

น้ำโอสถที่เย่าเหล่าปรุงขึ้น อานุภาพรุนแรงเหนือความคาดหมายของเซียวเหยียนและกระทั่งตัวเย่าเหล่าเองด้วยซ้ำ 

ตอนแรกเข้าใจว่า ต่อให้หยิบยืมฤทธิ์ยาของน้ำโอสถ เซียวเหยียนอย่างน้อยต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนจึงสามารถบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สี่ได้ แต่คิดไม่ถึง เขากลับทอนเวลาลงกึ่งหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

สำหรับเรื่องนี้ แม้แต่เย่าเหล่ายังอดรู้สึกตกใจมิได้กับผลการฝึกที่เซียวเหยียนสำแดงออกมา แม้กล่าวว่านี่เป็นเส้นทางที่เซียวเหยียนเคยก้าวผ่าน แต่ความเร็วระดับนี้ออกจะเร็วเกินไปจริงๆ

พึงทราบว่า การฝึกปราณยุทธ์ พื้นฐานคือสิ่งที่ฝึกยากที่สุด 

ปราณแห่งยุทธ์สิบระดับเบื้องต้น คนที่ใช้เวลาสิบปีกระทั่งยี่สิบปี มีอยู่มิใช่น้อย แน่นอน เมื่อกลายเป็นนักยุทธ์ที่แท้จริงคนหนึ่ง เช่นนั้นความเร็วในการฝึกจะยิ่งเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ 

ก่อนกลายเป็นนักยุทธ์ เวลาหนึ่งปีอาจเพิ่มปราณแห่งยุทธ์ได้แค่หนึ่งช่วงเท่านั้น ทว่าเมื่อเข้าสู่ระดับนักยุทธ์ ไม่แน่ว่าระยะเวลาหนึ่งปีอาจพุ่งพรวดขึ้นหลายดาวก็เป็นได้

ภายใต้ข้อเปรียบเทียบก่อนและหลังการฝึกที่ไม่สอดคล้องอย่างยิ่ง ผลงานครึ่งเดือนนี้ของเซียวเหยียน นับว่าน่าตระหนกจริง

ปีนออกจากอ่างไม้ทั้งร่างเปลือยเปล่า เซียวเหยียนเหลียวกลับไปมองของเหลวสีเขียวเข้มที่เปลี่ยนเป็นจางลง นี่เป็นเพราะตนดูดพลังงานที่แฝงอยู่ในนั้น ส่ายหน้าอย่างจนใจ งึมงำเบาๆ “ยานี่จะประทังได้อีกหนึ่งเดือนครึ่งจริงหรือ?”

เช็ดคราบน้ำบนตัวจนเกลี้ยง เซียวเหยียนสวมอาภรณ์สะอาดอย่างลวกๆ จากนั้นปีนขึ้นเตียงที่อ่อนนุ่ม ควานหาเหล็กสีดำแผ่นนั้นจากใต้หมอนออกมา 

คราบสนิมบนแผ่นเหล็กได้ถูกเซียวเหยียนล้างออกอย่างหมดจด สะท้อนประกายวาววับทั้งแผ่น ให้รสชาติแห่งความลี้ลับหลายส่วน

ครึ่งเดือนที่ผ่านมา เซียวเหยียนนอกจากมุมานะฝึกฌาน สมาธิที่เหลือทั้งหมดล้วนวางไว้บนทักษะยุทธ์ชั้นนิลขั้นต้นบนแผ่นเหล็กนี้

และภายในครึ่งเดือน ด้วยการชี้แนะของเย่าเหล่า เซียวเหยียนก็ค่อยๆ ยึดกุมเคล็ดลับของวิชาฝ่ามือดูดได้หลายส่วนแล้ว แต่เนื่องจากความเบาบางของปราณแห่งยุทธ์ในกาย จึงยังไม่ประสบผลอย่างเป็นรูปธรรมอันใด นี่ทำให้เซียวเหยียนเศร้าใจอยู่บ้าง

สองฝ่ามือหนีบแผ่นเหล็กไว้ตรงกลาง เซียวเหยียนหลับตาช้าๆ ญาณสัมผัสโลดแล่นไปตามท่อนแขน เข้าสำรวจใจกลางแผ่นเหล็กสีดำอย่างชำนาญเส้นทาง

กลางห้อง สงบลงอีกครั้งตามการหายใจที่เป็นจังหวะสม่ำเสมอของเซียวเหยียน

ฉับพลัน เซียวเหยียนบนเตียงเบิกตากว้าง มือขวางองุ้มเป็นรูปกรงเล็บ ปราณแห่งยุทธ์อ่อนๆ ในกายที่ไหลเวียนตามการควบคุมของจิตสำนึก ทะลวงผ่านเส้นเลือดหลายเส้นและจุดชีพจรที่กำหนดไว้บริเวณฝ่ามือ สุดท้ายส่งพลังดูดแผ่พุ่งออกมา

“ปะทะ…”

จุดที่ฝ่ามือหันเข้าหา แจกันกระเบื้องใบหนึ่งบนโต๊ะ พลันโยกคลอนหลายครา สุดท้ายหล่นลงพื้น ในเสียงดังกังวาน แตกสลายเป็นเศษชิ้นเกลื่อนพื้น

“เฮ่อ ทักษะยุทธ์ชั้นนิลก็จริง แต่ปราณแห่งยุทธ์อ่อนแอเกินไป ไม่อาจสำแดงอานุภาพที่รุนแรงกว่านี้ได้” แลเห็นการแตกหักที่ตัวเองเป็นคนทำ เซียวเหยียนเบะปาก บ่นงึมงำอย่างละเหี่ยใจ “ดูจากผลลัพธ์ที่ได้ คิดจะสร้างพลังดูดที่ฉุดกระชากคนได้ เกรงว่าอย่างน้อยต้องมีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เจ็ด”

