หมัดเหล็กปะทะกระบี่ คู่ต่อสู้อันคู่คี่ "#3"

 

        มกเก้าเนี้ยตวาดสำทับอีกว่า “เป็นไร ไม่ดื่มสุราคารวะ คิดดื่ทสุราจับกรอกเราเรียกพวกท่านไสหัวไป พวกท่านไม่ไสหัวไป หรือคิดปลุกให้เล่าเอี้ยจือมาเชิญพวกท่านเข้าไป?”

        ฮุ้นอี้เพ้งรีบกล่าวว่า “เก้าเนี้ยอย่าได้ตำหนิ พวกเราจะล่าถอยออกจากหมู่ตึกท่าน” พลางถลึงมองโต๊ะอิดพั้งอย่างขุ่นแค้น ชักชวนกิมโชยง้ำล่าถอยออกจากตัวตึก

        โต๊ะอิดพั้งก็คิดล่าถอยตาม มกเก้าเนี้ยแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานกวักมือกล่าวว่า “ท่านคิดไปที่ใด มาเถอะ”

        โต๊ะอิดพั้งประสานมือกล่าวว่า “ไม่กล้ารบกวนตึกท่าน”

        มกเก้าเนี้ยกล่าวว่า “เด็กโง่งม จากไปในตอนนี้ พวกมันทั้งสองยังไม่ได้ไปไกล ท่านก็มิใช่คู่มือของพวกมัน คิดหาที่ตายหรือไร?”

        โต๊ะอิดพั้งหน้าแดงวูบ ขบคิดดูรู้สึกมีเหตุผล ได้แต่ติดตามพวกนางเข้าสู่ตัวตึก

        มกเก้าเนี้ยเชื้อเชิญโต๊ะอิดพั้งนั่งที่ห้องโถงจำลอง ทิซังฮู้ส่งน้ำชามา กล่าวว่า “เฮ้งเจี่ยฮีไม่ได้มากับท่านหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งปฏิเสธว่า “ไม่”

        ทิซังฮู้คล้ายผิดหวัง บิดเอวเดินออกจากห้องโถง ชั่วครู่ให้หลังทิปวยเล้งก็จูงมือบุตรีเดินเข้ามา โต๊ะอิดพั้งรีบน้อมกายคารวะ ทิปวยเล้งถามไถ่ชื่อแซ่ จากนั้นกล่าวว่า “ท่านเป็นทายาทของโต๊ะตงเนี้ยมหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งรีบลุกขึ้นกล่าวว่า “นั่นเป็นโจ้วแป๋ผู้ล่วงลับ”

        ทิปวยเล้งมีสีหน้าขุ่นเคืองใจ ถามอีกว่า “เฮ้งเจี่ยฮีเป็นสหายของท่าน?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นับเป็นสหายร่วมอุดมการณ์”

        ทิปวยเล้งพลันแค่นหัวร่อกล่าวว่า “เฮ้งเกียเอี๋ยงเป็นผู้ห้าวหาญฝ่ายมิจฉาชีพ ไฉนชมชอบข้องแวะกับขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊?”

        โต๊ะอิดพั้งไม่พอใจยิ่ง ทิปวยเล้งกล่าวอีกว่า “นางโจรที่ประมือกับเราในวันนั้น ก็เป็นพวกเดียวกับท่านกระมัง?”

        โต๊ะอิดพั้งแม้ไม่พึงพอใจที่อสุรีหยกประพฤติเป็นโจร แต่พอฟังผู้อื่นประณามนางเป็น “นางโจร” กลับมีโทสะ กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ทิเล่าเอ็งฮ้ง (ผู้กล้าหาญเฒ่าแซ่ทิ) ทั้งรังเกียจขุนนาง และด่าประณามโจร ไม่ทราบมีเหตุผลใด ผู้เยาว์ขอทราบรายละเอียด”

        ทิปวยเล้งบันดาลโทสะ ตวาดว่า “เด็กน้อย เสียมารยาท” พลางยื่นมือตะปบใส่โต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งลดไหล่ทิ้งศอกดิ้นรนคราหนึ่ง รู้สึกหัวไหล่ปวดแปลบแสบร้อนราวกับถูกเชือกอัคคีนาบใส่ แต่นับว่าคลี่คลายกระบวนท่านี้ไปได้

        ทิปวยเล้งหน้าแปรเปลี่ยนไป ตวาดว่า “ท่านเป็นศิษย์ของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง?”

