ค่ายกลสัตตพิฆาต บัญญัติเคล็ดกระบี่ "#3"

 

        อสุรีหยกหยิบยืมพลังสั่นพลิ้วที่พลังกระบี่ หงายร่างตีลังกาสะบัดกระบี่ขวับขวับหลายกระบี่ โถมแทงใส่กลางหลังงักเม้งคอ นี่ไหนเคยคล้ายเป็นการประลองกระบี่ เปรียบกับการต่อสู้ในค่ายกลสัตตพิฆาตเมื่อครู่ ยังตื่นเต้นระทึกขวัญกว่า

​        โต๊ะอิดพั้งขณะจะเข้าไปไกล่เกลี่ยคลี่คลาย งักเม้งคอก็ฟันกระบี่กลับหลัง ต้านทานเอาไว้ อสุรีหยกชิงรุกไล่หลายกระบวนท่า งักเม้งคอคลี่คลายด้วยความสุขุมหนักแน่น ชั่วพริบตากลับพลิกสถานการณ์เป็นสู้เสมอกัน

​        อสุรีหยกมีกระบวนท่าประหลาดล้ำ มองผาดๆ อยู่หน้า พลันวกไปด้านหลัง ดูเผินๆ อยู่ซ้าย พลันกลับกลายเป็นอยู่ขวา บัดเดี๋ยวคล้ายเหยี่ยวเหินนภา บัดเดี๋ยวราวพยัคฆ์หมอบพสุธา บัดเดี๋ยวประดุจงูน้ำเลื้อยคลาน บัดเดี๋ยวดั่งมังกรข้ามหุบเหว ท่าร่างประหนึ่งสายน้ำรี่ไหลสภาวะกระบี่แผ่วพลิ้วกรีดกราย

​        งักเม้งคอหาประหวั่นพรั่นพรึงไม่ เพลงกระบี่มิสับสนวุ่นวายพบกระบวนท่าคลี่คลายกระบวนท่า ยามรุกคล้ายอสนีบาตฟาดฟ้า ยามรับดุจดั่งห้วงมหรรณพอันไพศาล บนยอดเขาฮั้วซัวบังเกิดกระแสลมเย็นกระพือพัด จันทร์ดาราหม่นหมองศรี เห็นพลังกระบี่แผ่กระจายประกายกระบี่พร่าพรายตา ทั้งสองผลัดกันรุกรับ กลับหักล้างกันสามร้องกระบวนท่า

​        โต๊ะอิดพั้งเป็นศิษย์ของมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ชมดูจนนับถือเลื่อมใสยิ่ง เพลงกระบี่ของทั้งสองลึกล้ำพิสดาร คล้ายยังสูงเยี่ยมกว่าเพลงกระบี่บู๊ตึง หลังจากเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง พลันสะกิดความสงสัยใจขึ้นมา

​        เพลงกระบี่ของทั้งสอง ดูไปผิดแผกแตกต่าง แต่พอเฝ้าดูเป็นเวลานาน กลับมีส่วนคลับคล้าย แนวทางกระบี่ของงักเม้งคอสับสนยิ่งมีทั้งของสำนักง่อไบ๊ ของสำนักซงเอี้ยง ของสำนักเสียวลิ้ม ยังมีของสำนักบู๊ตึงของเขา ที่ใช้ออกล้วนเป็นยอดกระบวนท่าของทุกค่ายสำนักแต่ล้วนผ่านการดัดแปลง จนพิสดารล้ำกว่าท่ากระบี่ดั้งเดิม ดังนั้นการชมดูของโต๊ะอิดพั้งครั้งนี้ ทำให้ได้รับประโยชน์มิน้อย

​        ส่วนเพลงกระบี่ของอสุรีหยกคล้ายประมวลจากทุกค่ายสำนักแต่ทุกกระบวนท่าตรงข้ามกับเพลงกระบี่ทั่วไป เช่นกระบวนท่ากิมพ้งเตี้ยงชี้ (อินทรีทองกางปีก) ของสำนักฮั้วซัว สภาวะกระบี่คลี่จากซ้ายไปขวา เมื่ออยู่ในมือนางกลับใช้จากขวามาซ้าย ยังมีท่าบ้อเซี้ยโต๊ะเมี่ย (ปีศาจคร่าชีวิต) ของสำนักบู๊ตึง สภาวะกระบี่สมควรใช้จากบนลงล่างแทงใส่ร่างท่อนล่าง เมื่ออยู่ในมือนาง กลับแทงจากล่างขึ้นบน