“ช่างเถอะ ไปโรงทักษะยุทธ์ของตระกูลดูว่ามีทักษะยุทธ์ขั้นต้นอะไรให้หยิบฉวยได้บ้าง วิชาฝ่ามือดูด ระยะนี้คงยังไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อตอนนี้ฝึกปราณแห่งยุทธ์ได้แล้ว จะฝึกแบบโง่ๆ เหมือนเมื่อก่อนได้อย่างไร” ถอนใจคำหนึ่ง เซียวเหยียนลุกจากเตียง สายตาชำเลืองแหวนดำในมือที่ปราศจากปฏิกิริยา จากนั้นสืบเท้าถึงหน้าประตู ผลักเปิดออกไป

หยีตาเล็กน้อย หลังชินกับแสงแดดที่ค่อนข้างร้อนได้แล้ว เซียวเหยียนค่อยปิดประตูอย่างเบามือ เดินสบายอารมณ์ลัดเลาะไปตามทางเดินโรยกรวด มุ่งหน้าสู่เขตตึกหลังอย่างเอื่อยเฉื่อย

สองฟากทางเดินปลูกต้นหลิวเป็นทิวแถว สีเขียวขจีทำให้สมองสดชื่น

ขณะเลี้ยวผ่านทางเดินเส้นหนึ่ง เสียงหัวร่อต่อกระซิกของสาวรุ่น ดังแว่วมาจากทางเดินเล็กอีกสาย

บรรยากาศเงียบสงบถูกรบกวน เซียวเหยียนมุ่นคิ้ว สายตามองตามต้นเสียง แลเห็นสาวน้อยกลุ่มนั้นเดินหัวเราะเจื้อยแจ้วมาทางนี้ 

ใจกลางวงล้อมของสาวน้อยหน้าตาหมดจดหลายนาง สาวน้อยรูปโฉมพริ้งเพรากำลังเม้มปากยิ้มบางๆ ดวงหน้าเผยเสน่ห์อันหยาดเยิ้ม ส่งให้ประดาสาวน้อยหน้าตาหมดจดด้านข้างรู้สึกต่ำต้อยอยู่บ้าง

สาวน้อยนางนี้ก็คือเซียวเม่ยที่โดดเด่นเป็นอันมากในลานทดสอบเมื่อวันนั้น

สายตาเฉยชาชำเลืองผ่านสาวน้อยคนงามที่เคยร้องเรียกพี่ชายๆ ข้างกายตนไม่ได้หยุดนางนั้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเซียวเหยียนปรากฏรอยเยาะหยันวูบหนึ่ง เขาสลัดศีรษะเบาๆ ถอนสายตากลับมาอย่างไม่อาวรณ์สักนิด

เดินถึงสุดทาง เสียงหัวเราะของเซียวเม่ยพลันค่อยลง นางเห็นหนุ่มน้อยที่อยู่ซ้ายมือไม่ไกลออกไป

แสงสายัณห์สาดทอจากขอบฟ้า ส่องสะท้อนบนร่างหนุ่มน้อยที่ใบหน้าเฉยชา สองมือหนุนรองหลังศีรษะ ชวนให้ผู้มองเคลิบเคลิ้มเป็นพิเศษ

ดวงตาสุกสกาวพราวสวย จับจ้องหนุ่มน้อยที่ยิ่งมายิ่งใกล้ เห็นเส้นโค้งบางๆ บนใบหน้านั้นไม่ทราบเป็นรอยเยาะหรือรอยยิ้ม สติของเซียวเม่ยพลันเลื่อนลอยไม่รู้ตัว

สามปีก่อน มุมปากของหนุ่มน้อยคนนั้น ก็ประดับด้วยเส้นโค้งที่ชวนหลงใหลเช่นนี้เสมอ

แลเห็นหนุ่มน้อยเดินตรงมาช้าๆ พวกเซียวเม่ยหลายคนล้วนชะงักฝีเท้า เสียงสรวลเสเฮฮาค่อยๆ เงียบลง

สาวน้อยหน้าตาหมดจดหลายคนด้านข้างเซียวเม่ย เบิกตาโตจ้องมองหนุ่มน้อยที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นดาวจรัสแสงแห่งตระกูล ความรู้สึกบนใบหน้าบ่งบอกไม่ถูกว่าเสียดายหรืออื่นใด

เซียวเม่ยหยุดยืนกับที่ ในใจสับสนว้าวุ่น ลึกๆ แล้วนางก็อยากพูดคุยกับหนุ่มน้อยที่นางเคยเทิดทูนคนนี้ ทว่าความเป็นจริงกลับบอกนางว่า ช่องว่างระหว่างทั้งสองถ่างกว้างขึ้นทุกที การเอาความคิดและจิตใจวางไว้บนร่างของคนไม่เอาถ่านอีกครั้ง ชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องฉลาด

เรียวคิ้วที่โก่งงามขมวดเบาๆ พลันคลี่ออก เซียวเม่ยรำพึงในใจ ‘ทักสักคำแล้วกัน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นญาติผู้พี่ของเรา’

หาทราบความคิดในใจของเซียวเม่ยไม่ เซียวเหยียนสองมือรองท้ายทอย เดินมาด้วยท่าทีเอ้อระเหย

แลเห็นเซียวเหยียนใกล้ถึง ดวงหน้าเฉิดฉายของเซียวเม่ยกำลังจะคลี่ยิ้ม แต่ท่าทีของหนุ่มน้อยกลับทำให้รอยยิ้มที่ยังไม่สมบูรณ์แข็งค้างบนใบหน้า แลดูน่าขันพิกล

เซียวเหยียนเฉียดผ่านประดาสาวๆ โดยไม่ชำเลืองแล มิได้เผยแววอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย

ริมฝีปากแดงปลั่งเผยอนิดๆ เมื่อมองเงาหลังของหนุ่มน้อย เซียวเม่ยตะลึงลาน ด้วยรูปโฉมของนาง ไหนเลยเคยประสบกับท่าทีเช่นนี้ ความอับอายแกมขุ่นเคืองทะลักขึ้นกลางใจไม่รู้ตัว อดใจไม่อยู่ต้องร้องเรียก “พี่เซียวเหยียน”

ฝีเท้าชะงักนิดหนึ่ง เซียวเหยียนกลับมิได้หมุนตัว น้ำเสียงจืดชืดประหนึ่งเสวนากับคนแปลกหน้า “มีธุระ?”

