หมัดเหล็กปะทะกระบี่ คู่ต่อสู้อันคู่คี่ "#2"

 

        ซือเจ่กทั้งสี่ล้วนถามไถ่สาเหตุ ซือแป๋ข้าพเจ้าเพียงแย้มยิ้มไม่ตอบคำ ภายหลังค่อยบอกต่อข้าพเจ้าว่า ซือเจ่กทั้งสี่ก็เป็นคนชมชอบเอาชัย ดังนั้นท่านผู้เฒ่าจึงไม่ยอมบ่งบอก

        กระบวนท่าที่มันเอาชัยสี่ซือเจ่กข้าพเจ้า เป็นท่าไม้ตายในวิชาลุ้ยเท้งโป๊ยช่วยเจี้ย (ฝ่ามืออสนีบาตยันต์แปดทิศ) หลังจากที่เอาชัย ก็อวดอ้างท่าไม้ตายนี้ต่อซือแป๋ข้าพเจ้า เข้าใจว่าทั่วทั้งแผ่นดินไม่มีผู้ใดทำลายได้ ซือแป๋ข้าพเจ้าไม่แสดงความเห็นอันใด ขณะที่ส่งแขกออกนอกประตู จงใจเหยียบย่างตำแหน่งยันต์แปดทิศ จากตำแหน่งซุ่ง ผ่านตำแหน่งเคี้ยง ลดเลี้ยวเข้าตำแหน่งลี้ ประสานมือคารวะ ใจกลางฝ่ามือคว่ำลงเล็กน้อยแยกออกทางซ้ายขวา เปลือกนอกเป็นการส่งแขก แท้ที่จริงเป็นการแสดงกระบวนท่าทำลายท่าไม้ตายของมัน มันเป็นยอดฝีมือย่อมทราบกระจ่าง พอออกนอกประตูใหญ่ ยังเหลียวหน้ามาประสานมือขอให้ซือแป๋ข้าพเจ้าให้อภัย”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ซือแป๋ท่านมีใจกว้างจริงๆ”

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “สำหรับกับคนเลวร้ายเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่ไว้ไมตรี”

        เฮ้งเจี่ยฮีไม่กล้าส่งเสียง แต่ลอบคร่ำครวญในใจ ที่แท้ทิปวยเล้งผู้นี้ไร้บุตรชาย มีบุตรีโทนเพียงคนเดียวเรียกว่าทิซังฮู้ ทิปวยเล้งเจ้าอารมณ์ชมชอบเอาชัย ทั้งมีนิสัยประหลาดพิกล ไม่ไปมาหาสู่กับสหายชาวบู๊ลิ้ม ผู้อื่นก็ไม่กล้าแตะต้องตอแย ดังนั้นทิซังฮู้แม้มีรูปโฉมงดงามอายุย่างเข้าสิบแปดปี ยังคงไม่มีคู่ครอง

        เฮ้งเจี่ยฮีช่วยเหลือบิดากระทำการใหญ่ มีชื่อเสียงในฝ่ายมิจฉาชีพ ทิปวยเล้งกับเฮ้งเกียเอี๋ยงผู้เป็นบิดาของเฮ้งเจี่ยฮี ความจริงรู้จักกัน พอได้ยินชื่อเสียงของเฮ้งเจี่ยฮี จึงนำบุตรีมาหาเฮ้งเกียเอี๋ยงที่เมืองเอี้ยงอัน เฮ้งเกียเอี๋ยงย่อมให้การต้อนรับขับสู้ยอดคนท่านนี้เป็นอย่างดี

        สองพ่อลูกพอพบเห็นเฮ้งเจี่ยฮี ล้วนพึงพอใจยิ่ง หลังงานเลี้ยงเลิกรา ทิปวยเล้งจึงเสนอยกบุตรีให้ สร้างความกระดากแก่เฮ้งเกียเอี๋ยงยิ่ง บ่ายเบี่ยงว่าบุตรชายหมั้นหมายกับบุตรีขององครักษ์พิทักษ์ตำหนักไทจือเม่งฉั่งตั้งแต่เล็ก ขอให้มันสรรหาบุตรเขยอื่น

