คัมภีร์แห่งเภทภัย ข่าวร้ายเจ้าสำนัก "#2"

 

        เช้าวันที่สอง โต๊ะอิดพั้งกล่าวคำอำลาก่อน อสุรีหยกจึงกล่าว “หวังว่าท่านเดินทางถึงนครหลวงโดยสวัสดิภาพ”

        โต๊ะอิดพั้งก็กล่าวว่า “หวังว่าท่านสามารถทวงถามคัมภีร์กระบี่กลับคืน”

        เฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งชิวเฮี้ยก็กล่าวคำอำลาต่อทิปวยเล้ง ทิปวยเล้งกล่าวว่า “หลานเรา เจ้าพอกลับไป ให้ขอขมาต่อบิดาท่านแทนเรา ที่แล้วมาเรากระทำการวู่วามเกินไป”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวคำ “มิกล้า”

        ทิปวยเล้งหยุดเล็กน้อย จึงยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “เม่งเสียวเจี๊ยะผู้นี้ประเสริฐเลิศกว่าซังฮู้มากนัก พวกท่านผ่านมรสุมครั้งนี้ คงสามารถครองคู่ชั่วนิรันดร์”

        เฮ้งเจี่ยฮีคลายใจลง ทราบว่านับแต่นี้ชายชราผู้นี้ไม่รบเร้าพัวพันตัวเองอีก พริบตานั้นทั้งปีติยินดี ทั้งบังเกิดความเวทนาจิต ที่ปีติยินดีคือเม่งชิวเฮี้ยมีรักแท้ต่อตัวเอง ที่เวทนาคือ ชายชราผู้นี้ออกจะเดียวดายไปแล้ว ยามนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอส่งโต๊ะเฮียสักระยะทางหนึ่ง”

        ทิปวยเล้งถามว่า “อสุรีหยกเล่า? ท่านไม่ไปหรือ?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าย่อมไม่อาจปล่อยให้ท่านทวงถามคัมภีร์กระบี่ให้แก่ข้าพเจ้าเพียงลำพัง”

        ทิปวยเล้งกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “เราเมื่อรับปากท่าน ก็เป็นเรื่องราวของเรา ท่านเข้าใจว่าเราลำพังคนเดียว ทวงถามคัมภีร์กระบี่กลับมาไม่ได้หรือ?”

        อสุรีหยกลอบหัวร่อชายชราผู้นี้ชมชอบเอาชัย ปากกล่าวว่า “ทิเล่าเอ็งฮ้งออกศึก ข้าพเจ้าวางใจได้อย่างเต็มที่ แต่ท่านออกเดินทางไกลแต่ผู้เดียว ย่อมเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ข้าพเจ้าอยู่ข้างกายท่านช่วยแก้เหงาให้แก่ท่านไม่ดีหรือ?”

        ทิปวยเล้งได้ยินอสุรีหยกกล่าวคำยกย่อง บังเกิดความยินดี พอฟังคำพูดตอนท้าย คล้ายกับผู้บุตรีกล่าวกับบิดา มาตรแม้นทิปวยเล้งชมชอบเอาชัย แต่ก็นิยมบุคคลที่เปิดเผยจริงใจ มันกับอสุรีหยกต่อสู้กันสองรอบ กลับกลายจากศัตรูเป็นสหาย นึกนิยมยกย่องกันและกัน ยามนั้นหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “น่าเสียดายที่ท่านมิใช่บุตรีเรา”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าพเจ้าเป็นบุตรีของท่านเถอะ” พลางย่อกายลงกราบกราน เรียกคำ “งี่แป๋” (บิดาบุญธรรม)

        ทิปวยเล้งรีบประคองนางขึ้นมา กล่าวว่า “นี่ไหนเลยรับได้?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ท่านไม่ยอมรับข้าพเจ้าเป็นบุตรีบุญธรรม คงถือสาข้าพเจ้าด่าว่าท่าน ลงมือต่อท่าน ในความเห็นข้าพเจ้า หากท่านคิดระบายโทสะ ยังคงเป็นงี่แป๋ข้าพเจ้า ท่านพอเป็นงี่แป๋ข้าพเจ้า ได้แต่ด่าว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่อาจด่าว่าท่านแล้ว”