สุ้มเสียงเฉยชาและเหินห่าง ทำให้เซียวเม่ยผงะ ส่ายหน้าพึมพำ “ไม่…”

เซียวเหยียนเลิกคิ้วเบาๆ คร้านจะใส่ใจ ส่ายหน้าไปมาแล้วก้าวเท้าเดินต่อ

แลเห็นเงาหลังที่หายลับไปกับปลายทางเดิน เซียวเม่ยขยี้เท้าอย่างขัดใจ พลันซอยเท้าไล่ตาม

พ้นหัวเลี้ยว เซียวเหยียนแหงนมองห้องที่กว้างขวางตรงหน้าห้องนั้น ป้ายเหนือห้องเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สีแดงสดอันทรงพลัง ‘โรงทักษะยุทธ์’ 

ได้ยินเสียงอึงอลจากในโรงทักษะยุทธ์ เซียวเหยียนอดแปลกใจมิได้ ที่นี่ปกติไม่ค่อยมีคนมา วันนี้ไฉนคึกคักนัก

ยักไหล่เบาๆ เซียวเหยียนโยนความคิดไว้ทางหนึ่ง สืบเท้าเข้าโรงทักษะยุทธ์ 

เมื่อเข้าสู่ด้านใน เสียงโห่ร้องตะโกนของหนุ่มน้อยสาวน้อยทยอยดังมาเป็นระลอก

โรงทักษะยุทธ์แบ่งเป็นตะวันตกและตะวันออกสองส่วน ฝั่งตะวันออกเป็นสถานที่เก็บรักษาทักษะยุทธ์ประจำตระกูล ส่วนฝั่งตะวันตกเป็นสนามฝึกซ้อมขนาดใหญ่ ยามนี้มีคนไม่น้อยกำลังมุงล้อมรอบสนาม ชมดูคนสองคนประลองฝีมือด้วยความลุ้นระทึก

“ดูจากปราณแห่งยุทธ์ที่พี่เซียวหนิงใช้ออก น่าจะช่วงที่แปดได้แล้วกระมัง”

“เฮอะๆ พี่เซียวหนิงบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่แปดตั้งแต่สองเดือนก่อนแล้ว”

“ถึงเขาจะมีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่แปด แต่พี่ซวินเอ๋อร์กลับมีปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้าแล้ว ดูท่า พี่เซียวหนิงอยากเอาชนะ คงเป็นไปไม่ได้แน่”

“พี่ซวินเอ๋อร์สู้ๆ”

สดับเสียงโห่ร้องที่ดังมาจากกลุ่มคน เซียวเหยียนค่อยชะลอฝีเท้า สายตากวาดมองสนามฝึกซ้อมรอบหนึ่ง สุดท้ายหยุดลงที่ร่างของสาวน้อยคนงามที่สวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนคนนั้นด้วยความสนใจ

‘แม่สาวน้อย วันนี้ไฉนว่างมาดวลฝีมือกับคนอื่นแล้ว’ งึมงำในใจ เซียวเหยียนหยุดลงที่ฝั่งตะวันออกของโถงใหญ่ เอื้อมมือดึงม้วนคัมภีร์สีดำบนชั้นด้านข้าง จากนั้นคลี่ออกช้าๆ ม้วนคัมภีร์ที่กางออกพลันปรากฏอักขระสีทองขนาดใหญ่หลายตัวขึ้นมา

ชั้นทองขั้นต้น : ฝ่ามือบดศิลา

พิงชั้นวางอย่างผ่อนคลาย เซียวเหยียนอ่านวิธีฝึกฝ่ามือบดศิลาไปพลาง สายตาก็คอยชำเลืองการต่อสู้อันดุเดือดบนสังเวียน

โถงใหญ่ที่กว้างขวาง ประหนึ่งถูกตัดแบ่งเป็นสองโลก ฝั่งตะวันตกอึกทึก ฝั่งตะวันออกกลับเงียบสงบ

คู่ต่อสู้ของซวินเอ๋อร์เป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง แต่อายุของเขาน่าจะราวสิบเจ็ดสิบแปดแล้ว บุคลิกหน้าตาดูดี ไม่ต่างจากเจียเลี่ยเอ้าที่เจอวันนั้นมากนัก 

หนุ่มน้อยมีนามว่าเซียวหนิง เป็นหลานชายของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเซียว พรสวรรค์ฝึกยุทธ์ไม่เลว อายุแค่สิบเจ็ดก็บรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่แปดแล้ว ภายในตระกูลจะมีก็แต่ซวินเอ๋อร์ที่สามารถสยบเขาได้

เซียวเหยียนไม่สนิทกับญาติผู้พี่ของตัวเองคนนี้เท่าไร เผอิญเจอหน้าก็ทักทายอย่างห่างเหินแล้วต่างคนต่างไป อาจเป็นเพราะปู่ของอีกฝ่ายกับบิดาเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่กลมกลืน เซียวเหยียนมักรู้สึกว่า ญาติผู้พี่คนนี้คล้ายไม่ชอบหน้าตนนัก แต่อาจเป็นเพราะท่าทีเศร้าซึมของตนในหลายปีก่อน ที่ผ่านมาญาติผู้พี่คนนี้จึงมิได้มาหาเรื่องตน

ยิ้มชืดๆ เซียวเหยียนสลัดความทรงจำในหัวทิ้งไป ตั้งใจวิเคราะห์ฝ่ามือบดศิลาต่อ

บนสนามฝึก ซวินเอ๋อร์ประดุจผีเสื้อสีม่วงอ่อนตัวหนึ่ง อ่อนพลิ้วทว่าฉับไวเมื่อหลบการโจมตีอย่างดุเดือดของเซียวหนิง ดวงหน้างดงามไร้ที่ติยังคงเยือกเย็นโดยตลอด

มือน้อยปัดป้องการจู่โจมระยะประชิดของเซียวหนิงอย่างสบายๆ ซวินเอ๋อร์กวาดสายตารอบโถงใหญ่รอบหนึ่ง อึดใจถัดมาพลันหยุดกึก

