แผนปรักปรำให้ร้าย บุกทลายกรมเมือง "#1"

 

        โต๊ะอิดพั้งพอเข้าไป เห็นโจ้วแป๋หน้าขาวซีดดั่งทองทา หลงเหลือลมหายใจร่อแร่รวยริน รีบเรียกบ่าวไพรมาประคองท่านผู้เฒ่าเข้าห้องนอนไป

        ยามนี้โต๊ะอิดพั้งแม้จิตใจว้าวุ่น แต่ผู้แทนพระองค์ยังอยู่ในเคหสถาน ไม่มีผู้คนต้อนรับขับสู้ ตัวเองมิอาจไม่อยู่เป็นเพื่อน ผู้แทนพระองค์ที่มีอำนาจเต็มกล่าวอย่างเสียใจว่า “ฮ่องเต้ทรงคิดถึงโต๊ะเล่าตั่วนั้ง คิดไม่ถึงพอมีราชโองการมาถึงกลับสร้างความเศร้าเสียใจแก่ท่านผู้เฒ่าถึงเพียงนี้”

        โต๊ะอิดพั้งถามว่า “ในราชโองการมีข้อความอย่างไร สามารถประทานบอกหรือไม่?”

        ผู้แทนพระองค์ทั้งสองมีการคบหากับโต๊ะตงเนี้ยมเป็นการส่วนตัวจึงบอกเล่าสาเหตุที่ฮ่องเต้ทรงเบิกตัวโต๊ะตงเนี้ยมให้ทราบ

        ที่แท้บ้วนเละฮ่องเต้ทรงเชื่อคำเท็จทูล ประหารชีวิตโต๊ะกี้เฮี้ยงผู้เป็นบิดาของโต๊ะอิดพั้ง ภายหลังแม้ได้รับการพลิกพื้นคดี ก็พร้อมกับอวยยศไล่หลังโต๊ะกี้เฮี้ยงเป็นไท้เป้าของไทจือ แต่ยังไม่สบายพระทัยมีอยู่วันหนึ่ง บ้วนเละฮ่องเต้ทรงนึกถึงโต๊ะตงเนี้ยมผู้เป็นบิดาของโต๊ะกี้เฮี้ยง ต้องทอดถอนพระทัยตรัสว่า “พวกเขาสองพ่อลูกล้วนเป็นขุนนางตงฉิน หากโต๊ะตงเนี้ยมทราบข่าวของบุตรชาย ไม่ทราบตัดพ้อข้าหรือไม่?”

        ไต้ฮักสือ* นามปึงฉ้งเตียกราบทูลว่า “โต๊ะตงเนี้ยมได้รับพระมหากรุณาตลอดมา ไหนเลยคิดตัดพ้อ? หากฮ่องเต้ทรงคิดถึงมันตอนนี้ตำแหน่งสมุหกรมราชทัณฑ์ยังว่างอยู่ ไยไม่เบิกตัวเขาเข้ามารับใช้?”

        (* ไต้ฮักสือเป็นชื่อตำแหน่งราชการ ตั้งเมื่อสมัยราชวงศ์ถังและซ้อง ปฏิบัติหน้าที่คล้ายคลึงกับมหาเสนาบดี เมื่อสมัยราชวงศ์เหม็ง ก็ฟื้นฟูขึ้นใหม่ แต่เพียงทำหน้าที่ปรึกษา ไม่ร่วมบริหารราชการแผ่นดินเพียงดูแลเหล่าบัณฑิตเป็นหลัก)

        บ้วนเละฮ่องเต้ทรงเห็นด้วย จึงมีราชโองการ จัดผู้แทนพระองค์สองคนส่งถึงมณฑลเซียมไซ ให้โต๊ะตงเนี้ยมกลับเข้ารับราชการ ในราชโองการรับสั่งถึงเรื่องที่อวยยศโต๊ะกี้เฮี้ยงไล่หลัง ให้เป็นไท้เป้าของไทจือ โดยบ้วนเละฮ่องเต้เข้าพระทัยว่า นี่เป็นการแผ่พระคุณต่อข้าราชบริพาร เพียงแต่โต๊ะตงเนี้ยมยังไม่ทราบข่าวร้ายของบุตรชาย พอล่วงรู้บังเกิดความเศร้าเสียใจถึงขีดสุด ร่างกายหลังป่วยไข้ ย่อมไม่อาจทนทานรับได้

