ใยรักสุดจะตัดรอน คู่ครองเก่ายากคืนดี "#3"

 

        เจี๊ยะเฮาเห็นดรุณีสาวสงบจิตใจ ตระเตรียมรับมือศัตรู จึงกล่าว “เล่าโอ้ว อย่าได้ชะล่าใจ โกวเนี้ยนางนี้มีฝีมือติดตัว”

        โอ้วก๊กเถียวสะกิดเท้าพุ่งขวับออกไป ต่อยหมัดขวาออกอย่างหักโหม ปากตวาดว่า “รับกระบวนท่า”

        ดรุณีสาวนั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ขยับกายวูบฟันมือกลับหลังจู่โจมใส่แขนขวาของศัตรู โอ้วก๊กเถียวยกมือซ้ายปิดป้อง ยื่นมือขวาตะกุยใส่ใบหน้าดรุณีสาวนั้น

        กระบวนท่านี้เรียกว่ากิมเล้งท้ำเยี้ยว (มังกรทองกางเล็บ) เป็นกระบวนท่าอันร้ายกาจในเล้งเฮ้งจับโป๊ยเส็ก (สิบแปดท่าเค้ามังกร) มิคาดพอตะกุยออกไป กลับจู่โจมพลาดผิด

        ดรุณีสาวนั้นพลันเอี้ยวตัว ฟาดฝ่ามือขวา ฟันใส่ชายโครงข้างซ้ายของศัตรู โอ้วก๊กเถียวย่อเอวหมุนเท้า เพิ่งหลบรอดจากกระบวนท่านี้ ดรุณีสาวก็ใช้ฝ่ามือซ้ายเปลี่ยนเป็นวิชาอิ่นเจี้ย (มือประทับ) “ประทับ” ใส่ทรวงอกของศัตรู        

        โอ้วก๊กเถียวใจหายวาบ พลันยืดกายขึ้น เสียงฉาดเมื่อหัวไหล่ถูกฟาดใส่หนึ่งฝ่ามือ ร่างเซถอยไปหลายก้าว ต้องลอบร้องคำ “หวาดเสียว” ในใจ หากมิใช่ใช้หัวไหล่รับไว้ จุดสำคัญที่ทรวงอกพอถูกมือประทับของนางฟาดใส่ เกรงว่ามีอันตรายถึงแก่ชีวิต

        โอ้วก๊กเถียวพอรับทราบสองกระบวนท่า ไหนเลยกล้าประมาทศัตรู ควงหมัดดังหวืดหวือ เปลี่ยนจากสิบแปดท่าฝ่ามือเค้ามังกร เป็นหมัดเฮ็กโฮ้วคุ้ง (หมัดเสือดำ) เพลงหมัดชุดนี้เหมาะกับการจู่โม มีอานุภาพรุนแรงยิ่ง

        ต่อสู้กันชั่วขณะ แนววิชาของดรุณีพลันเปลี่ยนแปร พุ่งวนอยู่รอบกายของโอ้วก๊กเถียว เลือกจู่โจมใส่ช่องว่างรอยโหว่ของมัน ท่าร่างของโอ้วก๊กเถียวไม่ปราดเปรียวเท่าดรุณีสาว ไม่อาจจู่โจมถูกนาง ทั้งตั้งรับไม่รัดกุมพอ เพียงชั่วขณะก็ถูกฟาดใส่อีกสองฝ่ามือ ยังที่ดีที่ไม่ได้ทำร้ายถูกจุดสำคัญ แต่ก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยแก่มันจนหลั่งเหงื่ยโซมหน้า

        ลี้ตั่วนั้งชมดูจนสั่นศีรษะ ร้องว่า “เล่าเจี๊ยะ ท่านฉุดดึงเล่าโอ้วกลับมา อย่าได้ทำร้ายดรุณีนั้น”

        เจี๊ยะเฮาพุ่งขวับเข้าไป สอดแทรกยังหว่างกลางของคนทั้งสองมือขวาผลักวูบ มือซ้ายชักจูง กระบวนท่านี้เรียกว่าตั่วเบ๊กุยเชา (ชักนำม้าคืนรางน้ำ) โอ้วก๊กเถียวถูกมือซ้ายมันชักจูงไปด้านข้าง ดรุณีสาวก็ถูกมันผลักไสออกไปหลายก้าว

