“หญิงงาม” ต้องตกเป็นจำเลยสำคัญตลอด 3000 ปีที่ผ่านมา ในการอธิบายความล่มสลายของราชวงศ์จีนนับครั้งไม่ถ้วน

หากทว่ามีเพียง 1 หญิงงามเท่านั้น ที่สามารถใช้เสน่ห์พิศวาสในการกรุยทางสู่อำนาจ และครุ่นคิดวางแผนจนกระทั่งโค่นล้มราชวงศ์เก่า ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ของตนเองได้สำเร็จ เธอจึงเป็นจักรพรรดินีหญิงเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์จีน

บูเช็คเทียน นับเป็นจักรพรรดินีที่เหี้ยมโหดและฟุ้งเฟ้อที่สุดคนหนึ่งของโลก หากทว่า เธอกลับสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอกคนใด จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในการสรุปบทเรียนแห่งความสำเร็จนี้

 

1. สร้างบุญคุณกับ “คนรากหญ้า” ที่เป็นขุมกำลังสำคัญในการช่วงชิงแผ่นดิน

ชนชั้นสูงทั่วไปที่ได้รับอำนาจจากบรรพบุรุษโดยไม่ต้องเหนื่อยยากลำบาก ย่อมมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง นั่นคือ การละเลยชนชั้นล่างที่เป็นฐานอำนาจให้ตนเองได้เสวยสุขในทุกวันนี้

ชีวิตวัยสาวสะพรั่งของบูเช็คเทียนต้องสูญเสียไปโดยแทบไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทน เมื่อเธอเป็นเพียงสนมระดับปลายแถวที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจาก “ถังไท่จง” มหาราชาผู้สถาปนาราชวงศ์ถัง หากทว่าโอกาสเพียงน้อยนิดในวังหลวง ก็ทำให้เธอสามารถหว่านเสน่ห์ให้กับเจ้าชายองค์หนึ่ง ที่แม้จะอ่อนแอขี้โรคและด้อยสติปัญญา แต่สุดท้ายด้วยโชคชะตาพลิกผันในปลายรัชกาล ก็ดลบันดาลให้เจ้าชายไร้ความสามารถได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อมา

หลังจากพิชิตใจ “ถังเกาจง” ที่เป็นราชันองค์ใหม่ไว้ในกำมือได้ หากกระนั้น การไต่เต้าจากนางสนมระดับล่างขึ้นสู่ตำแหน่งราชินีก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบราชการในวังหลวงย่อมไม่เปิดโอกาสให้คนนอกที่เป็นชนชั้นกลางและล่างได้ฉกฉวยทะเยอทะยานขึ้นมาโดยสะดวก จึงต้องมีการเค้นสมองครุ่นคิดเพื่อหาจุดอ่อนช่องว่างในการแทรกตัวสู่วงโคจรแห่งอำนาจ

“คนรับใช้” ซึ่งเป็นกลไกทำงานที่ขาดไม่ได้ในทุกกิจกรรมของวังหลวง จึงเป็นหมากพิสดารในการช่วงชิงอำนาจของบูเช็คเทียน โดยการผูกมิตรด้วยน้ำใจและทรัพย์สินเงินทอง ก็ย่อมทำให้คนรับใช้ทั้งหลายยินดีเป็นหูเป็นตาให้บูเช็คเทียน ทั้งเพื่อสะสมข้อมูลในการป้องกันตัวเองและรอคอยโอกาสทำร้ายศัตรู

2 ปีต่อมา บูเช็คเทียนก็สบโอกาสปรักปรำใส่ร้ายราชินีหวาง ซึ่งแม้จะเป็นคนดี แต่ก็ไม่เคยใส่ใจกับชนชั้นล่างที่รับใช้ตนเองอยู่ทุกวันเลย จึงไม่มีพยานรู้เห็นคอยแก้ต่างให้เธอในยามที่ต้องคดีฆ่าลูกสาวของบูเช็คเทียน เพราะเธอเป็นคนสุดท้ายที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเด็กน้อย