        มิคาดทิปวยเล้งไม่เข้าใจระเบียกฎเกณฑ์ กลับตบโต๊ะร้องว่า “เสียทีที่ท่านเป็นผู้นำมิจฉาชีพ ไฉนเกี่ยวดองกับทาสรับใช้บ้านเมือง? บุตรีเรามีอันใดไม่ได้ รีบถอนหมั้นรายนั้นไป”

        เฮ้งเกียเอี๋ยงทราบว่าคนผู้นี้ไม่มีเหตุผล กอปรกับตัวเองตระเตรียมกระทำการใหญ่ ไม่ต้องการล่วงเกินบุคคลเช่นนี้ ได้แต่ตอบว่า “ต่อให้คิดถอนหมั้น ก็ต้องบอกกล่าวกับเม่งฉั่งให้กระจ่างชัด หนทางสู่นครหลวงยาวไกล ไม่อาจลุล่วงได้ในเวลาอันสั้น”

        ทิปวยเล้งค่อยนำบุตรีจากไปด้วยความขุ่นเคือง หลังจากนั้นเฮ้งเกียเอี๋ยงสอบถามความรู้สึกของบุตรชาย เฮ้งเจี่ยฮีไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อทิซังฮู้ ไม่ต้องการถอนหมั้น หันมาตบแต่งนาง แต่ก็ไม่ต้องการล่วงเกินทิปวยเล้ง สองพ่อลูกหารือกัน ตกลงให้เฮ้งเจี่ยฮีรีบเดินทางสู่นครหลวงไปสู่ขอ คิดไม่ถึงพอบรรลุถึงนครหลวง เม่งฉั่งกลับรับบาดเจ็บเสียชีวิต ทั้งเข้าใจแป๊ะเมี่ยงผิดไป

        เฮ้งเจี่ยฮีครุ่นคิดขึ้น ‘อสุรีหยกเพิ่งทำความตกลงกับตระกูลเราหากรุดไปลงมือต่อเฒ่าแซ่ทิ หนี้บัญชีรายนี้ไยมิใช่จดไว้กับตระกูลเรา?’

        ในส่วนตัวของเฮ้งเจี่ยฮี ไม่ต้องการล่วงเกินอาคันตุกะชาวบู๊ลิ้มด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ อย่าว่าแต่เฒ่าแซ่ทิต้องมิใช่คนปล้นชิงคัมภีร์ทำร้ายผู้คนถึงแก่ชีวิต ดังนั้นไม่เห็นด้วยกับการที่อสุรีหยกกระทำการตามอารมณ์ แต่อสุรีหยกยากตอแยยิ่งกว่าทิปวยเล้ง ได้แต่นิ่งเงียบงันไว้

        วุ่นวายตลอดคืน ต่อสู้อยู่หลายรอบ ยามนี้เป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว อสุรีหยกและพวกทั้งหิวโหยทั้งกระหาย แสงอาทิตย์สาดส่องเข้าโพรงศิลา กลิ่นคาวเลือดยิ่งคละคลุ้งฉุนเฉียว อสุรีหยกฉีกแขนเสื้อชิ้นหนึ่งเดินเข้าภายในโพรง ค่อยๆ เช็ดคราบโลหิตให้แก่เจ็งเคี้ยงเต้าหยิน เห็นคราบโลหิตเป็นสีดำคล้ำ คล้ายกับถูกพิษทำร้าย

        อสุรีหยกครุ่นคิดขึ้น ‘ทิปวยเล้งมีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน หากคิดช่วงชิงคัมภีร์ คล้ายไม่จำเป็นต้องแพร่พิษ พอตรวจดูอาการโดยละเอียด พบว่ากระดูกเพดานปากของเจ็งเคี้ยงเต้าหยินแหลกสลาย แสดงว่าถูกพลังฝ่ามือกระแทกทำร้าย’

        เมื่อพินิจพิจารณาตำแหน่งที่รับบาดเจ็บ บริเวณกระดูกปรากฏรอยนิ้วมือรำไร แสดงว่าหลังจากที่ฟาดฝ่ามือ ค่อยรวบนิ้วทั้งห้า ใช้พลังบีบเค้นลำคอของท่าน นับเป็นฝีมือของทิปวยเล้ง สร้างความสงสัยใจแก่อสุรีหยกยิ่ง

