คดีสะท้านขวัญ มรสุมในวังหลวง "#2"

 

        คราครั้งนี้แป๊ะเมี่ยงไม่โง่งม หวนนึกถึงวิชาตัวเบาของตัวเอง ยังสู้ซือม่วย (ศิษย์ผู้น้องที่เป็นหญิง) ไม่ได้ หากติดตามทั้งสองไป อย่าว่าแต่ไม่อาจช่วยเหลือได้ ยังกลับกลายเป็นครึ่งถ่วง จึงกล่าว “อย่างนั้นข้าพเจ้าไม่ไปแล้ว”

        ค่ำคืนนี้ เฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งชิวเฮี้ยได้ยินเสียงเคาะเกราะโมงยามบอกเวลายามสาม ก็ผลัดเปลี่ยนเป็นสวมชุดบุคคลราตรี เร่งรุดถึงนอกนครต้องห้าม เห็นแสงจันทร์อ่อนจาง ประกายดาวริบหรี่ ทุกที่ทางเงียบงันปานวังเวง

        เม่งชิวเฮี้ยใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น ขณะจะโผพุ่งขึ้นบนกำแพงวัง เฮ้งเจี่ยฮีพลันฉุดรั้งนางไว้ ยกมือทำท่าย่อตัวลงเก็บก้อนหินสองก้อนซัดใส่คูคลองล้อมรอบนคร บังเกิดเป็นเสียงดังสองครั้ง สร้างความตื่นตัวแก่องครักษ์ที่อยู่เวรยาม เห็นเงาร่างสี่สายสาดพุ่งลงจากกำแพงนคร วิ่งปราดไปยังสะพานเหนือคูคลอง

        พริบตานั้น เฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งชิวเฮี้ยพากันลอยตัว เหินขึ้นบนกำแพงนคร คล้ายรุดมาเปลี่ยนเวรยาม เฮ้งเจี่ยฮีศึกษาแผนที่ภายในวังมาแต่แรก ดังนั้นนำเม่งชิวเฮี้ยอ้อมผ่านตำหนักไท้ฮั้ว ตงฮั้วและป้อฮั้วเต่ยล่วงลึกเข้าสู่วังใน

        ทั้งสองล้วนมีวิชาตัวเบาสูงเยี่ยม รอจนองครักษ์ที่ลงมาสืบเสาะวกกลับไป ทั้งสองก็มาถึงอุทยานขนาดย่อมที่ข้างตำหนักเคี่ยงเซ็งเก็งแล้ว

        พระราชวังไต้เหม็งครอบคลุมพื้นที่กว้างไพศาล พระตำหนังปลูกสร้างติดต่อกัน แม้แต่ทะเลสาบปักไฮ้ แป๊ะไฮ้ จับใส่ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ขุดด้วยแรงงานมนุษย์ ก็อยู่ในเขตพระราชวัง บนผิวทะเลสาบปรากฏประกายน้ำระยิบระยับ

        เฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งชิวเฮี้ยหมอบซุ่มในความมืด พลันเห็นประตูข้างของอุทยานเปิดอ้าออก องครักษ์สี่ห้าคนเป็นเพื่อนคนสวมเสื้อคลุม ปิดบังทั้งศีรษะผู้หนึ่ง เดินเข้ามาด้วยทีท่าลับๆ ล่อๆ เฮ้งเจี่ยฮีใช้สายตาส่งคนเล่านี้เข้าประตูตำหนัก ขณะจะเสี่ยงอันตรายเข้าไปสืบดู บนกระเบื้องกระจกที่ห่างไปปรากฏเงาคนถลันวูบ พลิ้วเข้าตำหนักไปดุจควันจางเบาบางสายหนึ่ง

        เฮ้งเจี่ยฮีชมดูจนใจหายวาบ ความสูงส่งของวิชาตัวเบาคนผู้นี้ ยังเหนือล้ำกว่าตัวเอง หากแม้นคนผู้นี้เป็นราชองครักษ์ภายในวัง คืนนี้คงไม่อาจเอาตัวรอดได้ แต่เม่งชิวเฮี้ยกล่าวเบาๆ ว่า “ไม่เข้าถ้ำเสือ ไหนเลยได้ลูกเสือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “รอคอยอีกครู่หนึ่ง”

