แผนปรักปรำให้ร้าย บุกทลายกรมเมือง "#2"

 

        โต๊ะอิดพั้งพอฟังจบ จึงกล่าว “มิน่าเล่าท่านรับบาดเจ็บไม่สาหัส ที่แท้อสุรีหยกใช้ตัวยารักษาพลังลมปราณของท่านไว้”

​        การขจัดพิษคุณไสย รักษาอากรบอกบช้ำภายใน เป็นความสามารถเฉพาะตัวของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงแห่งสำนึกบู๊ตึง โต๊ะอิดพั้งกราบอาจารย์สิบสองปี พลอยได้รับการถ่ายทอด ดังนั้นล้วงเข็มทองออกมาทิ่มแทงจุดขจัดพิษให้แก่แป๊ะเมี่ยง จากนั้นนวดเฟ้นกรุยเลือดลมให้ พอดำเนินการเสร็จสิ้น แป๊ะเมี่ยงก็เคลิ้มหลับสนิท

​        โต๊ะอิดพั้งแวะไปเยี่ยมเยียนผู้แทนพระองค์ทั้งสอง พบว่าทั้งสองยังหลับใหล จึงเชื้อเชิญฉิ้งจี้ฮุยมายังสวนดอกไม้หลังบ้าน กล่าวว่า “หากเกิดเรื่องราวใด ท่านสามารถนำคิมชาตั่วนั้งออกทางประตูข้างมุมตะวันตก ที่เบื้องนอกมีเส้นทางเปลี่ยวร้างทอดถึงบนภูเขา”

​        พร้อมกับนำฉิ้งจี้ฮุยเดินรอบหนึ่ง ให้มันคุ้นเคยกับเส้นทาง จากนั้นจึงกลับเข้าบ้าน สั่งบ่าวไพร่ต้มน้ำร้อนสิบกว่าหม้อ หามแป๊ะเมี่ยงกับผู้แทนพระองค์ทั้งสองเข้าห้องที่ต้มน้ำอยู่ ให้ฉิ้งจี้ฮุยกับบ่าวไพร่สูงอายุผู้หนึ่ง รับประทานตัวยาดับความร้อนก่อน ค่อยอยู่ดูแลผู้บาดเจ็บทั้งสาม เปลื้องเสื้อผ้าทั้งสามออก อาศัยไอร้อนรีดเร้นพิษภายในกายคนทั้งสามออกมา

​        ผ่านไปสองชั่วยาม โต๊ะอิดพั้งค่อยเปิดประตูห้องออก บ่าวไพร่สูงอายุนั้นถูกความร้อนรมจนแทบสิ้นสติ โต๊ะอิดพั้งกับฉิ้งจี้ฮุยสวมใส่เสื้อผ้าให้แก่ทั้งสาม เคลื่อนย้ายคนออกมา กรอกน้ำโสมอย่างดีที่ต้มเสร็จแล้วให้ทั้งสามดื่ม ทั้งยังนวดเฟ้นร่างกายให้แก่คนทั้งสาม รอจนคนทั้งสามหลับสนิทจึงจากมา

​        โต๊ะอิดพั้งวุ่นวายตลอดทั้งวัน ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว พ่อบ้านสูงอายุนั้นเข้ามารายงานว่า “นายอำเภอเมืองเอี้ยงอันส่งคนมาสอบถามข่าวคราว ตอนนั้นเสียวเอี้ยมีเรื่องวุ่นวาย จึงไม่ได้เรียนบอกให้ทราบ”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “พรุ่งนี้ถือเทียบ (บัตร) ใบหนึ่งไปตอบขอบคุณ รอจนจัดพิธีศพค่อยส่งใบแจ้งข่าวการตายไปใหม่”

​        เนื่องด้วยโต๊ะอิดพั้งเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย จึงไม่จดจำใส่ใจ ปลีกตัวไปเข้านอน

​        วันที่สอง ผู้แทนพระองค์ทั้งสองกับแป๊ะเมี่ยงล้วนมีสติคึกคักแจ่มใส รับประทานข้าวต้มเหลวได้ เมื่อถึงยามพลบค่ำ แป๊ะเมี่ยงนอกจากกำลังวังชายังไม่ฟื้นฟูแล้ว ทุกประการเป็นเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไป

​        โต๊ะอิดพั้งกับแป๊ะเมี่ยงนั่งสนทนากันในห้องหนังสือ เห็นคนผู้นี้มีจิตใจสัตย์ซื่อบริสุทธิ์ จึงสนทนาอย่างถูกคอ พลันได้ยินที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงคนและม้าวุ่นวาย บ่าวชราผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า “เฮ้งเปียปี๋ (นายทหารแซ่เฮ้ง) แห่งอำเภอเมือง นำกำลังมาขอพบเสียวเอี้ย”

​        โต๊ะอิดพั้งขมวดคิ้วครุ่นคิด ‘โจ้วแป๋เราไม่มีตำแหน่งทางการแล้ว มันไยต้องรุดมาประจบเอาใจ?’ ยามนั้นกล่าวคำ “เชิญ” พร้อมกับเดินเข้าสู่ห้องโถง

​        เห็นเฮ้งเปียปี๋นำทหารหาญยี่สิบสามสิบนาย ก้าวยาวๆ มายังห้องโถงใหญ่ พอพบหน้าก็ตวาดว่า “โต๊ะอิดพั้ง ท่านทราบความผิดหรือไม่?”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีความผิดใด?”

​        เฮ้งเปียปี๋กล่าวว่า “ท่านซุกซ่อนโจรกบฏ มีความผิดร้ายแรง”

​        โต๊ะอิดพั้งกระชากเสียงด้วยโทสะว่า “ตระกูลข้าพเจ้ารับราชการมาหลายชั่วอายุคน ท่านกล้ากล่าวเหลวไหลวุ่นวาย?”

​        เฮ้งเปียปี๋แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านยังกล้าถืออิทธิพลข่มเหงผู้คน ค้น”

​        ทหารหาญเหล่านั้นฮือเข้าสู่ตึกใน โต๊ะอิดพั้งตวาดว่า “ท่านกล้ารบกวนผู้แทนพระองค์?”

​        เฮ้งเปียปี๋สวนคำว่า “เราได้รับคำสั่งเบื้องบน รุดมาพบกับผู้แทนพระองค์”

​        เอ่ยถึงตอนนี้ ในห้องโถงบังเกิดเสียงต่อยตีดังโครมคราม โต๊ะอิดพั้งนึกถึงแป๊ะเมี่ยง ร้องทัดทานว่า “แป๊ะเฮี้ยงตี๋ อย่าได้ลงมือ พวกเรากับมันไปถกเหตุผลกันที่ทำการอำเภอเมืองเอี้ยงอัน”

​        เฮ้งเปียปี๋สั่งคนมัดพันธนาการโต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งขุ่นแค้นจนแค่นหัวร่อ กดมือลงบนโต๊ะโป้ยเซียน ซึ่งจัดทำจากไม้จันทน์ม่วงอันแข็งแกร่ง โต๊ะไม้พลันยุบทลายลง โต๊ะอิดพั้งตวาดว่า “ท่านบอกกล่าวแต่โดยดียังพอทำเนา หากคิดลงมือ ข้าพเจ้าจะทำร้ายท่าน ค่อยไปรับโทษที่นครหลวง”

​        นายทหารที่ข้างกายเฮ้งเปียปี๋สองนายหลิ่วตาบอกใบ้ เฮ้งเปียปี๋ค่อยเข้าใจ กล่าวว่า “ตกลง เห็นแก่ท่านเป็นบุตรหลานขุนนางใหญ่ จะไว้หน้าสักครา”

​        โต๊ะอิดพั้งชิงนำหน้าเฮ้งเปียปี๋ เร่งรุดเข้าห้องสงบเขตตึกใน พอผลักประตูเข้าไป ผู้แทนพระองค์ทั้งสองล้วนหายสาบสูญ สร้างความตื่นตระหนกแก่โต๊ะอิดพั้งยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘หรือพวกเขาระแวงสงสัยว่ามีโจรร้ายมาปล้นชิง จึงหลบหนีไป?’

​        เฮ้งเปียปี๋ติดตามเข้ามา แค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า “ผู้แทนพระองค์เล่า?”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ขอให้ข้าพเจ้าออกค้นหาดู”

​        เฮ้งเปียปี๋กล่าวว่า “ผู้แทนพระองค์ถูกท่านทำร้ายถึงแก่ชีวิต ท่านยังคิดค้นหาจากที่ใด?”

