บทนำ "#2"

 

        ค่ำคืนนี้ทั้งหมดเดินทางถึงจุดเปลี่ยนม้าได้อันเจ่ก โต๊ะตงเนี้ยม กล่าวว่า “วันพรุ่งนี้ข้ามภูเขาเตี่ยกุนซัว เบื้องหน้าจะเป็นเส้นทางอันปลอดโปร่งแล้ว”

​        เหล่าผู้คุ้มกันภัยก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก มีแต่ก้วงเสียวน้ำเขม็งตึงเครียดขึ้นมา ผิดแผกแตกต่างกับท่าทีอันเฉื่อยชาที่ผ่านมา

​        ขบวนผู้คนเข้าพักโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดภายในเมือง บุรุษหนุ่มชุดขาวเฮ้งเจี่ยฮี พลันประสานมือคารวะต่อโต๊ะตงเนี้ยม กล่าวเสียงกังวานว่า “ระหว่างทางที่ผ่านมา ผู้เยาว์ได้รับความคุ้มครอง จึงไม่กล้าปิดบังอำพราง ผู้เยาว์มีศัตรูอันร้ายกาจ ติดตามมาตลอดทาง หากสามารถหนีรอดจากคืนนี้ คงไร้เรื่องราวอีก ค่ำคืนนี้มาตรว่าเกิดลมพัดใบไม้ไหวขอตั่วนั้งผู้เฒ่าอย่าได้แตกตื่นตกใจ ขอเพียงแขวนดวงโคมของจังต๊กมณฑลกุยจิวฮุ้นหนำ คาดว่าคงไม่ประสบภัยลาม”

​        โต๊ะตงเนี้ยมใจหายวาบ ท่านเข้าใจว่าบุรุษหนุ่มชุดขาวนี้เป็นนักศึกษาคงแก่เรียน คิดไม่ถึงมันก็เป็นชาวยุทธจักร ตัวท่านกับมันไม่รู้จักมาก่อน ไม่ทราบคนผู้มีมีจิตเจตนาอย่างไร ขณะที่ลังเล

​        ก้วงเสียวน้ำเหลือกตาขึ้น ชิงกล่าวว่า “เหตุการณ์ดำเนินถึงขั้นนี้ รวมกันเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย แยกกันคับขันอันตราย ตั่วนั้งผู้เฒ่าจะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของท่าน พวกเราขอบ่งบอกให้กระจ่าง ทั้งหมดจะร่วมแรงร่วมใจ ต้านเภทภัยในคืนนี้กัน”

​        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “นั่นย่อมแน่นอน”

​        จากนั้นยึดครองห้องโถงหลังหนึ่งในโรงเรียน กึ่งกลางห้องจัดตั้งโต๊ะไม้จันทร์ม่วง ให้ผู้รับใช้อุ่นสุราฮวยเตียวเก่าเก็บสองป้าน จุดเทียนไขขนาดใหญ่คู่หนึ่งปักอยู่บนโต๊ะ โยนอานม้าและบังโกลนที่เหยียบเท้าทิ้งอยู่ที่มุมห้อง กล่าวกับก้วงเสียวน้ำว่า “พวกท่านหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องข้างซ้ายขวา หากไม่ได้ยินข้าพเจ้าเรียกหา อย่าได้ปรากฏออกมา”

​        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุกับก้วงเสียวน้ำ เห็นคนผู้นี้มีพฤติการณ์ประหลาดพิกล มาตรว่ามีภูมิรอบรู้กว้างขวาง ยังคาดคำนวณไม่ออกว่า บุรุษหนุ่มชุดขาวนี้มีความเป็นมาอย่างไร

​        ลมหนาวพัดกระหน่ำ ดาวเคลื่อนดาราคล้อย วิกาลดึกสงัดทีละน้อย สรรพชีวิตไร้สุ้มเสียง เฮ้งเจี่ยฮีนั่งอยู่กลางห้องโถงเพียงลำพังกระทั่งเคลื่อนไหวยังไม่เคลื่อนไหว คนของตระกูลโต๊ะนับแต่โต๊ะตงเนี้ยมลงมา ล้วนไม่กล้าเข้านอน

​        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุกล่าวว่า “หรือว่ามันจะนั่งอยู่เช่นนี้จนฟ้าสางสว่าง?”

​        ก้วงเสียวน้ำพลันกล่าวว่า “สงบสุ้มเสียง มีคนมาแล้ว”

​        เฮ้งเจี่ยฮีที่นั่งสำรวมแน่วนิ่ง พลันยกชูป้านสุราขึ้น ร้องดังๆ ว่า “ท่านทั้งหลายมาจากแดนไกล อภัยที่ไม่ได้ออกต้อนรับ”

​        ที่เบื้องนอกปรากฏชายฉกรรจ์สี่คนก้าวยาวๆ เข้ามา คนนำหน้าตาสาดประกายเจิดจ้า กล่าวเสียงกังวานว่า “สหาย หากทราบสถานการณ์รีบติดตามเราไป”

​        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องอันใด?”

​        ชายฉกรรจ์นั้นหน้าเคร่งเครียดลง ขณะจะอาละวาด พลันเหลือบเห็นหน้าประตูห้องข้าง แขวนดวงโคมประจำตำแหน่งจ้งต๊กมณฑลกุยจิวฮุ้นหนำ ต้องใจหายวาบตาดถามว่า “ท่านมาทำอะไร? ท่านมิใช่...”

​        เจี่ยฮีชิงกล่าวขึ้นว่า “มาคุ้มกันภัย ขอท่านทั้งหลายเห็นแก่ผู้น้องเพิ่งออกท่องเที่ยวอย่าได้ทุบชามข้าวของข้าพเจ้า ไปแสวงโชคลาภยังสถานที่อื่นเถอะ”

​        ชายฉกรรจ์นั้นแค่นเสียงดังเฮอะ ร้องว่า “ท่านดูคนผิดแล้ว” พลางขยับสองแขน โถมไปยังห้องข้าง

​        โต๊ะตงเนี้ยมภายในห้องร้องโพล่งออกมาว่า “นี่เป็นกิ้มอีอ้วย (องครักษ์เสื้อแพร) จากนครหลวง”​        

​        ที่แท้องครักษ์เสื้อแพรเป็นหน่วยงานพิเศษของบ้านเมือง ชายฉกรรจ์ที่นำหน้านี้เป็นชนชั้นหัวหน้ากลุ่มขององครักษ์เสื้อแพร เรียกว่าเจี๊ยะเฮา ระหว่างที่โต๊ะตงเนี้ยมดำรงตำแหน่งจ้งต๊ก ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งกระทำความผิด ทางนครหลวงจัดส่งองครักษ์เสื้อแพรมาคุมตัวเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดไป ประจวบกับผู้นำขบวนเป็นเจี๊ยะเฮา ดังนั้นจึงรู้จัก

​        ยามนั้นเจี๊ยะเฮากระโดดโลดแล่นเข้าห้องข้าง ก้วงเสียวน้ำพลันพุ่งตัวออกจากภายในห้อง ยกแขนซ้ายปิดกันไว้ ตวาดว่า “เป็นผู้ใด กลับกล้าล่วงเกินตั่วนั้งผู้เฒ่า?”

