คดีสะท้านขวัญ มรสุมในวังหลวง "#1"

    

        อสุรีหยกกล่าวว่า “เสียทีที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ กลับขวัญอ่อนหาความกล้ามิได้” พลางยื่นมือตบใส่ร่างโต๊ะตงเนี้ยมสองครา โต๊ะตงเนี้ยมค่อยฟื้นคืนสติมาอย่างแช่มช้า อสุรีหยกล้วงธงประกาศิตจากอกเสื้อผืนหนึ่งสะบัดเหวี่ยงให้ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขับไล่ผู้คุ้มกันภัยของท่านไปแล้ว ยามนี้คืนเครื่องคุ้มกันแก่ท่านสิ่งหนึ่ง”

        โต๊ะตงเนี้ยมยังไม่เข้าใจ อสุรีหยกส่งเสียงดังกว่าเดิมว่า “ท่านรับธงประกาศิตผืนนี้ไป ปักอยู่บนรถโดยสาร ทั่วทั้งมณฑลเซียมไซไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องท่านแม้สักขุมขนหนึ่ง เปรียบกับผู้คุ้มกันภัยจากสำนักบู๊ตึงนั้น ยังเข้มแข็งกว่ามากนัก”

        โต๊ะตงเนี้ยมลิงโลดยินดียิ่ง รีบซุกเก็บธงประกาศิตไว้ ขณะจะคำนับขอบคุณ อสุรีหยกก็ชักชวนเฮ้งเจี่ยฮีปลีกตัวจากไป

        เฮ้งเจี่ยฮีเปิดซองจดหมายของงักแป๋ออกอ่านดู ข้อความท่อนแรกในจดหมาย เร่งรัดมันเดินทางขึ้นสู่นครหลวงไปรับเจ้าสาว ส่วนข้อความท่อนหลังเขียนว่า “เหล่าผู้ฝึกสอนในนครหลวง เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในวังหลวง สถานการณ์ยิ่งคับขับ ขอให้เขยเรารีบมา เรามีเรื่องสำคัญคิดหารือ”

        ที่แท้เฮ้งเกียเอี๋ยงผู้เป็นบิดาของเฮ้งเจี่ยฮี เป็นบัณฑิตตกยาก เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เคยสาบานเป็นพี่น้องกับผู้ฝึกสอนมีชื่อเสียงแห่งนครหลวงนามเม่งฉั่ง ทำความตกลงว่า บุตรที่ทั้งสองถือกำเนิดมา หากเป็นชายและหญิง จะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน ครั้นเมื่อเฮ้งเจี่ยฮีอายุได้เจ็ดขวบ ก็ติดตามบิดากลับมณฑลเซียมไซ หลังจากนั้นครอบครัวทั้งสองไม่มีการติดต่อกันอีก

        เมื่อห้าหกปีก่อน เม่งฉั่งได้รับแต่งตั้งเป็นองครักษ์พิทักษ์ตำหนักฉื้อเค่งเก็ง ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของไทจือ (รัชทายาท) ส่วนเฮ้งเกียเอี๋ยงกลับกลายเป็นผู้นำมิจฉาชีพแห่งมณฑลเซียมไซตอนเหนือ เฮ้งเกียเอี๋ยงพอทราบข่าวของชิงแก (ญาติที่ดองกัน) บังเกิดความเศร้าเสียดาย ไม่ทราบเม่งฉั่งไฉนยอมลดตัวลงรับใช้วังหลวง

        นับตั้งแต่เม่งฉั่งเป็นองครักษ์พิทักษ์ตำหนักทุกปี จะไหว้วานชาวยุทธจักรส่งสดหมายถึงเฮ้งเกียเอี๋ยง คราครั้งนี้ไหว้วานศิษย์สำนักบู๊ตึงผู้หนึ่งถือจดหมายมา เฮ้งเจี่ยฮีล่วงรู้ตั้งแต่สิบกว่าวันก่อนว่า งักแป๋ไหว้วานศิษย์สำนักบู๊ตึงทำหน้าที่ส่งจดหมาย ตอนแรกยังเข้าใจว่า คนถือจดหมายคือก้วงเสียวน้ำ จึงจงใจคบหาด้วย มิคาดคนถือจดหมายเป็นซือเฮียของก้วงเสียวน้ำ

        เฮ้งเจี่ยฮีพออ่านจดหมาย จึงกล่าวคำอำลาอสุรีหยก เดินทางสู่นครหลวง รอนแรมเดินทางเป็นเวลาหลายเดือน เมื่อบรรลุถึงนครหลวงเป็นเวลาต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว

 

        วันนี้หิมะตกหนัก เฮ้งเจี่ยฮีเข้ามาทางประตูซวงบู๊มึ้ง เห็นคลื่นมนุษย์เนืองแน่น ที่ห่างไกลบังเกิดเสียงรัวม้าล่อดังมา สะกิดความสงสัยอยากรู้ของเฮ้งเจี่ยฮีขึ้น สอบถามผู้คนดู คนที่ด้านข้างกล่าวว่า “นายท่านไม่ทราบหรือ? ระหว่างนี้นครหลวงเกิดคดีครึกโครมเกี่ยวพันถึงขุนนางอำมาตย์จำนวนมาก วันนี้แม้แต่สมุหกรมมหาดไทยโต๊ะกี้เฮี้ยง ก็ถูกคุมตัวไปประหารแล้ว”

        เฮ้งเจี่ยฮีใจหายวาบ โต๊ะกี้เฮี้ยงเป็นบุตรชายของโต๊ะตงเนี้ยม และเป็นคนขอให้ก้วงเสียวน้ำคุ้มครองส่งโต๊ะตงเนี้ยมกลับคืนสู่มาตุภูมิ อยู่ดีๆ ไฉนถูกคุมตัวไปประหารชีวิต?