​        โต๊ะอิดพั้งฉุกใจคิด พลันหันขวับไป ยื่นมือตะปบใส่ ปากตวาดว่า “คงเป็นท่านลงมือด้วยอำมหิต”

​        นายทหารที่ด้านหลังเฮ้งเปียปี๋ผู้หนึ่งพลันโถมเข้ามา ยื่นแขนปิดป้อง พลิกแพลงเป็นคว้าจับ โต๊ะอิดพั้งปะทะกับมันท่าหนึ่ง กลับไม่ปรากฏความเหลื่อมล้ำต่ำสูง นายทหารนั้นตวาดว่า “ท่านทำร้ายผู้แทนพระองค์ถึงแก่ชีวิต ยังกล้าขัดขืนการจับกุม?”

​        โต๊ะอิดพั้งระงับสติแล้วกล่าว “ตกลง ข้าพเจ้าขอค้าความกับท่าน”

​        นายทหารนั้นล้วงกุญแจมือออกมา ตวาดสำทับว่า “เมื่อครู่ยังไม่มีหลักฐาน ท่านสามารถบ่ายเบี่ยง ตอนนี้ผู้แทนพระองค์หายสาบสูญ ท่านยังมีคำพูดใดจะกล่าว? บ้านเมืองมีกฎหมายไม่อนุญาตท่านลำพองผยอง รีบสวมเครื่องพันธนาการไว้”

​        โต๊ะอิดพั้งหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ขณะจะขัดขืนการจับกุม จากนั้นหวนนึกถึงโจ้วแป๋และบิดาล้วนเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หากขัดขืนการจับกุม รังแต่ถูกกล่าวหาเป็นกบฏ เป็นที่เสื่อมเสียถึงวงศ์ตระกูลดังนั้นลดมือวูบ ปล่อยให้นายทหารนั้นสวมกุญแจมือแต่โดยดี

​        บ่าวไพร่บ้านตระกูลโต๊ะเห็นเช่นนั้น พากันร่ำไห้ออกมา โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “พวกท่านมิต้องเป็นห่วง ฮ่องเต้ทรงพระปรีชาสามารถ มลทินนี้ต้องได้รับการชะล้าง”

​        ปากกล่าววาจา แต่หวนนึกถึงบิดาถูกประหารชีวิตโดยไร้ความผิดนับเป็นที่ท้อใจ ยามนั้นสั่งต่อพ่อบ้านสูงอายุว่า “ท่านดูแลห้องพิธีศพของตั่วนั้งผู้เฒ่าให้ดี”

​        เฮ้งเปียปี๋เร่งรัดคำ “รีบไป” ผลักไสโต๊ะอิดพั้งออกนอกประตู ส่วนแป๊ะเมี่ยงถูกจับมัดพันธนาการอย่างแน่นหนา รอคอยอยู่นอกประตูแล้ว

​        รถทหารบรรทุกคนทั้งสองออกเดินทางกลางวิกาล เมื่อถึงที่ทำการอำเภอเมืองเอี้ยงอัน ท้องฟ้ารุ่งสางสว่างแล้ว รอคอยเป็นเวลานานหนึ่งชั่วยาม ทางอำเภอเปิดห้องเริ่มสอบสวน พนักงานสอบสวนมิใช่นายอำเภอเมืองเอี้ยงอัน หากแต่เป็นขุนนางสวมหมวกชั้นที่สอง สอบถามโต๊ะอิดพั้งว่า “ตระกูลท่านได้รับพระมหากรุณามาหลายชั่วอายุคน ไฉนวางแผนก่อการกบฏ ลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์?”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “มีคนลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์จริง แต่มิใช่ข้าพเจ้า”

​        พนักงานสอบสวนถามว่า “อย่างนั้นเป็นผู้ใด?”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “หากตั่วนั้งให้เวลาข้าพเจ้าหนึ่งเดือน ข้าพเจ้าจะจับกุมคนลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์มาส่งมอบต่อท่าน”