​        งักเม้งคอพอเผชิญท่ากระบี่เหล่านี้ ตอนแรกยังใช้กระบวนท่าอื่นเข้าคลี่คลาย เช่นอสุรีหยกใช้ท่าบ้อเซี้ยโต๊ะเมี่ย (ปีศาจคร่าชีวิต) ของสำนักบู๊ตึง ก็ใช้ท่าเม้งเทาะโชยลี่ (อูฐท่องพันลี้) ของสำนักเซาะซัวเข้าคลี่คลาย เมื่อถึงตอนท้าย กลับใช้ท่าเพลงที่นางลอกเลียนมาเข้าทำลายกระบวนท่าของนาง สมมตินางใช้ท่าอินทรีทองกางปีกในทิศทางตรงกันข้าม งักเม้งคอก็ใช้ท่าอินทรีทองกางปีกที่เป็นต้นตำรับ เข้าต้านทานท่ากระบี่ของนาง

​        ที่น่าประหลาดคือ ทุกครั้งที่อสุรีหยกใช้กระบวนท่าออก งักเม้งคอคล้ายคาดการณ์ได้ล่วงหน้า รอจนนางแทงกระบี่มา งักเม้งคอก็ใช้กระบวนท่าต้นตำรับที่นางลอกเลียนมาเข้ารับมือ ดังนั้นทั้งสองแม้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ก็เป็นสภาพอันคู่คี่ก้ำกึ่ง

​        โต๊ะอิดพั้งขณะชมดูจนตะลึงลาน พลันได้ยินงักเม้งคอตวาดคำ “ไป” อสุรีหยกก็พลิ้วถอยไปหลายวา ขณะจะลงมือใหม่ งักเม้งคอชิงร้องว่า “ต่อสู้สืบไปไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ซือแป๋ท่านอยู่ที่ใด? นางใช่ตกทอดคัมภีร์กระบี่ต่อท่านหรือไม่? ท่านรีบบอกต่อนางว่า เทียนโตวกือสือ (ผู้สันโดษแห่งเทียนโตว) รอคอยนางอยู่”

​        อสุรีหยกพลันรั้งกระบี่กลับ กล่าวว่า “ซือเนี้ย (คำเรียกภรรยาอาจารย์) ท่านลาโลกไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว”

​        งักเม้งคอใจหายวาบ ฟาดฟันกระบี่ใส่อากาศธาตุ ร้องว่า “เป็นผู้ใดทำร้ายนางถึงแก่ชีวิต?”

​        อสุรีหยกกล่าวว่า “นางเองถูกธาตุไฟเข้าแทรก อำลาจากโลกนี้ มิได้ถือโทษโกรธเคืองผู้ใด”

​        งักเม้งคอกล่าวถามว่า “ซากโครงกระดูกและคัมภีร์กระบี่ของนางเล่า?”

​        อสุรีหยกตอบว่า “อยู่ในห้องศิลาบริเวณถ้ำด้านหลังของถ้ำมังกรเหลือง ท่านเคลื่อนย้ายโขดหินลักษณะคล้ายฉากกั้นที่หลังถ้ำทั้งสองก้อนออก จะเสาะพบเอง ข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งเสียนาง รอจนนางเสียชีวิตครบสามปี ค่อยแจ้งข่าวการตายของนางต่อเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน ความจริงคิดไหว้วานเจ็งเคี้ยงเต้าหยิน ถ่ายทอดบอกต่อซือแป๋ท่าน ท่านเมื่อมาแล้วก็ไปค้นหาเองเถอะ”

​        งักเม้งคอกล่าวว่า “รบกวนท่านชักนำไป”

​        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “ยอดฝีมือที่ทัดเทียม ไม่อาจร่วมถิ่นฐานเดียวกัน สิบปีให้หลังข้าพเจ้าค่อยเสาะหาท่าน ประลองเพลงกระบี่กัน” พลางโบกมือต่อโต๊ะอิดพั้ง จากนั้นทุ่มเทวิชาตัวเบาโลดแล่นลงจากเขา

​        งักเม้งคอทอดถอนใจกล่าวว่า “นิสัยใจคอของอสุรีหยก ช่างคลับคลายซือเนี้ยข้าพเจ้าจริงๆ”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นางมีฝีมือสูงเยี่ยมจริงๆ เพียงแต่เย่อหยิ่งไปบ้าง”