        โต๊ะอิดพั้งรับคำว่า “ท่านผู้เฒ่าเป็นซืแป๋ของข้าพเจ้า เมื่อเจ็ดแปดปีก่อน ระหว่างที่ข้าพเจ้ายังติดตามรับใช้ซือแป๋ที่สำนักบู๊ตึง เคยพบหน้าทิเล่าเอ็งฮ้งครั้งหนึ่ง”

        ทิปวยเล้งส่งเสียงดังอ้อ สีหน้าผ่อนคลายกว่าเดิม โบกมือกล่าวว่า “ท่านนั่งลง”

        โต๊ะอิดพั้งปฏิบัติตาม ทรุดกายนั่งลง ทิปวยเล้งกล่าวอีกว่า “เรากับซือแป๋ท่านเคยพบหน้ากันครั้งหนึ่ง ดังนั้นเราไม่ต้องการสร้างความลำบากแก่ท่าน แต่ท่านต้องบอกมาตามความสัตย์ว่า สตรีที่ประมือกับเราในวันนั้นที่แท้เป็นใคร?”

        โต๊ะอิดพั้งเชิดหน้ากล่าวว่า “นางเป็นอสุรีหยกที่ชาวมิจฉาชีพพอได้ยินชื่อก็ขวัญฝ่อ”        

        ทิปวยเล้งกระโดดปราดขึ้น ร้องว่า “ที่แท้นางเป็นอสุรีหยก เรายังเข้าใจว่าชาวมิจฉาชีพร่ำลือเกินความจริง คิดไม่ถึงนางมีฝีมืออยู่ท่าสองท่าจริงๆ”

        จากนั้นจึงถามว่า “ท่านเป็นอะไรกับนาง?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เป็นสหายร่วมอุดมการณ์เช่นกัน”

        ทิปวยเล้งพลันหัวร่อฮาฮา สร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่โต๊ะอิดพั้ง ทิปวยเล้งหัวร่ออยู่ชั่วขณะจึงกล่าว “เรากำลังคิดเชื้อเชิญอสุรีหยกและเฮ้งเจี่ยฮีมา ท่านกับพวกมันเมื่อเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ก็ประเสริฐ ขอรั้งตัวท่านอยู่ที่บ้านเราสักหลายวัน รอจนพวกมันมาถึง ค่อยปลดปล่อยท่านไป”

        โต๊ะอิดพั้งกระชากเสียงว่า “ทิเล่าเอ็งฮ้งคิดลักพาตัวผู้คนหรือ?”

        ทิปวยเล้งตอบว่า “ถูกต้อง แต่เห็นแก่หน้าซือแป๋ท่าน จะไม่มัดพันธนาการท่าน ท่านอย่าได้คิดหลบหนีไป” พลางชักจูงโต๊ะอิดพั้งออกจากห้องโถงจำลอง ผลักไสคนเข้าห้องเก็บฟืนหลังหนึ่ง ปิดประตูห้องลง กล่าวว่า “ห้องหับไม่ดีนัก ท่านลดตัวพักอยู่สักหลายวันเถอะ”

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่า คนผู้นี้มีนิสัยประหลาดพิกล เมื่อถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องเก็บฟืน ได้แต่อดทนกล้ำกลืน ทรุดนั่งขัดสมาธิกับพื้นโคจรพลังลมปราณอย่างเงียบงัน

        เมื่อฟ้ามืดค่ำลง มกเก้าเนี้ยส่งข้าวมาให้แก่โต๊ะอิดพั้ง กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ช่างพากเพียรฝึกปรือนัก”

        โต๊ะอิดพั้งไม่แยแสสนใจนาง พุ่ยข้าวจนหมดชาม มกเก้าเนี้ยเฝ้าดูอยู่ด้านข้าง สองข้างแก้มพลันแดงซ่าน มองดูอยู่ชั่วขณะ ก็ก้มศีรษะลงอีกครา

