ใยรักสุดจะตัดรอน คู่ครองเก่ายากคืนดี "#2"

 

        อึ้งเฮียะเต้าหยินได้แต่รับปาก นักพรตทั้งสี่ออกไปพร้อมกับบ่งบอกต่อศิษย์ทั้งสิบสองคน ศิษย์ทั้งหลายทราบว่า โต๊ะอิดพั้งถูกปรักปรำให้ร้าย ล้วนแสดงความห่วงใย แต่ทั้งหมดทราบว่าเรื่องราวเกี่ยวพันถึงความลับไม่กล้าถามไถ่มากความ

        วุ่นวายเป็นเวลาหลายวัน หลังจากที่จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงบรรจุฝังเป็นที่เรียบร้อย ศิษย์เพศฆราวาสทั้งหมดค่อยลงจากเขา แยกย้ายจากไป โต๊ะอิดพั้งยังรั้งอยู่บนเขา ไว้ทุกข์ให้แก่ซือแป๋

        มีอยู่คืนหนึ่ง อึ้งเฮียะเต้าหยินเรียกหาโต๊ะอิดพั้งเข้าห้องหับ ถามว่า “บิดาท่านระหว่างอยู่ที่นครหลวง เคยหมั้นหมายสตรีให้แก่ท่านหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งตอบว่า “ยังไม่”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “อย่างนั้นท่านมีนางในดวงใจหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งหน้าแดงสดใส ลังเลชั่วขณะจึงตอบว่า “ไม่มีเช่นกัน”

        ในใจลอบประหลาดใจ ซือเจ่กไฉนถามไถ่เช่นนี้? อึ้งเฮียะเต้าหยินถามอีกว่า “ท่านอายุไม่น้อย สมควรจัดการหมั้นหมายแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ศิษย์ไว้ทุกข์หลายชั้น ไหนเลยเอ่ยถึงการแต่งงานได้?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินยิ้มพลางกล่าวว่า “เราแม้มิใช่ขุนนาง ยังล่วงรู้มารยาทธรรมเนียมระหว่างที่ไว้ทุกข์ต้องรอคอยสามปีค่อยแต่งงาน แต่สามารถเอ่ยถึงการหมั้นหมายได้”

        โต๊ะอิดพั้งใจสั่นสะท้าน รีบกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความคิดเช่นนี้”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินขบคิดแล้วกล่าว “ด้วยบุคลิกลักษณะของท่าน ย่อมคู่ควรกับกุลสตรีสูงศักดิ์ อสุรีหยกแม้มีฝีมือสูงเยี่ยม แต่เป็นมหาโจรที่ไม่ละพยศ เราขอเตือนท่านอย่าได้สนใจนางแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ศิษย์ไม่มีเจตนาเช่นนี้ ซือเจ่กเฝ้าเอ่ยถึงหรือไม่เชื่อถือศิษย์?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “ท่านเป็นบุคคลอันเด่นล้ำของสำนักเรา แบกรับหน้าที่สำคัญไว้ เรากริ่งเกรงท่านหลงเดินทางผิด”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ซือเจ่กวางใจ ศิษย์รู้จักรักตัวเอง”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินจึงกล่าว “เช่นนี้ก็ประเสริฐ แต่หากแม้นมีกุลสตรีอันเหมาะสม ท่านสมควรหมั้นหมายไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องพะว้าพะวังมากความ”

        โต๊ะอิดพั้งรับฟังยิ่งตื่นตระหนก ในความคาดคิดของเขา แม้ไม่นึกถึงเรื่องแต่งงานกับอสุรีหยก แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด นับแต่พบพานนาง มีความรู้สึกว่าธิดาทั่วหล้าเฉกเช่นธุลีดินอันไร้ค่า

