แผนปรักปรำให้ร้าย บุกทลายกรมเมือง "#3"

 

        โต๊ะอิดพั้งขณะจะหักกุญแจมือทลายประตูไป พลันได้ยินเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังแว่วมาแต่ไกล รีบทาบใบหูกับพื้นสดับฟัง พบว่าเสียงฆ่าฟันยิ่งมายิ่งเคลื่อนใกล้ สร้างความตื่นเต้นสงสัยยิ่ง

        ทันใด ประตูห้องคุมขังถูกเปิดออก โต๊ะอิดพั้งผุดลุกขึ้น เห็นฮุ้นอี้เพ้งยิ้มอย่างชั่วร้าย เดินช้าๆ เข้า โต๊ะอิดพั้งจึงตวาดว่า “ท่านมาทำอะไร”

        ฮุ้นอี้เพ้งกล่าวว่า “สหายของท่านมาแล้ว เราจะนำท่านไปพบพานนาง”

        ไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงระเบิดกึกก้อง ประตูที่ทำการอำเภอเมือง ถูกผู้คนใช้ปืนใหญ่ที่อัดกระสุนดินยิ่งถล่มใส่ พริบตานั้นปรากฏแสงไฟลุกช่วงโชติ ฮุ้นอี้เพ้งก็หน้าแปรเปลี่ยนไป ยื่นมือตะปบใส่ข้อมือโต๊ะอิดพั้งอย่างว่องไว

        ผู้ที่ถูกจี้จุดอุ้ยตง อย่างน้อยต้องผ่านไปหกชั่วยาม จุดเส้นค่อยคลายออกเอง ดังนั้นฮุ้นอี้เพ้งเข้าใจว่าพอลงมือก็คร่ากุมได้ ในใจไม่ได้ระวังป้องกันอันใด

        หาคาดไม่ว่าโต๊ะอิดพั้งส่งเสียงตวาดปานฟ้าร้อง ขยับสองแขนคราหนึ่ง กุญแจมือก็หลุดกระจาย สองเท้าเตะกราดใส่ ฮุ้นอี้เพ้งไม่ทันระวัง ที่หัวเข่าถูกเตะใส่คราหนึ่ง ถลาล้มลงกับพื้น

        แต่ฮุ้นอี้เพ้งมีฝีมือกล้าแข็ง รีบเกลือกกลิ้งร่างไปตามพื้นดิน หลบรอดจากท่าจู่โจมของโต๊ะอิดพั้ง พอผุดลุกขึ้นยืน ก็ดึงสายรัดเอวออกถือมั่น สะบัดมือคราหนึ่ง บังคับใช้สายรัดเอวดุจแส้อ่อน ม้วนกวาดใส่หว่างเอวโต๊ะอิดพั้ง

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่าเบื้องนอกมีคนรุดมาช่วยเหลือ ถึงกับคึกคักอักโข ถลันร่างวูบหนึ่ง ใช้ออกด้วยท่าซิ่วฮุงปี่แป้ (มือกวาดสายกีตาร์) ชิงเป็นฝ่ายจู่โจม

        ฮุ้นอี้เพ้งสะบัดสายรัดเอว คิดม้วนพันสองแขนของศัตรู โต๊ะอิดพั้งพลันย่อเอวลง หมุนตัวรอบหนึ่ง เปลี่ยนจากฝ่ามือเป็นหมัด ยังคงเป็นกระบวนท่าชิงจู่โจม

        ฮุ้นอี้เพ้งรั้งสายรัดเอวกลับ ถอยกายไปสองก้าว โต๊ะอิดพั้งพุ่งหมัดจู่โจม ฮุ้นอี้เพ้งยื่นมือซ้ายปิดป้อง ฉกฉวยช่องว่างกวาดสายรัดเอวออก เสียงฉาดเมื่อหวดใส่ใต้ซอกแขนของโต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งลดแขนหนีบสายรัดเอว ย่อตัวกระชากดึง แต่ไม่อาจกระชากดึงได้