        ทิปวยเล้งถูกนางหยอกเย้าจนหัวร่อดังๆ ออกมา กล่าวว่า “อย่างนั้นเราไม่รับท่านเป็นบุตรีบุญธรรม กลับแสดงว่าเราจิตใจคับแคบ น่าเสียดายที่เราไม่มีของขวัญแรกพบมอบให้ ท่านฝีมือสูงล้ำกว่าเรา เราไม่มีสิ่งใดถ่ายทอดให้ แต่เรามีความสำเร็จด้านวิชากำลังภายใน ภายหน้าสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยกัน”

        อสุรีหยกยินยอมกราบกรานทิปวยเล้งเป็นบิดาบุญธรรม หนึ่งนั้นสืบเนื่องจากทิปวยเล้งมีนิสัยใจคอดุจเดียวกับนาง อีกทางหนึ่งนึกเวทนาทิปวยเล้งอยู่โดดเดี่ยวลำพัง ไม่มีความคิดฝึกปรือวิชากำลังภายในให้ ดังนั้นย่อกายลงกราบขอบคุณ

        ทิปวยเล้งกับอสุรีหยกส่งโต๊ะอิดพั้งและพวกออกจากตัวตึก อสุรีหยกฝากฝังเรื่องราวบนค่ายภูเขาต่อเฮ้งเจี่ยฮี พร้อมกับขอให้เม่งชิวเฮี้ยช่วยดูแลบริวารหญิงของนาง หวนนึกถึงต้องแยกจากโต๊ะอิดพั้งอีกครั้ง สร้างความอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก

        หลังจากที่ส่งทั้งหมดออกเดินทาง ก็เป็นเวลาใกล้เที่ยง ทิปวยเล้งนำอสุรีหยกกลับบ้านมาพักผ่อน พลันขมวดคิ้วกล่าวว่า “โต๊ะอิดพั้งนั้นวางท่าราวกงจื้อสูงศักดิ์ เราช่างประหลาดใจ เจ้าไฉนดีต่อเขาถึงเพียงนั้น”

        อสุรีหยกแย้มยิ้มไม่ตอบคำ พลันปรากฏบ่าวไพร่จัดส่งกล่องนามบัตรสีดำมาใบหนึ่ง เป็นความหมายว่ามีคนขอเข้าพบ ทิปวยเล้งเห็นกล่องนามบัตรเป็นสีดำ ต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน อสุรีหยกก็กล่าวว่า “คนผู้นี้ไฉนเสียมายาทถึงเพียงนี้?”

        กล่องบรรจุนามบัตรทั่วไป หากมิใช่เดินทอง ก็เป็นไม้แดง เป็นความหมายมงคล น้อยครั้งจะลงรักเป็นสีดำ ยามนั้นทิปวยเล้งกล่าวว่า “ลองดูแล้วคอ่ยว่ากล่าวเถอะ” พลางเปิดกล่องหยิบนามบัตรออกมา เห็นเขียนข้อความ “อึ้งเฮียะเต้าหยิน อั้งฮุ้นเต้าหยินแห่งสำนักบู๊ตึง นำศิษย์ขอเข้าพบ” ต้องขมวดคิ้วกล่าวว่า “ห้าบรรพชิตบู๊ตึงดั้นด้นมาหาเราทำอะไร? พวกมันถือดีว่าเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน ยึดถือเราเป็นฝ่ายอธรรม วันนี้ไฉนเคารพนบนอบขึ้นมา?”

        จากนั้นถ่ายทอดวาจา ให้เชื้อเชิญอาคันตุกะขึ้นมา

        ในห้าบรรพชิตบู๊ตึง อึ้งเฮียะเต้าหยิน (นักพรตใบไม้เหลือง) จัดอยู่อันดับสอง อั้งฮุ้นเต้าหยิน (นักพรตเมฆแดง) จัดอยู่อันดับสาม เพียงรอจากเจ้าสำนักบู๊ตึงจี้เอี้ยงเต้าเจี้ยง คราก่อนทิปวยเล้งเคยประฝ่ามือกับแป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน (นักพรตหินขาว) ซึ่งจัดอยู่อันดับสี่ ได้ชัยกระบวนท่าหนึ่ง ฝ่ายสำนักบู๊ตึงล้วนไม่ยอมรับนับถือ ทิปวยเล้งพอเห็นนามบัตรของทั้งสอง บังเกิดความระแวงสงสัย ไม่ทราบพวกมันมีเจตนาดีหรือร้าย อสุรีหยกยืนอยู่ด้านข้าง เพียงยิ้มเล็กน้อย

