หมัดเหล็กปะทะกระบี่ คู่ต่อสู้อันคู่คี่ "#1"

 

        ฝ่ามือของชายชรานี้แฝงพลังเปี่ยมล้น บังเกิดเสียงลมดังหวืดหวือ อสุรีหยกพุ่งร่างหลบเลี่ยง คุมกระบี่ทิ่มแทงลงจากกลางอากาศ ชายชรานั้นพลันหมุนตัว จู่โจมสองมือใส่จุดเมี่ยมึ้งที่กลางหลังของอสุรีหยก

        อสุรีหยกขยับร่างเล็กน้อย กระบี่ยาวใช้ออกด้วยท่ากิมจำโต่วซั่ว (เข็มทองร้อยด้าย) เขี่ยย้อนขึ้นมา ชายชรานั้นคล้ายคำนวณแต่แรกว่านางจะใช้กระบวนท่านี้ ชิงสืบเท้าไปหนึ่งก้าว ปลายกระบี่ของอสุรีหยกจึงทะลวงผ่านข้างชายโครงมันไป ชายชราประกบสองมือแล้วแยกออกพลิกแพลงจากท่าท้งจื้อไปกวนอิม (ทารกกราบพระโพธิสัตว์กวนอิม) เป็นฝ่ามืออิมเอี้ยงซังชงเจี้ย (ฝ่ามือร้อนเย็นปะทะคู่) ลงมือต่ออสุรีหยกด้วยอำมหิต

        หาคาดไม่ว่าอสุรีหยกก็คล้ายคำนวณกระบวนท่านี้ได้ ลดด้ามกระบี่ลง คมกระบี่ดีดสะท้อนขึ้น เปลี่ยนเป็นแทงใส่จุดคี่มึ้งที่ใต้ซอกแขนของชายชรา ชายชรานั้นพลันหดตัวหลบเลี่ยงจากกระบวนท่านี้พลิกแพลงจากฝ่ามือเป็นหมัดต่อยออกด้วยท่าฮ้วยชิงพะโฮ้ว (ขวางร่างต่อยพยัคฆ์)

        อสุรีหยกโผพุ่งร่างขึ้นสูงอีกวาเศษ ทิ้งเฉียงๆ ลง ชายชรานั้นตวาดสำทับว่า “ผู้เยาว์รับกระบวนท่า” พลางโถมจู่โจมอย่างดุดัน

        อสุรีหยกแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานกล่าวว่า “โจรเฒ่ารับกระบวนท่า” พลางขวางกระบี่ ฟันออกในระดับเสมออก ชายชราเข้าใจว่าอสุรีหยกใช้ออกด้วยกระบวนท่าในเพลงกระบี่ตักม้อ นามฮ้วยกังปวยโต่ว (เห็นข้ามลำธารขวาง) สืบเท้าไปยังตำแหน่งคำ วกเข้าตำแหน่งลี้พุ่งมือกลับหลัง คิดตะปบคร่ากุมข้อมือที่ถือกระบี่ของนางไว้

        มิคาดอสุรีหยกฟันกระบี่ออก พอถึงกลางคันสภาวะพลันเปลี่ยนแปร ฟันใส่ตำแหน่งที่ฝ่ายตรงข้ามหลบเลี่ยง ชายชรานั้นถึงกับใจหายวาบดีที่มันมีฝีมือลึกล้ำ แปรเปลี่ยนกระบวนท่ารวดเร็ว รีบหมุนตัวออกจากตำแหน่งลี้ มือซ้ายประกบนิ้วชี้นิ้วกลาง จี้ย้อนใส่จุดหงส์งั่งที่หัวไหล่ด้านหลังของอสุรีหยก อสุรีหยกวกสภาวะกระบี่ จู่โจมตอบโต้การจู่โจม คุกคามชายชราหลบเลี่ยงจากตำแหน่งลี้อีก

        อสุรีหยกกับชายชรานั้นชิงจู่โจม คิดแย่งเป็นฝ่ายรุก อสุรีหยกมีเพลงกระบี่เลิศพิสดาร บัดเดี๋ยวหน้าบัดเดี๋ยวหลัง บัดเดี๋ยวซ้ายบัดเดี๋ยวขวา รวมเพลงกระบี่ทุกค่ายสำนัก แต่ไม่มีกระบวนท่าใดตรงกัน ชายชรานั้นก็มีเพลงฝ่ามือประหลาดพิกล มาตรว่าลงมือราวพายุอสนี แต่ท่าเท้าเคลื่อนไหวตามหลักแปดประตู ห้าก้าวย่างไม่สับสนวุ่นวายแม้แต่น้อย