​        แขนทั้งสองข้างพอปะทะ ทั้งสองล้วนถูกกระแทกถอยไปหลายก้าว โต๊ะตงเนี้ยมรีบร้องว่า “เจี๊ยะจี้ฮุย (ผู้ควบคุมแซ่เจี๊ยะ) เป็นเราอยู่ที่นี้ ฮ่องเต้มีกระแสรับสั่งถึงเราหรือ?”

​        ในสมัยราชวงศ์เหม็ง ฮ่องเต้ใช้แต่พระเดชต่อขุนนางอำมาตย์เพราะเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย จะทรงบัญชาองครักษ์เสื้อแพรไปตัดแขนขา ประหารฆ่าอย่างทารุณ โต๊ะตงเนี้ยมเพิ่งปลดเกษียณ วิตกกังวลว่าฮ่องเต้มีพระบัญชาคุมตัวท่านเข้านครหลวง แม้แต่สุ้มเสียงยังสั่นสะท้าน

​        เจี๊ยะเฮาเพ่งตามองดู ยังจดจำออกได้ จึงกล่าว “เป็นโต๊ะตั่วนั้งอยู่ที่นี้จริงๆ เราติดตามจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ ไม่มีเจตนาล่วงเกิน โปรดให้อภัยด้วย”

​        หยุดเล็กน้อยจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่องเต้ทรงห่วงใยโต๊ะตั่วนั้ง มักรับสั่งถึง ตรัสว่าโต๊ะตั่วนั้งเป็นขุนนางที่ดี”

​        โต๊ะตงเนี้ยมค่อยระงับขวัญอันแตกตื่น รีบประสานมือคารวะเชื้อเชิญเจี๊ยะเฮาดื่มสุรา เจี๊ยะเฮายิ้มพลางกล่าวว่า “โต๊ะตัวนั้งเกรงอกเกรงใจไปแล้ว เราได้รับพระบัญชามา ไม่กล้ารั้งอยู่นานไป”

​        กล่าวจบ นำองครักษ์เสื้อแพรทั้งสามล่าถอยออกไป ก่อนไปจับจ้องมองก้วงเสียวน้ำกับเฮ้งเจี่ยฮีอย่างลึกซึ้ง หัวร่อดังๆกล่าวว่า “ผู้คุ้มกันที่โต๊ะตั่วนั้งเชื้อเชิญมาทั้งสอง ช่างเข้มแข็งยิ่งนัก”

​        เจี๊ยะเฮาพอจากไป ก้วงเสียวน้ำเพ่งตามอง เห็นบนพื้นมีรอยเท้าสิบกว่ารอย จมลึกมาไปถึงครึ่งนิ้ว ดังนั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “บ่าวไพร่เหล่านี้ชมชอบอวดโอ่ฝีมือฝีมือ ไหนเลยเปรียบกับเฮ้งเฮี้ยงตี๋ (น้องอันประเสริฐแซ่เฮ้ง) ที่ซ่อนคมงำประกายได้?”

​        โต๊ะตงเนี้ยมภายในห้องพลันร้องเรียกว่า “ก้วงเฮียงเตี๊ยก (หลานอันประเสริฐแซ่ก้วง) รีบมารีบมา”

​        ที่แท้โต๊ะตงเนี้ยมฉุกคิดว่า องครักษ์เสื้อแพรจากนครหลวงติดตามถึงที่นี้ บุรุษหนุ่มชุดขาวคงต้องเป็นผู้ต้องหาสำคัญ ตัวท่านถูกมันหลอกใช้ เป็นโล่กำบังให้ ภายหน้าฮ่องเต้ทรงทราบเข้า ตัวท่านคงต้องถูกประหารทั้งตระกูล ดังนั้นรีบเรียกตัวก้วงเสียวน้ำมา ถ่ายทอดบอกความกังวลใจออกไป ก้วงเสียวน้ำพอฟ้ง แค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “ความข้อนี้ข้าพเจ้าดูออกแต่แรกแล้ว”

​        กล่าวจบ พลิ้วกายกลับไปยังห้องโถง เห็นเฮ้งเจี่ยฮีดื่มสุราทีละถ้วย ก้วงเสียวน้ำปั้นหน้าเคร่งเครียดลง หัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “เฮี้ยงตี๋ (น้องอันประเสริฐ) ท่านเป็นผู้ชำนาญการในยุทธจักรผู้พี่โง่เขลานับถือเลื่อมใสนัก”

​        เจี่ยฮีกล่าวว่า “ก้วงเฮียอย่าได้มีโทสะ ผู้น้องมีความจำเป็นต้องกระทำ”

​        ก้วงเสียวน้ำกวาดตามองแวบหนึ่ง พลันยื่นมือตะปบใส่ ปากตวาดเบาๆ ว่า “ท่านกล้าหยอกเย้าข้าพเจ้าที่เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง?”

​        เฮ้งเจี่ยฮีขยับไหล่วูบหนึ่ง ก้วงเสียวน้ำพลันฟาดฝ่ามือซ้ายออกดังหวีด ฟาดใส่ทรวงอกของมัน เฮ้งเจี่ยฮียิ้มเล็กน้อย บังคับกล้ามเนื้อทรวงอกยุบลง ฝ่ามือของก้วงเสียวน้ำกลับลื่นไหลไปด้านข้าง เฮ้งเจี่ยฮียังคงนั่งแน่วนิ่งบนเก้าอี้ คล้ายกับไม่มีเรื่องราวใด

​        ก้วงเสียวน้ำอดใจหายวาบมิได้ มือซ้ายได้วิชาคว้าจับ นิ้วมือข้างขวาจี้สกัดจุด กระบวนเพลงเดียวสองท่วงท่า ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาในสามสิบหกท่าคว้าจับใหญ่ของสำนักบู๊ตึง

​        เฮ้งเจี่ยฮีนั่งบนเก้าอี้ ดูท่ายากหลบหลีกรอดพ้น หาคาดไม่ว่าเฮ้งเจี่ยฮีขวางศอกคราหนึ่ง คลี่คลายค่าคว้าจับข้างซ้ายของก้วงเสียวน้ำยกมือขวาดันศอกขวาของก้วงเสียวน้ำขึ้น ตวาดเบาๆ ว่า “ก้วงเฮีย เราท่านอย่าเพิ่งประมือ ศัตรูเข้มแข็งมาถึงแล้ว พวกเราร่วมมือกัน จะรอดพ้นทั้งสองฝ่าย หากแม้นแบ่งแยก ต้องตกตายตามกัน”

​        ก้วงเสียวน้ำเงี่ยหูสดับฟัง ได้ยินเสียงกู่ดังมาแต่ไกล สีหน้าต้องแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “ท่านก่อกวนเลศนัยใด? ศัตรูเพิ่งจากไปขบวนหนึ่ง ก็มาอีกขบวนหนึ่ง”

​        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “คราครั้งนี้ผู้มาเป็นโจรมิจฉาชีพจริงๆ ขอบอกโดยมิอำพรางมหาโจรอันร้ายกาจแถบมณฑลเสฉวนเซียมไซทั้งห้าสาย คืนนี้ล้วนชุมนุมอยู่ที่นี้”

​        ก้วงเสียวน้ำกระชากเสียงด้วยโทสะว่า “โต๊ะตั่วนั้งไม่มีเงินทองมากมายเท่าใด พวกท่านไยต้องกระทำเกินกว่าเหตุ ประสานทั้งในนอก?”

