บทที่ 4 ตลาด 

แก่นอสูร บนมหาพิภพโต้วชี่มีชื่อเรียกอื่นอีกว่าผลึกอสูรหรือตัวอ่อนของโอสถวิเศษเป็นต้น เห็นชื่อกระจ่างความหมาย นี่คือแก่นผลึกพลังงานชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างสัตว์อสูร ด้านในอัดแน่นด้วยพลังงานฟ้าดินที่เถื่อนระห่ำขั้นสุด สำหรับขุมพลังเถื่อนระห่ำชนิดนี้ ต่อให้ระดับราชันยุทธ์ ก็ไม่กล้าสุ่มเสี่ยงดูดกลืนมันเข้าไปแลกกับการร่างระเบิด

แก่นอสูรแม้ไม่อาจดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยตรง แต่มันกลับเป็นส่วนผสมหลักที่ขาดไม่ได้ในการปรุงยาของนักปรุงโอสถ แก่นอสูรที่ผ่านการหลอมกลั่นด้วยกรรมวิธีลับเฉพาะของนักปรุงโอสถ จะถูกสมุนไพรพิสดารบางอย่างขจัดความเถื่อนระห่ำ เปลี่ยนโฉมเป็นยาวิเศษแต่ละชนิดสำหรับยกระดับพลังฝีมือซึ่งผู้คนนับไม่ถ้วนอยากครอบครองใจจะขาด ราคาค่าตัวจึงพุ่งสูงแบบเฉียบพลัน

ยังมี แก่นอสูรสามารถประกอบเข้ากับศัสตราวุธ อาวุธที่เสริมแก่นอสูรเข้าไป พลังทำลายล้างไม่เพียงสูงขึ้นหนึ่งขั้น หนำซ้ำยังมีสรรพคุณพิเศษช่วยส่งเสริมปราณยุทธ์ให้แข็งแกร่ง จึงได้รับการเทิดทูนจากชนชั้นระดับนักยุทธ์ของมหาพิภพโต้วชี่อย่างกว้างขวาง

แน่นอน นอกจากศัสตราวุธ แก่นอสูรยังสามารถประกอบเข้ากับอุปกรณ์จำพวกเกราะ มอบพลังป้องกันอันแข็งแกร่งแก่ผู้เป็นเจ้าของ ทำให้ในยามเผชิญอันตรายสามารถรับประกันความปลอดภัยในชีวิตเพิ่มขึ้นหลายส่วน

สรรพคุณพิเศษนานัปการเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้แก่นอสูรกลายเป็นวัตถุดิบยอดนิยมซึ่งเป็นที่ต้องการสูงสุดของมหาพิภพโต้วชี่อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่เพียงระดับนักยุทธ์ แม้กระทั่งนักปรุงโอสถที่สูงศักดิ์เหล่านั้น ยังลดตัวลงมาเสาะแสวงแก่นอสูรชั้นสูงกันทั่วปฐพี เพื่อหลอมกลั่นโอสถที่ระดับสูงขึ้นไป

เพราะความล้ำค่าหายากของแก่นอสูร จึงก่อเกิดกลุ่มทหารรับจ้างจำนวนมากที่ยังชีพด้วยการไล่ล่าสัตว์อสูรโดยเฉพาะ ทว่าการได้มาซึ่งแก่นอสูร กลับมิใช่เรื่องง่ายดาย

ประการแรก สัตว์อสูรไม่เพียงมีพลังฝีมือแก่กล้า ทั้งยังเจ้าเล่ห์แสนกล เนื่องเพราะสัญชาตญาณที่ดุร้ายรวมทั้งวิธีการจู่โจมที่เป็นเอกลักษณ์ สัตว์อสูรมักจะเก่งกว่ามนุษย์ที่มีพลังฝีมือระดับชั้นเดียวกันหลายส่วน ดังนั้น คิดไล่ล่าสัตว์อสูรที่ระดับชั้นเดียวกันตามลำพัง หากปราศจากพลังฝีมืออันล้ำเลิศ ย่อมง่ายที่จะคว้าน้ำเหลว

ประการสอง ในร่างสัตว์อสูรใช่ว่าจะมีแก่นอสูรที่เป็นผลึกพลังงานทุกตัว ในบางครั้ง กลุ่มทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่งใช้การบาดเจ็บล้มตายของสมาชิกครึ่งกลุ่มแลกกับการสังหารสัตว์อสูรหนึ่งตัว สุดท้ายแล้วอาจสองมือว่างเปล่าก็เป็นได้ เรื่องทำนองนี้ มิใช่เรื่องแปลกใหม่ในมหาพิภพโต้วชี่ 

เหตุนี้เอง ราคาค่าตัวของแก่นอสูรบนมหาพิภพโต้วชี่ จึงพุ่งสูงโดยตลอด และเป็นที่ต้องการอย่างแพร่หลาย

เซียวเหยียนพาซวินเอ๋อร์เลาะเลี้ยวไปตามถนน สุดท้ายเดินเข้าตลาดขนาดกลางแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ค่อนมาทางทิศใต้ของเมือง ตลาดขนาดกลางประเภทนี้ ในเมืองอูถ่านมีอยู่หลายแห่ง โดยมีสามตระกูลใหญ่แยกกันถือครอง และตลาดที่เซียวเหยียนมาก็คือตลาดที่อยู่ในความควบคุมของตระกูลเซียวเอง

กล่าวว่าควบคุม อันที่จริงมิสู้กล่าวว่ารักษาความสงบเรียบร้อยของตลาดจะเหมาะกว่า และเพื่อเป็นการตอบแทน ผู้ค้าหรือทหารรับจ้างที่ตั้งแผงประกอบการค้าในตลาดจะต้องชำระเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ตระกูลนั้นๆ นี่คือธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อกันมาของมหาพิภพโต้วชี่ และน้อยนักที่จะเห็นผู้ใดก่อความวุ่นวาย

ล่วงเข้าประตูใหญ่ของตลาด บริเวณทางเข้ายังมียามรักษาการณ์ของตระกูลเซียวสองนาย ชัดเจนว่าพวกเขารู้จักพวกเซียวเหยียนเช่นกัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายมาถึงก็ตกตะลึง รีบโค้งกายคำนับ

ผงกศีรษะนิดหนึ่ง เซียวเหยียนตรงดิ่งเข้าไป หยุดยืนข้างประตูใหญ่ มองดูผู้คนด้านในที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย อดจะห่อปากมิได้ มิน่าทางตระกูลจึงดูแลตลาดอย่างเข้มงวด ผลกำไรที่ได้จากฝูงชนคลาคล่ำเช่นนี้ เกรงว่าคงอักโขมิใช่น้อย

“นายน้อยสาม คุณหนูซวินเอ๋อร์ พวกท่านมาตลาดซื้อหาสิ่งใดหรือ”ขณะทั้งคู่กำลังตาลายกับคลื่นมนุษย์ สุ้มเสียงนอบน้อมดังขึ้นเบื้องหลัง

เซียวเหยียนหันไปมอง ชายฉกรรจ์ในชุดเครื่องแบบเหมือนกันเจ็ดแปดคนกำลังยืนอยู่ด้านหลัง และผู้พูดก็คือบุรุษหนุ่มร่างล่ำอายุราวสามสิบท่านหนึ่ง บนหน้าอกประดับไว้ด้วยตรายศอันหนึ่ง บนตรายศวาดเป็นรูปดาวทองหกดวง ชัดเจนว่าเขาคือนักยุทธ์หกดาวคนหนึ่ง

เห็นแววตางุนงงของเซียวเหยียน บุรุษหนุ่มหัวร่อเสียงซื่อ กล่าวเสียงนบนอบ “นายน้อยสาม ข้าชื่อเพ่ยเอิน เป็นหัวหน้ายามรักษาการณ์ที่ท่านประมุขตระกูลแต่งตั้งด้วยตัวเอง มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในตลาดโดยเฉพาะ ฮ่าๆ ปีก่อนนายน้อยฉลองวันเกิด เพ่ยเอินยังไป…”

