จ้านกั๋วยุคแห่ง "รัฐสงคราม" ประเทศจีนแตกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ต่างฝ่ายต่างปกครองตนเอง พร้อมกับฮึ่มๆ จะบุกตีชาวบ้านอยู่ทุกวี่วัน

ยุคนั้นแคว้น "ฉิน" (秦) เป็นแคว้นใหญ่มีอิทธิพลเหนือแคว้นอื่นๆ ขณะที่แคว้น "จ้าว" (赵) เป็นแคว้นกลางๆ แคว้นหนึ่ง

       เจ้าเมืองแห่งแคว้นจ้าวขณะนั้น มีนามว่า จ้าวฮุ่ยเหวินหวัง (赵惠文王) วันหนึ่งเขาได้หยกเนื้องามอันมีชื่อว่า "เหอซื่อปี้" (和氏璧) หรือ "หยกสกุลเหอ" อันโด่งดังมาไว้ในครอบครอง ต่อมาแคว้นฉินรู้เข้าก็ร่อนจดหมายมาแจ้งว่า แคว้นฉินยินดีใช้หัวเมืองสิบห้าเมืองแลกกับหยกเหอซื่อปี้

จ้าวฮุ่ยเหวินหวังเรียกประชุมเหล่าขุนนางทันที

       "หากยกหยกงามให้กับแคว้นฉิน เกรงว่าแคว้นฉินจะไม่ยกเมืองให้ตามสัญญา ก็จะเสียหยกไปเปล่าๆ แต่หากไม่ยกหยกให้ ก็เกรงว่าแคว้นฉินจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างยกทัพมาตีเมืองจะทำยังไงกันดี"

       ขณะนี้เองเมี่ยวเสียน (缪贤) ขันทีหัวหน้าผู้รับใช้ฝ่ายในเสนอความเห็นว่า เขามีที่ปรึกษาในจวนอยู่คนหนึ่งชื่อลิ่นเซี่ยงหรู (蔺相如) น่าจะให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ได้

ท่านเจ้าเมืองถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าที่ปรึกษาคนนี้จะมีแนวทางที่แนะนำได้ เมี่ยวเสียนก็เล่าว่า

       "ครั้งหนึ่งข้าน้อยกระทำความผิดต่อท่านเจ้าเมือง เคยคิดจะหนีออกจากแคว้นจ้าวไปขอลี้ภัยอยู่กับเจ้าเมืองเยียน ที่ปรึกษาคนนี้เป็นคนมาห้าม โดยถามข้าน้อยว่า 'ท่านรู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าเมืองเยียนจะยอมรับท่าน' ข้าน้อยตอบเขาว่าครั้งหนึ่งข้าเคยตามเสด็จท่านอ๋องไปพบกับเจ้าเมืองเยียนในเขตพรมแดนของแคว้นเรา ภายหลังการพบปะคราวนั้น เจ้าเมืองเยียนแอบมาจับมือข้า บอกว่า ‘ยินดีคบเป็นมิตรสหายกับข้า' ข้าจึงเชื่อว่า หากข้าไปขอลี้ภัยกับเขา เขาย่อมช่วยเหลือลิ่นเซี่ยงหรูพูดกับข้าน้อยว่า 'แคว้นจ้าวใหญ่ แคว้นเยียนเล็ก ตัวท่านเป็นขุนนางคนโปรดของเจ้าเมืองจ้าว เจ้าเมืองเยียนย่อมอยากคบหาเป็นธรรมดา แต่บัดนี้ท่านจะลี้ภัยจากแคว้นจ้าวไปพึ่งเยียน แคว้นเยียนซึ่งเกรงกลัวอิทธิพลของแคว้นจ้าวอยู่แล้ว ไม่เพียงไม่รับตัวท่านเอาไว้แต่จะจับตัวท่านส่งคืนแคว้นจ้าวอย่างแน่นอน ข้าขอแนะนำให้ท่านจงไปแสดงความสำนึกผิดขอพระราชทานอภัยโทษจากท่านอ๋องจะดีกว่าข้าน้อยรับฟังคำแนะนำของเขา และท่านอ๋องก็พระราชทานอภัยโทษให้ จากเหตุดังกล่าว ข้าน้อยจึงเชื่อมั่นว่า ลิ่นเซี่ยงหรูเป็นทั้งผู้กล้า และมีสติปัญญา สามารถให้คำปรึกษาในเรื่องนี้ได้"

