คัมภีร์แห่งเภทภัย ข่าวร้ายเจ้าสำนัก "#1"

 

        มกเก้าเนี้ยหน้าแปรเปลี่ยนไป ทิปวยเล้งยิ่งระแวงสงสัยกว่าเดิมกระโดดขึ้นบนภูเขาจำลอง ร้องเรียกดังๆ ว่า “ซังฮู้ ซังฮู้ ซังฮู้”

        เสียงขาดคำ ปราศจากผู้คนขานรับ พลันเห็นเงาร่างสองสายโลดลิ่วออกจากกำแพงตึกหลัง จากนั้นเป็นเสียงดังปง เปลวไฟสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

        ทิปวยเล้งชี้หน้ามกเก้าเนี้ย ตวาดว่า “นางแพศยา ห้ามมิให้เคลื่อนไหววุ่นวาย”

        อสุรีหยกถือกระบี่ยืนอยู่ข้างมกเก้าเนี้ย กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านจากไปอย่างวางใจ มีข้าพเจ้าอยู่ที่นี้”

        เคราสั้นของทิปวยเล้งลุกชี้ชันปานเส้นลวด ขุ่นแค้นถึงขีดสุดหลายสิบปีมานี้ ไม่เคยมีคนกล้าลูบหนวดเสือของมัน คิดไม่ถึงมีคนกล้าวางเพลิงที่นี้ เงาร่างสองสายนั้นดูไปมีท่าร่างรวดเร็ว คงมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม มันกริ่งเกรงบุตรีประสบเภทภัย ไม่มีเวลาติดตามศัตรู วิ่งตะบังไปยังที่ซึ่งเกิดอัคคีเพลิงก่อน

        ทิปวยเล้งเพิ่งลอยลิ่วข้ามห้องหับสองหลัง ในแสงไฟลุโชนพลันปรากฏคนสามคนพุ่งตัวออกมา ประกอบด้วยหนึ่งบุรุษสองสตรี บุรุษคือเฮ้งเจี่ยฮี สตรีทั้งสอง หนึ่งเป็นเม่งชิวเฮี้ย หนึ่งเป็นทิซังฮู้ ทิซังฮู้ใบหน้าขาวซีด อยู่ภายใต้การประคับประคองของเม่งชิวเฮี้ย

        ทิปวยเล้งแค่นเสียงดังเฮอะ กระโดดปราดไปเบื้องหน้า ตวาดว่า “เฮ้งเจี่ยฮี ท่านบังอาจนัก ท่านมาช่วยเหลือคู่หมั้นหมายยังพอทำเนา ไฉนวางเพลิงในบ้านเรา ทั้งยังทำร้ายบุตรีเรา?” พลางยื่นมือตะปบใส่เฮ้งเจี่ยฮี

        ทิซังฮู้ลืมตาขึ้น กล่าวว่า “บิดา มิใช่เขา”

        เฮ้งเจี่ยฮีพุ่งตัวไปด้านข้างสามก้าว ทิปวยเล้งรั้งฝ่ามือกลับ ตวาดถามว่า “เป็นผู้ใด?”

        ทิซังฮู้ตอบว่า “เป็นเจ่กเจก (อา) ของกิมโชยง้ำ”

        ทิปวยเล้งหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย เฮ้งเจี่ยฮีรีบกล่าวว่า “ดับไฟสำคัญกว่า ภายหน้าพวกเราค่อยเสาะหามัน ทวงถามหนี้บัญชี”

        ทิปวยเล้งนึกดู รู้สึกมีเหตุผล ที่แท้เจ่กเจกของกิมโชยง้ำเรียกว่ากิมต๊กอี้ อยู่ที่ชายแดนประจิม สามสิบปีนี้ไม่เคยย่างเท้าออกจากภูเขาเทียนซัว คนผู้นี้ฝึกปรือฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬถึงขั้นสุดยอด เมื่อสามสิบปีก่อน ทิปวยเล้งเคยพบหน้ามันครั้งหนึ่ง ตอนนั้นฝ่ามือทราบพิษลมมหากาฬของมันยังฝึกปรือไม่สำเร็จ ทั้งสองประลองฝีมือไม่อาจพิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ภายหลังรับทราบว่า มันพอฝึกปรือฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬสำเร็จ ก็รับศิษย์ที่แดนไซฮก (ชายแดนตะวันตก) พฤติการณ์เหิมเกริมลำพอง แต่ทิปวยเล้งเร้นกายพักพิงที่เมืองเล้งมึ้งจึงไม่เกี่ยวข้องด้วย

