คัมภีร์แห่งเภทภัย ข่าวร้ายเจ้าสำนัก "#3"

 

        ครั้นแล้วโต๊ะอิดพั้งล่ำลาเฮ้งเจี่ยฮี กระตุ้นม้ากลับเส้นทางเมื่อขามา ก้วงเสียวน้ำค่อยถามว่า “โต๊ะซือเฮียไฉนร่วมทางกับเด็กน้อยนี้?”

        โต๊ะอิดพั้งย้อนถามว่า “เป็นไรหรือ?”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “มันเป็นบุตรชายของมหาโจรเฮ้งเกียเอี๋ยง”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบแต่แรกแล้ว”

        ง้อซิงเซี้ยเป็นศิษย์คนโตในเหล่าศิษย์รุ่นที่สอง สติปัญญาพื้นเพธรรมดา ดังนั้นยอมรับนับถือโต๊ะอิดพั้งเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ แต่ให้ความสำคัญต่อกฎระเบียบของสำนักบู๊ตึง พอฟังบังเกิดความตื่นตระหนก กล่าวถามก้วงเสียวน้ำว่า “คนเมื่อครู่เป็นบุรุษหนุ่มขับขี่ม้าขาว ซึ่งเคยร่วมทางกับท่านเมื่อปีก่อนหรือ?”

        หลังจากที่ก้วงเสียวน้ำถูกหยามหยัน ก็กลับสำนักไประบายบอกต่อศิษย์ร่วมสำนัก ดังนั้นศิษย์สำนักบู๊ตึงล้วนทราบเรื่อง

        ก้วงเสียวน้ำรับคำ ง้อซิงเซี้ยอดหน้าแปรเปลี่ยนมิได้ กล่าวกับโต๊ะอิดพั้งว่า “ซือตี๋ ตอนนี้ท่านเป็นเจ้าสำนักเรา หลังจากนี้ต้องประพฤติตัวด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม เพื่อเป็นแบบอย่างของศิษย์ร่วมสำนัก”

        โต๊ะอิดพั้งตวาดว่า “ซือเฮียแนะนำสั่งสอน ผู้น้องย่อมต้องปฏิบัติตามเพียงแต่ชาวมิจฉาชีพก็มีชนชั้นถือคุณธรรม พวกเราไม่ประพฤติเป็นโจร เพียงคบหากับพวกมัน ไม่ถือว่าละเมิดกฎของสำนัก”

        ง้อซิงเซี้ยกล่าว “คำพูดนี้ก็ไม่ผิด แต่ฟังว่าเฮ้งเจี่ยฮีผู้นี้สมคบคิดกับนางโจรอสุรีหยก เรื่องที่อสุรีหยกปลุ้นชิงทรัพย์ของโจ้วแป๋ท่าน ซือตี๋คงทราบแล้วกระมัง?”

        โต๊ะอิดพั้งหน้าแดงวูบหนึ่ง ตะกุกตะกักว่า “ท่านผู้เฒ่ากลับไม่ตำหนินาง”

        ก้วงเสียวน้ำพอฟัง รู้สึกไม่พอใจ ถามว่า “โต๊ะซือเฮียพบพานอสุรีหยกแล้วหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งผงกศีรษะรับ พลันกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าพเจ้าว้าวุ่นใจยิ่ง มีเรื่องมากหลายรอไว้ภายหน้าค่อยสนทนากับซือเฮียทุกท่าน ก้วงซือตี๋ คราก่อนท่านคุ้มครองส่งโจ้วแป๋ผู้ล่วงลับแทนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำนึกขอบคุณยิ่ง”

        กล่าวพลางประสานมือคารวะ ก้วงเสียวน้ำรีบคารวะตอบกล่าวด้วยใบหน้าแดงซ่านว่า “ผู้น้องฝีมือต่ำต้อย ไม่มีปัญญาคุ้มครองส่ง มาตรว่าซือเฮียไม่ตำหนิติเตียน ผู้น้องก็ละอายใจยิ่ง”