        นับแต่นั้นอีกหลายวัน ล้วนเป็นมกเก้าเนี้ยส่งอาหารมา ข้าวปลาอาหารยิ่งปรุงยิ่งดี มิเพียงมีไก่ป่า ยังมีปลาหลีฮื้อแม่น้ำฮวงโห ทุกครั้งที่มามกเก้าเนี้ยต้องรบเร้าพัวพันโต๊ะอิดพั้ง ชวนสนทนาต่างๆ นานา โต๊ะอิดพั้งหาได้แยแสสนใจไม่

        มีอยู่คืนหนึ่ง มกเก้าเนี้ยแวะมาสนทนาอีก กล่าวกับโต๊ะอิดพั้งว่า “ผู้อื่นล้วนบอกว่า ซือแป๋ท่านเป็นกระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน อย่างนั้นเพลงกระบี่ของท่านคงสูงล้ำยิ่ง ท่านช่วยให้เราได้เปิดหูเปิดตา”

        โต๊ะอิดพั้งนั่งแน่วนิ่งไม่เคลื่อนไหว กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ข้าพเจ้าเป็นเนื้อบนเขียงของพวกท่าน ไหนเลยกล้าควงดาบจับกระบี่?”

        มกเก้าเนี้ยร้องโอยคำหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านคงโทษว่าจึงจู้ (หัวหน้าตึก) พวกเราแล้วซึ่งความจริง ท่านเป็นบุตรหลานขุนนาง ไหนเลยเคยได้รับความคับแค้นเช่นนี้ ท่านคิดจากไปหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งปิดปากแนบแน่นไม่ตอบคำ มกเก้าเนี้ยกล่าวอีกว่า “ท่านเข้าใจว่าจึงจู้พวกเราไฉนคุมขังท่านไว้ที่นี้? ที่แท้สืบเนื่องจากบุตรีสุดวิเศษของเขา”

        โต๊ะอิดพั้งรู้สึกเหนือความคาดหมาย ถามว่า “ว่ากระไร?”

        มกเก้าเนี้ยยิ้มพลางกล่าวว่า “ซังฮู้คิดแต่งงานกับเฮ้งเจี่ยฮี แต่เฮ้งเจี่ยฮีมีคู่หมั้นหมายอยู่ก่อนจึงคุมขังท่านไว้ที่นี้”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “นี่เกี่ยวข้องใดกับข้าพเจ้า? ในโลกมีบุรุษมากหลาย...”

        มกเก้าเนี้ยหัวร่อจนร่างสั่นสะท้าน โต๊ะอิดพั้งต้องกล้ำกลืนคำพูดแต่กลางคัน มกเก้าเนี้ยหัวร่อชั่วขณะ จึงยกนิ้วชี้นิ้วกลางกรีดใส่ใบหน้าตัวเอง กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “หน้าไม่อาย ท่านเข้าใจว่าผู้อื่นพึงตาต้องใจท่านหรือ? ซังฮู้คุมขังท่านไว้ที่นี้ เพื่อชักนำเฮ้งเจี่ยฮีมา จากนั้น...”

        เอ่ยถึงตอนนี้กล้ำกลืนคำพูดไว้ โต๊ะอิดพั้งค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก หัวร่อตัวเองคิดมากเกินไป

        มกเก้าเนี้ยพลันทอดถอนใจ กล่าวเสียงอ้อยอิ่งว่า “อาจบางทีมีคนพึงตาต้องใจท่าน”

        โต๊ะอิดพั้งนั่งขัดสมาธิ หาได้สนใจไยดีนางไม่ มกเก้าเนี้ยสะอึกกายมา ชวนสนทนาว่า “กระบี่ของท่านเล่มนี้ เป็นซือแป๋ท่านมอบต่อท่านกระมัง?”

        โต๊ะอิดพั้งยังคงไม่แยแสสนใจ มกเก้าเนี้ยพลันยื่นมือมายังหว่างเอวของโต๊ะอิดพั้ง ดึงกระบี่วิเศษของเขาออกมา โต๊ะอิดพั้งกระโดดปราดขึ้น ร้องถามว่า “ท่านทำอะไร?”