        วิจารณ์ตามเพลงฝ่ามือ เจี๊ยะเฮาไม่แน่ว่าเอาชัยดรุณีสาวได้ แต่เจี๊ยะเฮามีกำลังภายในกล้าแข็ง ฝ่ามือแฝงพลังเยือกเย็น ดรุณีส่วย่อมไม่อาจรับไว้ได้ แต่นางก็มีนิสัยชมชอบเอาชัย พอล่าถอยก็สะอึกเข้าหาใหม่ร้องว่า “วิเศษแท้ พวกท่านล้วนเข้ามาเถอะ”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นร้องว่า “โกวเนี้ยน้อย ไม่ต้องลงมือแล้ว พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ซือแป๋เจ้าใช่แซ่ฮ่อหรือไม่?”

        ดรุณีสาวเหม่อมองมันอย่างตะลึงลาน เนิ่นนานไม่อาจกล่าววาจา ลี้ตั่วนั้งยิ้มพลางกล่าวอีกว่า “ตอนนี้เจ้าสามารถนำพวกเราไปพบกับโกวโกวเจ้าแล้วกระมัง?”

        เพิ่งขาดคำ บนยอดเขาพลันปรากฏคนผู้หนึ่งวิ่งปราดลงมา กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านยังต้องการพบเราทำอะไร?”

        ผู้มาเป็นแม่ชีกลางคนนางหนึ่ง มีอายุสี่สิบเศษลี้ตั่วนั้งเห็นเช่นนั้น รีบรุดเข้าหา ร้องว่า “ท่านไฉนปลงผมบวชเป็นชีแล้ว?”        

        แม่ชีกลางคนไม่แยแสสนใจ มือซ้ายจูงมือดรุณีสาว มือขวาจูงมือเด็กหญิงนั้น กล่าวว่า “โลกนี้มีคนชั่วร้ายมากเกินไป พวกเรากลับกันเถอะ”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นวิ่งออกไปอีกหลายก้าว ร้องว่า “นี่ ท่านฟังเราสักคำ ได้หรือไม่?”

        แม่ชีกลางคนคิดจากไป แต่แล้วหยุดชะงักไว้ เหลียวหน้ามากล่าวว่า “ตกลง ท่านบอก”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นหัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “กล่าวเพิ่มอีกสองคำ ได้หรือไม่?”

        แม่ชีกลางคนหน้าเคร่งเครียดลง ลี้ตั่วนั้งนั้นกล่าวว่า “เฮี้ยม่วย ครั้งกระโน้นเป็นเราผิดไป ตอนนี้เรามารับท่านกลับไป”

        แม่ชีกลางคนแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “เราท่านมีส่วนเกี่ยวข้องอันใด? ท่านรับราชการของท่าน เราเป็นแม่ชีของเรา อย่าได้พัวพันวุ่นวาย”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นกล่าวว่า “ไทจือกำลังจะขึ้นครองราชย์ ท่านก็ทราบว่าเราเป็นคนสนิทของไทจือ สามารถอนุมัติโยกย้ายออกจากวัง อย่างน้อยต้องได้เป็นจ้งเปีย (นายทัพ) ไม่แน่ว่าจะได้เป็นแม่ทัพ เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะมีบรรดาศักดิ์เป็นฮูหยิน”

        แม่ชีกลางคนขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคล้ำ กล่าวว่า “ท่านย่อมมีฮูหยินของท่าน หากยังรบเร้าพัวพัน อย่าได้โทษว่าเราไม่เกรงอกเกรงใจ”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “มิน่าเล่าท่านมีโทสะ ที่แท้ท่านยังไม่ทราบ โอ้วสี (สตรีแซ่โอ้ว) ตายแล้ว นางไม่ได้ให้กำเนิดบุตรธิดา บ้านของเรานี้ยังเป็นของท่าน”

        แม่ชีกลางคนแค่นหัวร่อ ตัดบทว่า “ไสหัวไป เมื่อสิบสี่ปีก่อน ท่านหวังยศถาบรรดาศักดิ์ หย่าขาดจากเรา...”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นรีบกล่าวว่า “นั่นเป็นความคิดของมารดาเรา หามีส่วนเกี่ยวข้องกับเราไม่”

        แม่ชีกลางคนกล่าวสืบต่อ “เราจึงไม่ต่ำช้าถึงเพียงนั้น ภรรยาที่หย่าขาดเฉกเช่นน้ำที่สาดออกไป ท่านลองดูดน้ำที่สาดออกไปให้เราดู