แลเห็นหนุ่มน้อยที่ก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอยู่ทางฝั่งตะวันออกของโถงใหญ่ สีหน้าเฉยเมยของซวินเอ๋อร์ผุดยิ้มบางๆ อันอ่อนโยน

ในห้วงที่สาวน้อยคลี่ยิ้มดั่งบุปผาผลิบาน หนุ่มๆ ที่มุงดูโดยรอบต่างอดเคลิ้มไปตามๆ กันมิได้

“น้องซวินเอ๋อร์ ระวัง!” ขณะซวินเอ๋อร์วอกแวก กลางฝูงชนพลันปรากฏเสียงร้อนรนของหนุ่มน้อยดังมา

สัมผัสได้ถึงพลังอันหนักหน่วงพุ่งจู่โจมเบื้องหลัง ซวินเอ๋อร์เลิกคิ้วเบาๆ สายตากลับกวาดไปทางหนุ่มน้อยตรงชั้นหนังสืออีกครั้ง

จังหวะเดียวกัน เซียวเหยียนเงยหน้าพอดี แลเห็นซวินเอ๋อร์ในสนามโดนลอบโจมตี หัวคิ้วขมวดมุ่น สายตาทอแววห่วงใยออกมารำไร

แลเห็นริ้วรอยวิตกบนหว่างคิ้วของเซียวเหยียน ซวินเอ๋อร์กะพริบตากลมโตที่สวยซึ้งอย่างซุกซน จากนั้นเรือนร่างพลันย่ำออกซ้ายก้าวหนึ่ง เพียงก้าวเดียว กลับหลบรอดการจู่โจมของเซียวหนิงได้อย่างประหลาด

ขณะเคลื่อนเท้า มือน้อยที่นวลเนียนประดุจหยกของซวินเอ๋อร์ แผ่พุ่งลำแสงสีทองอ่อนๆ อ้อมผ่านวงล้อมฝ่ามือคู่ของเซียวหนิง สุดท้ายตกลงเหนือทรวงอกเซียวหนิงอย่างแผ่วเบา

ปลายเท้าสะกิดพื้นศิลา ซวินเอ๋อร์หมุนควงรอบหนึ่งอย่างงดงาม สลายพลังที่สะท้อนกลับ สายตาเฉยเมยจ้องมองเซียวหนิงที่ถอยกรูดไปสิบกว่าก้าวกระทั่งพ้นจากสนามฝึก

เห็นซวินเอ๋อร์โค่นเซียวหนิงในหนึ่งฝ่ามือ รอบสนามเงียบกริบ ก่อนตะเบ็งเสียงโห่ร้องชื่นชมดังสนั่น

“เฮอะๆ น้องซวินเอ๋อร์สมเป็นอันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์ในตระกูล ฝีมือแก่กล้าขึ้นทุกวัน” โดนซวินเอ๋อร์กระแทกตกจากเวที เซียวหนิงกลับยังแย้มยิ้มอ่อนโยน เดินขึ้นหน้ามาพลางกล่าวยิ้มๆ

จับจ้องสาวน้อยที่สวยพิสุทธิ์ประดุจบุษบงตรงหน้า แววรักเทิดทูดในดวงตาเซียวหนิงยากจะอำพราง

แม้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่เซียวหนิงกลับทราบ ภายในตระกูล สมาชิกโดยมากล้วนไม่มีสายเลือดใกล้ชิด และเซียวซวินเอ๋อร์กับเขายิ่งไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแม้แต่นิดเดียว

คล้ายไม่รู้สึกถึงแววตาร้อนเร่าของเซียวหนิง ซวินเอ๋อร์ผงกศีรษะอย่างห่างเหินแต่ไม่เสียมารยาท เอ่ยเบาๆ “พี่เซียวหนิงออมมือแล้ว” จบคำ ไม่รอเซียวหนิงตีสนิทต่อ กลับชักเท้าเดินยิ้มไปทางหนุ่มน้อยที่จดจ่ออยู่กับม้วนคัมภีร์ตรงฝั่งตะวันออกของโถงใหญ่คนนั้น

ในฐานะที่เป็นจุดสนใจของคนทั้งโถง อากัปกิริยาของซวินเอ๋อร์ย่อมถูกคนทั้งหมดจ้องมอง สายตาแต่ละคู่แลตามเส้นทางที่ซวินเอ๋อร์ก้าวเดิน ก่อนหยุดลงบนร่างหนุ่มน้อยที่อยู่ข้างชั้นหนังสือ

สำหรับสายตาร้อนแรงเต็มสนามฝึก หนุ่มน้อยไม่รู้สึกตัวสักนิด ยังคงจ่อมจมอยู่ในโลกของตัวเอง

“พี่เซียวเหยียน”

สาวน้อยโผล่มาหยุดยืนเบื้องหน้าเซียวเหยียน มือน้อยที่ขาวผ่องนวลเนียนไพล่ไว้ด้านหลัง โน้มตัวมาข้างหน้านิดหนึ่ง ดวงตากลมโตที่สวยซึ้งเป็นประกาย โค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว นวลแก้มปรากฏลักยิ้มจางๆ น่ารักเป็นที่สุด

ย้ายสายตาจากม้วนคัมภีร์ เซียวเหยียนยิ้มมองสาวน้อยตรงหน้าแวบหนึ่ง พลันกวาดมองทั่วโถง แลเห็นสายตาร้อนแรงแต่ละคู่ อดกล่าวอย่างอ่อนใจมิได้ “แม่สาวน้อย ข้ารู้ว่าเจ้าเสน่ห์แรง แต่ไยต้องผลักข้าออกมาเป็นเกราะกำบังด้วย”

“คิกๆ” เม้มปากหัวเราะร่า ซวินเอ๋อร์นั่งลงข้างเซียวเหยียน บิดขี้เกียจคราหนึ่ง เอื้อมมือหยิบม้วนคัมภีร์บนชั้นวางด้านหลัง 

ซวินเอ๋อร์หยุดสายตาบนร่างเซียวเหยียนอึดใจหนึ่ง “พี่เซียวเหยียนบรรลุปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สี่แล้ว?”

