ใยรักสุดจะตัดรอน คู่ครองเก่ายากคืนดี "#1"

 

        ก้วงเสียวน้ำเห็นซือแป๋ตกอยู่ในห้วงคับขน ต้องอุทานด้วยความตระหนก ขณะจะฉุดลากง้อซิงเซี้ยโถมออกไป เห็นอั้งฮุ้นเต้าหยินถอยกายไปสองก้าว ก็รอดพ้นจากห้วงอันตราย

        ที่แท้เพลงกระบี่ของอั้งฮุ้นเต้าหยิน แม้มิใช่คู่มือของอสุรีหยกแต่ก็มีฝีมือสูงเยี่ยม ยามคับขันจวนเจียน รีบเกร็งกำลังดูดรั้งกระบี่ของอสุรีหยก สลายสภาวะจู่โจมไปส่วนหนึ่ง จากนั้นดึงกระบี่ถอนตัวออกมา

        อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเราต่อสู้กันร้อยกระบวนท่านไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ ข้าพเจ้าเห็นว่าหนี้บัญชีรายนี้ยังคงหักกลบลบล้างไม่ต้องต่อสู้กันแล้ว”

        นางเห็นแก่หน้าโต๊ะอิดพั้ง จึงกล่าวเช่นนี้ เท่ากับรักษาหน้าอั้งฮุ้นเต้าหยิน

        หาคาดไม่ว่าอั้งฮุ้นเต้าหยินต่อสู้จนสมองเลอะเลือน ยามอยู่เบื้องหน้าเหล่าศิษย์ ไม่อาจพิชิตผู้เยาว์คนหนึ่งได้ ไหนเลยยินยอมเลิกรา พอฟังขบกรามกรอด เสือกแทงกระบี่ใส่อสุรีหยกอีกครา

        อสุรีหยกเลิกคิ้วเรียวงาม แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านยังคิดต่อสู้อีก?” พลางเบี่ยงคมกระบี่ ทิ่มแทงใส่ด้านขวาของอั้งฮุ้นเต้าหยิน นี่เป็นกระบวนท่าในเพลงกระบี่บู๊ตึง เรียกว่าแป๊ะเฮาะโต๊ะฮื้อ (กระเรียนขาวจิกมัจฉา)

        ตามเหตุผล เมื่อครู่อั้งฮุ้นเต้าหยินพลาดท่าเสียที สมควรบังเกิดความตื่นตัว ล่าถอยไปตั้งรับ แต่อั้งฮุ้นเต้าหยินศึกษาเพลงกระบี่ประจำสำนักหลายสิบปี เพาะสร้างเป็นความเคยชิน พอเห็นอสุรีหยกใช้เพลงกระบี่ประจำสำนัก ต้องถลันออกห่าง ขวางกระบี่ออกด้วยท่าฮ้วยกังโจ้ยเต้า (ขวางธารสกัดดาว)

        อสุรีหยกวกกระบี่กลับ หันเหสภาวะกระบี่ ได้ยินเสียงเคร้ง กระบี่ของอั้งฮุ้นเต้าหยินถูกกระแทกหลุดลอยจากมือสร้างความร้อนรุ่มใจแก่อึ้งเฮียะเต้าหยิน ผลักไสโต๊ะอิดพั้งคราหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านยังไม่ออกไปอีก?”

        พริบตาดุจประกายไฟ ง้อซิงเซี้ยและศิษย์ร่วมสำนักอีกหลายคน พากันถลันออกไป โต๊ะอิดพั้งจิตใจเลื่อนลอย รีบชักกระบี่หนุนเนื่องเข้าไป

        ได้ยินเสียงโลหะปะทะดังขึ้น อสุรีหยกในชุดขาวโชยพัดพลิ้ว พุ่งซ้ายทะลวงขวา ชั่วพริบตาศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งห้าล้วนถูกกระแทกกระบี่หลุดจากมือ