        ตามหลักวิชาบู๊ แปดประตูหมายถึงแปดทิศ กอปรด้วยตำแหน่งคำ ลี้ โคก จิ้น ซุ่ง เคี้ยง คุน กึ่ง ของยันต์โป๊ยข่วย ห้าก้าวย่างหมายถึงตำแหน่งที่หยั่งเท้า ดัดแปลงจากห้าธาตุ ซึ่งประกอบด้วยทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน อันมีรุกหน้า ถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา หยุดกลาง

        ความเคลื่อนไหวของแปดประตูห้าก้าวย่าง ความจริงเป็นปรมาจารย์สำนักไท้เก็กเตียซำฮงบัญญัติขึ้น เรียกว่าไท้เก็กจับซาเส็ก (สิบสามท่วงท่าไท้เก็ก)

        เพลงหมัดไท้เก๊กใช้ความอ่อนพิชิตความแข็ง ชายชราผู้นี้มีพลังฝ่ามือกล้าแข็งแกร่งกร้าว ฝีเท้าท่าร่างกลับเป็นสิบสามท่วงท่าไท้เก็ก ใช้ทั้งแข็งกร้าวอ่อนหยุ่น หากมิใช่มีพลังฝีมือถึงขั้นสุดยอด ไม่อาจกระทำได้

        อสุรีหยกต่อสู้กับชายชราร้อยกว่ากระบวนท่า ยังไม่อาจชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบแม้แต่น้อย ต้องลอบตื่นตระหนก สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ตั้งใจสู้ศัตรู ใช้เพลงกระบี่ที่ซือแป๋บัญญัติขึ้น ด้วยความเกรี้ยวกราดว่าเดิม

        ความพิสดารของเพลงกระบี่อสุรีหยก ก็ทำให้ชายชรานั้นมิอาจไม่ระวังป้องกัน เมื่อต่อสู้ถึงตอนท้าย ใต้ลมฝ่ามือประกายกระบี่ เงาร่างสองสายพุ่งย้อนไปมา จำแนกไม่ออกว่าผู้ใดเป็นชายชรา ผู้ใดเป็นอสุรีหยก

        ชายชรานั้นสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ คาดคิดไม่ถึงว่าหญิงงามปานหยาดฟ้าเช่นอสุรีหยก กลับมีเพลงกระบี่ดุร้ายเพียงนี้ นับเป็นศัตรูเข้มแข็งที่สุด เท่าที่เคยพบพานมา อสุรีหยกก็คิดไม่ถึงว่า ชายชรามีเพลงฝ่ามือแกร่งกร้าวถึงเพียงนี้ หากเพียงวิจารณ์พลังฝีมือ เกรงว่าชายชราผู้นี้ยังเหนือล้ำกว่านางอีก

        พริบตานั้น ทั้งสองต่อสู้กันจนชุลมุนวุ่นวาย ระหว่างการพันตู อสุรีหยกพลันได้ยินที่หลังเขาบังเกิดเสียงร้องอุทานคำหนึ่ง คล้ายเป็นสุ้มเสียงของโต๊ะอิดพั้ง หัวใจต้องสั่นสะท้าน ท่ากระบี่เชื่องช้าลงเล็กน้อย

        ชายชรานั้นกวาดฟาดฝ่ามือจากตำแหน่งงึ่น อสุรีหยกก็แทงกระบี่สวนออกด้วยท่าแชฮ้วยเต้าจ้วง (ดาวเคลื่อนดาราคล้อย) ริมฝ่ามือของชายชราขณะจะกระทบถูกเสื้อผ้านาง เห็นแน่ชัดว่าต้องบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ชายชรานั้นพลันพุ่งถอยไปสองก้าว ร้องว่า “อย่าได้เข้ามา”