สดับวาจา เซียวเหยียนที่ก้มหน้าอ่านม้วนคัมภีร์เลิกคิ้วนิดหนึ่ง ปราณแห่งยุทธ์ทั้งสิบช่วงจัดเป็นการฝึกเบื้องต้น ด้วยเหตุนี้ปราณยุทธ์จึงยังอ่อนแอและคลุมเครือ ยากที่ผู้คนจะจับสังเกตได้

ดังนั้นหากมิได้ใช้ปราณแห่งยุทธ์ออกมาหรืออยู่เบื้องหน้าศิลาศักดิ์สิทธิ์ทดสอบพลัง โดยปกติจึงยากจะแยกแยะอย่างชัดเจนว่าใครถึงระดับใด แต่เวลานี้ แค่ชำเลืองไม่กี่ที ซวินเอ๋อร์ก็โพล่งความลับของเซียวเหยียนออกมา นี่ทำให้เขาอดรู้สึกแปลกใจมิได้

‘แม่สาวน้อยนี่มีฐานะอะไรกันแน่ ดูจากทักษะยุทธ์ที่นางใช้ต่อสู้กับเซียวหนิงเมื่อครู่นี้ ชัดเจนว่าเป็นทักษะยุทธ์ขั้นสูง และทักษะยุทธ์ลำแสงสีทองประเภทนี้ก็ไม่ใช่ของตระกูลเซียว...’ ความคิดฟุ้งซ่านแวบผ่านในหัว เซียวเหยียนเอียงคอมองสาวน้อยที่ยิ้มระรื่นแวบหนึ่ง ยักไหล่นิดๆ พยักหน้าขึ้นลง “ช่วงที่สี่แล้ว”

เห็นเซียวเหยียนยอมรับ รอยยิ้มบนหน้าซวินเอ๋อร์ยิ่งกดลึก “คิดว่าคงเกี่ยวข้องกับการเก็บตัวฝึกหนักในครึ่งเดือนนี้ของพี่เซียวเหยียนกระมัง?”

“อืม” พยักหน้าเนิบๆ เซียวเหยียนมิได้ปฏิเสธ สายตาย้ายกลับมาที่ม้วนคัมภีร์ พลางถามเรื่อยเปื่อย “วันนี้ไฉนมีเวลาว่างมาประลองกับพวกนั้น”

“รู้สึกเบื่อ” ยักไหล่เลียนแบบเซียวเหยียน ซวินเอ๋อร์งึมงำ เบนสายตามาทางหนุ่มน้อย น้ำเสียงเจือรอยตัดพ้ออยู่บ้าง “ตั้งแต่คราวก่อน พี่เซียวเหยียนไม่ได้มาหาซวินเอ๋อร์ครึ่งเดือนแล้ว หรือกลัวซวินเอ๋อร์จะทวงเงิน?”

เซียวเหยียนสะดุ้ง ปั้นหน้ากระดาก ยิ้มขื่นๆ “ปีหน้าก็ต้องเข้าพิธีโตเต็มวัยแล้ว ข้าจะไม่ฝึกหนักได้อย่างไร” เงยหน้าขึ้น แลเห็นจมูกน่าเอ็นดูของสาวน้อยย่นยู่ เขาได้แต่ยื่นมือตบศีรษะซวินเอ๋อร์เบาๆ อย่างสนิทสนม ปลอบเสียงนุ่มนวล “ต่อไปต้องหาเวลาอยู่เป็นเพื่อนซวินเอ๋อร์แน่”

สดับคำรับรองของเซียวเหยียน ซวินเอ๋อร์ค่อยหายบึ้ง หัวร่อต่อกระซิกที่ริมหูเซียวเหยียนไม่หยุด

แลเห็นทั้งสองพูดคุยกระหนุงกระหนิงจากมุมไกล เซียวหนิงกระตุกมุมปากเบาๆ สีหน้าขุ่นมัว สองมือกำแน่น บีบแล้วคลาย คลายแล้วบีบ 

ด้วยฐานะหลานชายของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเซียว ความรู้สึกทะนงตนของเซียวหนิงเข้มข้นมาตลอด สำหรับสาวน้อยที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครอย่างซวินเอ๋อร์คนนี้ เซียวหนิงยึดถือนางเป็นภรรยาในอนาคตของตนอย่างหมายมั่นปั้นมือ แม้จะเป็นแค่ความปรารถนาของเขาฝ่ายเดียวก็ตาม

ยามนี้แลเห็นภรรยาในอนาคตของตนหัวร่อต่อกระซิกกับบุรุษอื่นอย่างใกล้ชิดสนิทสนม ทำให้ไฟริษยาลุกไหม้ในใจเซียวหนิง และที่สำคัญก็คือ คนที่คลอเคลียชิดใกล้กับซวินเอ๋อร์ ยังเป็นเศษสวะที่ไม่ได้ความที่สุดในตระกูลอีกด้วย

เพลิงโทสะโชนแสงในดวงตาไม่หยุด อึดใจให้หลัง เซียวหนิงค่อยระบายลมหายใจคำหนึ่ง บนใบหน้าประดับรอยยิ้มละมุนอีกครั้ง จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วสืบเท้าไปทางทั้งสองตรงชั้นหนังสือ ภายใต้สายตาฝูงชน

กลางโถงใหญ่ ผู้คนแลเห็นเซียวหนิงเดินไปหาสองคนนั้น ต่างพากันหัวเราะสมน้ำหน้า แน่นอน เสียงหัวเราะนี้มิได้มอบให้เซียวหนิง แต่กำนัลให้เซียวเหยียนที่เหมือนยังงุนงงไม่รู้เรื่องรู้ราว

สายตากวาดผ่านภาพโครงสร้างเส้นลมปราณในร่างกายบนม้วนคัมภีร์ เซียวเหยียนจดจำตำแหน่งชีพจรของฝ่ามือบดศิลาและตำแหน่งทางเดินเส้นลมปราณเอาไว้เงียบๆ