        ฮุ้นอี้เพ้งแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา ฟาดฝ่ามือซ้ายออกดังหวีดใหญ่ โต๊ะอิดพั้งมิอาจไม่ยกมือต้านรับ ฮุ้นอี้เพ้งใช้สายรัดเอวอย่างคล่องแคล่วราวอสรพิษ ใช้จากล่างขึ้นบน ม้วนพันข้อแขนของโต๊ะอิดพั้งไว้โต๊ะอิดพั้งต้องใช้ท่วงท่าลักตุ่ยโชยกึง (พลังถ่วงพันชั่ง) ยืนหยัดทรงกายไว้ มิให้ถูกฮุ้นอี้เพ้งฉุดลากล้มลง

        ระหว่างการต่อสู้ ที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงฝีเท้าเคลื่อนใกล้เข้ามา มีคนร้องบอกว่า “ฮุ้นตั่ว ลมรุนแรง ชักเท้าเถอะ”

        ฮุ้นอี้เพ้งหน้าแปรเปลี่ยนไป แต่ยังใช้กำลังข้อ คิดคร่ากุมโต๊ะอิดพั้งไว้เป็นตัวประกัน ยามนั้น ได้ยินเสียงหัวร่อสดใสดุจระฆังเงินลอยล่องเข้ามา โต๊ะอิดพั้งทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ร้องเรียกว่า “อสุรีหยก”

        นอี้เพ้งรีบผ่อนสลายพลัง รั้งสายรัดเอวกลับ พลิกตัวออกจากห้องคุมขัง

        โต๊ะอิดพั้งคาดการณ์ไม่ผิด ผู้ที่นำกำลังบุกเข้าเมืองคืออสุรีหยกจริงๆ นางกับเฮ้งเกียเอี๋ยงผู้เป็นบิดาของเฮ้งเจี่ยฮี หลังจากทำความตกลงร่วมมือกัน ความจริงคิดพบกันที่เซียมไซตอนเหนือ เนื่องด้วยมีกำหนดนัดกับเอ่งซิวเอี้ยงที่ภูเขาฮั้วซัว จึงคลาดคราไปครึ่งปี

        คราครั้งนี้นางนำเจ้ม่วยหลายสิบนาง เดินทางมาพบกับเฮ้งเกียเอี๋ยง แต่ระหว่างทางหลังจากช่วยเหลือแป๊ะเมี่ยง ยิ่งครุ่นคิดยิ่งเคลือบแคลงสงสัย พลันนึกถึงโต๊ะอิดพั้ง จึงส่งคนเข้าเมืองมาสืบเสาะ ทราบว่าโต๊ะอิดพั้งถูกจับกุมคุมขัง

        ยามนั้นเฮ้งเจี่ยฮีก็ได้รับข่าว นำกำลังเร่งรุดมาให้อสุรีหยกเป็นผู้บัญชาการ บุกตัวเมืองกลางวิกาล ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็ตีตัวเมืองแตกบุกเข้าที่ทำการอำเภอเมือง

        ยามนั้น ฮุ้นอี้เพ้งพอออกจากห้องคุมขัง เห็นกิมโชยง้ำต่อสู้กับสตรีสาวนางหนึ่ง บนพื้นที่ว่างเบื้องหน้าที่ห่างไปสามวา กิมโชยง้ำถูกประกายกระบี่ครอบคลุมใส่ สถานการณ์คับขันอันตราย ส่วนสตรีสาวย่อมเป็นอสุรีหยก

        ฮุ้นอี้เพ้งรีบโบกสะบัดสายรัดเอวด้วยท่ากิมเกาซอเถียว (มังกรทองพันเสา) ม้วนพันใส่ตัวกระบี่อสุรีหยก คิดใช้ความอ่อนพิชิตความแข็ง ช่วงชิงกระบี่วิเศษของอสุรีหยกไป อสุรีหยกแย้มยิ้มพริ้มพราย คลี่คมกระบี่ออกนอก ฮุ้นอี้เพ้งรู้สึกง่ามมือปวดแปลบ รีบคลายมือออกแต่สายรัดหยกถูกอสุรีหยกฟันขาดเป็นสองท่อนแล้ว