        เจ็งเคี้ยงเต้าหยินกับซือแป๋ของโต๊ะอิดพั้งและอสุรีหยกล้วนเป็นสหายสนิท ทั้งสองพากันหลั่งน้ำตา ขุดหลุมบรรจุฝังซากศพของท่าน เมื่อสำเร็จลุล่วง อสุรีหยกค่อยกอบดินต่างธูป อธิษฐานต่อฟ้า สาบานต้องล้างแค้นให้แก่เจ็งเคี้ยงเต้าหยิน

        ทั้งสามชะล้างคราบโลหิตบนฝ่ามือ วักน้ำลำธารดื่ม แจกจ่ายเสบียงกรังรับประทาน พอลงจากเขา ปรากฏลิ่วล้อของเฮ้งเจี่ยฮีรุดมารับหน้า แป๊ะเมี่ยงก็ได้รับการช่วยเหลือออกมา พอพบเห็นอสุรีหยก จึงกล่าวขอบคุณเป็นการใหญ่

        โต๊ะอิดพั้งขมวดคิ้วครุ่นคิด จิตใจกลัดกลุ้มหม่นหมอง อสุรีหยกปลอบโยนว่า “โต๊ะเฮียมิต้องห่วงใย ข้าพเจ้าสั่งคนเคลื่อนย้ายโลงศพของโจ้วแป๋ (ปู่) ไปยังเหียเอี้ยเป้า รอจนโต๊ะเฮียไปถึง จะได้บรรจุกลบฝัง ส่วนผู้คนในบ้านโต๊ะเฮียข้าพเจ้าแจกจ่ายเงินทอง สลายตัวพวกมันไปแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งเงียบงันไม่กล่าววาจา เห็นว่าเหตุการณ์ถึงขั้นนี้ เมื่อกลับไปคงต้องถูกจับกุม ได้แต่ปล่อยนางจัดการเช่นนี้

        โต๊ะอิดพั้งความจริงไม่ต้องการติดตามเฮ้งเจี่ยฮีไปยังเหียเอี้ยเป้า แต่ซากสังขารของโจ้วแป๋ยังรอให้เขาบรรจุฝัง จำต้องติดตามไป เหียเอี้ยเป้าอยู่ห่างจากเมืองเอี้ยงอันประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ ทั้งหมดเร่งรุดเดินทาง กลางวิกาลก็บรรลุถึง

        เฮ้งเกียเอี๋ยงออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง พอพบเห็นอสุรีหยก บังเกิดความยินดียิ่ง เฮ้งเจี่ยฮีเรียนบอกศักดิ์ศรีของโต๊ะอิดพั้งต่อบิดา สร้างความยินดีแก่เฮ้งเกียเอี๋ยงกว่าเดิม กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “โต๊ะเฮียเปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ นับว่าประเสริฐแท้ พวกเราเหล่าชุมชนอันสับสน กำลังขาดบุคคลวางแผนแยบคาย กำหนดกลยุทธ์พิชิตชัยอยู่พอดี”

        โต๊ะอิดพั้งประสานมือ กล่าวเสียงเย็นชาว่า “เรื่องนี้รอไว้สนทนาในภายหลัง”

        เฮ้งเกียเอี๋ยงงงงันวูบ เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวเบาๆ ว่า “โต๊ะเฮียอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์”

        เฮ้งเกียเอี๋ยงรีบกล่าวคำขออภัย สั่งผู้คนนำเสื้อผ้าไว้ทุกข์ ให้โต๊ะอิดพั้งผลัดเปลี่ยน

        โต๊ะอิดพั้งมีความคิดจากไปโดยเร็ว วันที่สองก็เคลื่อนย้ายโลงบรรจุศพของโจ้วแป๋ลงหลุมกลบฝัง ไหว้วานให้เฮ้งเจี่ยฮีดูแลหลุมฝังศพ