​        งักเม้งคอพลันกล่าวว่า “ไม่ทราบถ้ำมังกรเหลืองตั้งอยู่ทิศทางใด ภูเขาฮั้วซัวประกอบด้วยภูเขาทั้งห้า จะเสาะหาจากที่ใด?”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้จักสถานที่ดี”

​        จากนั้นชักนำงักเม้งคออ้อมยอดเขาเง็กนึ่งฮงไปทางยอดเขาฮุ้นไท้ฮง

​        ระหว่างทาง งักเม้งคอบอกเล่าความรักความแค้นของสำนักอาจารย์ออกมา ที่แท้ซือแป๋งักเม้งคอมีนามคักเทียนโตว เป็นจอมกระบี่ผู้เกริกไกรเมื่อสามสิบปีก่อน ทั้งสองครองชีวิตคู่บนยอดเขาง่อไบ๊ ผ่านวันเวลาอันรื่นรมย์ ประดุจเซียนวิเศษผู้หลุดพ้น เพียงแต่เล่งม่อฮั้วมีนิสัยชมชอบเอาชนะ มักไม่ยอมรับนับถือสามี

​        คักเทียนโตวทุ่มเทความเพียรพยายามครึ่งชีวิต รวบรวมคัมภีร์กระบี่ทุกค่ายสำนัก ทำการศึกษาค้นคว้า มีอยู่วันหนึ่งพลันตีความแตกฉาน กล่าวกับภรรยาว่า “ยี่สิบปีให้หลัง เราจะหลอมรวมเพลงกระบี่ร้อยสำนัก บัญญัติเป็นแนวทางของตัวเอง พิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน ท่านรีบกราบเราเป็นอาจารย์ พวกเราจะฝึกซ้อมร่วมกัน ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่อท่าน”

​        นี่ความจริงเป็นคำหยอกเย้าระหว่างสามีภรรยา มิคาดเล่งม่อฮั้วนิสัยถือดี แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านสามารถบัญญัติเป็นแนวทางหนึ่งเราก็สามารถ พานไม่กราบท่านเป็นอาจารย์ ยี่สิบปีให้หลัง พวกเราประลองฝีมือกัน ดูว่าท่านเข้มแข็ง หรือว่าเรากล้าแข็ง?”

​        คักเทียนโตวเพียงกล่าวหยอกเย้า ดังนั้นเลิกแล้วต่อกัน แต่แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น ผู้เป็นภรรยากลับพกพาคัมภีร์กระบี่ที่คักเทียนโตวเก็บรวบรวมไว้ จากไปโดยไม่ล่ำลา คักเทียนโตวบังเกิดความเสียใจยิ่ง สืบเสาะไปตามขุนเขาลำเนาไพร ยังหานางไม่พบ ยามโศกเศร้ารันทด ก็ไม่ต้องการกลับถิ่นฐานเดิมที่ง่อไบ๊อีก

​        ครั้นแล้วคักเทียนโตวพกพากระบี่เดินทางไกล จนถึงดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือ บังเกิดความรักชอบทิวทัศน์อันยิ่งใหญ่ตระการของภูเขาเทียนซัว จึงพักพิงบนภูผาสูงของภูเขาเทียนซัวตอนเหนือ

​        คักเทียนโตวครุ่นคิดขึ้น ‘ภรรยาเราเมื่อคิดบัญญัติแนววิชาฝีมือของตัวเอง เราก็สมควรค้นคว้าสืบไป ภายหน้าพบกันใหม่ จะได้พิสูจน์เปรียบเทียบกัน’ ท่านแม้สูญเสียคัมภีร์กระบี่ แต่ก็จดจำเคล็ดวิชาจนขึ้นใจ ใช้วิชายี่สิบปี บัญญัติเป็นเพลงกระบี่เลิศภพจบแดนชุดหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเป็นเทียนซัวเกี่ยมฮวบ (เพลงกระบี่เทียนซัว)

​        งักเม้งคอเป็นศิษย์ที่ท่านรับไว้ หลังจากที่ท่านมาถึงเทียนซัวได้สามปี งักเม้งคอทางหนึ่งเติบใหญ่ ทางหนึ่งร่ำเรียกระบี่ สองอาจารย์กับศิษย์มักค้นคว้าเพลงกระบี่ ฝึกซ้อมกระบวนท่ากัน ดังนั้นความสำเร็จของเพลงกระบี่เทียนซัว งักเม้งคอก็มีส่วนด้วย