        จวบกระทั่งเมื่อสามวันก่อน กิมโชยง้ำพร้อมด้วยฮุ้นอี้เพ้งเดินทางมาเยือน แต่ทิปวยเล้งรังเกียจเจ่กเจกมัน สั่งให้มกเก้าเนี้ยขับไล่คนทั้งสองออกไป ยามนั้นทิปวยเล้งครุ่นคิด ‘หรือตัวประหลาดเฒ่านี้เห็นว่าเราขับไล่หลานชายมัน จึงรุดมาแก้แค้น’ มันทราบว่ากิมต๊กที้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยม ไม่อาจติดตามทัน ได้แต่ปฏิบัติตามวาจาเฮ้งเจี่ยฮีลงมือดับไฟก่อน

 

        กล่าวถึงเม่งชิวเฮี้ย ออกเดินทางตามหาสามี จนบัดนี้ค่อยพบพาน อาศัยแสงไฟสาดสะท้อนมองดูเฮ้งเจี่ยฮี เหลี่ยวดูทิซังฮู้ อดบังเกิดความสะทกสะท้อนมิได้

        ที่แท้เม่งชิวเฮี้ยออกจากนครหลวง มุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือนางทั้งมีไหวพริบปราดเปรียว ทั้งร่ำเรียนวิทยายุทธ์ติดตัว ตลอดรายทางไม่เกิดเรื่องราวใด วันนี้มาถึงมณฑลเซียมไซด้านตะวันตก พบพานทิซังฮู้กับมกเก้าเนี้ย ต่างเป็นธิดาบู๊ลิ้ม จึงสนทนาอย่างถูกคอ

        ระหว่างการสนทนา เม่งชิงเฮี้ยแพร่งพรายว่า นางเดินทางมาตามหาสามี ทิซังฮู้เลียบเคียงถามดู เม่งชิงเฮี้ยจะอย่างไรอ่อนต่อโลก กลับบ่งบอกชื่อของเฮ้งเจี่ยฮีออกมา ทิซังฮู้พลันลงมือดุจสายฟ้า จี้สกัดจุดชาของนาง

        รอจนเม่งชิวเฮี้ยฟื้นคืนสติมา คนก็อยู่ในตึกตระกูลทิ ทิซังฮู้ยังมีนิสัยเช่นเด็กทารก ฟังว่านางเป็นคู่หมั้นหมายของเฮ้งเจี่ยฮี จึงสยบนางโดยไม่ยั้งคิด กลับบ้านมาเรียนบอกต่อบิดา ตอนแรกยังกริ่งเกรงบิดาตำหนิติเตียน ทิปวยเล้งกลับยกมือลูบเครา กล่าวว่า “เฮ้งเกียเอี๋ยงเป็นผู้เหี้ยมหาญฝ่ายมิจฉาชีพ กลับเกี่ยวดองเป็นญาติกับองครักษ์พิทักษ์ตำหนักไทจืออะไรนั่นเจ้าจัดการนางก็ดี”

        ทิปวยเล้งมีนิสัยประหลาดพิกล คราครั้งนี้คิดยกบุตรีให้แก่เฮ้งเจี่ยฮี แต่ได้รับการปฏิเสธ สร้างความไม่พอใจยิ่ง หากเรื่องราวโจษจันออกไป เกรงว่าไม่ดีนัก จึงสั่งให้ทิซังฮู้เลี้ยงดูเม่งชิวเฮี้ย ทางหนึ่งส่งคนไปแจ้งต่อเฮ้งเกียเอี๋ยงสองพ่อลูก

        กำหนดนัดระหว่างอสุรีหยกกับทิปวยเล้ง ความจริงยังไม่มาถึง แต่อสุรีหยกพอได้ยินเรื่องนี้ จึงชักชวนเฮ้งเจี่ยฮีออกเดินทาง พอบรรลุถึงตึกตระกูลทิ อสุรีหยกพลันกล่าวว่า “พวกเราแม้มาด้วยกัน แต่มีจุดประสงค์ที่แตกต่าง ข้าพเจ้ากับเฒ่าแซ่ทินัดต่อสู้กันตัวต่อตัว ท่านรอจนพวกเราพิสูจน์ผลแพ้ชนะ ค่อยเข้าตัวตึกไป”