        อสุรีหยกชำเลืองสายตามอง พบว่าโขดหินที่สตรีสาวนั้นยืนอยู่เพิ่มหญิงงามกลางคนนางหนึ่ง เสียงร้องของชายชรานั้น ที่แท้กล่าวกับหญิงงามนางนี้ แสดงว่าการต่อสู้เมื่อครู่ดุเดือดถึงเพียงไหน ทำให้อสุรีหยกไม่กล้าแบ่งแยกสมาธิแม้แต่น้อย

        ยามนี้ อสุรีหยกยอมรับนับถือชายชรานี้อยู่บ้าง ครุ่นคิดขึ้น ‘ยอดฝีมือชิงชัย สมควรสอดส่ายสายตามองสี่ทิศ เงี่ยหูสดับแปดทาง นางพอพบพานคู่มือที่ทัดเทียม ก็ไม่อาจแบ่งแยกสมาธิไปได้ จะอย่างไรมีพลังการฝึกปรืออ่อนด้อยกว่าบ้าง’

        ชายชรานั้นพอตวาดห้าม ก็พลิกตัวถาโถมเข้าหาใหม่ ตวาดว่า “พวกเราสู้สืบต่อ”

        อสุรีหยกกระชากเสียงว่า “หรือยังเกรงกลัวท่าน? เสียทีที่ท่านมีฝีมือสูงเยี่ยม กลับประพฤติเช่นโจรต่ำช้า วันนี้ไม่มอบคัมภีร์กระบี่คืนมา ข้าพเจ้าสาบานไม่เลิกรากับท่าน”

        สะบัดกระบี่ขวับขวับสองกระบี่ ใช้ติดต่อตามกันชายชรานั้นเดือดดาลเป็นการใหญ่ ผลักฝ่ามือออกด้วยท่าโป๊ซัวต้อไฮ้ (ผลักภูเขาถมทะเล) ทั้งสองเปิดฉากต่อสู้กันใหม่

        บนโขดหินที่ไหล่เขา สตรีสาวที่ต่อสู้กับอสุรีหยกก่อน กล่าวกับหญิงงามกลางคนที่มาภายหลังว่า “อาอี้ (คำเรียกสตรีรุ่นเดียวกับมารดา) ท่านซัดใส่นางโจรนั้นสักครา”

        หญิงงามกลางคนนั้น กล่าวว่า “อาฮู้ ฝีมือซัดลูกดอกผีเสื้อของเจ้าเหนือล้ำกว่าเรา ไฉนให้เราแสดงความทุเรศ?”

        สตรีสาวนั้นกล่าวว่า “บิดาห้ามมิให้ข้าพเจ้ายื่นมือช่วยเหลือ”

        หญิงงามกลางคนกระซิบถามว่า “นางเอ่ยถึงคัมภีร์กระบี่อะไรนั่น หรือคัมภีร์กระบี่นั้นเป็นของนาง?”

        สตรีสาวนั้นหน้าแปรเปลี่ยนไป โน้มหน้าถึงข้างใบหูนาง กล่าวว่า “อย่าได้กล่าวแล้วหากถูกบิดาได้ยิน ต้องย่ำแย่แน่นอน”

        หญิงงามกลางคนยิ้มเล็กน้อย ครุ่นคิดในใจ ‘เฒ่าผู้นี้กำลังเสี่ยงชีวิตกับผู้อื่น ต่อให้ส่งเสียงดังกว่านี้ เขาก็ไม่ได้ยิน’เห็นสตรีสาวร้อนรุ่มใจ จึงล้วงลูกดอกผีเสื้อจากอกเสื้อสามตัว กล่าวว่า “ตกลง คอยดูเราซัดใส่นาง” พลางตวัดมือขวาขึ้น ลูกดอกผีเสื้อทั้งสามตัวส่งเสียงอื้ออึงพิกลเหินบินใส่อสุรีหยกดุจสายฟ้า

        อสุรีหยกกับชายชรานั้นล้วนผนึกสมาธิหักหาญกัน พลันปรากฏอาวุธลับแหวกจู่โจมจากด้านข้าง อสุรีหยกฟังเสียงจำแนกอาวุธลับทราบว่าลูกดอกผีเสื้อทั้งสามตัวนี้ พุ่งจากทิศทางบน กลาง ล่าง ซัดใส่จุดขี่มึ้ง ตึงมึ้งและแป๊ะไฮ้ของนางสามจุด