​        พนักงานสอบสวนยกแผ่นไม้ข่มขวัญตบโต๊ะ ตวาดว่า “เหลวไหล เรามิใช่ทารกอมมือ จึงถูกท่านใช่เล่ห์ลิ้นหลอกลวงจนปลดปล่อยท่านหลบหนีไป”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “หากข้าพเจ้าคิดหลบหนี ก็ไม่มาถึงที่นี้แล้ว”

​        พนักงานสอบสวนใช้แผ่นไม้ข่มขวัญตบโต๊ะอีกครา ร้องว่า “อย่างนั้นท่านสารภาพมาตามความสัตย์”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ไม่มีคำพูดจะสารภาพ”

​        พนักงานสอบสวนซักถามว่า “ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์ แต่ท่านทราบได้อย่างไรว่าผู้ที่ลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์เป็นบุคคลอื่น?”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะกราบทูลต่อฮ่องเต้”

​        พนักงานสอบสวนเดือดดาลเป็นการใหญ่ ตวาดว่า “หรือว่าเราไม่คู่ควรสอบสวนท่าน?”

​        โต๊ะอิดพั้งปิดปากสนิทไม่ตอบคำ พนักงานสอบสวนหยิบฉวยไม้ติ้วในกระบอก คิดตวาดสั่งให้ใช้ไม้พลองฟาดโบย ไม่ทราบเพราะเหตุใดกลับสะกดข่มกลั้นไว้ ตวาดสั่งว่า “คุมตัวโจรกบฏนั้นมา”

​        พลทหารผลักไสแป๊ะเมี่ยงเข้ามา พนักงานสอบสวนกล่าวว่า “ท่านเรียกว่าอะไร เป็นชาวเมืองไหน?”

​        แป๊ะเมี่ยงตอบว่า “ข้าพเจ้าเรียกว่าแป๊ะเมี่ยง เป็นชาวเมืองปักกิ่ง”

​        พนักงานสอบสวนซักถามว่า “ท่านเป็นศิษย์ขององครักษ์พิทักษ์ตำหนักไทจือเม่งฉั่ง ใช่หรือไม่?”

​        แป๊ะเมี่ยงรับคำว่า “ถูกแล้ว ท่านก็ทราบหรือ?”

​        พนักงานสอบสวนยกแผ่นไม้ข่มขวัญตบโต๊ะ ตวาดว่า “ท่านรอนแรมเดินทางถึงเมืองเอี้ยงอันด้วยเรื่องใด ให้สารภาพมาตามความสัตย์ ห้ามมิให้ปิดบังอำพราง”

​        แป๊ะเมี่ยงยืดอกขึ้น กล่าวว่า “ลูกผู้ชายกระทำการ ไยต้องปิดบังอำพราง? ข้าพเจ้ามายังเมืองเอี้ยงอันเพื่อเสาะหาสหาย หรือว่าไม่ได้?”

​        พนักงานสอบสวนถามว่า “ท่านมาหาผู้ใด?”

​        แป๊ะเมี่ยงตอบตามความสัตย์ว่า “เฮ้งเจี่ยฮี”

​        พนักงานสอบสวนใช้ไม้ข่มขวัญตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว นายอำเภอเมืองที่ร่วมรับฟังการสอบสวน ถึงกับหน้าแปรเปลี่ยนไป

​        พนักงานสอบสวนสั่งเจ้าหน้าที่บันทึกคำให้การ มอบให้แป๊ะเมี่ยงอ่านดู จากนั้นลงนามกำกับ แป๊ะเมี่ยงเห็นจดบันทึกไม่ผิดพลาด จึงลงนามโดยไม่ขบคิดใคร่ครวญ พนักงานสอบสวนส่งบันทึกคำให้การต่อนายอำเภอเมืองเอี่ยงอัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “คราครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว”

​        จากนั้นยกไม้ตบโต๊ะ ตวาดสำทับใส่โต๊ะอิดพั้งว่า “พวกพ้องของท่านสารภาพแล้ว ท่านยังไม่รับสารภาพอีก?”

​        โต๊ะอิดพั้งยังไม่เข้าใจ ถามว่า “รับสารภาพอันใด?”

​        พนักงานสอบสวนตวาดว่า “เฮ้งเจี่ยฮีสองพ่อลูกเป็นโจรร้ายประจำท้องถิ่น มีผู้ใดไม่ทราบ?”