        เฮ้งเจี่ยฮีเป็นบุรุษหนุ่มที่ชาญฉลาดปราดเปรื่อง จึงแวะเข้าเหลาสุราแห่งหนึ่ง คอยสดับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน ไม่นานให้หลัง ก็ล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว

        ที่แท้บ้วนเละฮ่องเต้ทรงมีราชโอรสสองพระองค์ ราชโอรสองค์ใหญ่จูเซี้ยลก ประสูติจากฮองเฮา ราชโอรสองค์รองจูเซี้ยซุ้งประสูติจากแต้กุ่ยฮุย ซึ่งเป็นพระสนมโปรด แต้กุ่ยฮุยจึงวางแผนช่วงชิงอำนาจ คอยเหนี่ยวรั้งบ้วนเละฮ่องเต้ไม่แต่งตั้งรัชทายาท ภายหลังขุนนางบ้านเมืองค่อยกราบทูลให้แต่งตั้งจูเซี้ยลกเป็นรัชทายาท แต่งตั้งจูเซี้ยซุ้งเป็นเจ้าฮกอ๋อง กินเมืองลกเอี้ยง แต่จูเซี้ยซุ้งยังไม่ยอมออกจากนครหลวงไปกินเมืองลกเอี้ยง ขุนนางทั้งหมดต้องกราบทูลเร่งรัด ให้พระองค์ออกจากนครหลวง

        จูเซี้ยซุ้งออกจากนครหลวงเพียงหนึ่งปี พลันปรากฏคนร้ายถือไม้กระบองเนื้อแข็ง บุกเข้ามาทำร้ายองครักษ์ตำหนักฉื้อเค่งเก็ง จวบจนถึงภายหลังค่อยถูกจักกุมตัวไว้ คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในสามคดีครึกโครมของราชวงค์เหม็ง เรียกว่าเท้งเค้กอั่ว (คดีไม้กระบอง)

        เหตุร้ายครั้งนี้ มาตรแม้นรัชทายาทไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ยามกลางวันแสกๆ กลับมีคนบุกรุกตำหนักที่ประทับทำร้ายองครักษ์พิทักษ์นับเป็นเรื่องราวที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่น่าประหลาดคือ คนร้ายเรียกตัวเองเป็นแต้ไต้ฮุ่งจื้อ (คนเลอะเลือนแซ่แต้) ไม่ว่าถ้อยคำและท่าทาง ล้วนคลุ้มๆ คลั่งๆ หมอหลวงทำการตรวจรักษา ก็ไม่สามารถระบุว่ามันเสียสติหรือไม่

        พนักงานสอบสวนพากันสอบปากคำ ให้คนร้ายเปิดเผยนามคนจ้างวาน คนร้ายกลับระบุชื่อขุนนางชั้นผู้ใหญ่และขันทีภายในวังจำนวนมาก ไม่ทราบเป็นจริงหรือเท็จ สุดท้ายบรรดาขุนนางเชื้อพระวงศ์กลับโจมตีกันเอง บ้วนเละฮ่องเต้ก็มีพระทัยโลเล วันนี้ทรงเชื่อคำกราบทูลของขุนนางตงฉิน วันพรุ่งนี้ทรงเชื่อคำเท็จทูลของขุนนางกังฉิน ก่อกวนจนเรื่องราวลุกลามใหญ่โต แม้แต่ขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นโต๊ะกี้เฮี้ยงพลอยถูกลากพาเข้าไปพัวพัน ไม่ทันทำการไต่สวน ก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิต

        เฮ้งเจี่ยฮีพอล่วงรู้ข้อเท็จจริง ต้องลอบทอดถอนใจ หวนนึกถึงฝ่ายแมนจูก่อตัวทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ สลัดเตี้ย (หมายถึงชาวญี่ปุ่น) อาละวาดตามชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงใต้ ฮ่องเต้ราชวงศ์เหม็งไร้ปรีชาสามารถ ขุนนางอำมาตย์วิวาทกันเอง เกรงว่าราชวงศ์เหม็งไม่อาจปกครองอยู่นาน จากนั้นครุ่นคิดขึ้น เช่นนี้ก็ดี ตระกูลเฮ้งเราจะกระทำการใหญ่สักครา

        เฮ้งเจี่ยฮีลงจากเหลาสุรา อาศัยภาพแผนที่นครหลวงที่บิดามอบให้ สืบเสาะถึงตรอกป่อจื้อ ฮู้ท้ง อันเป็นที่ตั้งของบ้านตระกูลเม่ง หาคาดไม่ว่าพอเดินเข้าตรอก ต้องใจหายวาบ เห็นประตูบ้าน ตระกูลเม่งถูกล่ามกุญแจ หน้าประตูติดกระดาษปิดตายสองเส้น ไขว้สลับพาดกันผู้ปิดเป็นองครักษ์เสื้อแพร สองฟากข้างประตูยังยืนไว้ด้วยชายฉกรรจ์รูปกายกำยำสองคน แสดงว่าเป็นองครักษ์ภายในวัง