        อสุรีหยกเมื่อตอนกลางวัน พบปะหัวหน้าค่ายต่างๆ วุ่นวายตลอดทั้งวัน พอถึงยามสนธยา ยังปลีกเวลามาเคารพหลุมฝังศพใหม่ของโต๊ะตงเนี้ยม นางแม้จุดธูปเทียน โบกศีรษะคำนับพร้อมกับโต๊ะอิดพั้ง ในใจกลับลอบหัวร่อ ‘คิดไม่ถึงวันก่อนนางปล้นชิงทรัพย์ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ วันนี้กลับมาโขกศีรษะคำนับ’

        โต๊ะอิดพั้งเห็นสีหน้านางปราศจากแววเศร้าเสียใจ ต้องลอบไม่พอใจ ตำหนินางแสร้งมายา ซึ่งความจริง โต๊ะอิดพั้งไม่ล่วงรู้จิตเจตนาของอสุรีหยก หากมิใช่อสุรีหยกเห็นแก่เขา ต่อให้พาดกระบี่ขวางคอนาง นางก็ไม่คุกเข่าลงกราบกราน

        เมฆสนธยาเลือนลับ เดือนดวงใหม่ทอแสงอำไพ โต๊ะอิดพั้งกับอสุรีหยกเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากเขตหลุมฝังศพ อสุรีหยกเคลื่อนกายเข้าใกล้โต๊ะอิดพั้ง กลอกกลิ้งดวงตาคู่งาม พลันยกมือตกแต่งผมเผ้าที่จอนหู คิดกล่าวแต่แล้วกล้ำกลืนไว้

        โต๊ะอิดพั้งรู้สึกว่านางมีลมหายใจหอมรวยริน หัวใจต้องวาบหวิวรีบเคลื่อนห่างออกไป อสุรีหยกยิ้มกล่าวว่า “ตอนนี้ท่านยังกลัวข้าพเจ้าหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ท่านไฉนทำให้ผู้อื่นเกรงกลัวท่าน?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ท่านไม่ทราบว่าข้าพเจ้าดื่มนมสุนัขป่าตัวเมียจนเติบใหญ่หรือ? ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งให้ผู้อื่นเกรงกลัวข้าพเจ้า คาดว่านิสัยพยศดุร้ายของข้าพเจ้ายังไม่สิ้นสูญ ผู้อื่นจึงเกรงกลัวข้าพเจ้า”

        โต๊ะอิดพั้งพลันทอดถอนใจ หวนนึกถึงอสุรีหยกเปลือกนอกงดงาม ภูมิปัญญาเลิศล้ำ เฉกเช่นหยกงามตามธรรมชาติ น่าเสียดายที่ไม่มีผู้คนชักนำสู่วิถีทางอัน “เที่ยงธรรม”

        อสุรีหยกถามว่า “อยู่ดีๆ ท่านทอดถอนใจอันใด?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ด้วยพลังฝีมือของท่าน ไยต้องคลุกคลีบนเส้นทางมิจฉาชีพ?”

        อสุรีหยกหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “เส้นทางมิจฉาชีพมีอันใดไม่ดี ยังสะอาดหมดจนกว่าวงราชการมากนัก”

        โต๊ะอิดพั้งก้มศีรษะไร้วาจา อสุรีหยกกล่าวอีกว่า “ภายหน้าท่านมีความคิดอ่านอันใด? หรือยังคิดเข้ารับราชการขายชีวิตให้แก่ฮ่องเต้ราชวงศ์เหม็ง เช่นเดียวกับโจ้วแป๋และบิดาท่าน?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ในชีวิตของข้าพเจ้าไม่ขอรับราชการ และไม่ประพฤติเป็นโจร”

        อสุรีหยกขุ่นแค้นถึงขีดสุด หากแม้นคนกล่าววาจามิใช่โต๊ะอิดพั้งนางคงกวาดฝ่ามือใส่แต่แรก

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง กฎของสำนักพวกเรา หนึ่งห้ามมิให้ประพฤติเป็นโจร สองห้ามมิให้เป็นผู้คุ้มภัย หรือว่าท่านยังไม่ทราบ?”