        นิสัยใจคออันแข็งกร้าวของอสุรีหยก มาตรว่าบางครั้งสร้างความประหวั่นแก่เขา ถึงกับสร้างความชิงชังรังเกียจแก่เขา แต่ก็ประทับอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างลึกล้ำ ยามนี้ฟังจากปากคำซือเจ่ก คล้ายคิดเป็นพ่อสื่อให้แก่เขา ต้องรีบโบกมือกล่าวว่า “ศิษย์ไม่คิดเอ่ยถึงการแต่งงานจริงๆ”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินดูจากสีหน้าโต๊ะอิดพั้ง ต้องลอบหัวร่อ แต่ก็อดวิตกกังวลมิได้ ทราบว่าโต๊ะอิดพั้งหาใชไร้น้ำใจต่ออสุรีหยกจริงๆ ยามนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘เขาเมื่อกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่สมควรบีบบังคับเขา รอจนเขาพบพานบุคคลที่ดีเลิศกว่านี้ ให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันสักระยะเวลาหนึ่ง เขาย่อมหันเหความรักเอว’

        โต๊ะอิดพั้งเห็นซือเจ่กแย้มยิ้ม ไม่กล่าวสืบต่อ ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “ซือเจ่กยังมีคำสั่งอื่นหรือไม่? ศิษย์ตระเตรียมลงจากเขาในวันพรุ่งนี้แล้ว”

        ซึ่งความจริง โต๊ะอิดพั้งคิดอยู่จนครบกำหนดซาฉิก (เจ็ดสามรอบ หมายถึงทุกเจ็ดวันประกอบพิธีกราบไหว้ผู้ตาย เจ็ดสามรอบเท่ากับยี่สิบเอ็ดวัน) แต่ฟังจากถ้อยคำอึ้งเฮียะเต้าหยินในคืนนี้ เพียงคิดจากไปแต่เนิ่นๆ

        อึ้งเฮียะเต้าหยินยิ้มพลางบอกให้โต๊ะอิดพั้งนั่งลง กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ท่านเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าสำนัก เราไม่อาจปล่อยให้ท่านขึ้นสู่นครหลวงเพียงลำพัง”

        โต๊ะอิดพั้งหวนนึกถึงเรื่องราวที่ฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำคุกคามทำร้าย เห็นว่าซือเจ่กไม่ได้วิกตกังวัลเกินกว่าเหตุ อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวสืบต่อ “ดังนั้นเราคิดชักชวนสี่ซือเจ่กท่านร่วมทางกับท่าน”

        สี่ซือเจ่กของโต๊ะอิดพั้งคือแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน ในห้าบรรพชิตบู๊ตึง แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินแม้จัดอยู่อันดับสี่แต่อายุน้อยที่สุด ปีนี้เพิ่งห้าสิบเศษ มิหนำซ้ำเพิ่งบวชเป็นนักพรตประมาณสิบปี โต๊ะอิดพั้งล่วงรู้ว่าแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินเมื่ออยู่ในเพศฆราวาสแซ่ฮ่อ หลังจากภรรยาเสียชีวิต ค่อยขึ้นเขาบู๊ตึงบวชเป็นนักพรต

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวสืบต่อ “ครั้งกระโน้นสี่ซือเจ่กท่านหลังจากประลองฝ่ามือ แพ้พ่ายแก่ทิปวยเล้ง ก็คร่ำเคร่งฝึกปรือพลังลมปราณ ตอนนี้มีความสำเร็จเพิ่มพูน ท่านใกล้ชิดกับเขา จะมีประโยชน์ไม่น้อย”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เมื่อมีสี่ซือเจ่กร่วมทาง นับว่าประเสริฐแท้ เพียงแต่รบกวนท่านไปแล้ว”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านกับซือเจ่กตัวเอง ก็กล่าวเกรงอกเกรงใจด้วย?” พลางผุดลุกขึ้น ให้โต๊ะอิดพั้งไปพักผ่อนแต่เนิ่นๆ

        ในซือเจ่กทั้งสี่ โต๊ะอิดพั้งใกล้ชิดกับแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินมากกว่าฟังว่าท่านร่วมทางด้วย ก็บังเกิดความยินดี วันที่สองโต๊ะอิดพั้งกราบกรานอำลาซือเจ่กทั้งสาม แวะไปเคารพหลุมฝังศพของซือแป๋อีกครั้งค่อยลงจากเขาพร้อมกับแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน

        ตลอดรายทางกลางวันเดินทางกลางคืนพักค้างแรม สิบกว่าวันให้หลัง เข้าสู่เขตมณฑลฮ่อหนำด้านตะวันออก แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินพลันกล่าวว่า”อิดพั้ง พวกเราไปท่องเที่ยวที่ภูเขาซงซัว เป็นอย่างไร?”