“อ้อ ที่แท้ก็อาเพ่ยเอินนี่เอง”

เซียวเหยียนกะพริบตาปริบๆ แม้จำท่านอาคนนี้ไม่ค่อยได้ แต่จากถ้อยคำแนะนำตัวของเขาเมื่อครู่ กลับทำให้เซียวเหยียนแย้มยิ้ม ในเมื่อเป็นท่านพ่อแต่งตั้งด้วยตัวเอง ย่อมเท่ากับเป็นผู้ใต้บัญชาสายตรงของเขา ความซื่อสัตย์ไม่น่ามีปัญหาอะไร

ตระกูลเซียวมิใช่ผู้ทรงอิทธิพลใหญ่โตอะไรก็จริง แต่ในตระกูลกลับแบ่งเป็นฝักฝ่าย ถ้าชายฉกรรจ์ตรงหน้าเป็นคนของผู้อาวุโสหลายท่านของฝ่ายอื่น เช่นนั้นเขาก็คร้านจะใส่ใจ แค่รับคำอย่างขอไปทีก็พอ

“อยู่ในบ้านรู้สึกเบื่อ จึงออกมาเดินเล่น อาเพ่ยเอิน ท่านไปทำงานของท่านเถอะ หากมีเรื่องอะไรข้าจะเรียกหาแล้วกัน”สุ้มเสียงไร้เดียงสาของเซียวเหยียนปราศจากความเย่อหยิ่งถือตัวของนายน้อย กลับอ่อนโยนและเกรงใจ ทำให้ผู้ฟังปลอดโปร่ง

คำเรียกขานว่าอา ทำให้รอยยิ้มบนหน้าเพ่ยเอินเข้มขึ้นหลายส่วน เพ่ยเอินเกาศีรษะ ยิ้มพยักหน้ากล่าวว่า “เช่นนั้นนายน้อยสามเชิญเดินเล่นตามสบาย ภายในตลาดมีคนของเรากระจายอยู่ทั่วไปหมด หากเกิดเรื่อง ตะโกนคำหนึ่งก็ใช้ได้”

ผงกศีรษะอย่างมีมารยาท เซียวเหยียนจูงมือซวินเอ๋อร์ฝ่าฝูงชน จากนั้นหายลับไป

“พ่าหลี่ นำกำลังคนสองคนติดตามนายน้อยสาม ตักเตือนพวกนักล้วงในตลาด ใครบังอาจกล้าลงมือกับนายน้อยสามและคุณหนูซวินเอ๋อร์ ต่อไปไม่ต้องมาหากินในนี้อีก”เห็นเงาหลังของหนุ่มน้อยและสาวน้อยลาลับ เพ่ยเอินหันไปตวาดสั่ง แววซื่อๆ บนใบหน้าเปลี่ยนเป็นปราดเปรื่องในพริบตา

“ขอรับ หัวหน้ากอง!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งผงกศีรษะรับคำเสียงเข้ม โบกมือวูบหนึ่ง พาทหารสองนายปะปนเข้าฝูงชน

“เฮอะๆ นายน้อยสามปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความสุภาพเช่นนี้ น่าชื่นใจจริงๆ” เห็นสามคนกลืนหายไปกับธารมนุษย์ เพ่ยเอินหัวเราะกล่าว ก่อนถอนใจรำพึง “หนุ่มน้อยที่ประเสริฐเช่นนี้ น่าเสียดาย เฮ่อ…”

ส่ายหน้าไปมาด้วยความสะท้อนใจ เพ่ยเอินชักนำผู้ใต้บัญชาตระเวนตรวจตราต่อไป

………… 

ตามหลังเซียวเหยียนที่เดินเปะปะตามใจด้วยความเหนื่อยอ่อน ซวินเอ๋อร์ชำเลืองฝูงชนด้านหลังแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มชืดๆ บอกว่า “พี่เซียวเหยียน เพ่ยเอินนั่นนับว่าไม่เลว”

เซียวเหยียนส่งเสียงอืมเบาๆ สายตากวาดผ่านแผงลอยเล็กๆ ด้านข้าง ญาณสัมผัสของเขาค่อนข้างแก่กล้ากว่าคนทั่วไปมาก ดังนั้นย่อมล่วงรู้ชัดเจนว่ามียามรักษาการณ์ติดตามด้านหลัง 

ถอนเก็บสายตา เซียวเหยียนชะลอความเร็ว เดินเคียงไหล่กับสาวน้อยข้างกาย เอียงคอหยอกล้อว่า “ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้า กลับสามารถสัมผัสได้ถึงยามรักษาการณ์สามนายที่ชำนาญการพรางตัว ซวินเอ๋อร์ ไม่ธรรมดาจริงๆ”

ซวินเอ๋อร์เลียนแบบท่าทางของเซียวเหยียน ยักไหล่อย่างน่ารัก หยิบท่าไม้ตายออกมาอีกครั้ง : ยิ้มบาง นิ่งขรึม!

เห็นท่าทางปิดปากไม่พูดจาของสาวน้อย มุมปากเซียวเหยียนผุดยิ้มละมุน ตบศีรษะสาวน้อยเบาๆ ใช้เสียงที่ได้ยินแค่สองคน “แม้ไม่ชัดเจนว่าเจ้ามีศักดิ์ฐานะและภูมิหลังเช่นไรกันแน่ แต่ข้ารู้แค่ว่า เจ้าเป็นน้องสาวของเซียวเหยียน ไม่ว่าภายหน้าเป็นอย่างไร จำไว้ ยืนหลังพี่ ลมพายุ พี่ช่วยเจ้าบัง!” เซียวเหยียนตบเบาๆ อีกที ก่อนซอยเท้าขึ้นหน้าไป

ฝีเท้าชะงักกึก ดวงตากลมโตที่สวยซึ้งเป็นประกายของซวินเอ๋อร์ จ้องมองหนุ่มน้อยที่พูดจบก็ขึ้นหน้าไปอย่างสง่างาม ยืนตะลึงลานกับที่อยู่นาน ซวินเอ๋อร์ค่อยตื่นจากภวังค์ รอยยิ้มละไมค่อยๆ ขยายกว้าง แต่งแต้มดวงหน้าหมดจดให้งดงามจับตา

กลางตลาดที่พลุกพล่านด้วยธารมนุษย์ สาวน้อยยืนหัวเราะเบาๆ กิริยาที่สุภาพอ่อนโยน ประดุจบุษบง ใสพิสุทธิ์ไร้ราคี

“น้องสาวหรือ? ซวินเอ๋อร์กลับจะเป็นเด็กสาวที่โลภมากคนหนึ่ง…” เอียงศีรษะนิดๆ ซวินเอ๋อร์เอ่ยพึมพำ พลันเม้มปากยิ้มบาง สืบเท้าก้าวตามหนุ่มน้อยผู้เริงรื่นด้านหน้า 

ทั้งสองวกไปวนมา ค่อยๆ เข้าสู่ส่วนลึกของตลาด สิ่งของที่ขายในบริเวณนั้นราคาค่อนข้างสูงกว่าด้านนอก ดังนั้น ลูกค้าที่สามารถเข้ามาจับจ่ายถึงส่วนนี้ เรียกได้ว่ามีฐานะในเมืองอูถ่านพอสมควร

ฉวยจังหวะที่เซียวเหยียนก้มหน้าก้มตาเสาะหาผลึกอสูร ซวินเอ๋อร์เดินมาทางแผงขายของเล็กๆ ที่สะอาดสะอ้านแผงหนึ่งอย่างเบื่อหน่าย หยุดยืนอ้อยอิ่ง ยื่นมือนวลเนียนหยิบสร้อยข้อมือสีเขียวอ่อนเส้นหนึ่งขึ้นมา สร้อยข้อมือดูธรรมดา เพียงแต่เพิ่มหินสีเข้าไปเล็กน้อย ให้ความรู้สึกเย็น เหมาะแก่การสวมใส่ในหน้าร้อน แม้วัสดุแลดูพื้นๆ แต่กลับเรียบง่ายดูดีไปอีกแบบ 