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “โจ้วแป๋และบิดาท่านมิใช่เป็นโจรหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งกระชากเสียงด้วยโทสะว่า “พวกท่านทั้งสองไหนเลยเป็นโจรได้?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “เป็นขุนนางขูดรีดคนยากไร้ จุนเจือคนร่ำรวย ส่วนพวกเราปล้นคนร่ำรวยช่วยเหลือคนยากไร้ ล้วนแล้วแต่เป็นโจร แต่โจรเป็นพวกเรายังประเสริฐเลิศกว่าโจรเช่นพวกท่านมากนัก”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ตกลง แล้วแต่ท่านจะกล่าว แต่คนต่างมีปณิธาน ไม่จำเป็นต้องบังคับแข็งขืน”

        ร่างของอสุรีหยกสั่นสะท้านเล็กน้อย เศร้าเสียใจถึงที่สุด โต๊ะอิดพั้งเห็นนางขอบตาแดงก่ำ น้ำตาใกล้หยดหยาด สะกิดความเวทนาขึ้นเกาะกุมนิ้วมือของนางไว้เบาๆ กล่าวว่า “ปณิธานมุ่งหมายของพวกเราแม้แตกต่าง แต่การคบหาจะคงอยู่ตลอดกาล”

        อสุรีหยกถามอย่างหดหู่ว่า “ท่านคิดจากไปเมื่อใด?”

        โต๊ะอิดพั้งตอบว่า “วันพรุ่งนี้”

        อสุรีหยกถอดทอนใจ ไม่กล่าวกระไรอีก ผ่านไปเนิ่นนาน โต๊ะอิดพั้งค่อยหันเหหัวเรื่อง ขอให้อสุรีหยกบอกเล่าตำนานในยุทธจักร ตัวเองก็บอกเล่าทัศนียภาพนครหลวง ทั้งสองเดินทอดน่องสนทนาใต้แสงจันทร์ มาตรแม้นต่างไม่เปิดเผยความในใจ แต่ระหว่างกันและกันทำความเข้าใจเพิ่มพูนกว่าเดิม

        ค่ำคืนนี้ทั้งสองสนทนาถึงยามดึกดื่นค่อยแยกจากกัน เช้าวันที่สองโต๊ะอิดพั้งกล่าวคำอำลาต่อเฮ้งเจี่ยฮี เฮ้ยเจี่ยฮีทราบว่าโต๊ะอิดพั้งตกลงใจจากไป จึงไม่เหนี่ยวรั้ง กล่าวคำอำลาด้วยความอาลัย

        โต๊ะอิดพั้งประสบเหตุเปลี่ยนแปลง จิตใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้ารันทด แต่เรื่องราวของชาติบ้านเมือง มิอาจไม่เกี่ยวข้อง ครุ่นคิดเป็นเวลานาน ตกลงเสี่ยงอันตรายขึ้นนครหลวง เพื่อเรียนบอกเรื่องที่เหล่าขุนนางขันทีลอบติดต่อกับฝ่ายแมนจูต่อรัชทายาท พร้อมกับล้างมณทินให้แก่ตัวเอง

        การขึ้นสู่นครหลวงของโต๊ะอิดพั้งครั้งนี้ จับเส้นทางมณฑลซัวไซลดเลี้ยวเข้ามณฑลฮ่อปัก เดินทางเป็นเวลาเจ็ดแปดวัน เริ่มเข้าสู่มณฑลซัวไซ

        วันนี้บรรลุถึงเมืองเล้งมึ้ง ตลอดรายทางเห็นแม่น้ำเหลืองเซี่ยวกราก ผนังผาสองฟากข้างล้วนลาดชันภูมิประเทศอันตราย โต๊ะอิดพั้งพลันหวนนึกถึงทิปวยเล้งสองพ่อลูกอยู่ที่นี้ ต้องฉุกใจคิด กวาดตามองรอบข้าง แต่ไม่พบเห็นคนสัญจร มีแต่กลางแม่น้ำที่ห่างไกล ปรากฏเงาใบเรือขึ้นหลายจุด

        โต๊ะอิดพั้งเดินทางเพียงลำพัง บังเกิดความอ้างว้างอยู่บ้าง ลดเลี้ยวหุบเขาแห่งหนึ่ง พลันเห็นที่เบื้องหน้ามีหมู่ตึกหลังหนึ่ง ต้องฉุดคิดขึ้น หรือนี่เป็นตึกตระกูลทิ?