        ยามนั้น ห้องด้านในบังเกิดเสียงร่ำไห้ดังลอดออกมา ผู้แทนพระองค์รีบกล่าวว่า “โต๊ะสี่เฮีย (คำเรียกบุรุษหนุ่มแซ่โต๊ะ) มิต้องถือมารยาท โปรดเข้าไปสองถามอาการของโจ้วแป๋ท่านแทนพวกเรา”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวคำ “ขอตัว” เร่งรุดเข้าห้องด้านใน เห็นคนในบ้านชุลมุนวุ่นวาย โต๊ะตงเนี้ยมหลงเหลือลมหายใจร่อแร่รวยริน พอเห็นโต๊ะอิดพั้งเข้ามา จึงกวักมือเรียกหาว่า “เจ้าเข้ามา”

        โต๊ะอิดพั้งเดินถึงข้างกายโจ้วแป๋ กล่าวด้วยน้ำตาคลอหน่วยว่า “เอี่ยเอี้ย อภัยที่ผู้หลายอกตัญญู”

        โต๊ะตงเนี้ยมกล่าวกระท่อนกระแท่นว่า “ภายหน้าเจ้ามิต้องเข้ารับราชการแล้ว ให้อยู่บ้านเรียนหนังสือทำไร่ไถนาเถอะ”

        กล่าวจบ เหยียดเท้าทั้งสองสิ้นใจตาย โต๊ะอิดพั้งเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา บ่าวชราเกลี้ยกล่อมว่า “ตั่วนั้งผู้เฒ่ามีอายุเกือบหกสิบ ไม่นับว่าอายุสั้น เสียวเอี้ยมิต้องเศร้าเสียใจไป ผู้แทนพระองค์ยังอยู่เบื้องนอก สมควรขอให้พวกเขากราบทูลต่อฮ่องเต้ จากนั้นตั้งพิธีศพทำการกลบฝัง”

        โต๊ะอิดพั้งปาดเช็ดน้ำตา เข้าห้องโถงไปเรียนบอกต่อผู้แทนพระองค์ ผู้แทนพระองค์ทั้งสองล้วนสะทกสะท้อน ค่ำคืนนั้นค้างแรมที่บ้านตระกูลโต๊ะ วันรุ่งขึ้นบ้านตระกูลโต๊ะจัดห้องตั้งศพ จัดตั้งโลงที่ห้องโถงตะวันตก

        ผู้แทนพระองค์ทั้งสองพากันจุดธูปคำนับที่หน้าโลงศพ แสดงความเคารพในฐานะเพื่อนข้าราชการ โต๊ะอิดพั้งหมอบกราบอยู่ด้านข้างโขกศีรษะคำนับขอบคุณ ผู้แทนพระองค์ยื่นมือประคองโต๊ะอิดพั้งขึ้นมากล่าวปลอบโยนว่า “สี่เฮียโปรดกล้ำกลืนความเศร้าโสก พวกเราจะกลับนครหลวงไปกราบทูลฮ่องเต้ ต้องอวยยศไล่หลังตั่วนั้งผู้เฒ่า”

        พ่อบ้านตระกูลโต๊ะก็จัดเตรียมค่าเดินทาง คอยส่งผู้แทนพระองค์ออกเดินทาง โต๊ะอิดพั้งพลันกระโดดปราดขึ้น กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “คิมชาตั่วนั่ง (ใต้เท้าผู้แทนพระองค์) อย่าพึ่งไป”

        ผู้แทนพระองค์และพ่อบ้านล้วนใจหายวาบ หวนนึกถึงโต๊ะอิดพั้งล่วงรู้มารยาทธรรมเนียม ไฉนพลันเสียกิริยา ที่กระโดดปราดขึ้นนับว่าไม่สมควรแล้ว ยังเรียกรั้งผู้แทนพระองค์อย่าเพิ่งไป ยิ่งเป็นการเสียมารยาท พ่อบ้านนั้นรีบกล่าวว่า “เสียวเอี้ย ตั่วนั้งผู้เฒ่าเสียชีวิตอย่างสมเกียรติ คิมชาตั่วนั้งมาเคารพศพด้วยตัวเอง ท่านยังมิรีบคำนับขอบคุณอีก?”