        ชั่วครู่ให้หลัง ประตูใหญ่เปิดอ้าออก อึ้งเฮียะเต้าหยิน อั้งฮุ้นเต้าหยินเดินเคียงคู่ขึ้นสู่บันไดศิลา ทิปวยเล้งผุดลุกขึ้นประสานมือกล่าวว่า “ไม่พบกันสิบปี เต้าเจี้ยง (คำยกย่องนักพรต) ทั้งสองยังมีสุขภาพพลานามัยดุจเดิม จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงคงสบายดีกระมัง?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวอย่างหดหู่ว่า “ซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่) เราสำเร็จเป็นเซียนตั้งแต่เดือนก่อนแล้ว”

        ทิปวยเล้งใจหายวาบ มันแม้มีข้อบาดหมางกับอึ้งเฮียะเต้าหยินและพวกทั้งสี่ แต่กลับให้ความเคารพต่อจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง ยามนี้ค่อยทราบสาเหตุที่อึ้งเฮียะเต้าหยินส่งกล่องนามบัตรสีดำมา อดหลั่งน้ำตามิได้ กล่าวว่า “ช่างคิดไม่ถึงจริงๆ นับแต่นี้ในยุทธจักรปราศจากผู้อาวุโสที่เพียบพูนด้วยพระเดชพระคุณแล้ว”

        คำพูดนี้ให้การยกย่องต่อจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง อึ้งเฮียะเต้าหยินกับอั้งฮุ้นเต้าหยินพอฟัง กลับขัดข้องใจอยู่บ้าง

        ทิปวยเล้งหันหน้าหาทิศใต้ อันเป็นทิศทางที่ตั้งของสำนักบู๊ตึงกราบกรานสามครั้งครา แสดงความเคารพต่อผู้ตาย จากนั้นค่อยได้คิดเจ้าสำนักบู๊ตึงมรณภาพ สมควรแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง มิหนำซ้ำยังมีเรื่องหลังอีกมากหลายต้องสะสาง อึ้งเฮียะเต้าหยินไฉนปลีกตัวมาได้ ดังนั้นอดถามมิได้ว่า “เต้าเจี้ยงทั้งสองมายังที่นี้ มีคำแนะนำสั่งสอนใด?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกวาดตามองรอบข้าง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “มีเรื่องสองประการคิดถามไถ่จริง เรื่องประการแรกคือ ศิษย์สำนักเราโต๊ะอิดพั้งใช่อยู่ภายในตึกหรือไม่?”

        อสุรีหยกถามสอดขึ้น “พวกท่านเสาะหาโต๊ะอิดพั้งทำอะไร? รอให้เขาไปร่วมพิธีศพหรือ?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกวาดมองอสุรีหยกแวบหนึ่ง ท่านทราบว่าทิปวยเล้งมีบุตรีนามทิซังฮู้ เข้าใจว่าอสุรีหยกเป็นนาง ต้องลอบตำหนินางไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ปากกล่าวว่า “พวกเรารับคำสั่งเสียของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง แต่งตั้งโต๊ะอิดพั้งสืบตำแหน่งเจ้าสำนัก เดินทางมารับตัวเขากลับสำนัก”

        อสุรีหยกพอฟังทั้งยินดีทั้งแตกตื่น ที่ยินดีคือโต๊ะอิดพั้งอายุยังเยาว์ก็สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ทะยานขึ้นเป็นผู้นำสำนักมาตรฐาน ที่แตกตื่นคือ นางมีอริบาดหมางกับสำนักบู๊ตึง หากโต๊ะอิดพั้งได้เป็นเจ้าสำนักเกรงว่าหลังจากนี้ยากใกล้ชิดกัน

        ทิปวยเล้งเห็นอึ้งเฮียะเต้าหยินมีท่าทีหยิ่งยโส ต้องกล่าวเสียเย็นชาว่า “พวกท่านมาไม่ประจวบเหมาะ โต๊ะอิดพั้งเพิ่งไปจากที่นี้”

        มันเข้าใจว่าอึ้งเฮียะเต้าหยินต้องกล่าวคำอำลา ออกติดตามโต๊ะอิดพั้ง คิดไม่ถึงอึ้งเฮียะเต้าหยินยังรักษาความเยือกเย็นไว้ กล่าวว่า “อย่างนั้นหรือ? พวกเราจะรอคอยเขาที่นี้สักครู่หนึ่ง” พลางทรุดนั่งลง ตอนแรกทิปวยเล้งเคลือบแคลงสงสัย พอขบคิดค่อยเข้าใจ