คลึงเล่นอยู่สักพัก ซวินเอ๋อร์ตัดสินใจว่าจะซื้อ พลันนึกได้ว่าตนให้เซียวเหยียนยืมเงินไปหมดแล้ว จึงผินหน้าเล็กน้อย นางเห็นหนุ่มน้อยกำลังง่วนอยู่กับเรื่องของตัวเอง ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ เอ่ยขอโทษกับเจ้าของแผงแล้ววางสร้อยข้อมือลง เดินขึ้นหน้าต่อ นางซึ่งอุปนิสัยสุภาพสำรวม ยากนักที่จะเป็นฝ่ายขอให้ผู้ใดซื้อของให้ตน ต่อให้เป็นเซียวเหยียนก็ตาม

ขึ้นหน้าอีกไม่ไกล ซวินเอ๋อร์ที่รู้สึกเบื่อหน่ายกำลังตั้งท่าจะกลับไปหาเซียวเหยียน เสียงหัวเราะก้องกังวานเสียงหนึ่งพลันแว่วมา

“เอ๊ะ นี่ไม่ใช่คุณหนูซวินเอ๋อร์หรอกหรือ เฮอะๆ คิดไม่ถึงว่าจะได้ประสบพบหน้าที่นี่ นับเป็นวาสนาจริงๆ”

ขมวดคิ้วเบาๆ ซวินเอ๋อร์มองตามต้นเสียง เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังตรงมา และผู้ที่ถูกห้อมล้อมประดุจดาวล้อมเดือนคือบุรุษหนุ่มแต่งกายหรูหราคนหนึ่ง

บุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบ หน้าตาจัดว่าหล่อเหลา ทว่าสีหน้ากลับขาวซีด ดวงตาทั้งสองจับจ้องสาวน้อยแรกรุ่นที่หยัดยืนงามระหงอยู่ไม่ไกลคนนั้นเขม็ง ในแววตาเจือรอยเทิดทูนโดยไม่อำพราง

เห็นบุรุษหนุ่มรูปหล่อที่สีหน้าเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี ซวินเอ๋อร์มุ่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวผละไปโดยไม่ไยดีเสียงตะโกนเรียกของเขา

“คุณหนูซวินเอ๋อร์”

เห็นซวินเอ๋อร์หมุนกาย บุรุษหนุ่มรูปหล่อแต่หน้าซีดขาวพลันร้อนใจ รีบเร่งซอยเท้า สุดท้ายแซงขึ้นมาขวางหน้าซวินเอ๋อร์ไว้

ถูกบุรุษหนุ่มขวางทาง ซวินเอ๋อร์ได้แต่หยุดเท้า ดวงตาสวยซึ้งหรี่ลงอย่างระอาใจ มองเขาอย่างชืดชา กลับมิได้เอ่ยคำ

“คุณหนูซวินเอ๋อร์…” ถูกดวงตาสวยซึ้งคู่นั้นของสาวน้อยจับจ้อง บุรุษหนุ่มที่คลุกคลีในหมู่หญิงงามเป็นประจำ คารมคมคายในยามปกติ คล้ายจะสูญเสียบทบาทไปในยามนี้

“นายน้อยเจียเลี่ยเอ้า หากไม่มีธุระ กรุณาหลีกทางด้วย ข้ายังมีธุระ”

เห็นบุรุษหนุ่มหน้าแดงขึ้น ซวินเอ๋อร์เปิดปากในที่สุด เส้นเสียงอ่อนใสของสาวน้อยทำให้ใบหน้าซีดขาวของบุรุษหนุ่มแดงซ่านเหมือนเป็นโรคขึ้นมากะทันหัน

“เฮอะๆ คุณหนูซวินเอ๋อร์ ท่านมาถึงตลาดอยากซื้อหาอะไรหรือ ข้าน้อยว่างอยู่พอดี มิสู้เดินไปด้วยกันเถอะ” สูดหายใจลึก รอยยิ้มบนหน้าเจียเลี่ยเอ้าเบ่งบานและนุ่มนวล รอยยิ้มชนิดนี้ ประกอบเข้ากับฐานะและบุคลิกท่าทีของเขา เคยส่งผลให้เขาได้กอดสาวงามกลับบ้านมาหลายรายแล้ว

“นายน้อยเจียเลี่ยเอ้า ข้าก็บอกแล้ว ข้ามีธุระ! ท่านช่วยหลีกทางได้หรือไม่”ซวินเอ๋อร์เม้มปาก น้ำเสียงราบเรียบปราศจากคลื่นแม้แต่น้อย

โดนซวินเอ๋อร์ปฏิเสธ เจียเลี่ยเอ้ากระตุกมุมปาก แต่รอยยิ้มบนหน้ากลับยังไม่คลาย ยื่นมือล้วงเข้าอกเสื้อ สุดท้ายคลำได้สร้อยข้อมือเส้นหนึ่งออกมา สร้อยข้อมือเป็นสีฟ้าอ่อนแกมทอง ตัวสร้อยทำจากเหล็กครามทอง ตรงรอยประกบของสร้อยมีผลึกอสูรสีเขียวที่ถูกเจียรเป็นทรงกลมเม็ดหนึ่งห้อยอยู่ เปล่งประกายสีเขียวจางๆ จากด้านใน ส่งให้สร้อยยิ่งสวยงามไร้ที่ติ ดูแล้วสร้อยข้อมือกระจุ๋มกระจิ๋มเส้นนี้ราคาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

“เฮอะๆ คุณหนูซวินเอ๋อร์มีธุระ เจียเลี่ยเอ้ายังขวางทางต่อไปกลับจะเป็นการฝืนใจผู้อื่นแล้ว” เจียเลี่ยเอ้าประคองสร้อยข้อมืออย่างระมัดระวัง คลี่ยิ้มประจบ “นี่เป็นสร้อยข้อมือไม้วิเศษที่ตั้งใจซื้อมาจากในตลาดโดยเฉพาะ แม้ไม่นับว่าล้ำค่าอะไร แต่บนนั้นยังตกแต่งด้วยผลึกอสูรระดับหนึ่งธาตุไม้อีกด้วย มีประโยชน์มากสำหรับการฟื้นฟูปราณแห่งยุทธ์ คุณหนูซวินเอ๋อร์ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นนักยุทธ์ สร้อยเส้นนี้สำหรับท่าน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องประดับที่เหมาะสมไม่มีใดเกิน น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ คุณหนูซวินเอ๋อร์อย่าได้ปฏิเสธอีกเลย ไม่อย่างนั้น เจียเลี่ยเอ้าคงได้อับอายต่อหน้าบริวารตัวเองแล้ว…” กล่าวถึงตรงนี้ เจียเลี่ยเอ้ายังจงใจหยอดอารมณ์ขันอย่างระมัดระวัง ส่วนบริวารรอบตัวเขาก็พากันหัวเราะร่าอย่างให้ความร่วมมือเต็มที่

เห็นพฤติการณ์ของเจียเลี่ยเอ้า ซวินเอ๋อร์มุ่นคิ้วอีกรอบ ในใจรู้สึกเอือมระอากับเจ้าหมากฝรั่งก้อนนี้เหลือทน

ขณะจะบอกปัด สายตาพลันหยุดกึกบนผลึกอสูรสีเขียวก้อนนั้น หวนนึกถึงท่าทางเสาะหาผลึกอสูรธาตุไม้อย่างเอาเป็นเอาตายของเซียวเหยียน ขนตางอนยาวของซวินเอ๋อร์ อดกระพือเบาๆ มิได้ ดวงหน้าที่เมินเฉยคล้ายอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย

แลเห็นท่าทางซวินเอ๋อร์คล้ายหวั่นไหวอยู่บ้าง เจียเลี่ยเอ้าลิงโลดในใจ รีบยื่นสร้อยเส้นนั้นออกไป ยิ้มกล่าว “คุณหนูซวินเอ๋อร์ไม่ต้องเกรงใจ ตระกูลเจียเลี่ยกับตระกูลเซียวต่างจัดอยู่ในอันดับสามตระกูลใหญ่เมืองอูถ่าน กำนัลสิ่งของแก่กัน ไม่มีใครกล้าพูดอะไรหรอก”