        ยามนั้น พลันได้ยินภายในตำหนักเคี่ยงเซ็งเก็งบังเกิดเสียงร้องคำ “มีคนร้าย” ปรากฏองครักษ์สี่ห้าคนวิ่งตะบึงจากเบื้องนอกเข้ามา

        เฮ้งเจี่ยฮีหมายตาองครักษ์คนสุดท้าย พลันยืดกายขึ้น จี้นิ้วดุจสายฟ้า จี้สกัดจุดสลบของมัน ฉุดลากกลับเข้ามายังเงามืด เปลื้องเสื้อผ้ามันที่หลังภูเขาจำลอง ผลัดเปลี่ยนอย่างเร่งร้อน ค่อยกล่าวกับเม่งชิวเฮี้ยว่า “ท่านหมอบซุ่มอยู่ที่นี้ อย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการ ข้าพเจ้าจะเข้าตำหนักไปชมดู” พลางกระโดดปราดขึ้น ชักกระบี่ออกถือมั่น ร้องคำ “จับคนร้าย” วิ่งตะบึงเข้าตำหนักเคี่ยงเซ็งเก็งไป

        ภายในตำหนักเกิดการต่อสู้ตะลุมบอนอย่างดุเดือด เฮ้งเจี่ยฮีแห็นบุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าผู้หนึ่ง ใช้กระบี่ที่เปล่งประกายเย็นเยียบเล่มหนึ่งต่อสู้กับองครักษ์สิบกว่าคน จนบุปผากระบี่พร่าพราย สาดประกายดุจสายฟ้าเจิดจ้าจับตายิ่ง

        คนผู้นี้ใช้ออด้วยเจ็ดสิบสองท่ากระบี่สัมพันธ์ของสำนักบู๊ตึงแต่ความลึกล้ำของพลังฝีมือ ไม่ทราบสูงส่งกว่าก้วงเสียวน้ำกี่เท่า สร้างความประหลาดใจแก่เฮ้งเจี่ยฮี เห็นคนผู้นี้อายุยังเยาว์ คิดไม่ถึงมีฝีมือสูงเยี่ยมเพียงนี้

        เฮ้งเจี่ยฮีชมดูจนเคลิบเคลิ้ม พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “นี่ เจ้าไฉนไม่เข้าไป?”

        คนกล่าววาจาเป็นผู้ควบคุมขององครักษ์เสื้อแพร เฮ้งเจี่ยฮีไม่ทันหลบหน้า เผชิญหน้ากับมันอย่างถนัดถนี่ ผู้ควบคุมนั้นเห็นเค้าหน้าอันแปลกหน้า สร้างความตื่นตระหนกยิ่ง ร้องดังๆ ว่า “มีคนปลอมเป็นองครักษ์ ปะปนเข้าตำหนัก” พลางหวดบรรทัดเหล็กในมือลง เฮ้งเจี่ยฮีสะบัดกระบี่ขวับขวับสองกระบี่ ทิ่มแทงทำร้ายมันบาดเจ็บ แต่ตัวเองต้องตกอยู่ในวงล้อมขององครักษ์พวกมากแล้ว

        บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าผู้นี้ เป็นหลานชายของโต๊ะตงเนี้ยม นามโต๊ะอิดพั้ง เมื่อโต๊ะอิดพั้งอายุเจ็ดขวบ ก็ติดตามโต๊ะตงเนี้ยมผู้เป็นบิดาเข้านครหลวง ประจวบกับเจ้าสำนักบู๊ตึงจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงขึ้นสู่นครหลวงมาบิณฑบาต จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงมีเพลงกระบี่ไร้ผู้ต่อต้าน คิดเสาะหาบุรุษหนุ่มที่มีรากแห่งปัญญารับสืบทอดฝีมือ มีอยู่วันหนึ่งมาถึงบ้านตระกูลโต๊ะ เห็นโต๊ะอิดพั้งมีส่วนสัดเลิศล้ำ จึงคิดรับไว้เป็นศิษย์