        ขณะครุ่นคิด พลันได้ยินเสียงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชาดังขึ้นที่ด้านหลัง โต๊ะอิดพั้งเหลียวหน้ามองถึงกับใจหายวาบ ที่แท้คนที่ด้านหลังเป็นฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำ

        ฮุ้นอี้เพ้งแค่นหัวร่อกล่าวว่า “นี่ อสุรีหยกที่เป็นผู้คุ้มกันของท่านเล่า? หากเด็กน้อยคอยติดตามนาง เราก็ไม่อาจทำอย่างไรท่าน คิดไม่ถึงท่านมีเวลาเดินทางเพียงลำพัง”

        โต๊ะอิดพั้งชักกระบี่จากฝัก กระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าลำพังเพียงคนเดียว ก็หาเกรงกลัวท่านไม่”

        กิมโชยง้ำยิ้มพลางกล่าวว่า “วีรบุรุษที่เข้มแข็งนัก ท่านมีน้ำหนักมากน้อยเท่าใดพวกเราไม่ทราบหรือ? อย่าได้ประโคมโอ่อีกแล้ว”

        พลันกราดฟาดฝ่ามือมาดังหวืด โต๊ะอิดพั้งบิดเอวหลบเลี่ยงตอบโต้ไปหนึ่งกระบี่ กิมโชยง้ำลอยตัวขึ้นซ้ายหมัดขาวฝ่ามือ ต่อยทรวงอกฟันข้อมือ กระบวนเพลงเดียวมีสองท่วงท่า ลงมือโดยพร้อมเพรียง

        โต๊ะอิดพั้งพลันหมุนตัว ยกกระบี่ปิดสกัด รุกจู่โจมจากด้านข้างกิมโชยง้ำหัวร่อฮาฮา ประกบนิ้วมือข้างขวาสองนิ้วจี้ใส่ตัวกระบี่ ปัดป่ายกระบี่วิเศษของโต๊ะอิดพั้งเบนเบือน หวัดแกว่งหมัดซ้าย ชิงจู่โจมใส่

        โต๊ะอิดพั้งรีบใช้ออกด้วยท่าเท้าต้อต๊ะฉิกแชโป่ว (ท่าเท้าเจ็ดดาวย้อนกลับ) วกกระบี่ตามท่าร่าง ประกายกระบี่แลบแปลบ ใช้ออกด้วยท่าต้อสายกิมจี้ (ย้อนโปรยเหรียญทอง) สกัดใส่ฝ่ามือ แทงใส่ข้อมือฝ่ายตรงข้าม

        กระบวนท่านี้ใช้ออกอย่างเร่งร้อน กิมโชยง้ำไม่กล้าจ่อนิ้วเข้าปะทะ สลับเท้าหมุนตัว กางแขนทั้งสองออก ใจกลางฝ่ามือกลับกลายเป็นสีแดงราวชาดแต้ม ครอบคลุมลงบังศีรษะโต๊ะอิดพั้ง

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่ามันฝึกปรือฝ่ามือทราบพิษลมมหากาฬไหนเลยกล้าปล่อยให้มันกระทบถูก บังคับกระบี่ พุ่งฝ่าออกจากใต้ลมฝ่ามือของศัตรู ร่ายรำใช้เจ็ดสิบสองท่ากระบี่สัมพันธ์ ไม่ให้ศัตรูประชิดใกล้ได้

        กิมโชยง้ำมีลมฝ่ามือแกร่งกร้าว บวกกับฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬอันชั่วร้ายอำมหิต หากมิใช่โต๊ะอิดพั้งปรับพื้นฐานพลังลมปราณมาเพียงถูกลมฝ่ามือกวาดใส่ ก็ยากที่จะต้านทานได้