​        เมื่อสองปีก่อน คักเทียนโตวได้ยินคำร่ำลือว่าบนเส้นทางมิจฉาชีพของมณฑลเซียมไซตอนเหนือ ปรากฏหญิงสาวเยาว์วัยนางหนึ่ง มีเพลงกระบี่เลิศล้ำ เมื่องอนิ้วนับดู พบว่าครบกำหนดยี่สิบปีแล้ว จึงบ่งบอกบุญคุณแค้นเมื่อยี่สิบปีก่อนต่องักเม้งคอ จากนั้นใช้ให้งักเม้งคอลงจากเขา สืบเสาะหาอสุรีหยกผู้นั้น

​        งักเม้งคอเล่าถึงตอนนี้จึงกล่าว “เมื่อครู่ข้าพเจ้าประลองกระบี่กับอสุรีหยก เห็นแนวทางกระบี่ของนาง พอดีเป็นตรงกันข้ามกับที่ซือแป๋ถ่ายทอดให้ จึงแน่ใจว่านางเป็นศิษย์ของซือเนี้ยเรา”

​        ทั้งสองเดินพลางสนทนาพลาง โดยไม่รู้สึกตัว มาถึงถ้ำมังกรเหลือง โต๊ะอิดพั้งเดินเข้าถ้ำไปก่อน รู้สึกคล้ายมีกลิ่นหอมหลงเหลือในห้วงสมองอดปรากฏเงาร่างอ้อนแอ้นของอสุรีหยกขึ้นมิได้ สร้างความอ้างว้างเลื่อนลอยอยู่บ้าง

​        ทั้งสองเดินถึงถ้ำด้านหลัง เห็นโขดหินสองก้อนตั้งเรียงรายลักษณะคล้ายฉากกั้น งักเม้งคอเกร็งกำลังภายใน ผลักดันออกสองฝ่ามือ ผลักเคลื่อนโขดหินไปสองฟากข้าง จากนั้นงัดโขดหินออกเล็กน้อย ชักชวนโต๊ะอิดพั้งเดินเข้าไป พลันเห็นกลางแท่นบูชาบนผนังนั่งไว้ด้วยโครงกระดูกโครงหนึ่ง

​        งักเม้งคอคุกเข่าโขกศีรษะสามครา พอเงยหน้าขึ้น เห็นบนผนังสลักเต็มไปด้วยท่าเพลงกระบี่ พอตีหินเหล็กไฟขึ้น สอดส่องมองหาดูกลับไม่พบเห็นคัมภีร์กระบี่ คาดว่าซือเนี้ยพอศึกษาจนช่ำชอง ก็ทำลายคัมภีร์กระบี่ทิ้ง

​        งักเม้งคอโขกศีรษะอธิษฐานในใจ “ซือเนี้ยที่เคารพ วันนี้ศิษย์ขอเคลื่อนย้ายท่านไปพบกับซือแป๋ที่ภูเขาเทียนซัว ขอท่านลอบคุ้มครอง มิให้โครงกระดูกเสียหาย”

​        อธิษฐานจบ ยกโครงกระดูกลงมา พลันเห็นใต้แท่นบูชาจัดวางไว้ด้วยตำราหนังแพะม้วนหนึ่ง ในตำราบันทึกท่าเพลงกระบี่ต่างๆ พ้องต้องกับท่วงท่าที่จารึกบนผนังผา พอพลิกถึงตอนท้าย กลับเป็นอักษรที่เขียนจากโลหิต

​        งักเม้งคออ่านดูโดยละเอียด ที่แท้เป็นบันทึกประจำวัน ที่ซือเนี้ยเขียนๆ หยุดๆ ตอนแรกเขียนถึงเหตุการณ์หลังแยกจากสามี พอถึงกลางวิกาลบังเกิดความเสียใจ กัดนิ้วหยดโลหิตเขียนบันทึกข้อความไว้ หวังว่ายี่สิบปีให้หลังพบกันใหม่ อาศัยบันทึกนี้ยืนยันถึงรักแท้ พอถึงตอนหลังเขียนถึงความก้าวหน้าของการฝึกเพลงกระบี่ มีอยู่ตอนหนึ่งเขียนว่า “เทียนโตวรวบรวมคัมภีร์กระบี่ในโลกหล้า นำแก่นแท้ของแต่ละสำนัก บัญญัติเป็นเพลงกระบี่มาตรฐาน เราพานประพฤติเป็นตรงกันข้าม เพื่อช่วงชิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน ให้มือกระบี่รุ่นหลัง ล่วงรู้หลักการหนึ่งเที่ยงธรรมหนึ่งตรงข้าม คงความอมตะเป็นนิรันดร์”