        มกเก้าเนี้ยกล่าวว่า “หยิบยืมให้เราชมดูไม่ได้หรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งคิดหมายช่วงชิงกลับคืน มกเก้าเนี้ยซ่อนกระบี่ไว้ด้านหลัง กลับยืดอกอวบอูมขึ้น โต๊ะอิดพั้งรีบถอยปราดไปด้านหลัง ยามนั้นที่นอกประตูพลันบังเกิดเสียงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา สุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “นางแพศยาที่ไร้ยางอายนัก”

        เสียงโครมเมื่อประตูห้องถูกเตะเปิดออก สร้างความแตกตื่นแก่มกเก้าเนี้ยจนสะท้านเฮือกใหญ่ เห็นสตรีสาวนางหนึ่งกระโดดปราดเข้ามา กลับเป็นอสุรีหยก

        โต๊ะอิดพั้งร้องเรียกว่า “เลี่ยงเจ้ เจ๊”

        อสุรีหยกถลึงตาไม่ตอบคำ ใบหน้าเย็นชาปานน้ำแข็ง กล่าวกับมกเก้าเนียว่า “ท่านอยู่ที่นี้ทำอะไร? เฮอะไร้ยางอายจริงๆ?”

        มกเก้าเนี้ยไหนเลยเคยถูกด่าประณามเช่นนี้ ถึงกับทั้งอับอายทั้งขุ่นเคือง แม้ทราบว่ามิใช่คู่มือของอสุรีหยก แต่เพลิงโทสะลุกฮือโหมสุดระงับ เสือกแทงกระบี่ใส่อสุรีหยก

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ตอบโต้หนึ่งกระบี่ ปิดสกัดกระบี่ของมกเก้าเนี้ยพ้นห่างไป มกเก้าเนี้ยวกม้วนกระบี่ รั้งดึงกลับมากระโดดออกทางหน้าต่าง

        อสุรีหยกงงงันวูบ กระบวนท่าของมกเก้าเนี้ยนี้เป็นเพลงกระบี่ของสำนักอาจารย์อีก ดังนั้นรีบกระโดดตามติดออกไป ลอยตัวโลดข้ามศีรษะมกเก้าเนี้ยม สกัดขวางหน้านาง เสือกแทงกระบี่ไปเบื้องหน้า ตวัดเขี่ยไปทางขวา สภาวะยังไม่สิ้นสุด ก็วกคมกระบี่กลับมา นี่เป็นท่าไม้ตายของสำนักอาจารย์ นอกจากฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือสูงล้ำกว่าอสุรีหยกไม่เช่นนั้นต้องใช้เพลงกระบี่ประจำสำนัเข้าคลี่คลาย

        จริงดังคาดหมาย มกเก้าเนี้ยยกกระบี่ปิดป้อง วกจากซ้ายมาขวาค่อยลดกระบี่ลง คลี่คลายกระบวนท่านี้ไป มาตรว่าท่วงท่ายังไม่ช่ำชองชำนาญ แต่แสดงว่าเคยเห็นคัมภีร์กระบี่เล่มนั้น

        อสุรีหยกเปล่งเสียงหัวร่ออย่างเกรี้ยวกราด การลงมือยิ่งไม่ไว้ไมตรี เร่งเร้าท่ากระบี่ สะบัดขวับขวับสองกระบี่ แยกย้ายแทงใส่จุดเส้นที่ใต้ซอกแขนของมกเก้าเนี้ยทั้งสองแห่ง

        มกเก้าเนี้ยแม้เคยขโมยฝึกปรือเพลงกระบี่ของอสุรีหยก แต่ช่วงเวลากระชั้นสั้น กระบวนท่ายังไม่ช่ำชองชำนาญ ไหนเลยต้านทานได้ กระบี่ของอสุรีหยกทะลุเสื้อผ้าของนาง จุดเส้นที่ใต้ซอกแขนทั้งสองของมกเก้าเนี้ยล้วนถูกแทงใส่ หงายร่างล้มลงกับพื้น

        อสุรีหยกรั้งกระบี่กลับ หัวร่ออย่างเกรี้ยวกราด ขณะจะคาดคั้นเค้นถาม ทิปวยเล้งก็เร่งรุดมาตามเสียง สายตายามกวาดมอง ถึงกับพิโรธเดือดดาล ตวัดฝ่ามือขึ้นตวาดว่า “อสุรีหยก ท่านคุกคามคนเกินไปแล้ว ท่านคิดรุดมาประลองฝีมือไยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์บู๊ลิ้ม นางกับท่านมีความแค้นยิ่งใหญ่ใด ท่านจึงลงมือด้วยอำมหิต?”