        ทั้งสองหักล้างกันห้าหกสิบกระบวนท่า โต๊ะอิดพั้งรู้สึกสถานการณ์ตึงมือ ยังมีฮุ้นอี้เพ้งจ้องคุมเชิงอยู่ด้านข้าง ดังนั้นนึกหาอุบายเอาตัวรอด พลันแสร้งจู่โจมหลอกล่อ จากนั้นวิ่งตะบึงไปยังตัวตึกนั้น

        ฮุ้นอี้เพ้งมีวิชาตัวเบาสูงเยี่ยม พลันตวาดว่า “หนีไปที่ใด?” พลางใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น กระโดดขึ้นลงสามครั้งครา ก็ติดตามถึงด้านหลังโต๊ะอิดพั้ง โบกสะบัดสายรัดเอว ม้วนพันใส่ร่างโต๊ะอิดพั้ง

        โต๊ะอิดพั้งถลันหลบสองครา เข้าสู่ภายในตัวตึก แต่สายรัดเอวของฮุ้นอี้เพ้งคล้ายอสรพิษยาว ไม่คลาดคลาจากกลางหลังโต๊ะอิดพั้ง ทันใด ในพุ่มไม้ดอกข้างทางบังเกิดเสียงหัวร่อคิกคักของสตรีดังขึ้น กรรไกรเล่มหนึ่งยื่นออกมา ตัดสายรัดเอวของฮุ้นอี้เพ้งขาดสะบั้น

        ในพุ่มไม้ดอกปรากฏสตรีสองนางทยอยเดินออกมา คนนำหน้าเป็นหญิงงามกลางคน ที่ถูกอาวุธลับของอสุรีหยกซัดทำร้าย ผู้ที่ติดตามอยู่ด้านหลังเป็นบุตรีของทิปวยเล้ง นามทิซังฮู้

        ฮุ้นอี้เพ้งรีบประสานมือคารวะ กล่าวว่า “เก้าเนี้ย เด็กน้อยนี้มิใช่คนดี”

        จากนั้นกล่าวอีกว่า “ซังฮู้เสียวเจี้ยะ ท่านประพฤติดีงามถึงที่สุด วันนั้นท่านเมื่อช่วยเหลือพวกเรา ขอให้ท่านคร่ากุมมันให้แก่พวกเราเถอะ”

        ทิซังฮู้ยิ้มอย่างเหยียดหยาม กล่าวว่า “ข้าพเจ้ากระทำของข้าพเจ้า ผู้ใดช่วยเหลือพวกท่าน?”

        หญิงงามกลางคนกลับปั้นหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า “เล่าเอี้ยจื้อ (นายผู้เฒ่า) ของพวกเรา บอกว่าไม่ต้องการพบหน้าพวกท่าน พวกท่านยังบุกรุกเข้ามาทำอะไร?”

        ฮุ้นอี้เพ้งกล่าวว่า “พวกเราติดตามเด็กน้อยนี้มา ท่านผู้เฒ่าไม่เห็นหรือ?”

        หญิงงามกลางคนตัดบทว่า “ผู้ใดยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระของท่าน ตึกตระกูลทิเราไหนเลยบุกรุกล่วงล้ำโดยพลการได้? รับไสหัวไป?

        ฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำหันไปมองหน้ากัน ไม่อาจกล่าววาจาใดได้

        หญิงงามกลางคนนางนี้เรียกว่ามกเก้าเนี้ย เป็นซู่บ้อ (มารดารเลี้ยง) ของทิซังฮู้ ทิปวยเล้งเป็นพ่อม่ายเมื่อวัยกลางคน ดังนั้นตบแต่งสตรีที่เปิดการแสดงเร่รอนนางหนึ่งเข้าบ้าน เพื่อให้ความเคารพต่อภรรยาผู้ล่วงลับ ทิปวยเล้งจึงไม่ยอมยกย่องนางเป็นภรรยา มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น มกเก้าเนี้ยยังเป็นคนโปรดของมัน

        หากวิจารณ์ตามพลังฝีมือ ฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำสูงล้ำกว่ามกเก้าเนี้ยมากนัก แต่ต่อให้ทั้งสองขวัญกล้าเทียมฟ้า ก็ไม่กล้าเป็นศัตรูกับนางบำเรอคนโปรดของทิปวยเล้ง