​        งักเม้งคอทอดถอนใจ อ่านข้ามไปหนึ่งหน้า เห็นมีตอนหนึ่งเขียนว่า “เมื่อคืนได้ยินฝูงสุนัขป่าหอนโหย เราถือกระบี่ออกจากถ้ำพลันได้ยินเสียงทารกหญิงร้องไห้จ้า จึงขับไล่ฝูงสุนัขป่าแตกกระจายพบว่าในรังสุนัขป่า มีทารกหญิงอายุสามสี่ขวบนางหนึ่ง อยู่ในสภาพล่อนจ้อน พอพบเห็นเรา ก็วิ่งเตลิดหลบหนี ส่งเสียงร้องอ้อแอ้ ไม่อาจจำแนกออกว่ากล่าวอันใด ที่แท้ทารกหญิงนี้ดูดดื่มนมของฝูงสุนัขป่า ไยมิใช่เรื่องประหลาดแท้?

​        เราค้นหาทั่วรังสุนัขป่า พบเห็นสายรัดที่เปื่อยขาด พอจำแนกแยกแยะ เห็นรอยอักษรเลอะเลือน อ่านได้ความว่าทารกหญิงนี้แซ่เลี่ยงบิดาเป็นบัณฑิตยากไร้ หนีเตลิดถึงที่นี้ มารดาเพราะคลอดบุตรลำบากเป็นเหตุให้เสียชีวิต ผู้เป็นบิดาจึงทอดทิ้งทาริกาอยู่ที่เชิงเขา ความจริงหวังให้หลวงจีนในวัดวา โอบอุ้มไปเลี้ยงดู มิคาดถูกสุนัขตัวเมียคาบมามีชีวิตถึงบัดนี้ ทั้งได้พบพานเรา ไยมิใช่เป็นฟ้าลิขิต? ดังนั้นโอบอุ้มนางกลับถ้ำ รับไว้เป็นศิษย์ อาศัยรูปลักษณะพิสดารมาแต่กำเนิด ปรับพื้นฐานลมปราณแก่นาง ค่อยถ่ายทอดวิชาฝีมือให้ ภายหน้าอาจสามารถเปล่งประกายให้แก่สำนักเรา”

​        งักเม้งคอชี้มือให้โต๊ะอิดพั้งอ่านดู กล่าวว่า “ที่แท้อสุรีหยกดื่มนมของสุนัขป่าตัวเมียจนเติบใหญ่”

​        เมื่ออ่านดูต่อไป มีอีกตอนหนึ่งเขียนว่า “วันนี้ขนขาวบนร่างของเลี่ยงนึ่ง (ดรุณีน้อยแซ่เลี่ยง) หลุดร่วงหมดสิ้น เรานำพานางลงจากเขา ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ นางเพิ่งหัดพูดภาษามนุษย์ เรียกหาเราเป็น “มามา” (มารดา) สร้างความสะทกสะท้อนแก่เราจนหลั่งน้ำตา นับแต่นางหลุดพ้นจากรังสุนัขป่า ค่อยละพยศลดความดุร้าย ไม่กัดคนทึ้งสิ่งของอีก เราจึงตั้งชื่อนางเป็นงี้เซี้ยง เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่เราตัดเย็บอาภรณ์หลากสีให้แก่นาง”

​        หลังจากนั้นเป็นบันทึกความรุดหน้าของการฝึกเพลงกระบี่ของเลี่ยงงี้เซี้ยง เมื่อถึงตอนสุดท้าย ลายมือกลายเป็นสับสนยุ่งเหยิง เขียนว่า “เมื่อคืนเรานั่งบำเพ็ญภาวะนา โคจรพลังลมปราณ มิคาดฝันร้ายกล้ำกราย คลับคล้ายมีอสูรร้ายมากหลาย ต่อสู้ชิงชัยกับเรา เราประหารฆ่าเหล่าอสูร พอตื่นขึ้นมา ร่างท่อนล่างง่อยเปลี้ย ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว ร่างท่อนบนก็บังเกิดอาการชา เป็นเพราะเราฝึกปรืออวิชชาเป็นเหตุให้ธาตุไฟเข้าแทรก เกรงว่าเราไม่ได้พบกับเทียนโตวอีกแล้ว”