‘เอาสร้อยข้อมือมาแล้วแกะผลึกอสูรให้พี่เซียวเหยียน ส่วนสร้อยนั่น...ฉวยจังหวะที่เขาเผลอ โยนทิ้งไป’ความคิดแผลงๆ วาบขึ้นในใจ ซวินเอ๋อร์ไม่รวนเรอีก ขณะจะยื่นมือ ฝ่ามือข้างหนึ่งกลับชิงคว้ามือน้อยๆ ของนางไว้

มือถูกคว้า ซวินเอ๋อร์ตะลึงวูบ ปราณแห่งยุทธ์ในกายไหลซู่ กำลังคิดสะบัดข้อมือ เสียงฮึเบาๆ ของหนุ่มน้อยกลับทำให้นางหยุดดิ้นรนแต่โดยดี

เบนสายตานิดหนึ่ง ซวินเอ๋อร์เห็นเซียวเหยียนที่จู่ๆ มาถึงด้านหลังไม่รู้ตัว ช้อนสายตาขึ้น กลับเห็นใบหน้าอ่อนใสนั้นค่อนข้างบึ้งตึง

“เจ้าหมอนี่เป็นคนประเภทไหน หรือเจ้ายังไม่รู้?” ถลึงตาดุใส่ซวินเอ๋อร์ เซียวเหยียนลอบติตัวเองในใจคำหนึ่ง พลันเงยหน้าแย้มยิ้ม “นายน้อยเจียเลี่ยเอ้า ความปรารถนาดีของท่าน ซวินเอ๋อร์รับทราบแล้ว ขออภัย ท่านเอาของกลับคืนไปเถอะ”

บรรยากาศถูกทำลาย แววขุ่นเคืองวูบผ่านดวงตาเจียเลี่ยเอ้า ทว่าต่อหน้าสาวสวย เพื่อรักษาสง่าราศี เขาได้แต่กล่าวอย่างหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม “นายน้อยเซียวเหยียน ข้าแค่เห็นคุณหนูซวินเอ๋อร์มิได้สวมใส่เครื่องประดับสักนิด ดังนั้นอยากแสดงน้ำใจเท่านั้นเอง หรือท่านไม่อยากให้เครื่องประดับเล็กๆ เหล่านี้เสริมแต่งให้คุณหนูซวินเอ๋อร์งดงามยิ่งขึ้น?”

ทอดถอนอย่างเอือมๆ เซียวเหยียนเหล่มองสร้อยข้อมือในมือเจียเลี่ยเอ้าแวบหนึ่ง ก่อนยื่นมือล้วงสร้อยข้อมือสีเขียวอ่อนเส้นหนึ่งจากอกเสื้อออกมา พูดน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ชอบสร้อยข้อมือ? เอ้า ให้เจ้า อยู่ดีๆ อย่าเที่ยวไปรับสิ่งของจากผู้อื่น บอกเจ้าหลายหนแล้ว พวกที่มาเอาอกเอาใจโดยไร้สาเหตุ ไม่ใช่โจรก็คือขโมย เจ้าท่าทางซื่อๆ แบบนี้ ระวังจะถูกหลอกไปขายไม่รู้ตัว”

ได้ยินเซียวเหยียนชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว ความเย็นชาแล่นจับใบหน้าเจียเลี่ยเอ้า แต่เมื่อสายตาเขากวาดผ่านสร้อยในมือเซียวเหยียน ถึงกับตะลึงแทบหลุดหัวเราะ

สร้อยในมือเซียวเหยียน พิจารณาจากคุณภาพวัสดุ ชัดเจนว่าเป็นของแบกะดินที่ราคาไม่น่าเกินห้าเหรียญทอง ส่วนสร้อยข้อมือไม้วิเศษของเขา กลับเป็นเครื่องประดับผลึกอสูรของแท้ ขณะซื้อหาต้องควักจ่ายถึงหนึ่งพันกว่าเหรียญทอง 

สร้อยข้อมือสองเส้น ไม่ว่ารูปแบบ ราคา และคุณค่าล้วนแตกต่างราวฟ้ากับดิน ดังนั้น เจียเลี่ยเอ้าเห็นเซียวเหยียนถึงกับมอบเครื่องประดับที่กระจอกงอกง่อยปานนี้แก่ซวินเอ๋อร์ จึงอดจะเหน็บแนมมิได้ “นายน้อยเซียวเหยียน แม้ทราบแต่แรกว่าสถานะในตระกูลของท่านไม่สูง แต่...แต่ท่านก็ไม่จำเป็นต้องมอบของอัปลักษณ์เช่นนี้ให้คุณหนูซวินเอ๋อร์กระมัง?”

ไม่อนาทรกับเสียงเยาะหยันของเจียเลี่ยเอ้า เซียวเหยียนโบกมือให้สาวน้อยที่มองสร้อยข้อมืออยู่ดีๆ ก็ใจลอยขึ้นมา เอ่ยน้ำเสียงติดฉุน “ตกลงจะเอาไม่เอา ไม่เอาจะโยนทิ้งแล้ว ถึงอย่างไรก็แค่สองสามเหรียญทองเท่านั้น”

“พรืด…” สดับคำพูดของเซียวเหยียน ไม่เพียงเจียเลี่ยเอ้าหลุดขำ แม้กระทั่งบริวารข้างกายทั้งฝูง ก็พลอยหัวเราะครืน

ทว่าเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดำเนินอยู่ได้ไม่นาน พวกเขาก็ราวกับถูกฟันคอขาดฉับพลันกระนั้น เสียงหัวเราะจุกค้างในลำคอ ท่าทางตกตะลึงอ้าปากกว้างของทุกคน เป็นภาพที่น่าขันสิ้นดี

สาวน้อยซึ่งกำลังตกอยู่ในภวังค์ถูกคำพูดของเซียวเหยียนปลุกตื่น สองมือคล้ายโดนครอบงำด้วยจิตใต้สำนึก แย่งเอาสร้อยมาอย่างรวดเร็ว เมื่อสร้อยอยู่ในมือแล้ว ซวินเอ๋อร์ค่อยสำนึกได้ ตนแสดงออกจนเหมือนร้อนรนเกินไป

ดวงหน้าผุดผ่องซ่านด้วยสีแดงระเรื่อ แต่ซวินเอ๋อร์ก็มิใช่ธรรมดา หลังความขวยอายเล็กน้อยก็พันสร้อยเส้นนั้นกับข้อมืออย่างเปิดเผย เงยหน้าเผยรอยยิ้มระรื่นกับเซียวเหยียน “ขอบคุณพี่เซียวเหยียน”

สีหน้าไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเมื่อมองดูซวินเอ๋อร์ที่เผยกิริยาเหมือนสาวน้อยทั่วไปต่อหน้าเซียวเหยียน เจียเลี่ยเอ้าอดจะอิจฉาไม่ได้ หัวเราะแห้งๆ กล่าวว่า “เฮอะๆ ไม่คิดว่าความชื่นชอบของคุณหนูซวินเอ๋อร์จะผิดแปลกจากผู้อื่น เหมือนข้าจะคำนวณผิดไปเล็กน้อย”

เซียวเหยียนชำเลืองเจียเลี่ยเอ้าแวบหนึ่ง สายตาแฉลบผ่านดาวทองหนึ่งดวงบนอกเสื้อ พลันนึกฉงนใจขึ้นมา ‘ปีก่อนที่เจอเจ้าหมอนี่ คุ้นๆ ว่าอยู่ที่ปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่เก้า? ไม่น่าเชื่อปีนี้ถึงกับรวบรวมปราณจักระแห่งยุทธ์สำเร็จแล้ว แต่อายุยี่สิบเอ็ดเพิ่งกลายเป็นนักยุทธ์หนึ่งดาว พรสวรรค์ฝึกยุทธ์คงไม่เท่าไรกระมัง’

เห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะจากไป เซียวเหยียนเบะปาก กลับมิได้เกรงอกเกรงใจเพราะพลังฝีมือของฝ่ายตรงข้าม 