จ้าวฮุ่ยเหวินหวังฟังแล้ว จึงเรียกลิ่นเซี่ยงหรูเข้าพบ แล้วถามลิ่นเซี่ยงหรูดังนี้

       "หากแคว้นฉินจะใช้หัวเมืองสิบห้าเมือง แลกกับหยกเหอซื่อปี้ของเรา เราจะไม่แลกด้วยได้หรือไม่"

เซี่ยงหรูตอบ

       "แคว้นฉินแข็งแกร่ง แคว้นจ้าวอ่อนแอ ไม่แลกด้วยย่อมไม่ได้"

ท่านอ๋องจ้าวถามต่อ

       "หากได้หยกเราไปแล้ว แคว้นฉินไม่แลกเมืองตามสัญญาจะทำอย่างไร"

เซี่ยงหรูตอบ

       "แคว้นฉินเสนอแลกเมืองกับหยก แคว้นจ้าวไม่รับข้อเสนอ แคว้นจ้าวผิด แต่หากแคว้นจ้าวมอบหยกให้ แล้วแคว้นฉินไม่มอบเมือง แคว้นฉินผิด เมื่อพิจารณาทั้งสองอย่าง ย่อมต้องเลือกรับข้อตกลง เพื่อให้แคว้นฉินตกเป็นฝ่ายผิด"

ท่านอ๋องจ้าวถามต่อ

       "ใครจะไปเป็นทูตได้บ้าง"

เซี่ยงหรูกล่าวว่า

       "หากท่านอ๋องหาใครไม่ได้จริงๆ ข้าน้อยยินดีคุ้มกันหยกวิเศษไปเป็นทูตให้เอง หากได้เมืองมาเป็นของแคว้นจ้าวก็จะมอบหยกวิเศษให้แคว้นฉิน หากไม่ได้เมืองมาตามตกลง ข้าจะนำพาเหอซื่อปี้กลับสู่แคว้นจ้าวโดยสมบูรณ์"

จ้าวฮุ่ยเหวินหวังจึงแต่งตั้งลิ่นเซี่ยงหรูเป็นทูตพิเศษนำหยกเหอซื่อปี้มุ่งหน้าสู่แคว้นฉิน

 

*** *** ***

 

เจ้าเมืองฉินในยามนั้นคือพระเจ้าฉินเจาเซียงหวัง (秦昭襄王) เมื่อลิ่นเซี่ยงหรูได้เข้าเฝ้า ก็ได้ถวายหยกงามให้ พระเจ้าฉินเจาหวังทรงรับมาแล้วส่งต่อให้พระมเหสี นางสนม รวมทั้งผู้รับใช้ซ้ายขวาผลัดกันชม ขุนนางน้อยใหญ่ต่างแซ่ซร้องถวายพระพร

ลิ่นเซี่ยงหรูเห็นว่าพระเจ้าฉินเจาหวังไม่มีทีท่าจะยกเมืองให้แคว้นจ้าวดังที่ตกลง จึงโน้มตัวเข้าไปแล้วทูลว่า "บนหยกมีตำหนิเล็กน้อย ข้าน้อยจะขอชี้ให้ท่านอ๋องชม" ฉินเจาหวังจึงส่งหยกให้กับเขา

ลิ่นเซี่ยงหรูเมื่อได้รับหยกคืนจึงรีบถอยไปหยุดอยู่ข้างเสาต้นหนึ่ง แล้วพูดอย่างโกรธขึ้งว่า