​        งักเม้งคอทอดถอนใจกล่าวว่า “ซือแป๋ข้าพเจ้าบอกว่า วิชากำลังภายในไม่อาจฝึกปรือโดยแข็งขืนโดยเฉพาะไม่ควรรีบร้อนหวังก้าวหน้า คิดไม่ถึงซือเนี้ยเป็นยอดฝีมือ ยังประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้”

​        หลังจากอ่านจบ งักเม้งคอค่อยม้วนเก็บหนังแพะไว้ในถุงย่ามกล่าวว่า “หนังสือม้วนนี้เขียนด้วยโลหิตของซือเนี้ย ข้าพเจ้าคิดไหว้วานคนส่งมอบต่อซือแป๋”

​        เอ่ยถึงตอนนี้ นอกถ้ำพลันปรากฏแสงไฟสว่างวูบ ทั้งสองล้วนใจหายวาบ กระโดดปราดออกไป เห็นเจ็งเคี้ยงเต้าหยินเดินช้าๆ เข้ามา

​        งักเม้งคอระบายลมหายใจอย่างโล่งอก เจ็งเคี้ยงเต้าหยินกล่าวว่า “เรากับผู้สันโดษเทียนโตวและจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงล้วนคบหาอย่างสนิทสนม เมื่อวันก่อนอสุรีหยกขอให้เราเคลื่อนย้ายโครงกระดูกของซือแป๋นางกลับภูเขาง่อไบ๊ ประจวบกับเอ่งซิวเอี้ยงเหล่าโจรเฒ่า ยึดครองที่นี้เป็นสถานที่ต่อสู้ ยืดเย้อจนถึงบัดนี้ ค่อยดำเนินการ ดีที่พบพานพวกท่าน นับว่าประเสริฐแท้”

​        งักเม้งคอกล่าวว่า “มิต้องเคลื่อนย้ายไปยังง่อไบ๊แล้ว ตอนนี้ซือแป๋ข้าพเจ้าอยู่ที่เทียนซัว”

​        เจ็งเคี้ยงเต้าหยินกล่าวว่า “ประการนี้เราทราบ เพียงแต่ซือเนี้ยท่านไม่ทราบเท่านั้น”

​        นักพรตผู้นี้ยังนำกล่องไม้มาใบหนึ่ง ทิ้งอยู่ที่นอกถ้ำ งักเม้งคอบรรจุโครงกระดูกของซือเนี้ยลงในกล่อง พลันกล่าว “เต้าเจี้ยง (คำยกย่องนักพรต) ข้าพเจ้าคิดไหว้วานท่านส่งตำราม้วนหนึ่งถึงภูเขาเทียนซัว มอบต่อซือแป๋ข้าพเจ้า อย่าได้สูญหายเด็ดขาด”

​        เจ็งเคี้ยงเต้าหยินมีสีหน้าขุ่นเคืองเล็กน้อย งักเม้งคอรีบกล่าวว่า “มิใช่ผู้เยาว์เสียมารยาท แต่หากตำราเล่มนี้ตกไปในเงื้อมมือฝ่ายอธรรม ต้องเป็นเภทภัยในภายหลัง”

​        เจ็งเคี้ยงเต้าหยินรับตำรามา ยิ้มพลางกล่าวว่า “เราจะพิทักษ์รักษาอย่างสุดความสามารถ”

​        งักเม้งคอสำรวจดูสถานที่อีกเที่ยวหนึ่ง พลันชักกระบี่ฟาดฟันใส่ผนังศิลาวุ่นวาย ไม่นานก็ลบท่าเพลงกระบี่ที่จารึกบนผนังศิลาไปจนหมดสิ้น เจ็งเคี้ยงเต้าหยินกล่าวว่า “ซือเนี้ยท่านบัญญัติท่ากระบี่ที่ดุร้าย ไม่สมควรตกทอดทิ้งไว้จริงๆ”