​        โต๊ะอิดพั้งใจหายวาบ ตะลึงลานกับที่ พนักงานสอบสวนกล่าวอีกว่า “ท่านลอบติดต่อกับมหาโจร นับเป็นความผิดอันร้ายแรง”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “แล้วแต่ท่านจะกล่าวหา เราท่านไปถกเถียงกันที่ตึกไต้ลี้อี่* ที่นครหลวง”

​        (* ตึกไต้ลี้อี่เป็นสถาบันตุลาการสมัยโบราณ คำวินิจฉัยตัดสินถือเป็นเด็ดขาด ตอนแรกใช้ชื่อไต้ลี้ยี่ สมัยแมนจูค่อยเปลี่ยนเป็นไต้ลี้อี่)

​        พนักงานสอบสวนแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านยังคิดไปถึงนครหลวง?” พลางร้องสั่งให้เจ้าหน้าที่เรือนจำคุมตัวโต๊ะอิดพั้งเข้าคุกคุมขัง โต๊ะอิดพั้งทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาล

​        แป๊ะเมี่ยงที่ด้านข้างถามว่า “เฮ้งเจียฮีเป็นโจรร้ายจริงๆ?”

​        โต๊ะอิดพั้งปิดปากไม่ตอบคำ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ แป๊ะเมี่ยงลำบากใจยิ่ง รีบกล่าวว่า “เป็นข้าพเจ้าสร้างความลำบากแก่ท่าน”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นี่ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน”

​        เจ้าหน้าที่เรือนจำตวาดว่า “ห้ามมิให้ผู้ต้องหาสนทนากัน”

​        จากนั้นแยกห้องคุมขังคนทั้งสอง โต๊ะอิดพั้งถูกคุมขังอยู่คนเดียวห้องหับกลับสะอาดสะอ้าน ไม่คล้ายเป็นห้องคุมขังทั่วไป

​        ผ่านไปสามวัน ไม่เห็นถูกเบิกตัวไปสอบปากคำ ในใจโต๊ะอิดพั้งภาวนาให้คนในบ้านมาเยี่ยมเยียน จะได้ไหว้วานคนรู้จักมักคุ้นกับโจ้วแป๋หาทางช่วยเหลือ แต่ผ่านพ้นไปสามวัน ไม่เห็นมีคนมา ไม่ทราบเป็นเพราะพ่อบ้านกลัวเกิดเรื่อง หรือทางอำเภอห้ามมิให้เข้าเยี่ยม

​        ค่ำคืนวันที่สี่ กลับปรากฏเฮ้งเปียปี๋กับนายทหารที่ประมือกับโต๊ะอิดพั้งในวันนั้น มาถึงห้องคุมขัง เบิกตัวโต๊ะอิดพั้งออกมา ตัดผ่านห้องหับต่างๆ เดินเป็นเวลานานค่อยผลักไสโต๊ะอิดพั้งเข้าห้องเล็กๆ หลังหนึ่ง ปิดประตูห้องลงโดยเร็ว

​        โต๊ะอิดพั้งเงยหน้าขึ้น เห็นภายในห้องนั่งไว้ด้วยชายชราหน้าแดงประกายตาเย็นเยือกน่าพรั่นพรึงผู้หนึ่ง กวักมือให้โต๊ะอิดพั้งนั่งลง กล่าวว่า “ไทจือชื่นชมในตัวท่าน”

​        โต๊ะอิดพั้งจับต้นชนปลายไม่ถูก ชายชราหน้าแดงกล่าวอีกว่า “ฮ่องเต้มีพระชนมายุมากแล้ว อีกไม่นานไทจือจะได้ขึ้นครองราชย์บัลลังก์ แต่มีเรื่องมากหลาย อาจยังต้องพึ่งพางุ่ยกงกง (คำยกย่องขันทีแซ่งุ่ย)”

​        โต๊ะอิดพั้งหน้าแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องหา ท่านคิดสอบสวนก็สอบสวน เอ่ยถึงเรื่องเหล่านี้ทำอะไร?”

​        ชายชราหน้าแดงกล่าวว่า “งุ่ยกงกงก็ชื่นชมท่าน”

​        โต๊ะอิดพั้งกระชากเสียงด้วยโทสะว่า “ผู้ใดต้องการให้เขาชื่นชม?”