        ง้อซิงเซี้ยกล่าวเสริมว่า “เรื่องเหล่านี้มิต้องเอ่ยถึงแล้ว โต๊ะซือตี๋เป็นอัจฉริยบุรุษของสำนักเรา ตอนนี้ยังเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ ท่านยังกลัวเขาไม่แก้แค้นให้แก่ท่านหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งควบม้าเหยาะย่าง จิตใจยุ่งเหยิงดุจกองปอ เรื่องที่ซือเฮียตี๋ร่วมสำนักผูกใจเคียดแค้นอสุรีหยกอยู่ในความคาดคิดของเขาแต่แรก แต่คิดไม่ถึงว่าจะลึกล้ำรุนแรงถึงเพียงนี้ ตอนนี้อสุรีหยกอยู่ในตึกตระกูลทิ อีกชั่วขณะก็จะพบกนแล้ว

        โต๊ะอิดพั้งใจเต้นระทึก ได้ยินง้อซิงเซี้ยกล่าวว่า “ซือตี๋ เร่งม้าเร็วกว่านี้”

        โต๊ะอิดพั้งปล่อยให้ม้าคู่ขาควบตะบึง โดยไม่เหนี่ยวรั้งบังคับ ชั่วครู่ให้หลังมาถึงตึกตระกูลทิ เพิ่งข้ามประตูตึกเข้าไป ได้ยินอึ้งเฮียะเต้าหยินส่งเสียงตวาดก้อง สร้างความตื่นตระหนกแก่ง้อซิงเซี้ย ไม่รอให้บ่าวไพร่ภายในตึกเข้าไปรายงาน ก็นำศิษย์ร่วมสำนักฮือเข้าไป

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกำลังคาดคั้นถามไถ่อสุรีหยก พลันเห็นง้อซิงเซี้ยและพวกห้อมล้อมโต๊ะอิดพั้งเข้ามารีบสะอึกเข้ารับหน้า โต๊ะอิดพั้งก็ร่ำไห้พลางหมอบกราบกรานลง

        อึ้งเฮียะเต้าหยินประคองโต๊ะอิดพั้งขึ้น ถ่ายทอดคำสั่งเสียของจี่ฮุ้นเต้าเจี้ยงต่อโต๊ะอิดพั้งอีกเที่ยวหนึ่ง โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ศิษย์ไร้ปัญญาความสามารถ ไหนเลยแบกรับหน้าที่สำคัญได้? ซือเจ่กโปรดนำศิษย์กลับสำนัก เรียกประชุมศิษย์ร่วมสำนัก คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมใหม่”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินไม่สะดวกกับการหารือในตึกตระกูลทิ จึงกล่าว “อย่างนั้นก็ประเสริฐ รอให้เราสะสางข้อบาดหมางกับเฒ่าแซ่ทิจะเดินทางกลับสำนักด้วยกัน”

        ทิปวยเล้งเห็นคนของสำนักบู๊ตึงพลิกสภาพกลายเป็นเจ้าของ ส่งเสียงอึกทึกวุ่นวายในบ้านมัน สร้างความไม่พอใจยิ่ง ดีที่จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงเป็นบุคคลที่มันให้ความเคารพยกย่อง ไม่เช่นนั้นคงอาละวาดแต่แรก ยามนี้เห็นคำสนทนาระหว่างอึ้งเฮียะเต้าหยินกับโต๊ะอิดพั้งยุติในระดับหนึ่ง จึงผุดลุกขึ้น กล่าวว่า”อึ้งเฮียะเต้าหยิน ตอนนี้ผู้สืบตำแหน่งเจ้าสำนักพวกท่านอยู่ที่นี้ ท่านสามารถถามไถ่เขาว่า เจ็งเคี้ยงเต้าหยินถูกผู้ใดทำร้ายถึงแก่ชีวิต?”