ผ่อนลมหายใจคำหนึ่ง เซียวเหยียนพลันขมวดคิ้ววูบ ญาณสัมผัสอันอ่อนไหว ทำให้เขาตระหนักชัดถึงพฤติการณ์ของทุกคนในโถงใหญ่ รวมทั้งเซียวหนิงที่กำลังเดินตรงมา

‘แม่สาวน้อย เป็นจอมก่อเรื่องคนหนึ่งจริงๆ’ ถอนใจคำหนึ่ง เซียวเหยียนเก็บม้วนคัมภีร์ในมือช้าๆ

“เฮอะๆ น้องเซียวเหยียน มาศึกษาทักษะยุทธ์หรือ? จะให้พี่ชายคนนี้ช่วยหาที่ระดับสูงๆ หรือไม่ ของบางอย่าง น้องชายอาจจะเอื้อมไม่ถึง” ใบหน้ายิ้มเย้ยเมื่อหยุดยืนตรงหน้าเซียวเหยียน เซียวหนิงพูดกลั้วหัวเราะ

เซียวเหยียนม้วนเก็บคัมภีร์ในมือเรียบร้อย นำไปวางบนชั้น ส่ายหน้าเบาๆ ตอบเสียงชืด “ขอบคุณที่เป็นห่วง ตอนนี้ข้ายังไม่ต้องการ”

“อ้อ เฮอะๆ ข้าเกือบลืมไป…ปราณแห่งยุทธ์ของน้องเซียวเหยียนยังแค่ช่วงที่สาม ทักษะยุทธ์ชั้นสูงเกินไปคงยากจะฝึกได้” ฝ่ามือนวดคลึงหน้าผาก เซียวหนิงหัวเราะเหมือนไม่ตั้งใจ แต่รอยแดกดันบนใบหน้ากลับมิได้ซ่อนเร้น

เซียวเหยียนถอนหายใจเบาๆ นี่เป็นเซียวหนิงเสนอหน้าเข้ามาหาเรื่องถูกด่าเอง

มุมปากหยักขึ้นเป็นเส้นโค้งบางๆ เซียวเหยียนเอ่ยเสียงเอือมๆ “ข้ารู้ ที่ท่านพูดมาทั้งหมดก็แค่อยากดึงดูดความสนใจจากซวินเอ๋อร์ แต่ข้าจำต้องบอกว่า ท่านปัญญาอ่อนมาก”

โดนเซียวเหยียนเหน็บแนมอย่างไม่ไว้หน้า เซียวหนิงเก็บงำรอยยิ้มช้าๆ เขาคิดไม่ถึง เซียวเหยียนที่ปกติเงียบขรึมพูดน้อย จู่ๆ ถึงกับกล้าต่อปากต่อคำกับเขาขึ้นมา พลันชักสีหน้า เปล่งเสียงเยียบเย็น “ดูท่าน้องเซียวเหยียนมีอคติกับพี่ชายคนนี้ไม่น้อย ถ้าอย่างไร พวกเรามาดวลกัน จะได้ให้ข้าชมดูด้วยว่าหลายปีนี้น้องชายรุดหน้ามากน้อยแค่ไหน”

“ต้องให้ข้าประลองกับท่านหรือไม่” ซวินเอ๋อร์วางม้วนคัมภีร์ในมือลง เชิดคางน้อยๆ ดวงตาคู่งามทอแสงกร้าว

หางตากระตุก แลเห็นซวินเอ๋อร์ออกหน้าแทนเซียวเหยียน ไฟริษยาในใจเซียวหนิงยิ่งโชติช่วง ถลึงตาดุดันใส่เซียวเหยียนแวบหนึ่ง เอ่ยเยาะๆ “ดีแต่แอบหลังสตรี”

“สามปีก่อนไฉนไม่กล้าพูดกับข้าแบบนี้” เซียวเหยียนเขย่งปลายเท้าเอื้อมหยิบม้วนคัมภีร์ลงมาม้วนหนึ่ง เป่าขี้ฝุ่นบนนั้น พลางเอ่ยถามเรียบๆ

ไม่อาจไม่กล่าวว่า ท่าทางไม่สะทกสะท้านของเซียวเหยียน ตกสู่ครรลองสายตาของผู้ไม่ประสงค์ดี ช่างชวนให้อึดอัดขัดแน่นในอกจริงๆ

เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเสียงดังกรอดๆ แม้ในใจระเบิดโทสะไปแล้ว แต่เซียวหนิงกลับไม่กล้าลงมือต่อเซียวเหยียนโดยตรง ไม่ว่าพรสวรรค์ฝึกยุทธ์ของเซียวเหยียนต่ำต้อยปานใด แต่จะอย่างไรเขาก็เป็นบุตรชายของประมุขตระกูล

สูดหายใจลึก เซียวหนิงเขม้นมองเซียวเหยียน ก้มลงกระซิบริมหูด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “เซียวเหยียน เจ้าไม่ใช่อัจฉริยะเฉกเช่นสามปีก่อน เจ้าในตอนนี้ก็แค่เศษสวะชิ้นหนึ่งเท่านั้น ซวินเอ๋อร์ไม่ใช่คนที่เจ้าคู่ควร ถ้าฉลาดจงอยู่ให้ห่างจากนางโดยไว ไม่อย่างนั้น หึๆ ถึงยามปกติจะลงมือกับเจ้าไม่ได้ แต่ในพิธีโตเต็มวัยหลังจากนี้อีกหนึ่งปี เจ้าจำเป็นต้องรับการท้าดวลจากคนในตระกูลหนึ่งคน หากไม่อยากกลายเป็นคนพิการ ข้าขอเตือน รีบไสหัวไปอยู่ชนบทใช้ชีวิตสงบสุขในบั้นปลายชีวิตโดยเร็วเถอะ”

สดับถ้อยคำขู่ขวัญชุดนี้ มุมปากเซียวเหยียนยกขึ้นเล็กน้อย เอียงคอนิดหนึ่ง ใช้สายตาแปลกๆ ชนิดหนึ่งมองพินิจเซียวหนิง จากนั้นตวัดสายตาคราหนึ่ง หมุนตัวผละไป