​        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นสายภายในหรือ? ที่พวกมันคิดปล้นชิงเป็นข้าพเจ้า มิใช่โต๊ะตั่วนั้งอันใดของท่าน เพียงแต่พวกมันหลังจากปล้นชิงผู้น้อง ไม่แน่ว่าจะฉวยโอกาสปล้นชิงพวกท่าน”

​        ก้วงเสียวน้ำเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ในใจครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านไม่พกพาห่อสัมภาระ สองมือล้วนว่างเปล่า ยังปล้นชิงอันใดของท่าน’

​        เฮ้ยเจี่ยฮีพลันกล่าวเสียงทุ่มหนักอีกว่า “รีบกลับเข้าห้องข้าง ปลดโคมประจำตำแหน่งลงมา อาจไม่ประสบภัยลุกลาม”

​        วงเสียวน้ำลังเลเล็กน้อย เฮ้งเจี่ยฮีพลันผุดลุกขึ้น กระซิบที่ข้างหูมันเบาๆ อยู่หลายคำ ก้วงเสียวน้ำผงกศีรษะรับอย่างลืมตัว รีบล่าถอยออกไป

​        ชั่วครู่ให้หลัง เสียงกู่ยิ่งมายิ่งใกล้เข้ามา เฮ้งเจี่ยฮีเปิดประตูใหญ่ออก ก็ปรากฏชายฉกรรจ์สิบกว่าคนฮือเข้ามาจากนอกประตู ทั้งสูงๆ ต่ำๆ ยืนหยัดอยู่ทั่วทั้งห้องหับ

​        ก้วงเสียวน้ำเพ่งตามอง พบว่าหัวหน้าสาขาแห่งพรรคประตูมังกรทั้งสามก็อยู่ในจำนวนนี้ ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุถึงกับชมดูจนหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากขาวซีด กระซิบบอกว่า “คราครั้งนี้แย่แล้ว ผู้เข้มแข็งอันร้ายกาจรุดมาถึงสามขบวน นอกจากพรรคประตูมังกรแล้ว ยังมีสองพี่น้องตระกูลปิงแห่งเฮ็กโฮ้วง้ำ (ผาเสือดำ) ภูเขาไต้ปาซัว กับแบะสีซาฮ้ง (สามนักสู้ตระกูลแบะ) แห่งภูเขาเตี่ยกุนซัว”

​        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ยังมีอีกสองขบวนไม่มาถึง ท่านคอยดูเถอะ”

​        พี่ใหญ่ของสามพี่น้องตระกูลแบะนามแบะพังชุนยืนหยัดอยู่กลางห้องโถง กวาดตามองเที่ยวหนึ่ง ส่งเสียงหัวร่อเคี้ยกเคี้ยกกล่าวว่า “ท่านยอดเยี่ยมยิ่ง อัญมณีจินดาซุกซ่อนอยู่ที่ใด? ยังมิรีบส่งมอบออกมาอีก? ใช่รวมอยู่กับสัมภาระของขุนนางโฉดนั้นหรือไม่?”

​        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวเสียงกังวานว่า “แบะเล่าตั่ว (อันดับหนึ่งแซ่แบะ) ท่านก็เป็นนักเลงเก่าอันช่ำชองกลับดูไม่ออก ยังไม่ทันลงมือ ท่านก็พ่ายแพ้ท่าหนึ่งแล้ว”

​        หัวหน้าใหญ่พรรคประตูมังกรตู้เก้งฮ้งชูนิ้วหัวแม่มือ กล่าวว่า “เล่าตี๋ (คำเรียกอีกฝ่ายหนึ่งเป็นน้องอย่างสนิทสนม) ท่านยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านนำออกมา ให้ทั้งหมดชมดูเป็นขวัญตา พวกเราจะคบหาเป็นสหายกัน”

​        เฮ้งเจี่ยฮีลุกขึ้นยืนช้าๆ ยกอานม้าที่กองสุมอยู่มุมห้องขึ้น จัดวางลงบนโต๊ะไม้จันทร์ม่วง โต๊ะไม้ถึงกับลั่นเอี๊ยดอ๊าด จากนั้นเฮ้งเจี่ยฮีชักกระบี่ที่สะพายติดตัว ฟันใส่เบาๆ

​        อานม้าชุดนี้ความจริงเป็นสีดำมะเมื่อม ไม่มีที่ใดสะดุดตา ไม่ว่าผู้ใดล้วนเข้าใจว่าเป็นอานม้าที่จัดทำจากไม้ ลงรักสีดำไว้ หาคาดไม่ว่าพอใช้กระบี่ฟันใส่ พลันปรากฏประกายสีทองพวยพุ่ง ภายในแผ่นหนังเหล็กกลับห่อหุ้มทองคำบริสุทธิ์ ทั้งยังฝังไว้ด้วยอัญมณีหยกตาแมวกลมเกลี้ยงสิบกว่าลูก แสงสีทองประกายอัญมณี สะท้อนเป็นสีสันพิสดาร

​        ที่แท้โจรมิจฉาชีพที่มีประสบการณ์ เพียงมองดูสัมภาระของพ่อค้าวาณิช ก็สามารถคาดคำนวณว่ามันพกพาอัญมณีของมีค่ามากน้อยเท่าใด กองโจรชายแดนเสฉวนเซียมไซทั้งห้าขบวน สะกดรอยตามเฮ้งเจี่ยฮีนานวันดูจากรอยเกือกม้าของม้าคู่ขามัน และการก่อตัวของฝุ่นละออง แสดงว่าบรรทุกอัญมณีจินดาที่มีขนาดเล็ก แต่น้ำหนักมากติดตัว จนใจที่ดูไม่ออกว่าเฮ้งเจี่ยฮีซุกซ่อนอยู่ที่ใด ไม่ว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าห่อหุ้มอยู่ในอานม้า

​        เฮ้งเจี่ยฮีหัวร่อฮาฮา ยกบังโกลนที่เหยียบเท้าชุดหนึ่งขึ้น กล่าวเสียงกังวานว่า “ทั้งหมดล้วนเป็นคนเส้นทางเดียวกัน ผู้น้องไม่มีสิ่งใดคารวะบังโกลนที่เหยียบเท้านี้ ขอกำนัลให้แก่สหายบนเส้นทางเสฉวนเซียมไซถือเป็นของขวัญเล็กน้อยเถอะ”

​        เหล่ามิจฉาชีพหันไปมองหน้ากัน แบะพ้งชุนกล่าวเสียงทุ้มหนักว่า “ท่านยอดเยี่ยม พวกเรายอมรับความปราชัยแล้ว

​        ไม่ยอมรับบังโกลนที่เหยียบเท้า หันกายผละจากไป

​        ก้วงเสียวน้ำแอบดูอยู่ในห้องข้าง เพิ่งระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเห็นแบะพ้งชุนพอเดินถึงหน้าประตู ที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงหัวร่อเคี้ยกเคี้ยกดังพิกล เงาคนถลันวูบ ชายชราอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งเดินเข้ามาปากคาบกล้องยาสูบ พ่นควันเขียวเป็นเส้นสาย ส่งเสียงประหลาดพิกลว่า “วิเศษแท้ ไม่รอให้เรามาถึง พวกท่านก็แบ่งปันกองกลางแล้วหรือ?”