        ลี้ตั่วนั้งนั้นกล่าวอีกว่า “ต่อให้ท่านไม่คำนึงถึงน้ำใจฉันสามีภรรยา ก็สมควรเห็นแก่หน้าซิงยี้”

        แม่ชีกลางคนร่างสั่นระริก ความจริงหันกายไปแต่แล้วเหลียวหน้ามากล่าวว่า “ซิงยี้เป็นอย่างไร?”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นกล่าวว่า “มันกำลังรอคอยมารดากลับบ้าน”

        แม่ชีกลางคนพลันแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่าเราไม่ทราบหรือ ซิงยี้ไม่อาจทนทานรับการทารุณกรรมจากมารดาเลี้ยง หลบหนีออกมาแต่แรกท่านต้องการให้เราบอกต่อท่านหรือไม่ว่ามันอยู่ที่ใด?”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นหน้าซีดสลด พลันกระโดดปราดขึ้นร้องว่า “วิเศษแท้ เป็นท่านซ่อนตัวมันไว้จริงๆ”

        แม่ชีกลางคนแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านดู เราพอทดสอบ ก็ทดสอบทราบได้ ท่านมาทวงถามบุตรชาย กลับเอ่ยถึงฮูหยินอันใด”

        ลี้ตั่วนั้งนั้นถาโถมไปเบื้องหน้า ร้องดังๆ ว่า “เราต้องการให้พวกท่านสองแม่ลูกล้วนกลับไป”

        แม่ชีกลางคนเยือกเย็นดุจมนุษย์ศิลา รอจนลี้ตั่วนั่งนั้นโถมถึงค่อยกล่าวว่า “ซิงยี้ไม่อยู่ที่นี้”

        ลี้ตั่วนั้งถามว่า “อย่างนั้นมันอยู่ที่ใด?”

        แม่ชีกลางคนปั้นหน้าเคร่งเครียด หาตอบคำไม่ ลี้ตั่วนั้งนั้นร้องว่า “อย่างนั้นท่านตามเรากลับไป”

        แม่ชีกลางคนยังคงปั้นหน้าเคร่งเครียด ลี้ตั่วนั้งนั้นพลันกล่าวว่า “ประเสริฐมาก เราทราบว่าท่านลุ่มหลงเด็กแซ่เล้งนั้น แต่ผู้อื่นไม่ต้องการท่าน”

        แม่ชีกลางคนตวาดคำ “กล่าวเหลวไหล” ตวัดฝ่ามือออก เสียงฉาดหนึ่ง ลี้ตั่วนั้งนั้นก็ถูกตบหน้าเช่นเดียวกับโอ้วก๊กเถียว

        ลี้ตั่วนั้งนั้นยกมือกุมแก้ม ด่าทอคำหนึ่ง ยื่นมือตะปบใส่ แม่ชีกลางคนหมุนตัวรอบหนึ่ง ผลักฝ่ามือออกด้วยวิชาฉิกแชชิ่ว (มือเจ็ดดาว) ลี้ตั่วนั้งนั้นสูดลมหายใจยุบทรวงอก พลันสะอึกปราดเข้าหา กล่าวว่า “เราอ่อนข้อให้แก่ท่าน ท่านอย่าได้ไม่รู้จักดีชั่ว” พลางลงมือดังหวืดหวือ มือซ้ายฟากขวางมือขวากวาดตรง สมกับเป็นยอดฝีมือ

        แม่ชีกลางคนก็ตวาดว่า “ท่านไสหัวไปหรือไม่?” พลางพุ่งฝ่าลมฝ่ามือเข้าไป ยื่นมือยึดเหนี่ยวข้อมือมันไว้ สลัดออกไป ลี้ตั่วนั้งนั้นมีฝีมือสูงเยี่ยม ลดข้อมือวูบ กลับดิ้นรนหลุดรอดได้ร้องว่า “สามีภรรยาต่อยตีกัน ไม่กลัวผู้อื่นหัวร่อเยาะ?”