​        ชายชราหน้าแดงกล่าวว่า “ท่านกลับเป็นลูกผู้ชายอันเข้มแข็ง แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ชีวิตท่านตกอยู่ในเงื้อมมือเรา?”

​        โต๊ะอิดพั้งแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “ท่านคิดทำอย่างไร?”

​        ชายชราหน้าแดงพลันถามว่า “ท่านรู้จักแต้อั้งไท้กระมัง?”

​        โต๊ะอิดพั้งใจสั่นสะท้าน กล่าวว่า “เป็นอย่างไร?”

​        ชายชราหน้าแดงกล่าวถามว่า “มันก่อนตายบอกต่อท่านว่าอย่างไร?”

​        โต๊ะอิดพั้งปฎิเสธว่า “ท่านว่าอะไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ”

​        ชายชราหน้าแดงยิ้มพลางกล่าวว่า “อยู่ต่อหน้าคนจริงไม่กล่าวแปลกปลอม เราเรียกว่าฮุ้นอี้เพ้ง ท่านเคยได้ยินชื่อของเรามาหรือไม่?”

​        โต๊ะอิดพั้งพลันคำรามก้อง แยกสองแขนออก กุญแจมือถึงกับแตกหัก จากนั้นโต๊ะอิดพั้งกวาดฝ่ามือออก ตวาดว่า “ที่แท้ท่านเป็นคนทรยศ”

​        ชายชราหน้าแดงล้มตัวไปด้านหลัง ตวัดปลายเท้าเตะม้านั่งลอยขึ้น ได้ยินเสียงดังกร๊อบ ม้านั่งถูกลมฝ่ามือโต๊ะอิดพั้งฟาดแตกกระจายฮุ้นอี้เพ้งแก้สายรัดเอวออกมา โบกสะบัดวูบหนึ่ง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในที่สุดพิสูจน์ทราบได้แล้ว โต๊ะอิดพั้ง ตอนนี้ท่านกล้ากล่าววาจาแปลกปลอมหรือ?”

​        ที่แท้แต้อั้งไท้ก่อนตายรับสารภาพ ระบุชื่อพวกพ้องที่ลอบติดต่อกับฝ่ายแมนจูรวมห้าคน ในจำนวนนั้นสามคนเป็นองครักษ์ภายในวัง สองคนเป็นโจรมิจฉาชีพ ในองครักษ์ทั้งสามมีอยู่คนหนึ่งเรียกว่า ฮุ้นอี้เพ้ง โต๊ะอิดพั้งพอได้ยินชายชราหน้าแดงประกาศนาม จึงเดือดดาลเป็นการใหญ่

​        โต๊ะอิดพั้งสะอึกจู่โจม ฮุ้นอี้เพ้งโบกสายรัดเอวดังหวีดหวือ คนอยู่ในห้องคับแคบ ยังหมุนตัวได้ตามใจปรารถนา สายรัดเอวในมือใช้ออกราวกับแส้อ่อน ต่อสู้กันยี่สิบสามสิบกระบวนท่า โต๊ะอิดพั้งไม่อาจมีเปรียบแม้แต่น้อย พลันฉุกคิดขึ้น ‘เหตุการณ์ถึงขั้นนี้ เรามิสู้หลบหนีออกไป รายงานต่อไทจือ’

​        ดังนั้นโต๊ะอิดพั้งเร่งเร้าท่าฝ่ามือ ชิงจู่โจมอีกหลายท่า พลันหมุนตัวตวัดเท้า เตะประตูห้องเปิดผางออก ฮุ้นอี้เพ้งกลับหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ท่านคิดหลบหนี นับว่าเพ้อฝันไป”

​        โต๊ะอิดพั้งพุ่งตัวไป พลันปรากฏลมฝ่ามือกราดฟาดมาปะทะหน้า โต๊ะอิดพั้งสลับเท้าก้าวเฉียง ขณะจะฟาดฝ่ามือเข้าต่อต้าน พลันเห็นคนที่ด้านตรงข้าม ใจกลางฝ่ามือแดงราวสีชาด ต้องใจหายวาบ