​        แบะพ้งชุนกล่าวว่า “เสียวตั่วกอ (พี่ใหญ่แซ่เสียว) พวกเราอับอายขายหน้ามากแล้ว”

​        ชายชราอ้วนเตี้ยยกกล้องยาสูบชี้ไป กล่าวว่า “เราดูออกแต่แรกว่าในอานม้าของมันมีเลศนัย คำสนทนาของพวกท่าน เราล้วนได้ยินทั้งสิ้น เรามิใช่กระยาจกภิกขาจาร คิดบริจาคบังโกลนที่เหยียบเท้าแก่เราหรือ? ทำไม่ได้”

​        ก้วงเสียวน้ำภายในห้องเห็นชัดตา มาตรว่าตัวเองไม่เคยพบหน้าชายชราอ้วนเตี้ย แต่ดูจากลักษณะท่าทางของมัน แสดงว่าคนผู้นี้เป็นโจรโดดเดี่ยวแถบมณฑลเซียมไซตอนใต้ นามเสียวซวงเอี้ยง กล้องยาสูบในมือเป็นอาวุธนอกสารบบชนิดหนึ่ง สามารถใช้ต่างพู่กันจี้จุด และใช้ต่างกระบี่ห้าธาตุ นับเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุทธจักร มิคาดกลับประพฤติตัวอย่างดื้อด้าน

​        เฮ้งเจี่ยอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสแซ่เสียว ท่านเป็นผู้สูงด้วยวัยวุฒิ อานม้านี้คารวะแก่ท่านผู้เฒ่า ความจริงไม่นับเป็นอย่างไร จนใจที่ข้าพเจ้ามีสหายผู้หนึ่งไม่ยินยอม”

​        เสียวซวงเอี้ยงกล่าวว่า “สหายผู้ใด เชิญปรากฏออกมาพบพาน”

​        ไม่ทันขาดคำ ภายในห้องข้างปรากฏคนผู้หนึ่งโถมออกมา สอดคำขึ้น “ศิษย์สำนักบู๊ตึงก้วงเสียวน้ำน้อมพบผู้อาวุโสทุกท่าน”

​        เสียวซวงเอี้ยงกลอกกลิ้งดวงตาตลบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านเป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง? พวกเราสนิทสนมกันให้มากไว้” พลางยื่นมือออก กางนิ้วสามนิ้ว งอนิ้วหนึ่งนิ้ว แฝงวิชาคว้าจับอันร้ายกาจ คร่ากุมใส่เฮ้งเจี่ยฮี

​        เฮ้งเจี่ยฮีดันฝ่ามือขึ้น วกข้อมือวูบ ใช้ออกด้วยท่าซาฮ้วงเท่าง้วย (สามห่วงคล้องจันทร์) ในเพลงฝ่ามือบู๊ตึง คลี่คลายสลายท่วงท่าของเสียวซวงเอี้ยงไป เสียวซวงเอี้ยงร้องคำวิเศษแท้ กดมือซ้ายลงยังหัวไหล่ของก้วงเสียวน้ำ

​        ก้วงเสียวน้ำถอนเท้าไปหนึ่งก้าว เกร็งลมปราณขึ้นจากจุดตังชั้ง กอดแขนทั้งสอง ยกศอกซ้ายขึ้น ใช้ออกด้วยท่าฮื้อฮูใซ่หมัง (ชาวประมงตากแห) หักล้างกระบวนท่าของเสียวซวงเอี้ยงไปได้ เสียวซวงเอี้ยงพลันหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึงจริงๆ”

​        ก้วงเสียวน้ำแสดงยอดวิชาบู๊ตึงออกมาสองท่า สร้างความครั่นคร้ามแก่เสียวซวงเอี้ยงขึ้นมา ซึ่งความจริง วิจารณ์ตามพลังฝีมือเสียวซวงเอี้ยงยังเหนือล้ำกว่าก้วงเสียวน้ำ แต่บู๊ตึงเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน เป็นที่กริ่งเกรงของชาวมิจฉาชีพ ดังนั้นเสียวซวงเอี้ยงพุ่งถอยไปด้านหลัง กล่าวว่า “ท่านไยต้องสอดเท้าเข้ามาในปลักน้ำนี้?”

​        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ปลักน้ำอันใด? พวกเราความจริงเป็นพวกเดียวกัน เงินทองเป็นเรื่องเล็กน้อย เกียรติภูมิของสำนักบู๊ตึงไม่อาจเสื่อมโทรมได้”

​        เสียวซวงเอี้ยงฝืนหัวร่อ กล่าวว่า “ศิษย์สำนักบู๊ตึงไม่เคยคุ้มกันสินค้า และไม่เคยประพฤติเป็นโจรท่านไหนเลยเป็นพวกเดียวกับมัน?”

​        ก้วงเสียวน้ำ “เรื่องราวในยุทธจักร ทุกผู้คนล้วนเกี่ยวข้องได้ ท่านถือดีในพวกมาก กระทำการปล้นชิง เมื่อปรากฏแก่สายตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ยินยอมอนุญาต”

​        เสียวซวงเอี้ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นซือแป๋ท่านใช้ให้ท่านเกี่ยวข้องหรือ? ไฉนเพียงจัดส่งท่านมาคนเดียว?”

​        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ระหว่างทางพบเห็นเรื่องอยุติธรรม ชักดาบเข้าช่วยเหลือ ไยต้องเป็นคำสั่งอาจารย์?”

​        เฮ้งเจี่ยฮีปรายตาบอกใบ้ ก้วงเสียวน้ำค่อยฉุกใจได้คิด กล่าวเสริมว่า “ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึงชุมนุมที่เซียมไซ เพื่อพบปะกับบุคคลมีหน้ามีตาของพวกท่าน”

​        เสียวซวงเอี้ยงงงันวูบ มันความจริงคาดคำนวณว่า หากมีแต่ก้วงเสียวน้ำคนเดียว จะพานกำจัดฆ่าทิ้ง ทำลายซากศพลบล้างร่องรอย ยามนี้ฟังว่าศิษย์รุ่นที่สองของบู๊ตึงชุมนุมอยู่ที่เซียมไซ คาดว่าคงมีจำนวนมาก ต่อให้เสียวซวงเอ้ยงมีขวัญกล้าเทียมฟ้า ก็ไม่กล้าแตกหักกับเหล่ายอดฝีมือสำนักบู๊ตึง ดังนั้นรั้งกล้องยากสูบกลับ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านไยต้องมีโทสะรุนแรงถึงเพียงนี้? คนผู้นี้เมื่อเป็นเป็นสหายของท่าน พวกเราไหนเลยไม่ไว้ไมตรี?”