       "ท่านอ๋องปรารถนาในหยกวิเศษ ส่งคนนำจดหมายไปมอบให้ท่านอ๋องจ้าว ท่านอ๋องจ้าวเรียกประชุมเหล่าขุนนาง ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'แคว้นฉินเป็นผู้ละโมบโลภมาก อาศัยว่าตนมีอิทธิพลอันกล้าแกร่งหมายจะใช้ถ้อยคำโคมลอยหลอกเอาหยกประจำชาติของเราไป เรื่องยกหัวเมืองให้ตามตกลงนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด' ผลของการหารือ คือไม่ต้องการมอบหยกให้แคว้นฉิน แต่ข้ากลับเชื่อว่าแม้นไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินคนธรรมดาเมื่อยามคบหายังไม่ลวงหลอกกัน นี่เป็นประเทศราชอันยิ่งใหญ่ย่อมไม่เกิดเรื่องเช่นนั้น! มิหนำซ้ำการสร้างความบาดหมางกับแคว้นใหญ่เยี่ยงแคว้นฉินเพียงเพราะหยกชิ้นดียวย่อมไม่สมควร ดังนั้นท่านอ๋องจ้าวจึงถือศีลกินเจเป็นเวลาห้าวัน ก่อนจะให้ข้านำเอาหยกประจำชาติมาส่งให้ถึงแผ่นดินฉินโดยนอบน้อมเพราะอันใดหรือ เป็นเพราะแสดงความเคารพยำเกรงต่อศักดาบารมีของแคว้นใหญ่นั่นเอง แต่บัดนี้เมื่อข้ามาถึงที่นี่ ท่านอ๋องกลับให้ข้าเข้าเฝ้าในห้องรับรองทั่วไป ไม่ใส่ใจพิธีรีตอง เมื่อรับหยกวิเศษไปแล้วส่งต่อให้กับบุคคลเบื้องล่างอย่างมิแยแส ข้าสังเกตว่าท่านอ๋องไม่มีเจตนาจะยกเมืองสิบห้าเมืองให้แคว้นจ้าวดังที่ตกลง จึงขอรับหยกคืน หากแม้นท่านอ๋องจะใช้กำลังบีบบังคับ วันนี้ศีรษะของข้า จะขอแตกสลายไปพร้อมกับหยกวิเศษ ด้วยเสาต้นนี้!"

       ลิ่นเซี่ยงหรูถือหยกชำเลืองไปยังเสาต้นข้างๆ ทำท่าจะพุ่งชน เจ้าเมืองฉินเกรงว่าเขาจะทำหยกแตก จึงได้ห้ามปราม พร้อมเรียกให้เข้ามาดูแผนที่เพื่อชี้ชัดว่าเมืองใดบ้างที่จะยกให้แคว้นจ้าวเป็นการแลกเปลี่ยน

       ลิ่นเซี่ยงหรูรู้ว่าฉินเจาหวังเพียงจะหลอกล่อตนเท่านั้นไม่ได้จะยกเมืองให้จริงๆ หรอก จึงพูดว่า "หยกเหอซือปี้เป็นสมบัติวิเศษที่ทั่วแผ่นดินยอมรับ แคว้นจ้าวเกรงกลัวแคว้นฉินมิกล้าไม่นำถวาย แต่ก่อนที่ท่านอ๋องจ้าวจะส่งหยกมาให้ ทรงถือศีลกินเจห้าวันเพื่อแสดงความจริงใจ บัดนี้ขอให้ท่านอ๋องถือศีลกินเจห้าวันเช่นกัน พร้อมจัดราชพิธีรับมอบ ข้าน้อยจึงกล้าถวายหยก"

       ท่านอ๋องฉินเห็นว่าใช้กำลังแย่งชิงไม่ได้ จึงรับปากให้ลิ่นเซี่ยงหรูพักอยู่ที่จวนรับรอง ส่วนลิ่นเซี่ยงหรูคาดว่า แม้ท่านอ๋องฉินจะรับปากถือศีลกินเจ แต่ย่อมไม่ยกเมืองให้เป็นแน่ จึงใช้ให้ผู้ติดตามปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดา แอบเอาหยกหนีออกจากเมืองกลับสู่แคว้นจ้าว