ความสัมพันธ์ของตระกูลเซียวและตระกูลเจียเลี่ยเดิมก็ไม่ลงรอย ดังนั้นเขาไม่มีความจำเป็นต้องแสดงท่าทีอ่อนน้อมอันใด

ถูไถจมูก เซียวเหยียนเอ่ยชืดๆ “นายน้อยเจียเลี่ยเอ้า นิสัยเจ้าสำราญของท่าน ทั่วทั้งเมืองอูถ่านล้วนทราบ แต่ซวินเอ๋อร์ยังเด็ก ไม่ว่างไปมีความรักวัยใสกับท่านหรอก”

“ต่อไปอยู่ให้ห่างจากเขา”เซียวเหยียนไม่สนใจเจียเลี่ยเอ้าที่สีหน้าบูดบึ้ง อาศัยว่าตนเองอาวุโสกว่า หันไปอบรมซวินเอ๋อร์ราวกับผู้มีประสบการณ์สูง

“อ้อ”ซวินเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ พยักหน้าอย่างว่าง่าย สำหรับนางแล้ว เจียเลี่ยเอ้าก็แค่คนแปลกหน้าที่เคยพบเจอไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่เซียวเหยียนกลับเป็นคนสำคัญที่ไม่มีผู้ใดมาแทนที่ได้สำหรับนาง ในเมื่อเขาบอกให้อยู่ห่าง เช่นนั้นก็อยู่ห่างเถอะ

โจทย์ปรนัยลักษณะนี้ สำหรับซวินเอ๋อร์แล้ว ไม่ยุ่งยากสักนิด

เห็นซวินเอ๋อร์ถึงกับยอมผงกศีรษะรับคำ มุมปากเจียเลี่ยเอ้ากระตุกวูบ กำปั้นบีบแน่นจนข้อลั่น แววตาจับจ้องหนุ่มน้อยสีหน้าราบเรียบตรงหน้าอย่างขุ่นแค้น

พวกบริวารด้านหลังเจียเลี่ยเอ้า เห็นเจ้านายตัวเองสีหน้าไม่ชวนแล จึงสืบเท้าขึ้นหน้าก้าวหนึ่งอย่างรู้งาน โอบล้อมพวกเซียวเหยียนไว้ตรงกลาง สายตาที่กวาดมองเจือแววประสงค์ร้าย

ส่วนลึกของตลาด มีฝูงชนจอแจเช่นกัน เห็นเหตุการณ์ทางด้านนี้ ผู้คนต่างเหลียวมองมาอย่างใคร่รู้

เซียวเหยียนกับเจียเลี่ยเอ้าก็พอจะเป็นที่รู้จักในเมืองอูถ่านอยู่บ้าง เซียวเหยียนเป็นเพราะชื่อเสียงด้านความไม่เอาไหน ส่วนเจียเลี่ยเอ้ากลับฉาวโฉ่เพราะความเจ้าชู้ แม้ต่างก็ไม่มีชื่อเสียงอันดี ทว่ายังพอกล้อมแกล้มเรียกได้ว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงสองท่าน

เห็นท่าทีของฝ่ายตรงข้าม เซียวเหยียนคิ้วกระตุก ใบหน้าอ่อนเยาว์ปรากฏแววขบขัน เบือนหน้าเล็กน้อยไปทางมุมหนึ่งของตลาด ผิวปากเบาๆ เสียงหนึ่ง

กิริยาของเซียวเหยียน ทำให้กลุ่มคนของอีกฝ่ายมองหน้ากันอย่างงุนงง ก่อนเห็นกลุ่มยามรักษาการณ์ของตลาด นำขบวนโดยหัวหน้ากองเพ่ยเอิน กำลังกรูกันเข้ามา

เพ่ยเอินนำยามรักษาการณ์กลุ่มใหญ่ตะบึงมาถึงด้วยความว่องไว พอโบกมือ ยามรักษาการณ์ใต้บัญชาพลันตรงเข้าปิดล้อมพวกเจียเลี่ยเอ้าอย่างดุดัน ชั่วเวลาสั้นๆ สถานการณ์ตกอยู่ในความเครียดเขม็ง

“นายน้อยสาม เกิดเรื่องอะไรขึ้น” มาถึงด้านหลังเซียวเหยียน เพ่ยเอินกวาดมองพวกเจียเลี่ยเอ้าฝั่งตรงข้ามก่อน ค่อยยิ้มกล่าวอย่างนอบน้อม

เซียวเหยียนระบายยิ้ม เอียงคอมองเจียเลี่ยเอ้าที่หน้าตาฉุนเฉียว เอ่ยเสียงเอื่อยเฉื่อย “นายน้อยเจียเลี่ยเอ้า ตลาดแห่งนี้คือถิ่นของตระกูลเซียว ท่านคิดจะลงมือตรงนี้?”

สายตาเจียเลี่ยเอ้ามองดูเพ่ยเอินอย่างกริ่งเกรงแวบหนึ่ง จากนั้นหันไปยิ้มเย็นกับเซียวเหยียน “หรือท่านทำได้แค่อาศัยอิทธิพลของตระกูล? หากท่านเป็นบุรุษคนหนึ่ง…”

“ท่านจะพูดกับข้าว่า หากท่านเป็นบุรุษคนหนึ่ง ก็มาประลองกับท่านอย่างยุติธรรมสักตาใช่หรือไม่”เซียวเหยียนพลันโบกมือไปมา หัวเราะตัดบทคำพูดของเจียเลี่ยเอ้า

เจียเลี่ยเอ้าแค่นหัวเราะคำหนึ่ง น้ำเสียงท้าทาย “มิผิด ท่านกล้าหรือไม่?”

เห็นเจียเลี่ยเอ้าปั้นหน้าท้าทาย เซียวเหยียนถอนใจเอือมระอา ยกฝ่ามือลูบหน้าผาก อึดใจให้หลังค่อยเงยหน้า ยักไหล่นิดหนึ่ง ตีหน้าใสซื่อ “นายน้อยเจียเลี่ยเอ้า ข้าใคร่ถามสักนิด ปีนี้ท่านอายุเท่าไรแล้ว”

เจียเลี่ยเอ้ามุมปากกระตุก หน้าหงิกงอไม่พูดจา

“ลูกพี่ ปีนี้ท่านยี่สิบเอ็ดแล้ว ข้าเท่าไร สิบห้า! ท่านถึงกับจะให้ข้าที่ยังไม่ได้เข้าพิธีโตเต็มวัยด้วยซ้ำประลองยุทธ์กับท่าน? ท่านไม่รู้สึกหรือว่า ข้อเสนอของตัวเองทำให้ผู้คนหน้าแดง?” เซียวเหยียนกล่าว สีหน้าอ่อนใจนั้น ทำให้ซวินเอ๋อร์ด้านข้างอดที่จะเม้มปากหัวเราะมิได้

“ฮาๆ…”

สดับวาจาซื่อๆ ชุดนี้ของหนุ่มน้อย ทหารรับจ้างและพ่อค้าที่ตั้งแผงในตลาดจำนวนหนึ่ง พลันลั่นหัวเราะขึ้นมา 

เป็นความจริง ด้วยอายุในตอนนี้ของเซียวเหยียน อย่างมากเพียงนับว่าเป็นเด็กหนุ่มเยาว์วัยที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนเจียเลี่ยเอ้ากลับโตเต็มวัยนานแล้ว การท้าทายลักษณะนี้ ชวนให้ผู้คนอดดูแคลนในใจมิได้

สายตาเยาะหยันโดยรอบ ประหนึ่งน้ำเย็นอ่างหนึ่ง ทำให้เจียเลี่ยเอ้าสติแจ่มใส ความสุขุมลุ่มลึกที่เซียวเหยียนแสดงออกมา มักทำให้ผู้คนมองข้ามอายุของเขาไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น หลังถูกเตือนสติ เจียเลี่ยเอ้าจึงนึกขึ้นได้ หนุ่มน้อยตรงหน้าเพิ่งสิบห้าขวบเท่านั้น