เห็นท่าทีของเซียวเหยียน เซียวหนิงยังเข้าใจว่าอีกฝ่ายยินยอมให้ความร่วมมือ แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ ถ้อยคำเรียบๆ ของหนุ่มน้อยกลับทำให้เขาสีหน้าดำทะมึนในบัดดล

“อืม ก็ได้ หนึ่งปีให้หลัง...ข้าจะรอท่านทำให้ข้าเป็นคนพิการ”

ไม่ยี่หระสายตาเคียดแค้นด้านหลัง เซียวเหยียนนำม้วนคัมภีร์ไปลงทะเบียนกับผู้ดูแลโรงทักษะยุทธ์ ค่อยชักชวนซวินเอ๋อร์เดินออกจากโรงทักษะยุทธ์อย่างสบายอารมณ์

“เจ้าบัดซบน้อย คอยดูเถอะ รอเจ้าถูกทางตระกูลจัดสรรไปอยู่ที่อื่นก่อน ข้ายังมีเวลาจัดการเจ้าอีกเหลือเฟือ ไม่มีประมุขตระกูลคอยคุ้มหัว เจ้าก็ไม่ใช่ตัวอะไรทั้งนั้น!” มองดูเงาหลังที่ไกลลับออกไปทุกที เซียวหนิงขุ่นแค้นจนเข่นเขี้ยว พลิกฝ่ามือตบใส่ชั้นวางคัมภีร์ข้างตัว รอยฝ่ามือจางๆ รอยหนึ่งปรากฏขึ้นบนนั้นทันตา

…………………….

ออกจากโรงทักษะยุทธ์ เซียวเหยียนไปเดินเล่นเป็นเพื่อนซวินเอ๋อร์ที่เริงร่าคึกคักทางภูเขาด้านหลังตลอดช่วงบ่าย กระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง ค่อยกลับรังน้อยของตัวเอง

กลับถึงห้อง ปิดประตู เซียวเหยียนหัวไหล่ตกลู่ทันที เอาม้วนคัมภีร์วางบนโต๊ะ ยกถ้วยน้ำชาดื่มรวดเดียวหมด ยิ้มขื่นอย่างนึกแขยง “แม่สาวน้อยคนนี้ เดินเก่งจริงๆ”

“สาวน้อยคนนั้น ดูเหมือนภูมิหลังไม่ธรรมดา” เสียงของเย่าเหล่าพลันดังขึ้นกลางห้อง

ช้อนสายตาอย่างอ่อนแรง แลเห็นเย่าเหล่าปรากฏขึ้นกลางห้องราวภูตพราย เซียวเหยียนเบะปาก ถามน้ำเสียงเฉื่อยเนือย “อาจารย์รู้ภูมิหลังของนาง?”

“คิกๆ เหมือนจะรู้นิดหน่อย…” เย่าเหล่าหรี่ตา หัวเราะเบาๆ เห็นเซียวเหยียนมองมาด้วยสายตาใคร่รู้ กลับหยุดพูดไปเฉยๆ “เจ้าอย่าถามเลย ตอนนี้รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น อย่าถามจะดีกว่า ภูมิหลังของนางค่อนข้างแข็งแกร่ง”

เซียวเหยียนได้แต่ตวัดสายตาขุ่นมัวใส่เย่าเหล่า

“เจ้าไปเอาขยะพวกนี้มาทำอะไร พลังเหลือใช้?” เย่าเหล่ามาที่หน้าโต๊ะ พลิกดูม้วนคัมภีร์ ก่อนถามอย่างงุนงง

“ขยะ?” มุมปากกระตุก เซียวเหยียนพึมพำอย่างอ่อนแรง “นอกจากวิชาฝ่ามือดูด ข้าก็ไม่เป็นทักษะยุทธ์อะไรสักอย่าง ที่ผ่านมาเอาแต่หมกมุ่นฝึกปรือปราณแห่งยุทธ์อย่างหนัก ไม่เคยศึกษาทักษะยุทธ์มาก่อน และในตระกูลก็มีแค่ทักษะยุทธ์ชั้นทองพวกนี้ที่หยิบมาศึกษาได้ ถ้าไม่ฝึกพวกนี้ แล้วปีหน้าในพิธีโตเต็มวัย ข้าจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น”

“เชอะ อยากจะหลอกเอาทักษะยุทธ์จากตัวข้าล่ะไม่ว่า…” ดวงตาชราภาพมองค้อนเซียวเหยียนแวบหนึ่ง เย่าเหล่าผู้ชาญฉลาด เปิดโปงจุดประสงค์แท้จริงของเขาตรงๆ

เซียวเหยียนก็ไม่กระดาก ยักไหล่นิดหนึ่ง มองเย่าเหล่าตาปริบๆ

“ทักษะยุทธ์มีอะไรดี รอเจ้าสำเร็จวิชาปรุงยา ขี้คร้านมีคนแย่งกันส่งทักษะยุทธ์ระดับสูงให้เจ้าถึงบ้าน” เย่าเหล่ากล่าวชืดๆ หาได้อนาทรกับใบหน้างอง้ำของเซียวเหยียนไม่

เห็นท่าทางเป็นทุกข์ของเซียวเหยียน เย่าเหล่าหัวเราะลั่นสองคำ ส่ายศีรษะไปมา ค่อยหยอกล้อว่า “ช่างเถอะ ใครใช้ให้ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์เล่า เพื่อให้เจ้าไม่โดนทุบเป็นคนพิการ ข้าจะสอนเจ้าแล้วกัน”

สดับวาจา เซียวเหยียนคึกคักทันใด เขาอยากรู้มาก อาจารย์ผู้ลึกลับของตนท่านนี้ที่แท้จะเอาทักษะยุทธ์ระดับใดออกมาสอนเขา

“ฝ่ามือดูดแม้เป็นทักษะยุทธ์ชั้นนิล แต่ความจริงกลับไม่ร้ายกาจอันใด เวลานี้พลังฝีมือเจ้ายังไม่แกร่ง เช่นนั้นจะสอนทักษะยุทธ์ชั้นนิลแนวพลังโจมตีชนิดหนึ่งให้เจ้าก่อน ทักษะยุทธ์ชนิดนี้มีข้อแม้ไม่สูง ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่ห้า น่าจะสามารถสำแดงอานุภาพได้บ้างแล้ว” เย่าเหล่ากล่าวยิ้มๆ