        โต๊ะอิดพั้งคิดขึ้นสู่นครหลวง รู้สึกประหลาดใจที่ซือเจ่กมีอารมณ์ท่องเที่ยว จึงกล่าว “ซือเจ่กไฉนคิดไปท่องเที่ยวยังภูเขาซงซัว?”

        แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินยิ้มพลางกล่าวว่า “ซงซัวเป็นหนึ่งในห้าบรรพตสำคัญ ภูเขาเลื่องชื่อตระการ ไหนเลยไม่ท่องเที่ยวสักครั้งได้?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “หลังจากเสร็จเรื่อง ค่อยย้อนกลับมาท่องชมยังไม่สาย”

        แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินกล่าวว่า “มาตรว่าเสียเวลาไป ก็เสียเวลาไม่กี่วัน มิหนำซ้ำเราไม่เพียงไปท่องเที่ยว หากแต่คิดเยี่ยมเยียนคนผู้หนึ่ง”

        โต๊ะอิดพั้งค่อยรับคำ ในใจลอบตำหนิซือเจ่กไฉนไม่บ่งบอกแต่เนิ่นๆ

        ภูเขาซงซัวเป็นชื่อรวมของภูเขาไท้ซิกกับเสียวซิก ภูเขาสองลูกหันหากัน ห่างกันประมาณสิบกว่าลี้ ที่เชิงเขาโหงวยู้ฮง ทางทิวเขาตอนเหนือของเสียวซิกฮง เป็นที่ตั้งของวัดเสียวลิ้มยี่ อันเป็นต้นกำเนิดของวิชาบู๊ทั้งแผ่นดิน โต๊ะอิดพั้งจึงถามว่า “ซือเจ่กคิดไปถกหลักธรรมที่วัดเสียวลิ้มยี่หรือ?”

        แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินยิ้มพลางกล่าวว่า “หลวงจีนนักพรต อยู่คนละมรรคา เราไปถกหลักธรรมไยกัน? เรากับเจ้าอาวาสเสียวลิ้มยี่ ก็ไม่มีไมตรีคบหาอันใด พวกเราท่องเที่ยวที่ไท้ซิกฮงก่อน หากแม้นมีเวลาเหลือ ค่อยไปยังเสียวซิกฮง”

        โต๊ะอิดพั้งประหลาดใจกว่าเดิม ชาวยุทธจักรมาถึงภูเขาซงซัว ไม่ท่องชมวัดเสียวลิ้มยี่ก่อน อย่างนั้นบุคคลที่แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินคิดเยี่ยมเยียน คงมิใช่ชาวยุทธจักรแล้ว แต่ซือเจ่กเมื่อคิดท่องเที่ยวไท้ซิกฮงก่อน โต๊ะอิดพั้งได้แต่คล้อยตาม

        ทั้งสองตื่นแต่เช้า ปีนป่ายภูเขาซงซัว ขอบฟ้าบูรพาขาวรำไรอาทิตย์อุทัยยังไม่ไขแสง บนภูเขาซงซัวปกคลุมด้วยทะเลเมฆ พอขึ้นถึงกลางภูเขา ทะเลเมฆที่แน่นหนาค่อยจางเบาบาง อรุโณทัยโผล่พ้นขึ้นจากทะเลเมฆคล้ายกับเลิกผ้าม่านชั้นหนึ่งขึ้น ทิวทัศน์ในภูเขาพลันแจ่มกระจ่าง เห็นบรรพตตั้งตระหง่าน ห้วยลำธารใสสะอาดถ้ำโขดหินงดงามสกุณาร้องขับขาน กลิ่นบุปผาหอมซาบซ่าน