        เฮ้งเจี่ยฮีไหนเลยกล้าหยุดยั้งรั้งรอ รีบล่าถอยออกจากตรอกพกพาจิตใจที่ตื่นเต้นสงสัย เดินเตร็ดเตร่ถึงละแวกสะพานเทียนเกี้ยซึ่งเป็นย่านชุมชนของนครหลวง เสาะหาสหายของบิดา และเป็นผู้ฝึกสอนที่พอมีชื่อเสียงในนครหลวง นามลิ้วไซเม้ง

        ลิ้วไซเม้งพอพบเห็นเฮ้งเจี่ยฮี ถึงกับใจหายวาบ รีบปิดประตูบ้านช่อง ฉุดลากคนเข้าสู่ห้องด้านใน กล่าวว่า “เจ้าไฉนขวัญกล้าบังอาจปานนี้? บิดาเจ้าเป็นมหาโจรที่ทางการต้องการตัว งักแป๋ (พ่อตา) เจ้าก็ถูกจับตัวไป หากมีคนล่วงรู้ศักดิ์ศรีเจ้าจะทำประการใด?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ภายในนครหลวงให้ความสนใจต่อคดีครึกโครม องครักษ์เสื้อแพรไม่แน่ว่าจะแยแสเหลือบแลข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากำลังคิดเรียนถามเจ่กแป๋ (ท่านอา) งักแป๋ข้าพเจ้าเป็นองครักษ์พิทักษ์ตำหนักไทจือ ไฉนพลอยถูกจับกุมด้วย?”

        ลิ้วไซเม้งทอดถอนใจกล่าวว่า “เราก็ขบคิดไม่เข้าใจ แต่ไต้ฮุ่งจื้อนั้นยังถูกงักแป๋เจ้าคร่ากุมไว้มาตรว่าไม่มีความดีความชอบ ก็สมควรไร้ความผิด ไฉนถูกคุมตัวไปด้วย?”

        เฮ้งเจี่ยฮีลอบคิดอ่านในใจ ไม่กล่าวว่ากระไรผ่านไปสองวันองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลเม่งค่อยถอนกำลังไป เฮ้งเจี่ยฮีพอรับประทานอาหารค่ำ ก็ผลัดเปลี่ยนเป็นสวมชุดสีดำ สำหรับเคลื่อนไหวยามวิกาล ขออนุญาตลิ้วไซเม้ง ไปสืบดูลาดเลาที่บ้านตระกูลเม่ง

        บ้านเรือนของชาวเมืองปักกิ่งต่ำเตี้ย ต่อให้เป็นบ้านพักรับรองของขุนนาง เพียงแต่มีลานตึกกว้างขวาง ยากจะมีสิ่งปลูกสร้างสูงสามชั้น เฮ้งเจี่ยฮีมีวิชาตัวเบาสูงเยี่ยม พอกระโดดปราดเบาๆ ก็ขึ้นถึงบนหลังคาบ้านตระกูลเม่ง

        เฮ้งเจี่ยฮีล้วงเหรียญทองเหลืองจากในถุงย่ามสองเหรียญ คีบอยู่ระหว่างนิ้วชี้นิ้วกลาง ก่อนอื่นซัดเหรียญแรกข้นฟ้า ดีดนิ้วซัดเหรียญที่สองใส่เหรียญแรก เหรียญทั้งสองอันกระทบกันกลางอากาศ บังเกิดเสียงเคร้งคราหนึ่ง

        กระบวนท่านี้เรียกว่าแชงู้ท้วงซิ่ง (จักจั่นส่งสัญญาณ) เป็นรหัสติดต่อกันของบุคคลเคลื่อนไหวยามวิกาล เหรียญทั้งสองอันพอร่วงหล่นลงยังลานตึก เฮ้งเจี่ยฮีก็หมอบฟุบร่างบนชายคาห้อง โดยไม่ขยับเคลื่อนไหว

        ชั่วครู่ให้หลัง ปรากฏองครักษ์ชุดดำสองคนเดินออกมา สอดส่ายสายตามอง พึมพำว่า “สุ้มเสียงอันใด? กระทั่งเงาภูตผียังไม่พบพาน”

        อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ใจกลางนครหลวงเช่นนี้ ยังมีผู้ใดกล้าบุกรุกเข้ามา? ลี้จี้ฮุย (ผู้ควบคุมแซ่ลี้) ออกจะระมัดระวังไปแล้ว”

        กล่าวจบ ทั้งสองหันกายกลับไป เฮ้งเจี่ยฮีลอบกำอาวุธลับไว้หากแม้นคนทั้งสองขึ้นมาบนหลังคาห้อง จะลงมือด้วยอำมหิต พอเห็นเช่นนั้นลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘ช่างเป็นตัวหนอนโง่งม ไม่ล่วงรู้กฎเกณฑ์ในยุทธจักร’

        ยามนั้น เฮ้งเจี่ยฮีขยับกายวูบ ลอยตัวข้ามกระเบื้องหลังคา ชิงล้ำหน้าองครักษ์ทั้งสอง เข้าสู่ลานตำกระโดดปราดอีกครา ขึ้นไปยังหอตำรานี่เป็นสถานที่พักผ่อนของงักแป๋ เห็นประตูหอปิดแง้มไว้ ภายในไร้ผู้คนจึงย่องฝีเท้าเข้าไป