        แม่ชีกลางคนขุ่นแค้นถึงขีดสุด กราดฟาดฝ่ามือไม่หยุดยั้ง ลี้ตั่วนั้งนั้นถูกคุกคามถอยร่นเป็นพัลวัน เจี๊ยะเฮายืนอยู่ด้านข้าง ไม่กล้ายื่นมือช่วยเหลือ

        ลี้ตั่วนั้งนั้นถอยร่นถึงหน้าต้นแป๊ะโบราณ แม่ชีกลางคนฟาดฝ่ามือออก ลี้ตั่วนั้งนั้นหลบวูบไปหลังต้นไม้ แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินพลันกระโดดปราดออกจากที่ซ่อน วางมือซ้ายลงบนหัวไหล่มัน ผลักไสมันพ้นห่างไป

        แม่ชีกลางคนเห็นเช่นนั้น ถึงกับทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ร้องเรียกว่า “กอกอ (พี่ชาย) ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด?”                

        ที่แท้แม่ชีนางนี้เป็นม่วยม่วยของแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน เรียกว่าฮ่ออีเฮี้ย เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีสองตระกูลคิดสู่ขอนาง ทั้งสองตระกูลล้วนมีชื่อเสียงในยุทธจักร คนหนึ่งเรียกว่าเล้งเซ่าฮุ้นแห่งสำนักง่อไบ๊ คนหนึ่งคือ “ลี้ตั่วนั้ง” ในปัจจุบัน มีชื่อจริงว่าลี้เทียนเอี้ยง

        บรรพบุรุษของเล้งเซ่าฮุ้นกับลี้เทียนเอี้ยง ล้วนมีการคบหากับตระกูลฮ่อ ดังนั้นบิดาและกอกอฮ่ออีเฮี้ยไม่สามารถตกลงใจ ปล่อยให้นางเลือกเฟ้นคู่ครองเอง ตอนนั้นฮ่ออีเฮี้ยเพียงเป็นดรุณีสาวอายุสิบหกสิบเจ็ดปี เห็นลี้เทียนเอี้ยงหน้าตาหล่อเหลากว่า จึงตกลงเลือกมัน

        หาคาดไม่ว่า ลี้เทียนเอี้ยงฝักใฝ่ชื่อเสียงลาภยศ หลังแต่งงานเดินทางขึ้นนครหลวง เป็นที่ต้องตาของเชียเคี้ยเจียงกุน (แม่ทัพยานพาหนะ) ยกธิดาให้แก่มัน ลี้เทียนเอี้ยงยังไม่กล้าแต่งงานใหม่ บ่ายเบี่ยงว่าจะกลับบ้านมากราบเรียนบิดามารดา พอกลับถึงบ้าน จึงให้มารดารเสนอหน้าหย่าขาดจากภรรยา

        ตอนนั้นทั้งสองมีพยานรักคนหนึ่ง เป็นเด็กชายอายุสามขวบ แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินก็ยังไม่บวชเป็นนักพรต จึงเดินทางไปเจรจากับตระกูลลี้ ขอให้คำนึงถึงความสัมพันธ์เก่าก่อน แต่ตระกูลลี้ไม่แยแสสนใจสร้างความขุ่นแค้นแก่แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลลี้

        ผ่านพ้นไปสิบสี่ปี ลี้เทียนเอี้ยงได้เป็นผู้ควบคุมขององครักษ์เสื้อแพร เล้งเซ่าฮุ้นไม่ทราบไปที่ใด ส่วนฮ่ออีเฮี้ยหลังจากถูกหย่าขาด ก็เดินทางมาอยู่ร่วมกับซือแป๋ที่ภูเขาไท้ซิกซัว เมื่อเจ็ดปีก่อน ซือแป๋นางเสียชีวิต นางคุ้นเคยกับชีวิตกลางป่าเขา จึงปลงผมบวชเป็นชี

        ลี้เทียนเอี้ยงพลันพบเห็นแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน ต้องสะท้านเฮือกหนึ่ง ระงับสติแล้วตะกุกตะกักว่า “ตั่วกู๋ (คำเรียกพี่ชายภรรยา) ท่านมาได้ประเสริฐ ขอให้เกลี้ยกล่อมอีเฮี้ยแทนเรา”

        แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินกล่าวอย่างขุ่นเคืองไม่คลายว่า “นั่นเป็นเรื่องของพวกท่านทั้งสอง เราเกลี้ยกล่อมจะมีประโยชน์ใด เมื่อสิบสี่ปีก่อน เราก็เกลี้ยกล่อมท่านแล้ว”

        ลี้เทียนเอี้ยงกระอักกระอ่วนยิ่ง ไม่สามารถกล่าววาจา เห็นโต๊ะอิดพั้งกระโดดออกจากที่ซ่อนเช่นกัน เจี๊ยะเฮาพอพบเห็น จึงประสานมือร้องทักทายว่า “โต๊ะกงจื้อ”

        มันไม่สะดวกกับการรับฟังเรื่องส่วนตัวของลี้เทียนเอี้ยง จึงฉุดดึงโต๊ะอิดพั้งมาสนทนาที่ด้านข้าง

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เจี๊ยะจี้ฮุย (ผู้ควบคุมแซ่เจี๊ยะ) ตอนนี้ข้าพเจ้าตกเป็นผู้ต้องหาทางการ ท่านคิดคุมตัวข้าพเจ้ากลับนครหลวงกระมัง?”