        ที่แท้บนนามบัตรนั้นเขียนคำ “อึ้งเฮียะเต้าหยิน อั้งฮุ้นเต้าหยินนำศิษย์ขอเข้าพบ” ตอนนี้ผู้มามีเพียงอึ้งเฮียะกับอั้งฮุ้นเต้าหยิน อย่างนั้นศิษย์สำนักบู๊ตึงคงตามหลังมา การรับตัวเจ้าสำนัก เป็นพิธีการอันเกริกเกียรติ คนทั้งสองเป็นซือเจ่กของโต๊ะอิดพั้ง ภายหน้ารับหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนโต๊ะอิดพั้ง การมาครั้งนี้เพื่อถ่ายทอดคำสั่งเสียของเจ้าสำนักรุ่นก่อน นอกจากนั้นยังมีซือเฮียตี๋รุ่นเดียวกับโต๊ะอิดพั้ง เดินทางมารับตัวโต๊ะอิดพั้ง

        ทิปวยเล้งหวนนึกถึงกฎเกณฑ์ของบู๊ลิ้ม ต้องลอบหัวร่อตัวเองเลอะเลือนงมงาย คาดว่าโต๊ะอิดพั้งพอออกจากตัวตึก คงถูกศิษย์สำนักบู๊ตึงสกัดตัวไว้ มิน่าเล่านักพรตทั้งสองนี้จึงนั่งรออยู่ที่นี้

        แต่ทิปวยเล้งยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย ดังนั้นประสานมือ กล่าวว่า “ขอถามเต้าเจี้ยงทั้งสอง ไฉนมีหูตาปราดเปรียว ทราบว่าโต๊ะอิดพั้งอยู่ที่บ้านเรา?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินปั้นหน้าเคร่งเครียดไม่ตอบคำ พลันกล่าวว่า “เรายังมีเรื่องประการสองคิดเรียนถาม”

        ทิปวยเล้งมีโทสะพลุ่งขึ้น ร้องดังๆ ว่า “โปรดบอกมา”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินไฉนเสียชีวิต?”

        ทิปวยเล้นพลันกระโดดปราดขึ้น ร้องอย่างนึกได้ว่า “จดหมายที่ไม่ได้ลงนามฉบับนั้นเป็นท่านเขียนขึ้น?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินตอบว่า “ถูกต้อง”

        ทิปวยเล้งแค่นหัวร่อกล่าวว่า “เช่นนี้เป็นว่าท่านผิดนัดแล้ว”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่สายเกินไป”        

        ที่แท้อึ้งเฮียะกับอั้งฮุ้นเต้าหยิน นำศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึงมารับตัวโต๊ะอิดพั้ง ย่อมต้องไปยังบ้านตระกูลโต๊ะก่อน แต่ระหว่างทางบังเอิญพบเห็นรหัสที่เจ็งเคี้ยงเต้าหยินทิ้งอยู่ในโรงเตี๊ยม ทราบว่าท่านถูกลอบทำร้าย ตอนนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ภูเขาเซ็งฮวง นอกจากนั้นศิษย์สำนักบู๊ตึงประจำท้องถิ่น ยังรายงานต่ออึ้งเฮียะเต้าหยินว่า พบเห็นทิปวยเล้งพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในเมืองน้อย

        เจ็งเคี่ยงเต้าหยินกับห้าบรรพชิตบู๊ตึงมีไมตรีคบหากัน อึ้งเฮียะเต้าหยินจึงรีบรุดขึ้นเขา ตอนนั้นเจ็งเคี้ยงเต้าหยินไม่สามารถเอ่ยปากเพียงใช้นิ้วมือขีดเขียนบนพื้นว่า “ถามทิปวยเล้ง” ทั้งนี้สืบเนื่องจากเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเคยบอกเล่าเรื่องราวต่อทิซังฮู้ เข้าใจว่าทิซังฮู้ต้องรายงานต่อบิดา จึงให้อึ้งเฮียะเต้าหยินไปสอบถามรายละเอียดจากทิปวยเล้ง

        หาคาดไม่ว่าอึ้งเฮียะเต้าหยินเข้าใจผิด คิดว่าทิปวยเล้งเป็นคนทำร้ายเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน จึงเร่งรุดกลับไป ส่งจดหมายนัดพบโดยที่ไม่ได้ลงนาม ถึงโรงเตี๊ยมที่พักของทิปวยเล้ง นัดหมายคนมายังภูเขาเช็งฮวงสาเหตุที่ไม่ลงนามเพื่อป้องกันว่าทิปวยเล้งเกรงขามต่อห้าบรรพชิตบู๊ตึง ไม่กล้ารุดมาตามนัด