        มิคาดเพิ่งสืบเท้าหน้าเข้าไป ประตูบานนั้นพลันล้มครืนลง คมมีดอันแวววาวท่อนหนึ่ง ยื่นปราดจากหลังประตูจ้วงแทงถึงด้านข้าง แต่เฮ้งเจี่ยฮียามคับขันไม่ลนลาน ล้มตัวลงกับพื้น มือซ้ายยกดันบานประตูขึ้นคมมีดนั้นจึงปักใส่บานประตู

        เฮ้งเจี่ยฮีใช้ท่วงท่าลี้ฮื้อพะเท้ง (ปลาหลีฮื้อพลิกตัว) พลิกตัวขึ้นมา พร้อมกับชักกระบี่ออกถือมั่น ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งหัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “โจรน้อยพาตัวมาติดกับแล้ว”

        ทันใด ประตูข้างซ้ายของห้องหนังสือเปิดอ้าออก แว่วเสียงอาวุธลับแหวกฝ่าอากาศ ซัดจู่โจมเข้ามา เฮ้งเจี่ยฮีหมุนตัวรอบหนึ่ง กระบี่ยาวกรีดเป็นรุ้งเงินวงหนึ่ง ท่ามกลางอาวุธลับปลิวกระจัดกระจาย เฮ้งเจี่ยฮีสะบัดกระบี่จู่โจมใส่องครักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตูนั้น

        ที่แท้องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่เวรในคืนนี้ทั้งสาม ล้วนเป็นนักเลงเก่าอันช่ำชอง พวกมันได้รับคำสั่งให้มาคร่ากุมผู้คนที่มาสอดแนม จึงจงใจแสร้งเป็นชะล่าใจ ชักนำให้เฮ้งเจี่ยฮีเข้ามา จากนั้นซุ่มจู่โจมจากสามด้าน ดีที่เฮ้งเจี่ยฮีมีฝีมือกล้าแข็ง ไม่เช่นนั้นคงถูกลอบทำร้ายบาดเจ็บแล้ว

        องครักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังประตู คล้ายเป็นหัวหน้าขบวน ดาบคู่มือกวาดขวางฟันตรง บังเกิดเสียงลมดังหวือหวือ ใช้ออกด้วยเพลงดาบของสำหนักโหงวโฮ้วต่วนมึ้งต่อ (ดาบห้าเสือล้างตระกูล) องครักษ์อีกสองคน หนึ่งใช้กระบอกทองเหลือง หนึ่งใช้แส้เจ็ดท่อน ล้วนเป็นกระบวนท่าอันหนักหน่วง แฝงพลังดุดัน

        เฮ้งเจี่ยฮีร่ายรำกระบี่สู้ศึก กวาดซ้ายป่ายขวา ทั้งทิ่มแทงใส่ ต่อสู้กันชั่วขณะ องครักษ์ที่ใช้กระบองทองเหลืองถูกแทงใส่กระบี่หนึ่ง พุ่งถอยออกจากวง

        เฮ้งเจี่ยฮีย่อตัวกระโดดปราด คิดลงมือด้วยอำมหิต ปลิดชีวิตศัตรูผู้หนึ่งก่อน มิคาดองครักษ์ที่ใช้ดาบหน้าเสือล้างตระกูล ชิงใช้ออกด้วยท่าหงฮ้วงเตี้ยงชี้ (หงสากางปีก) ฟันดาบใส่ร่างท่อนบนของศัตรู

        เฮ้งเจี่ยฮีได้แต่ผละจากองครักษ์ที่ใช้กระบองทองเหลือง เอี้ยวตัวพลิกตวัดกระบี่ ปัดป่ายดาบพ้นห่างไป พริบตาที่เชื่องฟ้า องครักษ์ที่ใช้แส้เจ็ดท่อนก็ถาโถมเข้ามา แม้แต่คนที่ใช้กระบองทองเหลือง ยังลงมือทั้งที่รับบาดเจ็บ

        เฮ้งเจี่ยฮีอาศัยหนึ่งต้านรับสาม หาประหวั่นลนลานไม่ กระบี่ยาวเปล่งประกายเย็นเยียบ สภาวะกระบี่ตั่งรุ้งเหินควรทราบว่าเฮ้งเกียเอี๋ยงผู้เป็นบิดามันเป็นยอดฝีมือในเชิงกระบี่ รับสืบทอดวิชาเนียบฮุ้นเกี่ยม (กระบี่เหยียบเมฆา) ของตระกูลเจี๊ยะ เฮ้งเจี่ยฮีร่ำเรียนวิชาทั้งบุ๋นและบู๊ฝึกปรือทั้งกำลังภายในและภายนอก พลังฝีมือจึงเข้มแข็งยิ่ง

        ต่อสู้อีกชั่วขณะ คนที่ใช้แส้เจ็ดท่อนก็ถูกแทงใส่หนึ่งกระบี่ เจ็บปวดจนร่ำร้องออกมา เฮ้งเจี่ยฮีใช้กระบี่ปานจักรผัน คุกคามคนใช้กระบองทองเหลืองถึงเชิงผนัง มันยังไม่รู้สึกตัว