        ยังมีก้วงเสียวน้ำ เมื่อครู่คิดช่วยเหลือซือแป๋ ไม่คำนึงถึงความเป็นตายร้ายดี มิคาดพอถลันออกไป ถูกอสุรีหยกถลึงตาใส่ พลันสะท้านทั้งร่างสูญเสียความกล้าหาญ ไม่กล้าปะทะด้วย ล้มตัวลงเกลือกกลิ้งถึงมุมห้อง

        อั้งฮุ้นเต้าหยินเห็นเหล่าศิษย์มีสภาพทุลักทุเลปานนี้ ถึงกับตาแดงฉานด้วยสายเลือด เก็บกระบี่ขึ้นจากพื้นเล่มหนึ่ง แทงใส่อสุรีหยกอีกกระบี่ อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “รอจนศิษย์ของท่านเก็บกระบี่ขึ้นใหม่ ค่อยทวงถามหนี้บัญชียังไม่สาย”

        ชั่วพริบตา อั้งฮุ้นเต้าหยินจู่โจมออกสามกระบี่ อสุรีหยกขวางกระบี่ปิดป้อง พลันปักกระบี่ลงดุจสายฟ้า ยามนั้นโต๊ะอิดพั้งพอดีเร่งรุดถึง เห็นซือเจ่คับขันอันตราย ได้แต่แทงออกหนึ่งกระบี่ อสุรีหยกพลันร้องว่า “ท่านประเสริฐมาก”

        นางกรีดร้องคำหนึ่ง ทิ้งกระบี่ลงบนพื้น พุ่งถอยไปวาเศษ เสื้อผ้าขาวบริเวณต้นแขนปรากฏโลหิตไหลซึม

        อสุรีหยกความจริงเป็นคนดื้อรั้นชอบเอาชัย ดังนั้นตอนแรกที่ต่อสู้กับอั้งฮุ้นเต้าหยิน แม้เห็นแก่น้ำใจไมตรีที่มีต่อโต๊ะอิดพั้ง คิดอ่อนข้อให้แก่อั้งฮุ้นเต้าหยินสักครึ่งท่ากระบวนเพลง แต่อั้งฮุ้นเต้าหยินรุกไล่ไม่เลิกรา จึงกระตุ้นโทสะของนางขึ้น หักหาญเอาชัยอั้งฮุ้นเต้าหยินและกระแทกอาวุธของศิษย์สำนักบู๊ตึงร่วงหลุดจากมือ

        จากนั้นนางค่อยสำนึกเสียใจ ไม่ทราบจะสะสางสถานการณ์อย่างไร รอจนโต๊ะอิดพั้งสะบัดกระบี่เข้ามา นางจึงจงใจปล่อยให้คมกระบี่ของอีกฝ่ายหนึ่งเฉียดผ่านข้อแขนของนางเบาๆ แสร้งเป็นรับบาดเจ็บแพ้พ่าย

        อั้งฮุ้นเต้าหยินกลับบังเกิดความตื่นตระหนก เห็นอสุรีหยกทิ้งกระบี่ล่าถอย แทบเข้าใจว่าฝันไป ถือกระบี่ค้างไว้ไม่กล้าล่าติดตามพลันได้ยินทิปวยเล้งคำรามก้อง อึ้งเฮียะเต้าหยินก็ส่งเสียงร้องออกมา

        ที่แท้โต๊ะอิดพั้งพอโลดแล่นออกไป อึ้งเฮียะเต้าหยินได้ยินเสียงปะทะอาวุธ เห็นศิษย์ทั้งหลายมีสภาพทุลักทุเล โต๊ะอิดพั้งก็มีฝีเท้าซวนเซ แสดงว่ามิใช่คู่มือของอสุรีหยก ดังนั้นไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีดัวเองขยับสองแขนพุ่งปราดเข้าไป

        อึ้งเฮียะเต้าหยินทางด้านนี้เพิ่งลอยตัวขึ้น ทางด้านทิปวยเล้งก็โบกแขนเสื้อ เหินละลิ่วมาดุจห่านป่ามหึมา ทั้งสองปะทะฝ่ามือกัน เสียงโครมเมื่อพากันซวนเซท่าถอย ทิปวยเล้งขู่คำรามว่า “อึ้งเฮียะเต้าหยิน ท่านคิดรักษาหน้าหรือไม่?”