        กาลก่อนโต๊ะกี้เฮี้ยงเคยรับราชการที่มณฑลโอ้วบ๊ก มีวาสนาพบหน้าจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงครั้งหนึ่ง ทราบว่าท่านมีพลังฝีมือลึกล้ำสุดหยั่งคาดทั้งต้องการให้บุตรชายเปรื่องปราดทั้งบุ๋นและบู๊ จึงรับปากด้วยความยินดี

        ดังนั้นจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงนำโต๊ะอิดพั้งกลับสำนัก ตั้งใจอบรมสั่งสอนพร้อมกับใช้ตัวยาเพิ่มพลังลมปราณแก่ศิษย์รัก ผ่านไปสิบสองปี โต๊ะอิดพั้งเรียนรู้เจ็ดสิบสองท่ากระบี่สัมพันธ์ กับเพลงฝ่ามือเก้าปราสาทเทพเดินหนจนแตกฉาน จัดอยู่อันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึง ถึงกับยังเข้มแข็งกว่าซือเจ่ก (ศิษย์ผู้น้องของอาจารย์) บางท่านอีก

        สิบสองปีมานี้ จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงจะนำโต๊ะอิดพั้งกลับนครหลวงทุกสามปีต่อครั้ง ปล่อยให้ศิษย์อยู่ภายในบ้านหนึ่งเดือน ในหนึ่งเดือนนี้โต๊ะกี้เฮี้ยงจะเชื้อเชิญปราชญ์บัณฑิตมา อธิบายตำรับตำราเกร็ดประวัติศาสตร์ต่อโต๊ะอิดพั้ง พอครบกำหนดหนึ่งเดือน ก็หอบตำรากลับไปศึกษาบนภูเขา ดังนั้นโต๊ะอิดพั้งมีความสำเร็จทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นที่พึงพอใจของซือแป๋และบิดายิ่ง

        เมื่อโต๊ะอิดพั้งอายุสิบเก้าปี จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงเห็นศิษย์รักร่ำเรียนวิทยายุทธสำเร็จ กอปรกับโต๊ะกี้เฮี้ยงต้องการให้บุตรชายกลับมาสอบเป็นบัณฑิต จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงจึงส่งตัวโต๊ะอิดพั้งกลับมา พร้อมกับกำนัลกระบี่ฮั่งกวงเกี่ยม (กระบี่ประกายเย็น) ให้เล่มหนึ่ง

        ก่อนแยกจากกัน จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงกล่าวว่า “เราหวังว่าเจ้าอย่าได้หลงงมงายในตำแหน่งราชการ ภายหน้าภาระของเจ้าสำนักบู๊ตึง ยังต้องให้เจ้าแบกรับไว้”

        โต๊ะอิดพั้งรับคำสั่งอาจารย์ กลับมายังตึกตระกูลโต๊ะ จากกันสามปีโต๊ะอิดพั้งยังมีรูปร่างสูงกว่าบิดาอีก สองพ่อลูกพบกัน ทั้งครอบครัวปีติยินดีโดยทั่วหน้า

        หาคาดไม่ว่ามรสุมพลันก่อหวอด เภทภัยกล้ำกรายถึงตัว สองพ่อลูกอยู่ร่วมกันไม่ถึงสามเดือน โต๊ะกี้เฮี้ยงก็ถูกม้วนเข้าสู่คดีไม้กระบอง พอถูกเชิญตัวไปสอบปากคำ ก็กลายเป็นการพรากจากตลอดกาล

        โต๊ะอิดพั้งบังเกิดความเจ็บช้ำรันทด ทราบจากเพื่อนขุนนางของบิดาว่า ผู้ให้กำเนิดถูกแต้ก๊กกู๋ปรักปรำให้ร้าย และแต้ก๊กกู๋ปฏิบัติตามคำสั่งของแต้กุ้ยฮุยผู้เป็นม่วยม่วย โต๊ะอิดพั้งยามเดือดดาล ไม่สนใจว่าในตำหนักมีมือดีคับคั่งกลับบุกเข้ามายามวิกาล

        กล่าวถึงเฮ้งเจี่ยฮีพอตกเข้ามาในวงล้อม ก็ร่ายรำเพลงกระบี่เหยียบเมฆา คอยจู่โจมใส่ช่องว่างของศัตรู ชั่วครู่กลับเคลื่อนเข้าใกล้โต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งก็จู่โจมติดต่อกันหลายกระบี่ แหวกวงล้อมเป็นช่องหนึ่ง รับตัวเฮ้งเจี่ยฮีเข้ามา