กัดฟันอย่างเคียดแค้น เจียเลี่ยเอ้ามองดูยามรักษาการณ์ตระกูลเซียวด้านหลังเซียวเหยียนที่จับจ้องตาไม่กะพริบกลุ่มนั้น ทราบว่าวันนี้โอกาสลงมือสั่งสอนของตนเองไม่มีแล้ว ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเจ็บใจ กล่าวเสียงเหี้ยมเกรียม “อีกปีเดียว ท่านก็เข้าพิธีโตเต็มวัยแล้วกระมัง? หึๆ ข้าว่าเศษสวะอย่างท่าน พอผ่านพิธีโตเต็มวัยก็คงถูกส่งไปอยู่ตามชนบท อีกหน่อยแม้แต่คุณสมบัติจะเข้าเมืองอูถ่านก็ยังไม่มี ช่างน่าสมเพช”

เซียวเหยียนยิ้มน้อยๆ ยักไหล่ไม่ทุกข์ร้อน

เจียเลี่ยเอ้าหนังตากระตุกวูบ ไม่ทราบเพราะอะไร ขอเพียงมองเห็นใบหน้าสงบเยือกเย็นของหนุ่มน้อยตรงหน้า เป็นต้องโทสะลุกโชน ‘เจ้าเศษสวะ ทำมาเป็นวางท่าถือดี’ สะกดเพลิงในใจลงไป เจียเลี่ยเอ้าแค่นเสียงฮึ โบกมือคราหนึ่ง ชักนำบริวารเบียดฝูงชนจากไป

“อ้อ ใช่แล้ว…” ฝีเท้าหยุดกึก เจียเลี่ยเอ้าคล้ายนึกอะไรขึ้นได้ เหลียวหน้ากลับมาค่อนแคะ “นายน้อยเซียวเหยียน ฟังว่าตระกูลเซียวของท่านถูกน่าหลันเยียนหรานบังคับให้ถอนหมั้นแล้ว? คิกๆ อันที่จริงก็ไม่มีอะไร ด้วยพรสวรรค์ของท่านก็ไม่คู่ควรกับคุณหนูน่าหลันจริงๆ ฮาๆ…” จบถ้อยคำเหล่านี้ เจียเลี่ยเอ้าค่อยลั่นหัวเราะจากไป

เซียวเหยียนมองส่งเจียเลี่ยเอ้าด้วยแววตาขุ่นแค้น ฝ่ามือยื่นออก รั้งซวินเอ๋อร์ด้านข้างไว้ เอ่ยชืดๆ “หมาบ้าตัวหนึ่งเท่านั้น มันกัดเจ้า หรือเจ้ายังจะกัดตอบ?”

“แต่เขา...หยามกันเกินไป หรือจะปล่อยไปง่ายๆ เช่นนี้?” ซวินเอ๋อร์มุ่นคิ้วเรียวงาม กล่าวอย่างขัดใจ

“หึๆ ต้องมีโอกาสแน่” เซียวเหยียนหยีตาหัวเราะ มุมปากเจือรอยเหี้ยมเกรียม ทำให้เพ่ยเอินด้านข้างหนาวเยือกในใจ ราชสีห์ที่กัดคน ไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือ ราชสีห์ตัวนี้รู้จักอดกลั้น

“อาเพ่ยเอิน รบกวนพวกท่านแล้ว” เซียวเหยียนเหลียวหน้ากลับมาเอ่ยขอบคุณพวกเพ่ยเอินด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววขุ่นมัวเมื่อครู่ก่อน แปรเปลี่ยนเป็นความสดใสและเปิดเผยในพริบตา

อัศจรรย์ใจกับระดับการควบคุมอารมณ์ของเซียวเหยียน ในรอยยิ้มของเพ่ยเอิน แฝงความยำเกรงจากใจส่วนลึกเพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน ‘ยังไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ของเซียวเหยียน เฉพาะด้านสติปัญญาส่วนนี้ ความสำเร็จในภายภาคหน้า เกรงว่าคงไม่ต่ำทรามเป็นแน่’

“เฮอะๆ นายน้อยสาม นี่เดิมทีก็เป็นเขตอิทธิพลของตระกูลเซียว ไหนเลยปล่อยให้คนตระกูลเจียเลี่ยมาเหิมเกริมได้” เพ่ยเอินหัวเราะ เห็นท่าทางเหลียวซ้ายแลขวาของเซียวเหยียน หลังกล่าวอำลาก็รีบพาคนล่าถอยไปอย่างรู้งาน

เห็นพวกเพ่ยเอินจากไป เซียวเหยียนค่อยหมุนตัว ฝ่ามือขยุ้มเรือนผมยาวสลวยของซวินเอ๋อร์แรงๆ สุ้มเสียงขุ่นขึ้ง “เด็กโง่ ผลึกอสูรระดับหนึ่งก้อนเดียวก็ทำให้เจ้าหวั่นไหวแล้ว? เจ้าหมอนั่นเป็นคนเช่นไร หรือเจ้ายังไม่ชัดเจน? เจ้ารับสิ่งของจากเขา เจ้าหมอนั่นก็จะลามปามทันที”

ลูบผมที่ยุ่งเหยิงพลางเบะปากน้อยๆ ซวินเอ๋อร์แบมือจนใจ “ของที่ส่งถึงประตูบ้าน ไม่เอาก็เสียของ”

เซียวเหยียนค้อนปะหลับปะเหลือก ไม่รู้จะร้องไห้หรือหัวเราะดี “ของนั่นก็มิใช่มีราคาค่างวดอะไร เจ้าอยากได้ปานนั้นเชียวหรือ อย่าลืมว่าเจ้าเป็นถึงสาวน้อยอัจฉริยะของตระกูลเซียว…”

ซวินเอ๋อร์ย่นจมูกน่าเอ็นดู ชูสร้อยบนข้อมือขึ้น ล้อว่า “ที่แท้พี่เซียวเหยียนก็ใส่ใจซวินเอ๋อร์ตลอดเวลา”

ค้อนซวินเอ๋อร์วงหนึ่ง เซียวเหยียนฉุดมือสาวน้อย มุ่งหน้าไปทางแผงลอยที่อยู่ส่วนลึกของตลาด

เดินเข้าออกอยู่หลายแผง เซียวเหยียนค่อยหยุดลง ก้มตัวพินิจดูผลึกสีเขียวก้อนหนึ่งที่มีรอยเลือดประปรายบนแผงขายแห่งหนึ่ง ผ่อนลมหายใจโล่งอก ยิ้มกล่าว “หาเจอจนได้”

ยื่นมือเคลื่อนผ่านเหนือแผง เซียวเหยียนที่ตั้งท่าคว้าผลึกอสูรขึ้นมา จู่ๆ มือก็นิ่งค้าง ในใจพลันถั่งโถมด้วยความรู้สึกแปลกๆ ชนิดหนึ่ง แลบลิ้นเลียริมฝีปาก เซียวเหยียนยังคงคว้าผลึกอสูรนั้นขึ้นมา จากนั้นสายตาคล้ายกวาดมองเหนือแผงอย่างไม่ตั้งใจ

อึดใจให้หลัง สายตาของเซียวเหยียนหยุดลงบนแผ่นเหล็กสีดำซึ่งอยู่ข้างผลึกอสูรก้อนนั้น

แผ่นเหล็กสีดำเก่าคร่ำมาก ด้านบนมีสนิมเขรอะ และยังมีคราบโคลนที่ล้างไม่เกลี้ยงติดอยู่ มองแล้วเหมือนวัตถุที่เพิ่งขุดขึ้นมาจากใต้ดินไม่นาน

‘คิกๆ เหยียนน้อย ซื้อเหล็กดำแผ่นนั้นไว้ ของดีทีเดียว!’