        โต๊ะอิดพั้งระงับสติ พลันกล่าวว่า “คิชาตั่วนั้ง ขอเชิญเข้าห้องด้านในไป” พลางชักนำผู้แทนพระองค์ทั้งสองเข้าสู่ห้องหนังสือ พ่อบ้านนั้นรีบตามติดอยู่ด้านหลัง โต๊ะอิดพั้งกลับกล่าวว่า “ท่านออกไปดูแลห้องตั้งศพ”

        พร้อมกับปิดประตูห้องลง พ่อบ้านสูงอายุลอบหวั่นวิตก หวนนึกถึงเสียวเอี้ยเคลื่อนไหวผิดปรกติ หรือถูกคุณไสยชั่วร้ายสิงสู่? ได้แต่อธิษฐานให้พระโพธิสัตว์ปกป้องคุ้มครอง พาตัวล่าถอยออกไป        

        ผู้แทนพระองค์ทั้งสองก็ตื่นเต้นสงสัย เข้าใจว่าโต๊ะอิดพั้งมีเรื่องไหว้วาน แต่ตามเหตุผลโต๊ะอิดพั้งกำลังวุ่นวายกับงานศพ มิใช่เวลาสนทนากัน โต๊ะอิดพั้งพอปิดประตูลง ก็ถามเสียงแผ่วเบาว่า “คิมชาตั่วนั้งมีที่ใดไม่สบายหรือไม่?”

        ผู้แทนพระองค์ที่มีอำนาจเต็มหน้าแปรเปลี่ยนไปกล่าวว่า “ไม่มีอันใด”

        ผู้แทนพระองค์ที่เป็นผู้ช่วยกล่าวเสริมขึ้น “สี่เฮียคิดอ่านรอบคอบนัก พวกเราแม้อายุสูงวัย ยังทนตรากตรำเดินทางได้ กลับเป็นสี่เฮียท่าน สมควรกล้ำกลืนความเศร้าโศกไว้”

        น้ำคำแฝงแววแดกดัน โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “โปรดอภัยที่ข้าพเจ้าเสียมารยาท เมื่อครู่ข้าพเจ้าเห็นใจกลางฝ่ามือของลี้ตั่วนั้ง (ใต้เท้าแซ่ลี้) คล้ายมีสภาพผิดปรกติ”

        ผู้แทนพระองค์ที่มีอำนาจเต็มแซ่ลี้ พอฟังต้องแบฝ่ามือชมดู สีหน้าปรากฏแววตื่นเต้นสงสัย เห็นใจกลางฝ่ามือมีจุดสีแดงเป็นแต้มๆ คล้ายกับออกหัดก็ปาน ผู้แทนพระองค์ที่เป็นผู้ช่วยแซ่จิว พอแบฝ่ามือขวาออกดู พบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกัน โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ตั่วนั้งทั้งสองโปรดใช้เล็บหยิกดูว่าเจ็บปวดหรือไม่?”

        ผู้แทนพระองค์ทั้งสองปฏิบัติตาม ผู้มีการศึกษาสมัยโบราณล้วนไว้เล็บยาว พอใช้เล็บนิ้วข้างซ้ายแทงใส่ใจกลางฝ่ามือขวา กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย แต่บังเกิดอาการคันอยู่บ้าง โต๊ะอิดพั้งจึงกล่าว “ตั่วนั้งทั้งสองใช้นิ้วมือกดกระดูกท่อนที่เจ็ดของกระดูกสันหลังบริเวณต้นคอ ดูว่าเป็นอย่างไร”

        ยามนี้ผู้แทนพระองค์ทั้งสองคล้ายเด็กน้อยที่ว่าง่าย ปฏิบัติตามคำพูดของโต๊ะอิดพั้ง พากันใช้นิ้วมือกดกระดูกท่อนที่เจ็ดของกระดูกสันหลังบริเวณต้นคอของอีกฝ่ายหนึ่ง เพียงกดเบาๆ ทั้งสอนล้วนเจ็บปวดจนร้องโอดโอยออกมา รีบถามว่า “นี่เป็นเหตุผลอันใด? สี่เฮียทราบหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งทอดถอนใจกล่าวว่า “ตั่วนั้งทั้งสองล้วนถูกรอบทำร้ายแล้ว นี่เป็นวิชาอิมฮวงตั๊กซัวเจี้ย (ฝ่ามือทราบพิษมหากาฬ) อันชั่วร้ายในยุทธจักร เมื่อครู่ลี้ตั่วนั้งฉุดดึงมือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าค่อยดูออก คาดว่ารอยผื่นสีแดงนี้เพิ่งปรากฏตั่วนั้งจึงยังไม่ล่วงรู้ ผู้ที่ถูกฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬลอบทำร้ายภายในสิบสองชั่วยาม อาการจะกำเริบขึ้น หากไม่รีบรักษา เกรงว่ามีอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นข้าพเจ้าไม่คำนึงถึงการเสียมารยาท เรียนบอกต่อตั่วนั้งโดยตรง”