        ควรทราบว่าวิชาใช้ความอ่อนพิชิตความแข็ง ล้วนขึ้นอยู่กับพลังการฝึกปรือ พลังฝืมือของฮุ้นอี้เพ้งแม้กล้ากว่าโต๊ะอิดพั้ง แต่ยังเป็นรองอสุรีหยก พลังอ่อนหยุ่นนี้สามารถจัดการกับโต๊ะอิดพั้ง แต่ไม่อาจสั่นคลอนอสุรีหยกได้

        กิมโชยง้ำฉวยโอกาสที่อสุรีหยกแบ่งแยกสมาธิ แยกสองมือออกจู่โจมใส่ใต้ซอกแขนทั้งสองของอสุรีหยก อสุรีหยกใช้ท่ากระบี่อย่างรวดเร็ว พอฟันสายรัดเอวของฮุ้นอี้เพ้งขาด ก็บิดหมุนส้นเท้า ประกายเย็นเยียบแลบแปลบ จ่อคมกระบี่ใส่คอหอยกิมโชยง้ำ สร้างความแตกตื่นแก่กิมโชยง้ำจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบรั้งกระบวนท่ากลับมาป้องกันตัว

        กิมโชยง้ำแม้มีเพลงฝ่ามือชั่วร้าย แต่อสุรีหยกมีเพลงกระบี่เผ็ดร้อน สุดที่กิมโชยง้ำจะประชิดติดตัวได้ หากมิใช่อสุรีหยกมีข้อกริ่งเกรงอยู่บ้าง กิมโชยง้ำคงจบชีวิตไปแต่แรกแล้ว

        ฮุ้นอี้เพ้งสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ได้แต่สะอึกเข้าหาจากด้านข้าง ใช้กระบวนท่าในคิ้มน่าจับโป๊ยเจี้ย (สิบแปดท่ามือคว้าจับ) คอยก่อกวนศัตรูช่วยเหลือสหาย ผนึกกำลังทั้งสองต่อสู้ศัตรู ยังตกเป็นเบี้ยล่างอยู่บ้าง

        รอจนโต๊ะอิดพั้งออกมา เห็นอสุรีหยกหักหาญกับยอดฝีมือทั้งสองขณะจะสอดมือเข้าช่วยเหลือ อสุรีหยกชิงร้องว่า “ท่านไปช่วยเหลือเจี่ยฮีทางด้านหลังเถอะ คนทั้งสองนี้ไม่ใช่คู่มือข้าพเจ้า”

        โต๊ะอิดพั้งมองดูแวบหนึ่ง ก็ทราบว่าอสุรีหยกกล่าวไม่แปลกปลอม จึงกระโดดข้ามทางระเบียง ได้ยินเสียงตวาดต่อสู้ ปรากฏบุรุษฉกรรจ์คู่หนึ่งพันตูกันบนทางระเบียง คนเบื้องหน้าคือเฮ้งเจี่ยฮีเอง

        เฮ้งเจี่ยฮีใช้กระบี่ปานจักรผัน แต่คู่มือของมันก็มีฝีมือมิใช่ชั่ว ใช้กระบี่ปิดซ้ายป้องขวา ทั้งรุกและรับกลับพัวพันเป็นพัลวัน ที่แท้เป็นนายทหารที่ติดตามเฮ้งเปียปี๋มาจับกุมโต๊ะอิดพั้งในวันนั้นเอง

        โต๊ะอิดพั้งเห็นเช่นนั้น บังเกิดเพลิงโทสะลุกฮือโหม พลันกระโดดปราดออกไป รวบมือกำเป็นหมัด แยกออกทางซ้ายขวา ใช้ออกด้วยวิชาฮุงกิมชิ่วซัง คั่วคุ้ง (หมัดแขวนมือคู่แยกทอง) ต่อยใส่ขมับทั้งสองข้างของศัตรู

        นายทหารนั้นความจริงเป็นขุนทัพผู้เข้มแข็งในสังกัดจ้งต๊กมณฑลกำชกเซียมไซ มาตรแม้นมีพลังฝีมือไม่ต่ำทราม แต่ไหนเลยรับมือยอดฝีมือทั้งสองได้ เพิ่งถลันหลบจากท่าหมัดของโต๊ะอิดพั้ง แต่ไม่อาจรอดพ้นจากระบี่ของเฮ้งเจี่ยฮี ถูกกระบี่แทงทะลุจุดเทียนเถียวบริเวณหัวไหล่ เสียชีวิตในบัดดล