        โต๊ะอิดพั้งทอดถอนชมเชยว่า “ทิวทัศน์ของภูเขาเลื่องชื่อ ช่างเลิศล้ำอย่างแท้จริง”

        ทั้งสองหยุดพักผ่อยเล็กน้อย ดื่มน้ำลำธารกลั้วเสบียงกรัง ค่อยขึ้นเขาสืบต่อ บนภูเขาซงซัวมีต้นแป๊ะโบราณจำนวนมาก ทั้งสองฝ่าลมภูเขาตัดผ่านดงต้นแป๊ะไป ยิ่งปีนป่ายยิ่งสูง พลันเห็นต้นแป๊ะเก่าแก่ต้นหนึ่ง มีสีสันเขียวเข้ม ลำต้นหยาบขนาดสองคนยังโอบไม่รอบ

        โต๊ะอิดพั้งทอดถอนใจชมเชยไม่ขาดปาก แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินก็กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวที่ขึ้นเขาไท้ซิกฮง ล้วนชมชอบวนเวียนอยู่ใต้ต้นแป๊ะนี้ ตามคำร่ำลือ เมื่อฮั่นบู๊ตี่ฮ่องเต้เสด็จประพาสภูเขาซงซัว ทรงแต่งตั้งต้นแป๊ะนี้เป็นไต้เจียงกุน (แม่ทัพใหญ่) ดังนั้นนักท่องเที่ยวทั่วไปตั้งชื่อเป็นเจียงกุนแป๊ะ (ต้นแป๊ะแม่ทัพ) หากคำร่ำลือนี้เป็นความจริงต้นแป๊ะนี้สมควรมีอายุสองพันปีแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งแหงนมองต้นแป๊ะเห็นกิ่งก้านส่วนใหญ่ยังเจริญงอกงามใบเขียวชอุ่ม เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ต้องกล่าวว่า “ชีวิตคนมีอายุเพียงร้อยปี เปรียบกับต้นไม้นี้เท่ากับเป็นเด็กทารกอย่างนั้นไยต้องช่วงชิงชื่อเสียงลาภยศ ก่อเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบ?”

        ขณะสนทนา แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินพลันฉุดดึงมือโต๊ะอิดพั้ง กระซิบบอกว่า “ท่านฟัง คล้ายมีคนขึ้นมา”

        โต๊ะอิดพั้งซ่อนตัวอยู่หลังต้นแป๊ะโบราณ เห็นบนทางภูเขาปรากฏนายทหารสามคนขึ้นมา หนึ่งในจำนวนนั้นคือผู้ควบคุมองครักษ์เสื้อแพรเจี๊ยะเฮา ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘มันไฉนมีอารมณ์สุนทรีย์ มาท่องเที่ยวที่ภูเขาซงซัว’

        รู้สึกว่ามือที่แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินฉุดดึงเขาสั่นระริกเล็กน้อย ลมภูเขาหอบเอาสุ้มเสียงสนทนาดังมา เจี๊ยะเฮากล่าวว่า “ลี้ตั่วนั่ง (ใต้เท้าแซ่ลี้) ผู้แทนพระองค์ส่งถึงสำนักตรวจการณ์ภาระของพวกเราก็เบาบางลงไม่น้อย”

        คนที่ถูกเรียกหาเป็นลี้ตั่วนั่ง กล่าวว่า “ไทจือกำลังจะขึ้นครองราชย์ คาดว่าฮุ้นอี้เพ่งและพวกไม่กล้าทำร้ายผู้แทนพระองค์อีก”

        โต๊ะอิดพั้งฉุกใจคิด คาดว่าพวกมันหมายถึงลี้คิมชากับจิวคิมชาฟังจากปากคำพวกมัน แสดงว่าเสาะพบผู้แทนพระองค์ รอดพ้นจากห้วงอันตรายแล้ว นายทหารอีกผู้หนึ่งกล่าวว่า “ลี่ตั่วนั้งคิดถึงรักเก่า คืนนี้พวกเราจะขอรบกวนสุราคืนดีสักถ้วยหนึ่งแล้ว”