        เฮ้งเจี่ยฮีแม้ร้อนรุ่มใจ ได้แต่วนเวียนอยู่นอกตัวตึก ผ่านไปเนิ่นนาน ยังไม่เห็นอสุรีหยกออกมา เฮ้งเจี่ยฮีหวนนึกถึงทั้งสองล้วนชมชอบเอาชัย หากยืนประจันยันกัน อาจต่อสู้จนบาดเจ็บทั้งสองฝ่ายตัวเองเมื่อมาถึงที่นี้ ไหนเลยนิ่งดูดายได้ ดังนั้นยินยอมถูกอสุรีหยกตำหนิดุด่า ลอบกระโดดเข้าทางหลังตึก

        มิคาดยามนั้น กิมต๊กอี้กับยอดฝีมืออีกคนหนึ่งลอบเข้าตึกตระกูลทิยามวิกาล ทิซังฮู้ส่งเสียงร่ำร้อง ถูกมันฟาดใส่หนึ่งฝ่ามือ เม่งซิวเฮี้ยนอนห้องติดกับทิซังฮู้ พอได้ยินสุ้มเสียงจึงเร่งรุดออกมา ประจวบกับพบพานเฮ้งเจี่ยฮี เม่งซิวเฮี้ยประคองทิซังฮู้ขึ้น กิมต๊กอี้กลับซัดระเบิดดินถนำออกลูกหนึ่ง จากนั้นกระโดดข้ามกำแพงตึกหลบหนีไป

        อัคคีเพลิงที่เกิดจากการซัดขว้างระเบิดดินถนำลุกลามไม่มากนัก ทิปวยเล้งจึงหยิบฉวยผ้าห่มสองผืนครอบลงบนเปลวไฟ ชั่วครู่ก็ดับเพลิงลงได้ ทิปวยเล้งกระโดดลงจากหอ เห็นเฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งซิวเฮี้ยนั่งยองๆ กับพื้น นวดเฟ้นกรุยเลือดลมให้แก่ทิซังฮู้ ทำให้ทิปวยเล้งฉุกใจคิดขึ้น ‘หลายวันมานี้ ทิปวยเล้งเคยสนทนากับเม่งซิวเฮี้ย พบว่านางวางตัวได้ดีเยี่ยม’ ยามนี้เห็นคนทั้งสองช่วยกันรักษาบาดเจ็บให้แก่บุตรี ท่าทีสนิทสนมยิ่ง ทิปวยเล้งต้องครุ่นคิด ‘เม่งซิวเฮี้ยออกตามหาสามี ยามนี้ได้พบพาน ไม่สนทนาถึงเหตุการณ์หลังแยกจาก แต่รักษาบาดเจ็บให้แก่ “ศัตรูความรัก” สตรีเช่นนี้กลับหายากยิ่งนัก’

        เฮ้งเจี่ยฮีเรียกหา “ทิเล่าเฮ็งฮ้ง” ขณะจะรายงานว่าทิซังฮู้รับบาดเจ็บไม่หนักหนานัก ทิปวยเล้งกล่าวว่า “โจรเฒ่าแซ่กิมแม้กำเริบเสิบสาน ยังมีจิตกริ่งเกรงต่อเรา หากมันลงมือด้วยอำมหิตจริง ต่อให้ซังฮู้มีอีกสิบชีวิต ก็ต้องจบสิ้นแล้ว”

        เฮ้งเจี่ยฮีค่อยทราบว่า ทิปวยเล้งดูออกว่าบุตรีรับบาดเจ็บไม่มากนัก จึงดับไฟอย่างวางใจ เห็นสีหน้าทิซังฮู้กลับคืนสู่สีแดงระเรื่อ ทิปวยเล้งพลันตวาดว่า “เจ้าลุกขึ้น”

        ทิซังฮู้ผุดลุกขึ้นตามเสียงกล่าวว่า “บิดา ท่านมีโทสะอันใด?”