        ยามนั้น อสุรีหยกจงใจรับบาดเจ็บ กรีดร้องพลางล่าถอย อึ้งเฮียะเต้าหยินถึงกับอกสั่นขวัญแขวน ไม่คำนึงถึงการตอบคำถามทิปวยเล้ง ร้องว่า “อิดพั้ง ท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว?”

        ท่านยังเข้าใจว่า โต๊ะอิดพั้งประสบภัยเสียอีก อั้งฮุ้นเต้าหยินพลันรองว่า “ซือเฮีย พวกเราไปกันเถอะ”

        ทิปวยเล้งยื่นหมัดนำหน้า ยังคิดลงมือ อสุรีหยกเอนร่างพิงโต๊ะไม้จันทน์ม่วง ร้องว่า “บิดา ผู้บุตรีสู้เสมอกับพวกเขา มิต้องประลองแล้ว”

        ทิปวยเล้งกล่าวว่า “นี่สมควรอธิบายอย่างไร?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีเปรียบอั้งฮุ้นเต้าหยินรอบหนึ่ง แต่ขณะที่รับมือศิษย์รุ่นที่สองของพวกเรา กลับเพลี่ยงพล้ำท่าหนึ่ง ดังนั้นได้แต่ถือว่าสู้เสมอกัน”

        ทิปวยเล้งกล่าวว่า “อย่างนั้นหนี้บัญชีนี้ไม่ต้องสะสางแล้ว อึ้งเฮียะเต้าหยิน พวกท่านมีเรื่องสำคัญต้องกระทำ เราไม่เหนี่ยวรั้งไว้แล้ว” พลางรั้งหมัดกลับคืน ทำหน้าที่ส่งแขก

        อั้งฮุ้นเต้าหยินหัวร่อมิออกร้องไห้ไม่ได้ อึ้งเฮียะเต้าหยินก็ทราบว่าหากสู้สืบไป หามีผลดีไม่ ได้แต่ปั้นรอยยิ้ม ประสานมือกล่าวคำอำลาทิปวยเล้ง

        โต๊ะอิดพั้งก็ประสานมืออำลาตามอึ้งเฮียะเต้าหยิน เห็นอสุรีหยกยืนพิงอยู่ข้างประตู คล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้ม โต๊ะอิดพั้งรีบหันกายไป ไม่กล้ามองดูอีก

        ขบวนผู้คนออกจากตึกตระกูลทิ อั้งฮุ้นเต้าหยินปั้นหน้าเคร่งเครียด เนิ่นนานยังไม่กล่าววาจา อึ้งเฮียะเต้าหยินควบม้าเคียงคู่กันโต๊ะอิดพั้ง จงใจอยู่ล้าหลัง กล่าวเบาๆ ว่า “อสุรีหยกเพลงกระบี่พลิกแพลงพิสดาร สมดังคำร่ำลือจริงๆนางไฉนกลับถูกท่านแทงใส่หนึ่งกระบี่?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นั่นเป็นความดีความชอบของซาซือเจ่ก”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “แม้แต่เราก็ไม่แน่ว่าสามารถเอาชัยนาง”

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่าท่านไม่เชื่อ ต้องหน้าแดงวูบหนึ่ง อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวอีกว่า “ในความเห็นเรา นางกลับยั้งมือไว้ไมตรีต่อท่าน”

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่าซือเจ่กบังเกิดความระแวงสงสัย ได้แต่บอกเล่าเหตุการณ์ที่รู้จักกับอสุรีหยกให้ทราบ อึ้งเฮียะเต้าหยินพอฟังโต๊ะอิดพั้งบอกเล่าเรื่องราวที่อสุรีหยกหาญสู้มารร้ายทั้งหกบนยอดเขาฮั่วซัว ต้องลอบทอดถอนชมเชย หลังจากที่รับทราบความเป็นมาของอสุรีหยก ยิ่งตื่นตระหนกกว่าเดิม