        โต๊ะอิดพั้งฟังจากถ้อยคำ สังเกตจากท่าที คาดว่าทิปวยเล้งกับซือเจ่ก คงเกิดการเข้าใจผิดเพราะการตายของเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน จึงรายงานต่อซือเจ่กว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินถูกคนของกิมต๊กอี้ ใช้ฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬทำร้ายถึงแก่ชีวิต ทิเล่าเอ็งฮ้งกำลังตระเตรียมเดินทางสู่แดนไซฮกเพื่อล้างแค้นให้แก่ผู้ตาย”

        โต๊ะอิดพั้งพอเอ่ยปาก อึ้งเฮียะเต้าหยินมิอาจไม่เชื่อ ใบหน้ากลับกลายเป็นแดงฉาน รีบประนมมือคำนับต่อทิปวยเล้ง กล่าวว่า “เมื่อครู่ล่วงเกินโดยอุกอาจ อาตมาขออภัย ณ ที่นี้ ทิเหลา (ผู้เฒ่าแซ่ทิ) ออกเดินทางเมื่อใด อาตมาจะสั่งให้ศิษย์ในสำนักช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง”

        ทิปวยเล้งแค่นหัวร่อกล่าวว่า “มิต้องแล้ว เราเพียงคิดขอให้พวกท่านอธิษฐานที่เบื้องหน้าดวงวิญญาณของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงแทนว่า เราผู้แซ่ทิหนึ่งนั้นถูกภารกิจผูกมัดตัว สองสังกัดสำนักผิดแผกแตกต่าง ได้แต่เคารพศพแต่ไกล ไม่อาจไปร่วมพิธีด้วยตัวเองได้”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินทราบว่า ทิปวยเล้งยังมีโทสะไม่คลาย จึงกล่าว “ทิเหลากล่าวรุนแรงไปแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง สายตาพลันเหลือบเห็นก้วงเสียวน้ำยืนอยู่ข้างอั้งฮุ้นเต้าหยินซือเจ่ก รายงานอย่างแผ่วเบา ต้องลอบร้องผิดท่า ก้วงเสียวน้ำเป็นศิษย์คนโปรดของอั้งฮุ้นเต้าหยิน คงร้องขอให้ซือแป๋ล้างแค้นให้แก่มัน

        โต๊ะอิดพั้งเหลียวดูอสุรีหยก เห็นอสุรีหยกนั่งอยู่ด้านหลังทิปวยเล้ง เหลียวซ้ายแลขวาราวกับไม่มีเรื่องราวใด โต๊ะอิดพั้งพอมองดู พอดีประสานพบกับสายตาของนาง ต้องรีบก้มศีรษะต่ำ หัวใจเต้นตูมตามขึ้นมา

        อึ้งเฮียะเต้าหยินพอขอขมาต่อทิปวยเล้ง ก็ไม่มีคำพูดจะกล่าวฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ทิเหลา พวกเราคิดขออำลา”

        เพิ่งกล่าวจบ อั้งฮุ้นเต้าหยินพลันกระโดดปราดออกมา ร้องว่า “ซือเฮียช้าก่อน”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินเหลียวหน้าไปอย่างงุนงง เห็นอั้งฮุ้นเต้าหยินชี้มือไปยังสตรีสาวที่ด้านหลังทิปวยเล้ง กล่าวเสียงกังวานว่า “นึ่งเอ็งฮ้ง (วีรสตรี) นางนี้ เป็นที่เลื่อมใสของพวกเรา  อาตมาคิดขอรับคำแนะนำสั่งสอนแต่แรก คิดไม่ถึงวันนี้มีวาสนาพบพาน”

        อั้งฮุ้นเต้าหยินตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่าซือตี๋เสียสติไปด้วยศักดิ์ศรีของห้าบรรพชิตบู๊ตึง ไฉนกล่าววาจาท้าทายสตรีสาวอายุเยาว์นางหนึ่ง?’

        ทิปวยเล้งแค่นหัวร่อ หลบเลี่ยงไปด้านข้าง อสุรีหยกยังมีสีหน้าเป็นปรกติ จัดแจงเสื้อผ้า ลุกขึ้นช้าๆ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เพลงกระบี่บู๊ตึงเป็นเอกในแผ่นดิน ข้าพเจ้าไหนเลยกล้ารับคำแนะนำสั่งสอนจากเต้าเจี้ยง?”