        เฮ้งเจี่ยฮีก็ประหลาดใจ ทิซังฮู้พลาดท่าเสียที บิดานางไม่ปลอบโยนนางยังพอทำเนา ไฉนยังเกรี้ยวกราดต่อนาง ทิปวยเล้งตวาดสำทับว่า “เรามีคำพูดถามเจ้า เจ้าตามเราออกไป” พลางจูงมือบุตรี เดินไปยังลานตึกเบื้องนอก เฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งซิวเฮี้ยตามติดอยู่ด้านหลัง เห็นอสุรีหยกยืนอยู่บนก้อนหิน ถือกระบี่แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา มกเก้าเนี้ยทรุดหน้ากับพื้น ใบหน้ากลับกลายเป็นขาวซีด

        ทิปวยเล้งกล่าวว่า “อสุรีหยก ท่านรับฟังไว้ เรารับรองไม่ปกป้องพวกเดียวกัน”

        พลันเหลียวหน้ามายังทิซังฮู้ ถามว่า “เจ้าขโมยคัมภีร์กระบี่ของนางหรือไม่?”

        ทิซังฮู้ตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่”

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ทิปวยเล้งปั้นหน้าเคร่งเครียดกล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “ซังฮู้ เราถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าที่แท้หยิบฉวยคัมภีร์กระบี่ของนางหรือไม่?”

        ทิซังฮู้ร่ำไห้พลางกล่าวว่า “คัมภีร์กระบี่ที่ว่า ข้าพเจ้าพบเห็นอยู่เล่มหนึ่ง แต่ไม่ได้ขโมยมา”

        ทิปวยเล้งหน้าแปรเปลี่ยนไป ถามเสียงสั่นสะท้านว่า “อย่างนั้นเจ้าพบเห็นได้อย่างไร?”

        ทิซังฮู้ตอบว่า “เป็นอี้เนี้ย (คำเรียกมารดาเลี้ยง) นำมา”

        พริบตานั้นมกเก้าเนี้ยหน้าซีดสลด อสุรีหยกหัวร่อเสียงเกรี้ยวกราด ดวงตาทิปวยเล้งคล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา ใบหน้าเป็นสีแดงคล้ำ อสุรีหยกพลันชะงักเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “เฒ่าแซ่ทิ ข้าพเจ้าไม่ได้โทษว่าพวกท่านกระมัง?”

        ทิปวยเล้งหน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง ไม่แยแสสนใจคำพูดของอสุรีหยก กล่าวกับทิซังฮู้ว่า “เจ้าบอกเล่ามาตามสัตย์ ห้ามมิให้ปิดบังแม้สักคำเดียว”

        ทิซังฮู้ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดคราบน้ำตา กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “เมื่อสองเดือนก่อน ข้าพเจ้าเดินทางกลับบ้าน มีอยู่วันหนึ่งพักแรมที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ในเมืองจิบเฮี้ยงติ่ง พลันเห็นนักพรตผู้หนึ่งหน้าตาหมองคล้ำ นั่งกับพื้นไม่อาจเคลื่อนไหว ผู้รับใช้บอกว่านักพรตป่วยเป็นโรคปัจจุบัน กริ่งเกรงคนเสียชีวิตในโรงเตี๊ยม คิดหามออกไป

        ข้าพเจ้าบังเกิดเวทนาจิต เดินเข้าไปชมดู นักพรตนั้นก็ร้ายกาจยิ่งพอลืมตาก็ทราบว่าข้าพเจ้ามีฝีมือติดตัว จึงกล่าว “โกวเนี้ยน้อย ท่านพกพากระบี่ติดตัวกระมัง รีบฉีกกระชากชุดพรตของเรา ใช้ปลายกระบี่คว้านเนื้อเน่าเปื่อยใต้จุดโกยกะฮวกหนึ่งนิ้ว ถอนตะปูพิษออกมาให้แก่เรา”

        โต๊ะอิดพั้งร้องโพล่งว่า “เป็นเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน”

        ทิปวยเล้งกล่าวถามว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินทราบว่าเจ้าเป็นบุตรีของเรา?”