        ลี้ตั่วนั้งแย้มยิ้มไม่ตอบคำ โต๊ะอิดพั้งกวาดตามองเห็นแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินมีสีหน้าผิดปรกติ ขณะจะกล่าววาจา แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินกลับโบกมือทำท่าอย่าได้ส่งเสียง

        ทั้งสามขึ้นถึงบนภูเขา เจี๊ยะเฮาเห็นต้นแป๊ะโบราณยังเขียวชอุ่มจึงชักชวนทั้งหมดนั่งพักผ่อนที่ใต้ต้นไม้ ลี้ตั่วนั้งพลันทอดถอนใจกล่าวว่า “นับแต่โบราณกลาง หญิงงามเฉกเช่นยอดขุนพลไม่อาจเห็นผมขาวได้ ต้นไม้นี้ขนามนามแม่ทัพใหญ่ มีอายุสองพันปียังไม่เห็นขาวโพลนเป็นทิ่จฉาเลื่อมใสของพวกเรานัก”

        โต๊ะอิดพั้งครุ่นคิดขึ้น ‘คนผู้นี้กลับมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง พลันได้ยินเสียงหัวร่อของสตรีลอยล่องมาตามลม บนยอดเขาปรากฏดรุณีสาวอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีนางหนึ่ง จูงเด็กหญิงนางหนึ่งลงมา’

        เด็กหญิงมีอายุเพียงสิบขวบ หัวร่อพลางกระโดดโลกเต้น พอพบเห็นทหารทั้งสาม จึงร้องว่า “เจ้เจ๊ (พี่สาว) มีคนอยู่ที่นี้ เรียกพวกเขาหลีกไป พวกเราจะเล่นซ่อนหากันในที่นี้”

        พริบตานั้น มือของแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินสั่นระริกเล็กน้อยอีกครา

        ลี้ตัวนั้งนั้นมีอายุสี่สิบเศษ หน้าตาน่าเกรงขาม ยามนั้นเดินเข้าไปถามว่า “นี่ โกวเนี้ยน้อย เจ้าเรียกว่าอะไร? มารดาเจ้าเล่า?”

        เด็กหญิงนั้นกล่าวว่า “ท่านมิต้องยุ่งเกี่ยว”

        แต่นางยังตอบคำถามว่า “ข้าพเจ้าไม่มีมารดา มีแต่โกวโกว (อาหญิง)”

        ดรุณีสาวนั้นถลึงมองลี้ตั่วนั้ง กล่าวว่า “ฮั้วม่วย อย่าได้สนใจพวกเขา พวกเรากลับไป”

        เด็กหญิงนั้นถามว่า “เจ้เจ๊ พวกเขาเป็นนายทหารหรือ? โกวโกวบอกว่านายทหารล้วนมิใช่คนดี ข้าพเจ้าจะเชื่อฟังวาจาท่าน ไม่แยแสสนใจพวกเขา”

        ดรุณีสาวฉุดดึงมือม่วยม่วยหมุนตัวไป ลี้ตั่วนั้งนั้นรีบเรียกรั้งว่า “นี่ พวกเรามิใช่คนร้าย เจ้านำพวกเราไปพบโกวโกวของเจ้า”

        ดรุณีสาวนั้นกล่าวว่า “โกวโกวข้าพเจ้าไม่ขอพบพวกท่าน”

        นายทหารที่ข้างลี้ตั่วนั้ง คล้ายคิดประจบเอาใจผู้บังคับบัญชา พลันพุ่งตัวไปขวางหน้าดรุณีสาวไว้ หัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “โกวเนี้ยน้อยที่งดงาม ไฉนไม่แยแสสนใจพวกเรา? พวกเรานำเจ้าไปท่องเที่ยวภายในเมือง นั่นจึงน่าเล่น” พลางยื่นมือหมายลูบคลำใบหน้าดรุณีสาว ลี้ตั่วนั้งร้องทัดทานว่า “เล่าโอ้ว (คนแซ่โอ้ว ) อย่าได้เหลวไหล”