        อั้งฮุ้นเต้าหยินแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า “ไม่รับกระบวนท่าก็ได้ แต่โกวเนี้ยต้องชดใช้หนี้ที่ติดค้างสำนักบู๊ตึงเรามา”

        อสุรีหยกเลิกคิดถามว่า “ชดใช้หนี้อันใด?”

        อั้งฮุ้นเต้าหยินกล่าวว่า “ขอให้โกวเนี้ยตัดนิ้วมือหกนิ้ว ให้อาตมานำกลับสำนักไป”

        คราก่อนอสุรีหยกอยู่บนภูเขาเตี่ยกุนซัว เคยหยามหยันศิษย์สำนักบู๊ตึง ฟันนิ้วมือก้วงเสียวน้ำสองนิ้ว อีกสี่คนถูกตัดนิ้วคนละหนึ่งนิ้ว รวมเป็นหกนิ้ว อึ้งเฮียะเต้าหยินพอฟัง ค่อยทราบว่าสตรีสาวนางนี้มิใช่บุตรีของทิปวยเล้ง หากแต่เป็นอสุรีหยกที่ชาวยุทธจักรได้ยินชื่อก็ขวัญฝ่อ

        อสุรีหยกหัวร่อคิกคัก หาตอบคำไม่ อั้งฮุ้นเต้าหยินเห็นเช่นนั้นไม่สะดวกกับการชักกระบี่คุกคาม โต๊ะอิดพั้งกลับร่างสั่นระริก ก้วงเสียวน้ำเห็นโต๊ะอิดพั้งมีสีหน้าผิดปรกติ จึงเดินเข้ามากระซิบถามว่า “ซือเฮีย ท่านเป็นไรแล้ว?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวกลบเกลื่อนว่า “ไม่มีใด”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “นางโจรนี้มีเพลงกระบี่ร้ายกาจ ข้าพเจ้ากริ่งเกรงซือแป๋กำราบนางไม่ได้ ซือเฮีย ท่านต้องตระเตรียมตัวอย่าได้ปล่อยให้นางหลบหนีไป”

        โต๊ะอิดพั้งผงกศีรษะอย่างเลื่อนลอย ในใจเพียงภาวนาว่าการประลองกระบี่อย่าได้บังเกิดขึ้น

        ทิปวยเล้งหัวร่อพลางเดินถึงกึ่งกลางวง ถามเสียงกังวานว่า “เลี่ยงยี้ เจ้าติดค้างหนี้สินของสำนักบู๊ติ้งจริงๆ?”

        อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “มิใช่ติดค้างหนี้สิน หากแต่ถือเป็นของขวัญ ศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งห้าประลองกระบี่กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าย่อมไม่อาจเลิกราด้วยมือเปล่า นี่เป็นกฎของฝ่ายมิจฉาชีพ บิดา ท่านไม่ทราบหรือ?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินได้ยินทั้งสองเรียกหาฉันพ่อลูก ต้องงงงันอีกครา ทิปวยเล้งยกมือลูบเครา ยิ้มพลางกล่าวว่า “เลี่ยงยี้ เจ้าคงดูคนผิดแล้ว คาดว่าคนเหล่านั้นแอบอ้างชื่อของสำนักบู๊ตึง ลองนึกดู สำนักบู๊ตึงมีเพลงกระบี่เป็นเลิศ เมื่อลงมือห้าต่อหนึ่ง ไหนเลยพ่ายแพ้ในเงื้อมมือเจ้าได้?”

        สองพ่อลูกหนึ่งกล่าวนำหนึ่งขานรับ สร้างความขุ่นเคืองแก่อั้งฮุ้นเต้าหยินกว่าเดิม เสียงเปรื่องเมื่อชักกระบี่ออกถือมั่น ตวาดว่า “อสุรีหยก ท่านยังไม่ชดใช้หนี้บัญชีรายนี้อีก?”