        ทิซังฮู้กล่าวว่า “ตอนนั้นไม่ทราบ ภายหลังข้าพเจ้าบอกต่อเขา เจ็งเคี้ยงเต้าหยินกล่าวว่า “เราได้ยินชื่อของบิดาท่านมานาน ทราบว่าเขาเป็นวีรบุรุษเลือดลมอุ่นระอุ ตอนนี้เราคิดไหว้วานท่านถ่ายทอดบอกต่อเขา เรามีคัมภีร์กระบี่เล่มหนึ่ง เป็นผู้อื่นไหว้วานเรามอบต่อคักเทียนโตวแห่งเทียนซัว ตอนนี้ถูกผู้คนปล้นชิงไป หากเราเสียชีวิตโดยไม่อาจรักษา ขอให้เขาหาทางส่งข่าวถึงภูเขาเทียนซัว ให้คักเทียนโตวล้างแค้นแทนเรา”

ทิปวยเล้งไม่เคยได้ยินผู้อื่นชมเชยตัวเองเป็น “วีรบุรุษเลือดลมอ่อนระอุ” พอฟังค่อยมีสีหน้าผ่อนคลาย ยกมือลูบเครา กล่าวว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินนับเป็นบรรพชิตที่ควรแก่การยกย่องผู้หนึ่ง”

        ทิซังฮู้กล่าวสืบต่อ “ภายหลังเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเขียนเทียบยาใบหนึ่ง ให้ข้าพเจ้าออกไปเจียดยาให้ แต่ตามร้านขายยามีตัวยาไม่ครบถ้วน มิใช่ขาดสิ่งนี้ก็ขาดสิ่งนั้น ข้าพเจ้าตระเวนไปหลายร้ายค่อยได้ตัวยาครบถ้วน ประจวบกับพบพานอี้เนี้ยที่ออกมาตามหาข้าพเจ้า”

        ทิปวยเล้งส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า “เจ้าจากไปเป็นเวลานานไม่กลับมา เราจึงใช้นางออกตามตัวเจ้ากลับมา”

        ทิซังฮู้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าบ่งบอกเรื่องราวต่ออี้เนี้ย นำอี้เนี้ยไปหาพรตเฒ่านั้นมิคาดพรตเฒ่าหายสาบสูญไป ปรากฏผู้คนสองคนออกสืบเสาะร่องรอยของพรตเฒ่า คนหนึ่งอายุสูงวัย คนหนึ่งเยาว์วัย ทั้งสองพอพบเห็นอี้เนี้ย รีบน้อมกายคารวะ ถามไถ่ทุกข์สุขของท่านผู้เฒ่า อี้เนี้ยจึงกล่าว “กิมเล่าซา (อันดับสามแซ่กิม) ท่านออกไปกับเรา”

        ทิปวยเล้งแค่นเสียงดังเฮอะ คาดคั้นถามมกเก้าเนี้ยว่า “นี่เป็นฝีมือของท่านกับกิมโชยง้ำ?”

        มกเก้าเนี้ยร่ำไห้พลางกล่าวว่า “เราเพียงคิดบีบบังคับมันคายของกลางออกมาเท่านั้น”

        ทิปวยเล้งกล่าวว่า “ประเสริฐมาก ซังฮู้ เจ้าเล่าต่อไป”

        ทิซังฮู้จึงกล่าว “คนทั้งสองติดตามพวกเราจนถึงสถานที่ลับตา อี้เนี้ยกล่าวกับชายชรานั้นว่า กิมเล่าซา มอบคัมภีร์กระบี่ของนักพรตนั้นออกมา”

        ชายชรานั้นตอนแรกบ่ายเบี่ยงว่าไม่มี อี้เนี้ยจึงกล่าวว่า “ท่านก็ทราบว่าเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเป็นชนชั้นใด เขามีการคบหากว้างขวาง ท่านทำร้ายเขาถึงแก่ชิวต ก็คิดนำคัมภีร์กระบี่ของเขาไป? หรือท่านไม่กลัวสหายของเขาตรวจค้น? ท่านมอบคัมภีร์กระบี่แก่เรา เราเก็บรักษาให้แก่ท่าน พออ่านเสร็จสิ้นค่อยมอบคืนแก่ท่าน ไม่เช่นนั้น...เฮอะ ท่านสมควรทราบ เรามกเก้าเนี้ยมิใช่ตอแยได้โดยง่ายดาย”

        ชายชราแซ่กิมจึงกล่าว “อย่างนั้นพวกเราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของฝ่ายมิจฉาชีพ ทั้งหมดแบ่งปันดื่มน้ำกระบวยเดียวกัน คัมภีร์กระบี่เล่มนี้มอบต่อท่านก่อน สองเดือนให้หลัง เราค่อยขอรับกลับคืน

        อี้เนี้ยพอได้รับคัมภีร์กระบี่ ก็ฉุดลากข้าพเจ้าไปฝึกปรือบนภูเขาข้างเคียง”

        ทิปวยเล้งกล่าวถามว่า “เจ้าไฉนไม่บอกเรื่องนี้ต่อเรา?”