        ด้วยพลังฝีมือของอสุรีหยก ลูกดอกผีเสื้อทั้งสามตัวนี้ไม่นับเป็นอย่างไรได้ นางเพียงยกมือวางเท้า ก็สามารถกระแทกอาวุธร่วงหล่นหมดสิ้น แต่ตอนนี้ทั้งสองต่อสู้อย่างคู่คี่ก้ำกึ่ง คนหนึ่งมีเพลงฝ่ามือกล้าแข็ง คนหนึ่งมีเพลงกระบี่ร้ายกาจ เท่ากับลูกบวกน้ำหนักบนคันชั่งทั้งสองข้าง มีน้ำหนักเท่ากัน ขอเพียงเพิ่มเข็มและด้ายลงไปยังข้างหนึ่ง ก็จะสูญเสียความสมดุลไป

        อสุรีหยกได้ยินเสียงอาวุธลับดังอื้ออึง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไปแค่นหัวร่อกล่าวว่า “คนโฉดไร้ยางอาย กลับกล้าลอบทำร้าย”        

        นางกลับไม่หลบหลีกอาวุธลับ กระบี่ในมือใช้ออกด้วยท่าเก๊กมักชังปอ (ระลอกคลื่นสุดสายตา) พลิกแพลงเป็นท่าซาฮ้วองเท่าง้วย (สามห่วงคล้องจันทร์) ด้านหน้าแทงใส่จุดเจียงไท้ของศัตรู ด้านข้างแทงใส่จุดกื่อกุก

        ที่แท้อสุรีหยกเห็นว่า คิดหลบหลีกอาวุธลับไม่ยากเย็น แต่หากแบ่งแยกสมาธิไปรับมือ ศัตรูฉกฉวยช่องว่างจู่โจม นางต้องตกตายแน่นอน มิสู้เสี่ยงจนบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย แม้ตายก็ภาคภูมิ

        สองกระบี่นี้ดุร้ายเป็นพิเศษ กลับคุกคามชายชราล่าถอยจากตำแหน่งงึ่น จนถึงตำแหน่งเคี้ยง อสุรีหยกไม่ชักช้ารีรอ สะอึกกายใช้กระบี่จากท่าซาฮ้วงเท่าง้วย (สามห่วงคล้องจันทร์) เปลี่ยนเป็นท่าแป๊ะฮ้งเสี่ยยิก (รุ้งขาวยิงอาทิตย์) ปลายกระบี่จี้ใส่จุดเฮี้ยงกีที่ทรวงอกของชายชรา

        ยามนี้ลูกดอกผีเสื้อทั้งสามตัวโบยบินมา เห็นมาชัดว่าลูกดอกดอกแรกจะปักใส่คอหอยอสุรีหยกแล้ว มิเพียงแต่อสุรีหยกหน้าแปรเปลี่ยนไป ชายชรานั้นก็หน้าแดงก่ำ ขยับไหล่วูบ ฟาดฝ่ามือขวาใส่อากาศธาตุ กระแทกลูกดอกผีเสื้อดอกแรกร่วงหล่นลงที่เชิงเขา

        คราครั้งนี้เหนือความคาดหมายอสุรีหยกนัก ยั้งสภาวะกระบี่ไม่ทันท่วงที คมกระบี่พุ่งฝ่าช่องว่างเข้าไป ชายชราพอขยับไหล่ เพียงหลบเลี่ยงจากด้านหน้า เสียงฉี่เมื่อแขนเสื้อถูกแทงทะลุ ข้อแขนถูกปลายกระบี่กรีดเป็นบาดแผลโลหิตหยดหยาดลงมา

        ชายชรานั้นเงียบงันไม่ส่งเสียง พุ่งถอยไปวาเศษ ยามนั้น ลูกดอกผีเสื้อดอกที่สองและสามก็บรรลุถึงเบื้องหน้าอสุรีหยก แต่ศัตรูเข้มแข็งพอล่าถอย อสุรีหยกกวาดกระบี่คราหนึ่ง ลูกดอกผีเสื้อทั้งสองดอกล้วนถูกกวาดร่วงหล่นลง

        ชายชรานั้นวิ่งตะบึงขึ้นบนไหล่เขา ชี้หน้าหญิงงามกลางคน ตวาดว่า “ผู้ใดให้ท่านซัดอาวุธลับวุ่นวาย?”