        แต่เพิ่งส่งจดหมายนัดออกไป ก็ได้รับรายงานจากศิษย์สำนักบู๊ตึงประจำท้องถิ่นว่า บ้านตระกูลโต๊ะปิดตาย คนของตระกูลโต๊ะถือหีบห่อสัมภาระจากไป คล้ายเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงขึ้น อึ้งเฮียะเต้าหยินเห็นว่าเรื่องของเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน สามารถสะสางในภายหลัง เรื่องรับตัวโต๊ะอิดพั้งมีความสำคัญที่สุด ได้แต่ผิดนัดแล้ว

        อึ้งเฮียะเต้าหยินพอเดินทางถึงบ้านตระกูลโต๊ะ โต๊ะอิดพั้งก็ถูกคุมตัวไปยังเมืองเอี้ยงอัน เมื่ออึ้งเฮียะเต้าหยินติดตามถึงเมืองเอี้ยงอัน โต๊ะอิดพั้งก็ถูกช่วยเหลือออกมา ภายหลังค่อยสืบทราบว่า การที่โต๊ะอิดพั้งถูกจับกุม มีส่วนเกี่ยวข้องกับเฮ้งเจี่ยฮี คนของสำนักบู๊ตึงจึงไปเสาะหาเฮ้งเกียเอี๋ยงที่เหียเอี้ยเป้า เฮ้งเกียเอี๋ยงไม่ทราบเรื่องราวระหว่าบุตรชายกับโต๊ะอิดพั้ง เพียงบอกว่าบุตรชายกำลังเดินทางไปเยี่ยมเยียนทิปวยเล้ง

        อึ้งเฮียะเต้าหยินอาศัยเบาะแสที่มีอยู่ในตอนนี้ เห็นว่าคิดเสาะหาโต๊ะอิดพั้ง ต้องเสาะหาเฮ้งเจี่ยฮีก่อน เฮ้งเจี่ยฮีเมื่อไปยังตึกตระกูลทิเรื่องราวทั้งสองประการพอดีสามารถสะสางในคราเดียว

        ดังนั้นอึ้งเฮียะกับอั้งฮุ้นเต้าหยินติดตามถึงตึกตระกูลทิ คาดคั้นถามทิปวยเล้งว่า เจ็งเคี้ยงเต้าหยินไฉนเสียชีวิต ทิปวยเล้งพอฟัง ถึงกับเดือดดาลสุดระงับ แค่นหัวร่อกล่าวว่า “เต้าเจี้ยงทั้งสองเข้าใจว่า การตายของเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเป็นฝีมือของเราแล้ว”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวอย่างเปิดเผยตรงๆ ว่า “ถูกต้อง”

        คำพูดพอกล่าว เฉกเช่นราดน้ำมันลงในกองเพลิง ทิปวยเล้งพลันกระโดดปราดขึ้น กราดฟาดฝ่ามือลงยังศีรษะอึ้งเฮียะเต้าหยิน ปากตวาดว่า “อึ้งเฮียะเต้าหยิน ท่านเข้าใจว่าเราทิปวยเล้งเป็นคนเยี่ยงไร?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินยกมือปัดป่าย กล่าวเสียงเย็นชาว่า “เรื่องที่ตัวเองกระทำ ตัวเองย่อมทราบกระจ่าง ไยต้องถามไถ่เรา?”

        ทิปวยเล้งคำรามก้อง ใช้ออกด้วยท่าแป๊ะอ้วงท่ำโล่ว (ค่างขาวหยั่งทาง) ประกบสองมือ พลันแยกออกทางซ้ายขวา ตัดใส่หัวไหล่ทั้งสองของอึ้งเฮียะเต้าหยิน อึ้งเฮียะเต้าหยินพลิกตัวคราหนึ่ง ใช้ท่าซาฮ้วงเท่าง้วย (สามห่วงคล้องจันทร์) กับฮวงฮุกซุ้ยเอี้ยง (ลมปาดหลิวเอนลู่) ติดต่อกันสองท่า ค่อยคลี่คลายกระบวนท่าของทิปวยเล้งไปได้

        ทิปวยเล้งแค่นหัวร่อกล่าวว่า “เราทราบว่าหลังจากที่จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงเสียชีวิต พวกท่านเหล่านักพรตใจคับแคบต้องไม่ยอมเลิกรากับเรา เฮอะ ท่านไม่ยอมรับนับถือพวกเราก็ประลองกันใหม่”