       ห้าวันต่อมาฉินอ๋องจัดพระราชพิธีหลวงเชิญลิ่นเซี่ยงหรูเข้าร่วมในนามทูต เมื่อลิ่นเซี่ยงหรูมาถึงก็กราบทูลว่า "อันแคว้นฉินนั้น นับตั้งแต่พระเจ้าฉินมู่กงเป็นต้นมานับรวมยี่สิบกว่ารัชสมัยไม่มีกษัตริย์องค์ใดรักษาคำพูด ข้ากลัวจะถูกตระบัดสัตย์ทำให้แคว้นจ้าวต้องเสียหาย จึงส่งคนนำหยกกลับแคว้นจ้าวไปแล้ว"

       ลิ่นเซี่ยงหรูพูดต่อไปว่า "แต่ฉินใหญ่จ้าวเล็ก หากแม้นท่านอ๋องส่งทูตสักคนไปยังแคว้นจ้าว แคว้นจ้าวย่อมมอบเหอซื่อปี้ให้มาทันที เพียงแค่แคว้นฉินยกเมืองสิบห้าเมืองให้ก่อน แคว้นจ้าวมีหรือจะบังอาจรั้งหยกไว้ บัดนี้ข้ารู้ตัวเองว่าหลอกลวงท่านอ๋องมีโทษถึงตาย ข้ายินดีรับโทษทัณฑ์นี้ แต่เพียงขอให้ท่านอ๋อง ปรึกษาหารือกับเหล่าขุนนางโดยรอบคอบ!"

       ท่านอ๋องฉินกับเหล่าขุนนางต่างพูดไม่ออก ทหารองครักษ์จะลากตัวลิ่นเซี่ยงหรูไปทำโทษ ฉินอ๋องจึงตรัสว่า "ฆ่าเซี่ยงหรูเสียตอนนี้ก็ไม่ได้หยกอยู่ดี ซ้ำยังทำลายมิตรภาพของสองแคว้นเสียเปล่าๆ เราจงรับรองเขาอย่างสมเกียรติ แล้วส่งเขากลับแคว้นจ้าวแต่โดยดี มีหรือที่แคว้นจ้าวจะคิดกลับกลอกกับแคว้นฉินเราเพียงเพราะหยกชิ้นเดียว"

       สุดท้ายก็จัดราชพิธีต้อนรับลิ่นเซี่ยงหรูในท้องพระโรงอย่างยิ่งใหญ่ จากนั้นก็ปล่อยเขากลับประเทศโดยสวัสดิภาพ

       ภายหลังแคว้นฉินก็ไม่ได้ยกเมืองให้แคว้นจ้าว และแคว้นจ้าวก็ไม่เสียหยกให้แคว้นฉิน อันเป็นที่มาของสุภาษิตจีน 完璧归赵 "คืนหยกสู่แคว้นจ้าว" นั่นเอง

       ส่วนลิ่นเซี่ยงหรูผู้ทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้นี้สำเร็จลุล่วงก็ได้รับราชการในตำแหน่งสูงต่อไป

 

*** *** ***

 

       วีรกรรมของลิ่นเซี่ยงหรูไม่ได้หมดเพียงเท่านี้ ภายหลังแคว้นฉินก็ยังยกทัพมาตีเมืองแคว้นจ้าวอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ท่านอ๋องฉินก็ส่งทูตมาหาท่านอ๋องจ้าวบอกว่าอยากจะพบปะกันฉันมิตรที่เมืองเหมี่ยนฉือ (渑池) ท่านอ๋องจ้าวไม่กล้าตอบรับ แต่แม่ทัพเหลี่ยนผ่อและลิ่นเซี่ยงหรูถวายคำปรึกษาว่า "หากท่านอ๋องไม่ไปจะแสดงให้เห็นว่าแคว้นจ้าวอ่อนแอและขี้ขลาด" อ๋องจ้าวจึงจำต้องออกเดินทางไปพบตามนัดโดยมีลิ่นเซี่ยงหรูร่วมคณะ

       แม่ทัพเหลียนผ่อนำทัพไปส่งถึงเขตชายแดน ก่อนจากกันกราบทูลว่า "ท่านอ๋องเสด็จไปคราวนี้ รวมเวลาพบปะและระยะทางไปกลับไม่ควรเกินสามสิบวัน หากเกินสามสิบวันแล้วยังไม่กลับโปรดอนุญาตให้พวกเราแต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ เพื่อป้องกันมิให้แคว้นฉินจับตัวพระองค์ไว้ข่มขู่" ท่านอ๋องจ้าวทรงอนุญาตแล้วจึงมุ่งหน้าสู่งานเลี้ยงของอ๋องฉิน