        ดังนั้นบุรุษหนุ่มทั้งสองเคียงบ่าเคียงไหล่ ใช้กระบี่คู่รับมือศัตรูเปล่งอานุภาพเพิ่มพูนทวีคูณ เห็นแน่ชัดว่าสามารถทะลวงฝ่าออกจากวงล้อมได้แล้ว

        ทันใด ประตูห้องบรรทมของตำหนักเคี่ยงเช็งเก็งพลันเปิดออกองครักษ์ห้าหกคน อารักขาแต้กุ้ยฮุย (พระสนมแซ่แต้) สองเฮียม่วยและบุรุษที่สวมเสื้อคลุมนั้นเข้ามาชมดูการต่อสู้

        แต้กุ้ยฮุยกล่าวว่า “เซี้ยซุ้ง สั่งให้คนของเจ้าแสดงฝีมือ องครักษ์เหล่านี้ใช้การไม่ได้กระทั่งโจรน้อยสองคนยังไม่อาจจับกุมไว้ หากสร้างความแตกตื่นแก่ตำหนักใหญ่ ก็ผิดท่าแล้ว”

        บุรุษสวมเสื้อคลุมนั้นโบกมือวูบ ปรากฏองครักษ์อีกสองคนโถมเข้าวงต่อสู้ คนหนึ่งใช้ตาของจู่โจมใส่โต๊ะอิดพั้ง อีกคนหนึ่งกลับใช้ฝ่ามือเลือดเนื้อ ตะปบช่วงชิงกระบี่ของเฮ้งเจี่ยฮีอย่างหักโหม

        เฮ้งเจี่ยฮีแทงออกหนึ่งกระบี่ คนผู้นั้นย่อร่างลงวูบ สะอึกจู่โจมจากด้านข้าง เพลงกระบี่เหยียบเมฆาของเฮ้งเจี่ยฮี มีปมเด่นที่รวดเร็วปราดเปรียว พอแทงพลาดผิดก็เปลี่ยนเป็นสกัดขวาง ปลายกระบี่จี้ใส่หัวเข่าของศัตรู คนผู้นั้นต้องอุทานดังเอ๊ะ ถอยกายไปสองก้าว

        คนผู้นี้ฝึกปรือวิชากรงเล็บเหยี่ยว ถนัดจัดเจนในการใช้วิชาคงชิ่วโต๊ะแป๊ะยิ่ม (มือเปล่าชิงอาวุธ) คิดไม่ถึงเพลงกระบี่ประจำตระกูลของเฮ้งเจี่ยฮีเกรี้ยวกราดดุร้าย คนผู้นี้โถมจู่โจมหลายครั้งครา ยังไม่ประสบผล

        องครักษ์ที่ใช้ตาขอคู่ ความจริงคิดใช้ปมเด่นของอาวุธเกาะเกี่ยวกระบี่ของโต๊ะอิดพั้ง มิคาดเพลงกระบี่โต๊ะอิดพั้งพิสดารล้ำยิ่งกว่า พลิกกระบี่วูบ ประกายสีเขียวม้วนเรียดดิน กลับคุกคามคนใช้ตาขอถอยปราดไปหลายก้าว

        แต่คนทั้งสองนี้ จะอย่างไรมีฝีมือกล้าแข็งกว่าองครักษ์อื่นมากนัก พอหนุนเสริมเข้าไป ก็สะกดโต๊ะอิดพั้งกับเฮ้งเจี่ยฮีไว้ ไม่อาจทะลวงฝ่าออกจากวงล้อมได้

        เฮ้งเจี่ยฮีร้อนรุ่มใจขึ้นมา พลันได้ยินเม่งชิวเฮี้ยส่งเสียงกรีดร้องแต่ไกล จากนั้นเป็นเสียงร้องให้จับกุมคนร้ายหญิง สร้างความร้อนรุ่มใจแก่เฮ้งเจี่ยฮีกว่าเดิม สะบัดกระบี่ขวับขวับหลายกระบี่ โถมทะลวงไปเบื้องหน้าอย่างหักโหม