        ควรทราบว่าในยุคสมัยศักดินา ผู้แทนพระองค์เป็นต่อแทนฮ่องเต้หากเสียชีวิตในบ้านตระกูลโต๊ะ อย่างนั้นมิเพียงแต่คนของตระกูลโต๊ะต้องถูกประหารทั้งครอบครัว เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังประสบภัยถูกไฟลามเนื่องด้วยมีความสำคัญใหญ่หลวง โต๊ะอิดพั้งแม้อยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ ก็มิอาจไม่เกี่ยวข้อง

        ผู้แทนพระองค์ทั้งสองหน้าซีดเผือก พากันกล่าวว่า “ขอให้สี่เฮียยื่นมือรักษา”

        โต๊ะอิดพั้งเรียกพ่อบ้านสูงอายุเข้ามา สั่งให้จัดห้องให้สงบ นอกจากญาติสนิทสหายใกล้ชิดแล้ว อย่าเพิ่งแจ้งข่าวการตายของโต๊ะตงเนี้ยมออกไป ตัวเองเข้าห้องสงบ ล้วงเข็มทองออกมา แทงใส่จุดจิกซิมหงส์บ๊วย เจ๊กจกของผู้แทนพระองค์ทั้งสอง

        ผู้แทนพระองค์ทั้งสองรู้สึกกระเพาะบิดปั่นป่วน อาเจียนน้ำเหลืองออกมากองหนึ่ง ไม่นานให้หลังตลอดทั้งร่างร้อนผ่าวขึ้นมาโต๊ะอิดพั้งจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าลงมือกระตุ้นให้พิษกำเริบก่อนกำหนด ตั่วนั้งทั้งสองนอนพักสักครู่ คืนนี้ยังจะทำการรักษาสืบต่อ”

        จากนั้นถอนเข็มทองออก  พลางถามว่า “องครักษ์ที่คุ้มครองตั่วนั้งทั้งสองเป็นใคร? ไว้วางใจได้หรือไม่?”

        ลี้คิมซากล่าวว่า “การเดินทางครั้งนี้ ฮ่องเต้มีบัญชาให้ฉิ้งจี้ฮุย (ผู้ควบคุมแซ่ฉิ้ง) แห่งองครักษ์เสื้อแพรร่วมทาง คนผู้นี้สืบตำแหน่งผู้ควบคุมมาแต่บรรพบุรุษ มิหนำซ้ำมีนิสัยสัตย์ซื่อ ไม่มีเหตุที่ลอบทำร้ายพวกเรา”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดเชื้อเชิญมันเข้ามาสนทนา” พลางสั่งพ่อบ้านเชื้อเชิญฉิ้งจี้ฮุยมา คนผู้นี้รูปร่างสันทัด หน้าตากลับสัตย์ซื่อดีงาม แค่มองปราดเดียวก็ทราบว่าไม่มีไหวพริบเท่าใด

        โต๊ะอิดพั้งทักทายว่า “ได้ยินชื่อฉิ้งจี้ฮุยมานาน พวกเราใกล้ชิดสนิทสนมให้มากไว้” พลางยื่นมือออกสัมผัสมือ ฉิ้งจี้ฮุยพลันกระโดดปราดขึ้น ถูกบีบเค้นจนฝ่ามือชาด้าน กอปรกับเห็นผู้แทนพระองค์ทั้งสอง

        หน้าแดงก่ำนอนอยู่บนเตียง ต้องตวาดด้วยโทสะว่า “ท่านกล้าลอบทำร้ายผู้แทนพระองค์?” พลางกวดฝ่ามือออก

        โต๊ะอิดพั้งกระโดดหลบเลี่ยง กล่าวว่า “อภัยที่ล่วงเกิน ข้าพเจ้าช่วยล้างมลทินให้แก่ฉิ้งจี้ฮุย คิมซาตั่วนั้งถูกผู้คนลอบทำร้าย แต่คนที่ลอบทำร้ายไม่ใช่ข้าพเจ้า และมิใช่ท่าน”

        ฉิ้งจี้ฮุยยืนเซื่องซึมตะลึงลาน รอจนโต๊ะอิดพั้งกล่าวจบ ค่อยเข้าใจในบัดดล กล่าวว่า “ที่แท้เมื่อครู่ท่านทดสอบเรา”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “มิกล้า ข้าพเจ้าเพียงต้องการทราบว่า ฉิ้งจี้ฮุยรู้จักฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬหรือไม่ ตอนนี้ทราบว่าฉิ้งจี้ฮุยมีพลังฝ่ามือกล้าแข็ง แต่ไม่ได้ฝึกปรือเพลงฝ่ามือ อันเยือกเย็นชั่วร้าย”