​        ก้วงเสียวน้ำมีสีหน้าผ่อนคลาย อดยกแขนเสื้อปาดเช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผากมิได้ ที่แท้ก้วงเสียวน้ำลงมือทดสอบสองกระบวนท่าสำนึกว่ามิใช่คู่มือของเหล่าโจร ล้วนอาศัยเกียรติภูมิของสำนักบู๊ตึง ค่อยขู่ขวัญศัตรูล่าถอยไป

​        ซึ่งความจริง ก้วงเสียวน้ำที่บอกว่า ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึงอยู่ที่นี้ กลับไม่แปลกปลอม จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงเคยจัดส่งศิษย์สี่คน มาปฏิบัติงานที่มณฑลเซียมไซ แต่ศิษย์ทั้งสี่หามีกำหนดนัดกับก้วงเสียวน้ำไม่

​        เสียวซวงเอี้ยงเห็นก้วงเสียวน้ำยกแขนเสื้อเช็ดหยาดเหงื่อ สองตาพลันสาดประกายเจิดจ้า แหงนหน้าหัวร่อดังๆ สามครา กล่าวว่า “กุยตั่วกอ (พี่ใหญ่แซ่กุย) ท่านมาได้พอดี ท่านว่าเด็กน้อยนี้ใช่กล่าวโป้ปดหรือไม่?”

​        พลันปรากฏกระแสลมหอบหนึ่งกระโชกวูบ เปลวเทียนในห้องโถงสั่นไหววูบวาบ ชายชราหน้าแดงทั้งสูงทั้งใหญ่ผู้หนึ่ง พลันทิ้งตัวลงจากเบื้องนอก ส่งเสียงหัวร่อก้องกังวานกล่าวว่า “สำนักบู๊ตึงมีคนมาสี่คน แต่ล้วนถูกผู้อื่นคร่ากุมไว้ ผู้อื่นกล้าแตะต้องสำนักบู๊ตึง พวกเราไฉนไม่กล้า? เด็กน้อยนี้อยู่ที่นี้เพียงลำพัง ผู้อื่นฟาดมันตกตาย ทิ้งซากอยู่กลางป่าร้าง ป้อนเป็นอาหารสุนัขป่า ต่อให้ห้าบรรพชิตบู๊ตึงสืบเสาะมา ก็ไม่จดหนี้บัญชีกับพวกเรา”

​        ก้วงเสียวน้ำลอบตื่นตระหนก ดูจากลักษณะท่วงท่าของชายชราหน้าแดง คงเป็นมหาโจรแดนเสฉวน ฉายาเอ็งเยี้ยวอ้วง (เจ้าเล็บเหยี่ยว) กุยอู่เจียง แต่คนผู้นี้ทราบได้อย่างไรว่าสำนักบู๊ตึงส่งศิษย์มาสี่คน? มิหนำซ้ำศิษย์ทั้งสี่ถูกผู้ใดคร่ากุมไว้?

​        เสียวซวงเอี้ยงก็ใจหายวาบ ร้องว่า “กุยตั่วกอช้าก่อน ท่านหมายความว่านางอสูรนั้นลงมือหรือ? ที่นี้หาได้อยู่ภายใต้การปกครองของนางไม่”

​        เจ้าเล็บเหยี่ยวกุยอู่เจียงกล่าวว่า “ท่านไฉนขวัญอ่อนถึงเพียงนี้? พวกเราเหล่าชาวมิจฉาชีพแห่งเสฉวนเซียมไซ ไม่อาจปล่อยให้ทารกหญิงรุ่นหลังนางหนึ่งสะกดข่มไว้”

​        ปากกล่าววาจา มือเท้าไม่ชักช้า ขยับไหล่วูบหนึ่งยื่นมือใหญ่โตดุจพัดใบลาน ตะปบลงยังศีรษะก้วงเสียวน้ำ

​        ก้วงเสียวน้ำเห็นใจกลางฝ่ามือข้างนี้เป็นสีแดงฉาน ไหนเลยกล้าต้านปะทะ รีบหดตัวไปด้านหลัง ตวัดเท้าขวาเตะใส่จุดแป๊ะฉีที่ข้อพับเท้าของกุยอู่เจียง กุยอู่เจียงส่งเสียงหัวร่อเคี้ยก เคี้ยก ถลันหลบวูบ จากนั้นสะอึกจู่โจม มือขวางอนิ้วดุจตาขอ ตะปบคว้าใส่ข้อเท้าของก้วงเสียวน้ำ

​        ก้วงเสียวน้ำหดร่างเป็นคำรบสอง กุยอู่เจียง จู่โจมสองมือ เสียงลมฝ่ามือดังหวืดหวือ คุกคามก้วงเสียวน้ำล่าถอยถึงมุมห้อง ขณะจะลงมือด้วยอำมหิต พลันได้ยินเฮ้งเจี่ยฮีกล่าวเสียงเย็นชาว่า “พวกท่านต้องการอานม้าของข้าพเจ้าไม่ยากนัก เพียงแต่พวกท่านถามไถ่เง็กล้อซัวะ (อสุรีหยก) แล้วหรือไม่?”

​        เสียวซวงเอี้ยงกับสองพี่น้องตระกูลปึง สามนักสู้ตระกูลแบะกำลังรายล้อมเข้าหาเฮ้งเจี่ยฮี พอฟังต้องใจหายวาบ เสียวซวงเอี้ยงร้องเสียงพิกลาว่า “อสุรีหยกอันใด?”

​        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ชาวมิจฉาชีพยินดีปล้นชิงพันครอบครัว ไม่ดักสกัดของขวัญคารวะ นี่เป็นของขวัญที่ผู้อื่นส่งมอบให้แก่อสุรีหยก พวกท่านคิดประพฤติเป็นดำกินดำ (หมายถึงโจรปล้นโจร) หรือ?”

​        เสียวซวงเอี้ยงหน้าขาวซีด ร้องว่า “กุยตั่วกอโปรดหยุดมือก่อน”

​        กุยอู่เจียงหงายร่างกระโดดปราดมา ตวาดด้วยโทสะว่า “เด็กน้อยคิดยกอ้างอสุรีหยกข่มขู่พวกเราหรือ?”