        เฮ้งเจี่ยฮีพอแยกจากโต๊ะอิดพั้งเล็กน้อย เหล่าองครักษ์ฉวยโอกาสกั้นแบ่งบุรุษหนุ่มทั้งสองจากกัน เฮ้งเจี่ยฮีพอร้อนรุ่มก็สับสนมาตรว่าสามารถทำร้ายองครักษ์สองคน ตัวเองรู้สึกหัวไหล่ปวดแปลบแสบร้อน ถูกฟันใส่ดาบหนึ่ง

        ยามนั้น ประตูอุทยานข้างตำหนักเคี่ยงเช็งเก็งพลันเปิดอ้าออกองครักษ์ขบวนหนึ่งวิ่งปราดเข้ามา แต้กุ้ยฮุยหน้าแปรเปลี่ยนไปรีบผลักไสบุรุษที่คลุมเสื้อคลุมนั้นเข้าสู่ภายใน

        พริบตานั้น องครักษ์ขบวนนี้วิ่งมาถึงหน้าตำหนัก แต่หาได้ร่วมมือจับกุมคนร้ายไม่ บุรุษที่อยู่ท่ามกลางการอารักขาขององครักษ์ผู้หนึ่งร้องดังๆ ว่า “หยุดมือ ค้นตำหนัก”

        องครักษ์ที่รายล้อมโต๊ะอิดพั้งกับเฮ้งเจี่ยฮีบังเกิดความตื่นตระหนกพากันหยุดมือ ถอยห่างออกไป แต้กุ้ยฮุยร้องเสียงแหลมเล็กว่า “ไทจือ (รัชทายาท) เรามีความผิดอันใด?”

        ที่แท้บุรุษผู้นี้เป็นรัชทายาทองค์ปัจจุบัน นามจูเซี้ยลก ได้ยินรัชทายาทตวาดสำทับว่า “ค้นตำหนัก”

        องครักษ์ที่รัชทายาทนำมา พากันโถมขึ้นบนบันได แต้กุ้ยฮุยสลัดศีรษะคราหนึ่ง ร้องเสียงเกรี้ยวกราดว่า “หากไม่มีราชโองการของฮ่องเต้ ผู้ใดกล้าบุกรุกเข้าประตูนี้?”

        เหล่าองครักษ์ชะงักงันวูบ รัชทายาทแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “มีคนล่วงล้ำเข้าประตูบานนี้ โดยไม่มีราชโองการจากแป๋อ๋อง (พระบิดา) อยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องราวใด เราล้วนรับผิดชอบเอง”

        เหล่าองครักษ์ส่งเสียงโห่ร้อง ฮือเข้าสู่ตำหนักแต้กุ้ยฮุยก็ร้องเสียงแหลมเล็กว่า “ต้านทานผู้บุกรุกเหล่านี้ให้แก่เรา เรากับเขาจะไปถกเหตุผลที่หน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ไม่ว่าเรื่องราวใด เราล้วนรับผิดชอบเอง”

        ทั้งสองปะทะคารมกันอย่างรุนแรง เหล่าองครักษ์อยู่คนละฝ่ายจึงเปิดฉากต่อสู้ตะลุมหมู่กัน ยามนั้นโต๊ะอิดพั้งพลันลอยตัวขึ้น ร้องว่า “ไทจือ ข้าพเจ้าจะจับกุมโจรกระด้างกระเดื่องให้แก่ท่าน” พลางพลิกตัวคุมกระบี่ พุ่งฝ่ากลุ่มคนเข้าไป องครักษ์ตำหนักเคี่ยงเซ็งเก็งดาหน้ามาสกัด โต๊ะอิดพั้งกวาดกระบี่ปานจักรผัน ก็ขับไล่องครักษ์สามคนล้มระเนระนาด

        บุรุษที่สวมเสื้อคลุมนั้นวิ่งนำหน้าแต้กุ้ยฮุย เห็นแน่ชัดว่าจะเข้าสู่ห้องด้านใน โต๊ะอิดพั้งพลันใช้ปลายเท้าสะกิดพื้น โผพุ่งกายขึ้น ร่างคล้ายเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่งโถมจู่โจมลงจากกลางอากาศอย่างเร่งร้อน