        ฉิ้งจี้ฮุยกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “เพลงฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬอันใด?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ตั่วนั้งทั้งสองถูกฝ่ามือพิษทรายลมมหากาฬลอบทำร้าย” พลางชักนำฉิ้งจี้ฮุยถึงหน้าเตียง บ่งบอกอาการของผู้ที่ถูกฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬทำร้ายให้ทราบ ฉิ้งจี้ฮุยพอฟัง ทราบว่าโต๊ะอิดพั้งกล่าวไม่แปลกปลอม สร้างความแตกตื่นจนหลังเหงื่อเย็นเยียบออกมารีบแสดงความขอบคุณ

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ความร้ายกาจของฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬ ไม่ได้อยู่ที่ทำร้ายผู้คนเสียชีวิตในบัดดล หากแต่ค่อยๆกำเริบทีละน้อย ดูจากอาการแสดงว่า คิมชาตั่วนั้งถูกลอบทำร้ายเมื่อสามวันก่อน ดังนั้นขอให้ฉิ้งจี้ฮุยนึกดูว่า เมื่อสามวันก่อนพบพานบุคคลน่าสงสัยอันใดหรือไม่?”

        ฉิ้งจี้ฮุยก้มศรีษะนึกทบทวนดู ลี้คิมซานพลันกล่าวว่า “หรือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเฒ่าชราที่ส่งน้ำขมนั้น?”

        ฉิ้งจี้ฮุยก็นึกออก กล่าวว่า “ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่าน่าสงสัย แต่เห็นมันอายุสูงวัย ยิ่งไม่คล้ายเป็นคนมีวิทยายุทธติดตัว ยามชะล่าใจจึงปล่อยปละละเว้น”

        โต๊ะอิดพั้งรีบสอบถามรายละเอียด ลี้คิมซารีบกล่าวว่า “เมื่อสามวันก่อน พวกเรานั่งพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม่ข้างทาง พลันปรากฏเฒ่าชราผู้หนึ่งหาบน้ำขม หยุดพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้เช่นกัน พอถามไถ่ค่อยทราบว่า มันคิดส่งไปให้แก่คนในครอบครัว ซึ่งอยู่ในท้องนาพอฟังว่าพวกเราคิดมายังบ้านตระกูลโต๊ะ มันบอกว่าตัวเองเป็นผู้เช่าที่นาของพวกท่าน ยังชี้แนะหนทางให้พวกเรา มันเลี้ยงน้ำขมพวกเราสองถ้วย แต่ฉิ้งจี้ฮุยหาดื่มไม่ ขณะที่มันส่งถ้วยน้ำขมมา นิ้วมือกระทบ ถูกใจกลางฝ่ามือเราเบาๆ แต่ตอนนั้นเราหาเฉลียวใจไม่”

        จิวคิมซากล่าวเสริมขึ้น “ขณะที่มันยื่นส่งน้ำขมให้แก่เรา ก็กระทบถูกเราเบาๆ คราหนึ่ง”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นั่นก็ใช่แล้ว มันทราบหรือไม่ว่าพวกท่านเป็นผู้แทนพระองค์?”

        ฉิ้งจี้ฮุยชิงกล่าวว่า “บนเส้นทางเสฉวนเซียมไซ มีโจรร้ายชุกชุม ระหว่างการเดินทาง พวกเราไหนเลยกล้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง”

        โต๊ะอิดพั้งนิ่งครุ่นคิดไม่กล่าววาจา ‘ยิ่งครุ่นคิดยิ่งตื่นตระหนกเฒ่าชราผู้นี้แสดงว่าคิดปรักปรำป้ายปิด ปล่อยให้ผู้แทนพระองค์มาถึงบ้านตระกูลโต๊ะ พิษร้ายค่อยกำเริบเสียชีวิต อย่างนั้นต่อให้เขาวักแม่น้ำ ฮวงโฮมา ก็ไม่อาจชะล้างมลทินได้’

        ขณะครุ่นคิด พลันได้ยินบ่าวไพร่ภายในบ้านส่งเสียงร้องเรียกที่เบื้องนอกว่า “เสียวเอี้ย (นายน้อย) เสียวเอี้ย”

        โต๊ะอิดพั้งผลักประตูห้องออก ร้องถามว่า “เรื่องอันใด?”