        เฮ้งเจี่ยฮีพอลงมือประสบผล จึงกล่าว “โต๊ะเฮีย ผู้น้องมาสาย เป็นเหตุให้ท่านได้รับความลำบากแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งผงกศีรษะ เงียบงันไร้วาจา ดูจากสภาพการณ์ ค่อยทราบว่าเฮ้งเจี่ยฮีเป็นโจรร้ายแห่งมณฑลเซียมไซตอนเหนือ เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวอีกว่า “พวกเราไปดูเลี่ยงนึ่งเฮียบ ดูว่านางจัดการกับโจรทรยศทั้งสองอย่างไร”

        โต๊ะอิดพั้งจำแนกบุญคุณความแค้นชัดแจ้ง มาตรแม้นไม่ต้องการคบหากับโจรร้าย แต่ผู้อื่นเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าอย่างไรตัวเองไม่อาจสะบัดหน้าจากไป ได้แต่ติดตามเฮ้งเจี่ยฮีตัดผ่านทางระเบียงไป

        ยามนี้ อสุรีหยกเปล่งอานุภาพเป็นการใหญ่ ประกายกระบี่แลบแปลบปลาบ มองดูแต่ไกลแทบไม่อาจจำแนกเงาร่างได้ เฮ้งเจี่ยฮีชมเชยว่า “อสุรีหยกยอดเยี่ยมจริงๆ ดูท่าโจรทรยศทั้งสองนี้ต้องตายโดยไร้ที่กลบฝัง”

        เพิ่งกล่าวจบ พลันได้ยินสุ้มเสียงสดใสไพเราะเสียงหนึ่งสอดขึ้น “ไม่แน่นัก”

        เฮ้งเจี่ยฮีหน้าแปรเปลี่ยนไป เห็นบนชายคาระเบียงปรากฏคนผู้หนึ่งกระโดดปราดลงมา กลับเป็นสตรีคลุมหน้านางหนึ่ง ฟังจากสุ้มเสียง ดูจากรูปร่างลักษณะคล้ายยังเยาว์วัยกว่าอสุรีหยกอีก

        เฮ้งเจี่ยฮีร้องถามว่า “ท่านมาทำอะไร?”

        สตรีคลุมหน้ากล่าวว่า “ท่านมาได้ หรือข้าพเจ้ามาไม่ได้? นี่มีคนรอท่านอยู่ รอให้ข้าพเจ้าพบกับอสุรีหยก ค่อยบ่งบอกต่อท่าน”

        โต๊ะอิดพั้งอดถามมิได้ว่า “คนผู้นี้เป็นใคร? เฮ้งเฮียรู้จักหรือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮีมีสีหน้ากระอักกระอ่วน กล่าวว่า “กล่าวได้ว่ารู้จัก” พลางไล่ติดตามสตรีคลุมหน้าไป

        กล่าวถึงอสุรีหยก ต่อสู้กับฮุ้นอี้เพ้งและกิมโชยง้ำ คุมกระบี่ดุจสายรุ้ง พลิกแพลงพิสดารยิ่ง กิมโชยง้ำเสียทีที่ฝึกปรือฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬ แต่กระทั่งชายเสื้อนางยังไม่อาจกระทบถูก ได้แต่หดวงแคบเล็กลง หวังป้องกันตัวเท่านั้น

        อสุรีหยกเร่งเร้าท่ากระบี่ ใช้ออกดุจระลอกคลื่น ผ่านไปชั่วขณะ คู่ต่อสู้ทั้งสองกระทั่งป้องกันตัวยังยากลำบาก อสุรีหยกขณะจะลงมือด้วยอำมหิต พลันรู้สึกมีเสียงโลหะแหวกจู่โจมถึงด้านหลัง ดังนั้นวกกระบี่กลับหลัง เสียงติงเมื่อประกายไฟแลบกระจาย กระบี่ของคนผู้นั้นหาได้ถูกกระแทกหลุดจากมือไม่

        อสุรีหยกใจหายวูบ หันกายกลับไป พบว่าอีกฝ่ายเป็นสตรีคลุมหน้านางหนึ่ง จึงตวาดว่า “ท่านคิดหาที่ตายหรือ?”