หลังจากผิดพลาดไปครั้งหนึ่งแล้วราชินีหวางก็ยังไม่ตื่นตัว ตามประสาชนชั้นสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเล่ห์อุบายลึกซึ้ง ในที่สุดเธอก็โดนข้อหางี่เง่าที่สุดซึ่งทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งราชินี นั่นคือ การใช้เวทมนตร์คุณไสยเพื่อทำร้ายองค์กษัตริย์ โดยมีหลักฐานเป็นตุ๊กตาไม้ที่มีพระนามและดวงชะตาขององค์กษัตริย์สลักไว้ พร้อมด้วยตะปูซึ่งตอกผ่านไปที่หัวใจ หลักฐานนี้พบที่ใต้แท่นบรรทมของราชินีหวาง ซึ่งเป็นไปได้อย่างสูงว่าจะเป็นฝีมือของคนรับใช้ที่แสนต่ำต้อย ซึ่งเคยได้รับน้ำใจจากบูเช็คเทียน

เมื่อแสดงฝีไม้ลายมือไปพอสมควรก็เริ่มมี “ข้าราชการ” ชั้นผู้น้อยบางคน เข้ามาแสวงหาโอกาสและเป็นพันธมิตรช่วยเหลือ ซึ่งบูเช็คเทียนก็ยินดีรับเป็นสมัครพรรคพวก ยิ่งเมื่อเธอขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคงแล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร้านตลาดที่เกะกะระรานหรือขี้ประจบเอาใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมช่วงชิงความเป็นใหญ่อีกด้วย

ความได้เปรียบเพียงประการเดียวของบูเช็คเทียนในช่วงแรก คือ การมีกษัตริย์คอยหนุนหลังให้ท้าย หากทว่าเธอจะใช้มันอย่างไรให้เป็นประโยชน์สูงสุด บางคนอาจมองว่าให้ผูกมิตรกับคนเก่งและคนดีไว้เพื่อใช้เป็นบันไดไต่เต้าขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเธอไม่ได้มาจากตระกูลสูงศักดิ์ ซ้ำยังผิดธรรมเนียมที่เป็นเมียพ่อแล้วยังมาเป็นเมียลูกอีก จึงยากที่คนเก่งและคนดีจะเห็นเธออยู่ในสายตา

การที่เธอให้ความสำคัญกับคนรับใช้ที่ต้อยต่ำ ชาวบ้านที่อยู่นอกรั้วนอกวังที่เข้ามาให้ข้อมูลข่าวสารหรือสร้างความชอบธรรมแห่งอำนาจ รวมถึงข้าราชการที่ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นซึ่งเข้ามาสวามิภักดิ์ ก็ย่อมเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด ในเกมแย่งชิงความเป็นใหญ่ที่ทรัพยากรเริ่มต้นของเธอมีจำกัดจำเขี่ยอย่างยิ่ง

สรรพสิ่งไม่ว่าต่ำต้อยเพียงใด ย่อมมีพลังและคุณค่าให้ใช้สอย

 

2. คำนวณจังหวะเหมาะสมในการทำร้ายหรือช่วงใช้ “คนเก่ง”

สิ่งที่ทำให้บูเช็คเทียนแตกต่างจากนักการเมืองธรรมดาทั่วไป ก็คือ การเห็นความสำคัญของคนเก่ง ทั้งในฝ่ายที่เป็นมิตรและศัตรู

ในช่วงเริ่มต้นที่ทุนรอนอำนาจของเธอยังมีไม่มากนัก การเปิดศึกหลายด้านกับคนเก่งและคนดีที่ประชาชนรักใคร่ย่อมไม่ใช่วิถีของผู้ทรงภูมิ เธอจึงสะสมแต้มต่อและจัดการไปทีละคน ซึ่งช่วยลดทอนความเสี่ยงและเพิ่มพูนโอกาสแห่งชัยชนะ ที่สำคัญยังทำให้คนเก่งบางคนเริ่มปันใจเข้ามารับใช้มากขึ้น ตามสมการอำนาจที่เปลี่ยนดุลไป