ขณะเซียวเหยียนกำลังแปลกใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเอง เสียงของเย่าเหล่าก้องขึ้นในใจ

เซียวเหยียนกะพริบตาเบาๆ ผงกศีรษะโดยไม่เป็นที่สังเกต

กลับมิได้รีบหยิบเหล็กสีดำแผ่นนั้นขึ้นมาในทันที เซียวเหยียนเดาะผลึกอสูรสีเขียวในมือ ยิ้มกับทหารรับจ้างชายที่ท่าทางหลุกหลิกด้านหลังแผงคนนั้น “นี่เป็นผลึกของสัตว์อสูรชนิดไหน”

“คิกๆ นายน้อยตาแหลมจริงๆ นี่เป็นผลึกอสูรของจิ้งจอกกลืนไม้สัตว์อสูรระดับหนึ่ง ในบรรดาผลึกอสูรระดับหนึ่ง นี่ถือเป็นของชั้นดี เพื่อให้ได้ผลึกอสูรก้อนนี้มา พวกเรากลุ่มทหารรับจ้างเขี้ยวคมต้องใช้เวลาเฝ้าอยู่สามวัน ฆ่าจิ้งจอกกลืนไม้ถึงห้าตัว ถึงจะได้ผลึกก้อนนี้มา” เห็นเซียวเหยียนแต่งกายไม่ธรรมดา ทหารรับจ้างชายคนนั้นรีบแนะนำอย่างขมีขมัน

“ถ้านายน้อยชอบ เอาแค่ห้าร้อยเหรียญทองก็พอ คิกๆ เพื่อล่าจิ้งจอกกลืนไม้ พวกเราพี่น้องหลายคนรับบาดเจ็บไม่เบา…”

เซียวเหยียนใช้นิ้วมือเช็ดรอยแดงๆ บนผลึก ปรากฏว่าเลือดยังไม่แข็งตัวจริงๆ ผงกศีรษะนิดหนึ่ง ชำเลืองดาวทองสองดวงบนหน้าอกของอีกฝ่าย เอ่ยเปรยๆ “แพงไป โดยปกติราคาผลึกอสูรระดับหนึ่งอยู่ที่สี่ร้อยถึงสี่ร้อยห้าสิบ หนำซ้ำจิ้งจอกกลืนไม้แม้เป็นสัตว์อสูรเช่นกัน แต่พลังโจมตีกลับไม่สูง สมาชิกในกลุ่มของท่านคงไม่ใช่แม้แต่ระดับนักยุทธ์ก็ยังไม่บรรลุกระมัง?”

มุมปากกระตุก ทหารรับจ้างชายหัวเราะแหะๆ คิดไม่ถึงหนุ่มน้อยตรงหน้าถึงกับรู้ราคาตลาดและสัตว์อสูรปานนี้ ยามนั้นได้แต่หัวเราะเขิน “สี่ร้อยเจ็ดสิบแล้วกัน น้อยกว่านี้ไม่ได้แล้ว อย่างไรพวกเราพี่น้องก็ต้องกินต้องใช้ จริงไหม”

“เฮ่อ…”ถอนใจคำหนึ่ง เซียวเหยียนก้มลงไปหยิบของบนแผงสะเปะสะปะ พอดีแผ่นเหล็กประหลาดก็อยู่ในนั้น ชูของในมือขึ้นมา “สี่ร้อยเจ็ดสิบ รวมอันนี้ด้วย”

สายตาเจ้าเล่ห์เคลื่อนผ่านวัตถุในมือเซียวเหยียน ทหารรับจ้างชายลอบผ่อนลมหายใจ โชคดีที่เป็นของราคาถูก

“ตกลง!”

โยนถุงเหรียญเล็กๆ ออกไปอย่างฉับไว เซียวเหยียนไม่พูดพล่าม หยิบของได้ก็หมุนตัวผละไป

‘คิกๆ เหยียนน้อย ไม่เลวนี่ ซื้อของยังระมัดระวังปานนี้’พริบตาที่หมุนตัว เย่าเหล่าหัวเราะกระเซ้าจากในใจ

‘เจ้าพวกนี้ล้วนเป็นพ่อค้าหน้าเลือด ขอเพียงเห็นท่านทำท่าชื่นชอบสิ่งของใดเข้า เป็นต้องโก่งราคาทันที ข้าไม่ขอเป็นเหยื่อ…”ตอบเรียบๆ ในใจ เซียวเหยียนไม่ใส่ใจตาเฒ่าประหลาดในแหวนอีก เป็นเพื่อนซวินเอ๋อร์เดินเที่ยวในตลาดอย่างสบายอารมณ์ จากนั้นค่อยกลับบ้าน

หลังแยกกับซวินเอ๋อร์ในบ้าน เซียวเหยียนแทบทนรอไม่ไหวรีบบึ่งกลับห้องตัวเอง จากนั้นปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา หันกลับมา เห็นเย่าเหล่าออกมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ 

เซียวเหยียนล้วงผลึกอสูรและสมุนไพรที่ซื้อมาทั้งหมดจากอกเสื้อออกมา ซักถามด้วยท่าทีร้อนรน “ของครบแล้ว ยังต้องทำอย่างไร”

เย่าเหล่าหัวเราะคิกๆ สายตากวาดมองวัตถุดิบบนโต๊ะ พลันเอ่ย “เจ้าไม่ดูแผ่นเหล็กดำนั่นหรือ”

“เอ๊ะ?” เซียวเหยียนงุนงง รีบล้วงแผ่นเหล็กดำออกมา พินิจอย่างละเอียดรอบหนึ่ง มุ่นคิ้วถาม “ของนี่ใช้ทำอะไร”

เย่าเหล่าเอื้อมมือคว้า ยิ้มกล่าว “ในนี้คล้ายซ่อนทักษะยุทธ์แขนงหนึ่ง แต่คนที่สร้างแผ่นเหล็กอาจจะเป็นนักปรุงโอสถคนหนึ่ง ดังนั้น เหล็กแผ่นนี้มีเพียงคนที่ญาณสัมผัสเหนือมนุษย์เท่านั้นจึงสามารถรับรู้ได้”

“ทักษะยุทธ์?” พอฟัง เซียวเหยียนสองตาเป็นประกาย รีบซักต่อ “ระดับใด”

บนมหาพิภพโต้วชี่ ผู้คนให้ความสำคัญต่อทักษะยุทธ์ไม่น้อยไปกว่าเคล็ดวิชา ทักษะยุทธ์ที่ลึกล้ำแขนงหนึ่ง สามารถทำให้คนสำแดงพลังปราณอันแข็งแกร่งเหนือกว่าที่ตัวเองมีอยู่ในขณะต่อสู้ออกมาได้ 

ทักษะยุทธ์เหมือนกับเคล็ดวิชา แบ่งออกเป็นสี่ชั้นคือฟ้า ดิน นิลและทองเช่นกัน ทักษะยุทธ์ที่แพร่หลายในหมู่ชนทั่วไป อย่างมากก็แค่ชั้นทองโดยประมาณ ทักษะยุทธ์ที่ระดับสูงขึ้นไป จำต้องไปที่สถานศึกษาหรือค่ายสำนักต่างๆ จึงจะมีทางได้มา

แน่นอน มหาพิภพโต้วชี่กว้างใหญ่ไพศาล อย่างไรต้องมีทักษะยุทธ์ของคนรุ่นก่อนหลงเหลืออยู่บ้าง เพราะสาเหตุนานาประการทำให้หายสาบสูญ สุดท้ายถูกผู้โชคดีบางคนเก็บได้ และตอนนี้แผ่นเหล็กดำที่เซียวเหยียนได้มา อาจบางทีก็คือสิ่งที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้

เย่าเหล่าพลิกดูแผ่นเหล็ก อึดใจให้หลังค่อยยิ้มกล่าว “ฝ่ามือดูด : ชั้นนิลขั้นต้น!”