        สตรีคลุมหน้ากล่าวว่า “ผู้อื่นล้วนชมเชยเพลงกระบี่ของท่าน ข้าพเจ้าคิดขอรับทราบดู”

        อสุรีหยกร้องว่า “ตกลง ท่านรับทราบเถอะ” พลางหมุนด้ามกระบี่ วกเป็นรูปครึ่งวงโค้ง แทงปราดใส่ตำแหน่งหัวใจนาง สตรีคลุมหน้าขวางกระบี่ปิดป้อง รวบรวมกำลังถาโถม กลับคลี่กลายท่ากระบี่ของอสุรีหยกไปได้

        ฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำระบายลมจากปากคำหนึ่ง ลอยตัวขึ้นบนหลังคาห้อง

        อสุรีหยกร้องว่า “เฮ้งเจี่ยฮี สกัดมันไว้ ข้าพเจ้าจะติดตามไปในบัดดล”

        เฮ้งเจี่ยฮีสะกิดปลายเท้า โผพุ่งตามศัตรูขึ้นบนหลังคา ปากร้องว่า”เลี่ยงนึ่งเฮียบโปรดยั้งมือไว้ไมตรี”        

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่า พลังฝ่ามือของฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำทั้งสองล้วนเหนือล้ำกว่าเฮ้งเจี่ยฮี ดังนั้นกลอกตาตลบหนึ่ง จึงติดตามขึ้นหลังคาไป

        อสุรีหยกความจริงเข้าใจว่า ภายในสามกระบวนท่าก็สามารถทิ่มแทงทำร้ายสตรีคลุมหน้า หาคาดไม่ว่าทั้งสามกระบวนท่าล้วนถูกสตรีคลุมหน้าคลี่คลายไปได้ พอเงี่ยหูฟังเสียงการต่อสู้บนหลังคาห้องกลับเคลื่อนห่างออกไปทุกขณะ

        สตรีคลุมหน้าใช้เรี่ยวแรงจนหมดสิ้น ค่อยคลี่คลายกระบวนท่าอันเผ็ดร้อนของอสุรีหยกทั้งสามท่าไปได้ ทราบว่าอสุรีหยกมีเพลงกระบี่เหนือล้ำกว่านาง ดังนั้นแสร้งจู่โจมหนึ่งกระบี่ ถอนตัวล่าถอยหลบหนีทันที อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “ทารกหญิงยังกล้าตีโต้ต่อข้าพเจ้า?”

        นางปั้นรอยยิ้มบนใบหน้า ในใจกลับเคียดขึ้งเดือดดาล สะบัดกระบี่ขวับขวับหลายกระบี่ คุกคามสตรีคลุมหน้าหมุนคว้างเป็นพัลวันยังไม่อาจกระโดดหลบได้

        สตรีคลุมหน้ากล่าวว่า “เมื่อสู้ท่านไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ยอมรับการพ่ายแพ้ ท่านรุกเร้าถึงเพียงนี้ทำอะไร?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ยอมรับการพ่ายแพ้ก็ไม่ได้”

        สตรีคลุมหน้าร้องว่า “หากเก่งกล้าสามารถ ท่านก็ติดตามข้าพเจ้าไปพบบิดา”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอพบกับท่านก่อน” พลางกรีดคมกระบี่ออก สตรีคลุมหน้าพลันรู้สึกมีพลังความเย็นจับใจ กระบี่วิเศษของอสุรีหยกฉวัดเฉวียนไปมาอยู่เบื้องหน้า  ต้องกรีดร้องคำหนึ่ง แพรคลุมหน้าถูกเขี่ยหลุดออกมา

        อสุรีหยกเห็นนางเป็นหญิงสาวสะคราญโฉมนางหนึ่ง จึงกล่าว “ตกลง ข้าพเจ้าไม่ฆ่าท่าน แต่จะทิ้งตำหนิให้แก่ท่าน” พลางจ่อปลายกระบี่ คิดฝากรอยแผลบนใบหน้านาง