        จากนั้นกล่าวกับทิปวยเล้งว่า “พวกเราเร้นกายในป่าเขา รอบรู้อย่างจำกัด หาทราบไม่ว่าท่านมีบุตรีที่สูงเยี่ยมเช่นนี้นางหนึ่ง พวกเราทวงถามหนีบัญชีจากบุตรีท่านต่อหน้าท่าน นับเป็นการไม่คารวะ แต่ฆ่าคนชดใช้ชีวิต ติดหนี้ชำระเงินทองเราเองก็อับจนปัญญา”

        ทิปวยเล้งหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “บุตรีเราผู้นี้ผิดแผกแตกต่างจากทั่วไป เรื่องที่นางกระทำ ไม่ให้เรายุ่งเกี่ยว นางติดค้างหนี้สินอันใด ล้วนชำระสะสางเอง พวกท่านอย่าได้บีบบังคับเราชดใช้หนี้แทนนาง”

        อึ้งเฮียะกับอั้งฮุ้นเต้าหยินสงสัยใจยิ่ง ฟังจากปากคำทิปวยเล้ง ไม่คล้ายเป็นความสัมพันธ์ฉันพ่อลูก ทิปวยเล้งหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “แต่เราผู้เป็นบิดาก็ต้องผดุงความยุติธรรม ท่านคิดทวงถามบัญชีจากนางคนเดียว หรือว่าพวกท่านที่เป็นยอดฝีมือสำนักบู๊ตึงทั้งสองล้วนคิดทวงถามหนี้บัญชีจากนาง?”

        อั้งฮุ้นเต้าหยินกระชากเสียงว่า “ขอเพียงท่านไม่ลงมือ สำนักบู๊ตึงเราจะไม่ใช้พวกมากเข้าเอาชัย”

        ทิปวยเล้งยิ้มพลางกล่าวว่า “อย่างนั้นหรือ? ซึ่งความจริง พวกท่านเพิ่มเข้าไปอีกหลายคนก็ไม่เป็นไร ขอเพียงอึ้งเฮียะเต้าหยินสะกดกลั้นใจได้ เรายินดีอยู่เป็นเพื่อนเขานั่งชมดูเพลงกระบี่

        คำพูดนี้หมายความว่า ขอเพียงอึ้งเฮียะเต้าหยินไม่ลงมือ ต่อให้พวกท่านล้วนฮือเข้าไป ก็มิใช่คู่มือของอสุรีหยก

        อั้งฮุ้นเต้าหยินเดือดดาลกว่าเดิม ร้องว่า “อสุรีหยก ท่านยังไม่ชักกระบี่ จะรอถึงเวลาใด?”

        อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “คำสั่งผู้อาวุโส ผู้เยาว์สมควรปฏิบัติตาม แต่ข้าพเจ้าไม่กล้าล่วงละเมิด ขอท่านป้อนกระบวนท่าก่อน”

        อั้งฮุ้นเต้าหยินคาดคั้นคุกคาม อสุรีหยกกลับคล้ายไม่มีเรื่องราวใด ปากแม้รับคำ แต่ยังไม่ชักกระบี่ อั้งฮุ้นเต้าหยินเดือดดาลถึงขีดสุดสอดกระบี่คืนสู่ฝัก ผลักดันมือซ้ายออก ประกบนิ้วสองนิ้วด้วยท่าอ่วยเล้งเตี่ยมเจ็ง (วาดมังกรแต้มนัยน์ตา) จี้ใส่ใบหน้าอสุรีหยก

        มิคาดอสุรีหยกขยับกายเล็กน้อย อั้งฮุ้นเต้าหยินก็โถมพลาดผิดพลันรู้สึกมีเสียงลมแหวกฝ่าอากาศจากด้านหลัง พลังความเย็นสายหนึ่งคุกคามมาถึง