        อั้งฮุ้นเต้าหยินพอฟังจบ ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘นางโจรนี้พฤติการณ์ไม่ธรรมดา มาตรแม้นอยู่ฝ่าย “อธรรม” ยังมีความเที่ยงธรรมอยู่บ้าง’ ดังนั้นกล่าวว่า “ที่แท้นางดื่มนมสุนัขป่าตัวเมียจนเติบใหญ่ มิน่าเล่ามีนิสัยพยศดุร้าย ท่านเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง ไม่ควรคลุกคลีกับนาง”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ซือเจ่กพิจารณาด้วยปราดเปรื่อง ซึ่งความจริงศิษย์กับนางไม่มีความสัมพันธ์เป็นส่วนตัว”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าววว่า “หวังให้เป็นเช่นนั้น หาไม่ท่านที่เป็นเจ้าสำนัก ต้องถูกศิษย์ร่วมสำนักหัวร่อเยาะ”

        โต๊ะอิดพั้งครุ่นคิดขึ้น  ‘ตำแหน่งเจ้าสำนักนี้ เราไม่รับไว้ ก็หาเป็นไรไม่’

        

        ทั้งหมดเดินทางเลียบแม่น้ำฮวงโห ผ่านเมืองช่งกวน เข้าสู่มณฑลฮ่อหนำเมื่อถึงเมืองน่ำเอี้ยง ค่อยวกเข้ามณฑลโอ้วปัก

        ตลอดรายทาง อั้งฮุ้นเต้าหยินกับง้อซิงเซี้ย ก้วงเสียวน้ำและพวกพอสนทนาถึงอสุรีหยก ล้วนบังเกิดอคติอย่างเปี่ยมล้น อึ้งเฮียะเต้าหยินแม้ยังดีกว่า แต่ก็ยึดถืออสุรีหยกเป็นชนชาวอธรรม โต๊ะอิดพั้งต้องลอบทอดถอนใจ รู้สึกว่าความเข้าใจผิดระหว่างคนต่อคน ยากที่จะขจัดลบล้างได้

        เดินทางเป็นเวลายี่สิบกว่าวัน ข้ามท่าข้ามเล่าฮ้อเค้า ภูเขาบู๊ตึงก็ปรากฏแก่สายตา ศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งบรรพชิตฆราวาสล้วนชุมนุมอยู่บนภูเขา ฟังว่าอึ้งเฮียะเต้าหยินรับตัวโต๊ะอิดพั้งกลับมา พากันออกมาต้อนรับ

        เมื่อขึ้นถึงบนภูเขา แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินกับแชซุยเต้าหยินก็ออกจากอารามนักพรตมาต้อนรับ โต๊ะอิดพั้งหลังจากแสดงความคารวะ แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินก็ชักนำโต๊ะอิดพั้งเข้าไป ยลโฉมจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงเป็นครั้งสุดท้าย

        จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงมรณภาพไปสองเดือน แต่คนของสำนักบู๊ตึงเพื่อรอคอยโต๊ะอิดพั้งกลับมา จึงจัดตั้งโลงไว้ โดยไม่บรรจุฝัง โรยตัวยาอยู่รอบซากศพจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง ป้องกันมิให้บูดเน่า มาตรแม้นผ่านไปสองเดือน ดูไปคล้ายยังมีชีวิต