        สตรีคลุมหน้าแตกตื่นลนลาน บังคับกระบี่ดีดสะท้อนขึ้นมาปะทะกับอสุรีหยก จากนั้นคมกระบี่ลื่นไหล ตอนแรกแทงใส่ด้านซ้ายพอถึงกลางคันก็เปลี่ยนเป็นด้านขวา แทงย้อนใส่จุดเจียงไท้เหนือราวนมของอสุรีหยก

        อสุรีหยกงงงันวูบใหญ่ สตรีสาวนั้นฉวยโอกาสลอยขึ้นบนหลังคาห้อง อสุรีหยกร้องว่า “ท่านร่ำเรียนเพลงกระบี่จากที่ใด?” พลางถือกระบี่ไล่ติดตามไป

        ทางด้านเฮ้งเจี่ยฮีและโต๊ะอิดพั้ง ได้รับคำสั่งอสุรีหยก ให้สกัดขัดขวางโจรทรยศ แต่ฮุ้นอี้เพ้งกับกิมโชยง้ำคิดหลบหนี ไม่มีกะใจสู้พัวพัน พลันช่วงชิงเป็นฝ่ายรุก จู่โจมหลอกล่อ จากนั้นหันกายหลบหนีไป

        เฮ้งเจี่ยฮีร้องถามว่า “ไล่ตามหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ตาม คนทั้งสองนี้ล้วนเป็นโจรทรยศที่ลอบติดต่อกับแมนจู”

        ยามนั้นที่ทำการอำเภอเมืองถูกบริวารของเฮ้งเจี่ยฮีวางเพลิงเผาผลาญ ปรากฏเปลวอัคคีลุกช่วงโชติ ควันดำคละคลุ้งอบอวล เฮ้งเจี่ยฮีกับโต๊ะอิดพั้งติดตามออกจากที่ทำการกรมเมือง ก็ไม่เห็นเงาร่างคนทั้งสองอีก

        โต๊ะอิดพั้งถือกระบี่ สอดส่ายสายตามอง พลันเห็นเงาร่างสีขาวกลุ่มหนึ่งพุ่งผ่านข้างกายไป ที่แท้เป็นสตรีคลุมหน้าเมื่อครู่ ยามนี้แพรคลุมหน้าร่วงหลุด พุ่งฝ่าควันอัคคีออกไป จากนั้นปรากฏเงาร่างสีขาวอีกกลุ่มหนึ่ง เหินละลิ่วออกจากควันอัคคี

        เฮ้งเจี่ยฮีร้องบอกว่า “โจรทรยศทั้งสองหลบหนีไปแล้ว เลี่ยงนึ่งเฮียบ พวกเราทั้งสามแยกย้ายเป็นสามทางติดตามไป”

        เงาสีขาวที่โลดลิ่วออกมาในภายหลังคืออสุรีหยก ยามนั้นอสุรีหยกกล่าวว่า “ไล่ตามทารกหญิงนั้นสำคัญว่า”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “คนทั้งสองนั้นลอบติดต่อกับแมนจู ยังคงไล่ตามคนทั้งสองสำคัญกว่า”

        อสุรีหยกพุ่งปราดไปเบื้องหน้า กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ข้าพเจ้าบอกว่าไล่ติดตามทารกหญิงนั้นสำคัญกว่า”

        เฮ้งเจี่ยฮีอับจนปัญญาได้แต่ชักชวนโต๊ะอิดพั้งติดตามอสุรีหยกไป โต๊ะอิดพั้งบังเกิดปฏิกิริยาขึ้น ไม่ทราบอสุรีหยกไฉนจัดลำดับความสำคัญเป็นตรงกันข้าม ปลดปล่อยโจรทรยศสองคนไป ไล่ติดตามโกวเนี้ยน้อยนางหนึ่งแทน

        ที่แท้กระบวนท่าสุดท้ายที่สตรีคลุมหน้าใช้ออก เป็นเพลงกระบี่พิเศษเฉพาะที่ซือแป๋ของอสุรีหยกถ่ายทอดให้ อสุรีหยกพักพิงกับซือแป๋ในถ้ำโบราณ ฝากชีวิตแก่กันและกัน ทราบว่าซือแป๋ไม่มีศิษย์อื่นอีก พอเห็นสตรีคลุมหน้าใช้กระบวนท่านี้ออก สร้างความตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘หรืองักเม้งคอกับโต๊ะอิดพั้งพอรับคัมภีร์กระบี่ไป ก็ลอบถ่ายทอดแก่บุคคลภายนอกโดยพลการ?’