​        คนผู้นั้นฟาดติดต่อกันสองฝ่ามือ ลมฝ่ามือเร่งร้อนรุนแรง โต๊ะอิดพั้งจึงกระชากเสียงด้วยโทสะว่า “หรือข้าพเจ้ายังเกรงกลัวฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬของท่าน?” พลางใช้ออกด้วยเพลงฝ่ามือโหวไคซัวเจี้ย (เพลงฝ่ามือห้าตะปูเบิกภูเขา) ทุกฝ่ามือหนักหน่วงแกร่งกร้าว คิดปะทะแตกหักกับคนผู้นั้น

​        คนผู้นั้นไม่กล้าปะทะตรงๆ เล็งฝ่ามือมายังจุดเส้นของโต๊ะอิดพั้งกราดฟาดใส่ เป็นเหตุให้โต๊ะอิดพั้งบุกฝ่าออกไปไม่ได้ กลับล่าถอยถึงหน้าประตู ฮุ้นอี้เพ้งขยับสายรัดเอว ม้วนพันใส่โต๊ะอิดพั้ง กระชากดึงคราหนึ่ง โต๊ะอิดพั้งก็ถูกฉุดถึงล้มคว่ำลง

​        ชายชราที่ใช้ฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬติดตามเข้ามาปิดประตูห้องลงถามว่า “ฮุ้นเฮีย สอบถามได้แล้วหรือไม่?”

​        ฮุ้นอี้เพ้งกล่าวว่า “เด็กน้อยนี้ไม่ยอมเปิดเผยความจริง กิมเฮีย ท่านกำนัลมันหนึ่งฝ่ามือ”

​        ชายชราแซ่กิมยกมือขึ้น ทำท่าฟาดใส่ศีรษะโต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งหาพรั่นพรึงไม่ กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านฟาดข้าพเจ้าจนตายก็ไม่มีประโยชน์ หลังจากที่ข้าพเจ้าตายแล้ว สหายข้าพเจ้าจะขึ้นนครหลวง ทำหนังสือกราบทูล เปิดโปงแผนอุบายของพวกท่าน”

​        ฮุ้นอี้เพ้งสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ถามว่า “ท่านหมายถึงอสุรีหยกหรือ?”

​        โต๊ะอิดพั้งเชิดหน้าถลึงตาใส่ หาแยแสสนใจไม่ ชายชราแซ่กิมกล่าวว่า “ดูไม่ออกว่าเด็กน้อยผู้นี้กลับกล้าไปมาหาสู่กับอสุรีหยก”

​        นอี้เพ้งพลันหัวร่ออย่างชั่วร้าย กล่าวว่า “เด็กน้อยนี้สามารถใช้เป็นประโยชน์ได้”

​        ชายชราแซ่กิมพลันตวัดเท้าเตะใส่จุดอุ้ยตงที่ข้อเท้าด้านหลังของโต๊ะอิดพั้ง จุดนี้อยู่ในร่องกระดูก ซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างกระดูกเท้ากับกระดูกขาท่อนล่าง เป็นหนึ่งในเก้าจุดชาบนร่างผู้คน ดังนั้นเตะจนโต๊ะอิดพั้งสิ้นสติสมประดี

​        ฮุ้นอี้เพ้งเรียกตัวเฮ้งเปียปี๋เข้ามา ส่งตัวโต๊ะอิดพั้งกลับห้องคุมขัง จากนั้นมันกับชายชราแซ่กิมค่อยสบตายิ้มให้แก่กัน

​        ที่แท้ไม่เพียงคนทั้งสองนี้ลอบติดต่อกับฝ่ายแมนจู แม้แต่ขันทีใหญ่งุ่ยตงเฮี้ยงก็มีการติดต่อกับฝ่ายแมนจู หลังจากที่แต้อั้งไท้เสียชีวิตงักเม้งคอก็เดินทางถึงนครหลวง ถ่ายทอดบอกคำสารภาพของแต้อั้งไท้ต่อฮิ้มเก็งเลียก ฮิ้มเก็งเลียกนำความเข้ากราบทูล แต่บ้วนเละฮ่องเต้หาได้ใส่พระทัยไม่

​        องครักษ์ภายในวังที่ถูกระบุชื่อทั้งสาม กลับมีหูตาปราดเปรียวพอทราบระแคะระคาย ก็รีบหลบหนีออกจากวัง แต่ไม่หลบหนีออกนอกนครหลวง ยังมีการติดต่อกับงุ่ยตงเฮี้ยง