        หญิงงามกลางคนกลอกตาหยาดเยิ้ม ด้วยท่าทียั่วยวน ปากกลับกล่าวด้วยความคับแค้นว่า “เล่าเอี้ยจื้อ (นายผู้เฒ่า) ท่านไม่ได้สั่งเราไว้ อาฮู้ถูกนางข่มเหงรังแก พวกเราไยต้องเกรงอกเกรงใจต่อนาง? เล่าเอี้ยจื้อ เรามิใช่กระทำเพื่อพวกท่านสองพ่อลูกหรอกหรือ?”

        กล่าวพลางขอบตาแดงก่ำ น้ำตาแทบหยดหยาดลงมา อสุรีหยกพลันลอยตัวขึ้นดุจกระเรียนขาวตัวหนึ่ง เหินละลิ่วมาถึง ตวาดว่า “ที่แท้เป็นท่านซัดอาวุธลับ” พลางตวัดมือขวา ปรากฏเข็มเงินสามเล่มสะท้อนประกายใต้แสงอาทิตย์วูบหนึ่ง

        ชายชรานั้นโบกสะบัดแขนเสื้อ โบกกระแทกเข็มเงินสองเล่มร่วงหล่น เข็มเงินเล่มที่สามกลับปักใส่หัวไหล่หญิงงามกลางคน สร้างความเจ็บปวดแก่นางจนร้องโอยออกมา

        ชายชรานั้นตวาดว่า “เมื่อครู่ท่านเห็นแล้วว่า อาวุธลับที่นางซัดออกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา นางโจรผู้นี้เสียมารยาทยิ่ง ข่มเหงบุตรีเรา ทำร้ายนางบำเรอเรา เราไม่ขอเลิกรากับท่าน พวกเราต่อสู้กันตัวต่อตัว ไม่ว่าผู้ใดห้ามมิให้นัดหมายผู้คนมาช่วยเหลือ ท่านกล้าตอบรับหรือไม่?”

        อสุรีหยกพลันแย้มยิ้มออกมา ชายชรานั้นหน้าแปรเปลี่ยนไปกล่าวว่า “ท่านคิดต่อสู้ในบัดดลก็ได้”

        มันเข้าใจว่าอสุรีหยกหัวร่อมันรับบาดแผลกระบี่ จึงนัดหมายเวลาต่อสู้กันใหม่

        ซึ่งความจริง อสุรีหยกหัวร่อชายชรา เสแสร้ง เมื่อครู่นางซัดเข็มเงินออกสามเล่ม ด้วยพลังฝีมือของชายชราสามารถกระแทกร่วงหล่นหมดสิ้น แต่กลับทิ้งไว้เล่มหนึ่งปล่อยให้หญิงงามกลางคนรับบาดเจ็บแสดงว่ามีเจตนาลงโทษ ยามนั้นอสุรีหยกกล่าวว่า “ท่านขโมยคัมภีร์กระบี่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ขอเลิกรากับท่าน แต่วันนี้ต่างฝ่ายต่างเหนื่อยล้า สู้สืบไปก็ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ ท่านพักพิงอยู่ที่ใด หากยินยอมบ่งบอกข้าพเจ้าจะเดินทางไปขอรับคำแนะนำสั่งสอน”

        นางนับว่าใช้ถ้อยคำอ่อนลง มิหนำซ้ำไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ชายชรารับบาดเจ็บ

        ชายชรานั้นเป็นผู้มีชื่อเสียง เมื่อครู่นางบำเรอมันซัดลูกดอกช่วยเหลือ ทำให้มันแทบมัวหมอง ดังนั้นแม้รับบาดแผลกระบี่ ก็ไม่มีโทสะขบคิดเล็กน้อยแล้วกล่าว “ตกลง ภายในหนึ่งเดือน เราจะรอคอยท่านที่ตึกทิแกจึง (ตึกตระกูลทิ) เมืองเล้งมึ้ง”