        คราก่อนอสุรีหยกประลองกระบี่กับงักเม้งคอ ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ ผละจากไปด้วยความขุ่นเคือง ภายหลังทบทวนหวนนึก บังเกิดความสำนึกเสียใจ กลับเข้าถ้ำศิลาใหม่ มิเพียงไม่พบเห็นตำรากระบี่กระทั่งท่ากระบี่ที่จารึกบนผนังก็ถูกขูดลบไป ดังนั้นตั้งใจทวงถามคัมภีร์กลับคืนมา ยามนี้เห็นสตรีคลุมหน้าใช้ออกด้วยท่ากระบี่ประจำสำนักอาจารย์นาง ไหนเลยไม่ร้อนรุ่มใคร่ติดตาม

        สตรีสาวนั้นวิ่งนำหน้า อสุรีหยกกับโต๊ะอิดพั้ง เฮ้งเจี่ยฮีติดตามหลัง คล้ายไล่ลมขับสายฟ้า เพียงชัวขณะ อสุรีหยกก็ติดตามถึงด้านหลังสตรีสาวนั้น โต๊ะอิดพั้งกับเฮ้งเจี่ยฮีล้วนถูกทอดทิ้งล้าหลัง

        สตรีสาวนั้นถูกไล่ติดตามจวนตัว พลันร้องเรียก “บิดา” อสุรีหยกผ่อนฝีเท้าลง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ตกลง ข้าพเจ้าจะรอจนบิดาท่านออกมา ค่อยสอบถามท่าน”

        ยามนั้น ทั้งสองติดตามถึงเชิงเขาเซ็งฮวงซัวที่นอกเมือง สตรีสาวนั้นเร้องเรียกพลางวิ่งขึ้นเขา อสุรีหยกติดตามอยู่ด้านหลังดุจเงาประจำร่าง กวัดแกว่งกระบี่ยาว ปลายกระบี่เฝ้าจ่อจี้ใส่กลางหลังนาง สตรีสาวกระโดดซ้ายโลดเต้าขวา ยังไม่อาจหลุดพ้นได้

        อสุรีหยกคล้ายแมวแสนรู้หยอกเย้ามุสิก “เล่น” อย่างสนุกสนานยิ่ง หัวร่อคิกคักไม่หยุดยั้ง สตรีสาวนั้นแตกตื่นจนกรีดร้องเสียงแหลมเล็ก เสียงหัวร่อเสียงกรีดร้องดังสับสน ทันใด สตรีสาวนั้นล้มตัวไปเบื้องหน้า ร้องเรียก “บิดา” ออกมา

        ที่ไหล่เขาพลันบังเกิดเสียงกู่ประหลาดคราหนึ่ง อสุรีหยกรั้งกระบี่กลับเพ่งตามอง เห็นเงาร่างสีเทากลุ่มหนึ่ง ถาโถมลงมาดุจดาวตกนับว่าเสียงถึงคนถึงอย่างแท้จริง

        อสุรีหยกกระโดดขวางสองก้าว เห็นเป็นชายชราร่างสูงใหญ่จมูกงองุ้มปากกว้าง ไว้เคราสั้นรกครึ้ม หน้าตาอัปลักษณ์ผู้หนึ่ง ปากตวาดก้องว่า “ผู้ใดกล้าข่มเหงบุตรีเรา?”