​        แต้อั้งไท้กับงุ่ยตงเฮี้ยงไม่ใคร่สนิทสนมกัน ระหว่างที่แต้อั้งไท้ติดต่อกับทูตลับแมนจู เพียงทราบว่าองครักษ์ทั้งสามเป็นพวกเดียวกัน หาทราบไม่ว่างุ่ยตงเฮี้ยงก็ประพฤติเช่นเดียวกัน ดังนั้นงุ่ยตงเฮี้ยงไม่ทราบว่า แต้อั้งไท้ล่วงรู้ศักดิ์ศรีของมันหรือไม่ จึงลอบประหวั่นลนลาน จัดส่งองครักษ์ทั้งสามมายังมณฑลเซียมไซ พร้อมกับส่งเลขาคู่ใจคนหนึ่ง เดินทางมายังเมืองเอี้ยงอัน เพื่อล้วงถามความลับจากโต๊ะอิดพั้ง

​        ประจวบกับบ้วนเละฮ่องเต้มีพระบัญชาให้ผู้แทนพระองค์สองคน เดินทางมายังบ้านตระกูลโต๊ะ เบิกตัวโต๊ะตงเนี้ยมเข้านครหลวง งุ่ยตงเฮี้ยงจึงกำหนดแผนการชั่วร้าย ให้องครักษ์ทั้งสองลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์ ป้ายความผิดไปยังบ้านตระกูลโต๊ะ จะได้ตั้งข้อหา คุมตัวโต๊ะอิดพั้งมาสอบสวน

​        องครักษ์ทั้งสองนี้ คนหนึ่งถนัดจัดเจนในการใช้วิชายิ้วกง (พลังอ่อนหยุ่น) ที่เป็นตำรับลับของนิกายมิกจงแดนธิเบต ซึ่งคือฮุ้นอี้เพ้ง ที่เมื่อครู่ใช้สายรัดเอวต่อสู้กับโต๊ะอิดพั้ง วิชาพลังอ่อนหยุ่นนี้ หากฝึกปรือถึงขั้นสุดยอด สามารถใช้ความอ่อนพิชิตความแข็ง ตอนนี้ฮุ้นอี้เพ้งฝึกปรือได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว

​        องครักษ์อีกคนหนึ่งเป็นชายชราที่ใช้ฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬเรียกว่ากิมโชยง้ำ ฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬของมัน หากทำร้ายถูกผู้คนสามวันให้หลังพิษกำเริบ เจ็ดวันให้หลังเสียชีวิต สามารถฆ่าคนกลางชุมนุมชนโดยไม่ถูกพบเห็น

​        โต๊ะอิดพั้งพอถูกจี้จุดอุ้ยตง คุมตัวกลับห้องคุมขัง ยิ่งครุ่นคิดยิ่งเคียดแค้น เพลิงโทสะลุกฮือโหม ยิ่งทำให้ชาด้านไร้เรี่ยวแรง ภายหลังค่อยครุ่นคิดขึ้น ‘ฝ่ายแมนจูลอบซื้อตัวองครักษ์ภายในวัง โจรมิจฉาชีพและขุนนางบ้านเมือง เรื่องนี้มีความสำคัญใหญ่หลวง ต้องหาทางแจ้งต่อไทจือ แต่เราถูกคุมขังอยู่ที่นี้ ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ ต้องพุ่งพาความสามารถตัวเอง ทะลวงฝ่ายออกจากคุก เราพอบันดาลโทสะ เลือดลมไม่สามารถโคจรปลอดโปร่ง ไหนเลยคลายจุดที่ถูกจี้สกัดได้?’

​        พอได้คิด เพลิงโทสะค่อยสงบลง ดังนั้นทรุดนั่งขัดสมาธิ สงบจิตใจโคจรพลัง โต๊ะอิดพั้งความจริงมีพื้นฐานพลังลมปราณลึกล้ำ นั่งอยู่หนึ่งชั่วยาม พลังลมปราณผ่านด่านสำคัญ คลายจุดให้แก่ตัวเองเป็นผลสำเร็จ​        ​        ​        ​