        เจี๊ยะเฮายิ้มพลางกล่าวว่า “ไทจือทรงคิดถึงท่านนัก ท่านมิใช่ผู้ต้องหาทางการแล้ว ตอนนี้ฮ่องเต้ทรงพระประชวนหนัก ไทจือดูแลราชการแผ่นดินแทนเป็นเวลาสองเดือน คราก่อนลี้คิมชากับจิวคิมชาพอหลบหนีจากบ้านท่าน ก็มุ่งหน้ามายังมณฑลฮ่อหนำ ใช้คนรายงานลับถึงไทจือ ไทจือพอบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีพระบัญชาให้สืบสวนเรื่องราว เลขาที่แอบอ้างเป็นผู้แทนพระองค์ถูกสั่งพักราชการ องครักษ์ภายในวังฮุ้นอี้เพ้งก็ถูกติดตามจับกุม เบาะแสโยงใยถึงตัวงุ่ยตงเฮี้ยง แต่งุ่ยตงเฮี้ยงควบคุมค่ายตะวันออก มีปีกกล้าขาแข็ง ก่อนที่ไทจือจะขึ้นครองราชย์ ไม่ต้องการแตกหักกับมัน ไทจือทรงคิดถึงท่านนักบัญชาให้เรากับลี้จี้ฮุยออกจากนครหลวง คุ้มครองผู้แทนพระองค์กลับไป พร้อมกับให้เราสืบข่าวคราวของท่าน”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็มีเรื่องสำคัญ คิดขึ้นนครหลวงไปเข้าพบไทจือ และพวกท่านต้องคุ้มครองผู้แทนพระองค์ ข้าพเจ้าไม่อาจร่วมทางกับท่าน”

        เจี๊ยะเฮากล่าวว่า “พบกันที่นครหลวง ก็เป็นเช่นเดียวกัน”

        สนทนาถึงตอนนี้ พลันได้ยินแม่ชีกลางคนกล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “ไสหัวลงไป”

        ดูท่าทั้งสองฝ่ายเจรจาไม่เป็นผล ลี้เทียนเอี้ยงกระตุ้นโทสะของนางอีก

        โต๊ะอิดพั้งเงยหน้าขึ้น เห็นลี้เทียนเอี้ยงสีหน้าละห้อยกล่าวว่า “ตกลง พวกเราพบกันใหม่”        

        แม่ชีกลางคนกล่าวว่า “เราท่านตัดสัมพันธไมตรี มิขอพบกันอีก”

        ลี้เทียนเอี้ยงทอดถอนใจ กวักมือเรียกเจี๊ยะเฮากับโอ้วก๊กเถียวลงจากเขา โต๊ะอิดพั้งค่อยเข้ามาทักทายทำความรู้จักกับแม่ชีกลางคน

        ยามนั้นดรุณีสาวยืนอยู่ข้างกายแม่ชีกลางคน เด็กหญิงนั้นนั่งอยู่บนตักของแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เรียกโต๊ะกอกอ”

        พร้อมกับกล่าวกับโต๊ะอิดพั้งว่า “ท่านไม่เคยพบเห็นบุตรีเรากระมัง?” พลางชี้มือไปยังดรุณีสาว กล่าวว่า “นางเรียกว่าฮ่องักฮั้ว”

        กล่าวพลางอุ้มเด็กหญิงขึ้น แนะนำว่า “นางเรียกว่าฮ่อเล็กฮั้ว”

        เด็กหญิงฮ่อเล็กฮั้วร้องเรียก “โต๊ะกอกอ” ด้วยความยินดี ฮ่องักฮั้วมีสีหน้าเอียงอาย เพียงเรียกเบาๆ คำหนึ่ง แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินถึงกับหัวร่อฮาฮาออกมา