        คำพูดนี้แฝงความหมายแดกดันเท่ากับบอกว่าในห้าบรรพชิตบู๊ตึง มีอยู่คนหนึ่งเคยพ่ายแพ้แก่เรา จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงมีจิตใจกว้างขวาง ไม่จดจำใส่ใจ พวกท่านจิตใจคับแคบ กลับคิดล้างแค้น

        ซึ่งความจริง ครั้งกระโน้นอึ้งเฮียะเต้าหยินแม้ไม่ยอมรับนับถือแต่ก็ไม่ผูกใจจดจำเรื่องราวของแป๊ะเจี้ยะเต้าหยิน พอฟังทิปวยเล้งเช่นนี้ก็บันดาลโทสะ ถอยห่างไปยกมือตั้งท่า ตวาดว่า “โจรเฒ่า ประลองก็ประลอง หรือเรายังเกรงกลัวท่าน? เจ็งเคี้ยงเต้าหยินรอคอยท่านอยู่ในปรภพ ท่านมีคำสั่งเสียใดก็บ่งบอกต่อคนในครอบครัวแต่เนิ่นๆ”

        ทิปวยเล้งด่าทอว่า “ปากพล่อย ลองรับเราหนึ่งฝ่ามือ” พลางสืบเท้าจากตำแหน่งงึ่น ยึดครองตำแหน่งลี้ ใช้ออกด้วยวิชาทิปี่แป้ชิ่ว (มือกีตาร์เหล็ก) ตวัดหลังมือตบใส่ใบหน้าอึ้งเฮียะเต้าหยิน

        อึ้งเฮียะเต้าหยินถลันหลบเลี่ยง ยื่นมือฟันใส่แขนขวาทิปวยเล้ง ทิปวยเล้งพลันหดฝ่ามือ รอจนอึ้งเฮียะเต้าหยินโถมเข้ามา ก็พุ่งหมัดซ้ายออกด้วยท่าอิ้วโต้ยโท่ยทุ้ย (จู่โจมค้อนใต้ศอก) หมัดกับใจกลางฝ่ามือพอปะทะ ทั้งสองพากันถอยกายไปสามก้าว

        ทิปวยเล้งล่าถอยแล้วสะอึกเข้าหาใหม่ ตวาดว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินถูกคนชั่วช้าทำร้ายเสียชีวิตเกี่ยวข้องใดกับเรา? ท่านจดหนี้บัญชีรายนี้ที่เรา หากไม่ขอขมาโทษ อย่าคิดหมายมีชีวิตรอดออกจากประตูบานนี้”

        ที่แท้ทิปวยเล้งมีอารมณ์วู่วาม พอกล่าวผิดหูก็ลงมือ จากนั้นค่อยฉุกคิดว่า ประลองฝีมือเป็นเรื่องหนึ่ง การตายของเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มิอาจไม่บอกกล่าวให้กระจ่างชัด

        อึ้งเฮียะเต้าหยินงงงันวูบจึงกล่าว “คำพูดของท่านเป็นความจริง?”

        ทิปวยเล้งกระชากเสียงว่า “ท่านกล้าไม่เชื่อคำพูดเรา? พรตเฒ่า เราสามารถล้างแค้นให้แก่เจ็งเคี้ยงเต้าหยิน แต่ยังต้องประลองฝ่ามือกับท่าน” พลางขยับกายวูบ โลดแล่นจากตำแหน่งลี้เข้าสู่ตำแหน่งคำ กราดฟาดสองมือดังครืนครั่น กลุ้มกระหนาบใส่อึ้งเฮียะเต้าหยิน

        อึ้งเฮียะเต้าหยินรีบพลิกแพลงจากหมัดเป็นฝ่ามือ ควงมือซ้ายเป็นวง สลัดแขนขวาออก มิคาดเพลงฝ่ามือของทิปวยเล้ง สามารถพลิกแพลงเป็นอ่อนหยุ่นแกร่งกร้าวตามใจปรารถนา แขนขวาพอถูกคล้องไว้ก็พุ่งหมัดซ้ายด้วยวิชา จึ่งคุ้ง (หมัดทะลวง) พุ่งทะลวงออกจากวงแขนต่อยใส่ขมับของอึ้งเฮียะเต้าหยิน