        โต๊ะอิดพั้งพอยื่นมือออก ก็คว้าจับเสื้อคลุมของบุรุษ หิ้วคนขึ้นมากลับใช้เรือนร่างมนุษย์ต่างอาวุธ กวัดแกว่งเป็นวงกว้าง ในตำหนักแม้มีองครักษ์หกเจ็ดคน แต่ไหนเลยกล้าเข้ามา

        เฮ้งเจี่ยฮีก็สะบัดกระบี่เข่นฆ่าศัตรูมาถึง โดยมีรัชทายาทกับองครักษ์อีกสองคนติดตามเข้ามา โต๊ะอิดพั้งพลันคลายมือเหวี่ยงร่างบุรุษที่คร่ากุมได้ออกไป องครักษ์ที่รัชทายาทนำมารีบรับเอาไว้ พอเลิกเสื้อคลุมที่ห่อหุ้มคลุมศีรษะบุรุษนั้นขึ้น ต้องร้องโพล่งว่า “ยี่อ้วงจื้อ (ราชโอรสรอง)”

        รัชทายาทแค่นหัวร่อ สั่งการว่า “จับมัดเอาไว้ ค้นตำแหน่งสืบไป”

        โต๊ะอิดพั้งขยับสองแขน ฟาดฉาดออกสองฝ่ามือ กระแทกประตูของตำหนักในเปิดออก บุกบั่นนำหน้าเข้าไปก่อน

        ที่แท้ราชโอรสรองจูเซี้ยซุ้งถือดีว่า พระมารดาเป็นที่โปรดปรานของแป๋อ๋อง วางแผนช่วงชิงอำนาจแต่แรก แต่ขุนนางอำมาตย์ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนรัชทายาท จึงถูกบีบบังคับให้ออกจากเมืองหลวงไปกินเมืองลกเอี้ยง

        แต่พระสนมแต้กุ้ยฮุยไม่ยิมยอมพร้อมใจ สมคบคิดกับขันทีงุ่ยตงเฮี้ยง กอกอ (พี่ชาย) นามแต้ก๊กไท่ พร้อมด้วยขุนนางบางส่วนกำหนดแผนชั่วร้ายประการหนึ่งเสี้ยมสอนให้คนสนิทผู้หนึ่ง ปลอมเป็นคนวิกลจริตถือไม้พลองเนื้อแข็ง บุกเข้าตำหนักชื้อเค่งเก็งกลางวันแสกๆ พอถูกคร่ากุม ก็ให้การซัดทอดถึงขุนนางอำมาตย์ฝ่ายรัชทายาท พร้อมกับกำจัดขันทีใหญ่ พั้งเกียงกับเล้าเซ้งไป ให้งุ่ยตงเฮี้ยงดูแลค่ายตังเชี่ยง* (ค่ายตะวันออก) แทน

        (* ในสมัยราชวงศ์เหม็ง มีหน่วยงานพิเศษสามหน่วย ประกอบด้วยค่ายตะวันออก ค่ายตะวันตกและองครักษ์เสื้อแพร ค่ายตะวันออกและตกอยู่ในความดูแลของขันที ส่วนองครักษ์เสื้อแพรอยู่ภายใต้การปกครองของขุนนางฝ่ายบู๊)

        ทางด้านจูเซี้ยซุ้งก็ซ่องสุมกำลังที่เมืองลกเอี้ยง แต้กุ้ยฮุยเข้าใจว่าสามารถก่อการสำเร็จ จึงเรียกตัวบุตรชายเดินทางเข้านครหลวงอย่างลับๆ หาคาดไม่ว่ารัชทายาทจูเซี้ยลกเฉลียวฉลาดหลักแหลม สืบทราบเรื่องที่พระอนุชาต่างมารดาลอบเข้านครหลวง จึงนำกำลังมาขัดขวาง

        โต๊ะอิดพั้งพอกระแทกเปิดประตูตำหนักเข้าไป เห็นแต้กุ้ยฮุยสองเฮียม่วยและขันทีร่างอ้วนฉุ ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาผู้หนึ่งล้วนอยู่ในตำหนัก โต๊ะอิดพั้งยึดถือแต้กุ้ยฮุยสองเฮียม่วยเป็นศัตรูปรักปรำทำร้ายบิดา ดังนั้นคำรามก้อง รวบมือกำเป็นหมัดโถมเข้าหา