        อสุรีหยกสะท้านขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ชายชรานั้นมือหนึ่งจูงนางบำเรอ มือหนึ่งจูงบุตรี ชิงลงจากเขาแล้ว อสุรีหยกขณะจะติดตามลงไป ถามไถ่ให้กระจ่างชัด ที่ไหล่เขาพลันบังเกิดสุ้มเสียงโต๊ะอิดพั้งกับเฮ้งเจี่ยฮีดังว่า “เลี่ยงนึ่งเฮียบ (วีรสตรีแซ่เลี่ยง) เลี่ยงเจ้เจ๊ (พี่สาวแซ่เลี่ยง) รีบมา รีบมา”

        คนที่ร้องเรียก “เลี่ยงเจ้เจ๊” เป็นโต๊ะอิดพั้ง อสุรีหยกรู้สึกจิตใจหวานวูบ แต่กริ่งเกรงทั้งสองได้รับอันตราย จึงรีบวกอ้อมไปยังหลังเขา

        ที่หลังเขาปรากฏดงโขดหินระเกะระกะ โต๊ะอิดพั้งกับเฮ้งเจี่ยฮีนั่งยองๆ เบียดเสียดอยู่ในโพรงศิลาแห่งหนึ่ง สร้างความสงสัยใจแก่อสุรีหยกจนร้องถามว่า “นี่ พวกท่านทำอะไร?”

        โต๊ะอิดพั้งหมุนตัวกระโดดออกมา กล่าวเสียงทุ้มหนักว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตแล้ว”

        อสุรีหยกกระโดดปราดขึ้น ร้องว่า “อะไร เจ็งเคี้ยงเต้าหยินถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตแล้ว?” พลางสะอึกเข้าไปชมดู เห็นเจ็งเคี้ยงเต้าหยินนั่งขัดสมาธิอยู่ในโพรงศิลา หลั่งโลหิตจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้า ท่าท่างเจ็บปวดรวดร้าวยิ่ง        

        อสุรีหยกยื่นมือแตะสัมผัส พบว่าชีพจรของเจ็งเคี้ยงเต้าหยินขาดสะบั้น แต่ร่างกายยังมีความอบอุ่นหลงเหลือ แสดงว่าสิ้นลมปราณไม่นาน โต๊ะอิดพั้งก็กล่าวว่า “คงมีคนคิดและเล็มคัมภีร์กระบี่ที่ท่านผู้เฒ่าพกติดตัว จึงทำร้ายท่านเสียชีวิต”

        อสุรีหยกรู้สึกลมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นระทึกรีบถามว่า “ท่านเอ่ยถึงคัมภีร์กระบี่อันใด?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เป็นคัมภีร์กระบี่ที่ซือแป๋ท่านจัดทำขึ้น เม้งคอตั่วกอไหว้วานเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน นำส่งต่อเทียนโตวเล่านั้ง (ผู้เฒ่าเทียนโตว) คิดไม่ถึงเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเสียชีวิตในที่นี้ คัมภีร์กระบี่กลับสูญหายไป”

        อสุรีหยกส่งเสียงร้องด้วยโทสะว่า “คงต้องเป็นฝีมือของโจรเฒ่าแซ่ทิ ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่ามันเป็นวีรบุรุษผู้อาวุโส มีคุณธรรมหาญกล้าอยู่หลายส่วน มิคาดมันขโมยคัมภีร์กระบี่ของข้าพเจ้า ยังทำร้ายเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวถามว่า “เห็นได้อย่างไรว่าเป็นมัน?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “เจ็งเคี้ยงเต้าหยินมีฝีมือสูงล้ำ หากมิใช่โจรเฒ่าผู้นี้ลงมือ ยังมีผู้ใดทำร้ายเขาได้? นี่ เฮ้งเจี่ยฮี ท่านใช่รู้จักกับโจรเฒ่านี้หรือไม่ รีบบอกมา”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวถามว่า “สนทนาอยู่ครึ่งค่อนวัน ที่แท้ผู้ใดเป็นโจรเฒ่าแซ่ทิ?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแม้ออกท่องเที่ยวไม่ถึงสามปี แต่พอรู้จักผู้กล้าฝ่ายธัมมะและอธรรมโดยคร่าวๆ ทิปวยเล้งแห่งเมืองเล้งมึ้งมณฑลเซียมไซเป็นตัวประหลาดตนหนึ่งแห่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ใช่หรือไม่?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “คนผู้นี้กึ่งธัมมะกึ่งอธรรม ทั้งกระทำเรื่องดีงามและกระทำเรื่องชั่วร้าย ไม่ว่าผู้ใดล่วงเกินมัน ต้องถูกมันติดตามทำร้ายถึงแก่ชีวิต แต่ในชีวิตมันทระนงถือดี ไม่แน่ว่ายินยอมขโมยคัมภีร์กระบี่ค่ายสำนักอื่น”

        อสุรีหยกถลึงตาใส่ กล่าวว่า “หรือว่าข้าพเจ้ายังดูผิด คนที่อยู่ในที่ทำการอำเภอเมือง ใช่เป็นบุตรีของมันหรือไม่?”