        ในห้าบรรพชิตบู๊ตึง พลังฝีมือของอึ้งเฮียะเต้าหยิน เพียงเป็นรองจี่ฮุ้นเต้าเจี้ยง ดังนั้นวกหัวไหล่ เสียงโครมเมื่อรับหมัดนี้ไว้อย่างหักโหม มือซ้ายเกี่ยววูบ เกี่ยวรั้งข้อมือของทิปวยเล้งไว้

        หมัดของทิปวยเล้ง ต่อยจนอึ้งเฮียะเต้าหยินปรากฏดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า แต่ทิปวยเล้งก็ถูกท่านเกี่ยวรั้งจนเจ็บปวดยิ่ง รีบเกร็งกำลังผลักมือซ้ายออก อึ้งเฮียะเต้าหยินใช้มือขวาต้านปะทะ ยังถูกผลักจนส่ายร่างโงนเงน แต่มือซ้ายยังไม่ยอมผ่อนคลาย

        เมื่อเป็นเช่นนี้ การต่อสู้กลับกลายเป็นยันกัน หน้าผากของทั้งสองล้วนปรากฏหยาดเหงื่อหยดหยาดลงมา อึ้งเฮียะเต้าหยินหน้าซีดสลดส่งเสียงหอบหายใจ ทิปวยเล้งโคจรพลังต่อต้าน กระดูกข้อมมือยังถูกยึดเกี่ยวจนแทบหักสลาย ในใจทั้งสองล้วนสำนึกเสียใจ ยามนี้คิดเลิกราก็ทำไม่ได้

        อั้งฮุ้นเต้าหยินเห็นเช่นนั้นจึงกระโดดปราดขึ้น คิดลงมือช่วยเหลือพลันรู้สึกกระจ่างจ้าที่เบื้องหน้าสายตา อสุรีหยกในชุดขาวกระพือพลิ้วมีท่าร่างรวดเร็วถึงขีดสุด ชิงล้ำหน้าอั้งฮุ้นเต้าหยิน แยกสองแขนออกตะกุยใส่ใต้รักแร้ของทิปวยเล้งกับอึ้งเฮียะเต้าหยิน ทั้งสองรู้สึกคันสุดเปรียบปาน พากันสลายพลัง อสุรีหยกฉุดดึงเบาๆ ก็แยกทั้งสองออกจากัน

        อึ้งเฮียะกับอั้งฮุ้นเต้าหยินล้วนใจหายวาบ อสุรีหยกเม้มปากหัวร่อกล่าวว่า “เต้าเจี้ยงทั้งสองอายุปูนนี้ ไฉนมีความคิดอ่านเช่นเดียวกับข้าพเจ้า?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินปรับพลังลมปราณ อาการหอบหายใจค่อยสงลลง พอฟังกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านว่าอะไร?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ตอนแรกข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า เจ็งเคี้ยงเต้าหยินถูกทิเล่าเอ็งฮ้งทำร้ายเสียชีวิต ลงมือต่อเขาโดยไม่ถามไถ่ ยามนี้หวนนึก รู้สึกน่าหัวร่อยิ่ง”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินกล่าวถามว่า “เป็นไร ท่านมิใช่บุตรีของเขาหรือ?”

        อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “ผู้ใดว่ามิใช่?”

        อึ้งเฮียะเต้าหยินแค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง กล่าวว่า “ท่านล้อเล่นอันใด?”

        ขณะสนทนาโต้ตอบ ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้น อั้งฮุ้นเต้าหยินถลันออกไปชมดู ร้องบอกว่า “โต๊ะอิดพั้งกลับมาแล้ว”

 

        กล่าวถึงโต๊ะอิดพั้ง พอแยกจากอสุรีหยก จิตใจเวิ้งว้างเลื่อนลอย กระตุ้นม้าติดตามหลังเฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งซิวเฮี้ย เห็นหนุ่มสาวทั้งสองควบม้าเคียงคู่สะกิดความรันทดหดหู่ อดหวนนึกถึงอสุรีหยกมิได้

        ยิ่งขบคิดยิ่งว้าวุ่นใจ พลันปรากฏม้าเร็วหลายตัวควบขับสวนทางมา บนหลังม้ามีคนร้องเรียกว่า “โต๊ะซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้องแซ่โต๊ะ)”

        เฮ้งเจี่ยฮีชิงรั้งบังเหียนม้า คนเหล่านั้นก็พากันลงจากหลังม้า คนนำหน้าเป็นศิษย์คนโตในศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึงนามง้อซิงเซี้ยที่ด้านหลังยังมีผู้คนห้าคน หนึ่งในห้าคือก้วงเสียวน้ำ

        โต๊ะอิดพั้งแนะนำศิษย์ร่วมสำนักต่อเฮ้งเจี่ยฮี ในจำนวนนี้ก้วงเสียวน้ำรู้จักเฮ้งเจี่ยฮีอยู่ก่อน หวนนึกถึงเหตการณ์ที่ผ่าน บังเกิดความกระอักกระอ่วน จากนั้นโต๊ะอิดพั้งถามว่า “ซือเฮียทั้งหลายเดินทางไกลมาด้วยเรื่องใด?”