“ชั้นนิลขั้นต้น?” สีหน้าตื่นเต้น เซียวเหยียนคิดไม่ถึงสินค้าผุพังที่ซื้อมาส่งเดช ถึงกับซุกซ่อนไว้ด้วยทักษะยุทธ์ชั้นนิล 

พึงทราบว่า ในตระกูลเซียว ทักษะยุทธ์ที่ลึกล้ำที่สุด ก็แค่ชั้นนิลขั้นกลาง ทั้งยังมีเพียงประมุขตระกูลและผู้อาวุโสไม่กี่ท่านเท่านั้นจึงมีคุณสมบัติฝึกปรือ

“ฝ่ามือดูด ฝึกถึงขั้นสูงสุด สามารถดูดหินยักษ์พันจิน (หนึ่งจินเท่ากับครึ่งกิโล) หากประสบคู่อริ พลังดูดรุนแรง สามารถกระชากน้ำเลือดออกจากร่างคนได้”

“กระชากน้ำเลือดออกจากร่าง?”เซียวเหยียนตะลึง กลืนน้ำลายคำหนึ่ง“นี่...สุดยอดจริงๆ ถ้าน้ำเลือดออกจากร่าง ใครยังมีชีวิตอยู่ได้”

“แน่นอนว่าเจ้าสิ่งนี้ต่อกรได้เฉพาะคู่ต่อสู้ที่ระดับชั้นต่ำกว่าหรือเท่ากับเจ้าเท่านั้น หากเจอคนที่แกร่งกว่า ผู้อื่นหยิบยืมพลังประชิดถึงตัว คนที่ซวยก็คือเจ้า!”เย่าเหล่าโยนแผ่นเหล็กมาให้แบบส่งๆ พลางกล่าวเสียงชืด ดูท่าเขาไม่ค่อยให้ราคากับทักษะยุทธ์นี้เท่าไร

เย่าเหล่าคือผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมมีสายตากว้างไกล แต่ในสายตาเซียวเหยียน ทักษะยุทธ์เช่นนี้นับว่าสุดยอดแล้ว จึงเก็บแผ่นเหล็กสีดำขึ้นมาด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น“จะอย่างไรวิชาฝ่ามือดูดนี้ก็ยังดีกว่าทักษะยุทธ์ทั่วไปของในตระกูลมากนัก ต่อไปข้าจะฝึกมัน…”

“อาศัยปราณแห่งยุทธ์ช่วงที่สามของเจ้า ดูดกิ่งไม้ขึ้นมาได้กิ่งหนึ่งก็นับว่าเก่งแล้ว ยังคิดจะดูดเลือดคน?”ส่ายหน้าไปมา เย่าเหล่าแสยะปากกล่าว

ค้อนควัก เซียวเหยียนคร้านจะใส่ใจตาเฒ่าประหลาดคนนี้ กอดแผ่นเหล็กกระหยิ่มยิ้มย่อง

“ดูทำท่าเข้า แค่ทักษะยุทธ์ชั้นนิลขั้นต้นก็ทำเจ้าหลงใหลได้ปลื้มปานนี้ ขายหน้าจริงๆ” ส่ายศีรษะอ่อนใจ เย่าเหล่าหยิบผลึกอสูรบนโต๊ะ สั่งเซียวเหยียนว่า “ไปเอาน้ำมาหนึ่งอ่างใหญ่”

เห็นเย่าเหล่าคล้ายจะลงมือทำงานแล้ว เซียวเหยียนรีบเก็บแผ่นเหล็กสีดำนั้นอย่างดี แล้วเดินส่ายอาดๆ ออกไปตระเตรียม

……………

กลางห้องที่เงียบสงบ มือซ้ายของเย่าเหล่าถือหญ้าจื่อเย่หลัน ดวงตาหรี่ลงนิดหนึ่ง อึดใจให้หลัง ผ่อนลมหายใจเบาๆ พลันเปลวไฟสีขาวปะทุขึ้นบนฝ่ามือ

เปลวไฟเพิ่งปรากฏ อุณหภูมิกลางห้องก็พุ่งสูงตาม

จ้องเปลวไฟสีขาวกลุ่มนั้นตาไม่กะพริบ เซียวเหยียนตื่นตระหนกในใจ แม้กระจ่างชัดถึงกระบวนการหลอมกลั่นยาของนักปรุงโอสถ แต่การปล่อยพลังปราณออกสู่ภายนอกแปรเป็นสสาร ต่อให้บิดาเขาก็ไม่มีทางทำได้!

เย่าเหล่าสีหน้าราบเรียบ เปลวไฟสีขาวในมือลุกวาบเล็กน้อยขณะกลืนกินหญ้าจื่อเย่หลันต้นนั้นไว้ภายใน...เปลวไฟกำลังคุโชน หญ้าจื่อเย่หลันคล้ายโดนเผาเป็นของเหลวสีเขียวกองหนึ่งในพริบตา 

เย่าเหล่าหยิบหญ้าจื่อเย่หลันอีกต้นโยนใส่เปลวไฟสีขาว 

เมื่อใส่หญ้าจื่อเย่หลันครบทั้งสามต้น ของเหลวสีเขียวกองนั้นใหญ่ขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ของเหลวสีเขียวขยุกขยิกอยู่ในเปลวไฟไม่หยุด อุณหภูมิที่ร้อนระอุหลอมไหม้สารปลอมปนที่อยู่ในนั้นตลอดเวลา ของเหลวสีเขียวยิ่งมายิ่งหดลงตามการเผาไหม้ของเปลวไฟ ไม่ถึงครู่ก็เหลือขนาดแค่นิ้วหัวแม่มือ

ต่อมา เย่าเหล่านำดอกล้างกระดูกสองต้นหย่อนลงเปลวไฟ หลังเผาไหม้พวกมันเสร็จก็ผสมลงในของเหลวสีเขียว 

ถัดจากนั้นก็คือหลอมกลั่นผลึกอสูร

สามขั้นตอน ดำเนินอยู่หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ แต่สีหน้าของเย่าเหล่ายังคงคึกคักแจ่มใส ปราศจากอาการอ่อนล้าแม้แต่น้อย

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ผลึกอสูรที่แข็งมากได้ถูกหลอมละลายเป็นของเหลวสีเขียวอ่อนกองหนึ่ง พลังเถื่อนระห่ำที่เจืออยู่ในผลึกอสูรก็ถูกการผสมผานฤทธิ์ยาอันพิสดารของเย่าเหล่า ชำระล้างออกไป

กลางฝ่ามือ เปลวไฟสีขาวค่อยๆ มอดลง และหายวับในที่สุด

เห็นบริเวณกลางฝ่ามือเย่าเหล่าลอยคว้างอยู่ด้วยของเหลวสีสันประดุจหยกเขียวหยดหนึ่ง เซียวเหยียนถูมือไปมา ญาณสัมผัสที่เหนือมนุษย์ ทำให้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าของเหลวหยดนี้มีพลังงานอัดแน่นอยู่มากน้อยเท่าใด

“อาจารย์ กลืนมันลงไปเลยใช่ไหม” เซียวเหยียนกะพริบตา ท่าทางอดใจรอไม่ไหว

“อยากตายก็กลืนลงไปสิ อาศัยเส้นลมปราณในตัวเจ้า ได้กลายเป็นเศษสวะของจริงทันทีเลย”ค้อนเซียวเหยียนวงหนึ่ง เย่าเหล่างอนิ้วดีดเบาๆ หยดน้ำสีเขียวหยกร่วงสู่อ่างน้ำที่ตั้งอยู่กลางห้องใบนั้น ฉับพลัน น้ำที่ใสสะอาดกลายเป็นสีเขียวเข้ม

“ต่อไปก็ฝึกฌานในนี้ ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ภายในหนึ่งปีบรรลุช่วงที่เจ็ด ไม่ใช่เรื่องยากอะไร” เย่าเหล่าตบมือไปมา กล่าวยิ้มๆ

เซียวเหยียนตื่นเต้นดีใจ รีบผงกศีรษะ

“อ้อ เกือบลืมไป น้ำโอสถชนิดนี้มีฤทธิ์อยู่ได้แค่สองเดือน หมายความว่า ทุกสองเดือนเจ้าจะต้องไปซื้อวัตถุดิบเหมือนอย่างวันนี้ครั้งหนึ่ง”

ใบหน้าแข็งค้าง เซียวเหยียนปั้นหน้าอาดูรพลางผงกศีรษะ

“สวรรค์ เจ้าสิ่งนี้มีแต่พวกเศรษฐีถึงจะใช้ได้จริงๆ…”