        เฮ้งเจี่ยฮีแทงกระบี่ออก คนใช้กระบองทองเหลืองถดถอยอีกปะทะชนกับผนังห้อง จนสั่นคลอนขึ้นมา เฮ้งเจี่ยฮีคุมกระบี่ดุจสายฟ้าปักกระบี่ใส่ร่างมัน ตรึงติดกับผนัง พลันได้ยินเสียงโครม ผนังห้องกลับแตกแยกออกเป็นช่องใหญ่ ซากศพขององครักษ์นั้นพลัดตกเข้าไป

        เฮ้งเจี่ยฮีถลาเสียหลัก ส่ายร่างโงนเงนคราหนึ่ง แทบถูกแส้เจ็ดท่อนกวาดใส่ รีบถอนถึงกระบี่หมุนตัวกลับไป แต่แล้วยามนั้น หลังผนังบังเกิดเสียงร้องดังพิกล คนผู้หนึ่งมุดปราดออกมา

        เฮ้งเจี่ยฮีงงงันวูบ ไม่ทราบคนผู้นี้เป็นศัตรูหรือสหาย พลันรู้สึกเบื้องหน้ากระจ่างจ้า หลังผนังปรากฏหญิงสาวอีกนางหนึ่งกระโดดปราดออกมา นางอยู่ในอาภรณ์ชุดขาวโชดพัดพลิ้ว ชิงโลดลิ่วถึงหน้าประตู ขวางกระบี่ปิดทางออกไว้ ร้องบอกว่า “เมี่ยงกอ จู่โจมใส่องครักษ์ใช้ดาบนั้น”

        ผู้ที่กระโดดออกมาก่อนเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ควงดาบโถมใส่องครักษ์ที่ใช้ดาบอย่างเร่งร้อน ดาบทั้งสองเล่มพอปะทะ ทั้งสองฝ่ายล้วนชาวูบที่ข้อมือ

        เฮ้งเจี่ยฮีระงับสติ เพ่งตามองหญิงสาวนั้น ครุ่นคิดขึ้น ‘หรือนี่เป็นคู่หมั้นหมายของเรา?’ พอเพ่งพิจารณาดูสามารถจดจำเค้าเดิมได้อย่างเลือนราง ต้องบังเกิดความหดหู่ใจ บอกไม่ถูกว่าเป็นรสชาติอย่างไรเพียงเหม่อมองคนทั้งสองต่อสู้กันอย่างซึมเซา

        องครักษ์อีกผู้หนึ่งเห็นผิดท่า รีบพุ่งตัวหมายหลบหนี หญิงสาวชุดขาวที่เฝ้าอยู่หน้าประตูตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว ตวัดมือซัดมีดบินออกสามเล่ม มุ่งใส่ร่างท่อนบน กลาง ล่างของฝ่ายตรงข้าม องครักษ์นั้นแผดร้องคำหนึ่ง บนร่างเพิ่มรูโลหิตขึ้นสามรู

        หญิงสาวชุดขาวทางหนึ่งซัดอาวุธลับ ทางหนึ่งกล่าวกับเฮ้งเจี่ยฮีอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “นี่ บุรุษหนุ่ม ท่านไฉนมองดูข้าพเจ้าโดยไม่ลงมือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮีหน้าแปรเปลี่ยนไป กระโดดปราดเข้าสู่วงต่อสู้ กระทุ้งศอกซ้ายใส่บุรุษหนุ่มนั้น กล่าวว่า “ท่านถอยไป”

        บุรุษหนุ่มนั้นกล่าวอย่างโง่งมว่า “ทำอะไรหรือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮีมีโทสะอัดอก ไม่มีที่ระบายออก ควงกระบี่จู่โจม ใช้ออกด้วยพลังสิบส่วน องครักษ์ที่ใช้ดาบแม้มิใช่มือชั้นธรรมดา แต่ยังไม่อาจต้านทานรับพลังลมปราณนี้ได้ เสียงฉับเมื่อดาบเล่มนั้นหักสะบั้นไป

        เฮ้งเจี่ยฮีวกคมกระบี่ ฟันร่างองครักษ์นั้นขาดเป็นสองท่อน จากนั้นรั้งกระบี่ ตระเตรียมจากไป หญิงสาวชุดขาวแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวานกล่าวว่า “ท่านมีเพลงกระบี่ไม่เลว เพียงแต่คนวู่วามไปบ้าง”

        เฮ้งเจี่ยฮีใจสั่นสะท้าน ลอบตำหนิตัวเองขาดขันติข่มกลั้น คนที่คิดกระทำการใหญ่ ไหนเลยขุ่นข้องเคืองใจเพราะความรักฉันบุรุษสตรีได้? คำ “วู่วาม” นี้วิพากษ์วิจารณ์มันจนหน้าแดงขึ้นมา

        หญิงสาวชุดขาวพลิ้วกายเข้ามา ประสานมือคารวะกล่าวว่า “หงีสือ (ท่านผู้มีคุณธรรม) ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อบิดาข้าพเจ้าไม่ทราบสามารถประทานบอกนามสูงส่งหรือไม่?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกับคู่หมั้นหมายแยกจากกันสิบหกปี เรื่องที่เม่งฉั่งเร่งรัดมันมารับเจ้าสาว ผู้เป็นบุตรีหาทราบไม่ นางย่อมคาดฝันไม่ถึงว่า คู่หมั้นหมายจะรอนแรมเดินทางไกลถึงนครหลวง ดังนั้นแม้รู้สึกว่า คนผู้นี้คล้ายคุ้นเคย แต่ไม่กล้าทักทายทำความรู้จัก

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแซ่เฮ้งนามยิกเตี่ยว เสียวเจี้ยะใช่เป็นบุตรีโทนของเม่งบู๊ซือ นามชิวเฮี้ยหรือไม่?”