        ไม่ทันขาดคำ ดรุณีสาวนั้นตวัดมือผุดผ่อง เสียงฉาดเมื่อตบหน้านายทหารนั้นคราหนึ่ง

        โต๊ะอิดพั้งชมดูจนแทบหัวร่อออกมา หวนนึกถึงนายทหารเหล่านี้ปรกติถืออำนาจบาตรใหญ่ ลวนลามสตรีงาม คราครั้งนี้ถูกตบหน้า นับว่าสาสมดูจากการลงมือของดรุณีสาว แสดงว่ามีวิชาฝีมือติดตัว

        นายทหารนั้นเรียกว่าโอ้วก๊กเถียว ตำแหน่งหน้าที่เป็นรองเจี๊ยะเฮากับลี้ตั่วนั้งขั้นหนึ่ง แต่ต่างสังกัดองครักษ์เสื้อแพร ปรกติร่ำดื่มสุรถือสตรีเป็นเครื่องเล่น พอถูกตบหน้าเช่นนี้ ถึงกับเดือดดาลเป็นการใหญ่ ถาโถมเข้าหา ยื่นสองมือตะปบใส่

        ดรุณีสาวนั้นผลักไสม่วยม่วยออก ใช้ออกด้วยท่ายู่ฮงสือปี๋ (คล้ายปิดคล้ายป้อง) สองมือปิดป้องเบาๆ สลายสภาวะจู่โมของโอ้วก๊กเถียว ค่อยกดสองมือไปเบื้องหน้าคุกคามโอ้วก๊กเถียวถอยกายไปสามก้าว จากนั้นดรุณีสาวร้องว่า “นี่ ท่านใช่คิดต่อยตีหรือไม่?”

        โอ้วก๊กเถียวเป็นรองผู้ควบคุมองครักษ์เสื้อแพร ทั้งเป็นมือดีของสำนักคุนลุ้น พอมีชื่อเสียงเกียรติภูมิอยู่บ้าง ยามไม่ทันระวัง กลับถูกดรุณีสาวคุกคามล่าถอยต่อหน้าพวกพ้องเดียวกัน ยิ่งไม่อาจรักษาหน้าไว้ได้ ตวาดว่า “ต่อยตีแน่แล้ว”

        ลี้ตั่วนั้งความจริงคิดตวาดห้าม แต่แล้วฉุกคิดขึ้น ‘ลองดูว่าดรุณีสาวนี้มีพลังฝีมืออย่างไร ใช่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากคนผู้นั้นหรือไม่’ ยามนั้นร้องว่า “คิดต่อยตี ให้ลงมือในที่นี้ สถานที่นี้กว้างขวาง อยู่บนทางภูเขาต่อยตีอันใด?”

        ดรุณีสาวนั้นเลิกคิ้วเรียวงาม กล่าวว่า “พวกท่านเข้ามาทั้งสามคน ข้าพเจ้าก็หากลัวไม่” พลางสั่งให้ม่วยม่วยนั่งลงบนก้อนหิน สั่งว่า “เจ้าชมดูการต่อยตี อย่าได้วิ่งเพ่นพ่นวุ่นวาย”

        เด็กหญิงนั้นปรบมือกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ตกลง ชมดูการต่อยตี เจ้เจ๊ ท่านต้องชนะแน่นอน”

        ดรุณีสาวนั้นลอยตัวขึ้น ทิ้งตัวลงบนพื้นที่ว่างหน้าต้นแป๊ะโบราณเหลียวหน้าไปกวักมือเรียกหาว่า “นี่ มาเถอะ”

        โอ้วก๊กเถียวขุ่นแค้นจนหน้าแดงฉาน กระโดดตามติดมาถึง ด้านวิชาตัวเบากลับเป็นรองขั้นหนึ่ง