        ไพร่นั้นกล่าวว่า “ที่เบื้องนอกมีบุรุษฉกรรจ์ผู้หนึ่ง หน้าฟกช้ำดำเขียวคล้ายเพิ่งต่อยตีกับผู้คนมา บอกว่าต้องการพบเสี้ยวเอี้ย พวกเราบอกว่าทางบ้านกำลังจัดพิธีศพ เสียวเอี้ยไม่รับแขก มันกลับบุกรุกเข้ามา พวกเรายื่นมือขัดขวาง มันยกแขนกวาดพวกเราล้มลง จากนั้นกลับเป็นฝ่ายขออภัยบอกว่ารีบร้อนต้องการพบเสียวเอี้ย หามีเจตนาทำร้ายคนไม่”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “มีเรื่องเช่นนี้?” พลางขอตัวต่อผู้แทนพระองค์ ปิดประตูห้อง เดินออกไปยังห้องโถง เห็นเชิงบันไดยืนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง ร้องเรียกแต่ไกลว่า “โต๊ะเฮีย ข้าพเจ้าร้อนใจแทบตายแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งเพ่งตามอง พบว่าเป็นศิษย์ของเม่งฉั่งนามแป๊ะเมี่ยง ทั้งสองเคยพบกันที่นครหลวง สนทนาไม่กี่ประโยค ไม่มีความสัมพันธ์อันใด ไม่ทราบแป๊ะเมี่ยงไฉนรอนแรมเดินทางมาหา

        แป๊ะเมี่ยงประสานมือคาราวะจนจรดพื้น กล่าวว่า “โต๊ะเฮียโปรดช่วยเหลือข้าพเจ้า”

        โต๊ะอิดพั้งถามโพลงว่า “แป๊ะเฮียก่อเรื่องอันใด?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “มิใช่ก่อเรื่อง หากแต่อยู่ดีๆ ต่อยตีกับผู้คนรอบหนึ่ง ก่อนจากกันถูกฝ่ามือทรายพิษลมหากาฬลอบทำร้าย”

        โต๊ะอิดพั้งใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ‘เป็นฝ่ามือทรายพิษลมหากาฬอีก’ ดังนั้นรีบเชื้อเชิญคนเข้าสู่ห้องด้านใน ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ

        ที่แท้หลังจากที่เม่งฉั่งรับบาดเจ็บเสียชีวิต แป๊ะเมี่ยงทราบข่าวเร่งรุดกลับมา ทราบว่าเฮ้งเจี่ยฮีเป็นคู่หมั้นหมายของซือม่วย มาตรว่าแป๊ะเมี่ยงเศร้าเสียใจต่อการตายของซือแป๋ แต่เห็นเฮ้งเจี่ยฮีอาจหาญถึงเพียงนี้ ยังนึกปลาบปลื้มยินดีที่ซือม่วยมีที่ฝากฝัง

        หาคาดไม่ว่าพอเช้าวันที่สอง เฮ้งเจี่ยฮีจากไปโดยไม่ร่ำลา เม่งชิวเฮี้ยร่ำไห้น้ำตานองหน้า แป๊ะเมี่ยงปลอบโยนอย่างไร ซือม่วยหาแยแสสนใจไม่ แป๊ะเมี่ยงเล่าถึงตอนนี้ จึงกล่าวอย่างโง่งมว่า “โต๊ะเฮีย ท่านกับเฮ้งเจี่ยฮีเป็นสหายกัน         พฤติการณ์ของเขาไฉนแปลกประหลาดถึงเพียงนี้? ความจริงเขารอนแรมเดินทางมาสู่ขอประจวบกับงักแป๋ (พ่อตา) เสียชีวิต เขาในฐานะครึ่งบุตร ความจริงสมควรจัดพิธีศพ แต่แลวกลับสะบัดก้นจากไป แม้แต่ภรรยาก็ไม่ต้องการ ยังมีซือม่วยข้าพเจ้าก็ประหลาดนัก เฮ้งเจี่ยฮีผละจากไปเกี่ยวข้องใดกับข้าพเจ้า? นางกลับไม่แยแสสนใจข้าพเจ้า ราวกับข้าพเจ้าเป็นต้นเหตุให้เขาพระจากไป”