        ทิซังฮู้กล่าวว่า “อี้เนี้ย สั่งข้าพเจ้าอย่าได้บ่งบอก นางฝึกปรืออยู่หลายกระบวนท่า คล้ายพบเห็นของวิเศษ บอกต่อข้าพเจ้าว่านี่เป็นยอดคัมภีร์วิทยายุทธหากฝึกปรือเพลงกระบี่ในคัมภีร์สำเร็จ จะพิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน ดังนั้นลอบชักชวนข้าพเจ้าฝึกปรือด้วยกัน มิให้บอกต่อบิดา ข้าพเจ้าเห็นว่าการเรียนรู้ฝีมือเพิ่มเติม มิใช่เรื่องเสียหาย จึงรับปากตกลง”

        โต๊ะอิดพั้งถามสอดขึ้น “อย่างนั้นภายหลังพวกท่านพบกับเจ็งเคี้ยงเต้าหยินหรือไม่?”

        ทิซังฮู้กล่าวว่า “ภายหลังได้พบเจ็งเคี้ยงเต้าหยินที่ภูเขาเซ้งฮวงซัว วันนั้นพวกท่านมิใช่อยู่บนภูเขาด้วยหรือ?”

        ทิปวยเล้งแค่นเสียงดังเฮอะอีกครากล่าวว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินนัดพบกับเราบนภูเขา เราพอไปถึง ก็ไม่พบพานคน คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เมื่อถึงขั้นนั้น นางแพศยาไฉนไม่บอกต่อเรา?”

        มกเก้าเนี้ยไม่กล้าตอบคำ ที่แท้หลังจากที่มกเก้าเนี้ยได้รับคัมภีร์กระบี่ ความจริงคิดฮุบไว้ เมื่อเดือนก่อนทิปวยเล้งเดินทางไปหาเฮ้งเกียเอี๋ยง กิมโชยง้ำก็ใช้คนส่งจดหมายลับถึงมัน บอกว่าสืบทราบว่าเจ็งเคี้ยงเต้าหยินซ่อนตัวอยู่ที่ภูเขาเซ็งฮวงซัว ประจวบกับทิปวยเล้งได้รับจดหมายไม่ได้ลงนามฉบับหนึ่ง นัดพบกับมันที่ภูเขาเซ็งฮวงซัว ทิปวยเล้งจึงนำมกเก้าเนี้ยเดินทางไปตามนัด ภายหลังทิซังฮู้นัดหมายอสุรีหยกมาต่อสู้กับมันที่ภูเขาหน้า มกเก้าเนี้ยกลับพบเห็นถ้ำโพรงที่เจ็งเคี้ยงเต้าหยินใช้ซ่อนตัว

        อสุรีหยกรับฟังถึงตอนนี้ ความจริงค่อยกระจ่างชัด กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านต้องการคัมภีร์กระบี่ยังพอทำเนา แต่ไฉนทำร้ายเจ็งเคี้ยงเต้าหยินถึงแก่ชีวิต?”

        มกเก้าเนี้ยรีบกล่าวว่า “เราพบเห็นเจ็งเคี้ยงเต้าหยินอยู่ในถ้ำโพรง ตอนนั้นเขาใกล้สิ้นลมปราณ ที่ข้างกายทิ้งเสบียงอาหารไว้ คาดว่ามีคนปรนนิบัติเขา แต่ตอนนั้นมีแต่เขาคนเดียว สีหน้าเปี่ยมแววปวดร้าว บอกใบ้ให้เรารีบฆ่าเขา เราได้แต่ปฏิบัติตาม”

        นางบอกเล่าตามความสัตย์จริง แต่ตอนนั้นในใจมีความคิดอ่านเป็นอื่น กริ่งเกรงเจ็งเคี้ยงเต้าหยินทราบว่า คัมภีร์กระบี่ตกอยู่ในมือนางทั้งเกรงว่าทิปวยเล้งกลับมาพบเห็น จึงรีบร้อนปลิดชีวิตเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน

        ทิปวยเล้งพอเค้นถามเสร็จสิ้น ในใจขุ่นแค้นยิ่ง แต่พอเห็นท่าทีอันขลาดเขลาของนางบำเรอและบุตรี ก็บังเกิดความลำบากใจ รู้สึกมีความหนาวเย็นแผ่ซ่านจากจิตใจ กล่าวกับบุตรีก่อนว่า “ตกลง เจ้าส่งมอบคัมภีร์กระบี่คืนแก่ผู้อื่น”

        ทิซังฮู้กล่าวว่า “คัมภีร์กระบี่เพิ่งถูกผู้คนช่วงชิงไป”

        ทิปวยเล้งกล่าวว่า “เป็นกิมเล่าไกว่ (เฒ่าประหลาดแซ่กิม) นั้นช่วงชิงไปหรือ?”

        ทิซังฮู้รับคำคราหนึ่ง ทิปวยเล้งกล่าวอย่างได้คิดว่า “เมื่อสองวันก่อน กิมโชยง้ำมาหาเรา คาดว่าเกี่ยวข้องกับคัมภีร์กระบี่แล้ว”

        อสุรีหยกพอฟังว่า คัมภีร์กระบี่ถูกช่วงชิงไปอีก สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป ขณะจะอาละวาด ทิปวยเล้งชิงกล่าวว่า “อสุรีหยก คัมภีร์กระบี่ของท่าน ปล่อยให้เป็นภาระของเรา ต่อให้ติดตามถึงสุดขอบฟ้า เราก็จะทวงถามกลับมาให้แก่ท่าน”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ตกลง ข้าพเจ้าจะคอยดูไป”

        น้ำเสียงคล้ายไม่เชื่อถือ ทิปวยเล้งไม่แยแสสนใจนาง ยื่นมือลูบคลำผมเผ้าของบุตรี ราวกับเมื่อตอนที่นางอยู่ในวัยเด็ก ทิซังฮู้พอประสานสบกับสายตาของบิดา รู้สึกมีความเย็นเยียบแผ่ซ่าน จากก้นบึ้งหัวใจ ร้องว่า “บิดา ท่านาเป็นไรแล้ว?”

        ทิปวยเล้งกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ซังยี้ ปีนี้เจ้าอายุสิบเก้าแล้ว ใช่หรือไม่?”

        ทิซังฮู้รับคำดังอืมม์ กล่าวว่า “ท่านเอ่ยถึงเรื่องนี้ทำอะไร?”

        ทิปวยเล้งกล่าวสืบต่อ “เจ้ามิใช่วิหคตัวน้อยอีก ตอนนี้เจ้ามีปีกงอกเงย สามารถโบยบินไปไกลแล้ว”

        ทิซังฮู้ร้องว่า “บิดา ข้าพเจ้าจะขอเป็นวิหคตัวน้อยอยู่ข้างกายท่านตลอดกาล”

        ทิปวยเล้งหน้าเคร่งเครียดลง พลันผลักไสนางออกห่าง กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้ามิใช่บุตรีของเราอีก เจ้าไสหัวออกไปให้แก่เรา ระหว่างอยู่ที่เบื้องนอก ห้ามมิให้ใช้ชื่อของเราก่อกวนเรื่องราว”

        ทิซังฮู้ร่างสั่นสะท้าน คิดร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา ทิปวยเล้งกล่าวว่า “เจ้าคิดและเล็มคัมภีร์กระบี่ของสำนักอื่น ปิดบังอำพรางบิดาตัวเอง หากมิใช่เห็นแก่หน้ามารดาเจ้า เราคงปลิดชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไปแต่แรก”

        ทิซังฮู้นับแต่จำความได้ ไม่เคยถูกบิดาดุว่าเช่นนี้มาก่อน นางล่วงรู้นิสัยใจคอของบิดา เมื่อลั่นปากต้องไม่คืนคำ กอปรกับเห็นอสุรีหยกชำเลืองมองนาง ถึงกับทั้งอับอายทั้งคั่งแค้น คุกเข่าลงกับพื้นโขกศีรษะสามครั้งครา ร้องว่า “บิดา ท่านถนอมตัว” กล่าวจบ หมุนตัววิ่งปราดไปยังประตูใหญ่ โดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก

        อสุรีหยกยามปรกติ แม้เห็นชีวิตผู้คนเป็นเช่นผักปลา แต่พอเห็นสภาพเช่นนี้ อดหดหู่ใจมิได้ เมื่อครู่นางรู้สึกว่าทิซังฮู้ขลาดเขลาน่าเวทนา ความจริงคิดไกล่เกลี่ยห้ามปราม แต่ยามกะทันหันไม่สามารถกล่าวจากปาก รอจนสองพ่อลูกตระกูลทิตัดความสัมพันธ์ คิดเกลี้ยกล่อมก็สายเกินการณ์

        ทิปวยเล้งพอขับไล่บุตรีไป ค่อยระงับสติ ตวาดต่อมกเก้าเนี้ยว่า “นางแพศยา เจ้าเข้ามา”

        มกเก้าเนี้ยพลันสลัดผมเผ้ายุ่งสยาย หัวร่อราวเสียสติ ร้องดังๆ ว่า “เฒ่าชรา เราไม่ต้องการชีวิตนี้แต่แรก ท่านฟาดเราให้ตายเถอะ”

        ทิปวยเล้งตวาดว่า “เจ้าหยิบฉวยคัมภีร์กระบี่ของผู้อื่น ทำลายชื่อเสียงของเรา มีความผิดสมควรตาย ยังมีคำตัดพ้ออันใด?”

        มกเก้าเนี้ยหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง กล่าวว่า “ครั้งกระโน้นบิดาเราเสียชีวิตที่ต่างแดน เราไม่มีเงินทองกลบฝังบิดา ค่อยถูกบีบบังคับให้แต่งกับท่าน ท่านก็ไม่ยอมรับเราเป็นภรรยา เรายามอยู่เบื้องหน้าท่าน แสร้งเป็นแย้มยิ้มเอาใจ ท่านเข้าใจว่าเราชมชอบท่านหรือ? ท่านฟาดเราจนตายก็ประเสริฐ เราไม่ต้องการมีชีวิตเช่นนี้แล้ว”

        ที่แท้มกเก้าเนี้ยติดตามบิดาออกเร่ร่อนแสดงฝีมือตั้งแต่เล็ก มีชีวิตโดยเสรี หลังจากแต่งให้แก่ทิปวยเล้ง สามีสูงอายุ ภรรยาอยู่ในวัยสาว ผมขาวไม่เหมาะสมกับหญิงงาม บวกกับทิปวยเล้งมีนิสัยประหลาดพิกล ทำให้นางหม่นหมองระทมทุกข์ หากมิใช่เกรงขามต่อทิปวยเล้ง นางคงหลบหนีไปแต่แรก คราครั้งนี้นางช่วงชิงคัมภีร์กระบี่ เพื่อคิดลอบฝึกปรือเพลงกระบี่ ดิ้นหลุดจากการควบคุมของทิปวยเล้ง

        ทิปวยเล้งคาดคิดไม่ถึงว่า มกเก้าเนี้ยจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ ยามกะทันหันอดตะลึงลานมิได้ เห็นนางมีรูปโฉมงดงาม ตัวเองจอนผมหงอกขาว ไม่อาจโทษว่านางมีความคิดเช่นนี้ ดังนั้นยกมือค้างอยู่กลางอากาศไม่อาจกราดฟาดลง

        อสุรีหยกพลันกระโดดปราดขึ้น ฉุดดึงมือของทิปวยเล้ง ทิปวยเล้งทอดถอนใจเบาๆ กล่าวว่า “เจ้าไปเถอะ อย่าได้พบหน้าเราอีก”

        มกเก้าเนี้ยชะงักเสียงหัวร่อ คุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะสามครากล่าวว่า “เล่าเอี้ยจื้อ ท่านถนอมตัว”

        นางเลียนเยี่ยงทิซังฮู้ วิ่งปราดไปยังประตูใหญ่ โดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก

        ทิปวยเล้งบังเกิดความหดหู่อยู่เต็มอก รู้สึกว่าตัวเองชราภาพแล้วจริงๆ ยามนั้นเอนร่างพิงกับภูเขาจำลอง ราวกับเพิ่งฟื้นไข้ ทอดถอนใจกล่าวว่า “พวกเราก็สามควรไปแล้ว”