หลังจากที่มั่นคงและปลอดภัยในอำนาจแล้ว เธอก็เริ่มเปิดโอกาสให้คนเก่งที่ถูกเนรเทศและหลงเหลือชีวิตจากการกวาดล้าง ได้กลับเข้ามารับใช้บ้านเมืองอีกครั้ง ในขณะที่คนชั่วร้ายซึ่งเคยเป็นหินรองเท้าในการขึ้นสู่อำนาจ ก็จะถูกกำจัดไปทีละคน ทั้งโดยการเปิดช่องทางให้จัดการกันเอง และการปล่อยให้คนดีที่เคยถูกทำร้ายได้ร่วมกันวางแผนเพื่อโค่นล้มอันธพาลซึ่งหมดประโยชน์แล้วทิ้งไป

ช่วงปลายของรัชกาล บูเช็คเทียนกลับสูญเสียความสามารถแห่งการจัดการคนเก่งไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเธอเริ่มพึ่งพา “ตี๋เหรินเจี๋ย” ในการแสวงหาผู้เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ซึ่งคนเหล่านี้จะกลับมาแว้งกัดและทำให้เธอต้องสละราชสมบัติที่แย่งชิงมาอย่างลำบากยากเย็น

การเลือกสรรเพียงคนเก่งมาทำงานให้ชาติ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของนักการเมือง หากยังต้องเลือกสรรคนที่ไว้วางใจได้มาคอยถ่วงดุล ไม่ให้คนเก่งมีอำนาจล้นเกินและสมคบศัตรูมาโค่นล้มผู้เป็นนาย หากทว่าการกำจัดคนเก่งทิ้งให้หมดสิ้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ชาญฉลาด เพราะอาจทำให้การบริหารบ้านเมืองล้มเหลว จนกระทั่งประชาชนลุกฮือขึ้นมาทำร้ายราชบัลลังก์

“คนเก่ง” จึงเป็นเหมือนอาวุธร้าย ที่อาจนำพาเราขึ้นสู่อำนาจหรือโค่นล้มเราตกจากอำนาจก็ย่อมได้ การแสวงหาคนเก่งให้มากที่สุด เพื่อตัดโอกาสคู่แข่งในการนำไปใช้สอยเพื่อต่อสู้กับเราจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ หากทว่า การซื้อใจและสร้างความภักดีให้คนเก่งขึ้นตรงต่อเรา ย่อมเป็นสิ่งที่พึงกระทำยิ่งกว่า สุดท้ายสิ่งที่พึงกระทำสูงสุดก็คือ การแสวงหาชนชั้นล่างที่ต่ำต้อยและต้องพึงพาตัวเราที่สุดให้เข้ามาลิ้มรสเย้ายวนแห่งอำนาจ เพื่อคอยสร้างสมดุลแห่งอำนาจไม่ให้คนเก่งทั้งหลายคบคิดกันกระทำรัฐประหารได้

บูเช็คเทียนย่อมทำตามสูตรสำเร็จนี้ หากทว่ายังมีจุดบกพร่องเล็กน้อย นั่นคือ การคลุกกับชายหนุ่มรูปงามซึ่งต้องพึ่งพาเธอมากเกินไป จนกระทั่งละเลยที่จะแบ่งเวลาเพียงน้อยนิดมากระชับสัมพันธ์กับคนเก่งที่เธอเลือกสรรมา ในที่สุดคนเหล่านี้จึงเอาใจออกห่าง โดยหวนกลับไปสวามิภักดิ์ราชวงศ์เก่าที่ล่มสลายไปแล้ว หากยังมีเศษซากแห่งความทรงจำที่ดีหลงเหลือเป็นเชื้อไฟ

 

3. ยอดคน = เก่งในหน้าที่การงาน + เก่งในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์

การกวาดล้าง “คนเก่ง” ของพระนางบูเช็คเทียน พิจารณาผิวเผินจึงดูเหมือนเป็นการทำร้ายบ้านเมือง หากทว่า เหตุใดราชวงศ์ถังในยุคของพระนางจึงรุ่งเรืองยิ่งใหญ่

ถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) เป็นสุดยอดราชันที่ได้วางรากฐานราชวงศ์ไว้เป็นอย่างเลอเลิศ หากทว่า การที่ราชสำนักเต็มไปด้วยคนเก่งก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะย่อมทำให้คนที่เก่งกว่า หากทว่าเข้าสู่วงจรอำนาจทีหลัง ไม่มีโอกาสได้ไต่เต้าขึ้นไป

การกวาดล้างของพระนางบูเช็คเทียน ย่อมเปิดโอกาสให้คนเก่งที่ฉลาดในการเอาตัวรอด ได้เข้าแทนที่คนเก่งซึ่งเพียงแต่ฉลาดในหน้าที่การงานเท่านั้น

ข้าราชการที่เน้นเพียงประสิทธิภาพและคุณความดีเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่อาจรับมือกับปัญหาของบ้านเมืองที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนได้ ดังนั้น ในระยะยาวจึงไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ

ทักษะการเอาตัวรอดในสถานการณ์หลากหลาย โดยเฉพาะการเลือกข้างทางการเมือง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะตัวจริง ยิ่งถ้าเกมการเมืองพลิกกลับไปมา คนที่เลือกข้างถูกต้องในระยะยาวก็อาจโดนฝ่ายที่ชนะในระยะสั้นกวาดล้างไปก่อน ที่สำคัญ พวกซึ่งมีเพียงความภักดีโดยไร้ฝีมือทำงาน ก็ยังถูกพระนางบูเช็คเทียนกวาดล้างไปในตอนท้ายอีกด้วย

“หลี่จี” นับเป็นตัวอย่างคนเก่งที่มีไหวพริบพลิกแพลงถึงขีดสุด เริ่มตั้งแต่การรับใช้หลี่มีในยุคบ้านเมืองวุ่นวาย สุดท้ายเมื่อหลี่มีพ่ายแพ้และเข้าสังกัดราชวงศ์ถัง หลี่จีก็สามารถเข้ากับราชวงศ์ใหม่และไต่เต้าไปสู่อำนาจได้ เมื่อบูเช็คเทียนกวาดล้างข้าราชการในราชวงศ์ถัง หลี่จีก็เลือกจังหวะเวลาเหมาะสมในการเข้าสวามิภักดิ์กับบูเช็คเทียนและไต่เต้าไปจนถึงจุดสูงสุดของชีวิต

ตี๋เหรินเจี๋ย เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เพราะถึงแม้จะภักดีกับราชวงศ์ถัง แต่ยังต้องอดทนอดกลั้นไว้ หากทว่าตี๋เหรินเจี๋ยก็ยังรักษาคุณงามความดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ยินดีทำชั่วเพื่อประจบเอาใจบูเช็คเทียน ในที่สุดเมื่อยุคแห่งการกวาดล้างผ่านพ้นไป ตี๋เหรินเจี๋ยจึงกลายเป็นข้าราชการที่ได้รับความไว้วางพระทัยอย่างสูงยิ่ง

ความอ่อนแอของราชวงศ์ถังในช่วงเวลาต่อมา จึงไม่ได้เกิดจากการกวาดล้างทางการเมืองของพระนางบูเช็คเทียน หากทว่ากลับมีสาเหตุมาจากความฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายของพระนาง แม้กระนั้น คุณูปการที่ทรงทำให้ต่อบ้านเมือง ก็สมน้ำสมเนื้อกับการเสวยสุขในบั้นปลายชีวิต หากจะโทษก็ต้องว่าคนรุ่นหลังที่ไม่สามารถบริหารประเทศให้ดีทัดเทียมจักรพรรดินีหญิงองค์เดียวแห่งประวัติศาสตร์จีน

 

ขอบคุณภาพปก : wikipedia.org/บูเช็คเทียน_(ละครโทรทัศน์_พ.ศ._2557)

 

เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์

ขอบคุณ : เจริญชัย ไชยไพบูลย์วงศ์
อาจารย์ประจำศูนย์ประชาคมอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม / นักเขียนและนักวิจารณ์
www.siamintelligence.com