        โต๊ะอิดพั้งพอแยกแยะเรื่องราว ก็เข้าใจสาเหตุเลศนัย ครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านเป็นต้นเหตุให้เขาผละจากไปเอง’ ยามนั้นปลอบโยนว่า “นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย ภายหน้าข้าพเจ้าจะบอกกล่าวกับเฮ้งเฮียให้แก่ท่าน”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “บอกกล่าวกับเขาอันใด? ข้าพเจ้าไม่ได้ล่วงเกินเขา เขาก็ไม่ได้ล่วงเกินข้าพเจ้า ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวกับเขาหากบอกต่อเขา เขากลับหัวร่อเยาะเราสองซือเฮียม่วยทุ่มเถียงกัน ซึ่งความจริง ข้าพเจ้าไม่ได้ทุ่มเถียงกับซือม่วย ภายหลังซือม่วยก็บอกว่านี่ไม่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าเข้านอน ข้าพเจ้าเชื่อฟังวาจานาง กลับไปนอนพักผ่อน มิคาดพอตื่นขึ้นมา นางก็หนีหายไป”

        โต๊ะอิดพั้งขมวดคิ้วกล่าวว่า “เป็นไร นางก็หนีหายไป?”

        แป๊ะเมี่ยงรับคำว่า “ถูกแล้ว ซือแป๋เพิ่งบรรจุฝัง นางก็ไม่อยู่บ้านไว้ทุกข์ ออกไปตามหาสามี”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวถามว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่า นางออกตามหาเฮ้งเจี่ยฮี?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “นางทิ้งจดหมายถึงข้าพเจ้า ยังบอกให้ข้าพเจ้าอยู่บ้านเฝ้าห้องพิธีให้แก่นาง อย่าได้วิ่งเพ่นพ่านก่อเรื่องราว”

        โต๊ะอิดพั้งหากมิใช่อยู่ระหว่างไว้ทุกข์ คงต้องหัวร่อออกมา คิดไม่ถึงคนผู้นี้โง่งมถึงเพียงนี้ ถูกผู้คนเข้าใจผิด ตัวเองหาทราบไม่

        แป๊ะเมี่ยงหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้ากริ่งเกรงซือม่วยออกเดินทางเพียงโดดเดี่ยวลำพัง นางสั่งข้าพเจ้าอย่าได้วิ่งเพ่นพ่าน ข้าพเจ้ายังวิ่งออกมา” กล่าวพลางชูมือทั้งสองขึ้น ใจกลางฝ่ามือปรากฏรอยผื่นแดงสะดุดตา

        โต๊ะอิดพั้งจึงกล่าวว่า “ท่านก็ถูกผู้คนลอบทำร้ายเมื่อสามวันก่อนหรือ?”

        แป๊ะเมี่ยงตอบว่า “ถูกแล้ว ข้าพเจ้าพอเดินทางถึงมณฑลเซียมไซด้านตะวันตก ไม่ทราบว่าเฮ้งเจี่ยฮีเป็นชาวเมืองใด กลับเป็นที่อยู่ของท่าน สอบถามได้โดยง่าย พอเอ่ยถึงบ้านตระกูลโต๊ะซึ่งเคยรับตำแหน่งจ้งต๊ก ผู้คนจำนวนมากล้วนรู้จัก ข้าพเจ้าเห็นว่าหากเสาะพบท่าน เรื่องราวคงรวบง่ายเข้า ท่านสมควรทราบที่อยู่ของเขา”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวด้วยความผิดหวังว่า “หากทราบเช่นนี้แต่แรก ข้าพเจ้าก็ไม่เสาะหาท่านแล้ว ข้าพเจ้าพอเดินทางถึงเมืองเอี้ยงอัน ก็พบว่ามีคนสะกดตามหลังข้าพเจ้า”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ท่านกลับมีจิตใจรอบคอบนัก”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังล่วงรู้เล่ห์อุบายยุทธจักรเหล่านี้ เมื่อวันก่อน ข้าพเจ้าผ่านภูเขาพ้วงเล้งซัว พลันปรากฏม้าสองตัวควบขับไล่หลัง ถามไถ่ข้าพเจ้าใช่คิดไปยังบ้านตระกูลโต๊ะ ที่เมืองเกาเกี้ยหรือไม่ ข้าพเจ้าบอกว่าใช่ คนทั้งสองพลันกระโดดลงจากหลังม้า ลงมือต่อข้าพเจ้า”