        อั้งฮุ้นเต้าหยินใจหายวาบ ดีที่ท่านมีฝีมือสูงเยี่ยม รีบใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น ใช้ท่วงท่าอวงเอียชะลิ้ว (ก้มเอวปักหลิว) หยิบยืมพลังหมุน ตัวพุ่งตัวออกไปขณะที่หมุนตัว ยังสำแดงวิชาดวงเอียเลี่ยงฮ้วงคา (เท้านกเป็ดน้ำสัมพันธ์) ฟังเสียงจำแนกอาวุธ ถีบเท้าซ้ายไปด้านหลังถีบใส่ข้อมือที่ถือกระบี่ของอสุรีหยก

        อสุรีหยกสลับเท้าเยื้องยาง อั้งฮุ้นเต้าหยินพุ่งตัวออกไปวาเศษ ค่อยหันขวับกลับมา อสุรีหยกชักกระบี่ออกถือมั่น แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “เต้าเจี้ยงไฉนไม่ชักกระบี่?”

        อั้งฮุ้นเต้าหยินสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ความรวดเร็วของฝีมืออสุรีหยก นับว่าในชีวิตไม่เคยพบพานมา คิดไม่ถึงระหว่างที่หลบเลี่ยงกระบวนท่า เพียงขยับกายวูบ ก็ชักกระบี่จู่โจม ตัวเองประมาทศัตรู รุกไล่โดยผลีผลาม ถึงกับแทบพลาดท่าเสียที

        อึ้งเฮียะเต้าหยินชมดูอยู่ด้านข้าง ก็บังเกิความตื่นเต้นสงสัย อสุรีหยกมีพลังฝีมือระดับใด ยังไม่ทราบได้ แต่วิชาตัวเบานี้ยังเหนือล้ำกว่าทิปวยเล้ง ดูท่าวิชาฝีมือของนางไม่ได้รับถ่ายทอดจากทิปวยเล้ง

        ยามนั้นอั้งฮุ้นเต้าหยินไหนเลยกล้าชะล่าใจ รีบชักกระบี่จากฝักกล่าวว่า “ประเสริฐ คราครั้งนี้ขอให้โกวเนี้ยป้อนกระบวนท่าก่อน”

        น้ำเสียงนับว่าอ่อนโยนกว่าเดิม อสุรีหยกยิ้มอีกครา กล่าวคำ “ล่วงเกิน” มือซ้ายประกบนิ้วตั้งท่า แขนขวายื่นไปเบื้องหน้า ปลายกระบี่แลบแปลบ กลับแทงใส่ทรวงอกอั้งฮุ้นเต้าหยินโดยตรง

        หลักวิชาบู๊มิว่าไว้ “กระบี่เดินแนวด้านข้าง ทวนบรรทัดเป็นเส้นตรง” ยังมีคำ “ดาบเดินด้านสว่าง กระบี่เดินด้านมืด” หมายความว่าเพลงกระบี่เน้นความคล่องแคล่วปราดเปรียว คนใช้กระบี่มักรุกเข้าหาจากทางซ้ายขวาด้านข้าง น้อยครั้งจะบุกเข้าทางด้านตรง ยามนี้อสุรีหยกพอใช้กระบวนท่า ก็แทงใส่ทรวงอกโดยตรง นับเป็นการดูแคลนชนิดหนึ่ง

        อั้งฮุ้นเต้าหยินแม้เปลี่ยนแปลงทัศนคติต่ออสุรีหยกยึดถือนางเป็นคู่มือที่ทัดเทียม แต่เห็นนางดูแคลนถึงเพียงนี้ อดมีโทสะมิได้ ควงกระบี่เป็นวงด้วยท่าซัวบู๊งึ่นจั้ว (งูเงินพุ่งฉวัดเฉวียน) เข้าปะทะกับคมกระบี่ของอสุรีหยก