“ชั้นนิลขั้นอะไร” ฟังว่าเป็นทักษะยุทธ์ชั้นนิล เซียวเหยียนสองตาเป็นประกาย เลียปากพลางรีบซักไซ้

“ชั้นนิลขั้นสูงกระมัง ข้าจำได้ว่าตอนนั้นมีคนผู้หนึ่งร่ำไห้วิงวอนให้ข้ารับทักษะยุทธ์นี้เอาไว้ แต่ข้าไม่ค่อยสนใจของพวกนี้เท่าไร ถ้าไม่ใช่เพราะถูกตื๊อจนรำคาญ ข้าไม่มีทางรับปากปรุงยาให้เขาแน่” เย่าเหล่าเล่าให้ฟังด้วยท่าทางเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ราวกับกำลังพูดถึงขยะบนพื้นก็มิปาน

“ชั้นนิลขั้นสูง? ร่ำไห้วิงวอนให้ท่านรับไว้?” ข้างขมับมีเส้นสีดำห้อยลงมาหลายเส้น เซียวเหยียนอดสะเทือนใจมิได้ ทักษะยุทธ์ของตระกูลเซียวที่ได้รับการยกย่องว่าสุดยอดก็แค่ชั้นนิลขั้นกลางเท่านั้น แต่เย่าเหล่าแค่พูดโพล่งออกมาก็คือชั้นนิลขั้นสูงแล้ว ความต่างอันเด่นชัดนี้ ชวนให้เซียวเหยียนหัวร่อมิได้ร่ำไห้ไม่ออกจริงๆ

“หลับตาตั้งสมาธิ ข้าจะถ่ายทอดให้” โพล่งสั่ง เย่าเหล่ายื่นนิ้วแตะบนหน้าผากเซียวเหยียนเบาๆ

ศีรษะปวดหนึบ เซียวเหยียนพลันรู้สึกถึงข้อมูลจำนวนมากไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสมอง ข้อมูลที่มาเยือนกะทันหัน ทำให้สมองของเขาโป่งพองขึ้นมาในพริบตา

“แปดสุดยอดพิฆาต : ทักษะยุทธ์ชั้นนิลขั้นสูง ทักษะยุทธ์แนวจู่โจมระยะประชิด สร้างชื่อจากพลังโจมตีที่รุนแรง เมื่อฝึกสำเร็จ การจู่โจมแฝงพลังปราณแปดชั้นซ้อน อานุภาพเทียบเท่าทักษะยุทธ์ชั้นดินขั้นต้น!”

สมองค่อยๆ แจ่มชัด ลิ้มรสข้อมูลอย่างละเอียด อึดใจใหญ่ผ่านไป เซียวเหยียนสูดไอเย็นเบาๆ คำหนึ่ง : พลังโจมตีเทียบเท่าทักษะยุทธ์ชั้นดินขั้นต้น?

ในมหาพิภพโต้วชี่ ไม่ว่าเคล็ดวิชาหรือทักษะยุทธ์ ความแตกต่างระหว่างชั้นดินและชั้นนิล ล้วนประหนึ่งแผ่นฟ้าและผืนดิน ไม่อาจนำมาวิพากษ์เปรียบเทียบ 

แต่บัดนี้ แปดสุดยอดพิฆาต ชั้นนิลขั้นสูง ถึงกับได้ชื่อว่าเหนือกว่าพลังโจมตีของทักษะยุทธ์ชั้นดิน นี่จะไม่ทำให้เซียวเหยียนตื่นตระหนกได้อย่างไร

กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง เซียวเหยียนสองตาเบิ่งค้าง หากสำเร็จทักษะยุทธ์ชนิดนี้ เกรงว่าลำพังแค่ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สี่ของตน ก็สามารถจัดการเซียวหนิงที่หยิ่งผยองให้คลานหาฟันทั่วพื้นได้แล้วกระมัง

“เลิกตะลึงได้แล้ว ถึงข้อแม้ของแปดสุดยอดพิฆาตที่มีต่อปราณแห่งยุทธ์จะไม่สูงนัก แต่ข้อแม้ที่มีต่อร่างกายกลับค่อนข้างสูง นี่เป็นทักษะยุทธ์แบบประชิดตัวชนิดหนึ่ง คนที่แขนขาเรียวเล็กอย่างเจ้า หากฝืนใช้ออกมา เกรงว่าได้หักสะบั้นเสียก่อน เป็นร่างกายของเจ้า หาใช่ของฝ่ายตรงข้ามไม่” ถ้อยคำเรียบๆ ของเย่าเหล่า ไม่ต่างจากน้ำที่เย็นจัดอ่างหนึ่ง ราดรดความลิงโลดของเซียวเหยียนจนแหลกสลาย

“ต้องทำอย่างไรถึงจะเพิ่มความแข็งแกร่งให้ร่างกายได้” หลังความอึ้งงันชั่วขณะ เซียวเหยียนสอบถามอย่างร้อนรน

“ปราณแห่งยุทธ์ก็คือพลังงานที่ดีที่สุดของการหล่อหลอมร่างกาย เมื่อปราณแห่งยุทธ์แก่กล้าขึ้น ร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งตามไปด้วย แน่นอน หากต้องการให้เร็วกว่านั้น จำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นจากภายนอก” เย่าเหล่าหรี่ตาเล็กน้อย ในดวงตาชราภาพคล้ายแฝงเจตนาไม่ซื่อ

“แรงกระตุ้นภายนอกอะไร” แลเห็นเย่าเหล่ากระหยิ่มยิ้มย่อง เซียวเหยียนพลันรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว

“ถูกทุบ! ทุบหนักเท่าไรยิ่งดี!” เย่าเหล่าหัวเราะชั่วร้าย ใบหน้าเซียวเหยียนนิ่งค้าง