​        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ผู้ใดข่มขู่ท่าน?” พลางพลิกอานม้าชุดนั้น พบว่าด้านในแกะสลักข้อความว่า “คารวะแด่เลี่ยงงี้เซี้ยงเสียวเจี้ยะ*”

​        (* เลี่ยงเป็นแซ่ งี้เซี้ยงแปลว่าอาภรณ์รุ้ง เสียวเจี้ยะหมายถึงคุณหนู)

​        เสียวซวงเอี้ยงฉุดดึงกุยอู่เจียงมาด้านข้าง กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “กุยตั่วกอ เรื่องนี้ยินยอมเชื่อว่ามี ไม่ยอมเชื่อว่าไม่มี ในความเห็นผู้น้อง ยังคงปลดปล่อยมันไปเถอะ”

​        กุยอู่เจียงแค่นเสียงดังเฮอะ ก้มศีรษะครุ่นคิด ‘สามนักสู้ตระกูลแบะและหัวหน้าพรรคประตูมังกรพากันห้อมล้อมเข้ามา คงเหลือแต่สองพี่น้องตระกูลปึง จับตาดูอยู่ที่ห้องโถง’

​        คราครั้งนี้เหนือความคาดหมายก้วงเสียวน้ำนัก ครุ่นคิดขึ้น ‘ผู้ใดเป็นอสุรีหยก? นามนี้ไม่เคยได้ยินมา ไฉนขู่ขวัญเหล่าโจรถึงเพียงนี้?’

​        ชั่วครู่ให้หลัง กุยอู่เจียงพลันเงยหน้าขึ้น เหลือกตากล่าวว่า “ต่อให้เป็นของอสุรีหยกก็ต้องปล้นชิง!”

​        เสียวซวงเอี้ยงสะท้านขึ้นด้วยความตื่นตระหนก กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “ตั่วกอ...”

​        กุยอู่เจียงกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้จันทน์ม่วง จนโต๊ะไม้หักไปมุมหนึ่ง ร้องดังๆ ว่า “รอบปีมานี้ พวกเราได้รับโทสะจากทารกหญิงนั้นจนเกินพอแล้ว พานฉกฉวยโอกาสนี้ต่อสู้กับนางสักครา”

​        เสียวซวงเอี้ยงถอยกายไปหลายก้าว กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “นี่...นี่...”

​        กุยอู่เจียงกล่าวตำหนิว่า “เสียทีที่ท่านมีเกียรติภูมิมาชั่วชีวิต กลับกลัวเกรงถึงเพียงนี้ ความร้ายกาจของนาง พวกเราเพียงได้ยินได้ฟัง ไม่พบเห็นกับตา หากพวกท่านมีความเข้มแข็งก็ตามเรามา อานม้าของเด็กน้อยนี้เราขอช่วงชิงแน่แล้ว”

​        สามนักสู้ตระกูลแบะและหัวหน้าพรรคประตูมังกร ล้วนนิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหว มีแต่สองพี่น้องตระกูลปึงร้องว่า “เราสองพี่น้องยินดีรับบัญชาจากกุยอู่เจียง”

​        กุยอู่เจียงกวาดมองเสียวซวงเอี้ยงแวบหนึ่ง ร้องว่า “วิเศษแท้ เราสองพี่น้องคบหากันหลายสิบปี เสียทีที่คบหากันแล้ว”

​        เสียวซวงเอี้ยงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ตั่วกอเมื่อคิดกระทำ ผู้น้องได้แต่น้อมสนอง”

​        กุยอู่เจียงขู่คำรามก้อง ยื่นมือข้ามโต๊ะ ตะปบใส่เฮ้งเจี่ยฮี เฮ้งเจี่ยฮีถลันหลบเลี่ยง สองพี่น้องตระกูลปึงโถมเข้ามาจากทางซ้ายขวา เฮ้งเจี่ยฮีหมุนคว้างรอบหนึ่ง พลันใช้ออกด้วยท่าจ้ออิ๋วไคเก็ง (น้าวเกาทัณฑ์ทั้งซ้ายขวา) ปัดป่ายสองพี่น้องตระกูลปึงพ้นห่างไป

​        กุยอู่เจียงพลิกข้อมือวูบ ประกบนิ้วชี้นิ้วกลาง จี้ปราดใส่สองตาของเฮ้งเจี่ยฮี เฮ้งเจี่ยฮีพลันใช้ท่วงท่าหงเตี้ยมเท้า (หงส์ผงกหัว) กระโดดหลบไปด้านข้าง แค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า “กุยเล่าตั่ว ท่านหลงกลถ่วงเวลาของข้าพเจ้าแล้ว ท่านคิดปล้นชิงสมควรปล้นชิงแต่แรก ลงมือในตอนนี้ไม่ทันการณ์แล้ว ท่านฟัง เบื้องนอกเป็นเสียงอะไร?”

​        กุยอู่เจียงงงงันวูบ พอสดับฟังดู ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงเคาะเกราะโมงยาม รัตติกาลอันยาวนานผ่านพ้น เป็นเวลายามห้าแล้ว เฮ้งเจี่ยฮีหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ท่านได้ยินหรือไม่? ยามห้าแล้ว อสุรีหยกจะรุดมาในบัดดล กุยเล่าตั่วท่านยังไม่หยุดมือ ต้องตายโดยไร้ที่กลบฝัง”

​        กุยอู่เจียงตวาดว่า “เด็กน้อยคิดถ่วงเวลา จะส่งท่านไปพบกับยมบาลก่อน” พลางกราดฟาดฝ่ามือลงยังศีรษะเฮ้งเจี่ยฮีดังหวืดใหญ่

​        ในเสียงหัวร่อดังกังวาน เฮ้งเจี่ยฮีลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าตวัดมือฟาดพลังลม จนเทียนไขขนาดใหญ่ภายในห้องโถงดับไป ทั่วทั้งบริเวณมืดมิดสนิททั่ว

​        ก้วงเสียวน้ำยืนแนบชิดกับผนังห้อง กลั้นลมหายใจไว้ เหล่าโจรแม้มีกำลังพวกมาก ในความมืดมิดไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ กุยอู่เจียงขณะจะจำแนกสุ้มเสียงลงมือจู่โจม ที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงหัวร่อดังสดใสไพเราะ ฟังดูคล้ายอยู่ห่างไกล ชั่วพริบตาก็มาถึงหน้าประตู

​        ทุกผู้คนรู้สึกกระจ่างจ้าที่เบื้องหน้าสายตา ประตูห้องโถงเปิดอ้าออก หญิงสาวขบวนหนึ่งเดินเข้ามา สี่นางที่นำหน้าถือโคมคลุมแพร สี่นางที่ด้านหลังแยกย้ายเป็นซ้ายขวา ห้อมล้อมสตรีสาวที่สะคราญปานเทพธิดา สวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน รัดสายรัดเอวแพรขาว ดวงเนตรสุกใสราวน้ำค้างกลางหาว คิ้วขนงเรียวยาวจรดจอนนางหนึ่งเดินเข้ามาอย่างยิ้มแย้ม

​        เหล่าโจรในห้องโถงยืนเซื่องซึมตะลึงลาน มีอยู่หลายคนถึงกับหน้าเผือดขาว ส่วนเฮ้งเจี่ยฮีส่งเสียงร้องด้วยความยินดีว่า “เลี่ยงนึ่งเฮียบ (วีรสตรีแซ่เลี่ยง) บิดาข้าพเจ้าฝากความระลึกถึงท่านผู้เฒ่า”

​        สตรีสาวนั้นผงกศีรษะรับ ทักทายว่า “เขาสบายดี?”