       ในงานเลี้ยงขณะดื่มเหล้ากันได้ที่ อ๋องฉินพลันเปรยขึ้นว่า "ข้าได้ยินมาว่า ท่านอ๋องจ้าวโปรดปรานดนตรี ขอให้ท่านช่วยบรรเลงพิณเซ่อ (瑟) สักเพลงจะได้ไหม" อ๋องจ้าวจึงจำต้องดีดบรรเลงเซ่อ 史官ประจำแคว้นฉินมีการจดบันทึกไว้ว่า "วันที่ xx เดือน xx ปี xx อ๋องฉินและอ๋องจ้าวร่วมดื่มสุรา รับสั่งให้อ๋องจ้าวบรรเลงเซ่อ"

       ลิ่นเซี่ยงหรูก้าวขึ้นหน้ามาพูดว่า "ท่านอ๋องจ้าวได้ยินมาว่า ท่านอ๋องทรงเชี่ยวชาญดนตรีพื้นเมืองแห่งแคว้นฉิน ได้โปรดให้ข้าน้อยเป็นผู้ถือไหให้ท่านอ๋องร่วมบรรเลงด้วยเถิด" อ๋องฉินถึงกับกริ้วไม่ตอบลิ่นเซี่ยงหรูขณะนี้ถือไหกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้า ขอให้อ๋องฉินเคาะอ๋องฉินไม่เคาะ ลิ่นเซี่ยงหรูก็พูดว่า "ในระยะห้าก้าวนี้หากข้าปลิดชีพตัวเอง เลือดจากลำคอของข้าจะต้องเปรอะเปื้อนท่านอ๋องเป็นแน่นอน" องครักษ์ของอ๋องฉินจะฆ่าเขา ลิ่นเซี่ยงหรูถลึงตากลมโต ทั้งหมดตกใจจนล่าถอย ฉินอ๋องแม้ไม่พอพระทัยมากแต่ก็เคาะไหไปหนึ่งที ลิ่นเซี่ยงหรูก็หันมาหา史官แล้วสั่งว่า "วันที่ xx เดือน xx ปี xx อ๋องฉินเคาะไหกระเบื้องให้อ๋องจ้าวฟัง"

       ต่อมาเหล่าขุนนางของแคว้นฉินพูดว่า "ขอให้แคว้นจ้าวยกหัวเมืองสิบห้าเมืองให้ท่านอ๋องฉินเพื่อเป็นกำนัล" ลิ่นเซี่ยงหรูก็พูดว่า "ขอให้แคว้นฉินยกเมืองเสียนหยาง (เมืองหลวงของแคว้นฉิน) ให้ท่านอ๋องจ้าวเป็นกำนัล" จนกระทั่งงานเลี้ยงเสร็จสิ้น อ๋องฉินก็ข่มอ๋องจ้าวไม่สำเร็จ และเนื่องจากแคว้นจ้าวเตรียมกองทัพรับมืออย่างรัดกุม แคว้นฉินก็ไม่กล้าใช้กำลังอย่างบุ่มบ่าม

สิ้นสุดงานเลี้ยงที่เหมี่ยนฉือกลับถึงแคว้นจ้าว ลิ่นเซี่ยงหรูมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้รับแต่งตั้งเป็นตำแหน่ง "ซั่งชิง"

       "ซั่งชิง" เป็นตำแหน่งที่สูงกว่าแม่ทัพเหลียนผ่อ ทำให้เหลียนผ่อรู้สึกไม่พอใจโดยกล่าวว่า "ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจ้าว รบทัพจับศึกขยายดินแดนให้กับประเทศชาติ สร้างวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ แต่ลิ่นเซี่ยงหรูอาศัยเพียงช่างจำนรรจากลับได้รับตำแหน่งที่สูงกว่าข้า อีกทั้งลิ่นเซี่ยงหรูมีชาติกำเนิดต้อยต่ำ ทำให้ข้าต้องอับอายไม่อาจทนอยู่ใต้อาณัติ" พร้อมกับประกาศว่า "หากข้าได้พบหน้าลิ่นเซี่ยงหรู ข้าจะเหยียดหยามเขา"