        โต๊ะอิดพั้งพอเปิดโลง ยลโฉมของซือแป๋ผู้ล่วงลับ ต้องร่ำไห้จนสิ้นสติไป ผ่านไปเนิ่นนาน ค่อยฟื้นคืนสติมาอย่างแช่มช้า เห็นซือเจ่กทั้งสี่และศิษย์รุ่นที่สองทั้งฝ่ายเหนือและใต้จำนวนสิบสองคน ยืนเรียงรายอยู่สองฟากข้าง สีหน้าเคร่งขรึมสำรวม อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวขึ้นว่า “อิดพั้ง ซือแป๋ท่านยามมีชีวิต ให้ความรักเมตตาต่อท่าน ถ่ายทอดวิชาฝีมือชั่วชีวิตให้จนหมดสิ้น เพื่อหวังให้ท่านสืบทอดเจตนารมย์ของเขา จรรโลงชื่อเสียงของสำนักเราให้ระบือไกล ท่านทราบหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งโชกศีรษะคำนับ กล่าวว่า “ศิษย์แม้ร่างแหลกลาญเป็นผุยผง ยังไม่เพียงพอกับการทดแทนพระคุณของซือแป๋ผู้ล่วงลับแม้สักหนึ่งในหมื่น”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินยื่นมือประคองโต๊ะอิดพั้งขึ้นมา กล่าวว่า “อย่างนั้นคืนนี้ท่านอาบน้ำชำระกาย ถือศีลกินเจ วันพรุ่งนี้จะประกอบพิธี ยกตำแหน่งเจ้าสำนักแก่ท่าน ท่านมีที่ใดไม่เข้าใจต่ดโครงสร้างของสำนักเรา ตอนนี้สามารถถามไถ่”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ศิษย์ไม่กล้ารับตำแหน่งเจ้าสำนักเด็ดขาด”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวถามว่า “นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ศิษย์อายุเยาว์ด้อยประสบการณ์ ไหนเลยเป็นผู้นำของสำนักได้?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “คิดจรรโลงเกียรติภูมิของสำนักเรา ต้องพึ่งพาบุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ มีภูมิปัญญาและความสามารถเช่นท่าน หรือท่านยังคิดผลักภาระ ให้แก่พวกเราเหล่าพรตเฒ่าทั้งสี่?”

        โต๊ะอิดพั้งมองดูง้อซิงเซี้ยแวบหนึ่ง ง้อซิงเซี้ยไม่รอให้โต๊ะอิดพั้งเอ่ยปาก ชิงนำศิษย์อันดับสูงสี่คนออกมากล่าวว่า “โต๊ะซือตี๋มิต้องบ่ายเบี่ยง คำสั่งเสียของเจ้าสำนักรุนก่อน มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืน? อย่าว่าแต่ซือตี๋ทั้งสี่ล้วนสนับสนุนท่าน”

        ง้อซิงเซี้ยเข้าใจว่าโต๊ะอิดพั้งกริ่งเกรงศิษย์ร่วมสำนักไม่ยอมรับนับถือ จึงกล่าวเช่นนี้ แป๊ะเจี้ยะเต้าหยินก็สอดคำขึ้น “อิดพั้ง ท่านสมควรนึกถึงความหวังที่ซือแป๋ท่านยามมีชีวิตฝากไว้กับตัวท่าน”

        โต๊ะอิดพั้งกวาดตามองรอบข้าง พบว่าในซือเฮียตี๋รุ่นเดียวกันทั้งสิบสองคน ไม่มีผู้ใดรับภาระหน้าที่สำคัญได้จริงๆ อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวอีกว่า “โลงบรรจุศพของซือแป๋ท่าน ไม่อาจจัดตั้งเป็นเวลานาน หากท่านไม่รับตำแหน่งเจ้าสำนัก ซือแป๋ท่านก็ไม่สามารถฝากร่างกับพสุธาท่านไหนเลยหักใจให้เป็นเช่นนี้ได้?”