​        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “บิดาข้าพเจ้าใช้ให้ข้าพเจ้าจัดส่งอานม้านี้ให้แก่ท่าน พวกมัน...”

​        สตรีสาวนั้นยิ้มเล็กน้อย สอดคำขึ้น “เจตนาการมาของท่าน ข้าพเจ้าทราบแต่แรกแล้ว พวกมันต้องการอานม้านี้หรือ?” พลางกวาดตาคู่งามไปรอบห้องโถง

​        เสียวซวงเอี้ยงรีบกล่าวว่า “เราไม่ทราบว่าเป็นของท่านผู้เฒ่า”

​        ก้วงเสียวน้ำลอบหัวร่อในใจ สตรีนางนี้ดูไปอย่างมากมีอายุยี่สิบปี เสียวซวงเอี้ยงอายุสูงวัยปูนนี้ กลับเรียกหานางเป็นท่านผู้เฒ่า

​        สตรีสาวนั้นเลิกคิ้วเรียวงาม แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “ไม่ทราบไม่มีความผิด พวกท่านล้วนติดตามข้าพเจ้ากลับภูเขาเถอะ” หยุดเล็กน้อยจึงแย้มยิ้มออกมากล่าวว่า “กุยเล่าตั่ว ท่านก็มาแล้ว? บรรณาการประจำเดือนนี้ของท่านยังไม่ส่งมอบมา เป็นเพราะลืมเลือนแล้วหรือ?”

​        กุยอู่เจียงผ่อนลมหายใจ ระงับสติแล้วตวาดว่า “อสุรีหยก ผู้อื่นเกรงกลัวท่าน เราหากลัวไม่ ที่นี้มิใช่เขตแดนของท่าน อานม้านี้เราต้องการแน่แล้ว” กล่าวพลางสืบเท้าโถมเข้ามา

​        สตรีสาวที่ถูกเรียกหาเป็นอสุรีหยกถามว่า “ยังมีผู้ใดต้องการอานม้านี้?”

​        สามนักสู้ตระกูลแบะและหัวหน้าพรรคประตูมังกรรีบล่าถอยไปด้านข้าง ปากล่าวคำ “มิกล้า” เสียวซวงเอี้ยงหน้าขาวซีด มิอาจกล่าววาจาได้ ส่วนสองพี่น้องตระกูลปึงเงียบงันไม่ส่งเสียง แต่ติดตามอยู่ด้านหลังกุยอู่เจียง

​        อสุรีหยกพลันส่งเสียงหัวร่อดังสดใสยาวนาน กล่าวว่า “กุยเล่าตั่ว ผู้ใดให้ท่านกลัวเกรง?”

​        กุยอู่เจียงพอดีโถมถึงเบื้องหน้า ยื่นมืออวบใหญ่ดุจพัดใบลานตะปบลงหา อสุรีหยกไม่มีท่าทีผิดปรกติ กุยอู่เจียงพอตะปบลง พลันไม่พบเห็นเงาร่างผู้คน รีบล่าถอยกลับไป ไหนเลยทันท่วงที ที่กลางหลังปวดแปลบอย่างรุนแรง ต้องล้มลงกับพื้น

​        ส่วนสองพี่น้องตระกูลปึงกระทั่งชมดู ยังไม่อาจชมดูชัดตา ที่ใต้ซอกแขนล้วนถูกอสุรีหยกประทับใส่หนึ่งฝ่ามือ ส่งเสียงแผดร้องโหยหวน เกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน

​        อสุรีหยกลมมือดุจสายฟ้า ใช้ออกด้วยสามกระบวนท่าอำมหิตโค่นโจรร้ายทั้งสามล้มลงกับพื้น ยังคงยืนหยัดอย่างยิ้มแย้ม คล้ายไม่มีเรื่องราวใดก็ปาน

​        ในโจรร้ายทั้งสาม นับกุยอู่เจียงมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมที่สุด หลังจากถูกโค่นล้มลง ก็โคจรลมปราณต่อต้าน กล้ำกลืนความเจ็บปวด ดังนั้นในตอนแรกไม่ถึงกับร้องร่ำคร่ำครวญเช่นสองพี่น้องตระกูลปึง มิคาดไม่โคจรพลังต่อต้านยังพอทำเนา พอโคจรพลังต้านทาน ภายในร่างคล้ายถูกหมื่นอสรพิษฉกกัด อวัยวะภายในปั่นป่วน กระทั่งร้องยังร้องไม่ออก

​        ผู้คนที่ชมดูอยู่ด้านข้าง เห็นเบื้องบนศีรษะกุยอู่เจียง ปรากฏควันร้อนลอยกรุ่น เหงื่อเม็ดโป้งๆ หยดหยาดลงมา กล้ามเนื้อใบหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวดจนใบหน้าผิดสารรูป แสดงว่าเผชิญกับทัณฑ์ทรมานอันทารุณที่สุดในแผ่นดิน

​        สองพี่น้องตระกูลปึงร่ำร้องว่า “ท่านผู้เฒ่าโปรดเมตตากรุณา รีบฆ่าพวกเราเถอะ”

​        อสุรีหยกแย้มยิ้มพริ้มพรายกล่าวว่า “สองพี่น้องตระกูลปึง พวกท่านเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ลดหย่อนความผิดให้ขั้นหนึ่ง ยกเลิกทัณฑ์ทรมานพวกท่านไป” พลางตวัดเท้าเรียวงามเตะกราดออก สองพี่น้องตระกูลปึงแผดร้องคำหนึ่ง จากนั้นแน่นิ่งไม่ไหวติง ก้วงเสียวน้ำชมดูจนอกสั่นขวัญแขวนคิดไม่ถึงสตรีสาวสะคราญโฉมเช่นนี้ กลับเป็นนางอสูรที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา

​        อสุรีหยกพอจบชีวิตของสองพี่น้องตระกูลปึง ก็กวักมือต่อเสียวซวงเอี้ยง ร้องเรียกว่า “ท่านเข้ามา”

​        เสียวซวงเอี้ยงยกมือเกาะผนัง เดินเข้ามาทีละก้าว อสุรีหยกกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ท่านกับกุยเล่าตั่วเป็นพี่น้องกันหลายสิบปี มีไมตรีคบไม่เลว”

​        เสียวซวงเอี้ยงใจสะท้านปานจะขาดรอน รีบกล่าวว่า “นึ่งเฮียบ (วีรสตรี) ท่านโปรดพิจารณาด้วยเปรื่องปราด เรื่องนี้เราหามีส่วนเกี่ยวข้องไม่”

​        อสุรีหยกหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เสียทีที่ท่านประพฤติเป็นโจรมานานปี หรือยังไม่ทราบข้อห้ามของโจร? เขาเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง พกพาของมีค่าออกเดินทางเพียงลำพัง หากไม่มีความเป็นมาใหญ่หลวง ยังกล้ากระทำเช่นนี้หรือ? ขอบอกตามความสัตย์ ของขวัญของเขานี้ หากมิใช่กำนัลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่กล้าลงมือปล้นชิง พวกท่านไม่สืบสาวความเป็นมาของเขาโดยกระจ่าง ก็หลงเชื่อคำยุยงของผู้คน รวมกำลังคิดปล้นชิงนี่มิใช่ตาบอดไปหรือไร?”