​        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เพลงกระบี่แม้ดุร้าย หากใช้ในแนวทางเที่ยงธรรม ก็สามารถปราบภัยพาลอภิบาลคนดี”

​        เจ็งเคี้ยงเต้าเจี้ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูท่าท่านกลับถูกชะตากับอสุรีหยกนัก”

​        โต๊ะอิดพั้งรีบกล่าวว่า “เต้าเจี้ยงอย่าได้ล้อเล่นแล้ว”

 

​        ทั้งสามพอสะสางเรื่องราวเสร็จสิ้น ก็แยกย้ายจากกัน โต๊ะอิดพั้งกลางวันเดินทางกลางคืนพักผ่อน หลายวันให้หลังกลับถึงบ้านเกิดโดยสวัสดิภาพ

​        บ่าวชราพอเห็นโต๊ะอิดพั้งกลับมา สร้างความลิงโลดยินดีจนหลั่งน้ำตา กล่าวว่า “เซียวเสียวเอี้ย (นายน้อยเล็ก) ผลจากการเฝ้ารอคอย นับว่ารอจนท่านกลับมาแล้ว ตั่วนั้งผู้เฒ่าคิดถึงจนล้มป่วย กำลังรอคอยท่านอยู่”

​        โต๊ะอิดพั้งรีบรุดเข้าห้องด้านใน พอเห็นโจ้วแป๋ (ปู่) ต้องเปล่งเสียงร่ำไห้ หมอบกราบกับพื้น โต๊ะตงเนี้ยมพอเห็นหลานชาย อาการป่วยกลับทุเลาลงไม่น้อย กล่าวว่า “เจ้าร่ำไห้อันใด? บิดาเจ้าไฉนไม่กลับมา?”

​        โต๊ะอิดพั้งเห็นโจ้วแป๋ไม่สบาย ไหนเลยกล้าบอกความจริง ได้แต่กลบเกลื่อนว่า บิดาเป็นขุนนางนครหลวง ยังไม่สามารถลาออกจากตำแหน่งได้

​        ผ่านไปหลายวัน อาการป่วยของโต๊ะตงเนี้ยมค่อยทุเลา เมื่อสนทนาถึงเหตุการณ์ที่พบกับอสุรีหยก ยังหวาดหวั่นไม่คลาย พอถามไถ่ความเป็นมาของก้วงเสียวน้ำ โต๊ะอิดพั้งจึงเรียนบอกตามความสัตย์

​        โต๊ะตงเนี้ยมค่อยทราบว่า หลานชายเปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง ถึงกับทั้งแตกตื่นทั้งยินดี กล่าวว่า “เจ้าร่ำเรียนทั้งบุ๋นและบู๊ ย่อมประเสริฐสุดเพียงแต่เจ้าเป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง อย่าได้ออกท่องยุทธจักรวุ่นวาย หากเผชิญอสุรีหยก ก็ย่ำแย่แล้ว อสุรีหยกคล้ายเคียดขึ้งศิษย์สำนักบู๊ตึงเป็นพิเศษ”

​        โต๊ะอิดพั้งไม่กล้าบ่งบอกเรื่องที่พบพานอสุรีหยก เพียงกล่าวว่า “ผู้หลานรอจนสถานการณ์ดีขึ้น จะขอเข้ารับราชการ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์บรรพบุรุษ”

​        โต๊ะตงเนี้ยมกล่าวว่า “เช่นนี้ก็ดี”

​        หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “ซึ่งความจริงอสุรีหยกมิใช่คนชั่วร้าย นางปล้นชิงเงินทองของเราไป เราไม่เคียดขึ้งแต่อย่างไร”

​        โต๊ะอิดพั้งได้ยินโจ้วแป๋กล่าวเช่นนี้ ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในใจกลับลอบยินดี

​        นับแต่นั้นโต๊ะอิดพั้งปิดประตูศึกษาตำรับตำรา ตั้งใจฝึกซ้อมกระบี่ผ่านไปประมาณสองเดือน มีอยู่วันหนึ่ง ในนครหลวงส่งผู้แทนพระองค์สองท่านมาพบกับโต๊ะตงเนี้ยม โต๊ะอิดพั้งอยู่ในห้อง ได้ยินเสียงร่ำให้ของโจ้วแป๋ รีบรุดออกไป เห็นท่านผู้เฒ่าสลบไสลอยู่บนพื้นแล้ว​