        โต๊ะอิดพั้งส่งเสียงดังอืมม์กล่าวว่า “ท่านสู้แพ้แล้ว?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “คนทั้งสองล้วนเป็นคู่มืออันเข้มแข็ง ตอนแรกยังสามารถสู้เสมอกับพวกมัน ภายหลังยิ่งต่อสู้ยิ่งผิดท่า ที่ด้านหลังคนทั้งสองยังมีเฒ่าชราคนหนึ่ง ร้องบอกที่ด้านหลังว่าต้องการจับเป็น ก่อกวนข้าพเจ้าจนแทบคลั่งใจตาย เพลงหมัดยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม”        

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “อย่างนั้นภายหลังท่านไฉนหนีรอดได้?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “เมื่อต้นปีนี้ ข้าพเจ้าไปดูลักษณะราศีที่เทียนเกี้ย หมอดูบอกว่า ปีนี้ข้าพเจ้าแม้โชคไม่ดี แต่สามารถกลับกลายจากร้ายเป็นดี”

        โต๊ะอิดพั้งอดกล่าวมิได้ว่า “ข้าพเจ้าถามท่านรอดจากห้วงอันตรายได้อย่างไร ท่านกลับบอกว่าไปดูลักษณะราศีที่เทียนเกี้ย นี่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับการดูลักษณะราศี?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “หมอดูนั้นทำนายได้ถูกต้อง คราครั้งนี้ข้าพเจ้าคับขันถึงที่สุดเห็นแน่ชัดว่าต้องถูกพวกมันโค่นล้มลง บนภูเขาพ้วงเล้งซัว พลันบังเกิดเสียงแค้นหัวร่อระคายหูดังขึ้น เฒ่าชราที่คุมเชิงอยู่ด้านข้างร้องว่า “รีบถอย”

        เสียงหัวร่อเสียงร้องยังไม่ขาดหาย บนยอดเขาปรากฏเงาร่างสายหนึ่งสาดพุ่งลงมาดุจเกาทัณฑ์ พอลงมือก็สลัดเหวี่ยงคู่ต่อสู้ของข้าพเจ้าทั้งสองออกไป เฒ่าชราที่คุมเชิงอยู่นั้นลอยตัวขึ้น ฟาดออกสองฝ่ามือ ข้าพเจ้าผลักฝ่ามือเข้าต่อต้าน ที่ข้างหูพลันบังเกิดเสียงร้องว่า “หลีกไป”

        จากนั้นได้ยินเฒ่าชรานั้นส่งเสียงร้องคำหนึ่งพุ่งถอยออกไป หนีบร่างพวกพ้องทั้งสองวิ่งหลบหนี ยามนี้ข้าพเจ้าค่อยเห็นชัดตาว่า ผู้ที่ช่วยเหลือข้าพเจ้าเป็นหญิงสาวสะคราญโฉมนางหนึ่ง

        โต๊ะอิดพั้งใจสั่นสะท้าน ส่งเสียงร้องว่า “เป็นอสุรีหยก”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวถามว่า “อสุรีหยกอันใด?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “สตรีนางนี้เรียกว่าอสุรีหยก เป็นมหาโจรประจำมณฑลเซียมไซตอนใต้ ท่านไม่ทราบหรือ?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “ที่แท้ท่านรู้จักนาง มิน่าเล่านางเรียกให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน ขอกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้น เฒ่าชรานั้นพอหลบหนี นางก็ไม่ไล่ติดตามเพียงกล่าววาจาไล่หลังว่า “ฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬของท่านยังไม่เลว โอกาสหน้าพวกเราค่อยต่อสู้กันใหม่”

        เฒ่าชรานั้นจากไปไกลแล้ว นางพลันคว้าจับมือของข้าพเจ้าพลิกดูอยู่ไปมา ข้าพเจ้าจึงกล่าว “นี่ ท่านคิดดูลักษณะราศีให้แก่ข้าพเจ้าด้วยหรือ?”

        นางกล่าวว่า “เด็กโง่งม ผู้ใดคิดดูลักษณะราศีให้แก่ท่าน? ท่านถูกฝ่ามือพิษของโจรเฒ่านั้นทำร้ายแล้ว”

        จากนั้นนางล้วงตัวยาเม็ดหนึ่ง ให้ข้าพเจ้ากลืนกินลงไป กล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าได้แต่รักษาพลังลมปราณของท่าน มิให้พลังฝีมือของท่านต้องเสื่อมสูญ ไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บที่ถูกฝ่ามือทรายพิษลมมหากาฬทำร้าย ท่านรีบไปเสาะหาโต๊ะอิดพั้ง เขาเป็นศิษย์ของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงแห่งสำนักบู๊ตึง ความสามารถของพรตเฒ่าผู้นี้ คือขจัดพิษรักษาคุณไสย รีบไปเถอะ”