​        เสียวซวงเอี้ยงได้ยินนางยิ่งด่าว่ายิ่งดุร้าย จิตใจยิ่งมายิ่งผ่อนคลาย มันล่วงรู้นิสัยใจคอของอสุรีหยก ขณะที่สะสางเรื่องราวสำคัญ หากแม้นนางยิ้มแย้มแจ่มใส กล่าววาจาอ่อนโยนต่อท่าน ขั้นต่อไปต้องลงมือด้วยอำมหิต หากแม้นนางดุด่าว่ากล่าว รับรองไม่มีเรื่องราวใด ดังนั้นเสียวซวงเอี้ยงพอฟังนางด่าจบ พลันยกมือตบหน้าตัวเองสองฉาด ร้องดังๆ ว่า “เป็นผู้ต่ำต้อยตาบอด เป็นผู้ต่ำต้อยไม่มีคุณสมบัติเป็นโจร ท่านผู้เฒ่าโปรดให้อภัย”

​        อสุรีหยกตวาดว่า “หากท่านทราบความผิด ข้าพเจ้าจะอภัยโทษให้ ท่านเข้ามา ลงมือฆ่าพี่ร่วมสาบานของท่าน”

​        เสียวซวงเอี้ยงหน้าขาวซีด กุยอู่เจียงกับมันจะอย่างไรเป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไหนเลยลงมือด้วยอำมหิตได้ กุยอู่เจียงกลับเกลือกกลิ้งมาทางด้านนี้ ดวงตาทอแวววิงวอน คล้ายขอให้เสียวซวงเอี้ยงรีบลงมือ

​        ก้วงเสียวน้ำไม่อาจทนดูสืบไป กระโดดปราดออกมา กล่าวเสียงแข็งกร้าวว่า “กุยอู่เจียงเป็นมหาโจรที่ก่อกรรมทำเข็ญ ท่านฆ่าประหารมันนับเป็นการขจัดเภทภัยให้แก่ส่วนรวม ไม่มีผู้ใดบอกว่าท่านไม่ถูกต้อง แต่ท่านสั่งให้มันสองพี่น้องฆ่าฟันกันเอง มิใช่พฤติการณ์อันเที่ยงธรรม”

​        อสุรีหยกหน้าแปรเปลี่ยนไป พลันแย้มยิ้มออกมากล่าวว่า “ท่านเป็นศิษย์ค่ายสำนักใด?”

​        ก้วงเสียวน้ำกล่าวด้วยความถือดีว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึง”

​        อสุรีหยกส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า “เป็นคนของสำนักบู๊ตึง เสียคารวะแล้ว” พลางกลอกกลิ้งดวงตาไปมา กล่าวว่า “เสียวซวงเอี้ยง นี่เป็นข้าพเจ้าทดสอบจริยธรรมของท่าน มาตรว่าท่านเป็นพวกเดียวกับกุยอู่เจียง ยังไม่ก่อกรรมทำเข็ญเช่นเดียวกับมันข้าพเจ้าเรียกให้ท่านฆ่ามัน ท่านก็ไม่ต้องการฆ่าสหายเอาตัวรอด อาศัยสองประการนี้ข้าพเจ้าจะละเว้นลงทัณฑ์ต่อท่าน” กล่าวพลางตวัดเท้าเรียวงาม เตะออกเบาๆ ปลิดชีวิตของกุยอู่เจียงอีกผู้หนึ่ง

​        อสุรีหยกปลิดปลงสังหารโจรร้ายสามคนอย่างยิ้มแย้ม ค่อยโบกมือกล่าวว่า “พวกท่านล้วนติดตามข้าพเจ้ากลับภูเขาเตี่ยกุนซัวเถอะ” พลางชี้มือไปยังก้วงเสียวน้ำ กล่าวว่า “พวกท่านคิดไปยังที่ใด? คิดกลับไปคุ้มครองโต๊ะตั่วนั้งของท่านหรือ? ท่านก็ต้องติดตามข้าพเจ้าไป สัมภาระเงินทองของโต๊ะตั่วนั้งของท่าน จะถูกลำเลียงกลับภูเขาด้วย”

​        ก้วงเสียวน้ำใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ‘อสุรีหยกผู้นี้กำเริบเสิบสานนัก กลับกล้าตอแยสำนักบู๊ตึงเรา’ ควรทราบว่าสำนักบู๊ตึงตั้งตนเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน ศิษย์ในสำนักเพาะเป็นนิสัยเย่อหยิ่งถือดี โดยเฉพาะก้วงเสียวน้ำยิ่งเป็นเช่นนี้ แต่เห็นอสุรีหยกดุร้ายอำมหิต หากแม้นไม่คล้อยตาม เกรงว่าตนมิใช่คู่มือของนาง แต่หากคล้อยตาม นับเป็นเรื่องเสื่อมเสียหน้านัก

​        ขณะรีรอลังเล พลันเห็นเฮ้งเจี่ยฮีปรายตาบอกใบ้ต่อมัน ปากกล่าวว่า “ก้วงเฮียก็นิยมเลื่อมใสในเลี่ยงนึ่งเฮียบ ระหว่างทางเคยบอกต่อข้าพเจ้าว่า มีความประสงค์คิดไปเยี่ยมคำนับท่านผู้เฒ่า”

​        ก้วงเสียวน้ำพอฟัง ทราบว่าเฮ้งเจี่ยฮีกริ่งเกรงตัวเองวู่วาม ก่อเหตุเภทภัยขึ้น ดังนั้นเสนอหน้าว่ากล่าวแทน จึงครุ่นคิดขึ้น ‘ลูกผู้ชายไม่ถือสาพลาดท่าตำตา ลองติดตามนางไป ดูว่านางจะทำอย่างไร หากนางไม่ไว้หน้า กวาดทรัพย์ของตระกูลโต๊ะไป เราจะนัดหมายศิษย์ในสำนักต่อสู้กับนาง ชะล้างความแค้นครั้งนี้’

​        ครั้นแล้วก้วงเสียวน้ำกลับเข้าห้องข้าง บ่งบอกเรื่องราวต่อโต๊ะตงเนี้ยม เมื่อครู่นี้ผู้คุมกันภัยสูงอายุแอบดูอยู่หลังประตู ยังหวาดหวั่นไม่คลาย รีบเกลี้ยกล่อมโต๊ะตงเนี้ยมคล้อยตามด้วย โต๊ะตงเนี้ยมทอดถอนใจกล่าวว่า “ขอเพียงรักษาชีวิตไว้ ของนอกกายเหล่านั้นปล่อยให้นางนำไปเถอะ”​        ​