        เม่งชิวเฮี้ยกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านไฉนรู้จักชื่อของข้าพเจ้า?”

        เฮ้งเจี่ยฮีถามอีกว่า “เซี่ยวกอ (พี่ชายอายุเยาว์) ท่านนี้คือ...”

        บุรุษหนุ่มนั้นยิ้มอย่างโง่งมกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเรียกว่าแป๊ะเมี่ยง เป็นศิษย์ของเม่งบู๊ซือ เฮ้งเฮีย ท่านมีฝีมือดีเยี่ยม เพียงกระบวนท่าเดียวก็จัดการกับเขี้ยวเล็บตัวนี้ ท่านชนใส่ข้าพเจ้าคราหนึ่ง ข้าพเจ้าหาตำหนิท่านไม่”

        เฮ้งเจี่ยฮีครุ่นคิดขึ้น ‘เด็กน้อยนี้เรียกว่าแป๊ะเมี่ยง (ปราดเปรียว) แต่หาเฉลียวฉลาดไม่’ เฮ้งเจี่ยฮียามหดหู่ใจ จงใจไม่บ่งบอกชื่อจริง ปั้นแต่งประวิติความเป็นมาบอกว่าตัวเองได้รับพระคุณจากเม่งฉั่ง ดังนั้นเสี่ยงอันตรายมาสืบหาข้อเท็จจริง

        เม่งชิวเฮี้ยทราบว่าบิดามีการคบหากว้างขวาง กลับเชื่อถือโดยสนิทใจ แสดงความขอบคุณใหม่

        เฮ้งเจี่ยฮีพลันถามว่า “พวกท่านหลบซ่อนตัวอยู่ในช่องลับหลังผนังนานเท่าใดแล้ว?”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวว่า “นับตั้งแต่วันที่ซือแป๋ถูกจักกุมคุมขัง รวมเป็นเวลาสามวันแล้ว”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ่งอึดอัดขัดข้อง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ เม่งชิวเฮี้ยกลอกตาคู่งาม สังเกตสีหน้าเฮ้งเจี่ยฮี กล่าวด้วยความห่วงใยว่า “เฮ้งเฮีย ท่านเหน็ดเหนื่อยแล้ว? โปรดพักผ่อนสักครู่เถอะ”

        แป๊ะเมี่ยงกล่าวเสริมขึ้น “คาดว่าต่อสู้จนเหนื่อยอ่อน ข้าพเจ้าจะไปหาสุราขวดหนึ่ง ให้ท่านดื่มเพิ่มพลังสมาธิ”

        เฮ้งเจี่ยฮีทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน เด็กโง่งมนั้นชิงวิ่งลงจากหอ ไปยังห้องเก็บสุรา ค้นหาสุราเก่าเก็บแล้ว

        เฮ้งเจี่ยฮีหันหน้าหาคู่หมั้นหมาย ประกายจันทร์อ่อนจางสาดลอดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง สะกิดให้หัวใจเฮ้งเจี่ยฮีระทึกขึ้นมา เม่งชิวเฮี้ยงจุดเทียนไขแดงคู่หนึ่งภายใต้เปลวเทียนสาดส่อง นางยิ่งงดงามเฉิดโฉม        

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “เม่งเสียวเจี้ยะ ขออภัยที่อุกอาจถาม ข้าพเจ้าต้องการทราบว่าบิดาท่านไฉนถูกจักกุม? ร่องรอยของท่านผู้เฒ่าอยู่ที่ใด?”

        ดวงตาเม่งชิวเฮี้ยทอแววสำนึกขอบคุณ ย่อกายคารวะกล่าวว่า “ค่ำคืนที่สองหลังจากเกิดคดีไม้กระบอง ทางบ้านปรากฏอาคันตุกะประหลาดสองท่านมาถึง สนทนากับบิดาข้าพเจ้าที่ห้องหนังสือนี้ ข้าพเจ้ากับแป๊ะเมี่ยงซ่อนตัวอยู่ที่ห้องชั้นใน ได้ยินคำสนทนาของพวกเขายิ่งมายิ่งแผ่วเบา ภายหลังถึงกับไม่ได้ยิน ข้าพเจ้าเพียงจับใจความออกว่า อาคันตุกะนั้นเอ่ยถึงคนร้าย ให้ปากคำ แผนอุบายอะไรนั้น และได้ยินบิดาข้าพเจ้ากล่าวคำ “เราไม่ทราบ” อยู่หลายครั้ง