        ง้อซิงเซี้ยย้อมถามว่า “ท่านยังไม่พบกับยี่ซือเจ่กและซาซือเจ่ก (ศิษย์ผู้น้องของอาจารย์คนที่สองและสาม) กระมัง?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านผู้เฒ่าทั้งสองไฉนมาด้วย?”

        ง้อซิงเซี้ยหลั่งน้ำตาออกมา กล่าวว่า “ซือแป๋สำเร็จเป็นเซียนเมื่อเวลาเที่ยงคืน ของวันที่เก้าเดือนก่อนแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งพลันรับทราบข่าวร้าย ต้องร่ำไห้โฮออกมาส่ายร่างโงนเงนแทบล้มลง จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงกับเขามีน้ำใจฉันพ่อลูก สิบสองปีนี้เฝ้าอบรมสั่งสอน พระคุณลึกล้ำยังไม่ตอบแทน มิคาดนับแต่นี้ไม่ได้พบกันอีก

        ง้อซิงเซี้ยรีบประคองโต๊ะอิดพั้งไว้ กล่าวเบาๆ ว่า “ซือตี๋โปรดระงับความเศร้าโศก ซือแป๋พอสิ้นบุญ ภาระของสำนักบู๊ตึงต้องตกอยู่ที่ท่านแล้ว”        

        โต๊ะอิดพั้งปาดเช็ดน้ำตา ถามว่า “เป็นไรหรือ?”

        ง้อซิงเซี้ยกล่าวว่า “ซือแป๋มีคำสั่งเสีย ให้ท่านสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก”

        โต๊ะอิดพั้งใจหายวาบ กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “เบื้องบนมีซือเจ่กทั้งสี่ เบื้องล่างมีซือเฮียทั้งหลาย ไฉนให้ข้าพเจ้าเป็นเจ้าสำนัก?”

        ง้อซิงเซี้ยกล่าวว่า “ซือตี๋เปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ มีความคิดอ่านมีพลังความสามารถหน้าที่จรรโลงสำนักบู๊ตึงเรา ล้วนฝากไว้กับตัวท่าน ศิษย์ร่วมสำนักเห็นพ้องกับคำสั่งเสียของซือแป๋ นึกยินดีที่ได้ตัวบุคคลอันเหมาะสม”

        กล่าวจบ นำก้วงเสียวน้ำและพวกทั้งห้า แสดงความเคารพต่อโต๊ะอิดพั้ง ในฐานะเจ้าสำนักคนใหม่ โต๊ะอิดพั้งรีบคารวะตอบกล่าวว่า “ซือเฮียทั้งหลายกระทำเช่นนี้ ไยมิใช่ทอนอายุผู้น้อง เรื่องของเจ้าสำนักอย่าได้เอ่ยถึง รอจนกลับสำนัก ค่อยหารือระยะยาว”

        ง้อซิงเซี้ยกล่าวว่า “ซือตี๋มิต้องลังเลแล้ว”

        ก้วงเสียวน้ำก็กล่าวว่า “ซือเฮียติดตามพวกเราไปพบกับยี่ซือเจ่กและซาซือเจ่กก่อนเถอะ”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวถามว่า “ซือเจ่กทั้งสองอยู่ที่ใด?”

        ง้อซิงเซี้ยกล่าวว่า “อยู่ที่ตึกตระกูลทิเบื้องหน้า”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “พวกเราทุ่มเทความเพียรพยามมากหลาย ค่อยสืบทราบว่าท่านอยู่ที่นี้”

        โต๊ะอิดพั้งหลั่งน้ำตากล่าวว่า “เพราะข้าพเจ้าคนเดียว เป็นเหตุให้ซือเจ่กซือเฮียทั้งหลายต้องเดินทางไกล รู้สึกไม่สบายใจยิ่ง เกรงว่าข้าพเจ้าเป็นที่ผิดหวังของซือแป๋และศิษย์ร่วมสำนักแล้ว”