        โต๊ะอิดพั้งหลั่งน้ำตากล่าวว่า “เรียนซือเจ่กและซือเฮียทุกท่าน ศิษย์ได้รับพระคุณลึกล้ำจากสำนักอาจารย์ เมื่อเป็นคำสั่งของซือแป๋ผู้ล่วงลับ ย่อมต้องปฏิบัติตามจนใจที่ศิษย์ยังมีความนัยอื่นอีก ต่อให้คิดรับตำแหน่งเจ้าสำนักก็ต้องรออีกสามปีให้หลัง”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินถามว่า “นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ศิษย์ถูกผู้คนปรักปรำ ตอนนี้ตกเป็นผู้ต้องหาสำคัญ หากไม่ชำระล้างมลทิน ไหนเลยรับตำแหน่งเจ้าสำนักได้?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินใจหายวาบ เรียกหาโต๊ะอิดพั้งเข้าสู่ห้องด้านในถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ ก่อนหน้านี้โต๊ะอิดพั้งเห็นเรื่องราวมีความสำคัญใหญ่หลวงระหว่างทางมีศิษย์ร่วมสำนักมากหลาย กริ่งเกรงข่าวคราวรั่วไหล จึงไม่ได้เรียนบอกต่ออึ้งเฮียะเต้าหยิน ยามนี้ ไม่มีหนทงเลือกอื่นอีก ได้แต่บ่งบอกออกไป

        อึ้งเฮียะเต้าหยินพอฟังว่า ฝ่ายแมนจูซื้อตัวคนทรยศ คิดล้มล้างราชวงศ์เหม็ง สร้างความตื่นตระหนกยิ่ง ผ่านไปเนิ่นนานจึงถามว่า “เรื่องนี้อสุรีหยกทราบหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งตอบว่า “อสุรีหยกย่อมทราบ ในมารร้ายทั้งหกที่เคยต่อสู้กับนางบนยอดเขาฮั้วซัว มีอยู่สองคนเป็นไส้ศึกแมนจู”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “นางเป็นโจรมิจฉาชีพ มีคนคิดล้มล้างราชวงศ์เหม็ง ไยมิใช่สอดคล้องกับความต้องการของนาง?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นางแค้นคนเหล่านั้นจับใจ มิเพียงแต่นาง เฮ้งเจี่ยฮีก็เช่นเดียวกัน ในสายตาของผู้เหี้ยมหาญชาวมิจฉาชีพ ไม่อาจปล่อยให้แผ่นดินตกไปในเงื้อมมือชาวต่างชาติเด็ดขาด”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินครุ่นคิดเนิ่นนานจึงกล่าว “สำนักบู๊ตึงเราความจริงไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของบ้านเมือง แต่เรื่องราวเกี่ยวพันถึงโชคชะตาของประเทศ ท่านเองก็ถูกปรักปรำ ดังนั้นมิอาจไม่ยุ่งเกี่ยว ท่านตั้งใจว่ารอจนซากศพซือแป๋ได้รับการบรรจุฝัง จะเดินทางขึ้นนครหลวงหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งตอบว่า “ถูกต้อง ข้าพเจ้าจะขอเข้าพบไทจือ รายงานเรื่องราวที่คนต่ำช้าลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์ ป้ายความผิดต่อข้าพเจ้าให้ทราบ”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “ศิษย์ร่วมสำนักอื่น ไม่จำเป็นต้องบ่งบอก แต่กับซือเฮียทั้งสี่ท่านสมควรเรียนบอกให้ทราบ”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็มีความคิดเช่นนี้ ข้าพเจ้ามิใช่ไม่เชื่อถือซือเฮียตี๋ร่วมสำนัก แต่กริ่งเกรงผู้คนมากหลายล่วงรู้เรื่องราวจะแพร่พรายออกไป”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “เราเข้าใจดี ท่านมิต้องอธิบายแล้ว” พลางสั่งโต๊ะอิดพั้งอยู่ภายในห้อง ออกไปตามตัวอั้งฮุ้นแป๊ะเจี๊ยะ แชซุยเต้าหยินทั้งสามเข้ามา

        ทั้งหมดหารือเป็นเวลานาน แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยินจึงกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ตำแหน่งเจ้าสำนักให้อึ้งเฮียะซือเฮียรักษาการแทนสามปี”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “เราย่างเข้าวัยชรา พลังสมาธิอ่อนโทรม ไหนเลยรับภาระหน้าที่นี้ได้?”

        แป๊ะเจ๊ยะเต้าหยินกล่าวว่า “จะอย่างไรเป็นเวลาเพียงสามปี ซือเฮียท่านไม่รับตำแหน่ง ยังมีผู้ใดรับได้?”