        สตรีสาวนั้นหลั่งน้ำตาเนืองนองหน้า ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังชายชราร่ำร้องว่า “บิดา ท่านควักดวงตาของนางโจรนี้มาให้แก่ข้าพเจ้า”

        อสุรีหยกแค่นเสียวอย่างเย็นชา ยกระบี่ชี้ใส่ตวาดว่า “โจรเฒ่า รีบคืนคัมภีร์กระบี่มา”

        ชายชรานั้นงงงันวูบ ตวาดเสียงหนักๆ ว่า “คัมภีร์กระบี่อันใด?”

        สตรีสาวนั้นร่ำไห้รำพันว่า “บิดา นางโจรผู้นี้ปรักปรำผู้บุตรี ผู้บุตรีไหนเลยเคยเห็นคัมภีร์กระบี่ของนาง? นางคอยจ่อกระบี่ใส่กลางหลังผู้บุตรี เฝ้าสัพยอกหยอกเย้า บิดาท่านต้องควักดวงตาของนางออกมาให้แก่ข้าพเจ้า”

        อสุรีหยกถูกนางด่าว่าเป็น “นางโจร” จนบันดาลโทสะรอยยิ้มบนใบหน้ายังไม่สลายคลาย กระบี่ในมือแทงปราดออกไป ชายชรานั้นอุทานดังเอ๊ะ ถอยกายไปสามก้าวยกมือผลักไสสตรีสาวนั้น กล่าวว่า “เจ้ายืนอยู่บนโขดหินด้านนั้น ห้ามมิให้ช่วยเหลือเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ เราเห็นหมดสิ้นแล้ว”

        อสุรีหยกแทงกระบี่แรกพลาดผิด ก็ใช้กระบี่ที่สองและสามตามติดออก ชายชรานั้นพลันคำรามด้วยโทสะพลันลอยตัวขึ้น มือซ้ายประกบนิ้วดั่งหอกทวน จี้ใส่สองตาของอสุรีหยก มือขวาตั้งขวางดั่งคมดาบฟันใส่สองเท้าของอสุรีหยก สองมือแยกย้ายเป็นหนึ่งบนหนึ่งล่าง แต่พลังสภาวะหนักแน่นเข้มแข็ง เปรียบกับวิชามือค้ำไม้ระแนงอันเที่ยงแท้มาตรฐาน ยังร้ายกาจกว่ามากนัก        

        อสุรีหยกเสือกส่งกระบี่ออกแล้ว คิดรั้งกระบวนท่าก็ไม่ทันการณ์พลันย่อตัวกระโดดปราด ใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาอี้จื้อจั่งฮุ้น (นางแอ่นมุดเมฆา) โผพุ่งขึ้นสามวา หงายร่างตีลังการกลางอากาศ ทิ้งตัวลงบนโขดหินที่ไหล่เขาก้อนหนึ่ง

        ชายชรานั้นติดตามขึ้นไป ตวาดด้วยโทสะว่า “ในชีวิตเรายังไม่พบพานผู้คนที่กล้าร้องท้าทายต่อหน้าเรา เจ้าบังอาจเสียมารยาทปานนี้ ซือแป๋เจ้าเรียกว่าอะไร?”

        อสุรีหยกหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จากนั้นส่งเสียงหัวร่อกล่าวว่า “ในชีวิตข้าพเจ้าก็ไม่พบพานผู้คนที่กล้าร่ำร้องตวาดว่าต่อหน้าข้าพเจ้า ซือแป๋ท่านเรียกว่าอะไร?”        

        ชายชราผู้นี้เป็นยอดคนพิสดาร ในชีวิตไม่พบพานผู้คนเปรียบติดที่ตวาดถามสังกัดสำนักอาจารย์ของอสุรีหยก เท่ากับตั้งตัวเป็นผู้อาวุโสคิดไม่ถึงสตรีสาวเยาว์วัยเช่นอสุรีหยกก็ตวาดถามสังกัดสำนักอาจารย์ของมัน ยึดถือมันเป็นผู้เยาว์รุ่นหลัง สร้างความขุ่นแค้นถึงขีดสุด ตวาดว่า “ผู้เยาว์ที่ลำพองผยอง ลอบรับเราหนึ่งฝ่ามือ”

        อสุรีหยกเผยอยิ้มเล็กน้อย พุ่งตัวลงจากโขดหินอย่างกะทันหัน