       เรื่องนี้รู้ถึงหูของลิ่นเซี่ยงหรู เขาจึงจงใจหลบหน้าเหลียนผ่อยามเข้าเฝ้าว่าราชการเช้า ลิ่นเซี่ยงหรูมักอ้างว่าป่วยไข้ไม่ไปชิงลำดับสูงต่ำกับเหลียนผ่อ ต่อมาอีกไม่นานลิ่นเซี่ยงหรูออกนอกบ้าน เมื่อเห็นเหลียนผ่ออยู่ไกลๆ ก็สั่งให้หันหัวรถเพื่อหลบหลีก ทำให้เหล่าที่ปรึกษาใต้สังกัดลิ่นเซี่ยงหรูพร้อมใจกันประท้วง

       "เหตุที่พวกเราจากบ้านจากเรือนมารับใช้ท่านก็เพราะนับถือในเกียรติและศักดิ์ศรีของท่าน บัดนี้ท่านมีตำแหน่งเทียบเท่ากับเหลียนผ่อ แต่เพียงเหลียนผ่อปล่อยข้อความมุ่งร้าย ท่านก็หลบหนีอย่างกลัวเกรง ช่างขี้ขลาดนัก แม้นคนทั่วไปยังรู้สึกอับอาย นับประสาอะไรกับผู้อยู่ในตำแหน่งสูงเช่นท่าน! พวกข้าดูคนผิดไป ขอให้ท่านได้โปรดอนุญาตให้พวกข้าลาออกด้วยเถิด!"

       ลิ่นเซี่ยงหรูตั้งใจรั้งตัวพวกเขาไว้ จึงเจรจาว่า "พวกท่านคิดว่าระหว่างแม่ทัพเหลียนผ่อกับท่านอ๋องฉิน ใครร้ายกาจกว่ากัน" ทุกคนต่างตอบพร้อมกันว่า "แม่ทัพเหลียนผ่อย่อมมิอาจเทียบเคียงอ๋องฉิน"

       ลิ่นเซี่ยงหรูกล่าวต่อไปว่า "ด้วยอิทธิพลของอ๋องฉิน ข้ายังกล้าขึ้นเสียงใส่เขากลางท้องพระโรง เหยียดหยามเหล่าขุนนางของเขา แม้นข้าลิ่นเซี่ยงหรูจะไร้ความสามารถก็มิได้เกรงกลัวเหลียนผ่อ เพียงแต่ข้าคำนึงว่าเหตุที่แคว้นฉินอันเกรียงไกรไม่กล้ากรีธาทัพใส่แคว้นจ้าวเป็นเพราะมีเราทั้งสองคนอยู่ หากแม้นบัดนี้เราทั้งคู่รบพุ่งกันเองก็เหมือนเสือสองตัวห้ำหั่นกันต้องมีใครเป็นฝ่ายไป ข้าจึงยอมทนถอยให้ เป็นเพียงการยกวิกฤตของฉินมาไว้หน้า ยกความแค้นส่วนตัวไปไว้หลังเท่านั้นเอง"

       ถ้อยคำเหล่านี้ ต่อมาได้ยินถึงเหลียนผ่อ เขาจึงเปลือยกายท่อนบน แบกกิ่งหนาม เดินเท้ามาขอขมาลิ่นเซี่ยงหรูถึงหน้าบ้าน โดยกล่าวว่า "ข้าเป็นคนหยาบที่ต่ำช้า ไม่นึกว่าจิตใจของท่านแม่ทัพจะกว้างไพศาลเยี่ยงนี้!" นับแต่นั้นทั้งคู่ก็เป็นมิตรสหายที่ดี ร่วมกันรับใช้บ้านเมืองสืบมา

อันเป็นที่มาของสุภาษิตจีนว่า "负荆请罪" แบกกิ่งหนามขอขมานั่นเอง

 

 

ที่มา《史记 · 廉頗蔺相如列传》