        ภายหลังอาคันตุกะจากไป บิดาก็บอกให้พวกเรารีบหนี แต่พอออกไปดูที่เบื้องนอก ก็กลับเข้ามา ผลักไสพวกเราเข้าสู่ห้องลับหลังผนังทั้งยังโยนห่ออาหารเข้ามาสองห่อใหญ่ พวกเราเพิ่งซ่อนตัวไว้ องครักษ์เสื้อแพรก็บุกเข้ามา จับกุมบิดาข้าพเจ้าไว้ พวกเราผลัดเปลี่ยนกันนอนพักผ่อน ฟังจากคำสนทนาขององครักษ์ที่เบื้องนอก ค่อยทราบว่าผ่านพ้นไปสามวัน พวกเราขณะจะบุกฝ่าออกไป ท่านก็มาแล้ว”

        เฮ้งเจี่ยฮีได้ยินนางบอกเล่าว่า นางกับแป๊ะเมี่ยงหลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้อง โดยปราศจากท่วงทีเอียงอาย ต้องสะกิดความระแวงสงสัยขึ้น

        เม่งชิวเฮี้ยกล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้านึกออกแล้ว พวกเขาคล้ายเอ่ยถึงชื่อแต้ก๊กกู๋ (คำยกย่องพี่ชายพระสนมแซ่เตี่ย) กับงุ่ยกงกง (คำยกย่องขันทีแซ่งุ่ย)”

        เฮ้งเจี่ยฮีเคยช่วยเหลือบิดาสะสางเรื่องราว มีประสบการณ์รอบรู้เกินวัย พอฟังจึงก้มศีรษะครุ่นคิด ชั่วครู่ให้หลังค่อยกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “คดีไม้กระบองนี้คงต้องเป็นแผนอุบายอันยิ่งใหญ่ มีคนซื้อตัวคนร้าย คิดปรักปรำป้ายผิดผู้คนอีกขบวนหนึ่ง บิดาท่านเป็นบุคคลแรกที่ประชิดถึงตัวคนร้าย จึงถูกม้วนพัดพาไปในมรสุมลูกนี้ คนวางแผนกริ่งเกรงบิดาท่านล่วงรู้เบื้องหลังอันใด หรือล้วงถามเรื่องราวจากคนร้ายได้ จึงคุมตัวท่านผู้เฒ่าไป ดูจากสภาพการณ์ คนวางแผนต้องเป็นผู้มีอิทธิพลของบ้านเมือง อาจบางทีเป็นแต้ก๊กกู๋ หรืองุ่ยกงกงอะไรนั่น ดังนั้นข้าพเจ้าคาดว่าบิดาท่านคงไม่ตาย”

        เม่งชิวเฮี้ยกล่าวถามว่า “เพราะเหตุใด?”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “นอกจากบิดาท่านทราบเรื่องอันใด หรือว่าบ่งบอกสิ่งที่รู้เห็นออกไปจนหมดสิ้น ไม่เช่นนั้นฝ่ายตรงข้ามต้องนึกระแวงคลางแคลงค่อยๆ หาทางรีดเร้นเค้นถาม”

        เม่งชิวเฮี้ยตากระจ่างสุกใส ทอดถอนชมเชยว่า “ท่านเห็นซึ้งกระจ่างจริงๆ”

        ในใจบังเกิดความนิยมเลื่อมใสต่อบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า ครุ่นคิดขึ้น ‘ไม่ทราบคู่หมั้นหมายของเราเป็นคนเยี่ยงไร? หากเป็นเช่นบุรุษหนุ่มเซ่เฮ้งนี้ก็ประเสริฐ ที่น่าประเหมาะคือ พวกเขาล้วนแซ่เฮ้งดุจเดียวกัน’

        นึกถึงตอนนี้ ใบหน้านางต้องแดงซ่าน ก้มศีรษะต่ำ สร้างความสงสัยแก่เฮ้งเจี่ยฮี หวนนึกถึงเมื่อครู่ยังวางตัวโอ่อ่าผ่าเผย ตอนนี้ไฉนเอียงอายขึ้นมา

        เม่งชิวเฮี้ยรู้สึกตัวว่าเสียกิริยา รีบระงับสติเงยหน้าคิดกล่าววาจาที่นอกประตูบังเกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้น แป๊ะเมี่ยงเร่งรุดกลับมาแล้ว

        แป๊ะเมี่ยงถือสุราเก่าเก็บสองขวด วิ่งขึ้นหอมาด้วยความกระตือรือร้น กล่าวว่า “เฮ้งเฮีย ดื่มสุราสักสองอีกเพิ่มพลังสมาธิเถอะ ท่านต่อสู้จนเหน็ดเหนื่อยไปแล้ว”

        เห็นเฮ้งเจี่ยฮีสีหน้าแจ่มใส ต้องกล่าวด้วยความยินดีว่า “เฮ้งเฮีย ท่านฟื้นคืนสู่ความคึกคักรวดเร็วนัก เมื่อครู่ดูจากสีหน้าท่าน ข้าพเจ้ายังเป็นห่วงท่านเจ็บไข้ได้ป่วยเสียอีก”

        เฮ้งเจี่ยฮีลอบตื้นตันใจ เห็นว่าเด็กน้อยนี้โง่งมจนน่ารัก หวนนึกถึงตัวเองกับคู่หมั้นหมายแยกจากกันสิบหกปี หากแม้นนางมีบุรุษอื่นอีกก็ไม่อาจโทษว่านาง พอได้คิดเช่นนี้ ค่อยปลอดโปร่งใจกว่าเดิม