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “พวกท่านทั้งครอบครัวล้วนเป็นโจรอันต่ำช้า”

        ทิปวยเล้งคำรามปานคลุ้มคลั่ง ฝ่ามือที่ยกชูขึ้นพลันกราดฟาดออก อสุรีหยกพลิกตัวเสือกแทงกระบี่ หัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “ท่านไม่ส่งมอบเพลงกระบี่กลับคืน ข้าพเจ้าสาบานไม่ยอมเลิกรา”

        ทิปวยเล้งกราดฟาดฝ่ามือโดยแรง คุกคามอสุรีหยกถอยกายไปสองก้าว ตวาดว่า “เหลวไหล คัมภีร์กระบี่อันใด?”

        อสุรีหยกเสือกแทงกระบี่ออก แค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ตอนนี้ท่านยังแสร้งเป็นงมงายอีก? หากมิใช่เป็นท่านขโมยคัมภีร์กระบี่ของข้าพเจ้า บุตรีสุดวิเศษของท่านและนางชะมดนี้ ไหนเลยใช้เพลงกระบี่ของซือแป๋ข้าพเจ้าได้?”

        ทิปวยเล้งคำรามก้อง สองหมัดปิดป้อง คุกคามอสุรีหยกถอยกายไปอีกสองก้าว ตัวเองกระโดดออกจากวง ตวาดว่า “ช้าก่อน ให้เราถามไถ่ให้กระจ่างชัด” พลางกระโดดถึงข้างกายมกเก้าเนี้ย ประคองนางขึ้น เห็นใต้ซอกแขนของนางปรากฏโลหิตหลั่งไหล ต้องบังเกิดความรักเวทนา จากนั้นเห็นกระบี่เล่มหนึ่งตกหล่นอยู่ข้างกายนาง สะท้อนประกายเย็นเยียบบาดตา

        ทิปวยเล้งจดจำออกว่าเป็นกระบี่ประกายเย็นของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงมิต้องคาดเดาก็ทราบว่า นางปลดมาจากโต๊ะอิดพั้ง พลันหวนนึกถึงคำ “นางชะมด” อดหน้าแปรเปลี่ยนไปมิได้ตวาดถามว่า “ท่านไฉนขโมยกระบี่ของผู้อื่น?”

        อสุรีหยกยิ้มอย่างเย็นชา ขณะจะเอ่ยปากสอดคำพลันเห็นมกเก้าเนี้ยร่างสั่นระริก ดวงตาเปี่ยมแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง ราวกับหัวหน้าโจรที่เคยถูกนางประหารฆ่าทิ้ง พริบตานั้น หวนนึกถึงคำพูดของโต๊ะอิดพั้งที่กล่าวในถ้ำศิลา ไม่ทราบเพราะเหตุใด พลันบังเกิดเมตตาจิตขึ้น คำพูดมาถึงมุมปาก พลันกล้ำกลืนเอาไว้

        มกเก้าเนี้ยเห็นอสุรีหยกสงบปากคำ ค่อยระบายลมหายใจอย่างโล่งอก กล่าวเสียงสั่นเครือว่า “เราเห็นนางถือกระบี่ทลายประตูเข้ามา ในมือตัวเองไม่มีอาวุธได้แต่หยิบยืมกระบี่ของโต๊ะอิดพั้งสักครา”

        คำพูดนี้กล่าวมีเหตุผล ทิปวยเล้งตวาดถามอีกว่า “อย่างนั้นท่านใช่เป็นคนขโมยคัมภีร์กระบี่หรือไม่?”

        มกเก้าเนี้ยตัดใจกล่าวว่า “ไม่ ไม่ มิใช่เราขโมย”

        ทิปวยเล้งตวาดด้วยเสียงอันดังว่า “เรียกซังฮู้มา”