        เฮ้งเจี่ยฮีมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ผงกศีรษะรับคำว่า “ใช่”

        อสุรีหยกกล่าวสืบต่อ “ที่บุตรีของมันใช้ออก เป็นเพลงกระบี่ของสำนักข้าพเจ้า”

        เฮ้งเจี่ยฮีเบิกตาจนกลมกว้าง กล่าวว่า “มีเรื่องเช่นนี้?”

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “คาดว่าท่านเห็นนางมีรูปโฉมงดงาม จึงให้การปกป้องนาง”

        เฮ้งเจี่ยฮีถอยกายไปด้วยความตระหนกสองก้าว กล่าวอย่างสำรวมว่า “เฒ่าผู้นี้รู้จักกับบิดาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพียงล่วงรู้ความประพฤติของเขาอยู่บ้าง แต่ไม่ทราบความตื้นลึกหนาบางของเขา”

        ซึ่งความจริง เฮ้งเจี่ยฮีกับสองพ่อลูกตระกูลที่มีข้อบาดหมางรายหนึ่ง ความจริงคิดบ่งบอก แต่เห็นอสุรีหยกมีโทสะถึงเพียงนี้ ได้แต่กล้ำกลืนคำพูดไว้

        อสุรีหยกกล่าวอีกว่า “เมื่อครู่ข้าพเจ้ายังต่อสู้กับโจรเฒ่าแซ่ทิอยู่ครึ่งค่อนวัน ความจริงไม่ทราบว่ามันเป็นใคร จวบกระทั่งมันก่อนไปเรียกให้ข้าพเจ้าไปหามันที่ตึกตระกูลทิเมืองเล้งมึ้ง มันขวัญกล้าบังอาจจริงๆ ทั้งที่ปล้นชิงคัมภีร์ทำร้ายผู้คนถึงแก่ชีวิต ยังกล้าทิ้งชื่อแซ่ไว้ ข้าพเจ้ามิอาจไม่คิดบัญชีกับมัน”

        โต๊ะอิดพั้งพลันร้องโอยออกมา กล่าวว่า “ข้าพเจ้านึกออกแล้ว เฒ่าผู้นี้จมูกงองุ้มปากกว้าง ไว้เคราครึ้มอยู่ข้างแก้ม หน้าอัปลักษณ์ใช่หรือไม่?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ท่านรู้จักมันด้วย?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เมือเจ็ดแปดปีก่อน มันรุดมาท้าประลองฝ่ามือกับซือแป๋ข้าพเจ้า ซือแป๋ข้าพเจ้าไม่รับคำท้า ให้สี่ซือเจ่ก (ศิษย์ผู้น้องคนที่สี่ของอาจารย์) ประลองกับมัน สุดท้ายสี่ซือเจ่กพ่ายแพ้หนึ่งกระบวนท่า

        ภายหลังซือเจ่กทั้งหลายตัดพ้อซือแป๋ข้าพเจ้าไม่ยอมลงมือ เป็นเหตุให้เกียรติภูมิสำนักบู๊ตึงได้รับความเสื่อมเสีย ซือแป๋ข้าพเจ้าบอกว่าสำหรับกับคนที่ชอบเอาชนะ สมควรอ่อนข้อแก่มัน สำนักบู๊ตึงเราเฉกเช่นต้นไม้ใหญ่เผชิญลมแรง ไยต้องตอแยความยุ่งยากใส่ตัว? มิหนำซ้ำซือแป๋ข้าพเจ้าแน่ใจว่า มันแม้เอาชัยสี่ซือตี๋หนึ่งหนึ่งกระบวนท่า กลับยอมรับนับถือสำนักบู๊ตึง