        เม่งชิวเฮี้ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “เด็กโง่งมผู้นี้ กลับรู้จักเอาอกเอาใจนัก”

        แป๊ะเมี่ยงรินสุราสามถ้วย กล่าวว่า “ซือม่วย ท่านก็ดื่มสักถ้วย”

        เม่งชิวเฮี้ยเดินออกจากห้อง แหงนมองท้องฟ้าแวบหนึ่ง กลับเข้ามากล่าวว่า “อย่าได้เอาแต่ดื่มสุราแล้ว ท้องฟ้าใกล้รุ่งสาง เหล่าองครักษ์กำลังจะเปลี่ยนเวรยาม พวกเราต้องนึกหาหนทาง”

        เฮ้งเจี่ยฮีผลักถ้วยสุราออกห่าง กล่าวว่า “พวกเราไป”

        เฮ้งเจี่ยฮีนำเม่งชิวเฮี้ยกับแป๊ะเมี่ยงกลับบ้านตระกูลลิ้ว ขอให้ทั้งสองรออยู่ที่ลานตึก ตัวเองเข้าพบลิ้วไซเม้ง บอกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเที่ยวหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “ลิ้วเจ่กเจกโปรดปิดบังศักดิ์ฐานะของข้าพเจ้า เม่งเสียวเจี้ยะยังไม่ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นคู่หมั้นหมายของนาง ยังคงอย่าได้บอกต่อนาง”

        ลิ้วไซเม้งยกมือลูบเครา ถามว่า “เพราะเหตุใด?”

        เฮ้งเจี่ยฮีหน้าแดงวูบหนึ่ง ตะกุกตะกักว่า “ยังคงอย่าได้บอกต่อนางประเสริฐกว่า”

        ลิ้วไซเม้งยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “ความในใจของพวกเจ้าเหล่าบุรุษหนุ่ม ยากที่จะครุ่นคิดคาดเดาจริงๆ ตกลง เราคล้อยตามเจ้า” พลางเดินออกไปยังลานตึก จัดหาห้องพักให้แก่เม่งชิวเฮี้ยกับแป๊ะเมี่ยง

        ผ่านพ้นไปหลายวัน มรสุมค่อยสงบลงบ้าง ลิ้วไซเม้งมีการคบหากว้างขวาง ได้รับแจ้งจากผู้คนภายในวังว่า บ้วนเละฮ่องเต้มีบัญชาให้ประหารชีวิตขันทีที่ดูแลทั่วไปนามพั้งเป้ากับเล้าเซ้ง ทรงเลื่อนตำแหน่งขันทีนามงุ่ยตงเฮี้ยงเป็นไท้ก่ำจังก้วง (ขันทีพ่อบ้าน) เฮ้งเจี่ยฮีต้องฉุกใจคิด ‘งุ่ยตงเฮี้ยงผู้นี้ คงเป็น “งุ่ยกงกง” อะไรนั่นแล้ว’

        เม่งชิวเฮี้ยห่วงใยความปลอดภัยของบิดา ผ่านวันดุจเป็นปี หลายวันคอยเร่งรัดเฮ้งเจี่ยฮีคิดอ่านหาหนทาง ค่ำคืนนี้เฮ้งเจี่ยฮีจึงเรียกหาเม่งชิวเฮี้ยกับแป๊ะเมี่ยงเข้าห้องหับ กล่าวว่า “เม่งเสียวเจี้ยะ ท่านกล้าเสี่ยงอันตรายอีกครั้งหรือไม่?”

        เม่งชิวเฮี้ยกล่าวอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “เฮ้งเฮีย นี่เป็นวาจาอันใด? ข้าพเจ้าไม่มีปัญญาช่วยเหลือบิดาบังเกิดความละอายมากแล้ว เรื่องของครอบครัวเรา ยังให้เฮ้งเฮียแบกรับภาระเพียงลำพังได้หรือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักกล่าววาจา สมควรตบ”

        แป๊ะเมี่ยงเร่งรัดว่า “ท่านรีบบ่งบอกวิธีเถอะ ต้องเสี่ยงอันตรายอันใด นับข้าพเจ้าส่วนหนึ่งด้วย ข้าพเจ้าผู้นี้ไม่มีประโยชน์ เพียงแต่ไม่กลัวตาย เพื่อช่วยเหลือซือแป๋ออกมา แม้บุกน้ำลุยไฟ ล้วนไม่บ่ายเบี่ยง”

        เฮ้งเจี่ยฮีกวาดมองแป๊ะเมี่ยงแวบหนึ่ง จึงกล่าว “ข้าพเจ้าคิดเข้าวังไปสืบเสาะดู ข้าพเจ้าสืบทราบว่า แต้กุ้ยฮุย (พระสนมแซ่แต้) นั้นอยู่ที่ตำหนักเคี่ยงเซ็งเก็ง แม้แต่แผนที่ในวังหลวงข้าพเจ้ายังไหว้วานลิ้วเจ่กเจกจัดหามาแล้ว”

        แป๊ะเมี่ยงปรบมือร้องว่า “อย่างนั้นประเสริฐแท้”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวอีกว่า “เพียงแต่การเข้าวังยามวิกาล ต้องมีความสามารถเหินบิน ความสำเร็จด้านวิชาตัวเบาของเม่งเสียวเจี้ยะ ข้าพเจ้าวางใจได้...”