        นี่เป็นท่าไม้ตายในเจ็ดสิบสองท่ากระบี่สัมพันธ์ของสำนักบู๊ตึง ใช้ทำลายกระบวนท่าทีศัตรูแทงตรงมาโดยเฉพาะ อึ้งเฮียะเต้าหยินที่ด้านข้าง ชมดูจนลอบโห่ร้องชมเชย เห็นว่าซือตี๋ใช้กระบวนท่านี้ในจังหวะเวลาพอดี พอควงกระบี่แล้วกระชากรั้ง ต้องช่วงชิงอาวุธของศัตรูมาแน่นอน

        อั้งฮุ้นเต้าหยินก็คาดคิดเช่นนี้ มิคาดเพลงกระบี่ของอสุรีหยกไม่ดำเนินตามกฎเกณฑ์ เห็นนางเสือกระบี่ในด้านตรง เป็นกระบวนท่าตั๊กจั้โท่วซิ่ง (งูพิษแผ่แม่เบี้ย) ชัดๆ ไม่ทราบเพราะเหตุใด พอขยับสั่นพลิ้วคมกระบี่ พลันลื่นไหลไปด้านข้าง แทงใส่หัวไหล่ซ้าย ทั้งครอบคลุมถึงแขนซอกแขน

        อั้งฮุ้นเต้าหยินตื่นตระหนกยิ่ง ทั้งคนทั้งกระบี่หมุนคว้างครึ่งรอบค่อยหลบรอดจากกระบวนท่านี้ แต่อสุรีหยกถลันตามติด ก้มเอวยื่นแขนออก ใช้กระบี่ปานสายลมอั้งฮุ้นเต้าหยินดูออกว่า นี่เป็นกระบวนท่าเล้งมึ้งโก้วลั้ง (คลื่นหนุนประตูมังกร) ดังนั้นรีบตวัดเขี่ยกระบี่ขึ้น

        หาคาดไม่ว่าอสุรีหยกใช้กระบี่ถึงกลางคัน พลันเปลี่ยนทิศทางคล้ายบนแต่แล้วเป็นล่าง คล้ายซ้ายแต่แล้วเป็นขวา คุกคามอั้งฮุ้นเต้าหยินมือไม้ปั่นป่วน ถอยร่นเป็นพัลวัน

        แต่เพลงกระบี่บู๊ตึง มิใช่มีชื่ออันจอมปลอม อั้งฮุ้นเต้าหยินพอรับมือหลายกระบวนท่า แม้รู้สึกว่าเพลงกระบี่ของอสุรีหยกพลิกแพลงพิสดาร ยังพอสังเกตดูเลศนัยออก ไม่คล้ายกับตอนแรกที่มือไม้ปั่นป่วนทยอยร่ายรำใช้เจ็ดสิบสองท่ากระบี่สัมพันธ์ออก เพียงตั้งรับโดยไม่จู่โจม

        ควรทราบว่าสำนักบู๊ตึงเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน เพลงกระบี่ผ่านการแก้ไขปรับปรุงโดยยอดฝีมือรุ่นต่างๆ จึงเข้มแข็งรัดกุม จวบจนได้รับยกย่องเป็นกระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน ภายใต้การตั้งรับของอั้งฮุ้นเต้าหยิน อสุรีหยกยามกะทันหันไม่สามารถจู่โจมเข้าไปได้

        ใจกลางฝ่ามือของอึ้งเฮียะเต้าหยินปรากฎหยาดเหงื่อไหลซึมยามนี้ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แต่อั้งฮุ้นเต้าหยินยังคำนวณเพลงกระบี่ของอสุรีหยกไม่ออก หักล้างกันห้าหกสิบกระบวนท่า อสุรีหยกมักช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ รุกไล่ตลอดเวลา

        จิตใจของอึ้งเฮียะเต้าหยินตื่นเต้นเครียดอีกครา หวนนึกถึงยอดฝีมือประลองกระบี่ หากเพียงปิดป้องต้านรับ ต้องถูกสยบทุกวิถีทางเวลาพอนานเข้า ย่อมปรากฏช่องโหวให้จู่โจม แต่ท่านมีลำดับรุ่นสูงส่งบวกกับมีข้อตกลงกับทิปวยเล้ง ไม่อาจลงมือช่วยเหลือได้