        ขันทีร่างอ้วนฉุนั้นเป็นขันทีพ่อบ้านงุ่ยตงเฮี้ยง ยามนั้นมันตวาดว่า “เจ้ากล้าก่อการร้าย?” พลางโบกมือวูบ ปรากฏหัวหน้าขบวนองครักษ์ค่ายตะวันออกสี่คนดาหน้าเข้าขัดขวาง

        โต๊ะอิดพั้งกวาดฟาดฝ่ามือออก หัวหน้าขบวนคนแรกยกแขนปิดกัน กลับถูกกระแทกซวนเซเสียหลัง หัวหน้าขบวนคนที่สองจึงฟันมือเข้ามา กลับใช้ออกด้วยวิชาทิปี่แป้ชิ่ว (มือกีตาร์เหล็ก)

        หัวหน้าขบวนคนที่สามฉวยโอกาสที่โต๊ะอิดพั้งหมุนตัว ใช้หัวไหล่ชนใส่ ผลจากการปะทะชน ถูกโต๊ะอิดพั้งกระแทกกระดอนล้มลงกับพื้นส่วนโต๊ะอิดพั้งก็ถูกมันพุ่งชนซวนเซคราหนึ่ง

        พริบตานั้น หัวหน้าขบวนคนที่สี่ตวัดเท้าเตะออก เตะถูกตะโพกของโต๊ะอิดพั้ง เตะจนโต๊ะอิดพั้งลอยลิ่วไปหนึ่งวา แต่ไม่ถึงกับล้มลง

        หัวหน้าขบวนทั้งสี่นี้ ล้วนเป็นมือดีค่ายตะวันออก มีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าองครักษ์ที่ต่อสู้ตะลุมบอนอยู่เบื้องนอก

        โต๊ะอิดพั้งบันดาลโทสะ พลิกตัวชักกระบี่ประกายเย็นออกมา เฮ้งเจี่ยฮีและองครักษ์รัชทายาท ก็ติดตามเข้าตำหนักในแล้ว

        รัชทายาทตวาดว่า “เซี้ยซุ้งผละจากดินแดนโดยพลการ วางแผนก่อการกบฏ ผู้ใดกล้าปกป้อง ล้วนคร่ากุมเอาไว้”

        งุ่ยตงเฮี้ยงพลันชูมือขึ้น รับคำว่า “น้อมรับพระบัญชา”

        กลับบงการหัวหน้าขบวนทั้งสี่ ควบคุมตัวแต้กุ้ยฮุยสองเฮียม่วยไว้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “แต้กุ้ยฮุยสองเฮียม่วยวางแผนก่อการกบฏ เราเป็นพยานยืนยัน”

        รัชทายาทรู้สึกเหนือความคาดหมาย ต้องงงงันวูบใหญ่ เฮ้งเจี่ยฮีถือกระบี่กวาดมองรอบข้าง คล้ายมองหาผู้ใด

        เมื่อปีที่ 43 ในรัชกาลบ้วนเละฮ่องเต้ หรือ ค.ศ.1615 มีบุคคลนามเตียชา ถือไม้กระบองบุกเข้าตำหนักชื้อเค่งเก็ง อันเป็นที่ประทับของรัชทายาท ทำร้ายขันทีที่เฝ้าประตู หลังจากที่ถูกจับกุม ให้การว่ามันเข้าวังโดยได้รับการชักนำจากขันทีเกียงเป้ากับเล้าเซ้ง ที่ปรนนิบัติรับใช้พระสนมแต้กุ้ยฮุย ตอนนั้นมีคนระแวงสงสัยว่า แต้กุ้ยฮุยคิดปลงพระชนม์รัชทายาท แต่บ้วนเละฮ่องเต้กับรัชทายาทไม่ทรงสืบสาวราวเรื่อง ตัดสินประหารชีวิตเตียชา โทษฐานวิกลจริตคิดร้าย พร้อมกับฆ่าเกียงเป้ากับเล้าเซ้งเป็นการปิดคดี ประวัติศาสตร์ราชวงศ์เหม็งบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นคดีไม้กระบอง