        ยามนั้นประจวบกับโต๊ะอิดพั้งยืนอยู่ด้านข้าง อึ้งเฮียะเต้าหยินจึงฉุดดึงมือโต๊ะอิดพั้ง กล่าวเบาๆ ว่า “อีกครู่ท่านรับมือแทนซือเจ่กเถอะ”

        ในศิษย์รุ่นที่สอง โต๊ะอิดพั้งมีฝีมืออันดับหนึ่ง มาตรว่าอ่อนด้อยกว่าอั้งฮุ้นเต้าหยินขั้นหนึ่ง แต่บุรุษหนุ่มมีกำลังวังชา ยังกล้าแข็งกว่าซือเจ่ก ดังนั้นอึ้งเฮียะเต้าหยินใช้โต๊ะอิดพั้งออกไป อย่างน้อยสมควรต้านทานได้สามสี่สิบกระบวนท่า มิหนำซ้ำโต๊ะอิดพั้งเป็นผู้เยาว์ มาตรว่าพ่ายแพ้ ก็หาเสื่อมเสียหน้าไม่

        ยามนั้นโต๊ะอิดพั้งคล้ายโง่งมคล้ายซึมเซา จับตาดูการต่อสู้ มือเท้าล้วนเย็นเฉียบ อึ้งเฮียะเต้าหยินพอฉุดดึงมือโต๊ะอิดพั้ง อดใจหายวูบมิได้ ถามว่า “ท่านไม่สบายหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งสั่นศีรษะ อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวเสียงทุ้มหนักว่า “ท่านได้ยินคำพูดของเราหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งผงกศีรษะรับอย่างเลื่อนลอย ไม่ทราบได้ยินจริงหรือไม่ อึ้งเฮียะเต้าหยินเห็นจิตใจโต๊ะอิดพั้งไม่อยู่กับตัว ต้องลอบวิตกกังวล

        การต่อสู้ภายในวงยิ่งทวีความรุนแรง หน้าผากของอั้งฮุ้นเต้าหยินปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึม อสุรีหยกพลันหัวร่อดังยาวนาน ควงกระบี่เป็นบุปผากระบี่วงหนึ่ง แทงใส่ข้อมือซ้ายของอั้งฮุ้นเต้าหยิน

        อั้งฮุ้นเต้าหยินยกกระบี่ปิดป้อง นางหดมือกลับไป คมกระบี่ปักจากบนลงล่าง แสดงว่าแทงใส่หัวเข่าของอั้งฮุ้นเต้าหยิน กลับเป็นกระบวนท่าในเพลงกระบี่บู๊ตึงนามกิมจำโต่วซี่ (เข็มทองผ่านภพ)

        อั้งฮุ้นเต้าหยินรู้สึกเหนือความคาดหมาย ซึ่งความจริงท่านต่อสู้กับนางร้อยกระบวนท่า พอดูออกว่าท่ากระบี่ของนางตรงข้ามกับเพลงกระบี่ทั่วไป เมื่อนึกหาวิธีทำลายไม่ได้ ก็เพียงต้านรับถ่ายเดียว แต่พลันเห็นกระบวนท่าของศัตรูเป็นเพลงกระบี่ประจำสำนัก ยามกะทันหันลืมเลือนว่า ท่ากระบี่ของนางเป็นแนวทางตรงกันข้าม กลับขยับถอยห่าง ควงกระบี่เป็นวงสองวง

        กระบวนท่านี้เรียกว่าซาจ้วงฮวบลุ้น (ธรรมจักรสามรอบ) ความจริงเป็นท่าต้านทานกระบวนท่าเข็มทองผ่านภพ มิคาดอสุรีหยกแทงกระบี่ลงชัดๆ แต่แล้วคมกระบี่ดีดสะท้อนขึ้น พัวพันกระบี่ของอั้งฮุ้นเต้าหยินไว้ ถึงกับแทบกระชากรั้งกระบี่ของอั้งฮุ้นเต้าหยินหลุดจากมือ